[AU] Produce101 - Your Canine :: เขี้ยว #nielong

ตอนที่ 18 : Chapter 16 :: คืนจันทร์สีเลือด I

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,769
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 243 ครั้ง
    25 มี.ค. 63

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์นับจากวันที่โดนเรียกเข้าห้องเย็นของซีมอส กิจวัตรประจำวันของสามสหายเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างคือการทำความสะอาดโรงเรือนที่สามตามบทลงโทษที่ได้รับ แต่ไม่ว่าจะทำไปเท่าไรงานก็ดูจะไม่ลดลงแม้แต่น้อย เช่นนั้นทุกๆวันเด็กหนุ่มทั้งสามจึงต้องลากร่างกายอ่อนเพลียกลับหอพักในตอนที่พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ทันเวลาประตูหอปิดอย่างเฉียดฉิวทุกวี่วัน

 

นั่นเป็นสาเหตุให้อาซาเอลอยากฝังร่างลงในเนื้อเตียงมันเสียเลย เมื่อพบว่ายามเช้ามาเยือนทั้งที่ร่างกายยังคงเมื่อยขบจากการใช้แรงงานในวันวาน

 

ก้อกๆ

 

ทรานส์หนุ่มขดตัวบนเตียง กดหมอนแนบหูทั้งสองข้างหนีเสียงเคาะประตูที่ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นใคร เพราะมินาคัสทำเช่นนี้ทุกเช้านับตั้งแต่วันที่เขาตื่นสายจนเข้าเรียนคลาสเช้าไม่ทัน หลังจากทำงานบำเพ็ญประโยชน์ไปได้สามวันถ้วน

 

“อาซาเอล อย่างอแง”เสียงทุ้มของคุณพ่อจำเป็นดังลอดเข้ามาภายในห้อง ลูกชายที่กำลังงอแง จึงได้แต่กัดฟันกรอดแล้วดีดตัวขึ้นนั่ง

 

หงุดหงิดตั้งแต่เช้าจะทำให้ทั้งวันกลายเป็นวันน่าเบื่อ แต่ช่วยไม่ได้ในเมื่อเขาหงุดหงิดไปเสียแล้ว วันนี้ทั้งวันคงต้องทนเบื่อ และเบื่อมากยิ่งขึ้นเมื่อคิดว่างานใช้แรงงานยังรอเขาอยู่หลังจบวิชาสุดท้ายของวัน

 

“ฉันกับแจนิวาลจะไปรอที่ห้องอาหารแล้วกัน”ผู้รักษาสมดุลหนุ่มได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้าแมวขี้เซาก็ได้แต่ยิ้มขำ ก่อนจะหันมาโอบไหล่คนขี้เซาอีกคนที่ยืนทำหน้ายุ่งอยู่ข้างๆกัน การตบไหล่เบาๆคล้ายปลอบยิ่งทำให้แจนิวาลหงุดหงิดมากยิ่งขึ้นจนต้องสะบัดแรงๆให้มือนั่นหลุดไปเสีย

 

ก็ไอ้คนทำตัวเป็นคุณพ่อของกลุ่มเล่นปลุกเขาแต่เช้าตรู่ นั่งเฝ้าหน้าประตูห้องน้ำด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มประหลาดๆ และทันทีที่เขาเตรียมตัวเสร็จก็โดนลากมาปลุกลูกรักที่นอนอุตุอยู่ห้องถัดไป ลำเอียงเห็นๆ ทั้งที่เพียวหนุ่มคิดว่าจะได้นอนต่ออีกสักหน่อยแล้วเชียว

 

“ขาไม่เป็นอะไรแน่นะ”

 

แจนิวาลกลอกตาให้กับคำถามวนซ้ำๆที่ได้ยินตั้งแต่ลืมตาตื่น... ไม่สิ ตั้งแต่เย็นวานที่เขาเดินสะดุดรากไม้แห้งในโรงเรือนที่สามจนล้มกลิ้งไม่เป็นท่า ทำเอาอาซาเอลขำแทบขาดใจตาย ส่วนมินาคัส เจ้าชายจอมปลอมก็ช่างแสดงออกได้สมกับเป็นพวกร้ายลึกจริงๆ ปากเอาแต่ถามอาการแต่สายตากลับวาววับฉายแววขบขันอยู่ตลอด สู้ให้หัวเราะออกมาดังๆแบบอาซาเอลเสียยังน่าโมโหน้อยกว่าท่าทางกลั้นยิ้มเช่นนั้น

 

“ลองให้ฉันกระโดดฟาดขากับหน้าหล่อๆของนายสักทีเอาไหม จะได้เลิกถามเซ้าซี้”

 

คนตัวสูงกว่ากลั้นขำเมื่อภาพในหัววนซ้ำตอนที่คนตัวเล็กกลิ้งหลุนๆไปกับพื้นเปื้อนฝุ่น ห่วงก็ห่วง แต่ท่าทางงงๆเหมือนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนั่นน่าเอ็นดูจนกลั้นยิ้มแทบไม่ไหว โชคดีที่ไม่มีส่วนใดแตกหัก ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็นขำไม่ออกเสียมากกว่า

 

“ยอมรับแล้วหรือว่าฉันหล่อ”มินาคัสเลิกคิ้วถามคนที่หันมามองหน้าเขา เพียวหนุ่มทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อที่ได้ยินประโยคหลงตัวเองเช่นนี้แต่เช้า

 

“ฉันเคยเถียงนายด้วยหรือ ที่เข้าไปทำความรู้จักด้วยก็เพราะหน้าแบบนั้นเท่านั้นล่ะ ถ้านายหน้าตาดีน้อยกว่านี้หน่อยอย่าคิดเลยว่าจะได้เป็นเพื่อนกับฉัน”แจนิวาลระบายยิ้มเหนือกว่าราวกับเป็นผู้ชี้นิ้วเลือกมินาคัสมาจากตู้แสดงผลงานของจิตรกร

 

เป็นผลงานชิ้นที่ถูกใจ

 

แน่ล่ะ คนหน้าตาดีก็มักคบกับคนหน้าตาดีไม่ใช่หรือ ดูเอาเถิด กลุ่มเขาสามคนมีใครไร้เสน่ห์ดึงดูดบ้าง เรื่องนี้ใช่ว่าเขาคิดไปเอง ความโด่งดังของกลุ่มเด็กใหม่ที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับกลุ่มอันธพาลรุ่นพี่จนหัวโจกโดนเชิญออกจากสถาบันนั้นกลายเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่หลายวัน

 

รายละเอียดที่บิดเบือนไปบ้างไม่ได้สร้างความรำคาญให้แจนิวาลสักนิด แม้จะมีคนเล่าว่าอาซาเอลทำแขนรุ่นพี่หักคามือแจนิวาลก็มิคิดแก้ไข เพราะหากไม่มีใครห้ามไว้เจ้าตัวร้ายนั่นอาจหักกระดูกใครเข้าจริงๆก็เป็นได้ ทว่าสิ่งที่เพียวหนุ่มสนใจนั้นคือ ข่าวลือเหล่านี้แพร่สะพัดไปพร้อมกับคำบอกเล่าที่ว่าเด็กใหม่ทั้งสามมิใช่เพียงกล้าหาญปกป้องผู้อ่อนแอ ซ้ำยังหน้าตาดีราวเทพบุตร ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็ได้รับสายตาชื่นชมจากเหล่าทรานส์อยู่เสมอ เรื่องพวกนี้จะมีก็แค่มินาคัสกับอาซาเอลเท่านั้นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเอาเสียเลย

 

หรือเพราะเป็นจุดสนใจจนเคยชินก็มิอาจรู้

 

อ่า เขาเองก็ควรรีบชินได้แล้วสินะ ชินกับการเป็นคนดัง

 

คนตัวเล็กเผลอยิ้มกริ่ม ยืดอกอย่างไม่รู้ตัวจนมินาคัสได้แต่ลอบส่ายหน้า

 

ยอมแพ้

 

ดูเหมือนมินาคัสจะเจอทักษะหลงตัวเองขั้นสูงกว่าเข้าให้เสียแล้ว

 

hf

 

            อาซาเอลคิดว่าวันนี้หอพักเงียบเหงาเป็นพิเศษ แต่เพิ่งรู้เมื่อครู่นี้เองว่าวันนี้สถาบันเชนโต เงียบเหงาผิดปกติ

 

            แมวหนุ่มกวาดตามองคลาสเรียนวิชา Human Type ที่มีคนบางตาอย่างเห็นได้ชัด ใช่ว่าพวกเขามาเร็วกว่าปกติ ออกจะสายไปหน่อยเสียด้วยซ้ำเพราะแจนิวาลเจ็บขาจนเดินไม่ถนัด แม้เจ้าตัวจะออกปากปฏิเสธมาตลอดทางแต่พออาซาเอลแกล้งเดินเร็วขึ้นเพียงนิดเพียวหนุ่มก็เบ้หน้าเพราะเข่าที่เสียดจากการล้มกลิ้งเมื่อวันก่อน

 

            เช่นนั้น เหตุใดห้องเรียนที่เคยแน่นขนัดจึงได้เหลือที่ว่างมากมายเช่นนี้ ซ้ำตำแหน่งหน้าห้องที่เป็นของอาจารย์ประจำวิชาผู้เคร่งครัดเรื่องเวลาก็ยังคงว่างเปล่า

 

            วันนี้มีการยกเลิกคลาสเรียนกะทันหันงั้นหรือ

 

            “เริ่มแล้วสินะ”

 

            มินาคัสพึมพำคล้ายรำพึงกับตนเอง ทว่าก็ลอยเข้าหูเพื่อนสนิททั้งสองที่ยืนห่างกันเพียงคืบ

 

            แจนิวาลมุ่นหัวคิ้วอย่างใช้ความคิด คนช่างสังเกตกวาดตามองรอบห้องอีกหนขณะเดินตรงเข้าไปนั่งที่ประจำ

 

            กลุ่มหมาป่าหายไป

 

            กลุ่มทรานส์บางส่วนที่เขารู้จักก็ไม่อยู่ที่นี่

 

            อาจารย์ชาร์ลก็ด้วย

 

            หรือว่า

 

            “บางทีอาจารย์ชาร์ลอาจจะติดภารกิจด่วน เรากลับไปนอนกันดีไหม”อาซาเอลพูดด้วยแววตามีความหวัง

 

            คนนอนไม่เต็มอิ่มคงไม่ทันได้สังเกตรายละเอียดรอบตัว ในหัวของอาซาเอลมีเพียงผ้านวมอุ่นๆและเตียงนอนนุ่มสบายเท่านั้น แมวหนุ่มขี้เซามิได้ใยดีกับผู้คนในชั้นเรียนแสนบางตา หรืออาจารย์ร่างสูงที่มาไม่ตรงเวลา

 

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการยกเลิกคลาสเรียนอย่างกะทันหันด้วยอาจารย์มีภารกิจด่วน เหล่านักเรียนเข้าใจดีว่าคณาจารย์ของสถาบันแห่งนี้แบกรับความปลอดภัยของอาณาจักรไว้ เป็นบุคลากรชั้นแนวหน้าที่สละเวลาอันมีค่ามาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่จะกลายเป็นอัญมณีของอาณาจักรสืบไป

 

            “ไม่ได้ติดภารกิจหรอก อาจจะมีเหตุจำเป็นอื่น แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะงดคลาสหรอกนะ”มินาคัสพูดขณะเตรียมอุปกรณ์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนการสอน แม้ผู้รักษาสมดุลไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนในสถาบัน แต่สิ่งที่เขาได้รับจากสถาบันเชนโตล้วนเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผู้รักษาสมดุลหนุ่มจึงสนใจใคร่รู้และตั้งอกตั้งใจเรียนเสมอ ยกเว้นยามที่ต้องหลบออกไปทำภารกิจลับบ้างเป็นครั้งคราว

 

“เหตุจำเป็นอะไร”แมวดำเลิกคิ้วถาม

 

อาซาเอลเริ่มกวาดสายตามองรอบตัว ดวงตาสีรัตติกาลน่าหลงใหลหรี่ลงช้าๆเมื่อพบว่ากลุ่มคนที่คุ้นเคยหายไป

 

หากไม่นับคาดิเนียลที่ช่วงนี้ขาดเรียนเป็นว่าเล่น นี่เป็นครั้งแรกที่กลุ่มหมาป่าหายไปทั้งฝูง

 

เพราะใกล้คืนจันทร์สีเลือดแล้วกระมัง พวกหมาป่าจึงได้เริ่มเก็บตัว

 

เสียงแจนิวาลดังขึ้นในหัว

 

อาซาเอลสบตาเพื่อนสนิทที่นั่งข้างกันแต่กลับเทเลพาทีมาแทน

 

คืนจันทร์สีเลือด

 

เหมือนจะเคยได้ยินมาบ้าง

 

ค่ำคืนที่ผู้สืบเชื้อสายหมาป่าจะมีสัณญาตญาณอยู่เหนือหลักของเหตุและผล กระหายเลือด เข่นฆ่าได้แม้แต่คนในครอบครัว

 

ช่างป่าเถื่อน

 

หัวใจทรานส์กระตุกวูบเมื่อประหวัดถึงใครบางคนที่สืบสายเลือดหมาป่าเช่นกัน จะว่าไปก็ไม่ได้เจอหน้าคาดิเนียลมาหลายวันแล้ว แม้แต่เสียงก็ไม่ได้ยิน หรือหมาบ้านั่นจะเก็บตัวกับเขาด้วยเหมือนกัน

 

แค่จินตนาการถึงยามที่ร่างสูงเจ้าของรอยยิ้มสดใสถูกอาบชโลมไปด้วยเลือดจากเหยื่อที่ล่าได้ อาซาเอลก็ตัวสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้

 

ความกลัวถาโถมแม้รู้ดีว่ามันเป็นเพียงความคิดของตนเอง

 

“อาซาเอล”เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆพร้อมมือที่แตะบ่า มินาคัสสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ที่แปรปรวนจากคนข้างตัว คนโดนเรียกพ่นลมหายใจยาวเพื่อสงบสติอารมณ์ พลังเวทย์สีเหลืองนวลค่อยๆเสถียรตามอารมณ์ผู้เป็นเจ้าของ

 

แบบนี้ไม่ตายกันหมดหรือ สถาบันนี้มีหมาป่าอยู่เท่าไร แม้แต่อาจารย์ชาร์ลยังได้รับผลกระทบจนเข้าชั้นสาย มีหวังเกิดฆาตกรรมหมู่ขึ้นแน่ ทางสถาบันไม่มีมาตรการอะไรเลยงั้นรึ

 

ทรานส์หนุ่มเริ่มออกอาการร้อนรน แค่ต้องอยู่ท่ามกลางนักล่าก็ต้องระแวงทุกฝีก้าว มารู้ว่าผู้มีอำนาจสูงสุดอาจลักพาตัวตนไปทรมานก็จิตตกจนไม่กล้าทำอะไรไปพักใหญ่ ไม่ทันไรต้องมาเจอกับคืนที่เป็นดั่งฝันร้ายของเหล่าทรานส์อีก

 

มันไม่เกินไปหน่อยหรอกหรือ!

 

          สถาบันเชนโตไม่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

          พฤติกรรมตามสายเลือด ก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ

 

          การล่า หรือถูกล่า ไม่ว่าจะสยดสยองเพียงใด มันก็เกิดจากสัญชาตญาณที่ติดตัวเรามา แม้แต่เพียวยังมีสัญชาตญาณการล่าเลย หากหมาป่าจะคลุ้มคลั่งไล่ฆ่าทุกคนในสถาบันก็ถือเป็นเหตุสุดวิสัยกระมัง

 

            แจนิวาลไหวไหล่เมื่ออาซาเอลหันมาถลึงตาใส่ราวไม่เห็นด้วย

 

            ถ้าวิวัฒนาการกันมาถึงขนาดนี้แล้วยังใช้สัญชาตญาณเป็นข้ออ้างไม่หยุดหย่อน ก็คืนสู่ร่างสัตว์กันไปเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ

 

            การปะทะฝีปากระหว่างเพียวกับทรานส์เริ่มตั้งเค้าทะมึน แต่ก็ถูกสะกัดด้วยคนที่เปิดประตูเข้ามาดึงดูดสายตาจากนักเรียนในห้องไปเสียก่อน

 

            มินาคัสเบิกตากว้างเสียจนอาซาเอลกับแจนิวาลมองสลับเพื่อนสนิทกับคนแปลกหน้าที่เดินเข้ามาอย่างไม่เข้าใจ

 

            “สวัสดี ผมชื่อเทนไฮม์ มาสอนแทนอาจารย์ชาร์ลที่ต้องไปทำธุระด่วน”รอยยิ้มอบอุ่นระบายบนใบหน้าคมของอาจารย์เทนไฮม์

 

          มินาคัสไม่เคยเอ่ยชื่ออาจารย์คนใดยามพูดถึงเหล่ากบฏแห่งเชนโตเออูโน เขาเลี่ยงคำ และพยายามพาดพิงผู้อื่นให้น้อยที่สุด ระมัดระวังเสียจนบางครั้งเล่าอะไรไม่ได้ศัพท์ เป็นหน้าที่ของคนฟังที่ต้องประติดประต่อเรื่องเอง แม้ยามกางเขตแดนป้องกันมินาคัสก็ยังมีสีหน้าลำบากใจและไตร่ตรองทุกคำพูดอยู่เสมอ

 

            กระนั้นสีหน้าของผู้รักษาสมดุลหนุ่มยามนี้ กับรอยยิ้มประหลาดที่อาจารย์เทนไฮม์ส่งมาให้ การพยักหน้าน้อยๆให้กับอาซาเอลอย่างจงใจก็ทำให้หนึ่งเพียวหนึ่งทรานส์พอจะรู้ได้ว่าคนตรงหน้าเป็นหนึ่งในตัวละครของเรื่องเล่าขาดๆเกินๆของมินาคัส

 

            ทว่าเป็นใครกัน

 

            เสียงพูดคุยในห้องยังคงจอแจด้วยนักเรียนส่วนใหญ่คาดหวังให้เกิดการยกเลิกคลาสจะได้กลับไปนอนไม่ก็เที่ยวเล่นในรั้วสถาบัน อย่างไรเสียก็ดีกว่าการนั่งฟังบรรยายตลอดสามชั่วโมง เช่นนั้นเมื่อผู้ที่เดินเข้ามาไม่ใช่บุคคลคุ้นเคยซ้ำยังดูเป็นมิตรไม่น่าหวั่นเกรงเหมือนอาจารย์ชาร์ล

 

            นกกระจอกก็เริ่มแตกรัง

 

            ฉับพลันที่รอยยิ้มบนริมฝีปากของอาจารย์เทนไฮม์จางลงเพียงนิด ความกดดันภายในห้องเพิ่มสูงขึ้นชั่วพริบตาหนึ่ง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเหล่านักเรียนกรีดร้องจนตัวแข็งทื่อ หลายคนเผลอกลั้นหายใจ สายตาทุกคู่หันมาด้านหน้าของชั้นเรียน เลือดในร่างยังคงสูบฉีดออกจากหัวใจในอัตราที่เร็วกว่าปกติ

 

            พลังเวทย์นี่ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย

 

            แต่ที่น่าหวั่นกลัวกว่านั้นคือพลังเวทย์ที่กำลังตื่นกลัวถูกบังคับให้สงบลงโดยที่เจ้าตัวไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้นักเรียนตกอยู่ในภาวะมึนงงครู่หนึ่งจนกระทั่งเสียงทุ้มของอาจารย์ช่วยดึงสติกลับมา

 

            นี่หรือที่บอกว่าสูญเสียการควบคุมไป มองอย่างไรก็ยังแข็งแกร่งจนน่ากลัวมิใช่หรือ

            มินาคัสมองคนตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมอย่างปิดไม่มิด

 

            ในขณะที่อาซาเอลกับแจนิวาลรู้ตัวแล้วว่ากำลังเผชิญหน้ากับใคร

 

            อาซาเอลเคยโดนมินาคัสบังคับให้พลังเวทย์สงบมาก่อนจึงรู้ ส่วนแจนิวาลนั้น...

 

            เพราะรู้ว่าผู้รักษาสมดุลทำสิ่งใดได้บ้าง จึงคาดเดาได้ว่าคนตรงหน้าเป็นสิ่งใด และแข็งแกร่งเพียงใด

 

            อดีตผู้รักษาสมดุล

 

            ผู้ถอนตัว

 

            คนทรยศ

 

            หลากหลายชื่อที่ถูกคนอื่นเรียกขาน

 

            แต่ปัจจุบันเขาคือหนึ่งในผู้นำของเหล่ากบฏ

 

            ศาสตราจารย์เทนไฮม์คนนั้น

 

            สามสหายที่ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของบุคคลหน้าชั้นเรียน รู้สึกราวโดนกวนตะกอนบางอย่างในจิตใจขึ้นมาพร้อมกัน ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน...

 

            “พร้อมสำหรับการเรียนการสอนวันนี้กันแล้วใช่มั้ย”ศาสตราจารย์เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาระบายยิ้มเป็นมิตรอีกหน “จริงๆแล้วผมเคยสอนวิชานี้นะ เมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นอาจารย์ชาร์ลของพวกคุณยังเป็นเด็กขี้โมโหนั่งคิ้วผูกเป็นปมอยู่หลังห้องตรงนั้น”ว่าพรางชี้ไปแถวหลังสุดซึ่งเคยถูกครอบครองโดยฝูงหมาป่า ทว่าวันนี้ว่างเปล่า

 

            การแนะนำตัวเช่นนั้นทำให้ทุกคนในห้องกลืนน้ำลายเพราะรู้ถึงความอาวุโสของคนตรงหน้า ยิ่งใบหน้าเต่งตึงไม่สมวัยนั้นเปื้อนรอยยิ้มมากเท่าใดยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น

 

            นี่มันอาจารย์ระดับสูงมิใช่หรือ หากทำอะไรพลาดไปมิโดนดีดออกจากสถาบันเลยรึไง

 

            “แย่หน่อยที่เหตุการณ์มันกะทันหันเสียจนผมไม่ทันได้เตรียมตัว แต่จะให้ปล่อยพวกคุณกลับหอไปทั้งแบบนี้ก็คงไม่ได้ งั้นวันนี้เรามาเรียนโดยให้พวกคุณเป็นคนสอนก็แล้วกัน”

 

            ว่าไงนะ?

 

            คล้ายได้ยินเสียงกระซิบเพราะความงงงวยดังจากทั่วห้อง แม้ไม่เข้าใจแต่ไม่มีใครกล้ายกมือถาม

 

            “ทุกตระกูลมีเรื่องเล่า ทุกสายพันธุ์มีตำนาน และคงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าลูกหลานที่สืบสายเลือดเหล่านั้น”

 

            เทนไฮม์ยิ้มกริ่ม

 

            “ผมรู้ว่าพวกคุณบางคนต้องปกปิดสถานะ แต่ข้อมูลการสืบเชื้อสายใดถูกบันทึกในระเบียนประวัติ เป็นข้อมูลสาธารณะ บ้างสืบเชื้อสายแมวใหญ่ บ้างสืบเชื้อสายหมาป่า บ้างมาจากตระกูลหมีเก่าแก่ หรือแม้แต่เพียว ก็มีเรื่องเล่าของตัวเอง”

 

            “วันนี้ผมจะให้พวกคุณออกมาเล่า เรื่องเล่า นิทาน ตำนาน อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสายเลือดของคุณ”เทนไฮม์กวาดสายตาไปรอบห้อง นักเรียนส่วนใหญ่หลบสายตาและกระสับกระส่ายเพราะอาการประหม่า

 

            “ทำไมเครียดกันขนาดนั้น เอาล่ะ ผมจะเริ่มเป็นคนแรก แต่นี่ไม่ใช่เรื่องเล่าของตระกูลผม เป็นเรื่องที่ผมเล่าแทนผู้ที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้”อาจารย์หนุ่มพิงสะโพกกับขอบโต๊ะ กอดอกทำหน้าครุ่นคิดคล้ายกำลังเรียบเรียงเรื่องราว

 

            “คืนจันทร์สีเลือด กับคำสาปของเหล่าหมาป่า”

 

            แว่วเสียงสูดลมหายใจ

            อาซาเอลมิได้ใส่ใจอยากรู้ว่าเป็นของใคร เพราะยามนี้เขากำลังจ้องมองอาจารย์อาวุโสด้วยสายตาใคร่รู้ คนตรงหน้ากำลังส่งสัญญาณเตือนแก่ทุกคนให้รับรู้ว่าสิ่งใดกำลังจะมา

 

            “คืนจันทร์สีเลือดคือคืนเดือนเพ็ญที่พระจันทร์เต็มดวงถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน ไม่อาจทำนาย ไม่อาจอธิบายว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทว่ามันส่งผลต่อพลังเวทย์ในกายของผู้สืบเชื้อสายหมาป่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ หรือมนุษย์ สัญชาตญาณการล่าของพวกเขาจะถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด จนแม้แต่ฝูง ก็แตกเป็นเสี่ยง”

 

            ห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบ รอคอยให้อาจารย์พูดต่อ

 

            “หมาป่าน่าเกรงขามเมื่ออยู่เป็นฝูง แต่หมาป่าคลั่งที่แตกจากฝูงและมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อล่านั้นอันตราย ว่ากันว่าตระกูลหมาป่าใหญ่ๆหลายตระกูลล่มสลายเพราะฆ่ากันเองในคืนจันทร์สีเลือด ใช่ มันเป็นเรื่องจริง”

 

            แมวหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างฝืดฝืน

 

            “น่ากลัวใช่หรือไม่ ถูกแล้วที่พวกคุณกลัว เพราะในสถาบันแห่งนี้มีผู้สืบเชื้อสายหมาป่าอยู่เกือบครึ่งของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ทั้งในสถาบัน และรอบๆสถาบัน”

 

            รอยยิ้มที่หายไปจากใบหน้าของอาจารย์เทนไฮม์ยิ่งทำให้ความวิตกกังวลกัดกินเหล่าทรานส์และผู้อ่อนแอ

 

            “แต่ใช่ว่าเราทั้งหมดจะตายในคืนจันทร์สีเลือด วิธีรอดชีวิตแสนง่ายดาย”อาซาเอลหรี่ตามองเมื่อเทนไฮม์จงใจเว้นวรรคให้คนฟังลุ้นตาม “เพียงแค่อย่าอยู่ใกล้พวกหมาป่าในคืนนั้น จงหลบซ่อน จงเร้นกาย จงปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา แต่หากโชคร้ายตกเป็นเป้าของพวกเขา อย่าคิดแม้สบตา กลับหลัง แล้ววิ่งหนีให้เร็วสุดฝีเท้า อย่าเผชิญหน้ากับหมาป่าในคืนที่พวกเขาแข็งแกร่งที่สุด เพราะคุณ จะแพ้”

 

            ใช่ว่าทุกคนจะพ่ายแพ้ให้กับหมาป่าในคืนพระจันทร์สีเลือด แต่กับนักเรียนใหม่ที่อยู่ภายในห้องนี้ นี่เป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดหากอยากรอดชีวิต

 

            “เรื่องที่ผมเล่าอาจไม่น่าฟังสักเท่าไร แต่ผมต้องเล่าเพราะอีกสองวันจะถึงคืนวันเพ็ญ และจากการคาดเดาของนักพยากรณ์ที่เก่งที่สุดของเรา คืนนั้น พระจันทร์จะกลายเป็นสีแดง”

 

            เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีอย่างห้ามไม่ได้ แม้หลายคนพอจะเดาได้จากการที่หมาป่าเริ่มเก็บตัว แต่เวลาอีกเพียงสองวันนั้นทำให้ความหวาดกลัวกัดกินสติของพวกเขา นักเรียนในห้องลืมไปเสียสิ้นว่าจะต้องออกมาเล่าเรื่องของตนต่อ จนกระทั่งเสียงดีดนิ้วของอาจารย์หนุ่มดังขึ้นพร้อมกลิ่นหอมประหลาด ถุงผ้าสีขาวสะอาดตกลงบนโต๊ะตรงหน้านักเรียนทุกคน

           

            “นั่นเป็นของขวัญจากอาจารย์ยูจีน อาจารย์ประจำวิชาสมุนไพรศาสตร์ ไม่แน่ใจว่าพวกคุณเคยเจอรึเปล่า แต่เขานั่งหลังขดหลังแข็งเพื่อทำถุงบุหงาใส่ดอกไม้หลากชนิดที่มีฤทธิ์ขับไล่สัตว์จำพวกหมาป่าเอาไว้ อาจารย์ไคมัสก็ช่วยด้วย เขาหยดสารสกัดอะไรสักอย่างที่ช่วยให้ดอกไม้ส่งกลิ่นได้แรงขึ้นลงไป หวังว่าจะไม่อันตราย”ท้ายประโยคอาจารย์เทนไฮม์พูดเสียงเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน

 

ยกเว้นผู้ที่รู้ดีว่า ไคมัส เป็นคนเช่นไร

 

“ไม่ได้ป้องกันได้อย่างเด็ดขาด ทว่าช่วยให้พวกเขาชะงัก สร้างโอกาสให้พวกคุณได้หาทางหนีทีไล่ อ่า ไคมัสเรียกมันว่าการซื้อเวลาตาย”อีกครั้งที่เทนไฮม์พึมพำกับตนเอง

 

“เอาเป็นว่าพกติดตัวเอาไว้ก็แล้วกัน เมื่อเวลานั้นมาถึงหวังว่าจะเป็นประโยชน์”

 

“เอาล่ะ ผมคิดว่าพวกคุณคงอยากนั่งคิดอะไรกันสักหน่อย งั้นเปลี่ยนจากการออกมาเล่าหน้าชั้นเรียนเป็นเขียนรายงานส่งผมก็แล้วกัน สรุปความให้จบในหน้าเดียว ส่งเมื่อหมดเวลา”

 

เทนไฮม์ทิ้งตัวลงนั่งบนโต๊ะหน้าชั้นเรียน กอดอกกวาดสายตามองนักเรียนที่เริ่มหยิบปากกาขึ้นเขียนเรื่องเล่าของสายเลือดตนเอง หลายคนมีท่าทีเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งดวงตาคมของอาจารย์หนุ่มสบเข้ากับสายตาที่มองตรงมาของเด็กหนุ่มร่วมสายเลือด

 

สายเลือดของผู้รักษาสมดุล

 

น่าสนใจทีเดียวว่ามินาคัสจะเขียนสิ่งใดลงในกระดาษ

 

อาซาเอลหยิบถุงผ้าสีขาวขึ้นมาดูใกล้ๆ กลิ่นหอมฉุนลอยเตะจมูก จนต้องรีบเอาออกห่างตัว อย่าว่าแต่หมาป่าเลย แม้แต่แมวอย่างเขาก็ไม่พิสมัยกลิ่นเช่นนี้สักเท่าไร

 

            “เราคงต้องทำถุงผ้านี่เพิ่มสักร้อยถุง”แจนิวาลพึมพำ

 

            “ทำไปทำไม ฉันเลือกเก็บตัวอยู่ในห้องแล้วร่ายเวทคุ้มกันให้หนาๆเข้าไว้ดีกว่า”อาซาเอลเอ่ยพร้อมถอนหายใจยาว “ที่เหลือก็ทำได้แค่สวดภาวนาให้รอด”

 

            หากจะมีใครสักคนเป็นเป้าของหมาป่า ชื่อแรกที่ปรากฏในหัวก็คือชื่อของเขาเอง เช่นนั้นแล้วถุงผ้าเหล่านี้เป็นร้อยถุงก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้หรอกกระมัง

 

            “นายลืมหรือ”แจนิวาลหันมามอง และนั่นทำให้อาซาเอลคิดทบทวนคำถามของเพื่อนอีกหน

 

            ลืม

 

            ลืมสิ่งใดกัน

 

            ถ้าจำได้ก็คงไม่เรียกว่าลืม

 

            “วันนั้นเป็นวันเก็บเกี่ยวผลของต้นลูกกวาด”

 

            ต้นลูกกวาด อีกหนึ่งบทลงโทษที่พวกเขาได้รับ ตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ไม่ใช่เพียงโรงเรือนที่สามที่พวกเขาต้องดูแลเสียจนไม่มีเวลาพักผ่อน เจ้าต้นไม้เอาแต่ใจนั่นก็สูบพลังกายพลังใจของพวกเขาไปไม่น้อย ด้วยต้นอ่อนนั้นแสนเปาะบาง ต้องเพาะในกล่องกระจก ควบคุมสารอาหาร ปริมาณน้ำ และอุณหภูมิให้คงที่อยู่เสมอ หากพลาดเพียงนิดพวกมันจะแห้งตาย ซ้ำร้ายรสชาติยังออกมาแตกต่างกันตามแต่สภาพแวดล้อมที่ได้รับ มันคงไม่ลำบากเท่าใดนักหากเจ้าหญิงแคนดี้เป็นคนที่สามารถบอกได้ว่าชื่นชอบรสชาติเช่นไร เช่นนั้นพวกเขาจึงต้องปลูกต้นลูกกวาดในปริมาณมาก และสร้างสภาพแวดล้อมในกล่องกระจกที่แตกต่างกันเพื่อหวังว่าสักต้นในนั้นจะให้ผลที่ถูกปากเจ้าหญิง

 

การจำลองสภาพแวดล้อมแบบต่างๆภายในกล่องกระจกใช้พลังเวทย์ไม่น้อย ทั้งป่าดิบชื้น ทุ่งหญ้า ทะเลทราย รายละเอียดของปริมาณน้ำ สารอาหาร อุณหภูมิที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยล้วนต้องใช้พลังเวทย์ในการกำหนดและรักษาสมดุลเอาไว้ เรียกได้ว่าแทบจะรีดเร้นทุกอณูวิญญาณออกมาหล่อเลี้ยงเจ้าพวกต้นอ่อน โดยมีเจ้าตัวอ้วนสีขาวปุกปุยวิ่งอยู่บนคานของโรงเรือนเพื่อเยี่ยมชมเหล่าทาสเป็นครั้งคราว

 

            พวกเขาปลูกต้นลูกกวาดไปยี่สิบต้น ครึ่งหนึ่งตายภายในสามวันแรก ที่เหลือรอดกำลังออกดอกส่งกลิ่นหอมหวานลอดออกมาจากกล่องกระจกใส ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวคือสิบวัน

 

            ตรงกับคืนจันทร์สีเลือดพอดี

 

            ช่างเหมาะเจาะราวกับสวรรค์บัญชาให้พวกเขาตายเพื่อต้นไม้พวกนั้น

 

            “ฉันจะปล่อยให้พวกมันแห้งตาย”อาซาเอลกัดฟันกรอด

 

            หากไม่เก็บเกี่ยวตามเวลาต้นไม้ทุกต้นจะยืนต้นตาย พลังเวทย์ หยาดเหงื่อ และความพยายามตลอดสิบวันจะมลายหายไปพร้อมกับซากต้นไม้แห้งๆ

 

            กระนั้นก็ดีกว่าเป็นเขาเองที่ตายเพราะกรงเล็บของหมาป่าสักตัว

 

            “ไม่ได้ เราไม่มีเมล็ดพันธุ์เหลือแล้วนะ อย่างน้อยถ้าล้มเหลวก็ต้องมีไว้เริ่มต้นใหม่ ฉันไม่อยากจะคิดว่าอาจารย์ซีมอสจะลงโทษเรายังไงถ้าพลาดจากการปลูกต้นลูกกวาด ไม่สิ หมายถึงเจ้าหญิงแคนดี้ เจ้าอ้วนนั่นมองจิกฉันจากคานโรงเรือนทุกครั้งที่ฉันสบตา”แจนิวาลทำหน้าเหยเกเมื่อนึกถึงสายตาของก้อนขนสีขาว

 

            “ชูการ์ไกรเดอร์น่ากลัวกว่าหมาป่าหรือแจนิวาล”อาซาเอลมองเพื่อนสนิทอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าคนฉลาดอย่างเขาจะชั่งน้ำหนักไม่ได้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน

 

            ชีวิต

 

            หรือปากท้องของเจ้าสัตว์พิทักษ์นั่น

 

            อ่า แต่เมื่อคิดว่ามันเป็นสัตว์พิทักษ์ของใครก็ดูจะมีน้ำหนักขึ้นมาอีกโขทีเดียว


hf

           

            “หมดเวลา ส่งกระดาษของคุณมาด้านหน้า”

           

            เหล่านักเรียนทยอยวางปากกาในมือลงเมื่อศาสตราจารย์เทนไฮม์ให้สัญญาณ อาจารย์หนุ่มยืนขึ้นแล้วมองไปรอบห้องคล้ายกำลังหาอะไรบางอย่าง

 

            “คุณ เก็บรวบรวมแล้วตามไปส่งที่ตึกภาควิจัย”

 

            มินาคัสพยักหน้าน้อยๆ ตอบรับคำสั่งของเทนไฮม์โดยมีอาซาเอลและแจนิวาลเหลือบมองอย่างรู้ทัน ดูเหมือนเหล่าผู้รักษาสมดุลมีเรื่องต้องคุยกันเป็นการส่วนตัว

 

            “งั้นพวกเราจะไปนั่งรอที่ลานกว้างนะ”อาซาเอลเอ่ยเพื่อเปิดโอกาสให้มินาคัสได้คุยกับเทนไฮม์ตามลำพัง แต่กลับได้การส่ายหน้าปฏิเสธจากเพื่อนสนิท

 

            “ไปด้วยกันเถอะ”

 

            อาซาเอลหรี่ตามองคนรูปงามที่จ้องเขม็งคล้ายมีบางอย่างอยากพูดแต่พูดไม่ได้ ก่อนจะหันไปสบตากับเพียวร่างเล็กข้างกายที่พยักหน้าเบาๆ

 

            “ดีเหมือนกัน ฉันยังไม่เคยใช้สิทธิ์เข้าใช้ห้องสมุดของตึกภาควิจัยสักครั้ง บางทีในนั้นอาจมีวิธีเร่งการออกผลของต้นลูกกวาด เราจะได้ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปากท้องของเจ้าปุกปุยนั่น”แจนิวาลจงใจพูดเพื่อไม่ให้เป็นการผิดสังเกตที่พวกเขาจะยกโขยงขึ้นตึกภาควิจัยกันทั้งกลุ่ม

 

            เพราะมิอาจรู้ได้ว่าใครลอบมองพวกเขาอยู่ในเงามืดหรือไม่

 

hf

 

            สามสหายเดินตามศาสตราจารย์หนุ่มต้อยๆมาจนถึงตึกภาควิจัยโดยไม่มีบทสนทนาใดแม้แต่คำเดียว มีเพียงการเหลือบมองกันเป็นระยะของคนช่างพูดอย่างแจนิวาลและอาซาเอล มินาคัสถอนหายใจให้กับท่าทางลุกลี้ลุกลนของเพื่อนสนิท เดาไม่ออกเลยว่าทั้งคู่มีกี่ร้อยพันคำถามรอการระเบิดออกมา

 

            เปิด

 

            หนึ่งเพียวหนึ่งทรานส์สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกังวานที่มิใช่เกิดจากการเปร่งเสียงผ่านริมฝีปาก ราวกับว่ามันดังก้องอยู่ในหัวและในอากาศรอบตัวเขา เทนไฮม์หันมายิ้มเอ็นดูเด็กทั้งคู่ที่หันมองรอบตัวอย่างหวาดระแวง อาซาเอลรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของบรรยากาศ ยามเมื่อเดินตามเทนไฮม์เข้ามาในเขตพื้นหินที่ปูอย่างเป็นระเบียบล้อมรอบตึกที่ได้ชื่อว่ามีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเป็นอันดับสองของสถาบัน

 

            แน่นอนว่าอันดับหนึ่งคือตึกอำนวยการ

 

            แจนิวาลเป็นเพียว มิได้มีประสาทสัมผัสไวเท่าทรานส์ แต่การที่จู่ๆอาซาเอลก็ดวงตาเบิกกว้างหันรีหันขวางนั้นไม่ปกติ เขาจึงพลอยระแวงรอบตัวไปด้วย

 

            ทันทีที่หนึ่งอาจารย์สามศิษย์เดินผ่านประตูไม้หนาหนักเข้ามาได้ บรรยากาศประหลาดๆก็รายล้อมจนแม้แต่แจนิวาลยังรับรู้ถึงการมีอยู่ของอาณาเขตบางอย่าง

 

            “ขอโทษด้วยหากเขตแดนของผมรบกวนพลังเวทย์พวกคุณ มันจำเป็นจะต้องใช้เขตแดนระดับสูงเพื่อเก็บความลับในนี้ให้เป็นความลับต่อไป คุณจะรู้สึกอึดอัดอยู่ชั่วครู่หนึ่งเท่านั้น พวกมันตรวจสอบคุณเสร็จเมื่อไร จะรู้สึกสบายขึ้นเอง”เทนไฮม์พูดด้วยหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะเดินนำไปตามโถงทางเดินยาว ตีคู่ไปกับมินาคัสที่นิ่งเงียบมาตลอดทางจวบจนตอนนี้ ทิ้งให้ผู้ไม่คุ้นเคยกับเขตแดนระดับสูงสองคนทำหน้าเหยเก

 

            การโดนตรวจสอบเช่นนี้คล้ายกับกำลังโดนจับถอดเสื้อผ้าเพื่อค้นทุกซอกทุกมุมโดยไม่อาจขัดขืน

 

            ทว่าใบหน้าของสองสหายก็เหยเกจนอธิบายยากเมื่อพบว่าร่างที่เดินอยู่ข้างๆมินาคัสจู่ๆก็หายวับไปกับตา

 

            “ฉันคิดมาตลอดว่าสถาบันแห่งนี้มหัศจรรย์มากท่ามกลางโลกที่มีเวทมนต์อยู่ทุกหนแห่ง แต่ที่นี่ก็ยังพิเศษ แต่ดูเหมือนฉันจะยังประเมินมันต่ำไป เรามีอาจารย์เป็นวิญญาณงั้นหรือ”เพียวหนุ่มหันมองเพื่อนข้างตัวด้วยใบหน้าซีดเผือด ในขณะที่อาซาเอลได้แต่อ้าปากงับลม อยากจะอธิบายอะไรสักอย่างแต่ก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าเช่นกัน

 

            “ไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นภาพลวงตา”ผู้ไขเรื่องราวให้กระจ่างเป็นผู้รักษาสมดุลหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในโถงทางเดินนี้ มินาคัสหันมาเอ่ยเรียบๆก่อนจะเร่งให้สหายที่ยังมึนงงเร่งฝีเท้า เพราะบุคคลที่เพิ่งหายตัวไปนั้นกำลังรออยู่ในห้องทำงานของเขา

 

            สถานที่ที่มินาคัสมาเมื่อคราวก่อน

 

            ผู้รักษาสมดุลหนุ่มผลักประตูเข้าไปในห้องที่เคยมาเพียงหนึ่งครั้ง นับตั้งแต่เมื่อครั้งประชุมลับเขาก็ไม่ได้เหยียบย่างมาที่นี่อีกเพราะเกรงจะผิดสังเกต การสื่อสารระหว่างกันมักใช้จดหมายภูต ไม่ก็การฝากถ้อยคำสั้นๆมากับเหล่าคณาจารย์ที่ร่วมกลุ่มกบฏแห่งเชนโต

 

            นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาจะได้เจอกับเทนไฮม์ตัวเป็นๆ และหวังว่าจะได้พูดคุยกันอย่างจริงจังเสียที

 

            ชายผู้มีอายุเป็นปริศนาที่ใบหน้าไม่ต่างอะไรกับเด็กหนุ่มนั่งเขียนอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะทำงาน มิได้เอ่ยสิ่งใดเมื่อมีแขกเปิดประตูเข้ามา เขาทำเพียงชี้ให้มินาคัสวางกระดาษเขียนรายงานของเหล่านักเรียนลงตรงมุมหนึ่งของโต๊ะ

 

            “คุณออกไปนอกตึกภาควิจัยได้”มินาคัสเอ่ยเรียบๆ

 

            “ก็ไม่เชิง สิ่งที่พวกคุณเห็นเป็นแค่ภาพลวงตา หรือจะเรียกว่าร่างแยกก็ได้”เทนไฮม์วางปากกาลงและเงยขึ้นมองลูกศิษย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าโดยมีโต๊ะทำงานคั่นกลาง

 

            “แล้วที่คุณบอกว่าไม่ออกไปพบผมตั้งแต่แรกเพราะไม่สะดวกจะออกนอกตึกล่ะ”มินาคัสเลิกคิ้วถาม พยายามอย่างยิ่งให้น้ำเสียงยังสุภาพอยู่

 

            “ก็ตามนั้น ฉันอธิบายให้เธอฟังไปแล้วเมื่อคราวก่อน”

 

            เด็กหนุ่มขมวดคิ้วฉับ ไม่พอใจกับคำตอบ

 

            คนๆนี้สามารถออกมาช่วยเขาได้ตั้งแต่ต้น แต่ปล่อยให้เขาทำตัวเป็นตาบอดคลำทางเองอย่างทุลักทุกเล จนตอนนี้ภารกิจก็ยังมิคืบหน้าเท่าที่ควร

 

            “ครั้งนี้ฉันออกไปทำงาน อย่างไรเสียสถาบันก็ยังจ้างงานฉันในฐานะอาจารย์ ก็ต้องทำงานให้คุ้มค่าแรง ขนาดออกไปทำงานยังออกไปได้แค่ร่างแยก แล้วเธอคิดว่าฉันจะออกไปช่วยเธอได้ตามใจชอบงั้นหรือ”เทนไฮม์ประสานนิ้ววางศอกบนโต๊ะ รอคำตอบจากมินาคัสด้วยสีหน้าอ่อนโยนอย่างเป็นมาตลอด และรอยยิ้มบนมุมปากก็กว้างขึ้นเมื่อเด็กน้อยตรงหน้าเขามีสีหน้าอ่อนลง

 

            “ขอโทษครับ”

 

            “เอาล่ะ ไหน ใครเป็นใครกันบ้างนะ ถึงผมพอจะเดาออกแต่ก็ช่วยแนะนำตัวสักหน่อยสิ ผมจำเป็นต้องรู้ว่าใครกำลังยืนอยู่ในอาณาเขตแห่งความลับของผม และกำลังจะได้เป็นส่วนหนึ่งของความลับเหล่านั้น”สายตาของผู้อาวุโสเลื่อนมายังอีกสองคนในห้องที่ยืนเงียบเพราะไม่กล้าขัดบทสนทนาที่เกือบจะมาคุเมื่อครู่

 

            “ผมแจนิวาล เพียว คนธรรมดาที่ก็ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ทำไมเหมือนกัน”เด็กหนุ่มหัวเราะให้กับคำพูดและชะตากรรมของตนเอง

 

            แม้เตรียมใจไว้บ้างแล้วแต่ความรู้สึกแปลกแยกยังมีอยู่เต็มอก

 

            สองคนตรงนั้นเป็นผู้รักษาสมดุล ตัวตนที่แม้แต่โลกก็ยังก้มหัวให้ในบางโอกาส

 

            คนข้างๆเขาเป็นผู้มีภาชนะที่สอง ตัวตนที่โลกยินยอมให้ใช้พลังเท่าที่ต้องการ

 

            แล้วเขาเป็นใครกัน

 

            ตัวตนเล็กจ้อยที่โลกไม่เคยมองเห็นจนกระทั่งตอนนี้

 

            “แจนิวาล ผู้ที่มีคะแนนข้อเขียนสูงสุดของรุ่น ฉลาดรอบรู้ที่สุดในรุ่น หากคุณมองออกไปให้ไกลกว่าคนข้างตัวคุณจะพบว่าคุณไม่เคยเป็นคนธรรมดา คุณเป็นตัวตนเกินเอื้อมสำหรับใครหลายคน มันสมองนั่นน่าอิจฉาสำหรับคนมากมาย”

 

เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังนั้นแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของเพียวหนุ่ม

 

เขารู้มาเสมอว่าตนเองทำอะไรได้บ้าง

 

แต่เหตุการณ์บางอย่างทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจไป ไม่ว่าจะแสดงออกอย่างหยิ่งทะนงเพียงใดแต่โลกทำให้เขาตระหนักว่าตัวเองเล็กจ้อย สิ่งที่ทำได้เล็กจ้อย ความรู้ที่มีน้อยนิดเสียจนทำอะไรแทบไม่ได้

 

เป็นเหตุผลให้เขามาที่นี่ ทำทุกอย่างเพื่อที่วันนึงเขาอาจจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองได้บ้าง และดูเหมือนสวรรค์จะตอบรับความต้องการของเขาด้วยการผลักเขาเข้าสู่วังวนปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองมาก

 

คำถามที่ว่า แล้วเขาทำอะไรได้บ้าง ยังคงไม่ได้รับคำตอบ

 

“แย่หน่อยที่คุณเป็นคนดวงไม่ค่อยดีเท่าไร จึงต้องตกกระไดพลอยโจนมาอยู่กับเจ้าพวกนี้”เทนไฮม์พยักเพยิกไปทางเจ้าพวกนี้ ก่อนจะระบายยิ้มอีกหน “ทว่าคุณมีเหตุผลที่อยู่ตรงนี้แน่นอน สักวันคุณจะได้คำตอบของทุกคำถามที่คุณสงสัย คุณรู้วิธีหาคำตอบเสมอ ใช่มั้ยแจนิวาล”

 

“ครับ!

เพียวหนุ่มระบายยิ้มกว้างก่อนจะตอบรับด้วยเสียงดังฟังชัด

 

เทนไฮม์มิได้มีความสามารถในการพยากรณ์หรือทำนาย

 

ทำได้อย่างมากก็แค่การคาดเดา

 

แต่เพราะผ่านโลกมานาน ประสบการณ์ทำให้การคาดเดาแม่นยำขึ้น

 

เขารู้ดีว่าตัวตนของแจนิวาลจะเปลี่ยนกระแสอะไรบางอย่างได้

 

น่าสนใจมากทีเดียว

 

 

“แล้ว...”

ผู้อาวุโสจงใจปล่อยหางเสียงลากยาวขณะเบนสายตามายังเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคายจนละสายตาไม่ได้ในครั้งแรกที่มอง

 

เทนไฮม์รู้ดีว่าเด็กคนนี้เป็นใคร แต่ยังอยากให้อีกฝ่ายแนะนำตัว เขาอยากรู้ปฏิกิริยาของอาซาเอลต่อตัวเขา

 

            แจนิวาลกระทุ้งศอกใส่สีข้างของคนตัวสูงกว่าจนแมวหนุ่มร้องเสียงหลง

 

            “เจ็บนะ”

 

            “แนะนำตัวสิ”เพียวหนุ่มพยักเพยิก

 

            “ผมอาซาเอล เป็นทรานส์ที่มีภาชนะที่สอง และอาจกำลังโดนผู้อำนวยการหมายหัว จะตายวันตายพรุ่งยังไม่แน่ใจครับ”

 

            การแนะนำตัวของอาซาเอลทำเอาแจนิวาลรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที

 

            ดูเอาเถิด ช่างประชดประชันไม่มีใครเกิน

 

            “เท่าที่ฉันรู้ นอกจากมีภาชนะที่สองแล้วยังเป็นสายพันธุ์ผ่าพงศ์ด้วยสินะ ในรายงานของเธอก็เขียนตำนานเกี่ยวกับสายพันธุ์ผ่าพงศ์มานี่”อาจารย์หนุ่มหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมากวาดสายตาอ่านคร่าวๆ ก่อนจะสะดุดที่ข้อความส่วนหนึ่ง “สายพันธุ์ผ่าพงศ์ตระกูลแมว พบได้ไม่ยาก มีอยู่หลากหลายชนิด แต่บางชนิดนับว่าเป็นของล้ำค่าในตลาดมืด และบางชนิดมีตำนานเล่าขานว่าหากเกิดในตระกูลใดจะนำความล่มสลายมาสู่ตนเองและตระกูล”

 

            “เขียนได้ดี ในฐานะผู้นำความล่มสลายมาสู่ตนเองและตระกูลสินะ”

 

            อาซาเอลกัดฟันกรอด

 

            บางทีเขาก็อยากเผาสถาบันแห่งนี้เสียให้สิ้น เพราะอาจารย์แต่ละท่านช่างขยันยั่วโทสะเขาเสียเหลือเกิน ไม่บอกก็รู้ว่าเทนไฮม์ได้ยินเรื่องนี้จากใคร

 

            ตลอดหลายปีนี้มีคนเพียงคนเดียวที่ได้เห็นร่างลอสแท้จริงของเขา

 

            คีย์

 

            ความลับชั่วชีวิตที่ถูกเปิดโปงทีละอย่าง ทั้งที่เพียงก้าวย่างเข้ามาในรั้วสถาบันแห่งนี้ได้ไม่นาน

 

            มันน่าเจ็บใจ

 

            ที่เขาต้องซุกซ่อนอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัว ที่เขาต้องฝึกจนเลือดตาแทบกระเด็นเพื่ออำพรางร่างลอส ที่เขาต้องเจอกับทุกเรื่องเลวร้ายตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งหมดเกิดจากสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาไม่ได้เลือก

           

            ภาชนะที่สอง

 

            สายพันธุ์ผ่าพงศ์ตามคำทำนาย

 

            ไม่ว่าจะสิ่งใดก็มากพอให้ชีวิตวุ่นวายไร้จุดสิ้นสุด

 

            ตั้งแต่ลอสครั้งแรก พ่อแม่แทบขังเขาไว้ในห้องไม่ให้พบใคร การเป็นภาชนะที่สองนั้นล้ำค่าเป็นที่ต้องการของผู้ล่า ทว่าคนในตระกูลต่างยินดีช่วยเหลือเพราะถือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข แต่หากใครล่วงรู้ว่าเขาเป็นสายพันธุ์ผ่าพงศ์ที่คำทำนายประจำตระกูลเขียนเอาไว้ว่าจะนำความล่มสลายมาให้แล้วล่ะก็

 

            ตลาดมืดใด หรือห้องวิจัยลับที่ไหน ก็จะไม่มีวันได้ตัวเขาไป

 

            เพราะผู้อาวุโสในตระกูลบางคนที่แสนคร่ำครึและยึดติดกับทุกตัวอักษรในบันทึกของตระกูลจะสังหารเขาเสียตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

 

            นั่นเป็นเหตุผลที่ทั้งพ่อและแม่หวงแหนเขามากกว่าสิ่งใด

 

            จนกระทั่งสูญเสียเขาไปครั้งหนึ่ง

 

            อิซาเบลและสามีที่สูญเสียลูกชายออกจากอกแม้จะประคบประหงมเสียจนลูกไร้ชีวิตอิสระ ลูกชายที่กลับมาพร้อมสภาพจิตใจแตกเป็นเสี่ยง มิอาจเหมือนเดิมได้อีก

 

            ทั้งสองตระหนักรู้ตอนนั้นว่าพวกตนเลือกเส้นทางที่ผิด

 

            หากเลี้ยงให้อาซาเอลเข้มแข็งเสียตั้งแต่ต้น เขาอาจปกป้องตนเองได้มากกว่านี้ หากอธิบายและบอกทุกสิ่งที่เจ้าตัวน้อยควรรู้ เขาอาจระวังตัวและรู้จักหลบหลีก

 

            การโดนลักพาตัวครั้งนั้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่างสิ้น

 

เมื่อโลกอันแสนโหดร้ายเป็นผู้สอนทุกอย่างแทนบิดาและมารดา เด็กแสนบริสุทธิ์ในวันนั้นจึงแปดเปื้อนด้วยรอยเลือดและเต็มไปด้วยบาดแผล แม้ยังมีชีวิต แต่จิตใจได้บิดเบี้ยวไปแล้ว

 

            ทำได้เพียงโอบกอดด้วยความรัก ให้เด็กน้อยได้ทำสิ่งที่อยากทำ ดึงรั้งออกจากเงามืดในจิตใจ ปลอบประโลมเมื่อจำเป็น และสอนให้รู้วิธีมีชีวิตรอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร

 

            เช่นนั้นอาซาเอลจึงได้มายืนอยู่ตรงนี้แทนที่จะถูกซ่อนอยู่ในบ้านเหมือนเมื่อวัยเยาว์

 

            กระนั้นทั้งพ่อและแม่ก็คงไม่คิด ว่าส่งเขามาผจญกับภัยร้ายเข้าเสียแล้ว

 

            “พวกคุณรู้ทุกอย่างแล้ว จะทำเช่นไรกับผม”อาซาเอลถามด้วยเสียงไม่ใคร่เป็นมิตรนัก

 

            กลไกการระวังภัยของแมวหนุ่มกำลังทำงาน เขาไม่คิดไว้ใจใครอีก ยิ่งคนที่รู้เรื่องราวมากเท่าไร ยิ่งวางใจไม่ได้ ไม่มีใครละความต้องการได้จนหมดสิ้น

 

            “ทำให้เธอมีชีวิตต่อไปอย่างปกติ”เทนไฮม์ตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างเคย กระนั้นก็มิอาจลดความดื้อแพ่งในดวงตาของอาซาเอลลง

 

            “คนที่สักวันหนึ่งจะหาผมเจอแข็งแกร่งแค่ไหนคุณก็รู้ดี หรือบางที ใครสักคนในกลุ่มของพวกคุณอาจเกิดความโลภขึ้นมาเสียเอง”

 

            อาซาเอลเม้มริมฝีปากด้วยรู้ว่าใช้คำพูดไม่เหมาะสม ตัวเขาเริ่มสั่นแม้แจนิวาลจะแตะเบาๆที่แผ่นหลังแต่ก็ไม่ช่วยอะไร ความหวาดกลัวกำลังครอบงำเด็กน้อยร่างสูงคนนี้เสียแล้ว

 

            “เรามีพลังมากพอเท่าที่จำเป็นต้องใช้แล้วเด็กเอ๋ย แค่เด็กน้อยตัวกระจ้อยที่ยังสั่นกลัวต่อทุกอย่างในโลกนั้นไม่พอจะกระตุ้นความอยากของพวกเราหรอก”เทนไฮม์เอ่ยพร้อมใช้พลังปลอบประโลมอาซาเอล จนเมื่อเด็กน้อยตัวกระจ้อยของเขาสงบลงจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเหย้าแหย่ “ยกเว้นว่าเธอมีโอกาสได้เติบโตเป็นคนที่น่าสนใจกว่านี้ หากคู่ควรกับการล่า เราสักคนหนึ่งอาจกระตือรือร้นขึ้นมาก็เป็นได้”

 

            “หากผมมีโอกาสได้เติบโต ยามนั้นจะไม่มีใครแตะต้องผมได้อีก”ประกายที่ฉายในดวงตาสีนิลบริสุทธิ์นั้นเรียกรอยยิ้มจากเทนไฮม์ได้เป็นอย่างดี ดูเหมือนวันหนึ่งข้างหน้าอาซาเอลจะเป็นคนที่น่าสนใจมากทีเดียว

 

            “แต่ผมคงไม่มีโอกาสได้เติบโตหากคนอื่นรู้ คนที่ชั่วร้าย หากไม่โดนล่า เลือดผมก็จะเปื้อนมือคนในตระกูลอยู่ดี ผมบอกตรงๆว่ากังวลเรื่องสายพันธุ์ผ่าพงศ์มากกว่าภาชนะที่สองเสียอีก อย่างไรเสียตอนนี้ภาชนะที่สองของผมก็ใช้การไม่ได้ แต่หากคนในตระกูลผมรู้เรื่องร่างลอสแท้จริงของผมเข้า ไม่ใช่แค่ผม แต่พ่อแม่และน้องสาวของผมจะโดนตราหน้าเป็นผู้ทรยศที่ซุกซ่อนตัวผมไว้ไปด้วย”

 

            “ไม่ต้องกังวลไป บางครั้งคำทำนายก็เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันของนักพยากรณ์ที่ถูกพลังกลืนกินจนเสียตัวตน ฉันไม่อยู่ในฐานะที่จะอวดอ้างอำนาจอะไรได้อีกด้วยเป็นผู้ถอนตัวจากอำนาจพิเศษเหล่านั้น แต่ขอยืนยันว่าสายพันธุ์ผ่าพงศ์ก็เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มิอาจสร้างสิ่งชั่วร้ายใดๆได้ จะสำคัญก็แค่กับพ่อค้าในตลาดมืดและพวกหัวเก่าคร่ำครึเท่านั้น”

 

            “เด็กน้อยเอ๋ย ในประเด็นนั้นเธอก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนอื่น เป็นผู้สืบเชื้อสายของสัตว์ที่แสนงดงามชนิดหนึ่งเท่านั้น”

 

            ราวกับถูกปลดปล่อยจากโซ่ตรวน

 

            นี่อาจเป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นเอ่ยว่าตัวตนของเขานั้นมิได้แตกแยกจากผู้ใด

 

            เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาที่มีสิทธิ์มีชีวิต ชีวิตที่ธรรมดา

 

            “การที่เธอวิตกกังวลเป็นเพราะการปลูกฝังและสิ่งต่างๆที่พบพานมาตลอดชีวิต พ่อแม่ของเธอพยายามปกปิดตัวตนเธอจากทุกคนนั้นเกิดจากความรัก เป็นสิ่งที่ถูก แต่ถูกเพียงครึ่ง ความรักต้องอาศัยความเข้าใจ เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย ฉันมั่นใจว่าเธอเติบโตมาด้วยความรักที่ล้นปรี่ หวังว่าตอนนี้เธอจะมีความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้น”

 

            อาซาเอลนิ่งงัน ขบคิดกับคำพูดของเทนไฮม์จึงมิทันได้สังเกตสีหน้าของผู้รักษาสมดุลทั้งสองที่เหลือบมองกันอย่างสื่อความนัย

 

            มินาคัสเม้มริมฝีปากแน่น จ้องมองเพื่อนสนิทร่างโปร่งด้วยสายตาอธิบายยาก

 

            เช่นนี้

 

            เช่นนี้เองสินะ

 

            เช่นนี้ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปทันทีที่อาซาเอลลอสครั้งแรก

 

            เพราะบิดาและมารดาต้องการปกป้องลูกชายจากเงื้อมมือของคนในตระกูล จึงมิอาจให้ตกไปเป็นเขี้ยวของผู้ใด จึงมิอาจยอมให้เสี่ยงภัยอยู่ในที่สว่าง จึงต้องเก็บซ่อน จึงต้องยึดคืนเขี้ยวของเขาไปจากอก

 

            แต่ช่างประไร

 

            อดีตนั้นจบไปแล้ว

 

            เขามิได้รู้สึกสูญเสียอีกแล้ว

 

            มีเพียงความเข้าใจที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นยามเมื่อได้รับคำตอบที่เคยตั้งคำถามไว้ในอดีต

 

            “แต่อย่างไรเสียการมีภาชนะที่สองของเธอต่างหากที่น่าเป็นห่วง เรื่องนั้นพิเศษอย่างเลี่ยงไม่ได้”

 

            ราวกับกระชากทุกคนกลับมาอยู่กับปัจจุบันและความเป็นจริง อาซาเอลหายใจสะดุดอีกหน

 

            “ภาชนะที่สองของผมใช้การไม่ได้”แมวหนุ่มกัดริมฝีปากก่อนจะเอ่ยต่อ “ผมไม่สามารถแลกเปลี่ยนพลังเวทย์ธรรมชาติได้ มันมีพลังของใครบางคนอัดแน่นอยู่ ไม่มีใครเอาออกไปได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไร”

 

            “รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีทาง”

 

            คำพูดของเทนไฮม์ทำเอาอาซาเอลลืมวิธีออกเสียง

 

            กว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอก็ใช้เวลาเกือบสองนาที

 

            สองนาทีที่ภาพมากมายหลั่งไหลเข้ามาในมโนสำนึก

 

            ภาพที่เหล่านักวิจัยชั่วทำกับเขาในห้องทดลองใต้ดิน

 

            พวกนั้นพยายามทุกวิถีทางเพื่อกระชากพลังเวทย์ออกจากภาชนะที่สองของเขา

 

            แม้บางวิธีจะเป็นการฆ่าเขาทั้งเป็น พวกมันก็ยังทำ

 

            “เคยมีคนพยายาม หลายคนพยายาม”แมวหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ ความเจ็บปวดที่เคยได้รับถูกบันทึกเป็นความทรงจำของร่างกาย แม้ความทรงจำจะแตกเป็นเสี่ยง แต่เนื้อตัวยังรู้สึกถึงทุกสัมผัสที่โดนกระทำ

 

            “ที่คนเหล่านั้นทำไม่สำเร็จไม่ใช่เพราะผิดวิธี แต่เพราะผิดเวลา”

 

            “ศาสตราจารย์”

           

            มินาคัสเอ่ยด้วยเสียงเยียบเย็นหลังจากเงียบไปนาน

 

            เทนไฮม์ก็ไม่ต่างจากเขา ไม่มีสิทธิ์แตะต้องกงล้อโชคชะตาของใคร แม้ถอนตัวไปแล้วก็ใช่ว่าจะเปิดเผยความลับได้ ไม่ควรทำ หากคนตรงหน้าฝืนจะทำ เขาก็ไม่เกรงกลัวที่จะขัดขวาง

 

            “อย่าเข้มงวดนักเลยมินาคัส เราไม่มีสิทธิ์เปิดเผย แต่ไม่เคยมีใครห้ามมิให้เราเอ่ยคำใบ้”

 

            ช่างเจ้าเล่ห์นัก

 

            ใช้ช่องว่างของกฎให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้อย่างชาญฉลาด แต่ก็หน้าไม่อาย

 

            สิ่งที่ท่านปู่เคยบอกไว้ไม่ผิดสักนิดเดียว

 

            “อีกไม่นานจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อยามนั้นมาถึง อันตรายจะคืบคลานเข้าใกล้ตัวเธอมากกว่าที่เคย จงหาวิธีรับมือ”เทนไฮม์หันมาพูดกับอาซาเอลอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่เพียงแค่ฟังก็ขนลุกซู่

 

            “หมายความว่าอย่างไร”เด็กหนุ่มเอ่ยถามทันควัน

 

            “หากฉันพูดเกรงว่าผู้รักษาสมดุลผู้เคร่งครัดในกฏเกณฑ์ตรงนี้จะสังหารฉันเสียกระมัง เช่นนั้นก็จงปล่อยมันไปตามกงล้อแห่งชะตา”เทนไฮม์ไหวไหล่ สร้างความหงุดหงิดในใจมินาคัสและอาซาเอลเป็นอย่างมาก

 

            มินาคัสเคยบอกอาซาเอลแล้วว่าความลับบางอย่างเขาพูดไม่ได้ การแตะต้องสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก่อนเวลาอันควรจะทำให้โชคชะตาบิดเบือน และส่วนใหญ่เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง เพียงแค่นี้ชีวิตอาซาเอลก็แทบไม่เจอเรื่องดีแล้ว หากฝืนให้เทนไฮม์พูดแล้วเจอบทลงโทษที่หนักกว่าเกรงว่าตัวเขาจะรับไม่ไหว

 

            แม้ไม่เข้าใจแต่ส่วนลึกในจิตใต้สำนึกบอกเขาว่า มีบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับใครบางคนที่เขารู้จักดี แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร

 

            ลืมเลือนไปนานแสนนาน

 

            ใครบางคนที่สำคัญ

 

            “อย่างไรก็ตาม พวกเธอทั้งสามคนต้องเตรียมตัวสำหรับคืนจันทร์สีเลือด เหมือนกับที่ทุกคนในสถาบันต้องทำ เรื่องนี้ไม่มีแบ่งแยก เขี้ยวหมาป่ากำลังจ่อคอเราทุกคน”เทนไฮม์ลุกขึ้นยืนทำให้เด็กหนุ่มทั้งสามขยับตัวตาม

 

            “แล้วเรื่องผู้อำนวยการ”มินาคัสเอ่ยอย่างไม่มั่นใจนักว่าระหว่างผู้อำนวยการกับคืนจันทร์สีเลือดอะไรที่ต้องจัดลำดับก่อนหลัง

 

            “ช่วงนี้เขาเงียบมาก สงบราวกับคลื่นลมในทะเลก่อนพายุจะมา”เทนไฮม์เอ่ยอย่างใช้ความคิด

 

            “แต่ไม่ว่าอะไรกำลังจะมา จันทร์สีเลือดมาก่อนแน่”ศาสตราจารย์หนุ่มออกตัวเดินนำไปทางประตูที่ไม่รู้ว่าปรากฏขึ้นมาเมื่อใด มันเชื่อมระหว่างห้องทำงานกับห้องที่ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นห้องสมุดของตึกภาควิจัย

 

            ชั้นหนังสือมากมายวางติดกันจนแน่นขนัด กลิ่นไอความเก่าแก่ชัดเจนเสียยิ่งกว่าห้องสมุดของสถาบัน หนังสือหลายเล่มมีโซ่รัดเอาไว้ หรือมีลักษณะอื่นที่ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย

 

            สาบานว่าอาซาเอลจะไม่เปิดหนังสือเล่มใดในนี้หากไม่จำเป็น

 

            “ฉันได้ยินที่แจนิวาลกับอาซาเอลคุยกัน อีกสองวันจะถึงวันเก็บเกี่ยวสินะ”

 

            เด็กหนุ่มที่ถูกเอ่ยชื่อพยักหน้ารับ บางทีพวกผู้รักษาสมดุลอาจมีหูทิพย์ มินาคัสเองก็ได้ยินเวลาพวกเรากระซิบนินทาเช่นกัน

 

            “ฉันมีหนังสือดีๆ แต่จะมีประโยชน์หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเธอเอง”ศาสตร์จารย์พูดพร้อมเดินไล้นิ้วไปตามสันของหนังสือหลายเล่ม ก่อนจะหยุดอยู่ที่หนังสือเล่มหนึ่งแล้วดึงมันออกมาจากชั้น

 

            อย่างน้อยหนังสือก็ไร้เสียงกรีดร้องและไม่มีโซ่ตรวน

 

            นั่นอาจหมายถึงมันปลอดภัย

 

            “นี่เป็นบันทึกของศาสตราจารย์คนหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายเขาก็สร้างพืชพันธุ์ผสมที่กินเนื้อเป็นอาหารขึ้นมาและกลายเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของมัน ตอนที่พวกการ์เดี้ยนจัดการเจ้าต้นไม้นั่นน่าสยดสยองไม่น้อย เป็นเรื่องน่าเศร้าทีเดียว โชคดีที่บันทึกเล่มนี้ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่นี่”

 

            ไม่เห็นจะปลอดภัยสักนิด!

 

            “มันมีสูตรปุ๋ยที่ช่วยเร่งผลเร่งดอกของต้นไม้หลายชนิดอยู่นะ”ว่าพลางส่งหนังสือให้แจนิวาลที่รับมาด้วยสีหน้าเหยเก

 

            “เท่าที่จำได้ ไม่น่าจะอันตราย”

 

            แล้วถ้าจำผิดล่ะครับ!

 

            “ในนี้มีทุกอย่างที่เธอต้องการ ทำมันซะ ไม่ว่ายังไง คืนจันทร์สีเลือดพวกเธอก็ต้องอยู่แต่ในห้อง อย่าเสี่ยงชีวิตเพื่อต้นไม้หรือสัตว์พิทักษ์ ซีมอสก็คงไม่อยากให้เกิดเหตุสลด แต่เขาก็เถรตรงมากพอจะหาบทลงโทษอื่นที่แรงกว่ามาใช้หากพวกเธอพลาด”

 

            เทนไฮม์พูดจบก็หันหลังกลับคล้ายจะเดินกลับไปยังห้องทำงานของตน

 

            “ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ ผมอาจใช้พลังเร่งผลของต้นลูกกวาดได้”มินาคัสเอ่ยก่อนจะดึงหนังสือออกจากมือแจนิวาล ดูจากประวัติคนสร้างแล้วเจ้าปุ๋ยที่เกิดจากหนังสือเล่มนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย

 

            “ใช้พลังผู้รักษาสมดุลในอาณาเขตของยูโนดิซัสงั้นรึ ต้นไม้นั่นจะดูดซับพลังของเธอไว้ แม้แต่ดอกผล หรือสัตว์ที่กินมันเข้าไปก็จะกลายเป็นหลักฐานชี้ตัวเธอ”

 

            ผู้รักษาสมดุลหนุ่มชะงักก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น

 

            เพียวหนึ่งเดียวในห้องนี้ดึงหนังสือกลับมาถือไว้เอง

           

            “ผมจะทำมัน แต่ศาสตราจารย์ครับ พวกเรามีเรียนช่วงบ่าย”แจนิวาลเอ่ยอย่างเป็นกังวล หากทั้งสามขาดเรียนพร้อมกันอาจทำให้มีคนเพ่งเล็งได้ แม้ตอนนี้จะมีนักเรียนขาดเรียนกันมากก็ตาม

 

            “ตอนบ่ายเป็นวิชาเล่นแร่ของแบคอนสินะ”เทนไฮม์เอ่ยด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน “ผู้ผูกพันธะต้องอยู่เคียงข้างหมาป่าของเขาในยามนี้ มิเช่นนั้นหมาบ้าจะหลุดจากกรง ฉันพนันได้ว่าช่วงบ่ายจะยกเลิกคลาสเรียน”

 

            อ่า

 

            แม้จะนึกไม่ออกว่าคนสุภาพอย่างหมอชาร์ลจะกลายเป็นหมาบ้าได้อย่างไร แต่พวกเขาไม่อยากเห็นมันด้วยตาอย่างแน่นอน

 

            “ขอบคุณนะครับ”อาซาเอลเอ่ยเสียงเบาขณะที่เทนไฮม์กำลังเดินผ่านตัว

 

            ขอบคุณสำหรับหลายๆอย่าง

 

            อดีตผู้รักษาสมดุลอาวุโสระบายยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเดินผ่านประตูกลับไปยังห้องของตนเอง ฉับพลันประตูบานนั้นก็เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงสามสหายกับห้องสมุดที่แสนยิ่งใหญ่ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดินเข้ามาที่พวกเขาได้มีโอกาสกวาดสายตาไปรอบตัวอย่างจริงจัง

 

            ไม่ใช่เพียงชั้นหนังสือมากมาย แต่ที่มีทุกอย่างที่พวกเขาต้องการดังเทนไฮม์บอก

 

            ห้องสำหรับการเล่นแร่แปรธาตุ

 

            อุปกรณ์ปรุงยา

 

            ห้องกระจกเก็บสมุนไพรและสารต่างๆ

 

            แท่นสำหรับบูชาไม่ก็ร่ายเวทย์ชั้นสูง

 

            รวมถึงอะไรหลายอย่างที่พวกเขาไม่รู้จักและไม่คิดแตะต้อง

 

            “บางทีเราน่าจะสร้างพืชพันธุ์ผสมนั่นแล้วใช้มันกินทุกคนไปเสียเลย ฉันเหนื่อยเต็มทีแล้วกับเรื่องพวกนี้”

 

            อาซาเอลเบิกตากว้างก่อนจะหันไปสบตากับมินาคัสอย่างขอความช่วยเหลือ

 

            ไม่คิดว่าคำพูดนี้จะออกจากปากของแจนิวาล ซ้ำเจ้าตัวยังพูดเรียบๆขณะเดินถือหนังสือนั่นไว้ในมือตรงไปที่บริเวณปรุงยา ยิ่งสีหน้าเฉยเมยนั่นยิ่งส่งให้ประโยคที่พูดชวนขนหัวลุกไปกันใหญ่

 

            “ฉันว่าหมอนั่นอาจจะทำจริงนะมินาคัส”

 

            “ฉันก็ว่างั้น”

 

            สองทรานส์รีบเดินตามเพื่อนรักไปก่อนที่เพียวหนุ่มอัจฉริยะจะสติแตกแล้วสร้างหายนะแก่สถาบันแห่งนี้เข้าจริงๆ

hf

           

            “เป็นไงบ้าง”เสียงของผู้มาใหม่เรียกให้คนที่นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาเหลือบตาขึ้นมอง ก่อนจะกลับไปจดจ่อกับการแปลงดินเหนียวที่ปั้นเป็นรูปแมวตัวจ้อยให้กลายเป็นแท่งคริสตัลด้วยการเล่นแร่แปรธาตุ

 

            “ถามถึงคนไหนล่ะ”ฮาบัสเอ่ยถามโดยไม่สบตาอัย

 

            “ทั้งสามคน”

 

            ไฮบ์เรดวูฟร่างสูงถอนหายใจก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีผลึกแก้วสีใสรูปแมวตัวจ้อยอยู่ในมือ ฮาบัสเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านงานฝีมือ กะจะหาอะไรทำแก้เบื่อด้วยวันนี้เป็นเวรเขาเฝ้ายามและการนั่งๆนอนๆอยู่ในห้องนั่งเล่นของห้องพักพิเศษที่กั้นระหว่างห้องนอนกับห้องนั่งเล่นอย่างเป็นสัดส่วนนั้นมีอะไรให้ทำไม่มากนัก ยิ่งในสถานการณ์ที่คนทั้งสามในห้องนอนนั่งแยกมุมกันอย่างเงียบงันด้วยแล้ว ผู้สังเกตการณ์อย่าเขาจึงทำได้เพียงอาศัยอยู่ในความเงียบนั้นอย่างสงบเสงี่ยม

 

 ไม่คิดว่าทำไปทำมาจะออกมาเป็นรูปทรงเช่นนี้ บางทีคนติดแมวคงไม่ได้มีแค่คาดิเนียล

 

ฮาบัสพลิกผลึกแก้วในมือไปมาขณะพยายามนึกว่าเจ้าแมวน้อยนั่นจะมีสีหน้าเช่นไรเมื่อเขานำของชิ้นเล็กๆนี้ไปมอบให้ ทว่ารอยยิ้มบางๆก็จางไปเมื่ออัยกระแอมเรียกสติให้ร่างสูงตอบคำถามเขาเสียก่อนจะฝันหวาน

 

“จัสตินยังสะลึมสะลือหลับๆตื่นๆ แต่ไม่มีแนวโน้มว่าจะคืนร่างสัตว์ ส่วนซากานก็นั่งฟุบอยู่ข้างเตียงไม่ยอมกินไม่ยอมนอน หนักสุดคงเป็นคาดิเนียลที่ตอนนี้เหลือแค่แรงหายใจกระมัง”

 

อัยพยักหน้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก

 

“แล้วข้างนอกเป็นไง พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวหรือยัง”ฮาบัสถามกลับ

 

“ยังไม่มีใครแสดงท่าทีอะไรนอกจากสายตาราวกับจับจ้องเหยื่อ รอเวลาที่เหมาะสมจะขย้ำให้แหลกลาญ บางทีพวกมันคงลืมว่าเราต่างก็เป็นนักล่า ใครจะยอมถูกฆ่าง่ายๆกัน”

 

กรรรรรรร

 

เสียงคำรามจากในห้องนอนเรียกความสนใจของไฮบ์ทั้งสองให้หันไปมอง

 

            ดูเหมือนจัสตินจะตื่นอยู่

 

            ฮาบัสเลิกคิ้วเมื่ออัยหยัดตัวขึ้นยืนและเดินตรงไปที่ประตูห้องนอน

 

            “อยากเข้าไปทักทายสักหน่อย ฉันไม่ค่อยได้เจอตอนหมอนั่นตื่น”อัยตอบกลับสายตาตั้งคำถามของเพื่อนสนิทก่อนจะดันประตูเข้าไปช้าๆ

 

            ภาพตรงหน้าคือทรานส์ผู้สืบเชื้อสายเจ้าป่าที่อยู่ในร่างกึ่งลอส ร่างกายผอมแกร็น ตัวสั่นเทา และสายตาดุร้ายราวเกลียดชังโลกทั้งใบถูกโอบกอดไว้โดยเพื่อนอีกคนของเขา

 

            ซากานกอดจัสตินแน่นเพื่อไม่ให้เจ้าของหูกับหางสีน้ำตาลทองนั้นเข้าถึงตัวคาดิเนียลได้ แม้เสียงคำรามสลับกับการครวญครางอย่างเจ็บปวดจะกรีดเข้าไปถึงหัวใจก็ตาม

 

            จิตใจของจัสตินสับสน บางครั้งเศร้าโศก บางครั้งเกรี้ยวกราด แต่ไม่ว่าอยู่ในอารมณ์ใด มันถูกกระตุ้นโดยคาดิเนียล ผู้เป็นเจ้าของพันธะเขี้ยว และถูกกล่อมให้สงบโดยซากาน ผู้เป็นเจ้าของหัวใจ เป็นเช่นนี้ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก ยามใกล้คืนจันทร์สีเลือด

 

            ตลอดเวลาเกือบสามปีที่การข่มตานอนยากขึ้นสำหรับคาดิเนียล การตัดสินใจของผู้ใหญ่ในครอบครัวนำมาซึ่งความผิดบาปที่จะติดตัวเขาไปทั้งชีวิต

 

เมื่อดวงจันทร์อาบด้วยสีแดงฉาน ทรานส์ผู้ตกอยู่ในพันธะที่ไม่สมบูรณ์จะลืมตาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล ราวกับคอยย้ำเตือนมิให้ผู้ผูกพันธะแสนเปราะบางนี้ลืมเลือนไปว่า เขาได้ขโมยชีวิตของผู้ใดมา

 

“ครั้งนี้ดูดีกว่าปกตินี่”

 

แม้จัสตินจะแยกเขี้ยวอยู่เช่นนั้น แต่เทียบกับความคลุ้มคลั่งที่อัยเคยเห็น นี่ถือว่าสงบจนน่าประหลาดใจ

 

“ยังวางใจไม่ได้ ตราบใดที่พระจันทร์ยังไม่เป็นสีแดง”ซากานเกลี่ยนิ้วโป้งไล่น้ำตาของคนในอ้อมกอด จัสตินขดตัวซุกเข้าหาไออุ่นอย่างน่าสงสาร แต่ก็ไม่น่าเวทนาเท่าใครอีกคนที่นอนกองอยู่ที่มุมห้อง

 

คาดิเนียลเหมือนศพเข้าไปทุกที

 

วิถีชีวิตราวต้องสาปของคนทั้งคู่ทำให้ต่างฝ่ายต่างค่อยๆแตกสลายอย่างเห็นได้ชัด วิธีการที่ผู้อวุโสลงมติว่าเป็นการยื้อชีวิตเด็กหนุ่มผู้เป็นความหวังของตระกูล กำลังกัดกินจิตวิญญาณของเขาอย่างเงียบงัน มีเพียงคนใกล้ชิดเท่านั้นที่ได้เห็นว่าทุกๆครั้งที่เกิดปรากฏการณ์จันทร์สีเลือด คาดิเนียลมีสภาพย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆเพียงใด

 

อีกไม่นาน คงยื้อไว้ไม่ไหว

 

ทั้งเขี้ยวและเจ้าของพันธะจักต้องแตกสลายตกตามกันไป

 

เหล่าผู้ชมโศกนาฎกรรมสบตากันอย่างมิอาจทำอะไรไปมากกว่านี้ก่อนจะค่อยๆปิดประตูห้องนอนเพื่อให้ทั้งสามคนที่ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งได้ผ่อนคลายลงบ้าง แม้รู้ดีว่าเหตุการณ์เช่นเมื่อครู่จะเกิดขึ้นอีก ยามที่จัสตินนึกขึ้นได้ว่าตนต้องหลับใหลกลายเป็นเพียงก้อนพลังงานเช่นนี้เพราะใคร

 

 

“รู้อะไรมั้ย ถ้าฉันเป็นแบบคาดิเนียล แล้วต้องผูกพันธะกับไฮซันเพื่อให้อยู่รอด ฉันยอมตายเสียดีกว่า”ฮาบัสทรุดลงบนโซฟาก่อนจะพึมพำออกมาด้วยเสียงไม่ดังนักเพราะไม่อยากให้คนในห้องนอนได้ยิน

 

หากต้องใช้คนรักของเพื่อนมาต่อชีวิตให้ตนเอง

 

หากต้องมีชีวิตโดยขโมยชีวิตผู้อื่น

 

ฮาบัสคงมิอาจทนให้ความรู้สึกผิดกัดกินจิตใจได้เช่นนั้น

 

“ถ้านายเลือกทำแบบนั้นได้ นายก็ไม่ได้เป็นแบบคาดิเนียลจริงๆหรอก เพราะการเป็นคาดิเนียลนั้น แม้แต่ความตายยังมิอาจเลือกได้เลย”

 

คำตอบของอัยทำให้ก้อนบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอของฮาบัส เมื่อลองคิดว่าเขาต้องทนมีชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิดเช่นนั้น โดยไม่ได้เต็มใจจะอยู่ แต่ก็มิอาจตาย

 

แม้คาเดฮัสจะถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำตระกูลในรุ่นถัดไป แต่การสูญเสียไฮบ์ความสามารถสูงอย่างคาดิเนียลไปก็เป็นเรื่องที่ตระกูลหมาป่าแสนยิ่งใหญ่และเก่าแก่มิอาจยอมรับได้

 

ต่อให้พ่อแม่ของเด็กหนุ่มทั้งสองจะแยกตัวออกจากตระกูลหลักเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ความวุ่นวายก็ตามรังควานครอบครัวนี้เสมอมา

 

กระทั่งคาดิเนียลประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ พวกผู้ใหญ่ปิดปากเงียบไม่ยอมให้พวกเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับจ่าฝูงของพวกเขา รู้เพียงพลังเวทย์ของคาดิเนียลหายไปกว่าครึ่ง ร่างกายที่เคยสมบูรณ์พร้อมกลายเป็นของมีตำหนิ เด็กน้อยที่เคยวิ่งซนด้วยกันต้องใช้ชีวิตอยู่แต่บนเตียง ครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ยังคงมอบรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างเสมอ

 

ตอนนั้นเองที่ผู้อาวุโสในตระกูลเริ่มเคลื่อนไหว และตัดสินใจทำสิ่งเลวร้ายกับเด็กทั้งสามคน

 

หนึ่งความหวังของตระกูล

 

หนึ่งลูกหลานของตระกูลที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา

 

และหนึ่งเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยง

 

เชื่อเถิดว่าถ้าพวกเขาไม่ใช่ผู้ร่วมเหตุการณ์ก็คงคิดว่านี่เป็นโครงเรื่องของนวนิยายน้ำเน่าที่นักเขียนสักคนปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างปมเรียกน้ำตาคนอ่าน

 

“อย่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวดนักเลยฮาบัส บางทีเรื่องพวกนี้อาจจะจบเร็วๆนี้แล้วก็ได้”

 

“ยังไง”ร่างสูงถามกลับทันทีเมื่อเพื่อนรับเอ่ยประโยคคลุมเครือเช่นนั้น

“ก็ถ้าพวกเราทั้งหมดตายในคืนจันทร์สีเลือดนี้ ก็ไม่มีใครต้องเจ็บปวดแล้วนี่”การพูดเรื่องน่ากลัวด้วยสีหน้าเรียบเฉยของอัยเรียกใบหน้าซีดเผือดจากคนตัวสูงกว่าได้ดี

“อย่ามาพูดอะไรแบบนั้นนะอัย แค่นี้ฉันก็ระแวงหลังจะแย่ที่ให้คนอย่างนายมาระวังหลังให้เวลาสู้”

 

“จำไว้เถิดว่าโชคดีแค่ไหนที่มีคนอย่างฉันคอยระวังหลังให้ เพราะมันน่ากลัวกว่ามากหากฉันเป็นศัตรู”

บางคนไคโยตี้ก็น่ากลัวกว่าเรดวูฟ

โดยเฉพาะความเลือดเย็นและเจ้าเล่ห์

 

hf

            กรรรรรรรรร

 

          มิใช่เพียงชั้นห้าของหอพักเท่านั้นที่มีเสียงขู่คำรามของนักล่าดังออกมาจากห้องพักนักเรียน ที่ชั้นหกก็มีเสียงคล้ายๆกันดังเป็นระยะ ทว่าบรรยากาศภายในห้องแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

            ภายในห้องปรากฏหมาป่าสีขาวล้วนด้วยเกิดจากการกลายพันธ์ของสายเลือดที่ปกติมีสีน้ำตาลแดงมีเพียงช่วงปลายขาทั้งสี่เท่านั้นที่มีสีดำสนิทอย่างที่ควรจะเป็น มันนอนหายใจสม่ำเสมออยู่บนเตียงของผู้เป็นนาย ขาทั้งสี่ที่ยาวเก้งก้างตามพันธุกรรมของหมาป่าเคราขาวพาดงอเก็บอย่างเรียบร้อย

 

            มองเผินๆอาจคล้ายสัตว์ป่าตามธรรมชาติ แม้จะอยู่ผิดที่ผิดทาง

            ทว่าแท้จริงแล้วเขาก็เป็นหนึ่งในนักเรียนของสถาบัน

 

            แม้ยามนี้จะไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง

            ร่างเล็กของผู้เป็นทั้งเพื่อน ครอบครัว และเจ้านายเดินเข้ามาทรุดนั่งบนเตียงก่อนจะลูบขนยาวและหยาบอย่างขนสัตว์ป่านั่นด้วยสายตาแฝงความเจ็บปวด

            การดูแลผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยคืนร่างสัตว์อย่างสมบูรณ์นั้นไม่ง่ายเลย แต่เขาได้ผ่านสิ่งที่ยากกว่านั้นมาแล้วจึงไม่รู้สึกลำบากเท่าใดนัก การฉุดรั้งให้ใครบางคนอยู่กับความเป็นมนุษย์แม้โลกจะเคยโหดร้ายเสียจนเด็กคนหนึ่งยอมทิ้งความเป็นคนเพื่อหนีจากเรื่องราวเหล่านั้นไปเป็นอะไรที่ใครๆก็คิดว่ามิอาจทำได้

 

            หากทรานส์คนใดถูกธรรมชาติกลืนกิน

 

            คืนร่างสัตว์อย่างสมบูรณ์

 

            วิวัฒนาการถดถอย

 

            มนุษย์ในยุคนี้ต่างรู้ดีกว่าเป็นการสูญเสียไปตลอดกาล มิอาจหวนคืน

 

            ทว่าความเชื่อเหล่านั้นได้ถูกยืนยันแล้วว่าผิด ยามเมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งสามารถคืนความเป็นมนุษย์ให้ใครอีกคนได้ แต่ก็แลกมาด้วยบางสิ่งเช่นกัน

 

            ด้วยเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ หาสาเหตุที่แน่นอนไม่ได้ จึงไม่มีผู้ใดที่รู้เห็นเสี่ยงเปิดเผยมันออกไป

 

            ทว่า

 

            คืนจันทร์สีเลือด

          เป็นช่วงเวลาที่เผยเงาของเรื่องราวเลวร้ายในอดีตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องราวของเหล่าหมาป่า

....

50% หลังสั้นหน่อยนะคะ ต้องตัดจบก่อนที่มันจะยาวไปกว่านี้ 55555 


ครึ่งหลังแอบเฉลยปมคาดิเนียลแล้วนะ หลังจากเผยเรื่องอาซาเอลไปเกือบหมดก็ได้เวลาของพระเอก(ค่าตัวแพง)ของเราสักที


แต่...ก็โผล่ปมใหม่ของอีกคู่มาด้วย(เรือใคร เตรียมพายเลย) แน่นอนว่าเกี่ยวพันกับปมเก่าที่เคยทิ้งบอมไว้ด้วย(ปมเยอะเหลือเกินแม่)


ใครจำได้บ้าง ว่าปมของใครเกี่ยวข้องกับการคืนร่างสัตว์โดยสมบูรณ์

ถ้าตอบถูกแสดงว่าต้องอ่านวนบ่อยไม่ก็ไบแอสตัวละครนั้นแน่ๆ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 243 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,402 ความคิดเห็น

  1. #2376 applepie13 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 07:22
    ไม่แน่ว่าอาซาเอลกับดาเนียลอาจจะผูกพันธสัญญากันตั้งแต่ยังเด็กก็ได้ ตอนที่ความทรงจำเสี้ยวหนึ่งของอาซาเอลโผล่มา ตอนที่จุ๊บปากจองดีน เพราะความบริสุทธิ์อาจจะนำพาไปสู่การแชร์เวทย์ในร่างของทั้งสอง ตั้งแต่ตอนนั้นภาชนะที่สองของอาซาเอลอาจจะใช้ไม่ได้อีกเพราะถูกแทนที่โดยเวทย์ของดีน เพราะพลังครึ่งหนึ่งอยู่กับอาซาเอลเลยทำให้พลังในร่างถดถอยเรื่อยๆทุกคืนจันทร์สีเลือด ใช่ไหมนะ>: และเพราะการยื้อชีวิตให้ดาเนียลเลยต้องจำเป็นต้องมีเขี้ยว ซึ่งก็คือจัสตินที่ซากานรัก จัสตินที่หลับใหลตลอดเพราะตัวเองมีชีวิตอยู่แค่เป็นที่สูบพลังของดาเนียล มหากรรมรักน้ำตาคลอtt
    #2,376
    0
  2. #2344 Comeandfawkme (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 01:05
    เป็นคาดิเนียลมันเจ็บปวดมากเลยนะ ฝูงของคาดิเนียลมีแต่แผลฝังใจ
    #2,344
    0
  3. #2326 pimaya (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 20:24
    แจนิวาลหัวร้อนมากค่ะ5555555 เราขอเดาว่าพลังที่หายไปอีกครึ่งอยู่ที่อาซาเอลแน่ๆ ส่วนตอนนี้ขอโฟกัสความทาสแมวของฮาบัสนะคะ แงงง ทำไมน่ารักๆๆๆๆๆ
    #2,326
    0
  4. #2325 Ging Patcharapan (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 00:24
    ใครที่มีปมเรื่องคืนร่างสัตว์สมบูรณ์ง่ะ ฮืออออ จำมะได้แน้ว
    #2,325
    0
  5. #2262 raatchadaa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 19:49
    นี่จั๊กจี้ ฮาบัส มินาคัสจัง พายเรือผี พายเรือนี้
    #2,262
    0
  6. #2190 Phoenix (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:02
    แงง ถ้าคาดิเนล ได้อยู่กับอาซาเอล ก็จะดีขึ้นใช่มั้ยยยย ;—;
    #2,190
    0
  7. #2189 shawolbeaut ★ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:23
    รอมานานมากค่ะ แง
    #2,189
    0
  8. #2188 Zinnemon (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:13
    เข้ามากรีดร้องก่อนอ่านได้รึไม่ งื้ดๆๆ
    #2,188
    0
  9. #2187 punzeliq (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:11
    เจิมค่ะ คิดถึงมากๆๆๆๅเลยยยย
    #2,187
    0
  10. #2186 punzeliq (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:11
    เจิมค่ะ คิดถึงมากๆๆๆๅเลยยยย
    #2,186
    0
  11. #2180 JjJyJh (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 11:11
    น่ารักกกกกก ชอบเวลา 3 แสบอยู่ด้วยกัน
    #2,180
    0
  12. #2178 A-minus (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 19:57
    แงงงงงง คิดถึงจังเลยยยยย ยังสนุกเหมือนเดิมเลยค่ะ โดยเฉพาะพาร์ทของคูณ 3 ซูเปอร์แก๊ง น่ารักมาก ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เป็นเอฟซีเลยค่ะ!
    #2,178
    0
  13. #2177 sepdx_ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 12:37
    เคยคิดมาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่าถ้ารวมเล่มจะซื้อ สู้ๆนะคะไรท์ รออยู่น้า
    #2,177
    0
  14. #2176 sepdx_ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มกราคม 2563 / 12:36
    คิดถึงคุณไรท์!!!!
    #2,176
    0
  15. #2175 ออล (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 12:44

    ยังรอคอยเธอ เสมอ ตามติดติดตามเลยค่ะ แงงง

    ลุ้นๆทุกตอน คืนจัทร์สีเลือดที่เฝ้ารอมานานจะเป็นจุดเปลี่ยนอะไรไหมน้อออ

    #2,175
    0
  16. #2174 Saninaao (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มกราคม 2563 / 03:16
    ยังไงก็ยังคงชอบเอเนอจี้ของคนแบบแจนิวาลสุด
    #2,174
    0
  17. #2173 Am_s (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 22:23
    สนุกมากเลยค่ะ อ่านเพลินมากๆ เวลามีคนพูดเรื่องสายพันธุ์กับภาชนะที่สองของอาซาเอลทีไรมันฟังดูตลกร้ายตลอด ป่านนี้คุณหมาป่าจะเป็นยังไงบ้างเนี่ยย
    #2,173
    0
  18. #2172 Jupiter Ai (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 21:03
    แจนิวาลอย่าพึ่งหัวร้อนนะ55555
    #2,172
    0
  19. #2170 osw0825 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 21:39
    สนุกมากเลยค่ะ ชอบเรื่องนี้มากๆ จะคอยติดตามเสมอนะคะ 💜💛
    #2,170
    0
  20. #2169 lercifu (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 20:36
    แงงงงงงงงงงงงงง สุดยอดไปเลยค่ะ ฮืออออ สนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเหมือนเดิม เพิ่มเติมพระเอกหาย 5555555555555

    รอคืนจันทร์สีเลือดอย่างจดจ่อคับ! มันแน่ๆ กีส
    #2,169
    0
  21. #2168 1unknow1A (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 19:59
    ลุ้นไปกับทุกตอน ทุกๆตัวละครเลยค่ะ
    #2,168
    0
  22. #2167 may-twchn94 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 15:05
    ลุ้น เหตุการณ์ที่ว่านั้นจะมาในคืนสีเลือดใช่ไหมมมมม;-;
    #2,167
    0
  23. #2166 yeahhhaa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 12:14
    บรรยายดีมากเลยค่ะ เนื้อเรื่องน่าสนใจมาก เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #2,166
    0
  24. #2165 CHM (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 11:30

    ลุ้นทุกตอนเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #2,165
    0
  25. #2164 TiggerTiggy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 02:48
    นานแค่ไหนก็จะรอ คือเป็นนิยายแฟนตาซีที่ดีอีกเรื่องนึงเลย มันไม่ใช่แค่ฟิคจับศิลปินมาจิ้นฟินๆง่ะ
    #2,164
    0