[AU] Produce101 - Your Canine :: เขี้ยว #nielong

ตอนที่ 11 : Chapter 9 :: รายงาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,777
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 270 ครั้ง
    17 ก.ค. 62

            สามวัน

 


            เหล่านักเรียนใหม่ทั้งสี่สิบกว่าชีวิตเหยียบย่างเข้ามาในสถาบันอันดับหนึ่งด้านเวทมนต์ศาสตร์และการใช้ชีวิตได้สามวันแล้ว เป็นสามวันที่ปกติธรรมดากว่าที่อาซาเอลคาดคิดเอาไว้มาก การเรียนการสอนส่วนใหญ่เป็นภาคบรรยายและเป็นไปอย่างเรียบง่าย แม้เนื้อหาในแต่ละวิชาจะน่าสนใจเสียจนอาซาเอลแทบจะรับความรู้ใหม่ปริมาณมหาศาลไว้ไม่ไหว หากแต่เหตุการณ์น่ากลัวต่างๆที่ทรานส์หนุ่มวิตกว่าจะเกิดก็ไม่มีสิ่งใดเกิดแม้แต่อย่างเดียว


 

            ไม่มีใครสงสัยว่าเขาเป็นทรานส์


 

            ไม่มีการล่าเขี้ยวแบบที่คิดไว้


 

            เพียว ไฮบ์ และทรานส์ใช้ชีวิตกลมกลืนกันเสียจนอาซาเอลกลัวว่าตัวเองจะเฉื่อยชากับการระวังภัย


 

            แม้แต่คาดิเนียลและกลุ่มเพื่อนชวนขนคอลุกชันในวันนั้น ช่วงสองสามวันมานี้ก็แทบไม่ได้เจอหน้าหรือสนทนากันเลย รายงานของอาจารย์ชาร์ลก็เลยยังไปไม่ถึงไหน แม้จะโล่งอกที่ไม่โดนตามตื๊อทวงบุญคุณเรื่องพลังเวทย์ หากแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเป็นคลื่นลมสงบก่อนพายุใหญ่หรือไม่


 

            ทุกอย่างสงบเงียบเกินไปจนเกิดตะกอนความสับสนขึ้นภายใน


 

            และแล้ววันที่สี่ของความธรรมดาก็กำลังจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเช่นสามวันที่ผ่านมา


 

“ฉันจะไปห้องน้ำเสียหน่อย พวกนายจะรอหรือจะนำไปก่อน”เสียงแจนิวาลปลุกคนที่จมอยู่กับภวังค์ความคิดให้เงยหน้าขึ้นจากทางเดินมามองเพื่อนสนิท อาซาเอลเพิ่งรู้ตัวว่าตนเดินก้มหน้างุดกอดหนังสือวิชาควบคุมสัตว์เวทย์ที่เซรัลเป็นอาจารย์ประจำวิชาไว้แนบอก เดินต้อยๆตามกลุ่มเพื่อนมาไกลจนเปลี่ยนตึก หากแต่บทสนทนาของเหล่าสหายมิได้เข้าหูเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะมัวแต่ครุ่นคิดว่าตนเองวิตกกังวลกับเรื่องต่างๆมากเกินไปหรือไม่


 

แจนิวาลสบตาเพื่อนตัวสูงแต่ผอมบาง แววตานิ่งสนิทคล้ายปลาตายนั่นทำให้คนตัวเล็กอึดอัดอยู่ไม่น้อย วันนี้ทั้งวันอาซาเอลเงียบผิดปกติ ทว่าคนช่างพูดอยู่ตลอดเวลาก็ไม่กล้าเอ่ยถามเพราะกลัวฤทธิ์ปากกรรไกรของคนตัวบาง ได้แต่เฝ้าสังเกตและเป็นห่วงอยู่ห่างๆ ดูเหมือนมินาคัสก็รับรู้ความผิดแปลกนี้เช่นกันจึงได้ลอบมองผู้ถือสิทธิ์ครอบครองกลุ่มดาวสามดวงอยู่บ่อยครั้ง


 

นี่ถ้าซามูเอลอยู่ด้วยก็คงดี เพราะไม่ว่าเด็กน้อยจะเอ่ยถามอะไรอาซาเอลก็มักจะตอบอย่างอ่อนโยนอยู่เสมอ ไม่ก็เลี่ยงอย่างนุ่มนวล ไม่เคยสักครั้งที่จะจิกกัดดังที่ทำกับเขา ติดก็เสียแต่เจ้าของเส้นผมสีทองซีดนั้นหนีไปลงวิชาเลือกเดียวกับเอเดวา วันนี้ทั้งวันจึงยังไม่ได้พบหน้ากันเลย


 

ส่งสัญญาณให้มินาคัสเอ่ยถามก็แล้ว แต่ร่างสูงนั้นแสนจะซื่อบื้อ หมายถึงความรู้สึกช้าและเข้าใจอะไรยาก จึงไม่เข้าใจว่าอาการบุ้ยใบ้ของเพียวหนุ่มนั้นหมายถึงสิ่งใด


 

หรือจะเอ่ยปากถามด้วยตัวเอง


 

จะไม่ดูละลาบละล้วงเกินไปรึ บางทีอาซาเอลอาจจะแค่พักผ่อนน้อยด้วยภาระงานที่ประดังเข้ามาตั้งแต่อาทิตย์แรกของการเรียนก็เป็นได้  


 

เอาเป็นว่า เก็บความสงสัยเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน

 


“จะไปก่อนหรือรอฉันเข้าห้องน้ำ”คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มลอบถอนหายใจก่อนจะเอ่ยย้ำคำถามเมื่อรออยู่นานก็ไม่มีใครให้คำตอบ คนหนึ่งยืนนิ่งงันเหมือนถูกสาป อีกคนก็เอาแต่จ้องคนถูกสาปด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

 


ไม่รู้ว่าอาการปวดมวนในท้องนี่เพราะธรรมชาติของร่างกายหรือเพราะสถานการณ์ชวนหงุดหงิดตอนนี้กันแน่

 


ทรานส์หนุ่มใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งเพื่อประมวลว่า จะไปก่อน นั้นหมายถึงไปที่ไหน เพราะเขาเดินตามเพื่อนทั้งสองมาด้วยสติที่ไม่สมบูรณ์นักจึงลืมไปแล้วว่ามุ่งหน้าไปที่ใด และก่อนที่สมองจะประมวลผลสิ่งใดได้อาซาเอลก็พบว่ามินาคัสนั้นชิงตอบคำถามไปเสียก่อน

 


“พวกเราไปรอที่เรือนกระจกเลยแล้วกัน เสร็จแล้วก็ตามมาล่ะ”

 


แจนิวาลเดินหายเข้าไปในฝูงชนของกลุ่มคนที่เพิ่งเลิกเรียนวิชาบ่าย เหลือเพียงมินาคัสและอาซาเอลที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ก่อนที่คนตัวสูงกว่าจะถอนหายใจออกมาเสียเฮือกใหญ่แล้ววางมือหนาลงบนกลุ่มผมสีดำสนิทไม่ต่างจากของตน หากแต่เส้นผมของอาซาเอลนั้นนุ่มมือชวนสัมผัสกว่ามาก

 


“วางเสียบ้างเถอะ ถือเอาไว้ทั้งหมดก็มีแต่จะล้า”ถ้อยคำปลอบโยนที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังส่งให้คนที่มีเรื่องราวมากมายให้ขบคิดช้อนสายตาขึ้นมอง


 

“นายอ่านใจคนได้งั้นรึ”ดวงตาสีรัตติกาลที่เคยทอประกายราวรวบรวมดาวทั้งท้องฟ้าเอาไว้บัดนี้วูบไหวด้วยความรู้สึกที่ไม่มั่นคงของเจ้าตัว


 

“ฉันอ่านใจคนไม่ได้ แต่มองเห็นความไม่มั่นคงของพลังเวทย์รอบตัวนาย ราวกับเด็กเล็กๆที่ต้องอาศัยโลหะเก็บกักพลังเวทย์เพื่อควบคุมกระแสปั่นป่วน หากเป็นเช่นนี้ นายจะลำบากนะอาซาเอล”ไม่เพียงก้มลงกระซิบชิดริมหู หากแต่เจ้าของใบหน้าเทพบุตรยังส่งนิ้วเรียวลากผ่านกรอบหน้าของทรานส์หนุ่ม หากคนที่ผ่านไปมาหยุดมองสักนิดคงเห็นเป็นภาพชวนใจสั่น หากแต่อาซาเอลรู้ดีว่าปลายนิ้วนั้นไม่ได้สัมผัสผิวเขาแม้แต่น้อย


 

มินาคัสกำลังสัมผัสพลังเวทย์ที่ปั่นป่วนอยู่รอบตัวเขาด้วยจิตใจไม่มั่นคงจนไม่อาจควบคุมกระแสพลังงานไว้ได้

 


ไม่ใช่ทุกคนที่ มองเห็น หรือ สัมผัส พลังเวทย์ได้

 


ให้พูดตามความเป็นจริงก็คือไม่มีคนปกติที่ไหนทำได้

 


หากแต่คนตรงหน้านี้ไม่ได้มีแววว่ากำลังหยอกล้อหรือโกหกแต่อย่างใด

 


อาซาเอลสบตาคมของคนที่ก้มลงมาใกล้จนลมหายใจรดอยู่บนปลายจมูก เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างต้องการคำตอบให้ข้อสงสัยในใจ

 


มินาคัสเป็นใคร

 


มีคนอยู่ไม่กี่แบบที่มีความสามารถนี้ และไม่ว่าจะเป็นแบบใดในรายการที่อาซาเอลรู้จัก คนเหล่านั้นล้วนไม่ใช่คนธรรมดา

 


ที่สำคัญ


คนเหล่านั้นรู้แน่ ว่าทรานส์หนุ่มปกปิดสิ่งใดอยู่

 


“ถ้านายพูดจริง เราคงมีเรื่องต้องคุยกันยาว”เสียงกระซิบลอดไรฟันนั้นเบาพอให้ได้ยินกันสองคน

 


ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีใครที่ยืนอยู่ในระยะห่างไปไม่กี่ก้าว และมองการกระทำทุกอย่างของทั้งสองมาก่อนนานแล้ว

 


“จะคุยอะไรก็ไว้ในที่ลับตากว่านี้ไม่ดีกว่ารึ”

 


เสียงทุ้มที่แสนจะคุ้นหู ตามมาด้วยใบหน้าคุ้นตาเมื่ออาซาเอลหันควับไปมองตามเสียงจนน่ากลัวว่าคอจะเคล็ด สีหน้าเรียบเฉยนั้นปลายสายตาไปมองมินาคัสวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาวางสายตาไว้ที่ทรานส์หนุ่มซึ่งตกอยู่ในอาการอ้าปากพะงาบงับอากาศคล้ายจะพูดแต่พูดไม่ออก

 


สุดท้ายก็เปร่งเสียงออกมาเป็นคำสั้นๆได้เพียงสองพยางค์


 

“ยู..มิล”


 

“คิดว่าจะลืมกันไปแล้วเสียอีก”


 

รอยยิ้มกว้างระบายขึ้นบนใบหน้าของคนที่ถูกเรียกว่ายูมิล ชายผู้เป็นเจ้าของกลุ่มผมสีแดงและส่วนสูงไล่เลี่ยกับมินาคัส สายตาอ่อนโยนที่ทอดมองมานั้นทำเอาคนที่เพิ่งโดนสายตาคมๆกรีดผิวเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนคิดว่าตัวเองอาจตาฝาด จนกระทั่งคนที่เคยยืนอยู่ติดกันโถมตัวเข้ากอดคนมาใหม่เสียเต็มแรง ก่อนที่ยูมิลจะเผยรอยยิ้มเยาะมาทางเขานั่นล่ะ มินาคัสจึงมั่นใจว่าสายตาเขายังปกติดี และออกจะดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ


 

“ไม่ลืมหรอก ไอ้จิ้งจอกโสโครก”


“ก็ดี ไอ้แมวสกปรก”


 

สรรพนามราวคนเกลียดกันออกมาจากปากของคนสองคนที่ยิ้มกว้างและโอบกอดกันแนบแน่น คนตัวสูงกว่าออกแรงโยกคนตัวสูงแต่แสนจะผอมบางไปมาเหมือนของเล่น กระนั้นอาซาเอลก็ยังหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างที่มินาคัสไม่เคยเห็นมาก่อน


 

“สารภาพมาว่านายเกเรไม่มาเรียนใช่มั้ย ทำไมฉันไม่เคยเจอนายสักครั้ง”อาซาเอลผละตัวออกจากเจ้าจิ้งจอกโสโครก หรือก็คือเพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของเขา เป็นเพื่อนบ้านและเพื่อนเพียงคนเดียวที่เขาเคยมีตั้งแต่จำความได้ คนตรงหน้าคือเพื่อนที่เขาเคยเล่าให้แจนิวาลฟังเมื่อครั้งที่ทรานส์หนุ่มมองหาใครบางคนในห้องอาหารของหอพัก


 

ยูมิลเป็นไฮบ์ตระกูลจิ้งจอกที่อายุเท่ากับอาซาเอล หากแต่เข้าเรียนที่นี่ก่อนเขาถึงสองปี เป็นสองปีที่แมวหนุ่มดูซึมลงไปถนัดตาจนมารดาถึงกับเอ่ยเย้าว่ามีแมวที่ไหนนั่งเหงาเพราะหมาไม่อยู่ ซ้ำหมาจิ้งจอกที่ว่ายังเป็นไฮบ์ ตัวอันตรายสำหรับทรานส์อย่างเขาเสียอีก


 

นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาซาเอลรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้แบคอนที่เป็นไฮบ์ตระกูลจิ้งจอกเช่นกัน


 

ก็คงมีแต่เขากระมัง ที่เป็นแมวแท้ๆแต่กลับสนิทใจกับหมาจิ้งจอกมากกว่าแมวด้วยกันด้วยซ้ำไป


 

ให้ตายเถอะ


ดูเหมือนชีวิตเขาจะต้องวนเวียนพัวพันอยู่กับเหล่าคนที่มีสายเลือดของสุนัขอยู่เรื่อยเลย

 


ทั้งที่เป็นแมวแท้ๆ

 


“เจอกันก็ใส่ร้ายกันเลยรึเจ้าแมวมอมแมม ฉันเพิ่งกลับจากลงพื้นที่ เหนื่อยแทบแย่นะรู้ไหม”ยูมิลคีบสองนิ้วลงบนแก้มของอาซาเอลก่อนจะดึงจนเนื้อนุ่มยืดติดมือ ถ้าเป็นคนอื่นคงโดนกัดมือขาดไปแล้ว แต่นี่เป็นยูมิล อาซาเอลจึงตอบสนองด้วยการทำแบบเดียวกันกับแก้มของเพื่อนสมัยเด็ก

 


“เป็นเด็กดีก็ดีแล้วเจ้าจิ้งจอกตัวเหม็น”


 

ภาพของการพบกันแสนน่าประทับใจระหว่างเพื่อนวัยเด็กคงจะดำเนินต่อไปไร้ที่สิ้นสุดหากไม่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของใครบางคนที่เพิ่งกลับจากห้องน้ำ

 


“นี่ฉันพลาดอะไรไปงั้นรึ”


 

แจนิวาลยืนมองอาซาเอลกับบุคคลแปลกหน้าที่กำลังหยอกล้อกันถึงเนื้อถึงตัวอย่างที่สุด ส่วนมินาคัสก็ยืนทำหน้านิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์อยู่ใกล้ๆ ถัดไปมีบุคคลไม่คุ้นหน้าอีกสองคนที่ยืนเหมือนรอจังหวะจะพูดอะไรแต่ไม่กล้าแทรกเข้าไปในบรรยากาศหวานเลี่ยนของคนสองคน


 

เอาล่ะ


คราวหน้าจะอดทนไม่ไปห้องน้ำก็แล้วกัน ถ้ากลับมาแล้วตามใครไม่ทันแบบนี้

 


“แจนิวาล มินาคัส นี่ยูมิล สัตว์เลี้ยงของฉันเอง”

 


ยูมิลที่ฉีกยิ้มกว้างรับการแนะนำของอาซาเอลถึงกับหุบยิ้มฉับก่อนจะผลักหัวเจ้านายกิตติมศักดิ์ของตัวเองแรงๆไปเสียหนึ่งที อาซาเอลหัวเราะชอบใจเสียจนแจนิวาลที่นึกห่วงมาทั้งวันถึงกับเลิกคิ้วสูงแล้วหันไปสบตากับมินาคัสที่ทำเพียงไหวไหล่กลับมา

 


“เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจว่าฉันเป็นเขี้ยวของนายกันพอดี”

 


“ไม่เอาด้วยหรอก มีเขี้ยวแบบนายน่ะ”อาซาเอลทำหน้าแหยจนน่าหมั่นไส้เหลือเกินในสายตายูมิล

 


เจ้าของเส้นผมสีแดงเข้มละสายตาจากเพื่อนสมัยเด็กจอมทะเล้น ก่อนจะกวักมือเรียกคนสองคนที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลให้ขยับเข้ามาใกล้วงสนทนา อาซาเอลมองตามการกระทำของเพื่อนและพบว่าคนที่เข้ามาใหม่นั้นเป็นชายหนุ่มสองคนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งมีเส้นผมสีน้ำตาลแดง ขนาดตัวใกล้เคียงกับแจนิวาล ใบหน้าได้รูปนั้นติดจะง่วงงุนอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนที่แนะนำตัวว่าตนเองชื่อ เซออล อีกคนมีใบหน้าเรียว ผมสีดำ และสูงพอๆกันกับอาซาเอล รอยยิ้มสดใสขณะแนะนำตัวว่าชื่อ ดีไฮด์  นั้นส่งให้เขาดูดีมากทีเดียว


 

อาซาเอลมองหนุ่มน้อยทั้งสองสลับกับใบหน้าของเพื่อนสมัยเด็ก ก่อนรอยยิ้มที่ยูมิลเรียกมันว่ายิ้มปีศาจจะระบายขึ้นบนริมฝีปากบางของแมวหนุ่ม


 

“สองคนเลยรึยูมิล”


 

ถ้อยคำที่สื่อความให้รู้กันเพียงสองคนนั้นเรียกสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากยูมิลได้เป็นอย่างดี


 

“เดี๋ยวนะ”อาซาเอลหุบยิ้มฉับก่อนจะพิจารณาเพื่อนใหม่ทั้งสองอีกครั้งแล้วตวัดสายตาไปหาคนผมแดงอย่างรวดเร็ว ยูมิลหลบสายตาอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้ และนั่นทำให้สีหน้าของอาซาเอลเรียบตึงขึ้นกว่าเก่า

 


“ไอ้จิ้งจอกโสโครกนี่ ทำอะไรอยู่รู้ตัวรึเปล่า”เสียงเรียบของอาซาเอลดึงให้ยูมิลถอนหายใจเฮือกใหญ่เสียจนแจนิวาลที่ยืนอยู่ไม่ไกลเผลอสะดุ้งตาม

 


“ไว้ค่อยคุยกันนะ”

 


“หวังว่าจะมีคำอธิบายดีๆนะยูมิล”

 


ไม่บ่อยนักที่อาซาเอลจะเรียกชื่อตัวของเพื่อนสนิท เพราะส่วนใหญ่ก็เรียกกันด้วยฉายาจำพวกจิ้งจอกโสโครก จิ้งจอกตัวเหม็น จิ้งจอกบลาบลาบลา ตามแต่เจ้าตัวแสบจะสรรหามาเรียกได้ ดังนั้นการที่ทรานส์หนุ่มกดเสียงต่ำเรียกชื่อกันตรงๆเช่นนี้จึงทำให้เหงื่อซึมขมับเจ้าจิ้งจอกอยู่ไม่น้อย

 


“อ่า งั้นวันนี้ฉันขอตัวก่อนนะ ต้องไปคุยงานกับอาจารย์ต่อ”ยูมิลยกมือลูบหลังคอที่ดูเหมือนจะเย็นวาบอยู่ไม่น้อยจากสายตาของเพื่อนข้างบ้าน ไม่เคยดีใจที่มีนัดคุยงานกับอาจารย์ขนาดนี้มาก่อน อย่างน้อยก็ใช้เป็นข้ออ้างปลีกตัวออกไปได้ แล้วหลังจากนี้คงต้องหลบหน้าไอ้แมวมอมแมมนี่สักพัก

 


“ฉันเองก็ต้องไปดูแลสมุนไพรตามเวรเหมือนกัน เอาไว้ค่อยคุยกัน ห้องฉันอยู่ปีกตะวันออก”

 


“ฉันก็อยู่ปีกตะวันออก เดี๋ยวจะไปหาแล้วกัน ไปนะ”ยูมิลบอกลาอาซาเอลก่อนจะหันมาค้อมหัวลาอย่างมีมารยาทให้แจนิวาลและมินาคัสที่อยู่ถัดมา เช่นเดียวกับอาซาเอลที่โบกมือลาเพื่อนข้างบ้านรวมถึงเพื่อนของเพื่อนอีกสองคน

 


หนึ่งในนั้น หรือทั้งคู่ อาจได้เป็นเขี้ยวของยูมิล


ไม่ว่าทางใดก็ดูเป็นเส้นทางที่ไม่สวยงามเอาเสียเลย


 

 

“สรุปว่า เราไปเรือนกระจกกันได้หรือยัง”แจนิวาลเอ่ยทำลายความเงียบที่โรยตัวลงทันทีที่คล้อยหลังยูมิลไป อาซาเอลกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง ซ้ำยังพ่วงมาด้วยอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดเป็นปมใหญ่


 

“ไปเถอะ”มินาคัสแตะแผ่นหลังของทรานส์หนุ่มเบาๆให้ออกเดิน ในขณะที่แจนิวาลเลือกจะเดินรั้งท้าย

 


ให้ตายเถอะ


ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยจริงๆ

 


            อาซาเอลเหมือนห้องที่มีประตูไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเปิดประตูบานหนึ่ง ก็จะเจออีกบาน เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ใช่ว่าเหนื่อยจะทำความเข้าใจนะ หากแต่สิ่งที่เพื่อนรู้สึกคือห่วงใยเสียมากกว่า


 

            อะไรทำให้คนๆหนึ่งหลบอยู่หลังประตูแห่งความลับนับร้อยหรืออาจจะนับพันบานเช่นนี้

 


            แล้วจะมีใครสักคนไหม ที่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปถึงประตูบานสุดท้าย

 

hf

 


หลังมื้ออาหารค่ำ

 


เป็นอีกครั้งที่อาซาเอลขอแยกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อน หากแต่ครั้งนี้ไม่มีใครซักถามหรือคิดจะตามมา ด้วยเข้าใจว่าร่างสูงคงต้องการเวลาในการขบคิดเรื่องต่างๆตามลำพัง หากเมื่อใดที่อาซาเอลพร้อมจะเล่า ก็มีคนพร้อมจะฟังอยู่เสมอ แม้แต่แจนิวาลก็เลือกที่จะอดทนรอ เขามั่นใจว่าอาซาเอลเป็นเพื่อนที่มีค่าพอให้อดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นเพื่อแลกกับความไว้ใจ


 

เจ้าของกลุ่มดาวสามดวงพาตัวเองมายังชั้นสี่ของหอพักอันเป็นที่ตั้งของสวนประจำหอ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กดัดตัวยาวสีขาวสะอาดที่ตั้งอยู่กลางลาน พื้นเก้าอี้ชื้นด้วยน้ำค้างยามค่ำ ผิวเหล็กเย็นจัดจนบาดผิว กระนั้นก็ไม่ทำให้คนที่นั่งห่อไหล่อยู่ลุกไปไหน ค่ำคืนนี้ดูเหมือนดาวบนฟ้าจะยังส่องแสงสกาวตามปกติ หากแต่กลุ่มดาวสามดวงบนแก้มของทรานส์หนุ่มดูจะหม่นแสงลงเล็กน้อยยามเมื่อเจ้าของมันมีใบหน้าอมทุกข์เช่นนี้

 


ทำไมเขาถึงยึดติดกับการล่าเขี้ยวจนทุกข์ทรมานขนาดนี้กันนะ

 


ใครจะเป็นเขี้ยวของใคร ใครจะเจ็บปวดเพราะใคร

 


ไม่ต้องสนใจได้หรือไม่


 

หรือแม้แต่ ใครจะล่าเขาเพื่อบังคับเป็นเขี้ยว ก็ปล่อยไปตามโชคชะตา ไม่ได้หรือ


 

คำตอบคือ ไม่ได้

 


เพราะทุกครั้งที่หลับตา

 


ภาพของใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ฝ่ามือเย็นเฉียบและเหี่ยวย่นเพราะร่างกายแทบไม่เหลือสารอาหารใดแต่ก็ยังพยายามยกมือขึ้นแตะแก้มของเขากับเสียงแหบแห้งที่กระซิบบอกถ้อยคำเป็นครั้งสุดท้าย ร้อยเรียงเป็นประโยคที่ทำให้เขาไม่อาจลืม


 


ภาชนะที่สองคือบาปที่เราไม่ได้ก่อ เขี้ยวคือคำสาปที่เราไม่ยินยอม


กระนั้น เราก็ยังเป็นผู้ได้รับโทษทัณฑ์ แม้ความตายอย่างสมเกียรติก็มิอาจร้องขอ


อาซาเอลเอ๋ย นั่นคือชะตากรรมของเรา ที่ฉันวิงวอนให้เธอรอดพ้นจากมัน

 

 


ใช่

ผมก็วิงวอนเช่นกัน


ขออย่าได้มีใครต้องพบชะตากรรมเช่นนั้นอีกเลย


 

อาซาเอลเงยหน้าขึ้นหลับตารับไอน้ำค้าง พิงศีรษะกับพนักเก้าอี้เหล็ก ไม่รู้ว่าความชื้นที่เกาะตามแนวแพขนนี้เพราะอากาศยามค่ำหรือเพราะน้ำตากันแน่

 


“ฉันว่าฉันเตือนนายแล้วนะอาซาเอล นายต้องควบคุมความรู้สึกให้ดีกว่านี้ ไม่งั้นพลังเวทย์ของนายจะเหือดหายไปหมด”


 

น้ำหนักที่ทิ้งลงด้านข้างทำให้เก้าอี้เหล็กส่งเสียงเอี้ยดอ้าดเบาๆ อาซาเอลปรือตาขึ้นข้างหนึ่งเพื่อมองแขกไม่ได้รับเชิญ ดูเหมือนทรานส์หนุ่มจะเข้าใจผิดไปหน่อยที่คิดว่าไม่มีใครตามมาเพราะรู้ว่าเขาต้องการเวลาส่วนตัว


 

พ่อเทพบุตรของใครหลายคนกำลังทำหน้ายิ้มราวไม่ทุกข์ร้อนที่รบกวนเวลาส่วนตัวของเขา ซ้ำยังเอนหลังพิงพนักทิ้งช่วงขาวยาวเหยียดไปข้างหน้าไม่ต่างอะไรกับที่อาซาเอลทำอยู่


 

“มินาคัส”


 

“หืม”


 

อาซาเอลชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งหลังจากคนถูกเรียกครางรับในลำคอ ดวงตาทรงเสน่ห์ของคนตัวสูงกว่าเหม่อมองออกไปบนท้องฟ้ายามราตรีที่เมฆหมอกเริ่มเคลื่อนตัวบดบังแสงระยับของหมู่ดาว


 

นายรู้อยู่แล้วสินะว่าฉันเป็นทรานส์


 

ทรานส์หนุ่มเลือกจะใช้เทเลพาทีด้วยกลัวสิ่งที่เป็นความลับจะรั่วไหล


แค่ตอนนี้ก็มีคนรู้เรื่องของเขามากเกินพอแล้ว


 

มินาคัสไม่ตอบสิ่งใด ไม่ว่าจะทางจิตหรือคำพูด ร่างสูงทำเพียงยิ้มรับ ซึ่งนั่นมากพอให้อาซาเอลผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรง มิอาจทำตัวสบายๆได้อีกต่อไป

 


“นายรู้เรื่องอื่นๆด้วยรึเปล่า”


 

“นายอาจจะลืม แต่เราเคยเจอกันมาก่อน”เสียงนุ่มเอ่ยออกมาเนิบช้าอย่างคนขี้เกียจ มินาคัสปิดเปลือกตาลง ทำราวไม่รับรู้ว่าคนข้างๆกำลังร้อนรนเพียงใด


 

“เมื่อไร”เอ่ยถามเสียงเครียด พอๆกับคิ้วที่เริ่มผูกเป็นปมใหญ่


 

“สิบแปดปีก่อน และอีกครั้ง เมื่อสี่ปีก่อน”


 

เสียงเนิบนาบที่ตอบกลับมาส่งให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันหนักกว่าเก่า อาซาเอลพยายามอย่างหนักที่จะค้นหาใบหน้าราวเทพสลักนี้ในความทรงจำที่ยุ่งเหยิงของตัวเอง

 


“ขอโทษ ฉันจำไม่ได้”


 

“ไม่แปลกหรอก ความทรงจำของนายมีปัญหา เพิ่งจะมาเข้าที่เข้าทางก็สองสามปีหลังนี่เองใช่ไหมล่ะ”


 

มินาคัสลืมตาขึ้นก่อนจะเลื่อนสายตามามองคนที่ทำสีหน้ากังวลเสียจนน่าสงสาร ยิ่งเมื่อเขาเอ่ยถ้อยคำที่สื่อความว่ารู้เรื่องราวต่างๆมากกว่าที่ควรยิ่งทำให้ใบหน้าได้รูปนั้นบิดเบี้ยว แววตาสั่นไหว ดูไปแล้วไม่ต่างอะไรกับลูกแมวที่อยู่ต่อหน้าสิ่งแปลกปลอม

 


ใช่แล้ว


 

สำหรับโลกใบนี้


 

เขาเป็นหนึ่งในสิ่งแปลกปลอม ที่คงอยู่เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป


 

“นี่นาย”แมวน้อยที่กำลังแตกตื่นเอ่ยเสียงสั่นเครือ กระนั้นสิ่งที่ได้กลับมาก็เป็นเพียงรอยยิ้มอ่อนโยนกับน้ำเสียงปลอบประโลมเพียงเท่านั้น


 

“ไม่ต้องกลัวหรอกอาซาเอล ไม่ต้องกลัวฉันหรอก”


 

ฝ่ามือหนาลูบปลอบอยู่บนแผ่นหลังแคบ หากแต่อาซาเอลรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่การสัมผัสธรรมดา กระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของเขากำลังตอบรับต่อสัมผัสนั้น

 


“มินาคัส นายจะทำอะไร”


 

“ทำอะไรน่ะรึ ทำให้เด็กโยเยสงบจิตสงบใจลงสักหน่อยกระมัง”


 


 

มินาคัสกดท้ายทอยเด็กโยเยให้ซบลงบนแผ่นอกกว้าง ลูบหัว และตบหลังเบาๆราวกับกล่อมเด็กทารก อาซาเอลมีสิทธิ์ขัดขืน หากแต่เขาไม่อยากทำแบบนั้น กลิ่นหอมเย็นจากแผงอกเพื่อนสนิทร่วมกับความสามารถที่มีผลต่อพลังเวทย์ของเขากำลังล่อลวงให้ทรานส์หนุ่มทิ้งน้ำหนักลงพักพิงคนตรงหน้า พลังเวทย์ที่เคยตื่นตัวและกระจัดกระจายกำลังสงบลง ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางอย่างที่อาซาเอลไม่เคยรู้สึกตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาในสถาบันแห่งนี้

 

ความรู้สึกคุ้นเคย อบอุ่น ราวกับจมอยู่บนเตียงในห้องนอนที่บ้านของตนเอง กลิ่นหมอนใบเก่า ผ้าห่มผืนเก่า สัมผัสของผืนเตียง


 

ทุกอย่างช่างคุ้นเคยเหลือเกิน

 


“เอาล่ะ หลับเสียหน่อยเถอะนะ ให้ร่างกาย และจิตใจได้พักบ้าง”


 

“นาย..เป็น


 

“ชู่”


 

เสียงอู้อี้ที่ดังอยู่ชิดอกถูกขัดด้วยเสียงลมหายใจเบาๆกับแรงตบปุๆบนหลัง


 

“นอนพักเสียเถิด อาซาเอล เสียงกรีดร้องของพลังเวทย์ในตัวนายมันทำให้ฉันไม่มีสมาธิทำงานนะ”


 

มินาคัสเอ่ยกลั้วหัวเราะ ก่อนที่ทุกอย่างจะเข้าสู่ความเงียบ ลมหายใจของอาซาเอลสม่ำเสมอ มือเรียวกำชายเสื้อมินาคัสแน่นเสียจนยับยู่ยี่ แต่เพียงไม่กี่วินาทีก็เริ่มคลายออก เช่นเดียวกับริมฝีปากบางของคนที่ทำตัวต่างหมอนซึ่งค่อยๆคลี่ออกเป็นรอยยิ้มจางๆ


 

“รีบๆรู้ตัวกันเสียที ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”


 

เสียงนุ่มรำพึงเบาๆราวเอ่ยกับลมกับฟ้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อคิดขึ้นได้ว่าตนเริ่มจะก้าวก่ายชะตาของคนอื่นมากเกินไป


 

ก็ทนมองได้ที่ไหนกัน


ตัวก็แค่นี้ แต่ต้องแบกรับอะไรตั้งมากมาย


 

“อ่า ขอโทษนะอาซาเอล ฉันมีสิทธิ์เพียงเฝ้าดู มิอาจเปลี่ยนกระแสใดๆของโชคชะตาใครได้”


 

“เว้นเสียแต่ว่า นายจะมาเป็นของฉัน”


 

“แต่แบบนั้น คงไม่ดีหรอก”


 

ร่างสูงหลับตาลงอีกครั้งในขณะที่มือหนายังคงทำหน้าที่ตบลงเบาๆบนแผ่นหลังของทรานส์หนุ่ม พลังเวทย์ที่เคยสับสนอลหม่านบัดนี้นิ่งสงบราวผิวน้ำในทะเลสาบ หากแต่มินาคัสรู้ดี ว่าใต้ผิวน้ำราบเรียบนี้ กระแสปั่นป่วนกำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย ตราบใดที่ส่วนเกินยังคงอยู่ อาซาเอลก็ต้องเผชิญกับความไม่คงที่ของอารมณ์และพลังเวทย์ไปจนกว่าร่างกายและจิตใจจะแตกสลายนั่นล่ะ

 


ถึงได้บอกว่ารีบรู้ตัวกันเสียทีเถิด อยู่ใกล้กันขนาดนี้แล้วแท้ๆ



 hf

 

เส้นผมสีดำสนิทกระดกไม่เป็นทรงอยู่บนหมอนใบโต เจ้าของห้องนอนปีกตะวันออกบนชั้นห้าของหอพักซุกตัวในผ้าห่มผืนหนา งอตัวเสียเกือบจะเป็นก้อนกลมด้วยไอเย็นที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท อาซาเอลพยายามซ่อนจมูกรั้นที่เย็นเฉียบด้วยต้องลมหนาวไว้ใต้ผ้าห่ม

 



เช้าวันนี้ยังคงเหน็บหนาวสมกับเป็นช่วงกลางของฤดูใบไม้ร่วง ทรานส์หนุ่มยินดีที่เขารู้สึกตัวตื่นเมื่อสิบนาทีก่อนและพบว่าวันนี้เป็นวันหยุด ตารางเรียนที่เขาได้รับหลังข้ามสะพานหินอ่อนถูกแปะไว้ที่บานประตูตามคำแนะนำของเอเดวา เจ้าของเส้นผมสีเงินอธิบายว่ากระดาษแผ่นนี้ไม่ได้มีไว้เดินถือไปมา แต่มีไว้ติดตามผนังห้อง พลังเวทย์ของผู้ดูแลหอพักที่ไหลเวียนอยู่ทั่วตึกนั้นจะทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนและแสดงตารางเรียนในแต่ละสัปดาห์ของนักเรียนแต่ละคน หากไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ข่าวสารของรายวิชาต่างๆจะแสดงอยู่บนตารางเรียนนี้ด้วย หน้าที่ของนักเรียนคือต้องจดจำตารางเรียนและตึกเรียนในแต่ละวันให้ได้ก่อนก้าวออกจากห้องนอน


 


อาซาเอลเพิ่งรู้ไม่นานนี้ว่าแต่ละสัปดาห์วิชาเรียนอาจแตกต่างกัน



 

สัปดาห์หน้าตารางเรียนจะเป็นอย่างไรนั้น นักเรียนใหม่อย่างเขาก็ยังเดาไม่ได้ ด้วยวันนี้เป็นวันเสาร์ และตารางเรียนของเขาว่างเปล่า


 

หากแต่ความคิดที่อยากซุกตัวด้วยความเกียจคร้านอยู่บนเตียงอุ่นๆจนกว่าแสงแดดจะแทนที่ความเหน็บหนาวของไอหมอกก็ต้องเป็นอันพับเก็บไปเมื่อสมองเริ่มประมวลผลเรื่องราวได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น


 

แมวหนุ่มเด้งตัวขึ้นจากผืนเตียง นั่งหัวตรงฟ้าด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก บิดเบี้ยวเสียจนถ้าแจนิวาลเห็นคงจะค่อนขอดว่าเขาทำหน้าเหมือนคนท้องผูกดังที่กัดเขาไปแล้วรอบนึงเมื่อเช้าวาน


 

ดูเหมือนตัวเขาจะหลับสนิทเสียจนลืมไปแล้วว่าเมื่อวานตัวเองอมทุกข์เพียงใด


 

ที่สำคัญคือเขานึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตนเองกลับมานอนบนเตียงได้อย่างไร ในเมื่อภาพและเสียงสุดท้ายคือเขาซบอยู่บนอกของเพื่อนสนิทอย่างมินาคัสในสวนชั้นสี่


 

แต่ที่เขาจำได้ดี คือตัวตนของมินาคัส ที่ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย


 

ดันมาบังคับกันให้หลับเสียได้



 

เจ้าผู้รักษาสมดุลขี้โกงนั่น



 

รู้ทุกอย่างมาตั้งแต่แรกแต่ก็ตีหน้าซื่อใส่กันมาตลอด มันน่ากัดให้ได้เลือดเสียสักแผลสองแผล



 

ตั้งแต่รู้จักกันมาไม่เคยมีสักครั้งที่อาซาเอลอยากทำร้ายร่างกายพ่อเทพบุตรทั้งกายและใจอย่างมินาคัส หากแต่ตอนนี้ทรานส์หนุ่มรู้แล้วว่ารู้หน้าไม่รู้ใจนั้นเป็นอย่างไร เห็นซื่อๆไม่คิดว่าจะเจ้าเล่ห์ได้ขนาดนั้น


 

นั่งเข่นเขี้ยวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


 

เอาเถอะ


 

แต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเอง หากตัวเขาเป็นมินาคัสแล้วก็คงไม่แสดงให้ใครเห็นง่ายๆว่าตนเองเป็นใครหรือมีความสามารถอะไร


 

สิ่งที่อาซาเอลเคลือบแคลงจนมิอาจสลัดสงสัยไปได้ คือคนพิเศษเช่นนั้นจำเป็นต้องเข้าเรียนในสถาบันเวทมนต์ทั่วไปอย่างนี้ด้วยหรือ แม้จะเป็นเชนโตเออูโนอันแสนเลื่องชื่อ หากแต่มินาคัสควรจะอยู่ในที่ที่เฉพาะเจาะจงกับตัวเขามากกว่านี้



 

ถ้าจำไม่ผิด ตำนานเล่าขาน ว่าผู้รักษาสมดุลจะอาศัยอยู่ในดินแดนลับแล ที่แห่งนั้นมีแม่น้ำสายหนึ่งที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นชีพจรแห่งโลก เหล่าผู้มีสายเลือดพิเศษจะถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หนังสือเกี่ยวกับผู้รักษาสมดุลทุกเล่มที่อาซาเอลเคยอ่านมิได้ระบุเจาะจงว่าพวกเขามีหน้าที่ใด หากแต่การยกย่องบุคคลเหล่านั้นเสียจนเกือบเป็นสมมติเทพก็ทำให้เดาได้ว่าคงเป็นหน้าที่สำคัญ



 

หลายคนคิดว่าตำนานก็คือตำนาน



 

หากแต่ทรานส์เช่นเขาเติบโตมากับเรื่องเล่ามากมายในห้องหนังสือของบิดา และตระหนักดีว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงการมีอยู่นั้นใช่ว่าจะไม่มีจริง เมื่อรู้ว่าเพื่อนมีความสามารถใด กอปรกับคำพูดของมินาคัส ก็เป็นอันสรุปได้ว่า เพื่อนของเขาคงเป็นอื่นไปไม่ได้แล้ว



 

เช่นนั้นแล้ว มินาคัสมาทำอะไรที่สถาบันแห่งนี้


 


 

ก้อกๆ


 

คนที่ตั้งท่าจะเทเลพาทีไปถามเสียให้รู้แล้วรู้รอดถึงกับสะดุ้งตัวโยนเมื่อเสียงเคาะประตูหนักๆดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว


 

ใครกันมาเช้าเสียขนาดนี้


 

หรือเจ้าผู้รักษาสมดุลตัวดีนั่นจะรู้ตัวว่าเขากำลังค่อนขอดในใจอยู่


 

รู้เพียงว่าผู้รักษาสมดุลสามารถมองเห็นพลังเวทย์ได้ชัดเจน มองเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณเช่นคนทั่วไป รวมถึงสามารถสัมผัสและควบคุมพลังเวทย์ของคนอื่นได้ ควบคุมได้เพียงใดนั้นอาซาเอลไม่อาจเดา หากแต่ที่มินาคัสบังคับให้เขาเข้าสู่ภวังค์ฝันได้นั้นก็ทำเอาหวั่นเกรงพลังนั้นอยู่มิใช่น้อย



 

นับประสาอะไรกับการอ่านใจอ่านความคิด บางทีนะบางที มินาคัสอาจจะรับรู้ความสงสัยทั้งหมดเลยมาหาเขาเพื่อตอบคำถามด้วยตัวเองก็เป็นได้



 

ก่อนอื่นเลย



 

มินาคัสพาเขามาส่งที่เตียงด้วยวิธีการใด



 

ภาพที่ชัดที่สุดเท่าที่นึกออกคือตัวเขาถูกแบกขึ้นหลังเพื่อนสนิทมา เพราะด้วยรูปร่างที่ใกล้เคียงกัน อาซาเอลไม่คาดหวังให้ตนถูกอุ้มมาในท่าอุ้มเจ้าสาว กระนั้น จินตนาการล้ำเหลือของทรานส์หนุ่มก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามินาคัสอาจมีพลังส่งเขาถึงเตียงได้อย่างง่ายดาย เฉกเช่นที่อาจารย์ซาฮาลส่งนักเรียนมาจากหน้าห้องเรียนเมื่อวันก่อน


 

“เอ๊ะ”


 

ภาพจินตนาการในหัวหายวับไปราวไม่เคยเกิด แทนที่ด้วยความตระหนกสับสนก่อนจะประมวลผลออกมาเป็นเสียงครางอย่างแปลกใจและสีหน้าเหยเกที่ทำเอาคนมองต้องเลิกคิ้วก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ


 


“ต้อนรับแขกด้วยสีหน้าแบบนั้นหรือคุณ”



 

อาซาเอลควบคุมสีหน้าตนเองให้เป็นปกติ กระนั้นมันก็กลับบึ้งตึงแทน ดูยังไงก็ไม่เหมาะกับการรับแขกอยู่ดีนั่นล่ะ


 


“แล้วนี่”เสียงทุ้มลากยาวขณะที่แขกผู้มาเยือนมองเจ้าของห้องตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า ก่อนจะแย้มรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “มาให้ผมเห็นในสภาพแบบนี้จะดีหรอครับอาซาเอล”

 



สภาพแบบนี้ ที่ว่าทำเอาอาซาเอลก้มมองตัวเองในทันที แล้วคำถามที่มีต่อมินาคัสก็เพิ่มขึ้นอีกข้อ



 

นี่พ่อเทพบุตรของใครต่อใครเปลี่ยนชุดให้เขางั้นรึ แทนที่ชุดไปรเวทที่ใส่ไปเรียนด้วยชุดนอนผ้าเนื้อบางแขนยาวขายาวที่ก็ดูสุภาพดี ไม่มีอะไรให้ร่างสูงตรงหน้าทำสายตากรุ้มกริ่มใส่เขาได้ หากไม่ใช่เพราะกระดุมเจ้ากรรมดันหลุดจากรังดุมถึงสามเม็ด



 

สามเม็ดเชียว


 


เปิดมาแทบจะถึงท้องอยู่แล้ว!


 


ควรโทษใครกัน ระหว่างคนที่สวมชุดนี้ให้ หรือตัวเขาที่อาจจะดิ้นจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยไม่รู้ตัว 


 

ไม่ว่าใครเป็นคนผิด หากแต่วินาทีนี้สิ่งที่อาซาเอลทำมีเพียงสิ่งเดียว



 

ปัง!



 

ปิดประตูใส่หน้าแขกผู้มาเยือนยามเช้าตรู่เสียงดังสะท้อนไปทั้งชั้นห้าของหอพักนักเรียน


 


ใครจะมาเห็นสภาพนี้ก็ได้


 


แต่ต้องไม่ใช่คาดิเนียล


 


เจ้าหมาบ้านั่นมองเขาราวกับเห็นเนื้อชิ้นโตไปเสียได้



 

แต่งตัวเรียบร้อยแล้วลงไปเจอกันที่ห้องอาหารนะครับ ทานอาหารเช้าแล้วเราไปทำรายงานกัน



 

เทเลพาทีที่ส่งมาแจ้งจุดประสงค์ไม่ทำให้ใบหน้าร้อนผ่าวได้เท่าเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังมาจากอีกด้านของประตู อาซาเอลทึ้งผมตัวเองระบายความรู้สึกในใจ



 

ต้อนรับเช้าวันหยุดด้วยเรื่องแบบนี้งั้นรึ


 


น่าชื่นใจเสียจริงอาซาเอลเอ๋ย


 

ทรานส์หนุ่มคำรามในลำคออย่างหงุดหงิดโชคชะตาก่อนจะลงน้ำหนักเท้าปึงปังเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการสภาพตัวเอง ไม่มีการตอบกลับใดๆให้กับคนหน้าห้อง กระนั้นคาดิเนียลที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆจากคนในห้องก็ได้แต่ขำออกมาอีกชุดใหญ่ก่อนจะเดินฮัมเพลงลงบันไดไปยังห้องอาหารตามที่นัดคนขี้หงุดหงิดไว้


 

แมวนี่มันแมวจริงๆ


 

 ไม่ได้เจอหน้าเสียหลายวัน ได้มาเห็นภาพเช่นนี้ก็ถือว่าหายเหนื่อยไปหน่อยล่ะ



 hf

 

 

อาซาเอลมองเห็นชัดเจนว่าคู่ทำรายงานของเขานั้นจับจองโต๊ะไหนไว้ หากแต่ร่างสูงโปร่งก็ยังจงใจไปทิ้งตัวลงนั่งโต๊ะที่อยู่ไกลกันสุดกู่ ทรานส์หนุ่มมั่นใจว่าคาดิเนียลจะไม่เดินมาลากเขาไปแน่นอน เพราะเขาได้เตรียมปราการป้องกันมาแล้วเป็นอย่างดี

 


แจนิวาลตกเป็นเครื่องมือในเช้าวันนี้เพราะบังเอิญเดินมายืมหมึกเติมปากกาถูกจังหวะพอดิบพอดีจึงโดนอาซาเอลคว้าตัวมาเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารเช้าทั้งที่เพียวหนุ่มยังอยู่ในชุดนอน อย่างน้อยก็ล้างหน้าแปรงฟันแล้ว คนไม่คิดมากจึงไม่ปฏิเสธที่จะลงมาทานมื้อเช้าเร็วกว่าปกติเล็กน้อย


 

ทั้งคู่ไม่ลืมเคาะประตูเรียกมินาคัส หากแต่ไร้การตอบกลับจึงสรุปความเอาว่าเพื่อนร่างสูงยังไม่ตื่นนอน แม้อาซาเอลจะอยากเจอหน้ามินาคัสเพื่อสาดทุกคำถามใส่เพียงใด หากแต่ต้องเก็บอาการเอาไว้เพราะไม่อยากให้ความลับของตนเองและเพื่อนต้องรั่วไหลไปถึงหูแจนิวาล


 

ใช่ว่าไม่ไว้ใจ


 

หากแต่ขอเวลาสักหน่อย คนที่อาจตกใจจนสิ้นสตินั้นไม่ใช่พวกเขาแต่เป็นเพียวหนุ่มเสียมากกว่า จู่ๆก็มีเพื่อนเป็นผู้รักษาสมดุลกับทรานส์ผิดปกติอีกคน

 


 

“กินแค่นั้นจะพอหรือ เอ้า ฉันตักมาเผื่อ กินเยอะๆหน่อยเถิดกลัวลมพัดแล้วจะปลิวหายไปให้ลำบากเพื่อนฝูงต้องตามเก็บกลับมา”ว่าพลางวางจานใส่ไข่คน แฮมและนานาเมนูอาหารเช้าที่ตักจนพูนจานลงตรงหน้าคนผอมบางที่ดูท่าจะบางลงเรื่อยๆจนคนปากไม่ตรงกับใจอดห่วงไม่ได้ กระนั้นแจนิวาลกับอาซาเอลก็เป็นคู่กัดเกินกว่าจะเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน


 

อาซาเอลเงยหน้าจากจานพาสต้า ยิ้มที่คล้ายการยิงฟันมากกว่าให้คนที่เลื่อนเก้าอี้ลงนั่งตรงข้ามกัน แจนิวาลเห็นรอยยิ้มนั้นแล้วถึงกับอยากยกจานที่ตักมากลับไปเก็บ ถ้ามีหมาแมวผ่านมาก็อยากเทให้พวกมันกินไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ยิ่งตอนได้ยินประโยคกวนหูที่เอ่ยตามมาด้วยแล้ว แจนิวาลก็ตัดสินใจลากจานใบโตกลับเข้าหาตัวเอง

 


“กินเยอะขนาดนี้ฉันก็ตัวกลมเหมือนนายกันพอดี เดินทีพื้นจะทรุด”


 

“พูดจาแบบนี้ อยากย้ายไปนั่งโต๊ะทางโน้นไหมล่ะ หรือจะให้ฉันลุกไปนั่งโต๊ะอื่น คงมีคนอยากนั่งแทนที่ฉันจะแย่แล้ว”แจนิวาลพูดด้วยรอยยิ้มรู้ทันที่ทำให้อาซาเอลหน้าตึง ก้มหน้าลงม้วนเส้นพาสต้าเข้าปากอย่างหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้


 

ก็คาดิเนียลเล่นจ้องมาอย่างไม่คิดปิดบังสายตาสักนิด


 

แถมเพื่อนร่วมโต๊ะของเจ้าหมาป่านั่นก็พากันซุบซิบตลอดเลย นี่คิดจะให้เขาไปนั่งร่วมวงกับฝูงหมาป่าแบบนั้นจริงๆรึ


 

“ถามจริงๆเถอะอาซาเอล”


 

คนโดนตั้งคำถามถอนหายใจพร้อมกลอกตาให้รู้ว่าละเหี่ยใจเพียงใดกับคำถามที่กำลังจะตามมา ก็เจ้าเพื่อนขี้สงสัยตรงหน้าถามเขาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนทุกครั้งที่คาดิเนียลเฉียดเข้าใกล้รัศมีสายตาของแจนิวาล


 

“นายไปรู้จักคาดิเนียลได้ยังไงกัน”

 


“เพิ่งมารู้จักกันที่สถาบันนี่แหละ บอกไปตั้งหลายหนแล้ว”


 

แจนิวาลใช้ส้อมจิ้มแฮมแผ่นหนาเข้าปาก อาศัยจังหวะนั้นเหลือบมองไปที่โต๊ะของฝูงหมาป่าอีกหน ใครๆก็รู้ว่าห้าชีวิตที่ล้อมรอบโต๊ะกลมกันอยู่นั้นสืบเชื้อสายจากเผ่าพันธุ์ใด เพราะยิ่งหมาป่ารวมฝูงกันมากเท่าไร กลิ่นสาบนักล่าก็ยิ่งฟุ้งกระจายเท่านั้น


 

ดูเอาเถิด กี่คนที่เลี้ยวเข้ามาในห้องอาหารฝั่งปีกตะวันออกแล้วก็ได้แต่กลับหลังหันออกไปเงียบๆ เปลี่ยนทิศทางเป็นห้องอาหารปีกตะวันตกแทน หากไม่ใช่เพราะคนเหล่านั้นเป็นทรานส์ ก็อาจเพราะเกรงจะละเลยอาหารเช้าเพราะมัวแต่มองตามเหล่าคนทั้งห้า


 

ใบหน้าได้รูปและเสน่ห์เหลือร้ายอันเกิดจากรอยยิ้มที่ผุดพรายขึ้นบนริมฝีปากแต่ละคนนั้นอาจทำให้ใครหลายคนลืมรสชาติของอาหารบนจานไปเลย


 

“คาดิเนียลดูสนใจนายมากนะ เพราะอะไรกันล่ะ”


 

เสียงเรียบนิ่งที่มีไม่บ่อยนักจากแจนิวาลทำให้มือบางชะงักจากการม้วนเส้น เหลือบมองสีหน้าเพื่อนสนิทที่ยังคงเรียบเฉย แก้มอูมๆนั่นเต็มไปด้วยอาหาร สายตาของเพียวหนุ่มยังคงจดจ้องอยู่กับอาหารเช้า กระนั้น อาซาเอลก็สัมผัสได้ว่าแจนิวาลกำลังขบคิดหาคำตอบอยู่


 

หรืออันที่จริง อาจจะมีคำตอบในใจแล้ว แค่รอการยืนยัน


 

“ไม่มีอะไรหรอก เขาเป็นคู่ทำรายงานของฉัน ก็คงมองเพราะจะเร่งให้ฉันกินเสร็จเร็วๆจะได้ทำงานเสียที”


 

“ถ้าแค่นั้นก็ดี แต่ถ้ามีอะไรมากกว่านั้นก็รีบบอก คนพวกนั้นน่ะไม่ธรรมดาหรอกนะ เตือนไว้ในฐานะคนที่ติดตามข่าวซุบซิบคนดังมาตลอดชีวิต”


 

อาซาเอลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย


 

อยากรู้อยู่หรอกว่าแจนิวาลมีข้อมูลอะไร จะได้เก็บไว้ตั้งรับคนที่ประกาศตั้งแต่วันแรกว่าอยากได้เขาเป็นเขี้ยว แม้จะบอกว่าพูดเล่น แต่ถ้าไม่มีไฟก็คงไม่เกิดควัน ลึกๆแล้วคาดิเนียลคิดอะไร ใช่ว่าอาซาเอลจะไม่รู้


 

เพราะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดผลักให้เราต้องแข็งแกร่งขึ้น กระหายในการยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร เหตุและผลที่กดสัญชาตญาณเหล่านั้นไว้ก็ไม่รู้จะขาดผึงเข้าวันไหน


 

“ไม่ธรรมดายังไง”


 

“อันตราย”แจนิวาลลดเสียงลงอีก ยื่นหน้าเข้ามาใกล้คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเพื่อให้สิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ได้ยินกันเพียงสองคน


 

“มีคนเป็นเหยื่อพวกนั้นมากมาย”


 

“เขี้ยวรึ”อาซาเอลถามเสียงเบาพอกัน


 

“ฮื่อ คำว่าเหยื่อไม่ได้หมายถึงเขี้ยวเท่านั้นเสียหน่อย”แจนิวาลถอนหายใจพลางส่ายหน้า


 

“งั้น เหยื่ออะไร พวกนั้นทำร้ายร่างกายคนอื่นรึ!”ท้ายประโยคคนตกใจเผลอออกเสียงดังเกินไปหน่อยจนแจนิวาลต้องส่งฝ่ามือมาตะปบริมฝีปากบางไว้ สายตาล่อกแล่กมองซ้ายขวาเสียจนเป็นพิรุธทั้งเพียวทั้งทรานส์


 

 

แน่นอนว่าฝูงหมาป่าได้ยินเข้าแล้ว และกำลังแสยะยิ้มอย่างนึกสนุก


 

“ไม่ใช่! หมายถึงเหยื่อบนเตียงน่ะ!”แจนิวาลกระซิบหากแต่ลงน้ำหนักเสียงย้ำชัด อาซาเอลที่ถูกปิดปากอยู่เบิกตากว้างเมื่อเข้าใจความหมาย


 

นี่ข่าวซุบซิบคนดังเขาลงอะไรให้ประชาชนอ่านกัน!


 

เฮือก


 

ไม่เพียงอาซาเอลที่สะดุ้งสุดตัวด้วยความรู้สึกคุกคามที่คืบคลานเข้ามาใกล้ แม้แต่แจนิวาลก็เผลอปล่อยมือจากใบหน้าเพื่อนแล้วมองเลยไปด้านหลังอาซาเอลด้วยสีหน้าหวาดวิตก เสียงกลืนน้ำลายของเพียวหนุ่มดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของทรานส์ตระกูลแมว


 

ไม่กล้าหันหลังไปมองเลย ให้ตายสิ


 

“พวกเราน่ะล่าเหยื่อเก่งเสมอนั่นแหละครับ ไม่เกี่ยงสถานที่หรอก ยินดีที่ได้รู้จักนะอาซาเอล ผมฮาบัสเป็นเพื่อนของคาดิเนียล”


 

อาซาเอลเงยมองเจ้าของมือที่ส่งมา หนึ่งในฝูงหมาป่ายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น คนที่เหลือก็ยืนอยู่รอบโต๊ะเขาเช่นกัน ยกเว้นคาดิเนียล อาซาเอลตวัดสายตาคมกริบไปมองคู่ทำรายงานของตนที่กำลังนั่งยิ้มอยู่ที่โต๊ะเดิม


 

จะข่มขวัญกันหรือไงถึงให้เพื่อนมาล้อมโต๊ะเขาแบบนี้


 

แล้วตัวเองก็นั่งทำตัวเป็นผู้ชมเชียวนะ


 

“ยินดีที่ได้รู้จัก”ร่างบางยืนขึ้นเต็มความสูงก่อนจะส่งมือไปจับกับคนที่เข้ามาทักทาย


 

ฮาบัสมีรูปร่างสูงโปร่ง สูงมากเสียจนอาซาเอลที่ไม่ใช่คนตัวเล็กยังต้องเงยหน้าเพื่อสบตา ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดรับกับดวงตาเรียวชั้นเดียวได้เป็นอย่างดี เส้นผมสีเทาเข้มราวกับมองท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านควันบุหรี่นั่นช่างดึงดูดสมกับเป็นเสน่ห์ของหมาป่าหนุ่ม

 


“พวกเราได้ยินเรื่องของคุณมาเยอะเลย ผมอัย นี่อูจิส ส่วนนี่

 


“ซากาน”

 


อาซาเอลมองตามมือของคนตัวเล็กสุดในกลุ่มที่ผายไปทางสมาชิกฝูงแต่ละคน คนที่แนะนำตัวว่าชื่ออัยส่งยิ้มเป็นมิตรให้ในขณะที่อูจิสวางสีหน้าเรียบเฉย ผิวคร้ามแดดของเขาดูโดดเด่นเมื่อรวมอยู่ในกลุ่มของคนผิวขาว กระนั้นสายตาของอาซาเอลก็มาหยุดอยู่ที่คนสุดท้ายซึ่งแทรกเสียงทุ้มขึ้นมาแนะนำตัวเอง

 


เขาคือคนที่อยู่ข้างๆคาดิเนียลมาตั้งแต่งานเลี้ยงอาหารค่ำหลังการทดสอบ และเป็นคนเดียวกับที่ลากอาซาเอลออกมาจากภาวะวิกฤตในภารกิจแรก


 

“ยินดีที่ได้รู้จัก อ่า นี่แจนิวาล”อาซาเอลที่ไม่รู้จะวางตัวอย่างไรหันไปแนะนำแจนิวาลที่ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆก่อนจะไล่จับมือกับเพื่อนใหม่ทั้งสี่คน ส่งยิ้มทักทายสดใสตามประสาคนอัธยาศัยดี


 

“พวกเรามีตารางเรียนช่วงเช้าเลยต้องขอตัวไปก่อน ไม่อย่างนั้นคงได้คุยกันมากกว่านี้ ยังไงรบกวนช่วยดูแลคาดิเนียลด้วยนะครับ เจ้านั่นไม่ได้เรื่องได้ราวหรอกเรื่องงานเอกสาร”อัยเอ่ยด้วยโทนเสียงน่าฟัง รอยยิ้มเป็นมิตรยังคงระบายบนใบหน้าจนขัดแย้งกับความรู้สึกคุกคามที่อาซาเอลเคยได้สัมผัสเมื่อไม่นานมานี้


 

มีเรียนในเช้าวันเสาร์งั้นรึ


 

ดูไปแล้ว ยกเว้นซากาน คนที่เหลือไม่ใช่นักเรียนใหม่ อาซาเอลจึงไม่แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องจริงหรือแผนที่จะปล่อยคาดิเนียลไว้กับเขาตามลำพังกันแน่

 


“ผมคงทำอะไรได้ไม่มากหรอกครับ”อาซาเอลเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย รอยยิ้มทางการที่มองอย่างไรก็ไม่จริงใจถูกส่งไปอย่างเสียมิได้ เพราะสายตาของทรานส์หนุ่มยังส่งไปกรีดผิวไฮบ์ตัวโตที่นั่งผิวปากอยู่อีกฟากของห้อง

 


ดูเอาเถิด คนแบบนั้นมีอะไรให้น่าห่วงกัน

 


ฝูงหมาป่าเดินออกจากห้องอาหารไปแล้ว บรรยากาศในห้องจึงผ่อนคลายลงมากโข ดูได้จากปริมาณนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่างจากก่อนหน้านี้

 


ทว่า รอบตัวของคาดิเนียลก็ยังไม่มีใครเฉียดใกล้อยู่ดี

 


“อยากให้ฉันเรียกมินาคัสไปหาข้อมูลทำรายงานด้วยไหม”เสียงกลั้วหัวเราะดังขึ้นจากแจนิวาลที่เพิ่งจัดการของหวานเสร็จ เรียกให้คนที่ฟุบใบหน้าลงกับโต๊ะขยับขึ้นวางคางบนโต๊ะไม้เนื้อดี สีหน้าเหยเกนั่นทำเอาคนตั้งคำถามหยั่งเชิงหลุดหัวเราะพรืด

 


“ไหนบอกไม่มีอะไรไง”

 


“ฉันแค่ไม่ถูกชะตา”เหลือบสายตาพอให้รู้กันว่าหมายถึงใคร

 


“แต่เขาดูถูกชะตากับนายนะ”แจนิวาลยังคงจี้ใจดำเพื่อนไม่เลิก นี่อาจเป็นจุดอ่อนแรกของอาซาเอลที่แจนิวาลค้นพบ จะให้ปล่อยไปง่ายๆคงไม่ได้หรอก

 


“พอเถอะ”

 


“ไปรอที่ห้องสมุด ฉันอาบน้ำแล้วจะพามินาคัสตามไป”แจนิวาลเลื่อนเก้าอี้ก่อนจะยืนขึ้นเต็มความสูง เห็นคนที่กองอยู่บนโต๊ะเหมือนก้อนอะไรสักอย่างแล้วอยากใช้นิ้วคีบขึ้นมาให้นั่งหัวตรงฟ้าดีๆ

 


“ฉันไปรอนายอาบน้ำก็ได้นะ”

 


“ถามคู่ทำรายงานของนายก่อนเถิดอาซาเอล อีกไม่นานคงลุกมาลากคอนายแล้ว”

 


อาซาเอลไม่ได้หันมองตามการบุ้ยใบ้ของเพื่อนสนิท เพราะรู้ดีว่าคนที่ถูกปล่อยให้นั่งรอนานนับชั่วโมงเพราะอาซาเอลทำใจไม่ได้เสียทีนั้นคงกำลังหงุดหงิดอยู่พอตัว

 


เหตุผลที่ต้องทำใจอยู่นานนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่เจอกันครั้งล่าสุดเขาเพิ่งฝากรอยเขี้ยวไว้บนข้อมืออีกฝ่าย แถมการสนทนากันครั้งสุดท้ายก็เป็นเรื่องที่เขาขโมยพลังเวทย์ของคาดิเนียลมาหน้าตาเฉย

 


แค่นั้นเอง

 


 hf

 

ความเงียบภายในห้องสมุดกว้างขวางที่ประกอบไปด้วยตู้หนังสือสูงใหญ่นับร้อยตู้เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบนั้นเงียบสงัดมากพอให้ทรานส์หนุ่มผู้กำลังเดินเลือกหนังสืออย่างไม่รีบร้อนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง จึงไม่แปลกนักที่อาซาเอลจะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆของคนตัวใหญ่ซึ่งกำลังร่นระยะห่างเข้ามาใกล้ หากแต่เจ้าของร่างสูงโปร่งก็ตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้เขาจะไม่เดินหนีไปไหนอีก



กระนั้น อาซาเอลก็ไม่ได้เตรียมใจรับลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดหลังคอเช่นนี้



“คุณมีเรื่องที่สนใจเป็นพิเศษหรือเปล่า”


 

เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกับท่อนแขนหนาที่เอื้อมมาเพื่อหยิบหนังสือบนชั้นตรงหน้าของทรานส์หนุ่ม ดูไปแล้วเหมือนอาซาเอลโดนกักอยู่ระหว่างชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน กับกำแพงร่างกายกำยำของคาดิเนียลที่ยืนประกบอยู่ด้านหลัง

 


ระหว่างทางเดินมายังชั้นสามอาซาเอลสับขาเร็วกว่าปกติเล็กน้อย กระนั้นคาดิเนียลก็ยินยอมเดินตามมาเงียบๆ เมื่อถึงห้องสมุดที่ว่างเปล่าไร้ผู้คนทั้งที่ควรจะเต็มไปด้วยนักเรียนในคลาสของอาจารย์ชาร์ล อาซาเอลไม่เสียเวลาหาคำตอบว่าเพื่อนร่วมคลาสไปหาข้อมูลจากที่ไหน แต่เขาเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการเดินลัดเลาะไปมาระหว่างชั้นหนังสือมากมาย

 


เพื่อหาหนังสืออ้างอิงก็ส่วนหนึ่ง


 

แต่เพื่อหลบหน้าคาดิเนียลเป็นส่วนใหญ่


 

“ห่างหน่อย ร้อน”

 


ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอดังมาจากคนถูกสั่งให้ถอยออกไป อาซาเอลหยิบหนังสือจากชั้นหนังสือเรื่องเล่าและตำนานมาอีกสามเล่ม ซึ่งหนึ่งในสามเล่มนั้นเขาเคยอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในห้องหนังสือของบิดา อีกสองเล่มนั้นแปลกตาแต่น่าสนใจมากทีเดียว ทว่าความหนาของหนังสือเหล่านั้นก็ทำเอาแขนบางๆสั่นระริก ก่อนน้ำหนักที่กดลงจะหายไปเพราะใครอีกคนยกตำราทั้งหมดไปอย่างง่ายดาย

 


ไม่รอฟังคำค้าน ร่างสูงเดินนำไปวางหนังสือสามเล่มลงบนโต๊ะที่มีหนังสือเล่มอื่นซึ่งอาซาเอลเลือกไว้วางรวมกันอยู่

 


มองด้วยตาแล้วคาดิเนียลอยากฟุบหลับไปเสียเลย ความหนาของหนังสือพวกนี้คงเป็นหมอนได้อย่างดี

 


“ตกลงเรากำลังจะทำรายงานเรื่องอะไรครับคุณ เดินเลือกหนังสือไม่พูดไม่จา หงุดหงิดอะไรแต่เช้าหรอ”

 


อาซาเอลทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ขัดมันในขณะที่คาดิเนียลนั่งลงตรงข้ามกันแล้วนั่งเท้าคางมองหน้าเขาแทนที่จะเปิดหนังสือเพื่อหาข้อมูลทำรายงาน อาซาเอลถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ปิดหนังสือที่เขาเพิ่งกวาดสายตาคร่าวๆว่าใช้อ้างอิงได้หรือไม่

 


ถ้าถามว่าหงุดหงิดอะไร ก็คงหงุดหงิดไปเสียทุกเรื่องนั่นล่ะ มีเรื่องให้คิดมากเกิน และการล้อเลียนสภาพหลังตื่นนอนของไฮบ์หนุ่มก็เป็นการตัดฟางเส้นสุดท้ายของความอดทน เลยต้องมารองรับอารมณ์ขุ่นมัวของเขาแบบนี้

 


อาซาเอลจัดการอารมณ์ของตัวเองก่อนจะเลื่อนหนังสือตรงหน้าไปให้คนที่นั่งเท้าคางอยู่ คาดิเนียลเลิกคิ้วอย่างแปลกใจก่อนจะกวาดสายตาอ่านหน้าปก

 


“ภาชนะที่สองงั้นรึ”เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนักด้วยตัวหนังสือเหล่านั้นเป็นภาษาโบราณของประเทศเล็กๆแต่อุดมสมบูรณ์ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปที่ใหญ่ที่สุดก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกครั้งใหญ่ทำให้ทวีปเคลื่อนตัวเข้ามาติดกันกลายเป็นแผ่นดินเดียว

 


“เคยได้ยินเรื่องทรานส์ที่มีภาชนะที่สองไหม”อาซาเอลเอ่ยถามด้วยเสียงที่ข่มไม่ให้สั่นพร่า

 


บอกตัวเองซ้ำๆว่าเขากำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำรายงานกับคาดิเนียล มิใช่การเปิดเผยความลับใดให้อีกฝ่ายรับรู้

 


ถามตัวเองเป็นรอบที่เท่าไรไม่อาจนับว่าเสี่ยงเกินไปไหมที่เลือกหัวข้อนี้ แต่ถ้าต้องการทำงานหวังผลคะแนนดีเยี่ยมแล้วคงไม่มีเรื่องใดที่อาซาเอลจะรู้รายละเอียดดีไปกว่าเรื่องนี้แล้วจริงๆ

 


“ไม่เคยหรอก ตระกูลของผมไม่ค่อยมีทรานส์ปรากฏ”

 


คาดิเนียลเงียบไปครู่หนึ่งหลังตอบคำถาม ด้วยประหวัดถึงพี่ชายตนซึ่งเป็นทรานส์คนแรกในรอบหลายสิบปีที่เกิดขึ้นในสายตระกูลของเขา กระนั้นพี่ชายก็ไม่ค่อยเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเองมากนัก ตัวเขาจึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับทรานส์มากนักหรอก รู้เท่าที่ควรรู้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการล่าและจุดอ่อนเสียมากกว่า

 


“งั้นรึ”

 


อาซาเอลเอ่ยคล้ายรำพึงกับตัวเองมากกว่าสนทนากับอีกฝ่าย ภาวนาให้คาดิเนียลพูดความจริง เพราะอย่างน้อยก็เป็นการยืนยันว่าที่ไฮบ์หนุ่มก่อกวนเขาอยู่ทุกวี่วันนั้นไม่ใช่เพราะรู้อะไรที่ไม่ควรรู้

 


“ลองอ่านความหมายของภาชนะที่สองดูสักเล่มสิ เลือกเล่มที่คุณคิดว่าจะอ่านแล้วเข้าใจน่ะ”


 

อาซาเอลมองมือหนาที่จับหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า แต่ก็ยังไม่เปิดเล่มไหนออกอ่าน


 

“คุณอ่านหนังสือไม่ออกรึไงคาดิเนียล”


 

คนโดนปรามาสหัวเราะพรืดแทนที่จะกรุ่นโกรธ


 

“ผมอ่านได้ทั้งหมดนั่นแหละครับ แต่ไม่รู้ว่าจะอ่านเล่มไหนที่ทำให้ผมเข้าใจ”


 

อาซาเอลเลิกคิ้วมองคนที่ยังคงเลือกหนังสือต่อไป ก่อนจะหลุดขำออกมาเพราะอดไม่ได้ที่จะขบขันกับสีหน้ายุ่งเหยิงของคนที่ดูก็รู้ว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ

 


“เล่มนี้ก็ได้ครับ บางดี คุณคงมีกำลังใจอ่าน”

 


คาดิเนียลรับหนังสือเล่มที่บางที่สุดไปถือพร้อมด้วยรอยยิ้มจนตาเป็นขีด อาซาเอลได้แต่ถามตัวเองอีกครั้งว่ากำลังคุยกับคนสองบุคลิกหรืออย่างไร บางครั้งก็น่ากลัว บางครั้งก็น่าร

 


ให้ตายสิอาซาเอล หยุดความคิดอยู่ตรงนั้นที

 


          ภาชนะที่สองถูกนำมาใช้ให้ความหมายบุคคลที่ใช้พลังเวทย์ได้สองแบบ

 


          โดยทั่วไปมนุษย์จะใช้พลังเวทย์อันเป็นผลผลิตจากพลังงานชีวิตของตนเอง เราจะเรียกสิ่งนั้นว่าภาชนะต้น ร่างกายเป็นที่กักเก็บพลังเวทย์ เมื่อนำมาใช้ย่อมบั่นทอนพลังชีวิตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำได้เพียงลดทอนผลกระทบด้วยการใช้โลหะตัวนำ


 

          ทว่า มีคนบางกลุ่มที่สามารถใช้พลังเวทย์จากแหล่งอื่นได้ เรียกพวกเขาเหล่านั้นว่า ผู้มีภาชนะที่สอง ตามคำบอกเล่า พบผู้มีภาชนะที่สองในเผ่าพันธุ์ของทรานส์เท่านั้น ไม่เคยมีบันทึกว่าพบเพียวหรือไฮบ์ที่มีคุณสมบัตินี้

 


          ตั้งสมมติฐานว่าเพราะทรานส์มีสายเลือดที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด มีสัญชาตญาณที่เข้มข้นกว่ามนุษย์ประเภทอื่น

 


          ด้วยภาชนะที่สองนั้นใช้กักเก็บพลังเวทย์จากธรรมชาติ ที่มนุษย์ทั่วไปมิอาจแตะต้อง

 


          มิใช่เพียงกักเก็บ หากผ่านการฝึกฝน ทรานส์เหล่านั้นสามารถใช้พลังเวทย์จากทุกสรรพสิ่งในโลกได้อย่างอิสระ โดยแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อการกลับคืนสู่ร่างสัตว์ เนื่องเพราะการดึงพลังเวทย์จากธรรมชาตินั้นคือการพาตนเข้าใกล้ชิดต้นกำเนิดของสายเลือดสัตว์ป่า

 


          ตามตำนานกล่าวขาน ว่าทรานส์ผู้มีภาชนะที่สองนั้นเป็นลักษณะพิเศษที่แฝงอยู่ในรหัสพันธุกรรม สืบจากอดีตกาลที่มนุษย์สามารถใช้เวทมนต์ได้อย่างอิสระ

 


          บ้างเทิดทูนให้เกียรติเทียบทวยเทพ

 


          บ้างเหยียดหยันว่าเป็นกบฏที่ขัดต่อเจตนาของพระเจ้า ราวผู้หลบหนีโทษทัณฑ์

 


          กระนั้น ช่วงเวลาหนึ่งในยุคแห่งความมืดมิด ทรานส์ที่มีภาชนะที่สองเริ่มถูกล่า และค้าเยี่ยงทาส ใช้แทนหม้อแปลงพลังงาน ก่อนปล่อยให้ตาย หรือกลายร่างคืนสู่สัตว์ป่า

 


          เช่นนั้น จึงว่ากันว่า ทรานส์ผู้มีภาชนะที่สองได้สาบสูญจนหมดสิ้นไปตั้งแต่ปลายยุคมืดนั้นแล้ว

 


          คาดิเนียลปิดหนังสือลง จ้องมองปกหนังสือสีแดงเลือดนกอย่างเหม่อลอยก่อนจะไล้ปลายนิ้วเรียวไปบนตัวหนังสือสีทองบนหน้าปก


 

            “พวกเขา

            “น่าสงสาร”


 

            อาซาเอลเหยียดยิ้มหยันที่คาดิเนียลไม่ทันได้เห็นตอนเงยหน้าขึ้นสบตากับทรานส์หนุ่ม


           

            “คุณไม่คิดว่ามันเป็นของขวัญรึ ใช้พลังเวทย์จากสิ่งใด หรือใครก็ได้เชียวนะ”


 

            บางทีนะบางที


            เขาควรจะรู้เรื่องของทรานส์ให้มากกว่านี้


            เรื่องราวที่เป็นมุมมองของผู้ถูกล่า


            คาดิเนียลคิดขณะใคร่ครวญว่าควรตอบคำถามของอาซาเอลอย่างไรดี     

 


            “ผมว่ามันไม่ต่างกับคำสาป”


 

            “คนอื่นต่างหากที่ทำให้มันกลายเป็นคำสาป”


 

            อาซาเอลเอ่ยรอดไรฟันด้วยพยายามสะกดกลั้นอารมณ์บางอย่าง ทรานส์หนุ่มเลี่ยงที่จะสบตากับไฮบ์ที่นั่งอยู่ตรงหน้า


 

            “มันเป็นโศกนาฏกรรม กระนั้นก็ไม่มีใครสนใจหรอก ไม่ว่าเกิดขึ้นอีกกี่ครั้ง หากเกิดกับทรานส์ ไม่นานคนก็จะลืมเลือน”


 

            หลับตาลงเพื่อข่มความร้อนผ่าวเมื่อภาพเดิมวนซ้ำในมโนสำนึก มือเรียวกำแน่นอย่างไม่รู้ตัวจนสั่นระริกไปทั้งแขน


 

            “อาซาเอล”


 

            เจ้าของชื่อสะดุ้งจากภวังค์ด้วยสัมผัสอุ่นที่กระชับบนมือกร้านแต่บางแสนบางจนเห็นข้อนิ้วซีดขาวยามเมื่อเจ้าตัวออกแรงจิกปลายเล็บลงบนฝ่ามือตนเองเช่นนี้ อาซาเอลเพิ่งรู้ตัวว่าเขาใช้น้ำเสียงสั่นพร่าเพียงใดตัดพ้อโชคชะตาก็ตอนที่เห็นสายตาอ่อนโยนจากดวงตาเรียวที่ทอดมองมา แรงบีบกระชับขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะระบายขึ้นบนริมฝีปากส่งให้แก้มดันดวงตาจนยิบหยี


 

            “ผมเป็นไฮบ์ จะไม่พูดหรอกว่าเข้าใจความเจ็บปวดของทรานส์ แต่ถ้าเลือกได้ ผมจะเป็นไฮบ์ที่ไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับทรานส์คนไหน”


 

            ถ้าเลือกได้ ถ้าหากเลือกได้น่ะอาซาเอล ทว่า บางครั้งเราก็ไม่มีสิทธิ์เลือกเช่นกัน


 

            ถ้อยคำเหล่านั้นคือสิ่งที่ไฮบ์หนุ่มไม่ได้เอ่ยออกไป


           

            ยิ่งเห็นดวงตาฉ่ำน้ำนั้นมีประกายวูบไหว ซ้ำมือบางยังสั่นระริกแต่ไม่หนีไปไหนอยู่ภายใต้การกอบกุมของเขาเช่นนี้ คาดิเนียลยิ่งรู้สึกว่าไม่ควรพูดสิ่งใดออกไปอีก

 


            ไฮบ์เช่นเขา ไม่ควรพูดสิ่งใดมากไปกว่านี้แล้ว



 

            “ที่วันนี้ห้องสมุดเงียบเหงาผิดปกติอาจเพราะมีคนมาสร้างโลกส่วนตัวจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้กระมัง นายคิดงั้นไหมมินาคัส”

 


            บรรยากาศที่อวลไปด้วยความอบอุ่นระคนกับความกระอักกระอ่วนระหว่างทรานส์ซึ่งได้รับบาดแผลที่ไม่มีวันหาย กับไฮบ์ที่มีตราบาปจากอดีตคอยทิ่มแทงอยู่ในห้วงมโนสำนึกถูกทำลายลงด้วยเสียงเย้าอย่างมีเลศนัยของเพียวหนุ่ม


 

            มินาคัสทำเพียงมองมือของทรานส์ตัวน้อยภายใต้การกอบกุมของไฮบ์หนุ่มด้วยสายตาไม่สื่อความใด กระนั้นอาซาเอลก็อาศัยจังหวะที่คาดิเนียลหันไปสนใจคนมาใหม่ลอบขยับมือออก


 

            เขาไม่ได้เสียมารยาทมากพอจะสะบัดมือของคนที่ช่วยปลอบโยนในยามที่ตนเสียขวัญเพราะความทรงจำเก่าๆ


 

            คาดิเนียลจะมีจุดประสงค์ใดนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ความอบอุ่นของฝ่ามือหนาและสายตาจริงจังที่มองมา อาซาเอลไม่อาจปฏิเสธว่ามันเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ


 

            “นั่งด้วยกันสิ”อาซาเอลเลื่อนเก้าอี้ข้างตัวให้เพื่อนตัวเล็กทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนจะปรายสายตาไปมองมินาคัสที่ยังคงใบหน้าเรียบเฉย


 

อาซาเอลสนใจผู้มาใหม่เกินกว่าจะทันสังเกตเห็นดวงตาเรียวรีที่ฉายประกายขุ่นมัวขึ้นครู่หนึ่งยามเมื่อคาดิเนียลรับรู้ได้ว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างหอกข้างแคร่กับแมวดื้อของเขา


 

            “นอนหลับสบายดีไหมมินาคัส”อาซาเอลระบายยิ้มหวานขณะถามไถ่เพื่อนสนิท มองผ่านๆก็คล้ายบทสนทนาทั่วไปหากไม่ได้มาพร้อมสายตาวามวาวที่จิกมองใส่ผู้รักษาสมดุลรูปงาม


 

            “สบายมากเลย นายล่ะ หลับสบายดีหรือเปล่า”คนถูกตั้งคำถามหันไปทักทายคู่ทำรายงานของทรานส์ขี้สงสัย ก่อนจะหันมาตอบคำถามด้วยอาการที่อาซาเอลเรียกมันว่า หน้าซื่อตาใส ขณะเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งฝั่งเดียวกับคาดิเนียล ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียจนอาซาเอลอยากกระชากคอแล้วสาดคำถามมากมายใส่เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป


 

            “ดีมากเชียวล่ะ แต่ตอนตื่นมาไม่ค่อยดีสักเท่าไร”


 

            แว่วเสียงคาดิเนียลหัวเราะในลำคอ ในขณะที่มินาคัสเสมองไปทางอื่นเลี่ยงจะสบเข้ากับดวงตากลมของคนที่จ้องเขาเขม็ง

 


            แจนิวาลสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่เขาพลาดไป หากแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ด้วยมีใครอีกคนที่ดึงดูดความสนใจเขาได้มากกว่า ร่างเล็กหันไปทักทายกับไฮบ์หนุ่มด้วยท่าทางที่พยายามให้เป็นปกติ ไม่แสดงความตื่นเต้นออกนอกหน้าเกินไปนัก


 

            แต่เชื่อเถอะว่าเสียงเขาน่ะสั่นไม่หยุด


 

            นี่คาดิเนียลเชียวนะ ใครจะคิดว่าคนธรรมดาแบบเขาจะได้นั่งร่วมโต๊ะกับคนดัง


 

            อาซาเอลลอบมองแจนิวาลที่กำลังพบปะคนดังจนไม่ได้สนใจตน ในขณะที่คาดิเนียลก็ระบายยิ้มการค้าเสียจนไม่ได้มองมาทางนี้ ช่างเป็นจังหวะเหมาะสมควรที่จะรีดเอาคำตอบจากผู้รักษาสมดุลหน้าซื่อ


 

            นายเปลี่ยนชุดให้ฉันรึมินาคัส


 

          เปล่า นายเปลี่ยนของนายเอง

 


          โกหก ฉันหลับตั้งแต่ในสวน

 


          ฉันเป็นใคร แค่ทำให้นายที่หลับอยู่ขยับทำโน่นนี่เหมือนหุ่นเชิดน่ะไม่ยากหรอก


 


          อาซาเอลคลายปมตรงหัวคิ้ว

 


            สบายใจไปเปราะหนึ่ง

 


            หากแต่ความสบายใจนั้นเป็นของอาซาเอลเพียงคนเดียว สำหรับมินาคัสแล้วเป็นภาระหนักหนา ทั้งที่ต้องคอยปั้นหน้าให้เรียบเฉย และต้องโกหกคำโต

 


            “แอบคุยอะไรกันผ่านเทเลพาทีก็ระวังหน่อย ไม่ใช่แค่ห้องเรียนหรอกนะที่มีระบบดักจับกระแสจิต”


 

ทรานส์หนุ่มสะดุ้งไปวูบหนึ่ง พอให้แจนิวาลได้หัวเราะในลำคอที่จับพิรุธเพื่อนได้สำเร็จ และมากพอให้คาดิเนียลเลิกคิ้วอย่างสงสัย


 

“ฉันขอไปเดินหาหนังสือก่อนนะ”


 

หนึ่งทรานส์ หนึ่งไฮบ์ และหนึ่งเพียว มองตามคนที่ลุกเดินหายเข้าไปท่ามกลางชั้นหนังสือด้วยสายตาแตกต่างกัน


 

มินาคัสสัมผัสได้ถึงแววตาใคร่รู้ของแจนิวาล และสายตาไม่เป็นมิตรเท่าใดนักของคาดิเนียล หากแต่สายตาที่ทำให้เขาเหงื่อซึมแผ่นหลังคงไม่พ้นตาใสๆของคนที่เชื่อคำเขาหมดใจ


 

ไม่มีกฏข้อห้ามใดระบุว่าผู้รักษาสมดุลต้องพูดแต่ความจริงเท่านั้น หากแต่มินาคัสไม่ใช่พวกชอบโป้ปด ยกเว้นว่ามันจะช่วยให้เอาตัวรอดจากฤทธิ์เดชของแมวอารมณ์ร้ายบางตัว

 


            เป็นผู้รักษาสมดุลใช่ว่าจะมีพลังอำนาจพิเศษอะไรมากมาย แตกต่างจากใครๆด้วยเป็นสายเลือดที่ได้รับเลือกให้ใกล้ชิดกับพลังเวทย์ธรรมชาติ หากคนทั่วไปสัมผัสพลังเวทย์ในลักษณะพลังงาน สำหรับเขาก็เพียงแต่เปลี่ยนพลังงานเป็นอะไรที่คล้ายสิ่งมีชีวิต สามารถสื่อสาร จับต้อง ขอร้องให้เป็นไปดั่งใจได้ในบางโอกาส หากแต่มิอาจออกคำสั่งหรือใช้ประโยชน์ใด

 


            สิทธิ์การใช้ประโยชน์จากพลังเวทย์ธรรมชาตินั้นเป็นของภาชนะที่สองเท่านั้น


 

            หากเปรียบพลังเวทย์ทั่วโลกเป็นระบบระบบหนึ่ง ผู้รักษาสมดุลก็มีหน้าที่ตามชื่อที่ใช้กล่าวขาน คือคอยหาจุดบกพร่องหรือสิ่งผิดปกติ แล้วจัดการหาสาเหตุ แก้ไขซ่อมแซม

 


            จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ก็ต่อเมื่อสภาลงมติว่าเหตุการณ์นั้นมีอันตรายต่อความสมดุลของโลก


 

            หากเป็นปัญหาอื่นใด แม้อยากช่วยแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์ยื่นมือเข้าไปเกินกว่าความสามารถของคนธรรมดาคนหนึ่ง

 


            กฎเหล็กที่ต้องรักษา คือห้ามใช้พลังของผู้รักษาสมดุลแก้ไขปัญหาส่วนตัว

 


            โชคดีอยู่หน่อยที่ตัวเขาเป็นผู้รักษาสมดุลที่ได้รับความรักจากเหล่าพลังเวทย์อยู่ไม่น้อย จึงพอจะเกลี้ยกล่อมให้ทำตามคำขอได้อยู่บ้าง


 

            อย่างการทำให้พลังเวทย์ของอาซาเอลเข้าสู่ช่วงพักเพื่อให้เจ้าของร่างหลับนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ได้ทำให้เหล่าพลังงานว้าวุ่นเหล่านั้นกระโตกกระตากจนเขาต้องถูกลงทัณฑ์จากสภา แต่จะให้สั่งร่างที่ไร้สติขยับตัวทำสิ่งใดตามใจนึกนั้น

 


            ก็แค่คำโกหกเพื่อเอาตัวรอด

 


            ภาพร่างกายขาวเนียนบอบบางของเพื่อนสนิทยังติดตาอยู่จนไม่กล้ามองใบหน้าคมนั่นตรงๆด้วยซ้ำไป

 


            ไม่คิดว่าการที่อาซาเอลเข้าใจแบบผิดๆเช่นเดียวกับใครหลายๆคน ว่าผู้รักษาสมดุลเป็นผู้วิเศษนั้นจะช่วยให้การโกหกของเขาดูแนบเนียนเสียเหลือเกิน

 


            ภาวนาว่าอาซาเอลจะไม่เกิดสนใจรายละเอียดของผู้รักษาสมดุลขึ้นมาก็แล้วกัน

 


 

            “แล้วนายไม่ไปเลือกหนังสือรึ แจนิวาล เกลียดห้องสมุดก็ให้มันน้อยๆหน่อยเถิด จะเอาเปรียบมินาคัสแบบนี้ไม่ได้”

 


            เมื่อร่างสูงของผู้รักษาสมดุลพ้นจากกรอบสายตา อาซาเอลก็หันมาดุคนข้างๆเสียงเข้ม แจนิวาลชะงักมือที่เปิดหนังสืออ้างอิงเรื่องภาชนะที่สองก่อนจะเงยมาสบตาคมของเพื่อนสนิท ในขณะที่คาดิเนียลรีบเปิดหนังสือเล่มอื่นๆเพื่อทำความเข้าใจหัวข้อรายงานของตนให้มากขึ้น หวั่นเหลือเกินว่าเจ้าแมวดื้อจะคิดว่าเขาเอาเปรียบ

 


            “ใครบอกกันว่าฉันเกลียดห้องสมุด”แจนิวาลเลิกคิ้วสูง ทำสีหน้าประหลาดใจจนอาซาเอลเริ่มไม่มั่นใจในสิ่งที่ตนเข้าใจมาตลอด

 


            “ก็วันแรกที่รุ่นพี่พาชมห้องสมุด นายทำหน้าเหมือนจะขาดอากาศตาย”

 


            สิ้นคำอธิบาย แจนิวาลก็หัวเราะลั่นจนอาซาเอลต้องรีบตะปบปิดปาก แม้จะไร้แววบุคคลอื่น แต่ห้องสมุดก็คือห้องสมุด การส่งเสียงรบกวนนั้นไม่ใช่เรื่องสมควรกระทำ

 


            “ฉันแค่อืม จะใช้คำว่าอะไรดีนะ นายเคยกินอะไรบ่อยๆเป็นเวลานานๆ จนเวลาเห็นก็รู้สึกแขยงไหม แต่ไม่ได้เกลียดน่ะ”แจนิวาลดึงมือบางออกจากปากก่อนพยายามอธิบายสีหน้าในวันนั้น

 


            “จะบอกว่านายเข้าห้องสมุดบ่อยจนเอียนรึ”ทรานส์หนุ่มเอ่ยพร้อมแสดงสีหน้าราวกับแจนิวาลกำลังบอกว่าพรุ่งนี้หิมะจะตก ทั้งที่ตอนนี้เป็นกลางฤดูใบไม้ร่วง

 


            “บอกให้เอาบุญนะอาซาเอล บ้านฉันเป็นเจ้าของห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดของเมือง ฉันโตมากับหนังสือมากกว่าคนด้วยกันเสียอีก”

 


            อาซาเอลเบิกตาโตไม่พอ ยังยกมือขึ้นปิดปาก ประหลาดใจก็ส่วนหนึ่ง แต่ตั้งใจแสดงสีหน้าเกินจริงยั่วโมโหเพื่อนเป็นเหตุผลหลัก ยิ่งแจนิวาลแยกเขี้ยวใส่ มืออีกข้างก็ยกขึ้นทาบอก ส่ายหน้าไปมาไม่หยุด

 


            แน่นอนว่าท่าทางขี้เล่นเช่นนั้นเข้ามาอยู่ในกรอบสายตาของหมาป่าหนุ่มแล้วเรียบร้อย

 


            ทั้งที่เวลาอยู่กับเขาเอาแต่ทำหน้าเป็นแมวดื้อ ไม่คิดว่าจะซนได้ถึงขนาดนี้

 


            เห็นแล้วหมั่นเขี้ยวนักเชียว

 

            ไม่ใช่เพียงคาดิเนียลที่คันไม้คันมือกับสีหน้าท่าทางของอาซาเอล เพราะแจนิวาลคันมือเสียจนฟาดผลั่วะเข้าที่ไหล่บางแล้วเรียบร้อย

 


            เด็กซนหัวเราะแบบไร้เสียงแต่แสดงออกทางสีหน้าจนตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว เย้าแหย่แจนิวาลอีกพักใหญ่จนคนตัวเล็กกว่าตัดสินใจหนีไปหาหนังสืออ่าน แม้ว่าเพียวหนุ่มจะหาข้อมูลทำรายงานของตนไว้เพียงพอแล้วก็ตาม

 


            อาซาเอลลืมไปแล้วหรือไงว่าที่เขามาก็เพราะจะช่วยเป็นไม้กันหมาให้ ก่อกวนกันเช่นนี้มันน่าปล่อยให้โดนหมาป่ารังแกเสียให้เข็ด

 


            แมวขี้แกล้งหัวเราะพอใจในผลงานที่ก่อกวนแจนิวาลได้สำเร็จ ก่อนจะหันมาหากองงานที่ค้างอยู่ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าเกร็งกระตุกก่อนจะหุบฉับลงเมื่อเห็นดวงตาเรียวรีตรงหน้าทอประกายหวานเสียจนต้องเบือนหลบ

 


            ทั้งที่ไม่ได้เอ่ยเป็นคำพูด

 


            ทั้งที่ไม่ได้เทเลพาที

 


            หากแต่สายตาของคาดิเนียลก็เอ่ยคำหนึ่งได้ชัดเหลือเกิน

 

 


            “ตกลง เราจะทำรายงานเรื่องภาชนะที่สองกัน ใช่มั้ย”

 


            คนเสนอหัวข้อเองเอ่ยตะกุกตะกัก หาจุดวางสายตาลำบากเหลือเกินเมื่อต้องคอยหลบสายตาคมๆที่ยังจ้องไม่หยุด แม้จะแกล้งทำเสียงแข็งเป็นการเป็นงาน แต่ก็ไม่อาจซ่อนใบหูแดงก่ำได้

 


            “ใช่”เสียงทุ้มต่ำตอบเนิบๆ ราวกับเย้ยหยันอาการลุกลี้ลุกลนของอีกฝ่าย

 


            อาซาเอลเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เองว่าเขาพลาดครั้งใหญ่แค่ไหนที่แกล้งจนแจนิวาลลุกหนีไป

 


            “ทำงานสิ นั่งมองหน้าผมทำไม”

 


            เมื่อจนตรอก แมวน้อยก็หันมาขู่ฟ่ออย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด


 

            “นี่ รู้อะไรไหม”

 


“ก่อนเริ่มทำงาน คุณต้องเริ่มจากหยุดเขินก่อน”

 


            “เพราะตอนนี้คุณน่ารักมาก ผมไม่มีสมาธิเลย อาซาเอล”

 


            เชื่อเถอะว่าอาซาเอลอยากตีอกชกตัวเองเหลือเกินที่วันก่อนไปบังคับให้คาดิเนียลเรียกชื่อเขา เพราะทุกครั้งที่เสียงทุ้มต่ำติดแตกพร่าตามธรรมชาติของเด็กหนุ่มเอ่ยชื่อเขาขึ้นมา มันทำให้อะไรบางอย่างในอกทำงานผิดปกติ

 


            “เงียบเถอะ”

 


            อีกครั้งที่คาดิเนียลโดนแมวขู่ แต่หมาป่าอย่างเขาก็มิได้เกรงกลัวเลยสักนิด

 


            “อาซาเอล”


 

            เจ้าของชื่อยังเอาแต่ง่วนอยู่กับการจดสรุปข้อความสำคัญจากหนังสือบนโต๊ะ แม้จะรับรู้ได้ว่าอีกคนขยับลุกขึ้นเท้ามือกับโต๊ะไม้ที่ส่งเสียงเอี้ยดอ้าดยามเมื่อคนตัวสูงอาศัยช่วงตัวยาวชะโงกหน้ามาใกล้กว่าที่ควร หรืออาจเป็นเพราะรู้ดีว่าหากเงยหน้าขึ้นตอนนี้ ปลายจมูกคงอยู่ห่างจากปลายจมูกอีกคนไม่กี่คืบ เช่นนั้นการก้มหน้าก้มตาเอาไว้คงปลอดภัยกว่า


 

            “คาดิเนียล”เสียงที่กดต่ำกว่าปกติเอ่ยเรียกชื่ออีกคนจนเจ้าของชื่อที่ตั้งใจจะหยอกล้อให้แมวดื้อเขินกว่าที่เป็นต้องชะงักค้าง


 

            รอดูท่าทีว่าเขาเผลอเหยียบกับระเบิดเข้าอีกหรือไม่


 

            เข้าใกล้มากไปทีไร เป็นได้เจ็บตัวทุกที


 

            “นั่งลงแล้วช่วยผมทำงานเสียที”เสียงถอนหายใจที่ตามหลังประโยคมาติดๆนั่นทำให้คาดิเนียลเบาใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกรธขึ้ง


 

            หากแต่กำลังระอากับความขี้แกล้งของเขาเสียมากกว่า


 

            แววตานึกสนุกแปรเปลี่ยนเป็นความละมุนละไม ยามเมื่อรู้ตัวว่าตนได้มองใบหน้าเนียนที่ประดับไว้ด้วยกลุ่มดาวสามดวงใกล้เพียงใด หลายวินาทีที่คาดิเนียลทิ้งสายตามองสำรวจเครื่องหน้างดงามของคนที่เขามั่นใจว่าตนกำลังหลงใหลด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

 


            ดวงตาคมที่หลุบต่ำจดจ้องอยู่กับหนังสือนั้น ไม่กี่นาทีก่อนเพิ่งจะฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำและอาบไปด้วยความทุกข์ทรมานที่เขาไม่อาจเข้าใจ


 

            “เชื่อเถอะอาซาเอล ผมจะช่วยคุณเอง คุณไม่จำเป็นต้องแบกรับอะไรไว้คนเดียวหรอก”

 

 


            “มันก็แน่อยู่แล้ว ในเมื่อนี่เป็นงานคู่ พูดอะไรไร้สาระเสียจริง”

 


            คาดิเนียลหัวเราะเบาๆก่อนจะถอยกลับมานั่งที่ของตนแล้วลงมือทำรายงานตามที่อีกคนสั่งเสียงแข็ง


 

            เอาเถิดอาซาเอล คำพูดนั้นจะแกล้งบ่ายเบี่ยงอย่างไรก็ตามแต่ใจ หากแต่คุณซ่อนมือสั่นๆที่เขียนอักษรไม่เป็นตัวนั่นไว้ไม่ได้หรอก


 

            ผมรู้ดี ว่าคุณเข้าใจสิ่งที่ผมบอก


 

            แต่คุณยังไม่เข้าใจหรอก ว่าผมจริงจังกับคำพูดของตัวเองเพียงใด


 

            คาดิเนียลลอบขำตัวเองในใจที่ไม่เคยเข็ดขยาดกับการลองดีกับกับระเบิด อาซาเอลเป็นยิ่งกว่าแมวดื้อที่เขาเดาอารมณ์ไม่ออก กระนั้นไฮบ์หนุ่มก็ไม่ลังเลที่จะแตะผะแผ่วลงบนหลังมือบางจนเห็นข้อนิ้วชัดเจน เผลอใช้นิ้วโป้งไล้ตามข้อกระดูกโปนจนกระทั่งแมวน้อยเริ่มกระตุกมือหนีจึงยอมหยุดแต่โดยดี แล้วเปลี่ยนเป็นเกี่ยวปลายนิ้วเรียวไว้หลวมๆ

 


ท่ามกลางความเงียบของห้องสมุด ต่างฝ่ายต่างก้มหน้าอ่านหนังสืออ้างอิงเล่มโต มือข้างหนึ่งถือดินสอและจดทุกอย่างที่คิดว่าจำเป็น ในขณะที่มืออีกข้างของอาซาเอล ถูกคู่ทำรายงานจองจำไว้ด้วยปลายนิ้วที่เกี่ยวกัน ราวกับแค่บังเอิญวางมือไว้ตรงนี้เท่านั้น

 


ช่างเป็นกรงขังที่เปราะบางแต่มิอาจขัดขืน

 


             “ดูเหมือนเราควรย้ายขึ้นไปทำงานบนห้องจริงๆนั่นล่ะ ว่ามั้ยมินาคัส”

 


            อีกครั้งที่การหาลูกคู่ของแจนิวาลไม่เป็นผลสำเร็จเมื่อมินาคัสทำเพียงไหวไหล่แล้วกลับมานั่งลงข้างคาดิเนียล ทิ้งให้คู่ทำรายงานของตนยืนแยกเขี้ยวใส่คุณชายสะอาดที่ไม่เคยจะรับมุกอะไรจากเขาสักอย่าง คิดแล้วก็หงุดหงิดจนต้องเดินปึงปังมานั่งลงข้างอาซาเอลที่ยังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจ

 


            โดยไม่ขยับปลายนิ้วออกห่างปลายนิ้วใครอีกคน


 

            แจนิวาลกลอกตาหนีบรรยากาศอ่อนหวานจนมาสบเข้ากับตาสวยของคนฝั่งตรงข้าม มินาคัสเลิกคิ้วคล้ายจะถามว่ามองหน้ากันด้วยเหตุใด


 

            หากแต่ริมฝีปากที่เผลอเม้มแน่นก็ต้องคลายออก เพื่อตอบคำถามของอาซาเอลที่ทำลายความเงียบขึ้นมา เช่นเดียวกับสายตาอ่านยากที่ผละจากใบหน้ามินาคัสไปมองอาซาเอลแทน

 


            “พวกนายทำรายงานเรื่องอะไรรึ”

 


            “ผู้รักษาสมดุล”


 

            อาซาเอลเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ หันมองแจนิวาลที่เป็นผู้ตอบคำถาม ก่อนจะหันไปมองมินาคัสที่ยิ้มบางๆรออยู่

 


            “บอกทีว่าใครเลือกหัวข้อนี้”อาซาเอลหรี่ตามองผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับผู้รักษาสมดุลดีที่สุด


 

            “แจนิวาล เขาบอกว่าสนใจเรื่องนี้อยู่”มินาคัสบุ้ยใบ้ไปทางเพียวหนุ่ม

 


            “อืม สนใจอยู่”


 

            เสียงตอบเรียบๆหากแต่มีบางอย่างที่สะกิดให้มินาคัสและอาซาเอลมองหน้ากันอย่างสื่อความ ก่อนจะหันไปมองแจนิวาลที่ก้มหน้าลงอ่านหนังสือที่หยิบมา

 


            แจนิวาลนั้นพูดแทบทุกอย่างที่คิด

 


            แต่เมื่อใดที่เลือกจะเงียบ ก็ช่างอ่านยากกว่าหนังสือเล่มใดในโลก




กลับมาแล้วค่าาาา


100% ซะที ยาวมากอีกเช่นเคย ขอโทษที่ปล่อยให้รอนานนะคะ


ตอนแต่งคาดิเนียลเกี่ยวปลายนิ้วอาซาเอลนี่นึกถึงน้องหมาที่บ้านเลยค่ะ 

เวลาแมวเรียกร้องความสนใจจะปีนขึ้นมานอนบนตัก แบบต้องสนใจนางตอนนั้นเลย

แต่เวลาหมาเรียกร้องความสนใจ เขาจะแค่มานอนข้างๆ ให้มีสักอวัยวะแตะเจ้าของก็ยังดี


อาซาเอลกับคาดิเนียลคือคุณองคุณแดนที่เรามองผ่านฟิลเตอร์น้องแมวน้องหมาที่บ้านอ่ะ 55555



ปล. ลงอิมเมจของฝูงหมาป่าให้ครบแล้วค่า ทายถูกกันทุกคนมั้ยเอ่ย?




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 270 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,402 ความคิดเห็น

  1. #2369 applepie13 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 00:03
    มันเป็นดีไปหมด ทำไมเขาทำอะไรกันก็หวานไปซะหมดแบบนี้อ่ะแม่!!! ตาร้อนนนนนนน แต่แจนิวาลน่าจะรู้แหละว่าเพื่อนปกปิดอะไรอยู่ หนอนหนังสือขนาดนั้นนนนน ชอบการรวมตัวของทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะไฮบ์ แก้งค์เพื่อนอาซาเอล หรือจะสี่คนสี่แบบแบบนี้ มันหยุมหยิมในจายยยยย
    #2,369
    0
  2. #2337 KtnntK (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 05:12

    แบบว่านะ เรากรี๊ดแก๊งฝูงหมาป่ามากค่ะ มันเป็นดีต่อใจ ถ้าไม่ว่าอะไรขอจองฮาบัส อูจีส กับซากานได้ไหมคะ แงงงงง เป็นชอบเป็นแพ้ ผู้ชายในฝันชัดๆ ดูแบดบอยพอตัวเลยพ่อหนุ่มพวกนี้ นายคาดิเนียลก็ให้เป็นของเจ้าแมวไป ที่เหลือเราขอเองค่ะ55555 เอาล่ะ นี่ว่าที่แจนิวาลบอกว่าสนใจเรื่องผู้นักษาสมดุลอยู่น่าจะมีนัยแฝงอยู่รึเปล่า แบบว่ากำลังสนใจตัวมินาคัสที่เป็นผู้รักษาสมดุลอยู่ด้วยอะไรงี้ มันต้องมีอะไรซักอย่างแหละที่ทำให้เอะใจขึ้นมาแล้วเริ่มจับสังเกตุเพื่อนสนิทตัวเอง

    #2,337
    0
  3. #2292 atom_k (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 22:43
    เขินความเกี่ยวนิ้วอ่ะ
    #2,292
    0
  4. #2016 No10051 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:22
    น้องแจจจจจ FC หน่องนะคะ ยิ่งอ่านไปยิ่งชอบแจมากๆ ตัวละครที่(?)ธรรมดาท่ามกลางคนไม่ธรรมดานี่มันน่าสนใจมากๆเลยค่ะว่าหน่องจะดำเนินชีวิตไปแบบไหน
    #2,016
    0
  5. #1986 Aommma16 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 17:22
    ฮืออออน่ารักมากๆๆๆๆๆเลย อยากรู้เรื่องอดีตของอาซาเอลกับคาดิเนียลด้วย แจฮวานรู้อะไรมารึป่าว
    #1,986
    0
  6. #1842 เฌอแตมเป็นแมว (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 08:34
    โอ๊ยยยย เขินนน แค่เขาเอานิ้วมาเกี่ยวกันทำไมเขินขนาดนี้ ฮือออออออ >///<
    #1,842
    0
  7. #1783 heutesprecheich (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2561 / 05:49
    แจนิวาลเธอรู้ใช่มั้ยย
    #1,783
    0
  8. #1708 ffunfunn_1026 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 21:32
    ตอนเกี่ยวปลายนิ้วอ่านแล้วรู้สึกเขินมากๆเลยค่ะ >w<
    #1,708
    0
  9. #1698 Kiimiie (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 18:42
    เหมือนแจนิวาลนี่รู้หมดแต่พูดไม่หมดเฉยๆเลยนะคะ
    #1,698
    0
  10. #1675 Sanny (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 15:38
    ทำไมฟีลแบบไม่ทีอะไรบนโลกที่แจนิวาลไม่รู้555
    #1,675
    0
  11. #1644 Yiping98 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 23:24
    อยากรู้สิ่งที่อาซาเอลปกปิดไว้แล้วแงงงงงงงงงง
    #1,644
    0
  12. #1633 gungun-007 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 22:40

    มินาคัสแบบละมุนมากกก เป็นหอกข้างแคร่ที่ควรระแวงจริงๆนั่นแหละเนอะคาดิเนียลเนอะ อดีตของอาซาเอลน้อยจะเป็นยังไงหนอ น้องถึงขนาดลืมไป ส่วนแจนิวาลนี้จะใช่อย่างที่คิดไหมน๊าาา ที่ว่าสนใจผู้รักษาสมดุลเนี่ย.. จริงรึป่าววว

    #1,633
    0
  13. #1587 lettuce.platalayleuk (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 00:12
    อาซาเอลเป็นภาชนะที่สองใช่มั้ยยย มินาคัสที่เคยเจอกับอาซาเอลในอดีตนี่ยังไงก๊านนน
    #1,587
    0
  14. #1576 RealThxnB (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 09:26
    มิคานัสชอบเพื่อนหรอออ
    #1,576
    0
  15. #1551 unitboyy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 19:02
    ใรขณะที่มิคานัสของเราดูเหมือนจะรู้อะไรไปหมด น้องแจของเรานั้นกลับไม่รู้อะไรบ้างเลย 555555 สงสารน้องงงง
    #1,551
    0
  16. #1541 มนอจ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 18:27

    ฮืออออ.. บ้าไปแล้วอ่ะ อ่านไปก็ยิ้มไป

    #1,541
    0
  17. #1530 Slateman_sw (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 15:03
    หยอกเย้ากันไปมาชวนเขินละเกิน
    ที้งอาซาเอลแล้วก็มินาคัสต่างคนต่างพิเศษกันทั้งคู่สินะรู้แล้วว่าอาซาเอลเป็นทรานส์ที่มีความสามารถในการใช้เวทย์จากภาชนะที่สอง แต่ร่างที่แท้จริงของเจ้าแมวนั้นคืออะไรอ่ะ แล้วคาดิเนียลเกี่ยสข้องกับอาซาเอลยังไงกันแน่ มินาคัสดูเหมือนจะรู้อะไรที่เราไม่รู้เยอะเลยง่ะแง้ๆ สงสัยๆ
    #1,530
    0
  18. #1516 Yesmyboy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 23:24
    ถึงจะมีเพื่อนอยู่แต่มือก็ยังเกี่ยวกันนะน่ารักกก อยากรู้เรื่องเขี้ยวของคาดิเนลทำไมมีเขี้ยวมาก่อนและจะให้อาซาเอลไปเป็นเขี้ยวด้วยอีก
    #1,516
    0
  19. #1501 the grl n her sunflower (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 17:26
    เขินนนน นึกไม่ถึงว่ามินาคัสจะมีควาทพิเศษขนาดนี้ แล้วนี้หลงรักเพื่อนรึเปล่าคะ ละเขี้ยวเป็นของทรานซ์ได้ด้วยหรือ ตอนแรกนึกว่าอาซาเอลจะเป็นสัตว์วิเศษเสียอีก แต่รู้ว่าเป็นภาชนะที่สองนี่ก็พอเข้าใจเหตุผลที่ปิดบังตนได้อยู่ ก็เพราะมนุษย์น่ะโลภสินะคะ แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงต้องปิดบังตนเวลาลอสด้วย ไม่ให้ใครเห็นร่างที่แท้จริงแต่ถ้ามีความพิเศษที่ส่งต่อมายังพันธุกรรมก็ต้องแสดงรูปลักษณ์ออกมาด้วยใช่มั้ยคะเนี่ย ตื่นเต้นเลยว่าจะเป็นแบบไหน คุณหมาป่าทำให้ตกหลุมรักอีกแล้วค่ะ ความมีสเน่ห์เจ้าเล่ห์และแข็งแกร่งมั่นคงในตัวคุณเค้าทำให้อดเขินไม่ได้จริงๆ ยิ่งพอนึกภาพ ฝูงหมาป่าอยู่ด้วยกันแล้ว ยิ่งน่าหลงไหล แต่เป็นไฮป์นี่ดีนะคะ ไม่ต้องปิดตัวตนเพราะไม่ค่อยมีผลกระทบอะไรซ้ำยังมีคนเกรง สนุกมากๆค่ะ ลุ้นว่าต่อไปจะเป็นยังไง เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ
    #1,501
    0
  20. #1426 หลิง. (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 00:09
    ฮือน่ารักก
    #1,426
    0
  21. #1320 may-twchn94 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 09:29
    ห้อฝสมุดมีแค่สองคนอย่าที่แจว่าหละ555
    #1,320
    0
  22. #1234 The Liar (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 00:00
    แจก็ไม่ทำดาสินะ สนุกตรงนี้แหละ แต่ละคนมีปริศนาให้ค้นหา ขอถามหน่อยนะคะ ตอนนี้ในหอสมุดเปลี่ยนทุกสิ่งเป็นสีชมพูแล้วหรือยังคะ แหมมมมมมม คาดิเนียลลลลลล รุกเร็วรุกหนักรุกแรง ไว้ใจพ่อหมาป่าคาดี้!
    #1,234
    0
  23. #1222 เจ้าข้าวเจ้าของ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 01:50
    แจนิวาลต้องรู้อะไรแน่ๆ ยิ่งหนังสือทุกเล่มผ่านตาน้องมาหมดแล้วด้วย ตอนแรกนึกว่าจะเป็นคนที่ไม่น่าสนใจ แต่เปล่าเลย ตอนนี้น่าสนใจมาก มินาคัสรู้อดีตของอาซาเอล? งั้นมินาคัสต้องรู้จักคาดิเนียล? เรื่องภาชนะที่สองน่าสนใจมาก แง่ แต่นุไม่ค่อยฉลาด ขออ่านตามแล้วร้องอ๋อดีกว่า ไม่เดาๆ
    #1,222
    0
  24. #1138 {wixxwaxwwww} (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 02:49
    ยัยแจ้ เอ็นดู ~
    #1,138
    0
  25. #1046 JAMNIN (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 10:11
    คนในความทรงทำอาซาเอลเป็นภาชนะที่สองแน่เลย แล้วโดนดูดพลังจนตาย ทำให้อาซาเอลฝังใจมากแน่ แล้วอาซาเอลก็น่าจะเป็นภาชนะที่สองเหมือนกัน คาดิเนียลดูแลแมวน้อยให้ดีๆ นะ สงสาร

    ฉากเกี่ยวมือนี่โคตรเขินเลยค่ะ ละมุนละไม งื้อออออ
    #1,046
    0