[AU] Produce101 - Your Canine :: เขี้ยว #nielong

ตอนที่ 13 : Chapter 11 :: เหล่ากบฏ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,719
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 348 ครั้ง
    29 ก.ย. 62

 

            เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆปรือขึ้นช้าๆก่อนที่แพขนตาจะกระทบแก้มทรานส์หนุ่มสองสามครั้งด้วยเจ้าตัวกระพริบตาเพื่อปรับแสง แม้ว่าตอนนี้ตะวันจะลับขอบฟ้าไปนานหลายชั่วโมงแล้ว ทว่าดวงไฟเวทย์ที่ส่องสว่างอยู่ทั่วห้องนั้นก็มากพอจะทำให้คนที่หลับไปเป็นเวลาเกินครึ่งวันเกิดอาการตาพร่าได้ ดวงตาคมกวาดมองเพดานห้องที่คุ้นเคย และรู้ทันทีว่าถึงจะคุ้นตา หากแต่นี่ไม่ใช่ห้องของเขา


 

            “ตื่นแล้วหรอเจ้าคนอวดดี”


 

            เสียงเจ้าของห้องดังขึ้นทำให้แขกไม่ต้องคิดให้ปวดหัวว่าตัวเองนอนอยู่เตียงของใคร อันที่จริง ต่อให้ไม่คิดอะไรเลยเขาก็ปวดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอยู่แล้ว


 

            อาซาเอลหันมองแจนิวาลที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหนังสือ ตรงหน้าเจ้าของห้องร่างเล็กมีหนังสือเล่มหนาที่อ่านค้างไว้วางอยู่ แต่ทรานส์หนุ่มไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะถามเพื่อนรักว่ากำลังอ่านอะไร เพราะไม่ทันที่แจนิวาลจะพับปิดหน้าหนังสือเสียด้วยซ้ำ ริมฝีปากบางของแมวหนุ่มก็เริ่มคว่ำลงน้อยๆเสียแล้ว


 

คนป่วยพลิกตัวหันหน้าเข้าหาผนังก่อนจะนอนงอตัวกอดเข่าตัวเอง นิ้วเรียวเขี่ยใบไม้ที่แทรกออกมาจากร่องระหว่างกิ่งไม้ที่สานกันเป็นผนังห้อง ถ้าไม่ใช่เพราะแจนิวาลพอจะรู้นิสัยเพื่อนอยู่บ้างก็คงคิดว่าอาซาเอลพยายามจะแปลงเป็นกุ้ง แถมเป็นกุ้งจอมคิดมากที่เริ่มจะเด็ดใบไม้ในห้องเขาดับความฟุ้งซ่านเสียด้วย


 

            ท่าทางงอเป็นกุ้งแบบนี้ก็มีแค่ตอนน้อยอกน้อยใจหรือไม่ก็หงุดหงิดอะไรสักอย่างนั่นล่ะ


 

            “เป็นอะไรล่ะพ่อคุณ ตื่นมาจะไม่คุยกันหน่อยหรือไง ยอมให้ใช้เตียงเสียตั้งนาน”เพียวหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะไม่เย้าแหย่ ระหว่างเขากับอาซาเอลสื่อสารกันด้วยถ้อยคำปกติสลับจิกกัดกันเป็นปกติ


 

            แต่ตอนนี้แจนิวาลมีหลายเรื่องให้คิด และรู้ดีว่าเพื่อนสนิทก็คงไม่ต่างกัน


 

            ถือว่าสงบศึกชั่วคราว


 

            “ทำไมไม่พาไปส่งที่ห้องล่ะ”


 

            “ก็กลัวจะอาการหนักชักกระตุกไปตอนไม่มีใครเห็นน่ะสิ”


 

            อยากจะกัดปากตัวเองให้ช้ำเลือดเพราะดันเผลอพูดประชดประชันอีกฝ่ายไปเสียได้ ก็ดูท่าทางงอแงเสียเต็มประดาของอาซาเอลแล้วมันอดไม่ไหว ใจจริงอยากลุกไปงัดเพื่อนตัวดีออกจากท่ากุ้งให้รู้แล้วรู้รอดไปด้วยซ้ำ

 


            เอาเถิด อย่างน้อยคำพูดของแจนิวาลก็ทำให้คนที่มัวแต่เด็ดใบไม้จนไม่ทันจับน้ำเสียงยียวนในประโยคได้ยอมหันหน้ามามองสีหน้ากันว่าเพียวหนุ่มพูดจริงหรือหลอกด่าเขากันแน่


 

            “ฉันชักด้วยหรอ!”อาซาเอลถามด้วยสีหน้าตื่นๆ แต่พอเห็นเพื่อนสนิทหลุดขำออกมาใบหน้าก็กลับไปงอง้ำเหมือนเก่า


 

            “เปล่า พูดไปอย่างนั้นแหละ”


 

            “ให้ตายสิแจนิวาล”งึมงำก่อนจะหันหน้าหนีกลับไปซุกผนังอีกหน แจนิวาลเริ่มจะเหลือทนจนต้องถอนหายใจออกมา


 

            “ตกลงว่าเป็นอะไร”


 

            อาซาเอลทำเพียงส่ายหัวน้อยๆ และนั่นทำให้แจนิวาลต้องงัดไพ่ตายออกมา


 

            จานพาสต้าหอมกรุ่นถูกยกออกมาจากกล่องเก็บอาหาร เพียวหนุ่มตั้งใจเก็บไว้ให้เพื่อนสนิทเพราะคิดว่าตื่นมาคงจะหิว ด้วยร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอะไรตั้งแต่เช้า แถมอาซาเอลยังหลับไม่ได้สติแม้จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ทว่าแจนิวาลไม่กล้าปลุกให้คนป่วยลุกไปทานอาหารเพราะไม่รู้ว่าเพื่อนของเขาอยู่ในสภาวะไหน การปลุกให้ตื่นจะมีผลอะไรกับเจ้าตัวหรือไม่


 

            แม้แต่หมอชาร์ลยังไม่กล้าวินิจฉัยอาการนักเรียนคนโปรด นับประสาอะไรกับเขา แจนิวาลทำได้เพียงนั่งเฝ้ารอเวลาให้อาซาเอลตื่นขึ้นมา นับตั้งแต่ในห้องพยาบาล จนกระทั่งอาจารย์แบคอนใช้เวทย์ย้ายร่างสูงแต่ผอมบางนั่นมาที่ห้องเขาด้วยเวทย์เคลื่อนย้ายที่ทำให้แจนิวาลซึ่งถูกส่งมาด้วยวิธีเดียวกันคลื่นเหียนไปพักใหญ่


 

            กลิ่นหอมของอาหารทำให้น้ำย่อยของคนป่วยทำงาน อาซาเอลเหลือบมองตามกลิ่นก่อนจะทำสายตากระเง้ากระงอดใส่คนที่ถือจานอาหารอยู่


 

            ถ้าเป็นก่อนหน้านี้แจนิวาลคงปักใจไปแล้วว่าอาซาเอลคือแมวป่าสีสนิมตัวนั้น


 

            ก็ดูทำหน้าสิ เหมือนแมวขอปลาไม่มีผิด


 

            “ไม่ตอบก็ไม่ต้องกินหรอก ปานนี้โรงครัวคงปิดไปแล้ว แต่ถ้านายไม่สนใจอาหารจานนี้จะลงไปเคาะเรียกคุณแม่ครัวให้ออกมาทำอาหารให้กินก็ได้นะ ยังไงหอเราก็มีอาหารให้ทานตลอด แต่คุณป้าเขาคงน่าสงสารแย่ เวลานอนก็ไม่ได้นอน”


 

            อาซาเอลรู้ดีว่าแจนิวาลตั้งใจพูดให้เขารู้สึกผิด ซึ่งการรบกวนคนอื่นแบบนั้นตัวเขาก็ไม่คิดทำอยู่แล้ว อย่างไรเสียอาซาเอลก็ต้องเอาพาสต้าในจานนั่นมาสนองน้ำย่อยในท้องเขาให้ได้ ไม่งั้นวันนี้คงมีคนอดตาย ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกนอกจากตัวเขาเอง


 

            จะให้ใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุเปลี่ยนน้ำเปล่าให้เป็นนม พอประทังชีวิตก็ไหวอยู่หรอก แต่นมแก้วเดียวจะทำให้เขาอิ่มท้องได้สักแค่ไหนกันเชียว วิชาเล่นแร่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างของตามธรรมชาติกับสิ่งที่ผ่านการปรุงแต่งแล้วได้ หากอยากกินอะไรหนักท้องเขาก็ทำได้แค่เปลี่ยนอะไรสักอย่างเป็นเนื้อสด ทว่าตัวเขาเป็นทรานส์ไม่ใช่สัตว์ป่า ไม่ใคร่บริโภคเนื้อสดๆ ถ้าไม่จำเป็น


 

            และตอนนี้ก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น


 

            หรือจะใช้เวทย์เสกอาหารออกมาดื้อๆเขาก็พอมีหนังสือที่บอกวิธีทำอยู่ ถ้าลองดูก็คงไม่เสียหาย อย่างมากก็พลังเวทย์หมดจนลอสไป หรือไม่ก็ได้อาหารหน้าตาพิลึกพิลั่นออกมา


 

            หรือถ้าเกิดโชคเข้าข้างได้อาหารหน้าตาปกติ ก็ไม่ถือเป็นรางวัลอยู่ดี ใครๆก็รู้ว่าอาหารจากเวทมนต์รสชาติเหมือนเคี้ยวกระดาษ

 


            ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งอาซาเอลก็ตัดสินใจว่าการตอบคำถามแลกกับอาหารรสชาติถูกปากในจานนั่นก็พอจะคุ้มอยู่


 

            “ตอนยืนอยู่หน้าห้อง ฉันเอาแต่คิดว่าถ้าเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ หรือเป็นลมล้มพับไป ฉันก็ไม่ควรมาเรียนที่นี่ตั้งแต่แรก”

 


            ทรานส์หนุ่มพลิกตัวนอนหงาย สายตาจ้องไปบนเพดานราวกับไม่กล้าสบตากับเพื่อนสนิท ใบหูที่แดงขึ้นมาด้วยความอับอายนั่นพอจะยืนยันได้ว่าอาซาเอลคงจะขายหน้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่มากโข


 

            เดิมทีก็เป็นพวกคลั่งความสมบูรณ์แบบอยู่พอตัว คาดหวังกับตัวเองเอาไว้สูง พอพลาดก็เลยก่นด่าตัวเองเสียยิ่งกว่าใคร


 

            นิสัยแบบนั้นแจนิวาลไม่นึกเห็นใจสักเท่าไร อาซาเอลควรล้มให้เป็นบ้าง ไม่สิ ควรร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเวลาล้มบ้าง


 

            ไม่ใช่ตะเกียกตะกายจะยืนขึ้นเอง ก่นด่าตัวเอง จนสุดท้ายก็ได้แผลเต็มตัว


 

            ทั้งๆที่เขาก็ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน แค่ยื่นมือมาก็พร้อมจะช่วยกันฉุดให้ลุกยืนแล้วแท้ๆ


 

            คนที่ถูกเกราะป้องกันตัวเองขวางกั้นเอาไว้ ไม่ใช่แค่คนภายนอก แม้แต่ตัวอาซาเอลเอง ก็ผ่านกำแพงนั้นออกมาไม่ได้


           

            แจนิวาลมองเพื่อนที่จมอยู่กับความอับอายแล้วก็ได้แต่หัวเราะเสียงสูง และเสียงหัวเราะไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนั่นก็เรียกให้อาซาเอลละสายตาจากเพดาน


 

            “ตลกชะมัด อวดดีไว้เสียขนาดนั้นแล้วสุดท้ายนายก็ล้มพับลงไปจริงๆ”แจนิวาลใช้นิ้วซับน้ำตาที่หางตา


 

            อาซาเอลย่นหัวคิ้วมองเพื่อนที่หัวเราะมากไปจนน้ำตาซึมแล้วก็เริ่มรู้สึกร้อนๆในหน่วยตาคล้ายน้ำตาจะไหลด้วยเหมือนกัน


 

            ไม่ใช่เพราะตลก


 

            แต่เพราะเจ็บปวดที่แม้แต่แจนิวาลยังหัวเราะเยาะเขา


 

            ก่อนที่ทรานส์หนุ่มจะร้องไห้ออกมา ก็ต้องชะงักด้วยปรับอารมณ์ตามไม่ทันเมื่อแจนิวาลตีสีหน้านิ่ง มองตรงมายังเขาด้วยสายตาจริงจังจนอาซาเอลไม่กล้าหลบสายตา


 

            “แล้วจะเอาไง เก็บของกลับบ้านเลยไหม”


 

            “รู้อะไรไหมอาซาเอล การที่นายพยายามจนถึงที่สุดแล้วล้มลงไป นั่นยังหน้าชื่นชมกว่าการที่นายเอาแต่จมดิ่งกับความผิดพลาดจนทำอะไรต่อไม่ได้เสียอีก ถ้านายจะเก็บของกลับบ้านก็ไม่ใช่เพราะที่เป็นลมต่อหน้าคนทั้งคลาสหรอก แต่เป็นเพราะนายมันไม่มีความอดทนเอาเสียเลย”


 

            “ถ้าเป็นฉันนะ กว่าจะเข้าที่นี่ได้เลือดตาแทบกระเด็น ต่อให้เป็นลมอีกกี่หน โดนคนด่าว่าไร้น้ำยา ฉันก็จะอดทนและพยายามจนกว่าจะจบจากที่นี่ให้ได้ จะจบด้วยคะแนนประเมินความสามารถที่สูงกว่าคนพวกนั้นเสียเลย”


 

            แจนิวาลเป็นคนช่างพูดนั่นอาซาเอลรู้ดี แต่ไม่บ่อยนักที่เจ้าตัวจะพูดเรื่องมีสาระได้ยาวเหยียดขนาดนี้ ล่าสุดที่อาซาเอลเห็นแจนิวาลพูดรัวเร็วจนลืมหายใจแบบนี้ก็ตอนบรรยายความโด่งดังของคาดิเนียลนายแบบในดวงใจ


 

            น่าอายชะมัดอาซาเอล


 

            ต้องให้ไอ้จอมไร้สาระมาเตือนสติแบบนี้ ไม่ไหวเลย


 

            “นายนี่มัน เหลือเกินจริงๆแจนิวาล”อาซาเอลพึมพำขณะลุกขึ้นนั่งทิ้งปลายเท้าลงบนพื้นห้อง กลืนก้อนสะอื้นงี่เง่าที่เกือบทำให้เขาร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นลงคอ


 

            “แล้วยังไง จะเก็บของไหม จะได้ไปช่วย”เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ขณะส่งจานพาสต้าของโปรดให้เพื่อนสนิท


 

            แน่นอนว่าอาซาเอลรับไปแต่โดยดี ด้วยสีหน้าคล้ายจะแยกเขี้ยวใส่


 

            “ถ้าไม่คิดจะกลับ ก็อยู่ต่อ แต่นายต้องสะสางเรื่องที่ติดค้างเอาไว้ก่อน ไม่งั้น ฉันนี่แหละจะทำให้นายหมดสภาพจนต้องกลับบ้านไปรักษาตัว”


 

            “เดี๋ยวนี้ถึงกับข่มขู่เลยเชียวหรือแจนิวาล คิดว่าทำได้หรือไง”เอ่ยหลังจากกลืนเส้นพาสต้าคำโต เลิกคิ้วท้าทายเพียวหนุ่มอย่างถือดี


 

            กลับมาเป็นอาซาเอลคนเดิมที่แจนิวาลรู้จักเสียที


 

            แบบนี้ค่อยทะเลาะด้วยง่ายหน่อย


 

            “ถึงตอนนี้จะไม่มั่นใจ แต่รังแกนายตอนลอสคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักหรอก”เพียวหนุ่มกดยิ้มร้ายด้วยสายตาเหนือกว่า และนั่นทำให้จานพาสต้าในมืออาซาเอลเกือบหกคว่ำ ยังดีที่เจ้าตัวจับมันไว้ได้ทันและวางลงบนพื้นก่อนที่มือไม้จะสั่นไปกว่านี้


 

            “นายบ้าน่า ฉันไม่ได้แค่สลบ แต่ลอสต่อหน้าทุกคนงั้นรึ”


 

            ถ้าเป็นอย่างนั้น จะกลับไปเก็บของกลับบ้านจริงๆนะให้ตายเถอะ!


 

            “เปล่า”


 

            คำปฏิเสธของแจนิวาลไม่ได้ทำให้อาซาเอลรู้สึกดีขึ้นสักเท่าไร ร่างสูงปรี่เข้าไปจับไหล่ของเพื่อนไว้แน่นก่อนจะออกแรงเขย่าๆอย่างขาดสติ


 

            “งั้นนายรู้ได้ยังไง รู้ได้ไงแจนิวาล”


 

            “โว้วๆ ใจเย็นๆหน่อยสหาย เดี๋ยวก็สลบไปอีกรอบกันพอดี”ว่าพลางดันอกเพื่อนให้ถอยห่าง


 

            “งั้นก็บอกมา ว่ารู้ได้ยังไง ไม่งั้นคนที่สลบจะเป็นนาย ไม่ใช่ฉัน”กดเสียงต่ำจนแทบจะเป็นเสียงขู่ในลำคอ บอกตามตรง แจนิวาลก็เสียวสันหลังอยู่เหมือนกันว่าอาซาเอลจะคืนร่างสัตว์แล้วกัดคอเขาเข้าให้


 

            เวลาทรานส์ถูกกระตุ้นจนอารมณ์พุ่งถึงขีดสุดนี่น่ากลัวชะมัด ไม่ได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบนี้มาพักใหญ่ๆแล้วก็มีแอบสยองอยู่เหมือนกัน


 

            “ฮู้ว น่ากลัวเสียจริงคุณทรานส์หนุ่ม”


 

            “แจนิวาล”


 

            มั่นใจได้เลยว่าแจนิวาลแอบเห็นว่าฟันเขี้ยวของอาซาเอลเปลี่ยนรูป


 

            จากเขี้ยวของมนุษย์


 

            เป็นเขี้ยวของสัตว์ป่า


 

            ให้ตายสิ ควบคุมตัวเองไม่ได้แบบนี้จะรอดไปได้สักกี่น้ำนะอาซาเอล


 

            “อ่ะ พอก่อน หยุดทำเสียงน่ากลัวเสียที ฉันรู้ก็เพราะกลิ่นไอของนายตอนหมดสติมันชัดมาก”


 

            ท่าทางระวังภัยของแจนิวาลบวกกับรสคาวเฝื่อนในปากทำให้อาซาเอลได้สติ


 

            เขี้ยวของเขาบาดริมฝีปากตัวเองจนเลือดออก


 

            นี่คิดจะทำอะไรกัน อาซาเอล

            ถ้าแจนิวาลไม่ยอมตอบสักที เขาอาจจะทำร้ายเพื่อนสนิทก็ได้งั้นหรือ


 

            หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ทรานส์ต้องมีผู้ผูกพันธะ ว่ากันว่าทรานส์ที่ผูกพันธะแล้วจะถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าได้ยากขึ้น ควบคุมสัญชาตญาณได้ดีขึ้น


 

            บ้าหรือไง! กำลังหาข้อดีให้การกลายเป็นเขี้ยวงั้นหรืออาซาเอล


 

            “แย่ชะมัด มีใครรู้อีกไหม”ทรานส์หนุ่มยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเรียกสติ รู้สึกปวดเหมือนหัวจะแตกเป็นเสี่ยงๆเสียให้ได้


 

            “ถ้าไม่นับคนที่รู้อยู่แล้วอย่างหมอชาร์ล อาจารย์แบคอน และซามูเอล ก็ไม่มีใครอื่นนอกจากฉัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนนับร้อยในคลาสจะไม่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมนายถึงเป็นลมล้มพับไปเพียงเพราะใช้เวทย์เกินกำลังหรอกนะ”


 

            “ไม่ได้มีแค่ทรานส์เสียหน่อยที่หมดสติเพราะพลังเวทย์ถึงขีดจำกัด”อาซาเอลบอกคล้ายปลอบใจตัวเองเสียมากกว่า แต่นั่นก็ไม่ผิด แม้แต่ไฮบ์และเพียวก็มีอาการอ่อนเพลียหลังจากใช้เวทย์ได้


 

            ตราบใดที่ไม่ลอส ก็ไม่อาจบอกได้หรอกว่าเขาเป็นทรานส์


 

            ทว่าที่เขาไม่ปฏิเสธแจนิวาล ก็เพราะถ้าไม่รู้วันนี้ อีกไม่นานแจนิวาลก็ต้องรู้อยู่ดี


 

            กับคนใกล้ชิดน่ะปิดบังไปก็เท่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่บรรพบุรุษเตือนกันไว้ว่าอย่าใกล้ชิดกับไฮบ์และเพียว


 

            ติดก็เพียงแต่ชีวิตของอาซาเอลมีแต่ไฮบ์และเพียวเข้ามาวนเวียนอยู่รอบตัวเสมอ


 

            “เป็นโชคดีของนายที่ไม่ลอส ถ้าคิดในแง่ดี คนอื่นอาจคิดว่านายเป็นเพียวหรือไฮบ์ไปแล้ว เพราะนายเป็นลมแทนที่จะลอส”


 

            “นั่นสิ ทำไมฉันถึงไม่ลอสล่ะ”


 

            แจนิวาลมองเพื่อนที่ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้แทนที่เขา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ไตร่ตรองว่าควรจะพูดอย่างไรออกไปดี


 

            เพราะการที่อาซาเอลไม่ลอสในตอนนั้น อาจเกี่ยวข้องกับพลังเวทย์สีฟ้าสดในภาชนะที่สองของทรานส์หนุ่ม และเจ้าของพลังเวทย์นั่นที่นั่งอยู่ตรงหน้าอาซาเอลซึ่งเป็นฝ่ายร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเสียเอง


 

            เพียวหนุ่มกัดริมฝีปากชั่งใจก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปอย่างระมัดระวัง


 

            “อาจเพราะนายดึงพลังของบางคนมาทดแทนโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจ”


 

            “เปล่านะ ฉันไม่ได้ดึงพลังเวทย์ของใครมา อันที่จริงฉันล้มลงไปก่อนจะรู้ตัวว่าใช้พลังเวทย์มากเกินเสียอีก”


 

            สีหน้าของอาซาเอลบ่งบอกว่าไม่ได้โกหก และนั่นทำให้แจนิวาลอดไม่ได้ที่จะพูดออกไป


 

            “อาซาเอล แต่ฉันว่านายทำ”


 

            “หือ”


 

            “นายน่าจะดึงพลังเวทย์ของคนอื่นมาอย่างไม่รู้ตัว”เพียวหนุ่มหยั่งเชิงอีกหน


 

            อยากพูดใจจะขาดว่าคนอื่นที่ว่านั่นคือคาดิเนียล แต่ที่ไม่พูดก็เพราะจะรอดูอาการว่าอาซาเอลไม่รู้ตัวจริงๆหรือว่ามีความเกี่ยวข้องกับคาดิเนียลลึกซึ้งแค่ไหน


 

            “ว่าไงนะ”


 

            “ถึงจะเป็นแค่ความคิดของฉัน แต่ไฮบ์คนนั้นร้องอย่างเจ็บปวดตอนที่นายล้มลงไป อาจเพราะนายดึงพลังเวทย์ของเขามาอย่างกะทันหัน ทำให้ตัวนายเองไม่ลอส แต่ทำให้พลังเวทย์เขาปั่นป่วนแทน”


 

            “ใคร ฉันดึงพลังเวทย์ของใครมา”


 

            แจนิวาลได้คำตอบแล้วว่าอาซาเอลไม่รู้อะไรเอาเสียเลย สีหน้าตื่นตระหนกนั่นทำให้เพียวหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตอบ


 

            “คาดิเนียล”


 

            “หมอนั่นเป็นไงบ้าง”


 

            ดูเอาเถิด ปกติเอาแต่ทำเหมือนไม่ถูกกับเขา ทีอย่างนี้ล่ะหน้าซีดเสียยิ่งกว่ากระดาษตอนรู้ว่าเขาเจ็บ


 

            “ไม่รู้ อัยกับซากานพากลับไปพักที่ห้องตั้งแต่ตอนนั้น แต่ตอนเที่ยงกับเย็น ฉันไม่เห็นหมอนั่นที่ห้องอาหาร ซามูเอลที่ไปทานอาหารฝั่งห้องอาหารตะวันตกก็ไม่เจอเหมือนกัน”


 

            “ฉันควรไปเยี่ยมเขาสักหน่อย”ว่าพลางหยัดตัวขึ้นเต็มความสูงแต่ก็ต้องทรุดลงไปนั่งกับเก้าอี้อีกหนด้วยแรงกดบนบ่า


 

            “อาซาเอล รู้ใช่ไหมว่าตึกฝั่งนั้นเต็มไปด้วยไฮบ์ที่มีสัญชาตญาณนักล่าเต็มที่จนแทบจะล้นปรี่”แจนิวาลจ้องหน้าอาซาเอลเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่าทรานส์ตรงหน้ากำลังหาเรื่องใส่ตัวได้ถึงเพียงนี้


 

            แม้จะเข้าใจว่าการจัดห้องพักให้นักเรียนเป็นไปอย่างสุ่ม ทว่าพวกเขาเพิ่งรู้จากเอเดวาเมื่อไม่นานมานี้ว่าแท้จริงแล้ว ทางคณาจารย์มักจะจัดให้เพียวอยู่ร่วมกับทรานส์ และแยกไฮบ์ที่มีประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณสูงไปไว้อีกฟากฝั่งหนึ่ง ด้วยเพียวนั้นมีสัญชาตญาณสัตว์ป่าน้อย และมีเพียงส่วนน้อยที่กระหายการล่า ทำให้ทรานส์เป็นอันตรายน้อยกว่าการอยู่ใกล้ชิดกับไฮบ์ที่ยังคงมีตัวตนของสัตว์ร้ายหลบซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก และพร้อมจะโดนกระตุ้นด้วยตัวตนของทรานส์อยู่เสมอ


 

            ที่เพื่อนตัวน้อยออกปากอธิบายก็เพราะเขารู้ความลับของซามูเอลเข้าแล้ว


 

            เอเดวาเป็นไฮบ์ตระกูลสัตว์เล็กอย่างเฟอเรท จึงไม่ได้กระหายเลือดเท่าพวกที่สืบเชื้อสายสัตว์นักล่าอื่น ไม่แปลกที่จะถูกจัดให้อยู่ร่วมกับทรานส์ ทว่าซามูเอลยามเมื่ออยู่ใกล้คนตัวเล็กนั้นก็ปลดปล่อยสัญชาตญาณและกลิ่นไอความเป็นทรานส์ออกมาโดยไม่รู้ตัว


 

            เพราะพลังเวทย์ของทรานส์ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกได้ง่ายดาย


 

            กับคนที่พึงใจ ก็ราวกับจะประกาศตัวว่ายินยอมพร้อมใจเป็นเขี้ยวให้เขา จนเผลอทำให้เอเดวารู้ตัวตนของเขาเข้าจนได้


 

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันไม่ซุ่มซ่ามขนาดนั้นหรอก และตอนนี้พลังเวทย์ของฉันก็เสถียรดีแล้ว”


 

            แจนิวาลไม่แน่ใจนัก ว่าพลังเวทย์ของเพื่อนรักจะยังเสถียรดีอยู่หรือไม่ เมื่ออยู่ต่อหน้าคาเดิเนียล


 

            “รอบตัวคาดิเนียลมีพวกฝูงหมาป่าอยู่เต็มไปหมด”


 

            “ถ้าเป็นห่วงก็ไปกับฉันสิ”


 

            “ไม่ไป ฉันมีเรื่องต้องทำ”


 

            มีบางคนที่แจนิวาลต้องรอสะสางด้วย


 

            ในเมื่อเขามั่นใจแล้ว ว่าอาซาเอลไม่ใช่แมวป่าสีสนิมตัวนั้น


 

            ดวงตาของอาซาเอลมีสองสี


 

            แต่เจ้าแมวนั่นมีดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีเขียวอมเหลืองราวกับมรกตแต่สีอ่อนและใสกว่ามาก


 

            มันทั้งสวยและน่าหวาดหวั่น


 

            จนแจนิวาลลืมไม่ลง


 

            “โธ่ แจนิวาล”


 

            ไม่ว่าอาซาเอลจะช้อนตามองด้วยสายตาน่าสงสารเพียงใด แต่นี่คือแจนิวาล ไม่ใช่มินาคัสที่ใจอ่อนกับเพื่อนเจ้าปัญหาคนนี้เสมอ หรือคาดิเนียล ที่เอาแต่ลอบมองเจ้าคนปากแข็งด้วยสายตาอ่อนโยน จนคนที่มองเห็นทุกอย่างอย่างเขาอดกลอกตาด้วยความระอาในความไม่รู้ของเพื่อนตัวเองเสียไม่ได้


 

            “งั้นฉันจะส่งภูติจดหมายไป”


 

            ดูเอาเถิดว่าตามใจกันจนดื้อแพ่งขนาดไหนแล้ว


 

            “ทำได้งั้นหรือ”แจนิวาลกอดอกมองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เขายืนและอาซาเอลนั่งทำให้ระดับสายตาของเขาอยู่สูงกว่า การได้มองต่ำลงไปสบตาอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นผู้ใหญ่ที่กำลังอบรมเด็กดื้ออย่างไรอย่างนั้น


 

            “นายรู้วิธีใช่ไหม”เด็กดื้อถามกลับด้วยสายตามีความหวัง และเขาก็ไม่ลังเลที่จะดับฝันเด็กคนนี้


 

            “รู้ แต่ไม่เคยทำสำเร็จ ระดับอย่างพวกเรายังควบคุมพลังเวทย์ที่ใส่ลงในแผ่นกระดาษได้ไม่ดีพอ ฉันเคยลองแล้วเกือบจะเผาบ้านตัวเองเพราะพลังเวทย์ที่มากเกินไปทำให้กระดาษลุกเป็นไฟ”


 

            “กระดาษแค่แผ่นเดียวจะเผาอะไรได้”อาซาเอลบ่นอุบอิบ


 

            “บ้านฉันเป็นห้องสมุดนะอาซาเอล ไม่ใช่แค่แผ่นเดียวหรอกที่ลุกเป็นไฟ”

 


            “แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีเชื้อไฟเยอะขนาดนั้น”ยังคงเถียงด้วยน้ำเสียงอึกอัก


 

            “อ่าฮะ งั้นนายคงไม่ได้ทำให้อะไรลุกไหม้ แต่จะทำให้ตัวเองลอสแทน เพิ่งบอกไปเมื่อกี้ว่ามันควบคุมพลังเวทย์ได้ยาก”


 

            อยากดีดหน้าผากขาวๆนั่นสักที เผื่อจะเลิกหัวรั้นดันทุรังลงไปบ้าง


 

            อาซาเอลกลอกตา ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่แจนิวาลบอก แต่เพราะกำลังหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆ เมื่อนึกถึงภูตจดหมายรูปหมาป่าที่เคยได้รับ


 

            ทำไมเจ้าหมาป่านั่นถึงทำได้ แต่เขาทำไม่ได้กันล่ะ น่าหมั่นไส้จริงๆ


 

            พอคิดแบบนี้แล้วก็เริ่มไม่อยากไปเยี่ยมเสียแล้วสิ ปล่อยให้เจ็บจนร้องโอดโอยไปเสียก็ดี


 

           


 

            แต่การได้เห็นเจ้าหมานั่นร้องโอดโอยก็ถือว่าน่าสนใจอยู่เหมือนกัน


 

            ไม่ได้รู้สึกผิดหรือเป็นห่วงอะไรหรอกนะ


 

            ไม่ใช่เพราะนึกภาพคนตัวโตนอนซมบนเตียงแล้วใจหายขึ้นมาด้วย


 

           


 

            ให้ตายสิอาซาเอล แค่ภูตจดหมายมันไม่พอหรอก


 

            อยากไปเห็นกับตาว่ายังทำตัวก่อกวนได้เหมือนเดิมมากกว่า

 

 

            “งั้นฉันก็ต้องไปด้วยตัวเอง ถ้าเขาเจ็บเพราะฉันจริงๆ ฉันก็ควรแสดงความรับผิดชอบ”


 

            “ยังไง เดินเข้าไปในดงนักล่าเป็นการรับผิดชอบยังไงกัน”


 

            “การไปดูอาการเขาสักหน่อย ก็ถือเป็นมารยาทที่ควรทำไม่ใช่รึไง”


 

            แจนิวาลถอนหายใจอีกหนกับท่าทางของคนที่หาข้ออ้างมากมายมาอ้าง แต่ตอนพูดกลับไม่กล้าสบตาเขาแม้แต่นิด


 

            ห่วงก็บอกว่าห่วงสิเจ้าคนบื้อ


 

            “แล้วนายจะบอกเขายังไง ขอโทษที่ดึงพลังของนายมาโดยไม่ได้ขอ งั้นรึ นั่นเหมือนประกาศโต้งๆว่านายเป็นทรานส์”


 

            ถึงจะรู้ใจอาซาเอลเสียยิ่งกว่าที่อาซาเอลรู้ใจตัวเอง แต่ความปลอดภัยของเพื่อนสนิทก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง แจนิวาลจะไม่ปล่อยให้อาซาเอลเดินเข้าไปในดงนักล่าด้วยความรู้สึกเป็นห่วงคาดิเนียลเท่านั้นเป็นแน่ เจ้าทรานส์นี่ควรจะรู้สถานะตัวเองเสียบ้างว่าตกอยู่ในอันตรายแค่ไหน


 

            ยิ่งมีภาชนะที่สองด้วยแล้ว


 

            ถึงภาชนะที่สองนั่นจะใช้งานไม่ได้ในตอนนี้เพราะมีพลังเวทย์ของคาดิเนียลขวางอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเอามันออกไปเสียเมื่อไร


 

            ถ้าภาชนะที่สองของอาซาเอลใช้งานได้ขึ้นมา


 

            นึกภาพไม่ออกเลยว่าเพียวและไฮบ์จะแย่งชิงกันขนาดไหนเพื่อครอบครองทรานส์คนนี้


 

            แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายผ่านอะไรมาบ้าง แต่แจนิวาลรู้ดีว่าอาซาเอลเจ็บปวดกับเรื่องภาชนะที่สองเพียงใด


 

            ดูได้จากรายงานวิชาอาจารย์ชาร์ลที่เจ้าตัวทำ


 

            นั่นเป็นเหตุผลที่แจนิวาลขีดเส้นไว้และจะไม่ข้ามเส้นนั้นไป ไม่เอ่ยถึงและไม่คาดคั้นอะไรเกี่ยวกับเรื่องภาชนะที่สองและพลังเวทย์ที่อยู่ในนั้น


 

            อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียว แค่รู้ว่าอาซาเอลเป็นทรานส์ เจ้าตัวก็คงลำบากใจแย่แล้ว ถ้ารู้ว่าเรื่องภาชนะที่สองถูกเปิดเผย จิตใจของอาซาเอลคงตกอยู่ในภาวะย่ำแย่


 

            “คาดิเนียลรู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นทรานส์ ต่อให้พูดแบบนั้น ก็ไม่มีอะไรแย่ลงไปกว่านี้หรอก”


 

            คำตอบของอาซาเอลทำเอาแจนิวาลเบิกตาโต


 

            “ให้ตายสิอาซาเอล นายรอดมาจนตอนนี้ได้ไงกัน หรือนี่เป็นสาเหตุที่คาดิเนียลมองนายตาเป็นมันแทบตลอดเวลา”


 

            เพราะรู้ว่าอาซาเอลเป็นทรานส์ที่มีภาชนะที่สองงั้นหรือ


 

            แล้วพลังเวทย์ที่อัดแน่นอยู่ในภาชนะที่สองนั่นมันหมายความว่าอย่างไรกัน


 

            ตอนนี้แจนิวาลยืนอยู่หน้าเส้นความเป็นส่วนตัวของเพื่อนที่ตนขีดไว้ และห้ามตัวเองจนใจแทบขาดว่าอย่าข้ามไป อย่าถามอะไรเกี่ยวกับภาชนะที่สองเชียว


 

            “ก็คงใช่มั้ง”


 

            ใช่มั้งนี่มันอะไรกันล่ะอาซาเอล!


 

            เข้าใจบ้างไหมว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายแค่ไหน


 

            แจนิวาลย่นหัวคิ้วเสียจนเกือบผูกกันเป็นปม


 

            ต่อให้นั่นจะเป็นคาดิเนียลนายแบบในดวงใจ ก็ใช่ว่าจะยอมให้มารังแกเพื่อนของเขาได้ง่ายๆ


 

            ยิ่งถ้าจะเอาไปเป็นเขี้ยวด้วยผลประโยชน์ที่จะได้รับในภายหลัง เขาคงไม่อาจทำเฉยอยู่ได้


 

            “แล้วยังจะไปอยู่ใกล้เขาอีก!”แจนิวาลขึ้นเสียง ถ้าทำได้ก็อยากฟาดให้แรงๆที่ไหล่ของเพื่อนสนิทสักที


 

            “ที่ผ่านมาฉันก็พยายามเลี่ยงอยู่ นายก็น่าจะเห็น”อาซาเอลเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจ สายตาที่บ่งบอกว่าพยายามเลี่ยงแล้วแต่ไม่รู้ทำไมเลี่ยงไม่พ้นสักทีนั่นทำเอาแจนิวาลกลอกตาอย่างหงุดหงิด


 

            เคยเห็นคนวิ่งเป็นวงกลมไหม


 

            วิ่งให้ตายก็ไปไม่พ้นจากจุดเดิม


 

            นั่นล่ะ สิ่งที่อาซาเอลทำอยู่


 

            “จะไปจริงๆสินะ”


 

            “อืม”


 

            ตั้งแต่เริ่มบทสนทนา นี่อาจเป็นการถอนหายใจที่ยาวที่สุดของแจนิวาล


 

            “ระวังตัวแล้วกัน ระวังให้มากๆ”


 

            “เพียงเพราะฉันเป็นทรานส์ไม่ได้หมายความว่านายจะต้องเป็นห่วงฉันเหมือนไข่ในหินนะแจนิวาล”


 

            “ฉันห่วงเพราะนายเป็นทรานส์ที่ป้ำๆเป๋อๆน่ะสิอาซาเอล”


 

            อยากจะบอกว่าฉันห่วงเพราะนายเป็นทรานส์ที่มีภาชนะที่สอง ก็พูดไม่ออก


 

            “ปากคอนายนี่มัน”


 

            “เรียนมาจากนายไง”


           

            เพียวหนุ่มระบายยิ้มให้เพื่อนสนิทในขณะที่อาซาเอลก็หลุดขำออกมากับบทสนทนาของทั้งคู่


 

            ทว่าเมื่อแผ่นหลังของทรานส์หนุ่มพ้นประตูห้องไป รอยยิ้มที่เคยระบายอยู่บนใบหน้าของแจนิวาลก็จางลง และแทนที่ด้วยสีหน้าอ่านยาก แต่ภายใต้ความคลุมเครือนั้นมีความหงุดหงิดฉายอยู่อย่างชัดเจน


 

            ทำไมมีแต่เรื่องน่าปวดหัวนะคนพวกนี้


 

            ทั้งอาซาเอล


 

            ทั้งคาดิเนียล

 


            และที่สำคัญ

 


            มินาคัส


 

            เจ้าแมวป่าจอมเจ้าเล่ห์


hf

 

            ไม่ใช่ทุกคนที่จะตื่นขึ้นมาบนเตียงในห้องที่คุ้นเคยหลังจากหมดสติไป

 

          

            แต่ก็คงมีเพียงไม่กี่คนที่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางห้องที่มืดสนิท บนพื้นเย็นเฉียบ และโซ่เส้นโตที่ข้อเท้า


 

            มินาคัสปะป่ายมือไปในความมืดก่อนจะสัมผัสได้ถึงความเย็นจากผนังห้อง ผู้รักษาสมดุลหนุ่มหยัดตัวขึ้นนั่งพิงผนังสากที่น่าจะทำจากปูนเปลือย มันบาดหลังเขาจนแสบแต่ก็ดีกว่าการนอนอยู่บนพื้นชื้นๆที่ทำให้เขาหนาวสะท้านไปถึงกระดูก


 

            เสียงตรวนที่ข้อเท้าดังก้องสะท้อนอยู่ภายในห้องที่ไร้ทางออก มินาคัสมองฝ่าความมืดแต่ก็พบเพียงแค่ความมืดเท่านั้น


 

            นี่มันสภาพแบบไหนกัน


 

            ทั้งห้องนี้ และตัวเขาที่ไม่มีเสื้อผ้าเลยสักชิ้น


 

            ห้องทั้งห้องหนาวราวกับกลางทุ่งน้ำแข็งในค่ำคืนที่มีพายุหิมะ ทว่ากลับไม่มีแม้แต่เกล็ดน้ำแข็งเกาะพื้นและผนัง เช่นนั้นอุณหภูมิแสนโหดร้ายที่เขาเผชิญอยู่ในตอนนี้คงไม่พ้นเวทมนต์ของใครสักคนที่ตั้งใจบิดเบือนสภาพอากาศราวกับต้องการจะแช่แข็งตัวเขาเอาไว้ มินาคัสทำได้เพียงงอเข่าเข้าหาตัวแล้วกอดตัวเองให้แน่นเข้า ผวาเฮือกเมื่อรับรู้ได้ถึงความปวดแสบตรงข้อเท้าที่ถูบรัดไว้ด้วยโซ่ ริมฝีปากสั่นระริก โพรงจมูกแห้งและแสบด้วยอากาศหนาวที่กำลังกัดกินตัวเขาทีละน้อย


 

            กว่าจะตั้งสติให้ตัวเองปรับอุณหภูมิรอบตัวให้อุ่นขึ้นพร้อมด้วยเปลี่ยนสายตาเป็นมุมมองของสัตว์ป่าได้ก็นานหลายนาที เขาเพิ่งฟื้นจากการลอส การใช้เวทย์พร้อมกันสองอย่างทำให้เจ็บร้าวไปทั่วร่าง


 

            ยิ่งสติกลับคืนมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งเร่งรักษาบาดแผลที่เกิดจากโซ่ตรวนมากเท่านั้น


 

            กลายเป็นว่าตัวเขากำลังรับภาระจากการใช้เวทย์ถึงสามอย่างในเวลาเดียวกันทั้งๆที่เพิ่งผ่านพ้นอาการลอสได้ไม่กี่อึดใจ


 

            เมื่อระลึกได้ว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขามิได้เป็นมนุษย์ ทว่ากลับกลายเป็นสัตว์ร้ายที่มีคมเขี้ยวและกรงเล็บแหลมพร้อมคร่าชีวิตของสิ่งมีชีวิตรอบตัว ผู้รักษาสมดุลหนุ่มก็พลันตกอยู่ในภาวะวิตกกังวลหนัก


 

            หากใครสักคนตั้งใจแช่แข็งเขาเอาไว้เพราะร่างสิงโตภูเขาของเขาแล้วล่ะก็ คนๆนั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ อย่างน้อยก็ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างผู้รักษาสมดุลที่กำลังลอส ทรานส์ที่สูญเสียตัวตนจนคืนร่างสัตว์ และสัตว์ป่าธรรมดา


 

            ทว่าสิ่งที่ผู้รักษาสมดุลหนุ่มวิตกเสียยิ่งกว่าคนที่จับเขามาเป็นใคร ก็คือก่อนที่ใครคนนั้นจะจับเขายัดเข้าห้องมืดแห่งนี้


 

            มินาคัสได้ฉีกร่างฮาบัสไปแล้วหรือยัง


 

            ครืดดด


 

          เด็กหนุ่มยกมือขึ้นป้องแสงที่สาดเข้ามาเมื่อประตูเลื่อนเปิดออก ด้วยอยู่ในที่มืดเป็นเวลานานภาพที่เขาเห็นจึงพร่าเลือนเกินกว่าจะบอกได้ว่าคนที่เปิดประตูเข้ามานั้นเป็นใคร


 

            จนกระทั่งแขกผู้มาเยือนหรืออาจจะเป็นเจ้าของห้องแห่งนี้เอ่ยเปิดบทสนทนา มินาคัสจึงรู้ว่าเขาไม่เคยพบคนๆนี้มาก่อน


 

            น้ำเสียงไม่คุ้นเคย


 

            แต่บรรยากาศรอบตัวคนๆนี้กลับทำให้เขารู้สึกราวกับได้กลับบ้าน


 

            “ถ้าได้สติแล้วก็ส่งเสียงหน่อยสิ เดี๋ยวก็ได้แข็งตายหรอกเด็กน้อย”บุคคลปริศนามีเสียงที่ไม่ทุ้มต่ำแต่ก็ไม่แหลมสูง เป็นน้ำเสียงที่ชวนให้รู้สึกสงบอย่างประหลาด และก่อนที่มินาคัสจะทันได้นึกออกว่าเคยได้ยินเสียงแบบนี้ที่ไหน ตัวเขาก็ถูกเรียกสติด้วยเสียงดีดนิ้วที่แว่วมา


 

            สิ้นเสียงนั้น ห้องที่เคยฉาบไว้ด้วยความมืดมิดก็พลันสว่าง ความเหน็บหนาวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยอากาศอบอุ่น มินาคัสหรี่ตาลงปล่อยให้ดวงตากลับมาเป็นมุมมองของมนุษย์ กวาดตามองผนังปูนเปลือยที่บัดนี้กลายเป็นผนังหินอ่อน พื้นที่เคยเย็นเฉียบกลับถูกปูด้วยพรมชั้นดี ห้องที่ราวกับสถานที่กักขังนักโทษเปลี่ยนเป็นห้องทำงานที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ

 

 

            มินาคัสขยับขึ้นยืนเต็มความสูงโดยที่ไม่มีเสียงโซ่กระทบพื้นหรือความเจ็บปวดรอบข้อเท้าตามมา

 


            โซ่ตรวนที่พันธนาการเขาเอาไว้หายไปพร้อมกลิ่นอับชื้นและความมืดภายในห้อง

 


มินาคัสกวาดตามองจนทั่วทั้งห้องแล้วเด็กหนุ่มจึงพบว่าความอบอุ่นที่เขาสัมผัสได้นั้นเกิดจากเตาผิงแบบโบราณที่กำลังคุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงกองย่อม เสียงถ่านไม้กะเทาะเพราะความร้อนเป็นเสียงเดียวที่เขาได้ยิน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของบุคคลแปลกหน้า


 

            “โอ้ะ โทษที”


 

            ผู้ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตกใจเล็กน้อยก่อนจะดีดนิ้วอีกครั้ง วินาทีถัดมาผ้าห่มผืนหนาก็ร่วงลงจากอากาศเหนือศีรษะมินาคัสเล็กน้อย คลุมร่างกายเปลือยเปล่าของเขาได้พอดิบพอดี


 

            “คลุมอันนั้นไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวจะหาชุดให้ใส่”ว่าพลางหันหลังคล้ายจะเดินออกไปหาเสื้อผ้าให้ตามที่บอก


 

            “ไม่เป็นไรครับ”เด็กหนุ่มเอ่ยขัดทำให้ขายาวของคนอายุมากกว่าชะงักไว้


 

            มินาคัสมีคำถามมากเกินกว่าจะปล่อยให้คนตรงหน้าคลาดสายตา ผู้รักษาสมดุลหนุ่มเปลี่ยนผ้าห่มผืนหนาให้กลายเป็นเสื้อไหมพรมสีดำสนิทและกางเกงขายาวสีเดียวกัน


 

            ชายวัยกลางคนเจ้าของน้ำเสียงแสนอบอุ่นไม่แพ้อากาศในห้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาประเมิน ก่อนจะระบายยิ้มบางๆที่ทำให้มินาคัสไม่อาจละสายตาไปจากอีกฝ่ายได้


 

            “รู้หรือเปล่าว่าฉันคือใคร”คำถามที่หากออกจากปากคนอื่นคงคล้ายคำยั่วโทสะ ทว่าเมื่อออกจากริมฝีปากของคนๆนี้แล้วมินาคัสก็ไม่อาจตีความเป็นอื่นนอกจากคำถามธรรมดาทั่วไป


 

            “คิดว่ารู้ครับ”เด็กหนุ่มตอบพร้อมเบี่ยงสายตาไปยังโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ในมุมหนึ่ง บนโต๊ะที่จัดไว้อย่างดีนั้นมีป้ายชื่อที่ทำจากไม้เนื้อดีและตัวอักษรสีทองที่ตวัดเป็นชื่อของใครสักคน


 

            หากเดาไม่ผิด นั่นก็คงเป็นชื่อของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามินาคัสในตอนนี้


 

          ศาสตราจารย์ เทนไฮม์


 

            “มากกว่าชื่อสิ”รอยยิ้มบนริมฝีปากศาสตราจารย์เทนไฮม์เหยียดกว้างขึ้นอีก คล้ายจะเอ็นดูในความช่างสังเกตของเด็กหนุ่ม


 

            “ก็พอรู้ครับ”มินาคัสเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะหลุบตาลงต่ำอย่างไม่รู้ตัว


 

            “แค่ไหน”


 

            ศาตราจารย์หนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบคำถาม ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ตามด้วยประโยคคำถามที่มาพร้อมน้ำเสียงเย้าแหย่


 

            “รู้ว่าฉันเป็นคนไร้ความรับผิดชอบที่พยายามจะถอนตัวจากการเป็นผู้รักษาสมดุลทั้งที่มันเป็นตัวตนที่ไม่อาจเปลี่ยน หรือรู้ว่าฉันเป็นคนทรยศที่เขียนหนังสือเปิดเผยความลับของผู้รักษาสมดุลแลกกับหน้าที่การงานแสนมั่นคงในสถาบันชั้นนำของอาณาจักร”


 

            “หืมแบบไหนกันล่ะ ที่เธอรู้”


 

            มินาคัสสบตาเทนไฮม์ด้วยแววตาเรียบนิ่ง นั่นทำให้คนที่กำลังประเมินตัวตนของเด็กน้อยลอบยิ้มพอใจ


 

            “ผมรู้ว่าคุณคือคนมีความสามารถที่พบเจอกับเรื่องเจ็บปวดจนอยากถอยห่างจากสิ่งที่ทำให้หวนคิดถึงเรื่องเหล่านั้น และเป็นคนที่ผมควรมาหาตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในสถาบัน เว้นเสียแต่ว่าคุณเอาแต่เก็บตัวอยู่ในตึกภาควิจัยที่นักเรียนใหม่อย่างผมไม่มีสิทธิ์เข้ามา”


 

            เทนไฮม์หัวเราะออกมากับประโยคสุดท้ายที่เขาจับน้ำเสียงได้ว่ามินาคัสไม่ใคร่พอใจนักที่เขาเอาแต่ หมกตัว อยู่ในตึกที่ขึ้นชื่อว่าระดับการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดพอๆกับตึกผู้อำนวยการ


 

            “ไม่ลองต่อรองกับบาเรียที่ปกป้องตึกแห่งนี้ดูก่อนล่ะ อย่างนายน่าจะผ่านเข้ามาได้ไม่ยากสักเท่าไร”เอ่ยด้วยสีหน้าที่คนฟังเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ


 

            รู้อยู่แล้วว่าเขาทำไม่ได้ ยังจะถาม


 

            ทันทีที่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร เขาก็ระบุได้แล้วว่าสถานที่ที่เขายืนอยู่คือส่วนไหนของสถาบัน แม้จะอยู่ภายในอาคารก็ยังสัมผัสได้ถึงความกดดันของอาณาเขตคุ้มกันที่ปกคลุมตึกภาควิจัยแห่งนี้อยู่


 

            “เผื่อข้อมูลที่คุณได้รับจะคลาดเคลื่อน ผู้รักษาสมดุลที่ไม่มีเขี้ยวแบบผม ทำเรื่องแบบนั้นไม่ไหวหรอกครับ”


 

            “ไม่เคยมี หรือตอนนี้ ไม่มี”เทนไฮม์เอ่ยถามขณะนั่งลงบนขอบโต๊ะทำงานแล้วยกแขนขึ้นกอดอกด้วยท่าทางสบายๆ


 

            แต่มินาคัสไม่คิดว่าคนที่สูญเสียเขี้ยวของตนเองไปจนถอนตัวจากภารกิจทุกอย่างจะเอ่ยถามคำถามนี้ด้วยใจที่สงบได้


 

            เทนไฮม์ก็เพียงแค่เก็บสีหน้าเก่งเท่านั้น


 

            “ผมไม่เคยมี และไม่คิดจะมี”


 

            สีหน้าของศาสตราจารย์เปลี่ยนไปวูบหนึ่ง แต่ก็มากพอจะทำให้มินาคัสสังเกตเห็น ทว่าเขาไม่อาจตีความสีหน้านั้นได้ ไม่รู้เลยสักนิดว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่


 

            ผู้รักษาสมดุลต้องแบกรับความเจ็บปวดที่เกิดจากอักขระสาปที่แลกมาซึ่งพลังอำนาจพิเศษ แต่มันก็หนักหนาและบั่นทอนชีวิตพวกเขาเกินกว่าหนึ่งชีวิตจะรับไหว เช่นนั้นการมีเขี้ยวไว้เพื่อแบ่งเบาความเจ็บปวดจึงเป็นเรื่องพื้นฐานของผู้รักษาสมดุล


 

            แม้แต่ผู้รักษาสมดุลที่เป็นทรานส์ ก็สามารถมีเขี้ยวได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขี้ยวของผู้รักษาสมดุลไม่จำเป็นต้องเป็นทรานส์เท่านั้น


 

            นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆสิ่งที่ทำให้ผู้รักษาสมดุลเป็นตัวตนที่แสนบิดเบี้ยวและแปลกปลอมของโลกใบนี้


 

            กระนั้นผู้รักษาสมดุลที่ยินดีแบกรับอักขระสาปไว้โดยไม่คิดมีเขี้ยวเป็นของตนเองนั้นก็ถือเป็นสิ่งประหลาดท่ามกลางคนประหลาดอีกทีหนึ่ง 



              มินาคัสถูกคนเก่าคนแก่ในตระกูลถามย้ำอยู่หลายหนเรื่องเขี้ยวจนคร้านจะตอบคำถามเดิมๆ สุดท้ายก็กลายเป็นเขาที่ถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ เคยโดนปรามาสถึงขั้นว่าไร้ความคิด ทว่าผู้รักษาสมดุลหนุ่มก็มิได้ใส่ใจ



            อย่างไรเสีย ไร้ความคิดก็ยังดีกว่าไร้หัวใจ



            เขี้ยวที่มีไว้เพื่อแบกรับความเจ็บปวดแทนเราทั้งที่เขาก็มีชีวิตจิตใจนั้น มินาคัสไม่อยากมี 



            “เอาล่ะ งั้นผู้รักษาสมดุลไร้เขี้ยวเอ๋ย ไหนๆเราก็ได้เจอกันแล้ว เป็นเวลาพอเหมาะเสียเหลือเกิน ฉันจะพาเธอไปรู้จักคนอื่นๆเสียเลย”เทนไฮม์หยัดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเดินนำหน้ามินาคัสไปทางประตูไม้สีเข้มที่แทรกตัวอยู่ระหว่างตู้หนังสือสูงจรดเพดานสองตู้ หากเทนไฮม์ไม่เดินไปทางนั้นมินาคัสก็ไม่ทันสังเกตเห็นมันเสียด้วยซ้ำ


 

            หรืออาจเป็นเพราะมันเพิ่งปรากฏขึ้นก็เป็นได้

 


            “เดี๋ยวก่อนครับ”เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มทำให้ศาสตราจารย์ของเขาต้องชะงักฝีเท้า


 

            “ไฮบ์หมาป่าที่หมดสติอยู่ข้างๆผมเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”มินาคัสเอ่ยถามไม่เต็มเสียง กลัวคำตอบจะกลายเป็นว่า


 

            ฉันไม่เห็นไฮบ์สักคน เจอเพียงกองเศษเนื้อเท่านั้น


 

          “ตอนนี้ก็คงกินอิ่มนอนหลับดีอยู่ที่หอพักของเขา โดยที่จำไม่ได้สักนิดว่าเคยหมดสติอยู่ริมทะเลสาบ”


 

            โล่งอก


 

            “คราวนี้เราคงไปพบพวกเขากันได้เสียทีนะ”เทนไฮม์เอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุนละไมที่ทำให้มินาคัสไม่อยากขัดคอ แต่ก็อดถามขึ้นมาไม่ได้


 

            “ขอโทษนะครับ แต่ผมขอถามได้ไหม”


 

“พวกเขาที่คุณบอก คือใครกันหรือครับ”


 

รอยยิ้มบนริมฝีปากสีอ่อนระบายกว้างขึ้น ช่างขัดกับใจความของประโยคที่เอ่ยออกมาเสียเหลือเกิน


 

            “เหล่ากบฏแห่งเชนโตเออูโน



             แม้ประโยคจะชวนให้คนฟังกระอักกระอวน ทว่าผู้พูดกลับผลักบานประตูให้เปิดออกด้วยรอยยิ้ม เผยให้เห็นอีกฟากหนึ่งของประตูไม้สีเข้มที่บานพับส่งเสียงเบาๆเมื่อเทนไฮม์เปิดมันจนสุด มินาคัสแปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝั่งหนึ่งมิใช่ห้องประชุมลับสีทึมซึ่งดูจะเข้ากับการรวมตัวของ กบฏ มากกว่าสวนสวยที่เขียวชะอุ่มด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ กรุ่นกลิ่นของดอกไม้ที่บานสะพรั่งแม้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง

 


            กลิ่นควันไม้ทำให้เขาเริ่มกวาดสายตามองไปโดยรอบทั้งที่ยังไม่ก้าวออกจากห้องทำงานของศาตราจารย์


 

            เขาจะไม่ก้าวออกไปจนกว่าจะเข้าใจสิ่งที่เห็นมากกว่านี้


 

            ทว่าภาพของเตาบาบีคิวที่มีควันสีขุ่นอวลอยู่โดยรอบกับเนื้อชิ้นโตที่ถูกใครบางคนคีบวางลงบนตะแกรงทีละชิ้นจนเริ่มส่งกลิ่นหอมกลบกลิ่นดอกไม้และกลิ่นชาอ่อนๆที่เขาสัมผัสได้เมื่อแรกเปิดประตู กับเหล่าคนที่มินาคัสคุ้นและไม่คุ้นตาซึ่งนั่งล้อมวงจิบชาและละเลียดของหวานอยู่รอบโต๊ะกลม บนเก้าอี้เหล็กดัดสีขาวสะอาดตา ก็ช่างปั่นป่วนระบบความคิดของเขาเหลือเกิน


 

            หากรอจนกว่าจะเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ เห็นทีว่าชีวิตนี้เขาคงไม่ได้ก้าวเท้าออกจากห้องของศาตราจารย์เป็นแน่


 

            นี่หรือเหล่ากบฏ


 

            คิดว่าเป็นการปิคนิคของครอบครัวประหลาดๆเสียอีก


 

            “อ้าว รออะไรอยู่ล่ะเด็กใหม่ เข้ามาสิ”


 

            เสียงเล็กที่แทรกขึ้นมาเรียกสติของ เด็กใหม่ ทำให้ผู้รักษาสมดุลหนุ่มต้องหันมองตามเสียง และพบว่าบุคคลที่กำลังกวักมือเรียกเขาทั้งที่มุมปากยังมีร่องรอยของเค้กคำโตหลงเหลืออยู่นั้นคืออาจารย์ประจำวิชาที่มินาคัสเพิ่งหนีชั้นเรียนมาหมาดๆ


 

            อาจารย์แบคอน


 

            “เด็กใหม่อะไรกัน เขาไม่ได้จะมาเข้าร่วมกับพวกเราเสียหน่อย เพียงแต่ภารกิจของเขาเกี่ยวพันกับเป้าหมายของเราเท่านั้น”เสียงนุ่มดังขึ้นขัดอาจารย์ตัวเล็ก


 

            มินาคัสเหลือบมองผู้ที่เกี่ยวหูแก้วชาขึ้นมาสูดกลิ่นหอมอ่อนๆของใบชาชั้นดีก่อนจะจรดปากแก้วเข้ากับริมฝีปากสีอ่อน ทว่าก็ต้องชะงักไว้เมื่อคนที่เขาเพิ่งขัดไปเอ่ยโต้ตอบอย่างไม่ยอมลงให้กัน


 

            ทั้งที่ปกติอาจารย์แบคอนมักแสดงท่าทางนอบน้อมต่อบุคคลนี้เสมอ ด้วยตำแหน่งงานที่สูงกว่า แต่ในยามนี้ทั้งคู่โต้เถียงกันราวพี่ชายเจ้าหลักการกับน้องชายจอมเอาแต่ใจ


 

            “ต่างกันตรงไหนล่ะซาฮาล สุดท้ายแล้วก็เพื่อล้างคราบเลือดที่เปื้อนอยู่ทุกซอกมุมของสถาบันนี้เหมือนกัน”


 

            “ถึงอย่างนั้นก็เหมารวมไม่ได้ การมาของเขาจะทำให้สถานการณ์ของเราดีหรือร้ายก็ไม่มีใครบอกได้ พันธมิตรก็คือพันธมิตร มิใช่สมาชิก จบงานนี้ก็ต้องแยกย้าย มิได้ร่วมหัวจมท้ายกันเสียหน่อย”หางตาที่ปรายมากับน้ำเสียงเรียบนิ่งนั้นทำเอาคนถูกพาดพิงตัวชาวาบ ยำเกรงในอำนาจของคนๆนี้อยู่ไม่น้อย


 

            ส่วนคนที่ถูกตำหนิโดยตรงก็ได้แต่คว่ำริมฝีปากบางลงแล้วหันไปสนใจขนมหวานตรงหน้าต่อ


 

            ราวกับเด็กน้อย


 

            ไม่เหลือเค้าของอาจารย์สุดโหดประจำวิชาเล่นแร่แปรธาตุเลยสักนิด


 

            คนเรานี่มีหลายด้านเสียจริง มินาคัสคิดก่อนจะถูกดึงความสนใจด้วยใครบางคนที่เคยยืนอยู่หน้าเตาย่างเนื้อ


 

            ร่างสูงใหญ่เจ้าของผิวสีแทนเดินเข้าสู่วงสนทนาพร้อมเนื้อที่ย่างอย่างดีกองจนพูนจาน จานเนื้อหอมกรุ่นถูกวางลงตรงหน้าอาจารย์ร่างเล็ก ผิวขาว เจ้าของแว่นกรอบกลมที่มินาคัสไม่เคยพบหน้ามาก่อน


 

“ล้างคราบเลือดงั้นรึ สกปรกเสียขนาดนี้คงเหลือกลิ่นคาวให้เก็บกวาดไปอีกนานโข”


 

ผู้รักษาสมดุลหนุ่มมองตามการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มหนึ่งเดียวที่มิได้แต่งกายด้วยชุดคลุมของสถาบัน บ่งบอกว่าเขาคนนี้เป็นคนจากภายนอก


 

ลักษณะของละอองพลังเวทย์ที่มินาคัสมองเห็นออกจะแข็งกร้าวและตื่นตัวเกินกว่าคนทั่วไป นั่นหมายถึงเขาผ่านการใช้พลังเวทย์เพื่อต่อสู้และเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ขับขันมาอย่างโชกโชน


 

ถึงจะแต่งตัวด้วยชุดคล้ายจะพักผ่อนอยู่บ้าน แต่จากมัดกล้ามเนื้อและบรรยากาศรอบตัว มินาคัสสรุปได้ทันทีว่าเขาคนนี้เป็นอัศวินระดับแนวหน้าไม่ผิดแน่


 

แม้ผู้รับราชการจะแบ่งออกไปสามส่วนใหญ่ ได้แก่ สภาบริหาร เรียกว่า นักปราชญ์แห่งเอล์ฟ ผู้พิทักษ์ความสงบ หรือ เหล่าการ์เดี้ยน และผู้คุมกฎ คือ เหล่าลอเยอร์


 

ทว่าภายในองค์กรทั้งสามก็ยังมีการแบ่งยศถาบรรดาศักดิ์กันอีกหลายระดับ


 

อัศวินเป็นตำแหน่งหนึ่งในการ์เดี้ยน เป็นดั่งปลายหอกแหลมที่จะอยู่ด้านหน้าเพื่อเผชิญกับศัตรูของอาณาจักรอยู่เสมอ


 

            “ปากร้ายไม่เปลี่ยนเลยนะมอร์แกน งานเก็บกวาดพวกนั้นมันก็งานของเราอีกนั่นล่ะ บ่นไปก็เท่านั้น”


 

            คนที่ทำให้มินาคัสได้รู้นามของอัศวินหนุ่มคืออาจารย์ประจำวิชาควบคุมสัตว์เวทย์


 

            “บางครั้งความจริงมันก็ระคายหูเช่นนี้แหละเซรัล”


 

            เซรัลหยิบเนื้อชิ้นหนึ่งจากจานก่อนจะบรรจงป้อนให้มังกรตัวน้อยที่เกาะอยู่บนหลังมือของเขา ภาพที่เจ้าตัวจ้อยกัดกลืนชิ้นเนื้ออย่างตะกละตะกลามยังไม่น่าหวาดหวั่นเท่ารอยยิ้มของเจ้าของที่เหยียดขึ้นด้วยถูกอกถูกใจความปากร้ายของรุ่นน้องที่บัดนี้รับหน้าที่เป็นคนใหญ่คนโตไปเสียแล้ว


 

            มอร์แกนทิ้งตัวลงนั่งข้างยูจีน ก่อนจะพยายามส่งชิ้นเนื้อหอมกรุ่นเข้าปากคนตัวเล็กที่ทำหน้าเหยเกเพราะภาพการกินอาหารของลูกมังกรยังติดตา


 

            ตอนนี้มินาคัสเริ่มจะสงสัยแล้วว่าการมาของเขายังเป็นประเด็นสำคัญสำหรับคนพวกนี้อยู่หรือไม่


 

            “นั่งก่อนเถอะมินาคัส ผมรู้ว่าคุณคงจะมีคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบจากพวกเรา”


 

            เกือบจะถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมาที่สุดท้ายก็มีคนดึงเขาเข้าสู่บทสนทนาเสียที


 

            “ขอบคุณครับอาจารย์ชาร์ลที่มองเห็นความจริงข้อนั้น ผมกำลังสับสนและหวังว่าจะมีใครสักคนช่วยผมได้”


           

            นักเรียนหนึ่งเดียวท่ามกลางอาจารย์และศาตราจารย์เลื่อนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ว่างอยู่ก่อนจะแทรกตัวลงนั่งระหว่างอาจารย์ชาร์ลกับอาจารย์ร่างเล็กอีกคนที่จากบทสนทนาของอัศวินหนุ่มทำให้เขารู้ว่าเจ้าของแว่นกรอบกลมชื่อยูจีน


 

“หากไม่เป็นการรบกวนทุกท่านจนเกินไป มีใครพอจะอธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมให้ผมสักหน่อยได้ไหมครับ”


 

            ค้อมหัวรับเมื่อแบคอนเลื่อนแก้วชาหอมกรุ่นมาให้ ทว่าสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยยังคงจ้องเขม็งอยู่ที่เทนไฮม์คล้ายจะกดดันให้เขาเป็นผู้อธิบาย เพราะคงไม่มีใครในที่นี้รู้ทุกอย่างดีไปกว่าเขาคนนี้อีกแล้ว


 

            “เจ้าเด็กขี้ขโมยนี่ใจร้อนไม่เบา แต่ฉันเข้าใจนะ หากจะรอให้แบคอนหุบปากคงประสาทกินไปเสียก่อน”


 

            คนถูกพาดพิงทั้งที่หยุดพูดแล้วหันไปให้ความสนใจกับของหวานบนโต๊ะมาหลายนาทีถลึงตาใส่คู่ปรับก่อนจะกระโจนเข้าใส่เมื่ออีกฝ่ายทำหน้าตาล้อเลียนเขาที่กำลังเพลิดเพลินกับอาหาร หากไม่ติดว่าชาร์ลคว้าตัวไว้ทันคงมีการวางมวยกันกลางวงน้ำชา


           

            คำพูดของไคมัสมักระคายหูคนฟังอยู่เสมอ

 


            ไม่เว้นแม้แต่ผู้มาใหม่อย่างมินาคัส

 


            คำว่าขี้ขโมยทำให้มินาคัสขมวดคิ้วแน่น แม้ไม่กระโจนเข้าหมายจะขย้ำคอคนพูดเหมือนที่อาจารย์แบคอนทำ แต่ก็จงใจเพ่งมองคนที่นั่งเอกเขนกจิบชาอยู่ถัดจากเก้าอี้ของเทนไฮม์ด้วยสายตาไม่ใคร่พอใจนัก


 

            เขาจำคนๆนี้ได้ดี จากบรรยากาศ และคำพูด


           

            “เรียกผมแบบนั้นคงไม่ดีเท่าไรมั้งครับ อาจารย์ไคมัส”


 

            “นั่นสิ ว่าคนอื่นไม่ดูตัวเองเอาเสียเลย หากซีมอสกลับมาแล้วพบกับห้องกระจกที่ว่างเปล่า เตรียมตัวเป็นหมีแช่แข็งได้เลยไคมัส นายมันเกินกว่าคำว่าขี้ขโมยไปแล้ว”


 

            แบคอนคาดโทษคนขี้ขโมยตัวจริง และภาวนาให้ซีมอสผู้ดูแลห้องกระจกและหอพักนักเรียนกลับมาจากภารกิจโดยเร็ว ก่อนที่ไคมัสจะกวาดของสะสมของเจ้าตัวไปใช้ประโยชน์จนหมดคลัง


 

            “นายก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันหรอกแบคอน กำยานที่นายใช้ควบคุมสถานการณ์วันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากห้องของฉันโดยไม่ได้ขอหรอกรึ”

 


            คนตัวเล็กกว่าเม้มริมฝีปากฉับเมื่อเจอเข้ากับถ้อยคำโต้กลับที่ทำให้เขาเสียเปรียบ

 


            ไคมัสเหยียดยิ้มร้าย


 

            เป็นอันว่ายกนี้หมีชนะจิ้งจอกไปโดยปริยาย


 

            “เอาล่ะ จบละครสัตว์ระหว่างหมีกับจิ้งจอกเสียที กลับมาที่ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้กันเถอะ”


 

            ดูเหมือนผลแพ้ชนะจะกลายเป็นฝุ่นไปทันทีเมื่อผู้มีอำนาจมากกว่าเข้ามาคุมบทสนทนา

 


            “หลายคนในที่นี้นายคงจะรู้จักอยู่บ้าง คนที่ยังไม่เคยสอนมินาคัสในคลาสเรียนช่วยแนะนำตัวเองหน่อย”เทนไฮม์ผายมือไปทางบุคคลที่มินาคัสเพิ่งได้เจอเป็นครั้งแรก


 

            “ผมชื่อยูจีน เป็นอาจารย์ภาควิจัยและดูแลห้องพยาบาล รับผิดชอบวิชาสมุนไพรศาสตร์คู่กับอาจารย์ซีมอส แต่เพิ่งกลับจากภารกิจก็เลยยังไม่เคยเจอนักเรียนสักครั้ง คุณลงเรียนในวิชาผมด้วยใช่มั้ยครับ เด็กๆที่มาช่วยดูแลเป็นยังไงบ้าง เกิดปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”


 

            เสียงเล็กติดสั่นอย่างคนขี้กลัวกับใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ดูเป็นกังวลทำให้มินาคัสเผลอระบายยิ้มปลอบโยนออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะเจื่อนลงไปเมื่อพบเข้ากับสายตาดุดันของอัศวินข้างกายอาจารย์หนุ่ม


 

            เจ้าที่แรงอีกแล้ว


 

            “ครับ ผมลงเรียนวิชาสมุนไพรศาสตร์ พวกรุ่นพี่ที่เข้ามาช่วยดูแลใจดีมากเลยครับ ตอนนี้พวกเราได้เรียนความรู้เบื้องต้นกับดูแลสมุนไพรในเรือนกระจกข้างตึกหางนกยูงกันคนละต้น สนุกมากครับ”


 

            ยูจีนถอนหายใจอย่างโล่งอก ด้วยตัวเขาและซีมอสต่างก็ติดภารกิจด่วนทำให้ต้องรบกวนนักเรียนดีเด่นอย่าง เจอาฮาลและกลุ่มเพื่อนมาช่วยดูแลไปก่อน


 

            อย่างที่คิด เจอาฮาลไม่เคยทำให้ผิดหวัง


 

            “ฉันมอร์แกน เป็นศิษย์เก่าของที่นี่ ตอนนี้เป็นการ์เดี้ยน”คำอธิบายสั้นห้วนทำเอามินาคัสติดจะเกรงอยู่ไม่น้อย


 

            “บอกไปด้วยสิว่าอยู่ในกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์”แบคอนเอ่ยคล้ายจะล้อเลียนมากกว่ายกยอ นั่นทำให้มอร์แกนแก้มเห่อร้อนขัดกับภาพลักษณ์เสียจนแบคอนหลุดหัวเราะลั่น


 

            มอร์แกนโดนแบคอนแหย่เล่นมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เป็นรุ่นพี่ที่เขารับมือไม่ไหวเอาเสียเลย


 

            “พวกเราต่างก็มีความเกี่ยวพันกับสถาบันนี้มาเนิ่นนาน และเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงได้รวมตัวกันเพื่อหาสาเหตุ และตอนนี้เราก็รู้แล้วว่ากำลังสู้กับอะไรอยู่ สิ่งที่เรากำลังจะล้มล้างนั้นยิ่งใหญ่จนเราต้องกลายเป็นกบฏอย่างช่วยไม่ได้”


 

            “หากเราพ่ายแพ้ ก็จะถูกตราหน้าเป็นกบฏไปตลอดกาล ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรอย่างด้อยค่า ทว่าหากเราทำสำเร็จ ชื่อของพวกเราจะถูกจารึกอยู่ในฐานะผู้พิทักษ์อาณาจักร นี่คือกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า เหล่ากบฏแห่งเชนโตเออูโน


 

            ซาฮาลเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลังอย่างเคย และอุดมการณ์นั้นก็ทำเอามินาคัสขนลุกอยู่ไม่น้อย


 

            “หากอยากรู้รายละเอียดทั้งหมด ก็จงเล่ามาว่าคุณมาที่นี่ทำไม ตัวตนอย่างคุณมาที่สถาบันนี้เพื่ออะไรกันแน่”


 

            มินาคัสขมวดคิ้วมุ่นกับคำถามก่อนจะหันไปสบตากับหนึ่งในตัวตนที่เหมือนกับเขา


 

            “ท่านปู่ไม่ได้บอกมาแล้วหรอกหรือครับ ศาสตราจารย์เทนไฮม์”


 

            ผู้ที่มอบหมายภารกิจให้มินาคัสนั้นอยู่ในตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลและเป็นปู่แท้ๆของเขาเอง ผู้เฒ่าย้ำชัดว่าให้ผู้รักษาสมดุลหนุ่มมาขอความช่วยเหลือจากผู้ถอนตัวอย่างเทนไฮม์ แต่ทำไมกลับไม่มีใครรู้จุดประสงค์ในการมาของเขาเลย


 

            “ตาเฒ่านั่นไม่ได้บอกอะไรเลย บอกแค่หลานจะมาทำภารกิจ ให้ช่วยเหลือหน่อย กวนอารมณ์จนฉันไม่อยากจะร่วมมือด้วยสักเท่าไร”เทนไฮม์เอ่ยด้วยอารมณ์ติดจะหงุดหงิดอยู่สักหน่อย เพราะเขาไม่ถูกกับผู้นำแห่งผู้รักษาสมดุลมาแต่ไหนแต่ไร จะบอกว่าสนิทกันจนรู้เนื้อแท้ก็ไม่ผิดนัก และเนื้อแท้ของคนๆนั้นก็น่าหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยเลย


 

            “แย่จริง เพราะแบบนี้คุณถึงไม่ให้ความร่วมมือกับผม เอาแต่เก็บตัวอยู่ในตึกที่ผมเข้ามาไม่ได้สินะครับ”


 

            เทนไฮม์ทำเพียงระบายรอยยิ้มอ่านยากที่ทำให้มินาคัสถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาคว้าน้ำเหลวอยู่เป็นนานก็เพราะสงครามเย็นระหว่างปู่ของเขากับศาตราจารย์คนนี้


 

            “หลายปีก่อนมีคนส่งเศษกระดาษเปื้อนน้ำหมึกไปที่หมู่บ้านผ่านทางยูนิคอร์น มันพยศเกินกว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง พวกเราจึงเดาว่าผู้ที่ส่งมาน่าจะเป็นทรานส์ที่มีพลังควบคุมสัตว์เวทย์แข็งแกร่งในระดับหนึ่ง”


 

            หนึ่งในทรานส์ผู้มีพลังควบคุมสัตว์เวทย์ตีสีหน้านิ่งในขณะที่ตั้งใจฟังเรื่องที่เด็กหนุ่มเล่า เซรัลเก็บมังกรตัวน้อยเข้ากรงด้วยการประชุมกำลังจะเริ่มขึ้นจริงๆเสียที


 

มินาคัสสูดหายใจเข้าลึกเพื่อจะเล่าเรื่องราวต่างๆ เขากำลังเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีมานี้


 

            “ผู้เฒ่าสืบจากพลังเวทย์ที่หลงเหลืออยู่ในน้ำหมึกและพยายามสื่อสารกับยูนิคอร์นตัวนั้น ทว่าตอนมันไปถึงหมู่บ้านก็อ่อนแรงเกินกว่าจะสื่อสารอะไรได้ จนสุดท้ายมันก็ตาย ร่างของมันจางหายไปอย่างที่ร่างของยูนิคอร์นควรจะเป็น ทำให้เบาะแสที่เราเหลืออยู่มีเพียงกระดาษแผ่นนั้น ที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความเจ็บปวด ราวกับเป็นความหวังสุดท้ายที่เจ้าของส่งออกไปเพื่อหวังให้ใครสักคนช่วยเหลือ”

 


           

            “เราพยายามตามรอยเท่าที่จะทำได้ เริ่มจากการหาแหล่งผลิตกระดาษและน้ำหมึก ร่วมกับการตามรอยยูนิคอร์นกลับไปยังที่ๆมันจากมา แต่ร่องรอยของยูนิคอร์นก็เหลือน้อยเกินกว่าจะตามได้ถึงต้นทาง โชคดีที่กระดาษกับหมึกนั้นเป็นของสั่งทำพิเศษ หลังจากตามหาแหล่งผลิตอยู่หลายเดือนเราก็รู้ว่ามีใครใช้กระดาษและน้ำหมึกแบบนี้บ้าง”

 


 

            “ผู้เฒ่าส่งผู้รักษาสมดุลออกไปตามสถานที่ต่างๆแต่ก็ไม่พบอะไร ไม่พบใครที่กำลังทุกข์ทรมาน จนกระทั่งหกเดือนก่อนผมได้รับภารกิจให้มาสำรวจสถาบันแห่งนี้เพราะรับรู้ได้ถึงการแปรปรวนของพลังเวทย์อย่างผิดสังเกต แม้จะเล็กน้อยแต่เพราะสถาบันเชนโตตั้งอยู่บนแอ่งพลังงาน หนึ่งในทางผ่านของชีพจรแห่งโลก ทำให้อาจเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นได้”


 

            พลังเวทย์ที่หล่อเลี้ยงโลกใบนี้อยู่เป็นเหมือนลำน้ำที่ไหลไปทั่วอาณาจักร ธรรมชาติของน้ำมักจะกัดเซาะไปทุกหนทุกแห่ง และบางครั้งก็ไหลมารวมกันเป็นแอ่ง เรียกว่า power spot กระจัดกระจายอยู่ในหลายตำแหน่ง สิ่งที่บ่งบอกว่าบริเวณนั้นมีแอ่งพลังงานคือความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้และสัตว์น้อยใหญ่ ที่มีพลังชีวิตแข็งแกร่งกว่าบริเวณอื่น ในบริเวณที่พลังเวทย์ธรรมชาติมารวมตัวกันมากๆอาจทำให้สัตว์ป่าและต้นไม้กลายพันธ์จนเป็นอันตราย เช่นนั้นผู้รักษาสมดุลจะเข้ามาปิดกั้นบริเวณนั้นไม่ให้มนุษย์เข้าใกล้ และเรียกพื้นที่ส่วนนั้นว่า red zone


 

            พื้นที่ของสถาบันเชนโตอยู่บนเส้นแบ่งของเรดโซน เกือบจะถูกประกาศให้เป็นพื้นที่อันตรายจนกระทั่งยูโนดิซัส ผู้อำนวยการของสถาบันเข้ามาจับจองและสัญญาว่าจะเป็นผู้ดูแลบริเวณนี้เอง ด้วยเหมาะกับการพัฒนาความสามารถของนักเรียน


 

ไม่ว่าจะเพราะพลังอำนาจที่แข็งแกร่งหรือสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับผู้อวุโสในตระกูลของผู้รักษาสมดุล ท้ายที่สุดสิทธิ์ในพื้นที่นี้ก็ตกเป็นของหนึ่งในนักปราชญ์แห่งเอล์ฟ โดยอยู่ภายใต้การดูแลอย่างห่างๆของผู้รักษาสมดุล


 

“เดิมทีไม่มีใครคิดว่าสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกัน ผมมาเพื่อหาสาเหตุของความแปรปรวนเท่านั้น แต่ตอนผมมาถึงทุกอย่างก็ปกติดี ผมเกือบจะสรุปว่ามันเป็นเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่นานๆทีจะเกิดขึ้น ทว่า ผมกลับได้เจอร่องรอยหนึ่งของยูนิคอร์นตัวนั้น มันมาจากที่นี่ คนที่กำลังทรมานแสนสาหัสและเอ่ยคำวิงวอนสุดท้ายต่อโลกอยู่ที่นี่ ผู้เฒ่าจึงส่งผมเข้ามาในฐานะนักเรียนคนหนึ่ง เพราะหากไม่ใช่นักเรียนแล้วก็ไม่อาจเหยียบย่างเข้ามาได้”


 

“บางที ผู้เฒ่าอาจจะแคลงใจในตัวผู้อำนวยการ ถึงไม่ส่งผมเข้ามาในฐานะผู้ตรวจสอบโดยตรง”


           

            มินาคัสเอ่ยเสียงเบา ไม่เป็นการดีนักหากจะว่าร้ายผู้เป็นใหญ่สูงสุดของสถาบันแห่งนี้


 

            ทว่ารอยยิ้มเหยียดที่วาดขึ้นวาบหนึ่งบนใบหน้าของทุกคนนั้นทำให้มินาคัสขนลุกได้มากกว่าการที่เขาเพิ่งจะว่าร้ายผู้อำนวยการไปหมาดๆ


 

            “ผมอยากช่วยเขาครับ คนที่ร้องขอความช่วยเหลือคนนั้น”


 

            เหล่ากบฏแห่งเชนโตเออูโนเผลอกลั้นหายใจเมื่อประโยคสุดท้ายของเด็กหนุ่มจบลง ความเงียบกลืนกินโต๊ะน้ำชาอยู่อีกหลายนาที ใบหน้าของเหล่าอาจารย์และศิษย์เก่าเต็มไปด้วยความรู้สึกปวดร้าวราวกับรู้จักคนที่มินาคัสเอ่ยถึง


 

            “พวกคุณรู้ไหมครับ ว่าคนๆนั้นเป็นใคร”

 

           

            เทนไฮม์ถอนหายใจออกมาก่อนจะเอื้อมมือมาแตะหลังมือของมินาคัสเบาๆ


 

            “ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร เขาอาจจากเราไปแล้ว กระดาษแผ่นนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยคำอ้อนวอนของผู้ที่ต้องเสียสละบนทางเดินขึ้นสู่จุดสูงสุดของคนเพียงคนเดียว”


 

            “เด็กเอ๋ย เธออาจสัมผัสไม่ได้ถึงกระแสความน่าสะอิดสะเอียนของพลังเวทย์ที่ครอบคลุมสถาบันนี้อยู่ นั่นเป็นอีกปมปริศนาที่พวกเรากำลังหาคำตอบ ว่าคนๆนั้นใช้วิธีการใดปกปิดความโสมมที่ควรจะแฝงอยู่ในพลังเวทย์จนแทบล้นปรี่"

            "สิ่งที่ใครๆต่างคิดว่ากำลังปกป้องพวกเราอยู่นี้มันไม่ได้เพียงแต่ยิ่งใหญ่มินาคัส พลังเวทย์ของเขาคนนั้นไม่ได้น่ากลัวเพราะมันยิ่งใหญ่ แต่เพราะแท้จริงแล้วมันดำมืดและชั่วร้าย ราวกับจะเหยียบย่ำทุกชีวิตให้อยู่ใต้อำนาจ เมื่อแรกประจักษ์ เราไม่ได้ก้มหัวให้เพราะศรัทธาหรือยำเกรง แต่เพราะความหวาดกลัว”


 

            เทนไฮม์บีบมือผู้รักษาสมดุลที่ยังด้อยประสบการณ์ นี่อาจเป็นภารกิจที่สะเทือนขวัญมินาคัสจนต้องจดจำไปจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต


 

            “หมายความว่าอย่างไรกันครับ หรือว่าผู้อำนวยการ


 

            มินาคัสกลืนคำพูดนั้นลงคอ ไม่กล้าเอ่ยออกมาเพราะกลัวว่ามันจะไปถึงหูของผู้ทรงอำนาจสูงสุดของที่แห่งนี้ วันแรกที่เหยียบเข้ามาและได้พบกับเขาคนนั้นทำให้มินาคัสรู้ดีว่าพลังอำนาจของเขามากมายมหาศาลเพียงใด


 

            อย่างที่เทนไฮม์บอก


 

            เขาหวาดกลัวอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังเวทย์ที่ปกคลุมทั่วสถาบันแห่งนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย 

 

             ซึ่งมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...


             เป็นไปได้หรือที่คนๆหนึ่งจะมีพลังเวทย์ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันถึงเพียงนี้ กระนั้นตัวเขาในฐานะผู้รักษาสมดุลก็มองไม่เห็นความแตกต่างของกระแสพลังเวทย์จากตัวผู้อำนวยการกับเขตแดนของสถาบัน ยกเว้นความรู้สึกตะขิดตะขวงใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


             นั่นอาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เขาต้องกัดริมฝีปากตัวเองเสียก่อนที่คำพูดบางอย่างเกี่ยวกับผู้อำนวยการจะหลุดออกไป


 

            “วางใจเถิดตึกภาควิจัยถูกคลุมไว้ด้วยพลังเวทย์ของพวกเรา ตบตายูโนดิซัสว่าเป็นเพียงข่ายเวทมนต์ธรรมดาที่ป้องกันการรุกล้ำของนักเรียน ทว่าเป้าหมายของมันนั้นมีเพื่อทำให้ตึกแห่งนี้เป็นเอกเทศจากพลังเวทย์ของเขา ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะปกปิดไปได้อีกนานแค่ไหน ด้วยพลังเวทย์ของคนๆนั้นแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ที่พลังของเขาอ่อนแรงลง จนมอร์แกนสามารถเข้ามาได้โดยเขาไม่รู้ตัว”เทนไฮม์เม้มริมฝีปาก แม้แต่ตัวเขาเองก็หวั่นเกรงพลังของยูโนดิซัส และการที่มอร์แกนซึ่งเป็นเพียงศิษย์เก่าซ้ำยังเป็นหนึ่งในกองอัศวินเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นนี้ก็เสี่ยงเหลือเกิน แต่อัศวินหนุ่มก็ยืนยันจะเข้าร่วมการประชุมนี้ด้วยตนเอง


 

            “นี่อาจเป็นโชคของเรา ที่เธอเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ในช่วงที่พลังของยูโนดิซัสอ่อนแรงลง ฉันถอนตัวจากผู้รักษาสมดุลทำให้สูญเสียพลังหลายส่วนไป ฉันไม่สามารถต่อรองเจรจากับเหล่าพลังเวทย์ได้เหมือนเก่า พวกนั้นต่อต้านฉัน จนการออกไปนอกตึกภาควิจัยยังทำได้อย่างลำบาก”


 

            “แต่ผมสัมผัสได้ว่าคุณยังแข็งแกร่ง”มินาคัสเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ ตัวตนของเทนไฮม์นั้นแข็งแกร่งสมกับตำนานที่เล่าขานถึงเรื่องราวของเขา เหตุใดเจ้าตัวจึงมีสีหน้าเจ็บปวดเช่นนี้


 

            “เพราะอย่างนั้น เพราะตัวตนของฉันคุกคามต่อนายของเหล่าพลังเวทย์ในสถาบันแห่งนี้ พวกเขาจึงยิ่งต่อต้าน และฉันเองก็ถอนตัวจากการเป็นผู้รักษาสมดุล ทำให้เงื่อนไขบางอย่างถูกยกเลิกไป เงื่อนไขที่จะอยู่กันอย่างสันติและพึ่งพาอาศัยกัน คิดดูเถิดมินาคัส ว่าหากพลังเวทย์รอบกายต่อต้านเราแล้วล่ะก็ มันจะเกิดอะไรขึ้น”


 

            มินาคัสหน้าซีดเผือดเพราะภาพที่เขาเห็นไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตท่ามกลางคมหอกคมดาบที่หมายจะจ้วงแทงกันอยู่ตลอดเวลา พลังเวทย์อาจไร้ตัวตนสำหรับคนทั่วไป สัมผัสได้เพียงผลของมันแต่ไม่เห็นตัวตน แต่กับผู้รักษาสมดุลนั้นต่างกัน พวกเรารับรู้ได้แม้กระทั่งเจตนาของพลังเวทย์แต่ละเศษเสี้ยว ยิ่งเป็นผู้รักษาสมดุลที่แข็งแกร่งเท่าไร พลังเวทย์ยิ่งเป็นรูปธรรมเท่านั้น


 

            ละอองพลังเวทย์ของทรานส์คนหนึ่งอาจมีรูปร่างราวสัตว์ร้ายสำหรับผู้รักษาสมดุลที่แข็งแกร่งอย่างเทนไฮม์ก็เป็นได้


 

            หากวันใดกลุ่มฝุ่นแสงที่มินาคัสเห็นกลับกลายเป็นอย่างอื่นที่มุ่งร้ายต่อเขา เขาเองก็คงใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเช่นกัน


 

            “แล้วผมทำอะไรได้บ้าง ผมจะช่วยพวกคุณ และพวกเขาที่กำลังทุกข์ทรมานได้อย่างไร ในเมื่อผู้อำนวยการเป็น


 

            อีกครั้งที่เสียงของมินาคัสหายไปในลำคอ


 

            “พูดออกมาเถิดว่าเขาเป็นผู้ล่าภาชนะที่สอง ใช้ทรานส์ราวกับเศษกระดาษ ฉีกทึ้งทุกพลังชีวิตไปเป็นของตัวเองอย่างป่าเถื่อน และผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือคือเหล่าภาชนะที่สองซึ่งกำลังจะต้องตายเพราะถูกสูบทุกหยดหยาดแห่งชีวิตไป”

 



            เพราะเขาเองก็เป็นทรานส์ มินาคัสจึงรับรู้ได้ว่าสถานการณ์นั้นน่ากลัวเพียงใด สิ้นหวังเพียงใด การที่เซรัลซึ่งเป็นทรานส์เหมือนกันพูดออกมาเช่นนี้ยิ่งเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจ


 

            ไหนจะเพื่อนสนิทของเขา


 

            อาซาเอล


 

            ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง


 

            อาซาเอลกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างหาที่สุดมิได้


 

            “เขาทำแบบนี้มานานหลายสิบปี เราจะมีทางเอาชนะเขาได้จริงๆหรือครับ”ราวกับละเมอ มินาคัสไม่ได้ตั้งใจเอ่ยถ้อยคำบั่นทอนกำลังใจ ทว่านี่เป็นเรื่องจริงที่ทุกคนคิด แต่ไม่กล้าพูด


 

            “การปะทะกับคนๆนั้นโดยตรงก็เหมือนเอาชีวิตไปทิ้ง เราจะกลายเป็นเพียงมดปลวกให้เขาเหยียบย่ำ”มินาคัสหายใจสะดุดเมื่อฟังถ้อยคำของซาฮาล


 

“แต่มันยังเหลืออีกทาง หนทางที่จะล้มล้างความเลวร้ายของประวัติศาสตร์แห่งสถาบันนี้ได้”


 

“หากเราหาสถานที่ที่ยูโนดิซัสซุกซ่อนเหล่าภาชนะที่สองไว้เจอและปลดปล่อยพวกเขาในคราเดียว ยูโนดิซัสจะสูญเสียความเสถียรของพลังเวทย์ ช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่เรามีโอกาสกำจัดเขาได้”


 

ซาฮาลยกชาขึ้นจิบราวกับพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ ทั้งที่แผนของพวกเขาหมายถึงโศกนาฏกรรม


 

ทางเดียวที่จะปลดปล่อยเขี้ยวจากผู้เป็นนาย


 

คือความตาย


 

และใช่ว่าจะง่ายดายเหมือนกันปลิดดอกไม้ออกจากต้น


 

เพราะความตายของเขี้ยวที่นายไม่อนุญาตนั้น มีเพียงตัวตนของผู้รักษาสมดุลที่แข็งแกร่งเท่านั้นจะช่วงชิงมาได้


 

“ขอโทษนะครับหากผมจะพูดอะไรสักหน่อย ไม่ว่าพวกคุณจะคาดหวังอะไรอยู่ ผมทำไม่ได้ ผมไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น”


 

มินาคัสผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เกือบจะสาวเท้าหนีออกไปจากสถานการณ์ที่แสนหนักอึ้งนี้หากไม่ใช่เพราะมือของเทนไฮม์ที่คว้าแขนเขาเอาไว้ สายตาทรงอำนาจที่มองมาอย่างเชื่อมั่นนั้นทำให้ผู้รักษาสมดุลตัวน้อยเกือบจะกัดริมฝีปากตนเองจนห้อเลือดด้วยความกดดัน


 

มินาคัสราวกับถูกฟาดด้วยสายฟ้า เมื่อเทนไฮม์เอ่ยคำที่เขาไม่อยากฟังออกมา


 

“ทำได้สิ หากเธอมีเขี้ยว”


 

“ผมไม่ต้องการเขี้ยว”มินาคัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นอย่างกดกลั้นความโกรธ


 

“เพราะภาพของอาซาเอลเมื่อสี่ปีก่อนที่เจ็บปวดทรมาณมันฝังอยู่ในสมองของเธอใช่มั้ยล่ะ”


 

มินาคัสเบิกตาราวไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน


 

“คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง ตอนนั้นคุณถอนตัวออกไปจากหมู่บ้านแล้ว”


 

“ฉันเพียงถอนตัวจากทุกภารกิจ แต่ยังติดต่อกับตาแก่อยู่ เรื่องทุกข์ใจของเขา ทำไมฉันจะไม่รู้”


 

เทนไฮม์ถอนหายใจหนักเมื่อนึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่คนสนิท


 

“ตาแก่บอกว่า หลานชายของเขาไม่ต้องการเขี้ยวอีก เพราะได้เห็นว่าทรานส์ที่ถูกใช้ประโยชน์นั้นเจ็บปวดเพียงใด ซ้ำทรานส์ที่ถูกเลือกก็สูญเสียพลังในฐานะภาชนะที่สองไป เพราะมีพลังแปลกปลอมครอบครองภาชนะที่สองอยู่”


 

เทนไฮม์ดึงให้มินาคัสที่กำลังหมดแรงนั่งลงที่เดิม


 

“อาซาเอลเป็นภาชนะที่สองคนนั้นใช่มั้ย เขาเคยเป็นผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นเขี้ยวของเธอ เด็กที่ถูกพาตัวมาที่หมู่บ้านเมื่อสิบแปดปีก่อนเพราะพลังในฐานะภาชนะที่สองรุนแรงจดกัดกินภาชนะหลักคืออาซาเอล”


 

“ทำไมถึงคิดว่าเป็นเขา คุณไม่เคยเห็นหน้าเขาด้วยซ้ำไป”มินาคัสเอ่ยกับเทนไฮม์อย่างเจ็บปวด


 

ใช่แล้ว ผู้ที่ทำให้เขาตัดสินใจจะเป็นผู้รักษาสมดุลไร้เขี้ยวคืออาซาเอล


 

มินาคัสเคยสาบานกับตัวเองว่าจะปกป้องอาซาเอลให้ดีที่สุดนับตั้งแต่วันที่ได้เจอหน้า วันที่เขารู้ว่าเด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นมาเป็นคนของเขา เขี้ยวของเขา


 

แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย ช่วยอะไรไม่ได้สักนิด


 

เด็กคนนั้นเจ็บปวดมามากเหลือเกิน โดยที่เขาเองทำได้แค่มอง พลังอำนาจที่เขามีมิอาจบรรเทาความเจ็บปวดนั้นได้ กลับกลายเป็นใครบางคนที่ปกป้องทรานส์ตัวน้อยไว้ทั้งที่ไร้อำนาจพิเศษใดๆ เจ้าของพลังเวทย์สีฟ้าที่ปกป้องอาซาเอลตลอดมา



 

“วันนี้ผมเพิ่งรู้ว่าอาซาเอลเป็นภาชนะที่สอง และถูกครอบครองโดยพลังเวทย์ของคาดิเนียล เหตุการณ์แบบนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆหรอก จะมีสักกี่คนกันที่เป็นภาชนะที่สอง และถูกเติมเต็มด้วยพลังเวทย์ของผู้อื่นจนสูญเสียพลังในฐานะภาชนะที่สองไป อาจเหมือนยาพิษที่ริดรอนอำนาจพิเศษไป แต่นั่นก็ทำให้ไม่มีใครใช้ประโยชน์จากอาซาเอลได้อีก รวมถึงคุณด้วย มินาคัส”อาจารย์แบคอนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความเห็นใจลูกศิษย์คนโปรดอย่างไม่คิดปิดบัง


 

จากคำบอกเล่าของเทนไฮม์ ดูเหมือนเจ้าทรานส์ตัวน้อยของเขาจะผ่านความทุกข์ทรมานจากการที่ผู้ไม่หวังดีพยายามฉีกกระชากดึงพลังของคาดิเนียลออกจากร่างของอาซาเอล เพื่อจะยึดไว้เป็นภาชนะที่สองของตน


 

บอกตามตรง การที่อาซาเอลอยู่ที่นี่ในเวลานี้ แบคอนหวั่นใจเหลือเกินว่าเจ้าตัวน้อยจะต้องเจอเหตุการณ์เดิมซ้ำสอง


 

การตกนรกถึงสองครั้ง


 

แค่คิดก็เจ็บปวดแทนเด็กน้อยเสียแล้ว


 

“ผมไม่เคยคิดจะใช้ประโยชน์จากเขาอยู่แล้ว อย่าบังคับให้ผมดึงเขามาเกี่ยว ผมไม่ทำ”


 

ไม่บ่อยนักที่มินาคัสจะแสดงออกถึงความโกรธเกรี้ยว แต่ในครั้งนี้เขาสุดจะทนแล้วจริงๆ


 

            เทนไฮม์ถอนหายใจอย่างลำบากใจ

 


            พวกเขาก็ไม่อยากทำเช่นนี้


 

            แต่บางครั้งการสู้กับคนที่แปดเปื้อน เราก็ต้องยอมแปดเปื้อนด้วยเช่นกัน


 

“เราไม่ได้บอกให้เธอใช้อาซาเอล เด็กนั่นมีเจ้าของแล้ว การแยกเขาทั้งคู่ออกจากกันเพื่อกลับมาเป็นของเธอนั้นอันตรายเกินไป แต่แผนของเราก็จำเป็นต้องมีเธอ เธอที่มีเขี้ยวเป็นของตัวเอง”


 

มินาคัสกลั้นหายใจ อยากจะยกมือขึ้นปิดหูไม่รับรู้สิ่งใดมันเสียเลย


 

“หาเขี้ยวของตัวเองเสียมินาคัส คนที่จะมาค้ำจุนจิตใจของเธอ คนที่ยินยอมรับความเจ็บปวดแทนเธอ คนที่จะอยู่เคียงข้างเธอตราบลมหายใจสุดท้ายของเขา”


 

เทนไฮม์คือผู้รักษาสมดุลที่เคยสูญเสียเขี้ยว


 

เขี้ยวที่ช่วยค้ำจุนจิตใจของเขา คนที่ยินยอมรับความเจ็บปวดแทนเขา และเป็นคนที่จะอยู่เคียงข้างเขาตราบลมหายใจสุดท้ายของเขี้ยวคนนั้น ที่หมดลงในอ้อมแขนของเทนไฮม์เอง


 

เพียงเพราะคานแห่งความรู้สึกมันหักลง


 

เขาให้ความสำคัญกับภารกิจ


 

มากกว่าเขี้ยวของตนเอง


 

“ผมไม่ต้องการให้ใครมาเจ็บปวดแทนผม”

 

 

“มินาคัส หากเธอจะเป็นแค่ผู้รับนั้นมันไม่ถูกต้อง ในทางกลับกัน หาให้เจอ คนที่เธออยากจะปกป้องจนสุดหัวใจ ไม่อยากให้เขาเจ็บปวดแม้แต่รอยแผลเดียว และไม่ว่าเมื่อไร เขาก็มีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสมอ”


 

สีหน้าสับสนของคนอายุน้อยกว่าทำให้เทนไฮม์ระบายยิ้มอ่อนโยน


 

“เธออาจไม่รู้ แต่การคงอยู่ของผู้รักษาสมดุลและเขี้ยวเป็นเหมือนคานไม้”


 

“ตราบใดที่เป็นผู้ให้และผู้รับในปริมาณเท่าๆนั้น คานนั้นจะสมดุลอยู่ได้ และไม่หักเทความเจ็บปวดไปทางใดทางหนึ่ง หากเขายอมเสียสละให้เธอได้เท่ากับที่เธออาทรต่อเขา จะไม่มีใครต้องเจ็บปวด”


 

“นั่นเป็นอีกหนึ่งความหมาย ของการที่พวกเราถูกเรียกขานว่า ผู้รักษาสมดุล”


 

“หาให้เจอ ก่อนที่สถาบันแห่งนี้จะจมลงสู่จุดต่ำสุดและต้องสังเวยชีวิตคนอีกมากมาย เพราะเมื่อถึงเวลานั้น เลือดของผู้บริสุทธิ์อาจจะนองไปทั้งอาณาจักร”


 


 

พูดมันง่าย


 

ถึงเขาจะอยากมีเขี้ยวขึ้นมา


 

ก็ใช่ว่าจะหาเจอได้ง่ายๆ


 

คนที่จะให้และรับได้เท่าๆกันเช่นนั้น


 

คนที่จะมาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของคานไม้และคอยรักษาสมดุลระหว่างกัน


 

ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิต มินาคัสก็ไม่คิดว่าจะหาเจอ แต่นี่ต้องหาให้เจอในเวลากระชั้นชิด โดยมีเงื่อนไขคือต้องใช้คนๆนั้นเพื่อทำภารกิจ แล้วจะบอกว่าให้ตามหาคนที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดเนี่ยนะ


 

ย้อนแย้งที่สุด!



 hf

 

ดูเหมือนความเป็นจริงจะแตกต่างจากที่ทรานส์หนุ่มจินตนาการไว้เสียมากโข บัดนี้อาซาเอลอยากจะตบปากตัวเองสักทีแล้วเดินกลับไปล้มตัวนอนบนเตียงในห้องตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป

 


บรรยากาศของหอพักฝั่งตะวันตกช่างไม่เชื้อเชิญเขาเลยสักนิด

 


แมวหนุ่มมองโถงทางเดินสว่างไสวด้วยดวงไฟเวทย์ที่เรียงรายจนสุดสายตา ทว่าไม่ต่างอะไรกับเส้นทางนรกในความรู้สึกทรานส์เช่นเขา


 

เด็กดื้อกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน


 

อดคิดไม่ได้ว่าต่อให้โดนแจนิวาลค่อนขอดก็ยังดีเสียกว่าการเดินเข้าไปในดงนักล่าด้วยตัวคนเดียวเช่นนี้

 


อาซาเอลยืนตัวสั่นอยู่ตรงเชิงบันได รอยต่อระหว่างหอพักปีกตะวันออกกับปีกตะวันตกเป็นเวลาเท่าใดไม่อาจรู้ ด้วยไม่อยากยอมรับว่าเหงื่อที่ซึมแผ่นหลังอยู่นั้นเป็นเพราะความกลัว ทรานส์ผู้แสนดื้อดึงจึงเลือกจะผ่อนคลายตนเองด้วยการเดินวนไปวนมาราวหนูติดจั่น แต่ยิ่งทำเช่นนั้นก็ยิ่งกระวนกระวายไปกันใหญ่


 

เด็กหนุ่มเหลือบมองโถงทางเดินที่ไม่ต่างอะไรกับของปีกตะวันออกอีกหน และพบว่ามันยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศมาคุ อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของไฮบ์ที่ไม่ใคร่พึงใจทรานส์อย่างเขาสักเท่าไร


 

ให้ตายเถิดอาซาเอล


 

เมื่อกี้ไปเอาความอวดดีขนาดนั้นมาจากไหนกัน แล้วตอนนี้ไอ้ความกล้าพวกนั้นหายไปไหนแล้ว


 

ใช่ว่าไม่เคยเดินผ่าน แต่การเดินผ่านช่างต่างกับการเหยียบย่างเข้าไปเหลือเกิน


 

เขาและกลุ่มเพื่อนสนิทเคยข้ามมาทานอาหารฝั่งห้องอาหารปีกตะวันตกก็จริงอยู่ แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะรุกล้ำเข้าสู่อาณาเขตที่พักอาศัยของทางฝั่งนี้


 

ต่อให้เอเดวาไม่ออกปากเตือนซามูเอลให้ได้ยิน ตัวเขาก็ไม่เคยคิดจะข้ามไปสำรวจเลยสักครั้ง


 

เพราะมันเป็นอาณาเขตของคนที่เขาไม่อยากเข้าใกล้มากที่สุด


 

ไม่อยากจะเชื่อ


 

ว่าคนที่เป็นเหตุผลให้เขารักษาระยะห่างกับห้องพักฝั่งตะวันตก จะเป็นคนเดียวกับที่ทำให้เขาต้องเดินเข้าสู่รังของไฮบ์นักล่าโดยลำพัง


 

คาดิเนียล


 

ถ้าไม่ได้เจ็บหนักล่ะก็ ฉันนี่แหละจะทำให้นายเจ็บหนักให้ดู


 

แลกกับที่ฉันต้องเสี่ยงถึงเพียงนี้


 

สูดลมหายใจเข้าลึกจนอกยกสูงคล้ายจะช่วยเรียกความกล้า ทว่าอาซาเอลรู้ดีแก่ใจว่ามันไม่ช่วยอะไรเท่าใดนัก มือเรียวยังคงกำแน่น ก่อนที่ขาจะยกย่างเพื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่อันตราย

 


            ยังมิทันที่ปลายเท้าจะสัมผัสพื้น


 

            ทรานส์หนุ่มที่ทำใจดีสู้เสือ(และไฮบ์อีกหลายสายพันธ์)ก็เป็นอันต้องสะดุ้งเฮือกถอยเท้ากลับมาราวแมวกระโดด ถ้าอาซาเอลอยู่ในสภาวะลอส ขนหางก็คงฟูฟ่องอย่างไม่ต้องสงสัย

 


            “ไอ้แมวสกปรก ทำอะไรน่ะ”


 

            !!


 

            “เอ้า หางฟูหมดแล้ว”


 

            เสียงกลั้วหัวเราะของคนที่เดินเข้ามาด้านหลังอย่างเงียบเชียบและเลือกจะทักทายเพื่อนเก่าด้วยการยื่นใบหน้าเข้ามากระซิบข้างหูเสียจนอาซาเอลเกือบจะหัวใจวายตายยิ่งโหมไฟโทสะให้กับทรานส์หนุ่มได้เป็นอย่างดี


 

            “ไอ้จิ้งจอกโง่!


 

            แยกเขี้ยวใส่เพื่อนสมัยเด็กที่เมื่อเห็นเขาหัวเสียก็ยิ่งหัวเราะเอิ้กอ้ากเสียยกใหญ่


 

            อาซาเอลชกเข้าที่ไหล่ของยูมิลเต็มแรง และแน่นอนว่ายูมิลถอยหลบทันควันจนโดนเพียงเฉียดผิว กระนั้นไฮบ์หนุ่มก็ยังแสร้งร้องโอดโอยเรียกแรงหมั่นไส้จากคนชกให้ใบหน้าคมงอง้ำไปกันใหญ่


 

            เพราะแกล้งแล้วมีปฏิกิริยาน่าเอ็นดูเช่นนี้ ยูมิลจึงอดแกล้งเพื่อนข้างบ้านไม่ได้เสียที ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยเปลี่ยนเลย


 

            ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่ตัวเขาก็เพิ่งสนิทกับอาซาเอลได้เพียงสี่ปี ไม่รู้เหมือนกันว่าก่อนหน้านั้นแมวหนุ่มเป็นเช่นไร


 

            “โผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง แอบหนีเที่ยวสินะ”อาซาเอลชี้หน้าคาดโทษคนช่างแกล้ง


 

            “หนีเที่ยวอะไรกัน นี่ฉันเพิ่งกลับจากคุยงานกับอาจารย์ ตามประสานักเรียนระดับสูงล่ะนะ ไม่เหมือนแมวสกปรกบางตัวหรอกที่ว่างจนเดินเตร่ล่อเสือล่อตะเข้ไปเรื่อย”ยูมิลไหวไหล่อย่างยียวน


 

            ให้ตายเถอะ กวนโมโหเก่งนักล่ะ


 

            “โอ้ยๆ พอแล้วอาซาเอล เจ็บจริงๆแล้วเนี่ย”ยูมิลกระโดดหลบมือเรียวที่ยื่นมาบิดเนื้อต้นแขนของเขาเสียหลายที “ตกลงมาด้อมๆมองๆอะไรตรงนี้ เดี๋ยวก็โดนจับกินหรอก”


 

            ไฮบ์หนุ่มป้องปากพูดประโยคสุดท้ายด้วยเสียงกระซิบ สื่อเป็นนัยว่าโดนจับกินหมายถึงอะไร


 

            ทรานส์มาเดินอยู่แถวนี้ในช่วงเวลาแบบนี้ไม่ดีสักเท่าไร


 

            ยิ่งเป็นทรานส์ป้ำๆเป๋อๆอย่างเจ้าแมวโง่นี่ด้วยแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง


 

            “ยูมิล”


 

            อาซาเอลขมวดคิ้วมุ่น หลังคิดทบทวนบวกลบผลที่จะตามมาแล้วก็ได้ข้อสรุปว่าเขาควรรามือจากการวิวาทงี่เง่าตรงนี้เสีย และใช้ยูมิลให้เป็นประโยชน์

 


            “อะไร ทำสีหน้าจริงจังทำไม ฉันเริ่มจะกลัวแล้วนะ”คนหน้าเป็นก้าวถอยหลังเมื่อเพื่อนสมัยเด็กก้าวรุกไล่


 

            สุดท้ายยูมิลก็หนีไปไหนไม่ได้ เมื่ออาซาเอลกระโจนเข้ากอดหมับเสียเต็มแรงจนเกือบจะล้มคว่ำลงไปด้วยกัน โชคดีที่ยูมิลเกาะขอบระเบียงไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นคงมีคนหัวแตก ซึ่งก็น่าจะเป็นเขามากกว่าอาซาเอล


 

            “เอาหน้าแมวๆออกไปเลย อะไรเนี่ยอาซาเอล”จิ้งจอกหนุ่มยกมือขึ้นดันหน้าเพื่อนสนิทที่ยื่นมาอย่างคุกคาม


 

            น่ารักมันก็น่ารักอยู่หรอก


 

            แต่ถ้าใครมาเห็นท่าทางของพวกเขาตอนนี้เข้าคงไม่ดีแน่


 

            ยิ่งถ้าเป็นเพื่อนร่วมห้องทั้งสองคนของเขาแล้วด้วย งานนี้จบไม่สวยแน่นอน

 


            เซออล


 

            ดีไฮด์


 

            แค่คิดก็เหงื่อกาฬพาลจะท่วมตัวเอาเสียแล้ว


 

            “สัญญาก่อนสิว่าจะทำตามที่ขอ แล้วจะปล่อย”อาซาเอลยิ้มร่า ยิ่งเห็นว่าอีกคนทำหน้าปั้นยากก็ยิ่งสนุก


 

            “ทำอะไร บอกก่อนสิว่าอะไร”


 

            “ไม่ สัญญาก่อน”


 

            ยูมิลมองดวงตาวาววับของอาซาเอลแล้วได้แต่ถอนหายใจ


 

            เวรกรรมอะไรทำให้เขามาเจอตัวยุ่งเอาตอนนี้ เหนื่อยกายแล้วยังมาเจอเรื่องเหนื่อยใจอีกรึ


 

            “ได้ สัญญา พอใจหรือยัง คราวนี้ก็ปล่อยเสียที”


 

            ยูมิลยอมรับว่ารอยยิ้มกว้างของอาซาเอลนั้นทำเอาเขาตาพร่า ก็หมอนี่ยิ้มสวยน้อยเสียเมื่อไร แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเอาแต่ใจเป็นที่สุด ยกให้เป็นอันดับหนึ่งด้านเอาแต่ใจและไม่ฟังใครเอาเสียเลย


 

            “เอ้า สั่งมาเสียทีสิคุณชาย คนเขาก็ต้องหลับต้องนอนนะ”


 

            ทรานส์หนุ่มมีสีหน้ากังวลขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะตีสีหน้ายียวนกลบเกลื่อน


 

            “ฟังให้ดีนะ เจ้าทาส นายต้องพาฉันไปห้องของคาดิเนียล”


 

            “ว่าไงนะ!


 

            เสียงตะโกนของยูมิลคงจะก้องไปทั้งโถงทางเดิน อาซาเอลเบิกตากว้างอย่างตกใจก่อนจะยกมือตะปบปากเพื่อนเอาไว้ ทว่ายูมิลก็กระชากแขนบางออกในวินาทีเดียวกัน


 

            “บ้าไปแล้วหรือไง นั่นมันตัวอันตรายนะ ที่ฉันเรียกนายว่าแมวโง่ก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะโง่จริงๆแบบนี้”


 

            อาซาเอลยกมือขึ้นป้องหัวด้วยยูมิลยกกำปั้นหมายจะเขกหน้าผากเข้าให้เสียสักที


 

            “พอทีเถอะยูมิล ฉันมีเรื่องสำคัญต้องไปคุยกับเขา”ทรานส์หนุ่มถอนหายใจ เอ่ยปรามเพื่อนสนิทที่กำลังวางตัวเป็นพ่อคนที่สองของเขา


 

            หรืออาจจะคนที่สาม เพราะตำแหน่งพ่อคนที่สองนั้นแจนิวาลได้ยึดไปก่อนแล้ว


 

            “สำคัญแค่ไหน คุยพรุ่งนี้ไม่ได้เชียวรึ หรืออย่างน้อยก็ไปคุยกันในสถานที่ที่มันมีคนพลุกพล่านเสียหน่อย”


 

            “จะให้ไปคุยกันกลางโถงตึกรวมเลยไหมล่ะ”


 

            อาซาเอลเอ่ยประชดประชันตามนิสัย


 

            โถงตึกรวมเป็นทางผ่านไปยังตึกเรียนต่างๆหลายตึก ทำให้มักจะแออัดไปด้วยนักเรียนจากทุกระดับอยู่เสมอ เหมาะจะป่าวประกาศเรื่องสำคัญที่อยากให้คนรู้กันทั้งโรงเรียนมากกว่าการสนทนาระหว่างคนสองคน


 

            “ได้ก็ดี”


 

            ช่างประชดพอกัน


 

            “ยูมิล ให้ตายเถิด ถ้านายยอมพาฉันไปดีๆ เสร็จธุระแล้วจะได้รีบกลับ ไม่ต้องอยู่ดึกดื่นไปมากกว่านี้”


 

            อาซาเอลเกือบจะคุกเข่าขอร้องยูมิลอยู่รอมร่อ กระนั้นคิ้วเข้มของจิ้งจอกหนุ่มก็ยังเกือบจะผูกกันเป็นปม


 

            “ธุระสำคัญมากสินะ”


 

            อาซาเอลพยักหน้ารับรัวเร็วจนผมหน้าม้ากระดก


 

            “นานไหม”


 

            แมวหนุ่มสะบัดหน้าปฏิเสธจนผมหน้าม้าที่กระดกเมื่อครู่สะบัดตามแรง


 

            “ให้รอรึเปล่า”


 

            ทรานส์จอมดื้อนิ่งคิดชั่วครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ


 

            “แน่นะ”


 

            เจ้าของดาวสามดวงบนแก้มซ้ายกลอกตาอย่างระอาในคำถามที่มากมายเหลือเกินก่อนจะถอนหายใจยาว


 

            “พอเถอะ พาไปสักที ก่อนที่ฉันจะเหม็นขี้หน้านายจนเดินเข้าไปคนเดียว”


 

            อาซาเอลรู้ดีว่าถึงยูมิลจะช่างแกล้งและชอบปะทะคารมกับเขาแค่ไหน แต่เจ้าไฮบ์จิ้งจอกคนนี้ก็ห่วงใยเขาเหมือนคนในครอบครัว ไม่มีทางปล่อยให้เขาเดินเข้าไปหา ตัวอันตราย คนเดียวเป็นแน่


 

            ไฮบ์หนุ่มถอนหายใจก่อนจะเดินนำเข้าไปในบริเวณที่พักฝั่งตะวันตกโดยมีทรานส์หนุ่มเดินตามหลังไปไม่ห่าง


 

            อาซาเอลไม่ปฏิเสธว่าการมีคนมาด้วยนี่มันอุ่นใจกว่ามาก อย่างน้อยเขาก็เดินเข้ามาได้โดยไม่ต้องกลั้นหายใจเพราะความกดดัน


 

            ยูมิลจงใจปล่อยพลังเวทย์บางเบาออกมาปกป้องทรานส์ตัวยุ่งเอาไว้ ยิ่งเห็นท่าทางเดินห่อไหล่มองซ้ายทีขวาทีแล้วก็ยิ่งห่วงไปกันใหญ่


 

            จะรอดไหมนะอาซาเอล


 

            “ถึงแล้ว”


 

            ไฮบ์หนุ่มหยุดกึกหน้าห้องห้องหนึ่งที่อยู่เกือบจะสุดทางเดิน พยักเพยิกขยับปากบอกแขกผู้มาเยือนแบบไม่มีเสียง


 

            อาซาเอลมองประตูห้องสลับกับผู้นำทางก่อนจะเอื้อมมือที่พยายามไม่ให้สั่นไปหมายจะเคาะตามมารยาท ทว่าก็ต้องหดแขนกลับเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งแขกทั้งผู้นำทางสะดุ้งเฮือกไม่ต่างกันเพราะประตูดันกระชากออกด้วยคนด้านใน


 

            “นายจะหวังให้ฉันเลิกเกลียดนาย ทั้งที่ตัวนายเองยังไม่ให้อภัยตัวเองงั้นรึคาดิเนียล เลิกงี่เง่าแล้วทำให้ตัวเองพร้อมสำหรับคืนจันทร์สีเลือดซะ ฉันไม่อยากมีภาระเพิ่ม”


 

            เป็นซากานที่กระชากประตูเปิดออก แต่ทว่าเจ้าตัวมิได้เดินออกมาในทันที บทสนทนาที่ยังไม่จบดีนั้นถูกคนหน้าห้องรับรู้ด้วยเสียแล้ว


 

            แม้เสียงจะไม่ได้ดังตามความเกรี้ยวกราดในประโยค


 

            แต่สำหรับคนที่ยืนห่างไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ ย่อมรับรู้ได้ทั้งอารมณ์เดือดดาล ผิดหวัง และประชดประชันในน้ำเสียงที่ลอดผ่านไรฟันที่ขบแน่นออกมา


 

            “สวัสดี”


 

            เป็นการทักทายที่แสนงี่เง่า และมันดูเป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อคนพูดยิ้มเจื่อนส่งให้คนที่เพิ่งเดินออกจากห้องด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวที่ยังค้างอยู่บนสีหน้า


 

            ไฮบ์ตระกูลหมาป่าดูตกใจไม่น้อยที่ออกมาพบกับแขกมิได้รับเชิญ ซ้ำยังเป็นคนที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นในบริเวณนี้ยามวิกาลด้วยแล้ว กระนั้นซากานก็หงุดหงิดเกินกว่าจะต่อบทสนทนาด้วย เขามีเรื่องให้คิดและจัดการมากพอแล้ว


 

            การที่ตัวปัญหาอีกหนึ่งมาเยือนถึงหน้าห้อง


 

            ก็ปล่อยให้ตัวปัญหาในห้องนั่นจัดการไปแล้วกัน


 

            ซากานเดินผ่านหน้าอาซาเอลและยูมิลไปโดยไร้คำทักทายหรือคำถาม แต่นั่นก็ทำให้อาซาเอลโล่งใจพอสมควร เขาไม่อยากอธิบายอะไรให้ใครฟังอีกแล้ว


 

            “งั้นฉันไปก่อนนะ”ยูมิล


 

            ไฮบ์หนุ่มที่สับสนไม่น้อยกับเหตุการณ์เมื่อครู่โบกมือลาเพื่อนสมัยเด็กก่อนจะเดินกลับไปตามโถงทางเดิน ห้องพักของเขาอยู่ชั้นบนจึงต้องย้อนกลับไปที่บันได ทำให้เขาต้องเดินตามหลังชายผู้ฉุนเฉียวอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนซากานจะเดินลงไปชั้นล่าง อาจจะไปสงบสติที่สวนชั้นสี่หรืออะไรก็ตามแต่ ยูมิลไม่ใคร่อยากสนใจมากนักหรอก


 

            ปัญหาของพวกหมาป่า จิ้งจอกอย่างเขาไม่อยากวุ่นวายด้วยสักเท่าไร


 

            เอาไงดี


 

          อาซาเอลถามตัวเองในใจขณะมองบานประตูที่แง้มไว้เล็กน้อยด้วยซากานรีบร้อนจากไปทั้งที่ประตูยังปิดไม่สนิทดี


 

            มือเรียวกำขึ้นหมายจะเคาะลงอีกครั้ง


 

            ก่อนจะต้องหยุดชะงักเป็นครั้งที่สอง


 

            ด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ลอดออกมาจากด้านใน


 

            “นายอาจคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่มันคือการช่วยคนอื่น แต่ในสายตาฉันมันไม่ใช่แบบนั้นเลยดาเนียล นายกำลังทำร้ายจัสติน ทำร้ายซากาน และทำร้ายตัวเอง”


 

            เสียงทุ้มต่ำที่อาซาเอลไม่คุ้นหูดังขึ้นพร้อมการเรียกชื่อที่แสดงความสนิทสนม


 

            “ผิดแล้วคาเดียส ไม่ใช่แค่ตอนนี้ที่ผมทำร้ายพวกเขา อันที่จริงผมทำมาตลอด ทำร้ายพวกเขามาตลอด นับตั้งแต่วันที่ผมทำพันธะสัญญาบ้านั่น”



เสียงที่ตามมาย้ำชัดว่าคู่สนทนาของชายปริศนาคือคนที่อาซาเอลรู้จักดี


 

“หรือพี่จะบอกว่าพันธะนั่นเป็นเรื่องถูกต้อง ตัวพี่เองควรจะรู้ดีที่สุดว่ามันเลวร้ายเพียงใด”


 

“เราค่อยคุยกันตอนที่นายใจเย็นกว่านี้และสภาพร่างกายพร้อมกว่านี้ก็แล้วกัน ถ้าไม่อยากไปเจอจัสติน ก็นอนพักเสีย ทำให้ตัวเองแข็งแรงโดยเร็ว”


 

บทสนทนาเงียบลง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังชัดขึ้นด้วยเจ้าของเสียงนั้นกำลังเข้ามาใกล้ประตู


 

            อาซาเอลถอยห่างออกมา


 

            เมื่อประตูเปิดออก เขาก็พบว่าคนที่เรียกคาดิเนียลว่าดาเนียล และถูกไฮบ์หนุ่มเรียกว่าพี่นั้นเป็นคนที่เขาเคยเห็นหน้ามาแล้วหลายหน ทว่าไม่เคยสนทนากันเลยสักครั้ง

 


            ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าเป็นรุ่นพี่ที่อยู่กลุ่มเดียวกับเจอาฮาล เพียวหนุ่มต้นแบบผู้ที่แจนิวาลสรรเสริญเสียเกือบเป็นสมมติเทพ


 

            หากเจอาฮาลอบอุ่นดุจพระอาทิตย์ยามเหมันต์แล้วล่ะก็ คนๆนี้ก็ให้ความรู้สึกน่ายำเกรงอย่างประหลาดราวกับอาซาเอลกำลังยืนอยู่หน้ากำแพงสูงใหญ่ที่เขาไม่มีวันก้าวข้ามไปได้


 

            เป็นผู้มีความสามารถ และเดินอยู่บนเส้นทางของผู้ที่จะก้าวขึ้นมามีอำนาจในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย


 

            และที่สำคัญ


 

            คนๆนี้สามารถทำให้อาซาเอลปวดลึกในอกได้อย่างไร้สาเหตุ


 

            คล้ายกันกับที่น้องชายของเขาทำได้


 

            เพียงแต่คาดิเนียลก่อให้เกิดความรวดร้าวที่ลึกล้ำกว่าเท่านั้น


 

            “มาเยี่ยมดาเนียลรึ เข้าไปสิ”


 

            เด็กหนุ่มพยักหน้ารับอย่างคนลืมวิธีออกเสียง รอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมาช่วยให้อาซาเอลพอจะก้าวขาผ่านประตูเข้าไปได้ หากรุ่นพี่ร่างใหญ่ยังตีสีหน้านิ่งเช่นเดิมเกรงว่าอาซาเอลจะได้ล้มพับลงไปกองกับพื้นด้วยความประหม่า


 

            ทรานส์หนุ่มเข้ามาในห้องที่หมายจะเคาะขออนุญาตอยู่หลายหน เจ้าตัวยังคงมึนงงไม่ต่างอะไรกับเจ้าของห้องที่นั่งอยู่บนเตียงและมองแขกผู้มาใหม่ราวกับตนเองกำลังเห็นภาพหลอน เสียงเดียวที่เกิดขึ้นคือเสียงประตูที่ปิดลงด้วยคนด้านนอกช่วยผลักปิดให้


 

            อาซาเอลประหม่าเกินกว่าจะสังเกตเห็นประกายวาบหนึ่งที่ฉายขึ้นในดวงตาของคาเดฮัส


 

            และแมวหนุ่มก็สับสนเกินกว่าจะทันเห็นปากบางของเจ้าของห้องที่ขยับเป็นคำพูดไร้เสียง


 

            ฝันอยู่หรือเรา


 

          คาดิเนียลหลุดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อรู้ตัวว่าเผลอคิดอะไรไร้สาระ ก็เห็นอยู่ว่าแมวดื้อ ของเขากำลังยืนงกๆเงิ่นๆพยายามจัดระเบียบร่างกายไม่ให้เกะกะแต่ยิ่งทำก็ยิ่งดูงุ่นง่านชอบกล สักพักใบหน้าคมนั่นก็เริ่มเหยเกเหมือนอยากจะร้องไห้เสียแล้ว

 


            ที่คาดิเนียลเผลอตั้งคำถามกับตัวเองก็ด้วยช่วงนี้อาซาเอลเอาแต่หลบลี้หนีหน้าเสียจนเขาต้องวิ่งตามให้วุ่น ทุกครั้งที่เจอกันเจ้าของดาวสามดวงบนแก้มซ้ายก็แสดงอาการคล้ายเจอของแสลง พาลจะพองขนขู่ฟ่อใส่เขาไปเสียทุกครั้ง


 

            อยากจะคุยด้วยดีๆก็กลับกลายเป็นการก่อกวนอารมณ์ไปทุกที


 

            ใครจะคิด


 

            ว่าจู่ๆแมวตัวนั้นจะมาหาเขาถึงห้องนอน


 

            แสงสลัวจากดวงไฟเวทย์เพียงดวงเดียวในห้องอาจช่วยซ่อนสีหน้าของเจ้าของห้องไว้ได้ แต่ไม่อาจซ่อนเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ


 

            เสียงหัวเราะของเจ้าของห้องช่วยให้สติของแขกผู้มาเยือนกลับเข้าที่เข้าทางขึ้นมาบ้าง อาซาเอลสูดหายใจเข้าลึก ความคิดในหัวแล่นพล่านเพื่อหาถ้อยคำทักทายที่เหมาะสม


 

            เขาจะไม่ยอมพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง


 

            การเอ่ยทักทายแล้วจบด้วยรอยยิ้มเจื่อนสนิทน่ะแค่ครั้งเดียวก็เกินพอ


 

            อาซาเอลกำลังคิดหนัก และระหว่างที่กำลังค้นคลังคำศัพท์ในสมอง การขยับตัวของเจ้าของห้องก็ทำให้ทรานส์หนุ่มโพล่งคำที่แย่ที่สุดออกมา


 

            “ไง”


 

            อาซาเอลเบิกตาโต เกือบจะยกมือตะปบปากตัวเองอยู่รอมร่อ


 

            ไงอะไรกันล่ะเจ้าคนบื้อ!


 

            โธ่เอ๋ย นี่มันไร้รสนิยมเสียยิ่งกว่ารอยยิ้มจืดเจื่อนที่ส่งให้ซากานเสียอีก


 

            ไอ้คำทักทายแบบที่คนตรงหน้าชอบใช้ แถมตัวเขาเองก็แสนจะเกลียดนั่นน่ะ


 

            ไปตายซะอาซาเอล!


 

            คาดิเนียลเลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับคำทักทายที่ได้ยิน ท่าทางของแขกร่างโปร่งที่เหมือนจะเริ่มบทสนทนาไม่ถูก ทำให้เจ้าของห้องลอบยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะช่วยเริ่มบทสทนาให้ เผื่อว่าเจ้าของร่างผอมสูงนั่นจะคลายความประหม่าลงได้บ้าง


 

            “ครับ”

“คุณดีขึ้นแล้วหรอ”


 

ทอดสายตาอ่อนโยนมองคนที่ยืนอยู่หน้าประตู จงใจสบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทที่กำลังสั่นไหวน้อยๆ ครั้งสุดท้ายที่ไฮบ์หนุ่มจ้องมองดวงตาคู่นี้ คือตอนที่อาซาเอลกำลังยืนหน้าซีด เหงื่อกาฬชุ่มไปทั้งตัวด้วยตั้งอกตั้งใจเปลี่ยนใบไม้ให้เป็นทอง


 

คาดิเนียลไม่ปฏิเสธ ว่าภายใต้ความห่วงใยที่มีให้คนดื้อดึง มีความหลงใหลแฝงอยู่อย่าท่วมท้น


 

แมวยิ่งดื้อ


 

ก็ยิ่งน่ารัก


 

แต่ไม่ใช่กับแมวทุกตัวหรอกนะ แค่แมวตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้นล่ะ


 

            “ผมหรอ”อาซาเอลชี้หน้าตัวเองอย่างสับสน เพราะตอนนี้เขาคือคนเยี่ยมไข้ และคาดิเนียลคือคนป่วย เหตุใดฝ่ายถูกถามไถ่กลับเป็นตัวเขาไปเสียได้


 

            “ครับ คุณนั่นแหละ”

 


            คนป่วยเอ่ยถามคนมาเยี่ยมไข้ซ้ำด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มไม่เปลี่ยน แม้บทบาทจะดูกลับทิศกลับทางกันอยู่สักหน่อย แต่สำหรับคาดิเนียลแล้วภาพที่อาซาเอลล้มพับลงไปยังติดอยู่ในความรู้สึก เด่นชัดพอๆกับความเจ็บปวดที่แล่นขึ้นมาพร้อมๆกัน และบัดนี้คนที่น่าจะนอนซมอยู่บนเตียงเพราะใกล้ลอสกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขา


 

            เช่นนี้ คาดิเนียลยิ่งมั่นใจเข้าไปอีก ว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนเขาไม่อาจกดกลั้นเสียงร้องเอาไว้ได้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะอาซาเอล แม้จะไม่มั่นใจนักเพราะเขาไม่รู้สึกสักนิดว่าอาซาเอลพยายามขโมยพลังเวทย์ของเขาไป กลับเป็นพลังเวทย์ของเขาเอง ที่ดิ้นรนจะไปหาคนดื้อดึงฝืนตัวเกินจำเป็น


 

            เหมือนกับเมื่อครั้งทดสอบเข้าเรียนไม่มีผิด


 

            ทว่าครั้งนี้เขาทรมานกว่ามาก เพราะสภาพร่างกายของเขาไม่พร้อมจะแบ่งปันพลังชีวิตให้ใคร แน่นอนว่าไฮบ์หนุ่มไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเกี่ยวกับอาซาเอลออกไปให้เพื่อนสนิทหรือพี่ชายฟัง ทั้งคู่คิดแต่เพียงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพลังเวทย์ของเขาแปรปรวนอย่างเช่นทุกที


 

            ยามเมื่อใกล้คืนพระจันทร์สีเลือดเช่นนี้


 

            “ผมดีขึ้นแล้ว ไม่งั้นคงไม่มาถึงนี่หรอก”คนอวดดีเอ่ยราวกับคำถามของคาดิเนียลช่างไร้สาระเหลือเกิน ก่อนดวงตาคมสวยจะปรายมองเจ้าของห้อง สีหน้าของคนปากไม่ตรงกับใจอ่อนลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามกลับ “ว่าแต่คุณเถอะ เห็นว่าร้องเสียลั่น เป็นอะไรล่ะ”อาซาเอลขยับเข้ามาใกล้เตียงที่มีคาดิเนียลนั่งอยู่ก่อนจะมองสำรวจคนตรงหน้า ใบหน้าได้รูปนั่นซีดเซียวและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

 


            คำถามนั้นทำให้คาดิเนียลตอบข้อสงสัยในใจได้ว่าอาซาเอลมาถึงนี่ด้วยเหตุผลใด

 


            ก็ไม่อยากเข้าข้างตัวเองนักหรอก

 


            แต่ดูเอาเถิด


 

            สีหน้าแววตาของคนตรงหน้าบ่งบอกว่าห่วงเขาเสียเต็มประดา ชัดเจนเสียจนคนเจ้าเล่ห์อยากจะแกล้งสำออยให้อีกคนเอาใจ เช่นนี้ทรานส์ตัวน้อยคงพอรู้อยู่บ้างว่าเขาร้องลั่นเพราะอะไร


 

            แบบนี้คงไม่ผิดใช่ไหม หากเขาจะขอให้อาซาเอลรับผิดชอบเสียหน่อย


 

            ไม่ทันไรความคิดของหมาป่าหนุ่มก็ออกมาเป็นการกระทำ คาดิเนียลแสร้งถอนหายใจด้วยใบหน้าอ่อนแรง เหลือบมองคนที่ขยับเลิ่กลั่กเข้ามาใกล้เขาทีละน้อย


 

            จะนั่งลงบนเตียงก็ประหม่า แต่จะยืนอยู่ไกลๆก็กลัวอีกคนจะเป็นอะไรไปแล้วช่วยไม่ทัน


 

            “ไหวไหมเนี่ย คุณดูแย่กว่าที่ผมคิดไว้”


 

            สีหน้าเป็นกังวลของอาซาเอลทำให้คาดิเนียลรู้สึกผิดอยู่หน่อยที่เล่นกับความรู้สึกห่วงใยของอีกฝ่าย


 

            สภาพของเขาตอนนี้คงเล่นบทคนป่วยหนักได้สมบทบาท ไฮบ์หนุ่มรู้ตัวดีว่าเขาดูย่ำแย่เพียงใด ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์เมื่อกลางวัน แต่เพราะเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านั้นมาก


 

            ภายใต้ท่าทีของไฮบ์หนุ่มผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเวทย์และความสามารถที่ทำให้ใครต่อใครหวาดหวั่น มีบางอย่างกำลังค่อยๆแตกสลายราวกับนับถอยหลังรอวันแตกดับ


 

            ของที่ไม่สมบูรณ์ สักวันก็คงต้องหายไป


 

            “ผมดูแย่มากเลยหรอ”คาดิเนียลเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบางๆที่แต้มบนริมฝีปากแห้ง ยิ่งอาซาเอลมีท่าทีห่วงใยชัดเจนเท่าไร ก็ราวกับเรื่องร้ายๆที่เผชิญอยู่จะเบาบางลงเท่านั้น


 

            คาดิเนียลนึกขำกับความคิดของตัวเอง


 

            อาซาเอลพยักหน้าเป็นคำตอบก่อนจะตัดสินใจนั่งลงข้างๆเจ้าของห้อง น้ำหนักที่ทิ้งลงไปทำให้ที่นอนยวบลงตามแรง ในอกของทรานส์หนุ่มวูบโหวงตามลงไปด้วย เพราะเมื่อลองนึกย้อนดูแล้วเขาแทบไม่เคยเป็นฝ่ายเข้าใกล้หมาป่าหนุ่มก่อนเลยสักครั้ง


 

เว้นก็แต่เมื่อครั้งภารกิจแรก ที่เขาทำอะไรลงไปด้วยความคิดอยากเอาชนะ


 

            สัมผัสร้อนที่ริมฝีปากพลันชัดขึ้นมาอีกครั้งจนทรานส์หนุ่มเผลอกัดริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัว


 

            คาดิเนียลยิ้มบางๆให้คนที่มองเขาด้วยสายตาหลากความหมาย อาซาเอลเก็บอารมณ์ได้ไม่ดีนัก คาดิเนียลจึงเข้าใจในทันทีว่าหน้าบึ้งตึงของอีกคนเกิดจากความเป็นห่วงเขาจนหงุดหงิดใจ


 

            น่ารักอีกแล้ว


 

            ทว่าจู่ๆใบหน้าที่เขามองอยู่ก็เริ่มขึ้นสีระเรื่อ ยิ่งฟันขาวเริ่มขบริมฝีปากบางของตัวเองก็ยิ่งกระตุ้นให้หมาป่าหนุ่มนึกสงสัยว่าแมวดื้อของเขากำลังคิดอะไรอยู่


 

            ด้วยระยะห่างแค่นี้


 

            ตั้งใจจะทำให้เขาปั่นป่วนหรือไงกัน


 

            หนึ่งไฮบ์และหนึ่งทรานส์ถูกความเงียบกลืนกิน ก่อนที่อาซาเอลจะขยับตัวด้วยความอึดอัด


 

            คราวนี้คาดิเนียลทำเพียงเลิกคิ้ว เขาไม่ยอมเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาอย่างทุกที การมองอีกฝ่ายรบรากับตัวเองก็เพลินดีเหมือนกัน


 

            อาซาเอลหายใจเข้าลึก


 

            “คาดิเนียล”


 

            “ครับ”


 

            การตอบชัดถ้อยชัดคำทำเอาคนเรียกสะดุ้งเสียเอง


 

            “ผมเป็นคนทำให้คุณเจ็บหรอ”ถามออกไปด้วยสีหน้ากล้าๆกลัวๆ


 

            อย่างไรเสีย อาซาเอลก็อยากได้รับการยืนยันว่าอาการของคาดิเนียลนั้นมีตนเป็นต้นเหตุ


 

            “ถ้าคุณหมายถึง คุณดึงพลังเวทย์ของผมไปใช้เพื่อไม่ให้ตัวเองลอส ทำให้พลังเวทย์ของผมแปรปรวนจนสร้างความเจ็บปวดให้ผมล่ะก็”ไฮบ์หนุ่มลอบมองคนที่กลั้นหายใจรอคำตอบก่อนจะแย้มยิ้มกว้างจนตาเรียวกลายเป็นขีดอย่างทุกที ก่อนจะไขข้อข้องใจให้ทรานส์หนุ่ม “ใช่แล้ว คุณเอาแต่ใจอย่างทุกที เพียงแต่ครั้งนี้ผมไม่ทันได้ตั้งตัว”


 

            คาดิเนียลละเหตุผลเกี่ยวกับร่างกายของเขาเอาไว้ อาซาเอลไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนั้น


 

            เพราะเพียงแค่นี้ แมวดื้อที่เอาแต่ใจอย่างทุกที ก็หน้าม้อยเสียจนน่าสงสาร


 

            อาซาเอลนึกก่นด่าตัวเองอยู่ทุกครั้งที่รับน้ำใจจากไฮบ์หนุ่มยามเมื่ออีกฝ่ายหยิบยื่นพลังเวทย์มาให้ ว่าสักวันคงย่ามใจจนลำบากเมื่อไม่มีคาดิเนียลคอยช่วยเหลือ

 


            ใครจะคิด ว่าคนลำบากกลับเป็นฝ่ายนั้น


 

            “ขอโทษ”


 

            คาดิเนียลนึกขอบคุณดวงไฟเวทย์ในห้องที่ส่องแสงสว่างสีส้มอ่อน ตัดกับแสงจากพระจันทร์ดวงโตภายนอกที่ลอยเด่นอยู่เหนือหอพักปีกตะวันตกเช่นทุกคืน เพราะมันทำให้เขาเห็นดวงตาคมที่ช้อนมองอย่างรู้สึกผิด แสงสีอ่อนตกกระทบเสี้ยวหน้าอีกฝ่าย ทำให้เห็นน้ำตาที่คลอหน่วยเป็นประกายราวอัญมณี มือเรียวกำแน่นอยู่บนตักอย่างพยายามห้ามไม่ให้ความรู้สึกหยดลงอาบแก้ม


 

            ขอโทษด้วยสีหน้าแบบนี้ ใครจะไปโกรธลง


 

            อาซาเอลนั้นเกลียดนักกับการเป็นภาระของคนอื่น ยิ่งอีกฝ่ายต้องมาเจ็บเนื้อเจ็บตัวแบบนี้ ความรู้สึกผิดจึงเริ่มกลั่นตัวเป็นหยดน้ำใสเคลือบดวงตาสวยเอาไว้


 

            เชื่อเถิดว่าหากคนตรงหน้าเป็นเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว แมวหนุ่มคงโยเยไปพลางเอ่ยขอโทษไปพลางอย่างไม่อาย


           

            แต่สำหรับคาดิเนียลแล้ว เขาไม่อยากแสดงท่าทีอ่อนแอใดๆให้เห็นอีก เพราะคนตรงหน้าเห็นความอ่อนแอของเขาบ่อยเหลือเกิน เกินกว่าคนถือดีอย่างอาซาเอลจะยอมให้ใครเห็นได้ขนาดนี้


 

            “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เป็นอะไร แค่คุณไม่ลอสต่อหน้าทุกคนก็ดีแล้ว”มือใหญ่ยกขึ้นลูบลงบนกลุ่มผมนุ่มอย่างลืมตัว เกือบจะ

ชักมือกลับเพราะกลัวอีกฝ่ายจะหงุดหงิด


 

ทว่าอาซาเอลยามเมื่อรู้สึกผิดนั้นออดอ้อนเกินกว่าที่คาดิเนียลจะรู้หรือจินตนาการได้


 

มือเรียวยกขึ้นจับมืออุ่นที่ลูบหัวตัวเองอยู่ลงมากุมไว้แน่นก่อนจะเขย่าขึ้นลงอย่างลนลาน


 

“ผมไม่ได้ตั้งใจนะ คุณเจ็บมากรึเปล่า แจนิวาลบอกว่าคุณร้องดังลั่นจนซากานกับอัยต้องแบกออกไป”


           

            ถ้าถามว่าเจ็บมากไหม


 

            ก็มาก


 

            ไม่งั้นคงไม่ร้องเหมือนสัตว์ป่าบาดเจ็บขนาดนั้น


 

            แต่จะให้ตอบแบบนั้นอาซาเอลคงร้องไห้แน่


 

            “ก็ไม่ขนาดนั้น นี่ไง ผมไม่เป็นอะไรแล้ว”ว่าพลางยกมือนุ่มทั้งสองข้างขึ้นมาให้ฝ่ามือร้อนทาบลงบนแก้ม ก่อนจะดึงลงให้แปะลงกับอก เป็นการพิสูจน์ว่าร่างกายของเขายังครบสามสิบสอง


 

            จะบอกว่าหาเศษหาเลยกับสัมผัสนุ่มของมือเรียวก็ไม่ผิดนัก เขาเป็นหมาป่า นิสัยเจ้าเล่ห์นั้นมาจากสัญชาตญาณ


 

            ทำใจไว้ว่าอาจจะโดนฟาดเสียสักทีสองที แต่กลับผิดคาด


 

            “ไม่เจ็บแล้วจริงๆใช่ไหม ถ้าคุณเจ็บต้องบอกนะ”เสียงไม่ทุ้มไม่แหลมของคนตรงหน้ากดต่ำลงราวกับผู้ใหญ่กำลังจับผิดเด็กโกหก ทว่าสีหน้าของทรานส์หนุ่มไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด


 

            น่ารักเสียด้วยซ้ำไป


 

            คาดิเนียลเกือบจะเอ่ยย้ำว่าเขาไม่เป็นอะไร แต่ก็ชะงักปากเอาไว้เมื่อได้ยินประโยคต่อมา

 


 “คุณหมอชาร์ลเคยบอกว่าการกอดเป็นการรักษาอย่างหนึ่ง เพราะงั้น ถ้าคุณยังเจ็บอยู่ ผมจะกอดให้นะ”


 

แม้ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาจะราวกับเชื้อเชิญอยู่ในที ทว่าสีหน้าและแววตาของทรานส์หนุ่มก็ใสซื่อจนคาดิเนียลนึกก่นด่าความคิดชั่วร้ายของตนเองอยู่ในใจ


 

ครั้งหนึ่งเมื่ออาซาเอลเคยไปนั่งเล่นที่ห้องพยาบาลเพื่อก่อกวนหมอชาร์ลและพูดคุยกับแบคอนอย่างเคย วันนั้นอาจารย์หนุ่มร่างเล็กของเขาบ่นปวดหัวเพราะกังวลเรื่องงานเสียจนอาซาเอลยังนึกเป็นห่วง จนกระทั่งอาจารย์ประจำห้องพยาบาลดึงแบคอนเข้าไปกอดเสียแน่นจนคนตัวเล็กโวยวายลั่น อาซาเอลเองก็ถึงกับทำตัวไม่ถูกกับภาพตรงหน้า


 

ตกใจอะไรกัน การกอดเป็นการรักษาอย่างหนึ่งนะครับ มันช่วยลดความเครียดและอาการเจ็บปวดได้นะ


 

อาซาเอลได้รับความรู้ใหม่จากหมอชาร์ล และจดจำมาตั้งแต่วันนั้น ว่าการกอดเป็นการรักษาทางหนึ่ง


 

ก็มีเพียงหมอชาร์ลเองกับแบคอนที่รู้จักอีกคนดีกว่าใคร ที่รู้ว่าคนตัวโตก็แค่พูดออกไปเพราะอยากหาเรื่องกอดคนตัวเล็กต่อหน้าลูกศิษย์คนโปรดที่ชอบทำตัวติดกับผู้ผูกพันธะของเขาจนน่าหงุดหงิดก็เท่านั้น


 

ใครจะคิดว่าแมวหนุ่มที่ทำสีหน้ากรุ้มกริ่มอยู่เสมอจะซื่อจนเชื่อไปตามนั้น


 

การกอดจะรักษาได้จริงหรือไม่คงต้องหาผลการวิจัยรองรับ


 

แต่การกอดจากคนที่เรารักนั้นช่วยแบ่งเบาความหนักอึ้งในใจได้จริง


 

แบคอนยืนยัน


 

และอีกไม่นานนี้ก็คงมีคนเห็นด้วยเพิ่มมาอีกเสียง


 

“งั้นช่วยกอดผมหน่อยได้มั้ยครับ ตอนนี้ยังรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่นิดหน่อย”


 

ความเจ้าเล่ห์มันเป็นสัญชาตญาณของหมาป่าจริงๆนั่นล่ะ


 

แต่ดูเหมือนแมวตัวน้อยจะไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนั้นเอาเสียเลย


 

ยามเมื่อแขนผอมบางยกขึ้นโอบกอดรอบไหล่หนา ดึงคนตัวโตกว่าให้เข้ามาซบบนไหล่แคบๆของตน มือเรียวตบปุๆลงบนหลังราวกับกล่อมเด็กตัวน้อยที่โยเยเพราะอาการเจ็บป่วย หมาป่าหนุ่มทำได้เพียงยกแขนขึ้นกอดรอบเอวบางและกระชับให้ร่างกายของคนทั้งคู่แนบชิดกันมากขึ้น


 

กลิ่นกายหอมๆของทรานส์ที่กอดเขาอยู่นั้นชวนให้ความคิดล่องลอยไปไกล แต่การกอดของอาซาเอลกลับบริสุทธิ์เกินกว่าที่คาดิเนียลจะทำให้แปดเปื้อนได้


 

เอาเถิด


 

เพียงแค่นี้เขาก็รู้แล้วว่า ทฤษฎีของหมอชาร์ลนั้นเป็นจริง


 

ราวกับหินหนาหนักที่วางทับตัวเขาไว้ถูกยกออกไป เหลือเพียงสัมผัสอุ่นๆจากอุณหภูมิร่างกายของคนผอมบาง


 

มันแตกต่างจากการชดเชยกันด้วยพลังเวทย์


 

มันคือการซ่อมแซมกันผ่านความรู้สึก


 

ขอบคุณนะ อาซาเอล


 

เสียงทุ้มที่ก้องขึ้นในหัวทำให้อาซาเอลระบายยิ้มก่อนจะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก


 

ไม่รู้หรอกว่าคนตัวโตในอ้อมกอดของเขานั้นเพียงเจ็บปวดที่ร่างกาย หรือกำลังทุกข์ทรมานที่จิตใจ จากคำโต้เถียงระหว่างคาดิเนียลกับซากาน และถ้อยคำของรุ่นพี่คนนั้น ก็มากพอจะทำให้อาซาเอลรู้ว่าคาดิเนียลเองก็มีเรื่องให้ขบคิดอยู่เช่นกัน


 

หวังว่ากอดของเขาจะแบ่งเบาได้สักทางหนึ่ง


 

เหมือนกับที่สัมผัสอุ่นซึ่งกอบกุมมือของเขาไว้ในห้องสมุดวันนั้นช่วยซ่อมแซมบางส่วนที่แตกสลายมาเนิ่นนานในจิตใจของเขา

 





 

ความอดทนของคนนั้นมีขีดจำกัด


 

และคาดิเนียลก็ไม่คิดว่าเขาจะทนต่อผิวเนื้อนุ่มๆ กลิ่นหอมๆ และเสียงงึมงำในลำคอของคนในอ้อมกอดมาได้นานขนาดนี้


 

“อาซาเอล”เสียงทุ้มดังขึ้นชิดริมหูทำให้ทรานส์หนุ่มปรือตาที่หลับพริ้มขึ้นมา


 

“หืม”ขานตอบด้วยน้ำเสียงคล้ายคนละเมอ


 

ใช่


 

อาซาเอลกำลังจะหลับ


 

ดูเหมือนตัวเขาเองก็กำลังถูกเยียวยาด้วยเหมือนกัน


 

ความอบอุ่นจากร่างกายของคาดิเนียลกำลังกล่อมให้เปลือกตาของเขาหนักอึ้งขึ้นทุกที



 

“คืนนี้”


“นอนที่นี่ได้มั้ย”


 

ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร เพราะอาซาเอลก้าวเข้าใกล้แดนฝันเกินกว่าจะประมวลผลคำพูดของคาดิเนียลได้ และแน่นอนว่าทรานส์หนุ่มไม่แม้แต่จะรู้สึกถึงความแตกพร่าในน้ำเสียงของไฮบ์ตระกูลหมาป่าที่ความอดทนใกล้ถึงขีดจำกัด


 

ร่างบางทำเพียงขยับเข้าหาความอบอุ่นจากร่างกายของไฮบ์หนุ่ม ซุกหากลิ่นหอมราวกับผ้าที่เพิ่งตากแดดเสร็จใหม่ๆ เป็นกลิ่นที่ชวนให้คิดถึงเหลือเกิน


 

“อืม”


 

เสียงครางในลำคอของคนที่เข้าสู่ภวังค์ฝัน ถือเป็นคำตอบตกลง


 

คาดิเนียลมองคนในอ้อมกอดด้วยสายตาหลากความหมาย ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วจัดที่จัดทางให้อีกคนนอนสบาย โดยมีตัวเขาเองที่หันหน้าเข้าหาและนอนมองหน้าคนที่หลับตาพริ้ม ผ่อนลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าหลับสนิทไปแล้ว


 

ให้ตายเถิดคาดิเนียล


 

            สาบานเลยว่าตอนเอ่ยปากชวนให้นอนด้วยกัน ไม่ได้หมายถึงเขานอน ส่วนเราตื่นเต็มตาแล้วมานอนมองหน้าเขาแบบนี้แน่ๆ


 

            แบบนี้ใครจะหลับลง


 

            ที่น่าสงสัยคือเจ้าแมวดื้อของเขาหลับลงได้ยังไง ในห้องของเขา บนเตียงของเขา โดยมีเขาอยู่ด้วย


 

            นิ้วเรียวจิ้มลงบนกลุ่มดาวสามดวงบนแก้มนุ่มด้วยความมันเขี้ยว


 

            เกินไปแล้วอาซาเอล


 

            คุณนี่มันเกินไปจริงๆ







โอยยยย สงสารคุณเขานะคะ โดนแมวหลับใส่ 5555555555555555555 


ไม่ใช่แค่คาดิเนียลหรอกที่ค้าง แหนะ มีคนค้างด้วยอ่ะดิ 


รอก่อนนะ คนแต่งหวงลูกค่ะ ยังไม่ยกแมวให้ใครง่ายๆ อิอิ


ว่าแต่คุณหมาป่าเขาใช้คำว่าน่ารักเปลืองมากค่ะ ชมแมวบ่อยไปมั้ยอ่ะคุณ หลงมากมั้ยเนี่ย เฮ้อ เราก็หลงเหมือนกัน




TIP

ศจ.เทนไฮม์



มอร์แกน


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 348 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,402 ความคิดเห็น

  1. #2371 applepie13 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 02:53
    เพิ่งเข้าใจอีกความหมายของคำว่าผู้รักษาสมดุล ไม่ใช่แค่รักษาความสมดุลของพลังเวทย์แต่ความสัมพันธ์ก็สำคัญเช่นกัน มันลึกซึ้งงงงง แต่ดูท่าแล้วเจ้าหมาไม่น่าหลับลง ตื่นมาอาการแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำนะน่ะ5555555555
    #2,371
    0
  2. #2017 No10051 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:29
    ปมเยอะยังไม่เท่ากับเรารู้เรื่องของอาซาเอลเยอะจนแทบจะทะลุปรุโปร่ง รู้เรื่องของผู้รักษาสมดุลรู้เรื่องความลับตั่งต่าง แต่เราแทบไม่รู้จักอะไรกับดีนเลย ปมดีนเผยมาแค่นิดเดียวคือปมเกี่ยวกับอาซาเอลกับมีเขี้ยวเท่านั้นเอง

    ดีนนิสัยยังไงยังมองเห็นไม่ชัดเลย แต่ดันไปรู้นิสัยของตัวละคนอื่นมากกว่าอย่างไคมัส แบคอน ชาร์ล

    ยกเว้นดีน เราเดาทางไม่ถูกเลยแม้แต่อายุยังไม้รู้ ตระกูลดังตระกูลใหญ่ แต่ตระกูลนี้เป็นยังไงก็ยังไม่รู้

    ดีนเข้าหาอาซาเอลเพราะอะไรนอกจากสนใจอยากเอาชนะเท่าที่รู้ในตอนแรก ไว้ใจได้แค่ไหน

    จริงๆแล้วดีนต้องการอะไร

    ดีนชอบไม่ชอบอะไร(นอกจากชอบพีช) เรายังไม่ร฿เลย แล้วดีนมีพลังแบบไหนใช้ยังไง มีข้อจำกัดอะไรหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ คนที่ลึกลับกว่าใครสำหรับเราแล้วก็คงเป็นดีนนี่แหละ
    #2,017
    0
  3. #1990 Aommma16 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 09:44
    ขนลุกอ่ะ ปมในอดีตเยอะมาก ลุ้นมากเลย แต่คาดิเนียลนี่หลงอาซาเอลเอาเรื่องเลยนะ คำก็น่ารักสองคำก็น่ารัก เนี่ยโดนแมวตกแล้ว
    #1,990
    0
  4. #1961 mheeknut (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 23:25
    อย่าให้น้องต้องเป็นอันตรายเพราะคนอย่างผู้อำนวยการเลยนะ ทุกคนสู้ๆ
    #1,961
    0
  5. #1960 mheeknut (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 23:19
    เอาล่ะ ปมเยอะจัง ปมในอดีตคืออะไรกันแน่
    #1,960
    0
  6. #1959 mheeknut (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 23:18
    หัวอกคุณแม่กำลังกรีดร้องงงงง ฮอลลลลลลล อ่อนโยน คาดิเนียลในโหมดอ่อนโยนทำระทวยมากๆเลยนะคะ ;—;
    #1,959
    0
  7. #1860 ntknknk (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 22:39
    คุณคะ อ่อนโยนกับใจเราเหลือเกิน คือบับมันนุ่มนิ่มไปหมดเบย เอ็นดูยัยหนูอาซาเอลเขานะคะ
    #1,860
    0
  8. #1845 เฌอแตมเป็นแมว (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 17:58
    งู้ยยยยย หนูลูกกก น่าเอ็นดูเหลือเกินนนนน เป็นห่วงเลยมาหาแต่ก็ดันมาหลับใส่เขาอีก 55555555 แต่อยากรู้ปมแล้วอ่า 4ปีก่อนเกิดอะไรขึ้นน้าา ฮือออออออ
    #1,845
    0
  9. #1839 aimo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 01:43
    เจ้าแมวรู้สึกผิดถึงขนาดต้องมาดู... ค่ะ มาหลับใส่เขาอีก หนูลู๊กกก นั้นหมาป่าาาาา
    #1,839
    0
  10. #1790 sebartain (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 22:27
    หนูเขิน! เกินไปปปปปปน่รีะกไปแล้วงงง
    #1,790
    0
  11. #1786 heutesprecheich (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 03:08
    น่ารักมาก ร้องไห้ละนะคะ ฮือๆๆ ;-;;;
    #1,786
    0
  12. #1723 A-minus (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 16:35
    อาซาเอลน่ารักกกกกก แงงง อยากหอมหัวจังค่ะ ส่วนมินาคัส สู้ๆนะน้อง น่าจะมีอะไรในใจอยู่เยอะเลย ;-;
    #1,723
    0
  13. #1717 pa_rarin_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 14:29
    โอ้ยยยยยยยยเขิน อาซาเอลเวล่อ้อนน่ารักมากกก หมาป่าก็เจ้าเล่ห์ดีจริง ฮือดีงาม
    #1,717
    0
  14. #1713 LeafST (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 04:29
    โอ้โห เนื้อเรื่อง เข้มข้นมาก ขยับเข้าใกล้ปมใหญ่แล้ว
    แต่ละคนก็มีเรื่องของตัวเองในใจ รอตัวละครใหม่อยู่นะคะ หมาป่าเคราขาวคนนั้น จะมาตอนไหนนะ มีบทบาทยังไงน้อ เป็นทรานส์ด้วย
    มินาคัสก็เฮ้ออ หนักใจแทน แต่ว่านะ งี้ก็เอาเพียวเป็นเขี้ยวได้สิ อิอิ
    ส่วนในห้องนอนของคาดิเนียลนั้น งื้อออ เขิน
    #1,713
    0
  15. #1700 Kiimiie (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 21:23
    เนื้อเรื่องเข้มข้นมากค่ะขออนุญาตกรี๊ด
    #1,700
    0
  16. #1691 Araceze (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 กันยายน 2561 / 15:19
    ไม่ไหวค่า เจ้าเหมียวอ้อนเก่งโดนไม่รู้ตัวมากๆ แบบนี้หมาป่าจะต้านทานไหวมั้ยเนี้ยยยยย
    #1,691
    0
  17. #1646 Yiping98 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 01:40
    อ่านเพลินมากแบบหยุดอ่านไม่ได้เนื้อเรื่องคือดีมากการเรียงเนื้อน่าสนใจมากค่ะทำให้รู้สึกอยากติดตามและอยากอ่านต่อ
    #1,646
    0
  18. #1589 lettuce.platalayleuk (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 02:29
    คือซับซ้อนมากกกกกกก ออมอกอออออออออ จัสตินนี่ซากานชอบแต่ดันเป็นเขี้ยวคาดิเนียลมั้ยยังไง แต่พระนายนี่เจอมาก่อนใช่มั้ยถึงมีพลังอยู่น่ะะะะ แล้วพระจันทร์สีเลือดอี้กกกกกก ทำไมก๊านนนนนนน
    #1,589
    0
  19. #1579 punzeliq (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 15:56
    โอโห ตอนนี้ไม่ไหวค่ะ ต้องเม้นจริงๆ ขออนุญาตกรี๊ดออนไลน์ผ่านทางตัวหนังสือ

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

    ไม่ไหวแล้ววงววววววว
    #1,579
    0
  20. #1578 RealThxnB (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 14:22
    แมมมมม่!!!!!!! เขากอดกันแร้วววว เขานอนด้วยกันด้วยยย แมมม่ หนูไม่ไหววㅠㅠㅠ
    #1,578
    0
  21. #1553 unitboyy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 20:16
    โอเอ็มจีทำไมขี้อ้อนสมเป็นแมวอย่างงี้ เขิลโว๊ยยยยยเขิลลลล เค้ากอดกันแล้วค่ะคุณแม่ รัาสามใสฝสสวว
    #1,553
    0
  22. #1542 มนอจ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2561 / 15:31

    ฮืออออ.. เปงบ้าแล้ววว อาซาเอลน่ารักจังเลย อบอุ่นอ่ะ เจ็บปวดมากๆกับตอนนี้ แต่ก็อบอุ่น

    #1,542
    0
  23. #1532 Slateman_sw (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 16:33
    อาซาเอลน่าเอ็นดูง่ะๆๆ โหเรื่องมันลึกล้ำกว่าที่คิดไว้อีกนะเนี่ยแล้วทำไมภาชนะที่สองของอาซาเอลถึงถูกแทนที่ด้วยพลังของคาดิเนียลอ่ะ ถึงจะค่อยๆ เฉลยปมแล้วแต่ก็แบบนะสงสัยงะ

    อีกอย่างไม่รู้จะเหยียบเรือไหนดีระหว่างมินฮยอนบิน หรือมินฮวาน อุแง้ๆๆๆ
    #1,532
    0
  24. #1518 Yesmyboy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 15:03
    น่ารักมากเลย อาซาเอลตอนเป็นห่วงนี่โคตรน่ารักน่าแกล้ง ดาเนียลมีเขี้ยวอยู่แบ้วใช่มั้ย แล้วร่างกายเป็าอะไรด้วย มินาคัวหาเขี้ยวเถอะขอน้องกลัวจะมีคนรู้ว่าอาซาเอลเป็นภาชนะที่สอง กลัวอาช่าถูกจับ
    #1,518
    0
  25. #1508 Tannx2 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 19:15
    โอ้โห เจ้าเลห์มากเวอร์เลยนคุณหมาป่า น้องแมวเอ้ย ซื่อเกินไปแล้วจ้าสาา
    #1,508
    0