[AU] Produce101 - Your Canine :: เขี้ยว #nielong

ตอนที่ 10 : Chapter 8 :: ภารกิจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 263 ครั้ง
    17 ก.ค. 62


ช่วงเวลาก่อนรุ่งสาง ท้องฟ้ายังถูกฉาบทับด้วยสีแห่งรัตติกาล ดวงอาทิตย์ยังคงหลบซ่อนอยู่ด้านหลังของแนวสันเขา ไอหมอกหนาจัดปกคลุมไปทั่วสถาบันอันดับหนึ่งด้านเวทมนต์ศาสตร์และการใช้ชีวิต ความชื้นในอากาศมีมากกว่าปกติด้วยด้านหนึ่งถูกเทือกเขาสูงใหญ่ทอดตัวยาวโอบล้อม อีกด้านถูกล้อมรอบด้วยทะเลสาบสีน้ำเงินเข้มบ่งบอกความลึกสุดหยั่ง

 

 เหล่านักเรียนใหม่สูดจมูกฟุดฟิดบ้างยกมือถูปลายจมูกที่เย็นจัด บ้างซุกใบหน้าเข้ากับผ้าพันคอผืนหนา กวาดตามองแล้วอาซาเอลพบว่าตัวเขาเองและเพื่อนร่วมรุ่นไม่มีใครพร้อมรับสถานการณ์ตรงหน้านี้สักเท่าไร แม้แต่คนที่เป็นจุดดึงดูดสายตาของคนทั่วไปอย่างมินาคัสและคาดิเนียลก็อยู่ในสภาพที่ดูไม่ดีนัก เพื่อนตัวสูงของเขาดวงตาปรือปรอยอย่างคนไม่ตื่นดี ส่วนเจ้าหมาป่าตัวโตที่ก่อเรื่องกับเขาไว้เมื่อคืนก็ยืนห่อตัวด้วยความหนาวกับสภาพเส้นผมฟูฟ่องเหมือนลุกจากเตียงแล้วละเมอเดินลงมารวมพล 


 

นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เมื่ออาซาเอลมองไปแล้วคาดิเนียลไม่ได้หันมาสบตา

 

 

อันที่จริงแล้ว ดวงตาเรียวรีนั่นยังหลับอยู่เลย

 


 

 ด้านอาซาเอลที่ปกติก็ดึงดูดสายตาไม่แพ้สองคนข้างต้นกำลังซุกซ่อนใบหน้าไว้กับแผ่นหลังของมินาคัส พิงหน้าผากลงกับหลังของเพื่อนและพยายามห่อตัวให้เล็กที่สุด ใช้ร่างสูงของอีกคนบังลมหนาวไม่ให้กระทบผิวกาย อาซาเอลเกลียดอากาศหนาวที่สะท้านไปถึงกระดูกแบบนี้เป็นที่สุด แมวตัวน้อยสั่นหงึกๆราวกับลูกนกตกจากรัง ในใจภาวนาขอให้แสงแดดยามเช้าสาดส่องมาโดยเร็วก่อนที่เขาจะหนาวตาย


 


เหลือบมองซ้ายขวาพบว่าหลายคนเริ่มใช้เวทมนต์สร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง ไอร้อนแผ่ออกมาจากร่างกายของนักเรียนใหม่บางส่วน หนึ่งในนั้นคือคาดิเนียล เจ้าหมาป่าตัวโตใช้เรียวนิ้วเสยเส้นผมที่ตกลงปรกหน้า ไอเวทย์สีฟ้าที่ระอุออกมารอบตัวบ่งบอกว่าคนมีพลังงานเหลือเฟือกำลังใช้มันอย่างสิ้นเปลืองอีกครั้ง

 


ทรานส์หนุ่มลอบเบ้ปาก

 


หนาว

 


แต่การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิรอบตัวแม้เป็นบริเวณจำกัดก็ยังผลาญพลังเวทย์จำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงบางส่วนของร่างกายให้มีลักษณะพิเศษนั้นเป็นเวทมนต์ง่ายๆที่ใช้พลังงานไม่มากนัก แต่หากปกคลุมทั้งร่างเพื่อป้องกันผิวเนื้อจากความเหน็บหนาว นั่นถือเป็นสิ่งสิ้นเปลืองสำหรับทรานส์ที่ต้องกักตุนพลังเวทย์เท่าที่จะทำได้


 

เป็นเหตุผลว่าทำไมอาซาเอลและซามูเอลจึงต้องกัดฟันทนยืนตัวสั่นอยู่เช่นนี้


 

ตั้งแต่มาอาศัยอยู่ในสถาบัน ทรานส์หนุ่มเพิ่งตระหนักว่าพลังเวทย์ฟื้นตัวได้ยากขึ้น อาจด้วยความกดดันจากเพียวและไฮบ์รอบตัวทำให้ร่างกายตื่นตัวและหวาดระแวงอยู่เสมอ ไม่เหมาะกับการพักผ่อนเอาเสียเลย


 

ต้องระวังตัวมากกว่านี้ จะใช้พลังเวทย์อย่างสิ้นเปลืองไม่ได้เด็ดขาด



 

ถ้าอยากอุ่นก็ขยับมาทางนี้


เลิกเบียดเพื่อนคุณซะ


 

เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นในโสตประสาทเรียกให้คนเผชิญภัยหนาวตะแคงหน้าไปมองเจ้าของเสียง

 


คาดิเนียลไม่ได้มองมา ทำราวกับว่าไม่รับรู้ถึงตัวตนของเขาด้วยซ้ำไป

 


เป็นอย่างนี้ทุกที

 


เวลาอยู่ท่ามกลางผู้คน หมาป่าเจ้าเล่ห์มักจะเมินเฉยต่อเขาราวไม่รู้จักกัน แล้วจะให้เขาเดินเข้าไปอาศัยไออุ่นจากตัวคนที่ไม่แม้แต่จะหันมาเรียกกันด้วยคำพูดงั้นรึ

 


“ไม่เอาหรอก”

 


เพราะต้องเก็บรักษาพลังงาน จึงไม่อาจใช้มันไปกับการตอบกลับเทเลพาที อาซาเอลพึมพำอยู่กับแผ่นหลังมินาคัส ไม่รู้หรอกว่าคนที่ตั้งใจให้ได้ยินจะรับรู้สารนี้หรือไม่ แต่อีกสามชีวิตที่อยู่ใกล้เขากว่าใครนั้นได้ยินอย่างชัดเจน

 


“หืม ไม่เอาอะไรหรอครับ”ซามูเอลเอ่ยถาม ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้เพราะกลัวจะไม่ได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายตอบ

 


 “เปล่า”

 


คำตอบที่ได้เป็นเพียงถ้อยคำสั้นห้วนที่ทำให้ต้องเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ กระนั้นความสนใจของเด็กน้อยก็ถูกดึงไปด้วยเสียงคร่ำครวญจากแจนิวาล รวมถึงเสียงโอดโอยของนักเรียนใหม่อีกหลายคนที่เริ่มจะทนความเหน็บหนาวไม่ไหว บ้างไม่รู้วิธีใช้เวทย์เพิ่มความอบอุ่น บ้างก็ต้องกักตุนพลังเวทย์ด้วยเหตุผลหลากหลาย การต้องยืนเผชิญอากาศโหดร้ายจึงไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยนัก


 

สาเหตุที่ทำให้เด็กใหม่ต้องลงมารวมตัวกันตั้งแต่เช้าตรู่และอดทนต่อความหนาวมีเพียงสิ่งเดียว

 


 

ภารกิจแรก


 

 

นี่มันรับน้องชัดๆ จะแกล้งให้หนาวตายรึไงกันเสียงอู้อี้ที่ดังมาจากข้างตัวดึงให้อาซาเอลตะแคงหน้าไปมอง พยักหน้าหงึกอย่างเห็นด้วย แจนิวาลที่แบ่งพื้นที่อบอุ่นบนแผ่นหลังมินาคัสอยู่มีสภาพย่ำแย่กว่าเขามากเพราะเพื่อนตัวเล็กตื่นเต้นจนนอนไม่หลับหลังได้รับสารตอนเกือบเที่ยงคืน เนื้อความแจ้งว่าในเช้าวันนี้จะมีภารกิจให้นักเรียนใหม่ทำ

 

 

ก็ไม่คิดว่าจะ เช้า ขนาดนี้

 



อาซาเอลสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าเหตุใดเพียวอย่างแจนิวาลจึงไม่เพิ่มความอบอุ่นให้ตัวเองไปเสีย หรือไม่รู้วิธี อยากถามแต่ก็กลัวจะโดนถามกลับว่าทำไมไม่ทำเสียเอง เลยได้แต่ยืนเบียดกับคนพูดมากอยู่อย่างนี้ อย่างน้อยก็ช่วยให้อุ่นขึ้นอีกหน่อย

 

 

พี่อาซาเอลไหวไหมครับ ปากม่วงไปหมดแล้ว

 

 

เด็กน้อยในกลุ่มยกมืออุ่นขึ้นแปะบนแก้มของคนเป็นพี่ อาซาเอลยิ้มแหยเพราะอาการของเขาคงคล้ายคนใกล้แข็งตาย น้องน้อยจึงได้เอ่ยปากทัก

 

 

ก็เพราะตัวบางแค่นี้ จะเอาไขมันที่ไหนมาบรรเทาความหนาวมินาคัสเหลือบมองข้ามไหล่ตัวเอง เขาไม่กล้าขยับเพราะลูกนกสามตัวกำลังซุกอยู่ด้านหลัง แต่การเป็นที่กำบังลมก็ไม่ได้แย่นัก ตัวอุ่นๆของทั้งสามคนที่เบียดกันอยู่ชิดแผ่นหลังนั้นทำให้เขาอุ่นขึ้นมาก

 

 

กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะใช้เวทย์เพิ่มอุณหภูมิในบริเวณนี้ดีหรือไม่

 


แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็นอีกต่อไป เมื่อความอบอุ่นแผ่ขยายไปโดยรอบทันทีที่ใครบางคนก้าวเข้ามา

 

 

 

 

 

 “มากันครบแล้วใช่ไหม

 

 

เสียงนุ่มติดแหบเพราะอากาศหนาวจัดดึงให้นักเรียนใหม่ที่ยืนเบียดกันเป็นก้อนคล้ายสัตว์ตัวน้อยที่เบียดกันในฤดูหนาวหันไปให้ความสนใจกับผู้มาใหม่ ใบหน้าคุ้นเคยกับรอยยิ้มที่ทำให้อาซาเอลรู้สึกว่าแสงแดดใกล้เข้ามาแล้วนั้นเป็นของประธานนักเรียนคนเดียวกับที่ดูแลพวกเขาเมื่อวันก่อน


 

แม้แสงแดดจะยังไม่มาเยือน แต่ความอบอุ่นที่ค่อยๆแผ่ออกมาจากตัวประธานนักเรียนนั้นช่วยได้มาก เป็นความอบอุ่นจริงๆที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึก พลังเวทย์อ่อนจางกระจายอยู่โดยรอบช่วยให้เหล่าผู้ประสบภัยหนาวได้คลายความทรมานลงไปบ้าง 


 

 

เมื่อวานยุ่งไปหน่อยก็เลยยังไม่ได้แนะนำตัว

 

 

ผม เจอาฮาล เป็นประธานนักเรียนคนปัจจุบันของสถาบันเชนโตเออูโน คนส่วนใหญ่เรียกผมว่า เจอาร์ จริงๆผมชอบให้เรียกสั้นๆแบบนั้นมากกว่านะประธานนักเรียนหนุ่มยกมือลูบต้นคออย่างเก้อเขิน เขาไม่ถนัดนักกับการกลายเป็นเป้าสายตา แม้น้องใหม่จะมองมาด้วยดวงตาง่วงงุนเพียงใดก็ไม่ทำให้ความประหม่าของเขาทุเลาลง

 

 

 “ผมอยู่ที่นี่มาแปดปีแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คิดว่าปีหน้าก็คงต้องบอกลาที่นี่แล้วล่ะ เพราะงั้น ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามผมได้เต็มที่เลยนะครับ หลังจากนี้เป็นเวลาหนึ่งปี ผมจะดูแลพวกคุณเอง

 

 

ถ้อยคำง่ายๆถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มสบายหู แม้ไม่ใช่วาทกรรมแสนกินใจที่ต้องบันทึกลงในหน้ากระดาษ หากแต่แววตามั่นคงของคนพูดกับรอยยิ้มบางๆที่ระบายขึ้นบนริมฝีปากหยักได้รูปนั้นช่วยยืนยันว่าไม่ว่าอย่างไร คนๆนี้จะทำตามคำพูดที่ให้ไว้อย่างดีที่สุด

 

 

ราวกับถูกโอบอุ้มไว้ด้วยอ้อมกอดอุ่น ความวิตกกังวลในใจสมาชิกใหม่แห่งสถาบันเชนโตถูกทำให้เบาบางลง แม้จะแสร้งว่าเข้มแข็งเพียงใด หากแต่ในมุมใดมุมหนึ่งของจิตใจ ล้วนมีความหวาดหวั่นต่อชีวิตที่ไม่เคยรู้จักซุกซ่อนอยู่ คำมั่นในวันนี้ช่วยบรรเทาสิ่งเหล่านั้นลงไปมากอย่างน่าประหลาด

 

 

 

คนๆนี้เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

 

แข็งแกร่ง และมั่นคง


 

อาซาเอลลอบคำนวณอายุของประธานนักเรียนในใจ สถาบันส่วนใหญ่จะจัดพิธีจบการศึกษาเมื่อนักเรียนอายุครบยี่สิบห้าปี ซึ่งในพิธีนั้นจะมีการปลดเปลื้องพันธะศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทรานส์ที่เหลือรอดจากการเป็นเขี้ยวด้วย ไม่ว่าใครจะมีสติปัญญาความสามารถจนสอบเทียบผ่านขั้นสูงสุดของทุกรายวิชาได้รวดเร็วเพียงใด ก็ต้องรอจนกว่าจะอายุครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์จึงจะออกจากสถาบันได้อย่างสมภาคภูมิและได้ชื่อว่าเป็นผู้จบการศึกษาอย่างแท้จริง

 

 

เช่นเดียวกับเจอาฮาล เขาสอบผ่านการวัดระดับความสามารถขั้นสูงสุดครบทุกรายวิชาได้ตั้งแต่สองปีก่อน ระหว่างรอพิธีจบการศึกษาจึงอาสารับหน้าที่ประธานนักเรียนที่คณาจารย์และนักเรียนเกือบทั้งสถาบันเห็นพ้องต้องกันว่าเขานั้นแสนจะเหมาะสม หากแต่คนไม่ชอบความวุ่นวายก็บ่ายเบี่ยงมาหลายปี จนเกือบปีสุดท้ายของชีวิตในสถาบัน สุดท้ายลูกชายเพียงคนเดียวแห่งตระกูลเพียวอันดับหนึ่งของอาณาจักรก็ตกปากรับคำยอมขึ้นมาสวมมงกุฎปกครองเหล่านักเรียนแสนล้ำค่ำของสถาบันจนได้

 

 

 

เท่สุดๆไปเลยใช่ไหมล่ะ รู้อะไรไหม แม่ฉันหวังว่าสักวันฉันจะเป็นเพียวที่น่าภาคภูมิใจได้อย่างคุณเจอาร์ล่ะ เห็นแบบนี้แล้วอยากเขียนจดหมายบอกแม่ ว่าฝันก็เป็นได้แค่ฝัน

 

 

แจนิวาลถอนหายใจยาว สีหน้าปลงตกราวกับเพิ่งบรรลุสัจธรรมข้อใดสักข้อ

 

 

ตระกูลของเจอาฮาลเป็นหนึ่งในตระกูลเพียวที่เหลืออยู่ไม่มากนัก และยังสามารถผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในผู้กุมอำนาจของอาณาจักรไว้ บิดาของประธานนักเรียนหนุ่มเป็นหนึ่งในคณะปกครอง ตัวเขาเองก็ถูกวางไว้ให้ดำเนินรอยตามผู้เป็นพ่อ ด้วยความสามารถ สติปัญญา และคุณสมบัติของความเป็นผู้นำที่ฉายชัดอยู่ในตัวเขา ทำให้ทุกคนยอมรับว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ที่รออยู่เหลือเกิน

 

 

เจอาฮาลเป็นหนึ่งในตัวอย่างของคนดัง ที่ต่อให้ปิดบังตัวตนเพียงใด ก็ถูกจำได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในสถาบัน

 

 

หากเป็นเพียวแล้ว การมองคนๆนี้ด้วยแววตาชื่นชมยกย่องคงเป็นเรื่องธรรมดา

 

 

อาซาเอลตบปุลงบนบ่าของเพื่อนข้างตัว

 

 

ทำไมต้องเหมือนใครด้วยล่ะ นายก็แค่เป็นนาย เป็นนายในแบบที่ไม่จำกัดว่าตัวเองทำอะไรได้หรือไม่ได้ไปก่อนจะได้ลงมือทำ แค่ทำแบบที่อยากทำ อย่างทุกทีไง

 

 

แจนิวาลมองสบตากับเพื่อนรูปงามที่น้อยครั้งจะเอ่ยถ้อยคำให้กำลังใจ ปกติแล้วมีแต่ต่อล้อต่อเถียงกันไปจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บจุกไปเสียก่อน

 

 

แต่อาซาเอลก็คืออาซาเอล

 

 

หัดสู้ยิบตาให้เหมือนตอนกินของหวานเสียบ้างสิ

 

 

มินาคัสและซามูเอลพยายามแล้วที่จะเก็บกลั้นเสียงหัวเราะ หากแต่มันก็หลุดออกมาเป็นเสียงอึกอักในลำคอจนแจนิวาลได้แต่แยกเขี้ยวใส่ทีละคน หากว่าเขาเป็นไฮบ์หรือทรานส์ คงไม่ลังเลที่จะฝังเขี้ยวลงบนผิวขาวของคนปากร้ายให้หายหงุดหงิดใจ

 

 

 

ถึงอย่างนั้นเพียวหนุ่มก็รู้ดีว่าอาซาเอลเป็นคนปากร้ายใจดีเพียงใด

 

 

 

ก่อนเพียวร่างเล็กจะได้หาทางเอาคืน เสียงจากเนินดินที่เจอาฮาลยืนอยู่ก็ดึงความสนใจของคนทั้งหมดในลานหน้าหอไปได้อีกครั้ง

 

 

 

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน ที่นัดให้ทุกคนออกมาเจอกันตอนเช้าขนาดนี้ก็เพื่อทำภารกิจแรกในฐานะนักเรียนของเชนโตเออูโน

 

 

ข้ามทะเลสาบนี้ไปจะเป็นพื้นที่ของสถาบันที่ใช้สำหรับทำการเรียนการสอน สะพานหินอ่อนตรงนั้นเป็นทางเดียวที่จะข้ามไปได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ

 

 

พูดถึงตรงนี้ก็พลันได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของใครหลายคน

 

 

แต่ผู้ที่จะเหยียบย่างไปบนสะพานได้ต้องมีบัตรผ่าน เมื่อวานพวกคุณข้ามมาได้ด้วยคำอนุญาตของผู้อำนวยการ แต่หลังจากนี้นั้นต่างกัน หากใครฝืนข้ามไปโดยไร้เครื่องหมายบ่งบอกตัวตนการเป็นนักเรียน รับรองว่าชีวิตจะได้เจอประสบการณ์เลวร้ายแบบที่ไม่เคยฝันถึง

 

 

"เครื่องหมายนั้นสำคัญมาก"

 

 

สิ่งนั้นคือเป้าหมายในเช้าวันนี้

 

 

ก่อนพระอาทิตย์โผล่พ้นเทือกเขาเต็มดวง ทุกคนจะต้องหาสร้อยข้อมือเชือกแบบเดียวกับที่อยู่บนข้อมือของผมให้เจอ แต่ละเส้นมีสีสันแตกต่างกัน คุณสมบัติแตกต่างกัน เงื่อนไขและสถานที่ซ่อนแตกต่างกัน และที่สำคัญ ผู้ดูแล แตกต่างกัน

 

 

อาซาเอลหรี่ตามองสร้อยข้อมือเชือกถักสีดำสลับขาวที่พาดอยู่บนข้อมือของประธานหนุ่ม ทั้งที่ดูไม่มีอะไรพิเศษ เป็นเพียงสร้อยข้อมือเชือกธรรมดา หากแต่พลังเวทย์ที่เอ่อล้นออกมานั้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย

 

 

แตกต่างกับโลหะควบคุม และไม่ใช่โลหะตัวนำ

 

 

สิ่งนี้มีผลกับพลังเวทย์แน่ หากแต่ไม่อาจรู้ได้ว่ามีผลอย่างไร

 

 

รอยยิ้มนึกสนุกที่ระบายอยู่บนริมฝีปากผู้พูดนั้นราวกับตบหน้าผู้ที่หลงใหลไปกับรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อหลายนาทีก่อนให้ได้สติ ทั้งที่ความอบอุ่นจากพลังเวทย์ของเจอาฮาลยังคงอยู่ แต่วูบหนึ่งที่อาซาเอลรับรู้ได้ถึงความเย็นเยียบจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ

 

 

คนๆนี้ก็มีด้านมืดซุกซ่อนอยู่เช่นกัน

 

 

สวนดอกไม้แห่งหอพักเชนโต มีดอกไม้มากมายหลายชนิด และแน่นอน ว่ามีภูตพิทักษ์ดอกไม้แต่ละดอกอยู่ด้วย พวกนางไม่ดุร้าย แต่หากทำอะไรให้หงุดหงิดใจ ก็ไม่ใช่ประสบการณ์น่ายินดีเท่าไรแน่ ฉะนั้น ขอให้ทุกคนเข้าหาพวกนางอย่างสุภาพด้วยนะครับ

 

 

"สำหรับผู้ที่ทำภารกิจไม่สำเร็จ โชคร้ายที่สุดอาจลงเอยด้วยการถูกส่งกลับบ้าน"

 

 

แว่วเสียงหายใจสะดุดจากกลุ่มนักเรียนใหม่

 

 

รวมถึงแจนิวาลที่เบิกตาโตมองมาทางเพื่อนอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

 

 

ผ่านการทดสอบสุดโหดนั่นมาแล้ว

 

ยังต้องมาเจอภารกิจอะไรอีกงั้นหรือ

 

 

ใจร้ายใจดำ

 

 

คนพวกนี้ใจร้ายใจดำกันจริงๆ

 

 

 

เอาล่ะ เสียเวลาไปมากแล้ว เริ่มภารกิจได้เลยครับ

 

 

สิ้นเสียงของประธานนักเรียน เสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นและไม่มีท่าทีจะสงบลง ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นจับใจความได้หลากหลาย บางคนตื่นตระหนกด้วยไม่เคยพบภูตพิทักษ์ป่าตัวเป็นๆ บางคนมีประสบการณ์ไม่ดีเท่าไรกับเหล่าภูตพิทักษ์ตัวน้อย

 

 

ส่วนบางคน เลือกจะปิดปากให้สนิทและออกตัววิ่งไปยังทิศทางที่เป็นเป้าหมาย ไกลออกไปจากพื้นที่อบอุ่น ปะทะเข้ากับอากาศหนาวเหน็บที่บาดผิวตามความเร็วที่พุ่งไปข้างหน้า

 

 

 

เช่นเดียวกับทรานส์หนุ่ม

 


อาซาเอลลืมไปแล้วว่าเกลียดความหนาว

 


สองขายาวพาร่างผอมบางมุ่งตรงสู่สวนดอกไม้กว้างสุดสายตาจนจรดแนวป่าสน

 

 

 

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ระบายขึ้นบนมุมปากของเจ้าของใบหน้างดงามราวรูปสลัก ผืนฟ้ารัตติกาลขนาดย่อมทอประกายอยู่ในดวงตาคมก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียวเช่นเดียวกับในห้องมืดเมื่อครั้งการทดสอบภาคปฏิบัติ พลันทัศนียภาพโดยรอบก็ชัดเจนขึ้นด้วยมุมมองของสัตว์ป่า

 

 

เขาเป็นทรานส์

 

 

เพื่อนสมัยเด็กที่ไว้ใจได้นั้นน้อยเหลือเกิน

 

 

หนึ่งในเพื่อนคนสำคัญของเขา คือเหล่าภูตพิทักษ์ดอกไม้ในเรือนกระจกของมารดา

 


ไม่มีใครรู้ว่าพวกนางเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ข้อสันนิษฐานเดียวที่ใช้อธิบายตัวตนของพวกนางคือผลพวงจากเวทย์มนต์ อาจเพราะดอกไม้บางชนิดใช้วิธีใหม่ในการป้องกันตัวเองจากอันตรายด้วยการสร้างผู้พิทักษ์ขึ้นมา บ้างคิดว่าพวกนางเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ที่มอบเวทมนต์ให้มนุษย์ เป็นผู้สังเกตการณ์ความเป็นไปของโลกยุคใหม่


ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่เหล่าภูตน้อยคงอยู่ในโลกใบนี้ อาซาเอลรู้เพียงว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตปริศนาตัวจ้อยนั้นพิเศษกว่าที่หลายคนคิด หลายครั้งที่แอบได้ยินพวกนางสื่อสารกันด้วยภาษาอื่นที่เขาไม่รู้จัก ตัวตนลึกลับและพลังเวทย์ประหลาดที่รับรู้ได้อย่างแผ่วจางในบางโอกาส เป็นพลังเวทย์แบบเดียวกับที่มีอยู่ในต้นไม้ใบหญ้า

 

พลังเวทย์ ที่มนุษย์ไม่อาจแตะต้องได้



ยกเว้นเสียแต่ว่า จะได้รับพรพิเศษ ที่อาจกลายเป็นคำสาป หากตกอยู่ในมือผู้มีจิตใจต่ำทราม

 

 

กระนั้น ภูตตัวน้อยก็ไม่เคยหวังอะไรในตัวทรานส์อย่างเขา ไม่เคยมองด้วยสายตามาดร้าย ไม่เคยอยากใช้ประโยชน์ สิ่งที่พวกนั้นทำมีเพียงดูแลดอกไม้และส่งเสียงเล็กแหลมประสานกันคล้ายขับร้องบทเพลงเฉพาะตัวในยามที่ฝนใกล้ตกหรือแดดออกมากเป็นพิเศษ

 

ส่วนตัวเขา เฝ้ามอง นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาทำ

 

 

ถ้าจะมีใครสักคนที่รู้วิธีเข้าหาพวกนางเป็นอย่างดี ก็คงเป็นอาซาเอลคนนี้กระมัง

 

 

ท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้ ไม่ใช่ทุกดอกที่จะมีภูตพิทักษ์ และทุกดอกที่มี ใช่ว่าเจ้าตัวจ้อยจะยินดีต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ

 

ยิ่งเป็นช่วงเช้าตรู่ที่อากาศเหน็บหนาว ทั้งความชื้นและน้ำค้างอาจทำร้ายกลีบดอก สัตว์กลางคืนที่ออกล่ามักสร้างความเสียหายให้เหล่าดอกไม้ เหล่าผู้ดูแลจะหงุดหงิดและหวาดระแวงเป็นพิเศษ

 

 

เจ้าของร่างโปร่งที่ก้าวยาวจนเกือบกลายเป็นวิ่ง ทิ้งกลุ่มเพื่อนนักเรียนไว้เบื้องหลัง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้ามาถึงกลางสวนพร้อมกับอาซาเอล หลายคนเริ่มต้นค้นหา บางคนพบเป้าหมายและกำลังเจอปัญหาเพราะโดนปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

 

อ่ะ

 

คนนั้นโดยพิษจากดอกเบญจมาศเข้าให้แล้ว คงปวดแสบปวดร้อนน่าดู

 

 

ทรานส์หนุ่มก้าวช้าลง แทบจะกลายเป็นย่อง เพราะรับรู้ได้ว่าบริเวณนี้เต็มไปด้วยพลังเวทย์ประหลาด ราวกับชุมชนของเหล่าภูต หากวิ่งทะเล่อทะล่า ก็มีแต่จะทำให้เจ้าตัวน้อยหงุดหงิด สุดท้ายก็จบลงด้วยการเจ็บตัว

 

เหมือนเจ้าโง่ตรงนั้น

 

จำชื่อไม่ได้แฮะ

 

อาซาเอลถอนหายใจเมื่อเห็นเพื่อนร่วมรุ่นถูกเถาวัลย์หนามลากไถลไปกับพื้น

 

เอาเถอะ อย่างไรเสียภูตดอกไม้ก็ไม่เคยทำร้ายใครถึงตาย

 

ก่อนที่จะมีเจ้าโง่เพิ่มขึ้นมาอีกจนรบกวนการล่าของเขา อาซาเอลเร่งเร้าให้สัญชาตญาณของตนทำงานเพื่อหาเป้าหมายให้เจอ

 

พลังงานที่เหมาะกับเขา

 

หากใครมองหาแต่สิ่งที่แข็งแกร่ง โดยไม่ตระหนักว่าเหมาะสมกับตนหรือไม่ ก็มีแต่จะโดนปฏิเสธเข้าเท่านั้น

 

ต้องหาให้เจอ

 

 

ท่ามกลางพลังเวทย์ประหลาดมากมาย

 

 

มีเพียงดอกเดียว ที่ร้องเรียกให้เขาครอบครองเป็นเจ้าของ

 

 

อยู่ไหนกัน

 

 

อ่ะ

 

นั่น

 

 

ให้ตายสิ

 


ว่านแอมาริลลิส

 


พืชที่เป็นพิษร้ายแรงต่อแมว


 

อาซาเอลสูดหายใจเข้าลึกเมื่อพบว่าพลังเวทย์ที่เชื้อเชิญเขาอยู่นั้นราวกับเป็นกับดัก เพราะไม้ดอกสีแดงที่ชูช่ออยู่ไม่ไกลจากแนวชายป่านั้นเป็นว่านที่เขารู้จักดี

 


และพอจะรู้พิษสงของมันมาบ้างแล้ว


 

ความทรงจำวัยเด็กที่เผลอไปทำให้ภูตพิทักษ์ของดอกแอมาริลลิสเคืองขุ่นกำลังวนซ้ำเข้ามาอีกหน ความทรมานของอาการคลื่นไส้ วิงเวียน ปวดท้องอย่างหนักจนสั่นไปทั้งตัวในวันนั้นย้อนกลับมาหลอกหลอนเสียจนไม่อยากก้าวเข้าไปใกล้

 


ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือร้าย อาซาเอลรู้ดีว่าภูตของดอกแอมาริลลิสต้องการสิ่งใด ดูเอาเถิด ถึงขั้นออกมานั่งรอท่าอยู่บนกลีบดอก รอให้เขาเข้าไปเป็นเหยื่อ

 

 

มาสิ


 

พอไม่เข้าไป ก็ส่งเสียงเล็กแหลมร้องเรียกเป็นภาษามนุษย์เสียด้วย


 

ภูตในสวนแห่งนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

 

 

“สวัสดี”ส่งเสียงทักทายเมื่อก้าวเข้าไปใกล้พอสมควร ย่อตัวลงให้ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับดอกไม้สีส้มแดง ร่างจ้อยที่นั่งอยู่บนกลีบดอกในชุดกระโปรงผ้าโปร่งบางสีทับทิม ผิวกายขาวจัดตัดกับสีชุด ภูตสาวมีรูปร่างหน้าตาคล้ายเด็กผู้หญิงตัวน้อย หากแต่มีขนาดตัวไม่ใหญ่ไปกว่านิ้วโป้งและมีดวงตาสีดำสนิทแวววาวราวลูกปัด

 


เป็นแมวสินะ


 

“ชู่”อาซาเอลยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปากส่งสัญญาณให้ภูตสาวเบาเสียงลงหน่อย หรือให้ดีก็ควรข้ามประเด็นนี้ไปเสียก่อนที่ใครจะมาได้ยิน


 

อากัปกิริยาของทรานส์หนุ่มเรียกเสียงหัวเราะหวานใสจากภูตสาวได้ในทันที


 

อยากได้สิ่งนี้หรือ


 

ขยับนิ้วเล็กแผ่วเบา สร้อยข้อมือสีดำสนิททั้งเส้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ใบหน้าเล็กงอง้ำเมื่อปรายสายตาไปมองวัตถุสีหม่น


 

ไม่งดงามเอาเสียเลย


 

“หากไม่ชอบ ก็มอบให้เราสิ”อาซาเอลเอ่ยด้วยเสียงเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดเพราะหากภูตดอกไม้อ่านอารมณ์ได้ การถูกปั่นหัวจะเป็นสิ่งต่อไปที่ตามมา


 

จะเอาไปง่ายๆงั้นหรือ


 

 

“เจ้าต้องการอะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน”


 

แม้รู้คำตอบ แต่ก็ยังเอ่ยถาม


 

ภูตน้อยระบายรอยยิ้มร้ายกาจบนใบหน้าน่ารักน่าชัง


 

มอบน้ำหวานให้แก่เรา


 

“แค่ไหนจึงจะพอใจ”


 

หยั่งเชิงไว้ เผื่อจะเห็นใจกันบ้าง


 

จนกว่ากลีบดอกของเราจะเป็นสีเดียวกับเลือดของเจ้า


 

อาซาเอลถอนหายใจ


 

ไม่มีความปราณีใดที่เขาได้รับจากภูตดอกไม้ตรงหน้า


 

น้ำหวานที่นางอยากได้ คือเลือดของสัตว์ตระกูลแมวที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของทรานส์หนุ่ม


 

หากไม่พอใจ จงไปหาดอกไม้ดอกอื่นเสีย


 

ไม่พอใจ แต่ไปหาดอกอื่นได้ที่ไหนกัน ในเมื่อทั้งสร้อยและตัวเขาต่างเลือกกันและกันไปแล้ว


 

“ตกลง”


 

อาซาเอลเอ่ยเสียงแผ่ว ขยับเข้าไปให้ใกล้กว่าเก่า จนมองเห็นร้อยยิ้มหยันบนใบหน้านั้นได้อย่างชัดเจน


 

รอก่อนเถิด

 

จบภารกิจเมื่อไร จะถอนรากถอนโคนออกมาทั้งต้นเลย


 

รอสิ่งใดอยู่ เอ่ยอ้อนวอนเราสิ


 

 

อาซาเอลหัวเราะออกมาเบาๆอย่างอ่อนใจกับความเอาแต่ใจของภูตตัวน้อยตรงหน้า กวาดสายตาไปโดยรอบ พิจารณาว่านอกจากเขาแล้วมีใครอยู่ในบริเวณนี้บ้าง โชคดีอยู่หน่อยตรงที่เขาออกมาไกลจนเกือบถึงชายป่า หลายคนกำลังรบราอยู่กับภูตของตนไกลออกไปทางกลางสวน กระนั้นก็ยังมีเพื่อนร่วมรุ่นอีกสองสามคนที่อยู่ในระยะอันตราย


 

ไม่ปลอดภัย


 

แต่ก็ไม่มีทางเลือก


 

ทรานส์หนุ่มจำใจยกแขนขึ้นทาบริมฝีปาก เผยอปากอ้าขึ้นจนเผยให้เห็นเขี้ยวคมที่คืนสภาพสู่เขี้ยวของสัตว์ป่า ชั่วอึดใจเขี้ยวสีมุกก็ฝังลงบนท่อนแขน กดลึกจนจมเขี้ยว พลันหยาดโลหิตสีสดก็รินรดจากปากแผล ความเจ็บปวดทำให้เจ้าของแขนเบ้หน้า กระนั้นก็ต้องกัดฟันทนเอ่ยถ้อยวาจาแห่งการแลกเปลี่ยน


 

ได้โปรดรับน้ำหวานนี้ไว้ แล้วมอบเชือกไร้ค่าเส้นนั้นให้เราเถิด

 

รอยยิ้มพึงพอใจระบายอยู่บนใบหน้าเล็กจ้อย และมันก็เผยกว้างขึ้นอีกยามเมื่อเลือดสดใหม่ซึมลงในดิน รากของไม้ดอกดูดกินเลือดของทรานส์ตระกูลแมวอย่างกระหาย สีของกลีบดอกไม้เริ่มสดเข้มขึ้นทีละน้อย ทุกอย่างดำเนินอย่างเชื่องช้าจนคนกลั้นใจรอแทบขาดใจ


 

ใช่ว่าเจ็บปวดกับแผลตรงข้อมือจนทนไม่ไหว หากแต่เขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ไม่นาน กลิ่นเลือดทรานส์อย่างเขา จะต้องโชยเข้าจมูกผู้ล่า


 

ไม่ช้า ก็เร็ว


 



 

กรร

 


อาซาเอลสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงคำรามแผ่วเบาหากแต่ชัดเจนในโสตประสาทของเหยื่อที่กำลังตื่นตัวเพราะความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจ ทรานส์หนุ่มมองซ้ายมองขวาหาต้นเสียง พยายามไม่ส่อพิรุธใด แว่วเสียงหัวเราะใสจากภูตตัวน้อยที่บินฉวัดเฉวียนไปมาอยู่รอบดอกไม้ดอกโตที่กำลังเบ่งบานด้วยกลีบดอกสีแดงสด

 

เหลือเพียงกลีบเดียวเท่านั้น

 


ร้อนใจใหญ่เชียว เอ้า รีบมอบน้ำหวานให้เรา เดี๋ยวเราจะกันคนพวกนั้นให้สักระยะ

 


แต่อย่าช้านักล่ะ การล่า มันกำลังจะเริ่มแล้ว

 


กลิ่นหอมฉุนรุนแรงอวลออกมาจากดอกของว่านแอมาริลลิส



            อาซาเอลเกร็งข้อมือเพื่อให้เลือดไหลออกมาเร็วขึ้น

 



            เหลือเพียงครึ่งกลีบ

 


            อีกนิดเดียวเท่านั้น



 

            เฮือก!

 


            “ใครอยู่ตรงนั้น!

 


            อาซาเอลเบิกตากว้างกับเสียงขู่คำรามของคนที่จำหน้าได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ร่างหนากำลังเดินตรงเข้ามาจากกลางสวน เสียงตะโกนทำให้อีกหลายคนหันมอง แววตาแข็งกร้าวกับกลิ่นไอคุกคามบ่งบอกว่าหลายคนตรงนี้เป็นไฮบ์และเพียว และกำลังได้รับอิทธิพลจากกลิ่นเลือดของเขา



            โดยปกติแล้วการแยกทรานส์ออกจากไฮบ์และเพียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาการลอสจึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้ตัวตนได้ชัดเจนที่สุด ยกเว้นก็แต่เมื่อทรานส์บาดเจ็บ กลิ่นเลือดของทรานส์ไม่เพียงฟ้องตัวตน หากแต่มันยังกระตุ้นสัญชาตญาณการล่าในตัวไฮบ์และเพียว เฉกเช่นเดียวกับเมื่อสัตว์นักล่าพบเหยื่อบาดเจ็บ ความกระหายที่โหมรุนแรงนั้นอาจลบความรู้สึกผิดชอบจนหมดสิ้น



            เลือดหยดเดียว ก็ทำลายมิตรภาพได้ นับประสาอะไรกับเลือดที่ไหลเป็นสายจากข้อมือทรานส์หนุ่มในตอนนี้         


 

            สิ่งเดียวที่ปกป้องเขาจากสายตาวาวโรจน์เหล่านั้นคือพุ่มไม้ที่ทอดตัวยาวตามแนวถนนกรวด กั้นแบ่งสวนสวยออกเป็นส่วนตามชนิดดอกไม้ หากเจ้าของเสียงเรียกเมื่อครู่ข้ามมาอีกสามแนวถนนก็จะถึงตัวเขาแล้ว

 


             สร้อยสีดำสนิททาบลงบนข้อมือบางตามการควบคุมของภูตพิทักษ์ รอยยิ้มที่ปรากฏก่อนร่างเล็กจ้อยจะจางหายไปไม่ใช่รอยยิ้มลาจากที่น่าประทับใจ ออกจะเป็นรอยยิ้มนึกสนุกที่จะได้ชมภาพความเดือดร้อนของทรานส์หนุ่มเสียมากกว่า

 


            ให้ตายสิ

 


            อาซาเอลใช้พลังเวทย์มากกว่าปกติในการเร่งให้แผลลึกบนข้อมือสมานตัว กระนั้นก็ยังไม่ทันใจ ทุกฝีก้าวที่คนรอบข้างขยับเข้ามาใกล้บีบหัวใจเสียจนเจ็บแปลบยิ่งกว่าแผลสดที่เลือดยังเปรอะอยู่ตามขอบแผล

 

           


 

            "ทำบ้าอะไรของคุณ อยากโดนพวกนั้นรุมจับทำเขี้ยวรึไง"

 

           

ไม่ทันได้ตั้งตัว

 

           

ร่างสูงแต่ผอมบางถูกกระชากอย่างแรงจนถูไถลไปกับพื้นหญ้า ไกลออกมาจากแนวพุ่มไม้ คนลากพยายามกดร่างของคนถูกลากให้ต่ำเพื่อไม่ให้ใครอื่นมองเห็น อาศัยพุ่มไม้และพงหญ้ารกเรื้อในสวนแห่งนี้พรางตัวจากสายตาคมของนักล่า

 


จนถึงรอยต่อของแนวชายป่า ไกลออกมาพอสมควร ซื้อเวลาให้กับทรานส์ที่กำลังตกที่นั่งลำบาก

 


หรืออาจอยู่ในภาวะวิกฤต เมื่อความรู้สึกคุกคามที่แผ่ออกมาจากบุคคลปริศนานั้นบ่งชัดว่าไม่ใช่ทรานส์

 


คนๆนี้เป็นไฮบ์

 


อาซาเอลสะบัดตัวจนคอเสื้อหลุดจากมือหนา

 


เจ้าบ้านี่ลากคอเขาอย่างกับเวลาจับหลังคอแมว

 


ดวงตาคมหรี่จ้องไฮบ์หนุ่มที่นั่งอยู่ไม่ห่างกันอย่างหวาดระแวง ในเวลาเดียวกันก็เค้นพลังเวทย์รักษาแผลที่ยังไม่หายดี ซ้ำร้ายระหว่างที่โดนลากมาก็เหมือนว่าจะได้แผลเพิ่มมาอีก

 


นี่ช่วยกันจริงๆ หรือตั้งใจให้เรื่องมันแย่กว่าเดิมกันแน่

 


“คุณเป็นใคร”


 

“จำกันไม่ได้หรือ”

 


อาซาเอลพิจารณาใบหน้างอง้ำอย่างคนไม่สบอารมณ์อีกครั้ง และพบว่าเขาเคยเห็นคนคนนี้มาก่อน ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว หากแต่ที่จำไม่ได้เพราะไม่เคยตั้งใจมอง คนคนนี้ติดอยู่ในภาพความทรงจำร่วมกับใครอีกคนเสมอ ใครอีกคนที่เด่นชัดกว่า เป็นจุดวางสายของทรานส์หนุ่ม


 

“เพื่อนของคาดิเนียล”


 

เอ่ยตอบด้วยเสียงราบเรียบและได้รับการตอบกลับเป็นรอยยิ้มร้ายกาจไม่ต่างจากเพื่อนที่ถูกเอ่ยถึง


 

“เฮ้ ให้ตายสิ ช่วยทำให้แผลนั่นหายไปสักที”


 

ซากานเอ่ยอย่างหัวเสีย กลืนน้ำลายได้อย่างยากลำบาก เขาใช้กลิ่นไอไฮบ์ของตัวเองกลบกลิ่นคาวเลือดของอาซาเอลแล้วก็จริง แต่ใช่ว่าทรานส์ที่กำลังบาดเจ็บจะปลอดภัย ไม่ใช่จากคนอื่นๆ แต่จากตัวเขาเอง เขาเองก็เป็นไฮบ์ และเป็นไฮบ์ที่ยังไม่มีเขี้ยวเสียด้วย สัญชาตญาณที่ดิ้นเร่าว่าเจอเหยื่อที่คู่ควรกับการล่ากำลังกระตุ้นให้เขาคว้าคนตรงหน้าเข้ามาฝังเขี้ยวกระชากร่างให้เลือดเอ่อนองกว่าตอนนี้ จนเพียงพอจะวาดวงเวทย์ผูกพันธะได้


 

แต่ก็ต้องข่มใจ ใช้ทุกความพยายามต่อต้านสันดานดิบในตัว


 

เพราะรู้ดีว่าคนๆนี้เป็นของใคร

 


กรร

 


เสียงคำรามเบาๆในลำคอของซากานเรียกสายตาต่อต้านของอาซาเอลได้ทันที ทรานส์หนุ่มเตรียมตัวตั้งรับเต็มที่หากโดนกระโจนเข้าใส่ อย่างน้อยก็ต้องซัดกลับไปให้เจ็บจุกเข้าสักดอก

 


“โธ่เว้ย”ซากานสะบัดหัวอย่างหงุดหงิด เอาจริงๆก็เริ่มหน้ามืดแล้วเหมือนกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาซาเอลดึงดูดเสียจนแทบจะรั้งสติไว้ไม่อยู่

 


แต่ก่อนที่ทำนบความอดทนของซากานจะพังทลาย

 


พลังเวทย์ที่คุ้นเคยก็โอบล้อมรอบคนทั้งคู่ไว้ กลิ่นไอไฮบ์เข้มข้นกลบกลิ่นของซากานไปเสียหมด


 

ซ้ำความคุกรุ่นที่เจือจางมานั้นก็ทำเอาอาซาเอลเผลอตัวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่

 



“ซนอีกแล้วนะคุณ”


 

ไม่เพียงพลังเวทย์ที่โอบล้อม แต่อ้อมกอดแกร่งก็โอบรัดรอบตัวเขาไปด้วย

 


ก่อนจะดิ้นรนขัดขืน แขนเรียวถูกยกขึ้น บาดแผลที่ยังไม่หายดีถูกจับจรดริมฝีปากหนา ไอร้อนจากลมหายใจรินรดปากแผล ตามมาด้วยความอบอุ่นจากเวทย์รักษาที่อาบไล้ไปตามผิวเนื้อ ไม่นานร่องรอยทุกอย่างก็จางไปราวไม่เคยเกิด

 


“เพราะใช้เวทย์พร่ำเพรื่อ พอถึงคราวจำเป็นก็เลยไม่พอใช้ บอกแล้วใช่มั้ยให้ใช้อย่างถนอม”

 


เอ่ยดุชิดริมหูจนได้แต่ย่นคอหนี

 


“ดื้อจริงๆนั่นแหละ คุณน่ะ”

 


คนตัวบางกว่าส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอหากแต่ไม่อาจขัดขืน เพราะแขนแกร่งที่รัดอยู่รอบเอวกับจมูกโด่งที่อยู่ห่างแก้มเพียงฝ่ามือกั้น ซ้ำร้ายภาพในความทรงจำของลิ้นสีชมพูก็ยังตามมาหลอกหลอนเสียจนหายใจสะดุด

 


“นายทำงานไม่เรียบร้อยนะซากาน เลือดของอาซาเอลเป็นรอยมาตลอดทางเชียว”

 


เมื่อคนในอ้อมกอดไม่แผลงฤทธิ์เดชก็หันไปตำหนิเพื่อนสนิทที่ควบตำแหน่งผู้ติดตาม

 


เขาต้องตามกลบร่องรอยที่ทั้งคู่ทิ้งไว้เสียเหนื่อยเอาการกว่าจะตามมาถึงตัว ภาพที่เห็นก็ไม่น่าพิสมัยนักเมื่อเพื่อนรักกำลังมองเจ้าเหมียวของเขาราวกับจะกลืนกิน

 


เพราะแบบนี้ถึงได้อยากจะขังเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง ที่ๆมีเพียงเขาเท่านั้นจะเข้าไปได้

 


ไม่อยากให้ใครมองคนในอ้อมแขนด้วยสายตาแบบนั้นอีก

 


อาซาเอลเป็นเหยื่อของเขา

 


ห้ามใครอื่นแตะต้อง

 

“นายไปก่อนเถอะ”เสียงทุ้มเอ่ยตามปกติ ไม่มีร่องรอยตำหนิหรือไม่พอใจ เป็นเพียงการบอกให้เพื่อนออกไปจากบริเวณนี้เสียเพราะอยากคุยกับแมวดื้อตามลำพัง

 


สำหรับคาดิเนียล ซากานไม่ใช่ลูกฝูง แต่เป็นเพื่อนสนิท

 


แม้ในตระกูลหมาป่าจะแบ่งชนชั้นชัดเจน แต่ไม่ใช่สำหรับคนทั้งคู่ที่เติบโตมาด้วยกัน

 


คาดิเนียลเอง ก็ไม่ใช่อนาคตจ่าฝูง จึงไม่จำเป็นต้องวางตัวใหญ่โต

 


ซากานมองเพื่อนสนิทนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา

 


“อย่าลืมถามตัวเองล่ะ ว่าเพราะความรู้สึกหรือสัญชาตญาณ”เอ่ยเสียงเรียบราวไม่ใส่ใจ หากแต่ใจความสำคัญของประโยคกลับจริงจังกว่าสิ่งอื่นใด

 


ไม่เพียงคาดิเนียลที่โดนสะกิดความรู้สึก

 


อาซาเอลก็เช่นกัน

 


ราวกับย้ำเตือน ว่าความช่วยเหลือที่ได้รับอยู่เสมอ อาจอาบเคลือบยาพิษไว้

 


ซากานเดินจากไปแล้ว

 


ทิ้งให้ทรานส์หนุ่มอยู่กับไฮบ์ที่ไว้ใจไม่ได้อันดับต้นๆของรายชื่อบุคคลอันตรายสำหรับอาซาเอล

 


มั่นใจว่าพยายามฝืนแรงง้างท่อนแขนหนาแล้ว หากแต่ไม่เป็นผล เขาไม่ใช่พวกโวยวายร้องให้ปล่อย ถ้าขัดขืนเงียบๆแล้วไม่มีประโยชน์ ก็จะนั่งนิ่งๆจนกว่าอีกฝ่ายจะคลายแรงรัดไปเอง ยิ่งดิ้นยิ่งรัดจนตัวตายนั้นเห็นมามากแล้ว

 


“คุณติดหนี้ผมอีกแล้ว คราวนี้จะให้อะไรตอบแทนผมดี หืม”

 


ก้มมองใบหน้าที่หันหลบสายตา กลุ่มดาวสามดวงอยู่ห่างปลายจมูกเพียงช่วงลมหายใจ มั่นใจว่าลมร้อนจะต้องปะทะแก้มเนียนอยู่เป็นแน่ เพราะริ้วแดงที่พาดอยู่บนนั้นมันชัดเจนเหลือเกิน

 


“เป็นพวกยึดติดเสียจริง ทำอะไรต้องได้รับสิ่งตอบแทนตลอดรึไง”เอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย เหลือบมองด้วยหางตาแต่ก็ต้องหลบตาวูบเมื่อระยะห่างมันน้อยเสียจนทำใจไม่ได้

 


“เฉพาะกับบางคน”

 


ทนไม่ไหวกับระยะห่างและสายตาที่เหมือนจะเผากันให้มอดไหม้ ความร้อนที่โหมอยู่ภายในเริ่มฉายออกมาทางแววตาและผิวแก้ม

 


“ปล่อยเสียที ถ้าไม่ปล่อยก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน”


 

“หมายความว่าคุณจะให้ผมกอดเป็นการตอบแทนงั้นรึ”


 

ตีความประสาอะไรของเขากัน


 

เข้าข้างตัวเองได้ตลอด


 

อาซาเอลควบคุมสีหน้าไม่ได้ มันเหยเกเพราะทนนิสัยหลงตัวเองของอีกฝ่ายไม่ไหว และสีหน้าแบบนั้นก็ทำให้คาดิเนียลหัวเราะออกมาเสียยกใหญ่ จนตากลายเป็นขีดอีกแล้ว ที่เห็นก็เพราะแขนแกร่งคลายแรงรัดปล่อยเหยื่อออกจากอาณัติมานั่งมองหน้ากันในระยะปลอดภัยของอาซาเอล ซึ่งก็คือไกลจากคาดิเนียลหลายช่วงแขนให้มั่นใจว่าจะไม่มีการคว้าตัวกันเข้าไปกอดดื้อๆอีก


 

“จริงๆแล้วเรื่องนี้น่ะอยากขอตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว”

 


เมื่อพูดถึงครั้งก่อน แววตากร้าวจากทรานส์หนุ่มก็ฉายวาบขึ้นมาอีก

 


ก็ครั้งก่อนน่ะขอให้เป็นเขี้ยว


 

หรืออยากจะโดนต่อยอีกหน ครั้งนี้ไม่จบแค่ต่อยหรอกนะ


 

“ไม่ต้องโกรธขนาดนั้นหรอกน่า ผมแค่คิดไว้ว่าจะขอจูบสักครั้ง แต่โดนต่อยจนปากแตกเสียก่อน ทำเอากลัวไปเลยนะรู้มั้ย เนี่ย ไม่กล้าจูบคุณแล้ว”




“เพราะงั้น รบกวนคุณจูบผมแทนได้รึเปล่า”

 


อีกครั้งที่อาซาเอลควบคุมสีหน้าไม่ได้ คราวนี้ร่วมด้วยอาการคนหาเสียงตัวเองไม่เจอ ใบหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกพูดอะไรไม่ถูกแต่ดูไม่ได้โกรธอะไรนั้นเรียกรอยยิ้มล้อเลียนจากคนที่ขอจูบกันหน้าตาเฉย

 


“อ้าว รอบนี้ไม่โกรธแฮะ”

 


ไม่โกรธเพราะกำลังอึ้งอยู่

 


ทำไมถึงได้เป็นคนแบบนี้กันนะ


 

อาซาเอลหลับตาข่มความคิดอะไรก็ตามที่ปั่นป่วนอยู่ในสมอง เอาแต่ถามตัวเองซ้ำๆว่าคนคนนี้เติบโตมายังไง ถึงได้มีนิสัยประหลาดขนาดนี้ เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเจอ ก็เลยไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี ขนาดว่าตัวเขาเป็นพวกชอบหว่านเสน่ห์กับหญิงสาวไปทั่ว ก็ยังไม่เคยทำอะไรโจ่งแจ้งแบบนี้


 

            ใจกล้า หรือหน้าด้านหน้าทนกันแน่ 

 


            “คุณนี่มัน”เอ่ยรอดไรฟันเมื่อหาเสียงตัวเองเจอ แต่ก็ยังหาคำที่เหมาะกับคนตรงหน้าไม่เจอจึงกลายเป็นประโยคขาดๆหายๆ


 

            ใช่ว่าคนโดนด่าทางสายตาจะรู้สึกอะไร เพราะเอาแต่หัวเราะร่าอย่างหน้าไม่อายในสายตาอาซาเอล


 

            “ถ้ามันยากขนาดนั้น เอาแค่ ช่วยเรียกชื่อผมหน่อยสิ”


 

            คำขอที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วจนอีกคนตามไม่ทัน อาซาเอลเผลอส่งเสียง ห๊ะ ในลำคออย่างประหลาดใจ ก่อนจะรู้ตัวว่าทำเหมือนเสียดายที่จู่ๆคำขอก็ง่ายดายเกินไป


 

รอยยิ้มบางๆแต้มอยู่บนริมฝีปากหนา จากแววตาล้อเลียนก็กลายเป็นความจริงจังที่เจือมากับความอ่อนหวานจนทนสบด้วยตรงๆไม่ไหว ตาคมแต่ใสราวผิวน้ำบริสุทธิ์หลบวูบในทันที


 

รับมือกับนิสัยขี้แกล้งว่ายากแล้ว


 

รับมือกับด้านอ่อนโยนนั้นยากกว่าหลายเท่า


 

“จะไม่เพิ่มเงื่อนไขทีหลังใช่ไหม”เอ่ยถามอย่างหยั่งเชิง เพราะคำของ่ายดายจนไม่น่าไว้วางใจ


 

“ครับ ทำไมระแวงขนาดนั้น มันง่ายไปหรือ”

 


“ง่ายเสียจนน่าสงสัย”


 

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นอีกหน รอยยิ้มของคาดิเนียลสดใสเสียงจนยากจะควบคุมริมฝีปากไม่ให้ยิ้มตาม กระนั้นอาซาเอลก็ยังทำได้ดีในการควบคุมตัวเอง


 

“ทั้งที่ง่าย แต่คุณไม่เคยเรียกชื่อผมเลยนะ ทั้งที่คุณรู้ชื่อผมอยู่แล้ว ใช่ไหม”


 

พยักหน้ารับเบาๆ ทำไมจะไม่รู้ ในเมื่อแจนิวาลกรอกหูเขาอยู่ทุกวัน แต่ต้องยอมรับว่าไม่รู้ตัวมาก่อนว่าท่ามกลางบทสนทนามากมายทั้งต่อหน้าและผ่านเทเลพาทีนั้นตนเองใช้สรรพนามเรียกอีกฝ่ายว่า คุณ มาโดยตลอด


 

ไม่เคยเรียกชื่อตรงๆสักครั้ง


 

นึกขึ้นได้แล้วก็รู้สึกแปลกๆที่จู่ๆให้มาเรียกชื่อกันแบบนี้


 

“พร้อมรึยังครับ”เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบางๆราวกับรอคอยช่วงเวลานี้อยู่


 

จากคนที่รู้สึกว่าคำขอนี้แสนง่ายดายก็กลายเป็นเริ่มทำตัวไม่ถูก


 

“คคาดิเนียล”เอ่ยด้วยเสียงสั่นพร่า แถมหลบสายตาวาวๆที่มองมาด้วย


 

“มองหน้าผมด้วยสิคุณ”


 

ช่างออกคำสั่งเสียจริง

 

ไม่ชอบช่วงเวลาที่ตกเป็นรองแบบนี้เอาเสียเลย


 

ต้องทำยังไง จึงจะอยู่เหนือคนๆนี้ได้


 

เมื่อไรช่วงเวลาหมาหยอกแมวจะผ่านพ้นไปเสียที


 

แบบนี้มันน่าหงุดหงิดเกินไปแล้วจริงๆ

 


“คาดิเนียล”สบตาโตของอีกฝ่ายตรงๆก่อนจะเอ่ยเรียกชื่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ แวววูบไหวในดวงตาคู่นั้นกระตุกลมหายใจของคนเรียกไปวูบหนึ่ง


 

อ่า


 

การอยู่เหนือการควบคุมของคาดิเนียล ดูเหมือนจะทำได้ง่ายกว่าที่คิด


 

อาซาเอลกัดริมฝีปากด้านในไว้ไม่ให้มันเผยเป็นรอยยิ้มก่อนจะตีหน้านิ่งถามคนที่ไม่ยอมละสายตาไปไหนเสียที


 

“จ้องอะไรขนาดนั้น”


 

“ผมชักเสียใจแล้วที่ยอมเปลี่ยนคำขอให้คุณง่ายๆ”แววตาเว้าวอนสะท้อนอยู่ในดวงตากลมคล้ายลูกหมาตัวโต


 

พอกันทีกับการโดนปั่นหัวอยู่ฝ่ายเดียว

 

ฉับพลันที่ตัดสินใจว่าจะไม่ยอมกลายเป็นเหยื่อที่ถูกไล่ล่าจนต้องหาทางหนีหัวซุกหัวซุน ร่างสูงโปร่งที่นั่งอยู่ก็ขยับเปลี่ยนเป็นคลานสี่ขาก่อนจะเคลื่อนกายเข้าหาคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม


 

ท่วงท่าราวเสือหนุ่มที่เยื้องย่างเข้าหาเหยื่อ


 

แม้จะเชื่องช้าแต่สะกดสายตาจนไม่อาจหลบหนี


 

พูดกันตามตรงว่าเหตุการณ์นี้อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของหมาป่าหนุ่มที่ถูกพลิกจากผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่าในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที


 

การล่าสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว 



เร็วเสียจนฝ่ายถูกกระทำเกือบคิดว่าฝันไป หากไม่ใช่เพราะเจ้าของร่างโปร่งที่ก้าวฉับๆห่างออกไปนั้นยังอยู่ในกรอบสายตาของเขา


 

เหยื่อที่กลับกลายเป็นผู้ล่าสาวเท้ายาวๆไปทางสะพานหินอ่อนเพื่อข้ามฝั่งไปยังสถาบัน ด้วยเวลาที่จวนเจียนจะต้องเข้าเรียน อาซาเอลไม่อยากสายตั้งแต่วันแรก

 


แต่ดูเหมือนจะมีใครบางคนโดนหักคะแนนเพราะเข้าเรียนสาย

 


สัมผัสอุ่นนุ่มที่ทิ้งอยู่บนริมฝีปาก กับรอยยิ้มเหนือกว่าที่ตั้งใจยิ้มใส่ตาของเขาในระยะลมหายใจกั้น

 


จุมพิตของแมวดื้อ

 


แม้เพียงริมฝีปากสัมผัสริมฝีปากแผ่วเบา ไร้การรุกล้ำใด

 


แต่จะกลายเป็นจูบที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของไฮบ์หนุ่มผู้โชกโชน

 


ทำเอาหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ

 


แน่นอนว่ามีหัวใจมากกว่าหนึ่งดวงที่กำลังทำงานหนักผิดปกติ



คาดิเนียลถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รอยยิ้มละมุนละไมแบบที่ไม่ค่อยมีให้เห็นแต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากสีสดที่ยังหลงเหลือความร้อนอันเกิดจากริมฝีปากของใครอีกคนที่ทาบลงมา  



ให้ตายสิอาซาเอล

คุณนี่มันบอสใหญ่เลยไม่ใช่รึไง ล้มยากล้มเย็นเสียจริง ผมจะทำยังไงดีนะ



ขอบคุณช่วงขายาวที่ทำให้อาซาเอลทิ้งระยะห่างจากใครบางคนได้เร็วขึ้น แต่กระนั้นก็ไม่มีอะไรช่วยให้ทรานส์หนุ่มหนีจากอาการร้อนผ่าวบนใบหน้าของตนเองได้

 

 

ให้ตายสิอาซาเอล

ทำบ้าอะไรลงไป แน่ใจนะว่ากำลังปั่นเขาหัว ไม่ใช่ปั่นหัวตัวเอง หลังจากนี้จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย

 


  hf

 


            ลำพังเดินจากสวนดอกไม้หน้าหอนอนมายังตึกเรียนที่เป็นสถาปัตยกรรมรักโลกนับสิบตึก รูปร่างเหมือนกันแทบทั้งหมดก็ผลาญพลังกายไปมากโข และด้วยรูปร่างของอาคารเรียนที่หาความแตกต่างได้ยากเย็นนั้นก็ทำให้นักเรียนใหม่ที่มาสายจนแตกกลุ่มกับเพื่อนต้องเดินวนเสียหลายรอบเอ่ยถามทางเสียหลายหนกว่าจะพบ ตึกหางนกยูง ที่เขียนไว้ในตารางเรียน

 


            อาซาเอลมองกระดาษสีอ่อนในมือด้วยสายตาขุ่นเคือง เจ้ากระดาษนี่เคยมีรูปร่างเป็นผีเสื้อกระดาษที่พุ่งปราดเข้าหาเขาทันทีที่ก้าวข้ามสะพานหินอ่อนมา ภูตกระดาษที่มีเงื่อนไขง่ายดายเพียงนักเรียนแตะตัวก็คลี่กลายเป็นตารางเรียนทั้งสัปดาห์


 

            ช่องแรกสุดระบุไว้ว่า Human Type (ตึกหางนกยูง ชั้น 3 ห้อง 11)


 

            ใช้สมองประมวลผลได้ว่า Human Type คือชื่อวิชา และสิ่งที่อยู่ในวงเล็บคือห้องเรียน


 

            ทรานส์หนุ่มพยายามมองหาตึกที่มีรูปร่างคล้ายนกยูงหรือหางนกยูง แต่กลับไม่พบตึกใดที่ใกล้เคียง เช่นนั้นเป้าหมายจึงกลายเป็นการมองหานกยูงตัวเป็นๆไปเสียเลย แต่ก็ยังไม่พบสักตัว


 

            เมื่อเอ่ยปากถามรุ่นพี่ที่เดินอยู่ใต้อาคารเรียนอย่างบางตาก็ได้ความว่า หางนกยูง ที่ว่า หมายถึงต้นหางนกยูง เป็นอันว่าตึกเรียนที่เขาเพียรหาไม่ใช่ตึกรูปร่างเหมือนหางนกยูง แต่เป็นตึกที่สร้างจากต้นหางนกยูงนับร้อยต้นเกี่ยวกระหวัดกันจนเป็นอาคารสี่ชั้นที่ทอดตัวยาวอยู่มุมหนึ่งของสถาบัน


 

สีแดงสดใสของดอกหางนกยูงช่างเด่นชัดเหลือเกิน คล้ายจะตบหน้าคนที่เดินหามันอยู่นานให้รู้ตัวว่าซื่อบื้อเพียงใด

 


            คิดว่าจะไม่สาย

 


            สุดท้ายก็สายจนได้

 


            ถอนหายใจเสียเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจผลักประตูไม้ที่ดูท่าจะหนักเอาการ แต่ความเป็นจริงกลับเบาเสียจนแรงที่ใส่ลงไปส่งให้ประตูเปิดอ้าออกกว้างเกินจำเป็น

 


            ทรานส์หนุ่มที่มาสายตั้งแต่วิชาแรกยืนเด่นอยู่หน้าประตู กลายเป็นจุดรวมสายตาของเพื่อนร่วมคลาส หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่อีกหลายคนนั้นอาซาเอลมั่นใจว่าไม่เคยพบกันมาก่อน กระนั้น บุคคลที่ดึงสายตาของเด็กมาสายไปได้ก็คืออาจารย์หนุ่มที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียน รูปร่างสูงใหญ่กับเสื้อนอกสีขาวที่เขาเคยเห็น คิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคลายออกพร้อมรอยยิ้มที่ทำเอาอาซาเอลขนคอลุกชัน

 


            นี่มัน

 


            คุณหมอชาร์ล

 


            “สวัสดีครับนักเรียน เชิญหาที่ว่างให้ตัวเองด้วยครับ”เสียงทุ้มต่ำกลั้วหัวเราะดึงสติที่ลอยหายไปของแมวหนุ่มให้กลับเข้าร่าง ถึงแม้จะยังไม่เข้าที่เข้าทางดูได้จากการเดินหาที่นั่งที่ค่อนข้างทุลักทุเลด้วยห้องเรียนเป็นที่นั่งลดหลั่นตามขั้นบันได แบ่งเป็นสองฝั่งด้วยบันไดกลางที่ทรานส์หนุ่มกำลังก้าวผ่านไปทีละขั้นอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตานานนัก แต่ละฝั่งมีโต๊ะไม้ขัดเงาตัวยาวหนึ่งตัวกับเก้าอี้ไม้บุนวมฝั่งละสิบที่นั่ง ทั้งเก้าอี้และโต๊ะเกิดจากกิ่งของต้นหางนกยูงที่เกี่ยวกระหวัดกัน เห็นได้จากขาโต๊ะและเก้าอี้ที่ยึดติดกับพื้นห้อง ดอกพุ่มสีแสดบานอยู่ตามเก้าอี้บางตัวบ่งบอกว่าทุกต้นยังคงเจริญเติบโตตามปกติแม้จะกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ไปแล้วก็ตาม

 


            ระหว่างทาง อาซาเอลมองเห็นมินาคัส แจนิวาล และซามูเอลที่กำลังหันหน้าไปคุยกับใครบางคนที่เขาไม่คุ้นหน้า ร่างสูงที่สุดในกลุ่มนั้นมองมาก่อนจะขยับปากเป็นคำว่า ขอโทษ


 

            วินาทีเดียวกันเสียงนุ่มก็ดังก้องในโสตประสาท ใจความคือเจ้าของเสียงจับจองที่นั่งไว้เผื่อเขาแล้ว หากแต่เพื่อนใหม่ของซามูเอลขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยจึงไม่เหลือที่นั่งสำหรับคนมาสายอย่างเขา


 

            อาซาเอลส่งเทเลพาทีกลับไปว่าไม่เป็นไร อย่างไรเสียคนผิดที่มาสายก็คือเขาเอง


 

ทรานส์หนุ่มกวาดตามองรอบห้องเรียนที่กว้างพอจะจุคนได้หลายร้าย ทุกที่นั่งด้านหน้าถูกจับจองจนเต็มจรดแถวหลัง เหลือเพียงแถวสุดท้ายเท่านั้นที่ยังว่างอยู่ กว่าคนมาสายจะปีนไปถึงที่ว่างก็สะดุดบันไดไปเสียหลายหน ชาร์ลมองตามอดีตเด็กในความดูแลของผู้ผูกพันธะตนอย่างขบขัน กระนั้นก็ต้องพยายามปิดบังสายตาเอ็นดูเอาไว้สักหน่อย เกรงจะกลายเป็นกรณีพิพาทว่าสนใจเด็กคนนี้เป็นพิเศษ


 

            แม้ความจริงแล้วจะมีใครบางคน(หรือหลายคน)ที่สนใจเด็กคนนี้เป็นพิเศษจริงๆก็ตาม


 

            อาซาเอลทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งฝั่งซ้ายของห้องเรียน แถวเดียวกันมีเพื่อนร่วมคลาสอีกคนฟุบหลับอยู่ตรงเก้าอี้ริมสุดของแถว ทรานส์หนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อหลุดจากการเป็นเป้าสายตา ก่อนจะหันไปหาต้นเสียงกังวานก้องหน้าชั้นเรียน ดูเหมือนหมอชาร์ลจะใช้เวทย์ขยายเสียง เพราะเสียงคนตามปกติไม่อาจดังได้ไกลจนถึงหลังห้องโถงกว้างสุดสายตาเช่นนี้


 

            เดินจากหน้าห้องขึ้นมาทำเอาเหงื่อเปียกชุ่มแผ่นหลัง ห้องมันจะกว้างอะไรขนาดนี้ นี่แค่ห้องเรียนเดียวรึ คิดว่าจุนักเรียนได้ทั้งสถาบันเสียอีก

 


            ทรานส์หนุ่มหรี่ตาเพ่งมองอาจารย์หนุ่มที่กลายเป็นเพียงร่างเล็กจ้อยเมื่อมองจากระยะไกล

 


            “เนื่องจากมีคนเข้ามาใหม่ ผมขอแนะนำตัวเองอีกครั้งและจะอธิบายตัววิชากับกฎในการเรียนวิชานี้นะครับ”

 


            อาซาเอลยิ้มแหยเมื่อรู้สึกว่าตนเป็นเหตุให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่ควร

 


            “ผมชาร์ล นอกจากเป็นอาจารย์ประจำวิชา Human Type แล้ว ก็เป็นอาจารย์ฝ่ายพยาบาลของสถาบันด้วย นอกจากนี้ก็ทำงานอยู่ในภาควิจัย ห้องประจำจึงอยู่ในตึกภาคตรงริมทะเลสาบที่พวกคุณต้องข้ามจากฝั่งหอนอนมาทุกเช้า หากมีธุระต้องการพบผมเป็นการส่วนตัว หลังจากข้ามสะพานหินอ่อนแล้วให้คุณเลี้ยวซ้ายไปจนสุดทาง จะพบตึกสีเขียวอ่อน หลังจากนั้นให้คุณปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ดูแลตึกก็จะได้พบผมเอง”


 

            “ปีสูงคงรู้ดีอยู่แล้ว แต่สำหรับนักเรียนใหม่ ขอเตือนเอาไว้ก่อนว่าผู้ดูแลตึกภาควิจัยไม่ใช่คนที่คุณควรลองดีด้วย”


           

            เสียงหัวเราะเจื่อนๆของหลายคนในคลาสเรียนบ่งบอกว่าเป็นเหล่าปีสูงที่รู้กิตติศัพท์ของผู้ดูแลคนดังกล่าวเป็นอย่างดี


 

            “ตัววิชา Human Type ไม่ใช่วิชายาก แต่คนที่สอบไม่ผ่านระดับ Pre-Intermediate จนไปเรียนตัวต่อไม่ได้เสียทีส่วนใหญ่จะเป็นพวกขี้เกียจไม่ยอมทำงานส่ง”


 

            อาซาเอลมั่นใจว่าเห็นคนที่นั่งถัดไปด้านหน้าเขาสะดุ้งเฮือกตอนหมอชาร์ลพูดประโยคค่อนขอดใส่พวกขี้เกียจ


 

            “วิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์ ทั้งเพียว ไฮบริด และทรานส์ เน้นที่การทำความรู้จัก และพัฒนาแนวทางการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นใครที่เล็งเขี้ยวของตนไว้และกำลังหาทางครอบครองเขาคนนั้น เก็บความสนใจในแง่นั้นไว้ใช้ในการเรียนวิชาเฉพาะของตัวเอง วิชานี้ส่งเสริมให้อยู่ร่วมกันแบบสันติ ตกลงไหมครับ”


 

            อีกครั้งที่เสียงหัวเราะเจื่อนๆดังออกมาจากกลุ่มนักเรียน อาซาเอลหลุดหัวเราะคิกออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหมอชาร์ลก็เป็นทรานส์เช่นกัน แม้ว่าร่างสูงจะพึงใจในผู้ผูกพันธะของตน แต่คงไม่สนับสนุนให้เกิดการล่าขึ้นในคลาสเรียนของตนหรอกกระมัง


           

            “เนื่องจากคลาสนี้เป็นคลาสใหญ่มาก ผมเองก็ต้องใช้เวทย์ขยายเสียง มั่นใจได้เลยว่าแถวหลังมองเห็นผมเป็นมนุษย์แคระอยู่แน่ๆ ดังนั้นคุณจะมองสิ่งที่ผมเขียนไม่เห็นอย่างแน่นอน”


 

            อาซาเอลพยักหน้าหงึกหงัก


 

            “วิธีแก้คือมาให้เร็วขึ้น”


 

            อูย รู้สึกเหมือนโดนดุ


 

            “หรือไม่ก็ทำตามคำแนะนำบนกระดาษที่สอดไว้ในลิ้นชักโต๊ะของพวกคุณ ครึ่งห้องด้านหน้าจะไม่มีกระดาษที่ว่า ไม่ต้องก้มหาหรอกครับ พวกคุณมองเห็นผมชัดอยู่แล้วนี่ ส่วนด้านหลัง รบกวนหยิบออกมาอ่านด้วยครับ หยุดหรี่ตามองผมได้แล้ว เหมือนโดนนักเรียนหาเรื่องยังไงก็ไม่รู้สิ”


 

            อีกครั้งที่อาซาเอลขบขันกับคำพูดของอาจารย์หนุ่ม แม้จะพูดด้วยเสียงทุ้มเรียบนิ่งแต่ก็สร้างเสียงหัวเราะได้อยู่เนืองๆ ไม่รู้ว่าเป็นคนขี้เล่น หรือติดคำพูดเช่นนี้มาจากใครกันแน่


 

            ทรานส์หนุ่มพิจารณากระดาษที่อาจารย์พูดถึง เนื้อความอธิบายการใช้เวทย์เพิ่มประสิทธิภาพการมองในระยะไกล ซึ่งแตกต่างจากที่อาซาเอลเคยใช้ เวทย์ที่อาซาเอลรู้จักเป็นการใช้มุมมองของสัตว์ ซึ่งสีของดวงตาจะฉายชัดว่าตนเป็นสิ่งใด หากแต่เวทย์ที่เขียนอยู่ในกระดาษแผ่นนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของดวงตาในร่างมนุษย์ปกติ


 

            การใช้เวทมนต์ในยุคนี้แบ่งได้หลากหลาย ทั้งการใช้คาถา วงเวทย์ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งรูปแบบที่เป็นที่นิยม เนื่องจากทำได้ง่าย คือการปรับเปลี่ยนการไหลเวียนของพลังเวทย์ ด้วยพลังเวทย์เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่เจ้าของสามารถเคลื่อนย้ายได้ตามใจชอบหากผ่านการฝึกฝน สิ่งที่เขียนอยู่ในกระดาษจึงเป็นรายละเอียดการแบ่งส่วนและเคลื่อนย้ายพลังเวทย์ไปไว้ที่ดวงตา ละเอียดถึงขั้นว่าต้องส่งพลังเวทย์ไปที่ส่วนใดของดวงตาบ้าง ด้วยอัตราส่วนโดยประมาณเท่าไร


 

            อ่า ยากนิดหน่อย


 

            ทรานส์หนุ่มทดลองทำตาม ปรับความสมดุลของพลังเวทย์อยู่พักหนึ่งก็เริ่มมองเห็นหน้าอาจารย์หนุ่มชัดขึ้นหากแต่ยังเป็นภาพสีขาวดำ จึงก้มลงอ่านกระดาษแผ่นเดิมอีกครั้งและแก้ข้อผิดพลาดตามคำแนะนำ ฉับพลันภาพของหมอชาร์ลและชื่อของเจ้าตัวที่ถูกเขียนด้วยปากกาพิเศษจนเกิดเป็นลายเส้นสีส้มแดงคล้ายเปลวเพลิงที่ลอยอยู่ในอากาศด้านหลังร่างสูงก็ชัดเจนขึ้นราวกับได้นั่งอยู่แถวหน้าสุดของชั้นเรียน เมื่อก้มมองกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะตนเองก็พบว่ามองเห็นได้อย่างปกติ เป็นอันว่าเวทย์บทนี้ใช้มองระยะไกลโดยที่ไม่กระทบกับภาพระยะใกล้เลยสักนิด

 


 

            “ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่อีกหนึ่งคนนะครับ”

 


            เสียงทุ้มต่ำของอาจารย์หนุ่มดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกว่าใครบางคนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทางด้านขวามือของอาซาเอล ทรานส์หนุ่มละสายตาจากกระดาษไปมองคนด้านข้างที่กำลังก้มหน้าอ่านกระดาษของตนเองอยู่เช่นกัน และทันทีที่มองเห็นใบหน้าด้านข้างแสนคุ้นเคย เวทย์มองระยะไกลก็เสื่อมประสิทธิภาพเพราะสติผู้ใช้สั่นคลอน ความสมดุลของพลังเวทย์จึงพากันรวนไปเสียหมด

 


            อาซาเอลเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าห้องเรียนนี้มีประตูหลัง และคนตรงหน้าเขาก็เพิ่งเข้ามาจากทางนั้น โดยไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาเหมือนอย่างเขา


 

            เวทย์ระยะไกลก็มองไปไกลๆสิคุณ มองหน้าผมทำไม

 


เสียงทุ้มแหบดังขึ้นในโสตประสาทแม้เจ้าของเสียงจะกำลังมองตรงไปด้านหน้าชั้นเรียนคล้ายกำลังทดสอบเวทย์การมองระยะไกล หากแต่ก็ยังอุตส่าห์แบ่งพลังงานมาใช้ไปกับการเทเลพาทีล้อเลียนเขา

 


อาซาเอลแยกเขี้ยวใส่คนที่พลังเวทย์เหลือเฟือจนทำอะไรพร้อมกันได้หลายอย่าง

 


พยายามอย่างหนักที่จะไม่มองริมฝีปากอิ่มสีอ่อนของคนข้างๆ ก่อนจะดึงตัวเองกลับมาอยู่กับการตั้งต้นใช้เวทย์บทเดิมอีกหน

 


ช่างเป็นจังหวะพอเหมาะพอเจาะเสียเหลือเกิน เมื่อเวทย์การมองระยะไกลใช้ได้ผล สิ่งที่อาซาเอลเห็นบนใบหน้าอาจารย์หนุ่มคือรอยยิ้มรู้ทันที่มองตรงมายังเขา ก่อนจะรับรู้ได้ถึงพลังเวทย์บางเบาที่ส่งมา


 

แฟนรึ


 

ให้ตายสิ


 

แฟนผมชื่อแบคอนครับคุณหมอชาร์ล


 

อาซาเอลหลุดหัวเราะพรืดเมื่อสีหน้าอาจารย์หนุ่มเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงในทันที สายตาคาดโทษนั้นมองตรงมาอย่างไม่คิดปิดบัง จนคนที่มองหน้าอาจารย์อยู่เช่นกันจับสังเกตได้ คาดิเนียลมองอาจารย์หนุ่มกับคนข้างตัวสลับกันไปมา คนหนึ่งทำสีหน้าคล้ายอยากตะปบเหยื่อ ส่วนอีกคนก็ขำเสียจนต้องฟุบหน้าลงกับโต๊ะ


 

หืม มีอะไรที่เขาไม่รู้งั้นหรือ


 

“วันนี้ผมจะยังไม่ลงโทษคนที่มาสาย เพราะเข้าใจว่าพวกคุณมีภารกิจในช่วงเช้า แต่หลังจากนี้ประตูทุกบานของชั้นเรียนจะปิดทันทีที่ผมมาถึง ขอให้รักษาเวลากันด้วยนะครับ”


 

อาจารย์หนุ่มมองกราดไปทั่วชั้นเรียน โดยไม่ลืมทิ้งสายตาสุดท้ายไว้ที่สองคนหลังห้อง


 

“หากพวกคุณมีเรื่องต้องปรึกษาหรือสนทนากันระหว่างที่ผมสอน ขอให้เลือกใช้การเทเลพาทีหรือการสื่อสารทางจิตอื่นๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนเพื่อนร่วมคลาส แต่ต้องแจ้งไว้ก่อนว่าภายในห้องเรียนนี้มีเวทย์ดักจับบทสนทนาทางจิตทุกประเภท ทุกเรื่องที่พวกคุณคุยกัน จะถูกบันทึกเก็บไว้ ดังนั้นระวังคำพูดกันหน่อยนะครับ”


 

อีกครั้งที่ทิ้งสายตาแข็งๆมาทางแมวหนุ่ม


 

“หากพวกคุณอยากจะนินทาอะไรใคร ก็ลองหาวิธีใหม่ๆในการสื่อสารกันดู หรือจะคิดเวทย์บทใหม่ที่เล็ดลอดการดักจับได้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเหมือนกันนะ”


 

            “เอาล่ะ มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า วันนี้ผมจะบรรยายเกี่ยวกับมนุษย์เผ่าพันธุ์แรกสุด ซึ่งก็คือเพียว จะจดบันทึกหรือไม่นั่นเป็นเรื่องของพวกคุณนะ ผมไม่เรียกตรวจสมุดหรอก แต่ท้ายคาบผมมีงานให้ทำ”


           

            การบรรยายของอาจารย์หนุ่มเริ่มขึ้น แม้เสียงที่ใช้จะทุ้มต่ำหากแต่เนื้อหาในการบรรยายนั้นน่าสนใจเสียจนไม่มีใครในคลาสงีบหลับแม้แต่คนเดียว กระทั่งคนที่เอาแต่ฟุบหน้ากับโต๊ะมาตลอดอย่างคนที่นั่งอยู่ริมสุดของแถวก็ยังเงยขึ้นมาฟังและจดบันทึกอย่างตั้งใจ


 

            อาซาเอลรับเอาข้อมูลใหม่ๆจากอาจารย์ แม้ว่าเขาจะชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับมนุษย์เผ่าพันธุ์ต่างๆเพื่อหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองอยู่เสมอ แต่ดูเหมือนสิ่งที่กำลังฟังอยู่ในตอนนี้จะเป็นข้อมูลล่าสุดที่ยังไม่ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มใด

 


            ความรู้เดิมที่ว่าเพียวต้องเกิดจากเพียวและเพียวเท่านั้นกำลังถูกสั่นคลอน เพราะในห้องทดลอง นักวิจัยประสบความสำเร็จในการให้กำเนิดเพียวที่เกิดจากข้อมูลพันธุกรรมของไฮบ์ที่สายเลือดเจือจางกับเพียวที่มีสายเลือดเข้มข้น กระนั้นเด็กน้อยที่เกิดขึ้นมาจากการทดลองก็ยังมีร่างกายอ่อนแอและมีอัตราการรอดชีวิตต่ำ แต่ก็เป็นความหวังว่าเพียวซึ่งเหลือน้อยที่สุดในบรรดามนุษย์ทั้งสามเผ่าพันธุ์ ในอนาคตอาจมีโอกาสเพิ่มจำนวนขึ้นได้ เหตุที่การลดลงของเพียวเป็นปัญหาใหญ่ก็เพราะมนุษย์เกรงกลัวการถดถอยสู่การเป็นสัตว์ หากเหลือเพียงทรานส์และไฮบ์ สุดท้ายแล้วสัญชาตญาณสัตว์ป่าอาจกลืนกินปัญญาของมนุษย์


 

            “คุณ”เสียงทุ้มกระซิบเรียกจากข้างตัว หากแต่อาซาเอลยังคงนิ่งงัน


 

            “เฮ้”ไม่เพียงเรียก คาดิเนียลกระตุกชายเสื้ออีกคนอย่างเรียกร้องความสนใจ


 

            “อาซาเอล”เสียงนุ่มติดแหลมเอ่ยขึ้นเบาๆโดยไม่ละสายตาจากอาจารย์หนุ่มที่กำลังบรรยายและขีดเขียนอะไรมากมายในอากาศ เรียกสายตาฉงนจากคนด้านข้าง เช่นนั้นเจ้าของชื่อจึงหันไปสบตาคมกลมโต


           

            “คุณขอให้ผมเรียกชื่อคุณไปแล้ว แต่คุณกลับไม่ยอมเรียกชื่อผมเลย ขี้โกงนี่”


 

            ขยับปากกระซิบกลับ ไม่อยากใช้เทเลพาทีเพราะไม่อยากโดนคนตัวสูงใหญ่หน้าห้องเก็บมาล้อเลียน นอกจากนี้แถวหลังก็มีเพียงเขากับคาดิเนียลที่นั่งติดกัน บทสนทนานี้หากยังรักษาระดับเสียงกระซิบไว้ได้ก็คงไม่รบกวนใคร


 

            “ผมชื่ออาซาเอลนะ แต่คุณคงรู้อยู่แล้ว เพราะตอนคุยกับเพื่อน คุณก็พูดชื่อผม แต่พออยู่กันสองคน ทำไมเอาแต่เรียกคุณๆล่ะ”


 

            อีกครั้งที่เห็นแวววูบไหวในดวงตากลมของหมาป่าหนุ่ม

            และนั่นก็เป็นอะไรที่ถูกใจอาซาเอลเหลือเกิน


 

            ทรานส์หนุ่มเองก็เป็นคนขี้แกล้งน้อยเสียเมื่อไร แค่ยังไม่มีโอกาสได้โต้กลับไปเลยต้องยอมโดนแกล้งอยู่นาน


 

            “ว่าไงครับคุณคาดิเนียล ถ้าอยากคุย ก็เรียกชื่อผมก่อนสิ”เอ่ยเย้าด้วยสีหน้ายียวนอย่างที่ตนถนัด


 

            “ให้ตายสิ คุณนี่มัน”เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยรอดไรฟันเพราะหมั่นเขี้ยวอีกคนเต็มทน และคาดิเนียลก็พบว่าความอดทนของเขาอาจต้องสิ้นสุดลงเมื่ออาซาเอลยื่นหน้ามาใกล้กว่าเก่า


 

            “ชื่อผมมันออกเสียงยากมากหรือไง”ยิ้มเยาะใส่ตาไม่พอ เจ้าตัวร้ายยกนิ้วเรียวขึ้นชี้ปากตัวเองก่อนจะเอ่ยทีละคำช้าๆ “เอ้า ออกเสียงตามนะ อา-ซา-เอล”

 


            รู้อะไรไหม ตอนนี้ผมอยากจูบปากยื่นๆของคุณชะมัดเลย

          อาซาเอล

 


          แมวหนุ่มที่คิดว่าไล่ต้อนอีกฝ่ายได้แล้วถึงกับหายใจสะดุด ดวงตาใสฉายแววเลิ่กลั่กไปไม่เป็นทันทีที่เทเลพาทีนั้นจบประโยคด้วยชื่อของเขา เสียงทุ้มต่ำที่ดังก้องในสมองเรียกให้โลหิตสูบฉีดมากกว่าปกติ ไหนจะความอายที่ถาโถมเมื่อคิดได้ว่าหากอาจารย์ประจำวิชารับรู้สารนี้เข้าแล้วนำไปเล่าต่อให้คนรักฟัง มหกรรมการล้อเลียนจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ


 

            ให้ตายสิคาดิเนียล


            ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน!

 


            นิ้วเรียวดีดเปาะเข้าที่หน้าผากของคนตรงหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว คนดีดเองก็ไม่ทันคิดก่อนทำเสียด้วยซ้ำไป

 


            “อย่าคิดอะไรแบบนั้นในห้องนี้สิ”เอ่ยปรามรัวเร็วใส่คนที่ยกมือขึ้นลูบหน้าผากป้อยๆ


 

            “หมายความว่าคิดนอกห้องนี้ได้งั้นหรือ”คาดิเนียลเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ทำให้คนมองหัวใจเต้นผิดจังหวะ


 

            “เรื่องของคุณ แค่อย่าเทเลพาทีอะไรแบบนั้นอีกก็พอ ถือว่าขอแล้วกัน”

 


            “ทำไม คุณไม่อยากให้ใครรู้เข้ารึไง”สายตาคมปรายไปมองคนหน้าห้องที่ยังทำหน้าที่อาจารย์อย่างตั้งอกตั้งใจ

           

            “ใช่ ผมไม่อยากให้เขารู้”ทรานส์หนุ่มทำท่าขนพองเพียงแค่จินตนาการถึงสายตาวิบวับของอดีตผู้ดูแลที่คงไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆหากรู้ว่า อาซาเอล แมวหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่ยอดคุณจิ้งจอกแบคอนเช้าหนเย็นหนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่โดนหมาป่าหนุ่มขู่จะจูบเอาแบบนี้


 

            “ทำไม”

 


            จากเสียงกลั้วหัวเราะเริ่มกดต่ำ หากแต่คนฟังยังไม่รู้ตัว

 


            “เอาเถอะน่า ว่าแต่เมื่อกี้เรียกทำไม”อาซาเอลเอ่ยถามเปลี่ยนประเด็นเพราะสายตาใคร่รู้ของคาดิเนียลนั้นจ้องเขาเขม็ง และเขาเองก็ไม่ได้อยากอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่อยากให้หมอชาร์ลรับรู้บทสนทนาระหว่างเขากับคนตรงหน้า

 


            “จะยืมปากกา แต่คงไม่จำเป็นแล้ว”

 


            “มาเรียนประสาอะไรไม่พกปากกา จะกรีดเลือดเขียนเอารึ เอาไปสิ ผมมีหลายแท่ง”ทรานส์หนุ่มดึงปากกาด้ามสำรองที่เหน็บไว้กับกระเป๋าเสื้อส่งให้คนที่มาเรียนตัวเปล่า อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมเข้าเสียหน่อย ความปากร้ายของอาซาเอลนั้นแม้แต่ตัวเองก็ห้ามไม่อยู่

 


            “บอกแล้วไงว่าคงไม่จำเป็นแล้ว”แม้ปากจะเอ่ยคล้ายปฏิเสธแต่ก็รับปากกาด้ามสีเงินไปเก็บไว้

           


            “หืม”เลิกคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ


 

            “อาจารย์เพิ่งบอกเลิกคลาสไปเมื่อครู่นี้เอง คุณไม่ได้ฟังรึ”


 

            จะฟังได้ยังไง ก็โดนชวนคุยอยู่แบบนี้


 

            “ขอบคุณสำหรับคนที่ตั้งใจฟัง ส่วนใครที่รู้ตัวว่ายังไม่ตั้งใจเท่าที่ควรก็ปรับปรุงตัวใหม่ในครั้งหน้านะครับ”


 

ชาร์ลใช้สายตาคมๆมองนักเรียนเกเรที่ไม่ตั้งใจฟังเขา หนึ่งในนั้นคือเจ้าแมวน้อยที่เอาแต่หันไปสนใจหนุ่มหล่อข้างๆ ไม่รู้แบคอนจะว่าอย่างไรบ้างหากรู้ว่ามีเด็กหนุ่มมาก้อร่อก้อติกกับเด็กในความดูแลที่เจ้าตัวพูดถึงเช้าเย็น โอ๋เสียอย่างกับลูกในไส้ไปเสียแล้ว


 

“ตามที่ตกลงกันไว้ว่าผมจะสั่งงานให้พวกคุณกลับไปทำ งานนี้เป็นงานระยะยาว กำหนดส่งคือหลังจากผมบรรยายเรื่องของเพียว ไฮบริด และทรานส์ จบทั้งสามกลุ่ม ถึงจะเหลือเวลาอีกหลายอาทิตย์แต่ผมอยากแจ้งหัวข้อเอาไว้ก่อน”


 

เมื่อเอ่ยจบร่างสูงใหญ่ก็หันกลับไปขีดเขียนในอากาศ ลายเส้นสีเพลิงที่ถูกวาดโดยปากกาแท่งสีทองกลายเป็นคำว่า เรื่องเล่า


 

“มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับทรานส์ ไฮบ์ และเพียว ทั้งเรื่องจริงและไม่จริง บางเรื่องได้รับการพิสูจน์แล้ว บางเรื่องยังคงเป็นสิ่งลึกลับรอการพิสูจน์ หากแต่ถ้าไม่มีสะเก็ดไฟ คงไม่มีเปลวเพลิง ผมอยากให้พวกคุณค้นหาเรื่องเล่าที่สนใจ รวบรวมเบาะแสและคำอธิบาย สรุปออกมาให้ได้ว่าจริงหรือเท็จ”


 

“หากยังนึกภาพไม่ออก ผมขอเสนอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เพิ่งบรรยายจบไป หลายร้อยปีมาแล้วที่มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่ามีตระกูลหนึ่งที่สืบเชื้อสายเพียวเลือดบริสุทธิ์ โดยไม่ยอมให้สายเลือดของตนแปดเปื้อนเลือดของมนุษย์จำแลง หากแต่แท้จริงแล้วตระกูลนี้มิได้กีดกันสายเลือดอื่นดังที่ถูกตราหน้า เพราะไม่ว่าคนในตระกูลจะจับคู่กับมนุษย์เผ่าพันธุ์ใด ทายาทที่กำเนิดมาก็ยังคงเป็นเพียวโดยไม่มีการแตกกิ่งเป็นอื่น แม้จะขัดกับกฎธรรมชาติแต่เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริง ปัจจุบันตระกูลนี้สูญสิ้น พบว่าทายาทคนสุดท้ายถึงแก่กรรมไปหลายสิบปีแล้ว แต่ยังคงเหลือญาติห่างๆซึ่งเขาได้อุทิศตนบริจาคข้อมูลทางพันธุกรรมมาใช้ในการวิจัยการเพิ่มประชากรเพียวที่ผมเพิ่งบรรยายจบ”

 


 เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องเรียน เพียวหลายคนแสดงอาการตื่นเต้นอย่างชัดเจน หลายคนพูดติดตลกว่าตนอาจสืบเชื้อสายจากสายเลือดเพียวในตำนาน กระนั้นเรื่องเล่าของอาจารย์ไม่เพียงสร้างความตื่นเต้น แต่เป็นการจุดแรงบันดาลใจให้เหล่านักเรียนที่เกือบจะมองว่างานที่ได้รับมอบหมายเป็นเรื่องน่าเบื่อ

 

“หาสิ่งที่คุณทำแล้วไม่เบื่อ งานจะได้ออกมาดี ทุกเรื่องเล่ามีเบื้องหลังที่น่าสนใจซ่อนอยู่ และมันอาจนำไปสู่อนาคตที่คุณคิดไม่ถึง การวิจัยเริ่มต้นจากความสงสัยว่าสิ่งใดจริงหรือไม่จริง ผมหวังว่าจะได้พบนักวิจัยรุ่นใหม่จากงานในครั้งนี้นะครับ”รอยยิ้มกว้างวาดขึ้นบนใบหน้าของอาจารย์หนุ่ม

 


เสียงอื้ออึงยังไม่เบาลงเมื่อหลายคนเริ่มพูดถึงสิ่งที่ตนสนใจและอยากหยิบยกมาใช้เป็นหัวข้อรายงาน หากแต่ทุกเสียงก็ต้องชะงักไปเมื่อเสียงกระแอมไอของผู้ทรงคุณวุฒิที่สุดในห้องดังขึ้น


 

“ขอบคุณที่เบาเสียงลงนะครับ ผมยังอธิบายงานไม่จบ เอาล่ะ มาต่อกัน”


 

นักเรียนหลายร้อยชีวิตเม้มปากจนสนิทและมองตรงมายังร่างสูงเป็นสายตาเดียว


 

“งานนี้เป็นงานคู่ และเพื่อไม่ให้วุ่นวาย ผมจะจับคู่ให้พวกคุณเอง ไม่ต้องตกใจ เพราะผมจะให้คุณคู่กับคนที่นั่งติดกัน เอาล่ะ หลังจากผมดีดนิ้ว ข้อมือของคุณอยู่ติดกับใคร คนนั้นคือคู่ทำรายงานของคุณนะครับ”


 

เป๊าะ!


 

สิ้นเสียงดีดนิ้ว ข้อมือบางก็ถูกแรงไร้รูปดึงไปติดเข้ากับข้อมือหนาของคนข้างตัว อาซาเอลไม่อยากยอมรับนักหรอก แต่วูบหนึ่งที่อาจารย์หนุ่มเอ่ยอธิบายวิธีการจับคู่ เขาหวังลึกๆว่าตัวเองจะได้คู่กับคนที่นั่งอยู่ริมสุดของแถว ยอมคู่กับคนที่ทำท่าง่วงตลอดเวลาเสียดีกว่าคู่กับคนที่จ้องจะล่วงเกินกันทุกวินาที แต่แค่คำว่า ติดกัน มันก็บ่งบอกชะตากรรมเขาได้มากพอ จนอยากจะหนี ก็หนีไม่รอด


 

“ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ คุณอาซาเอล”


 

ไม่ว่าเปล่า มือหนาขยับมากุมมือเขาไว้โดยไม่จำเป็น อาซาเอลแยกเขี้ยวใส่คนที่จะกลายมาเป็นคู่ทำรายงานของตน และเป็นอีกครั้งที่ทรานส์ตระกูลแมวทำอะไรเหนือความคาดหมายของไฮบ์ตระกูลหมาป่า


 

“โอ้ย คุณ!


 

รอยเขี้ยวเล็กๆเกิดขึ้นบนข้อมือหนาของคนมือไว อาซาเอลยกมือที่เกาะกุมมือเขาไว้ขึ้นจนข้อมืออยู่ในระดับพอเหมาะ ก่อนจะฝังเขี้ยวลงไปเต็มแรง ยังดีที่เป็นเขี้ยวของฟันมนุษย์ไม่ได้คืนสภาพเป็นเขี้ยวสีมุกของสัตว์ป่า กระนั้นก็สร้างร่องรอยเจ็บแสบไว้พอตัว ลิ้นเล็กแลบเลียริมฝีปากตนเองอย่างพึงพอใจในรสเลือดที่ติดมา ก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มท้าทายที่หากเปรียบสัญชาตญาณนักล่าของหมาป่าหนุ่มเป็นกองไฟแล้วล่ะก็ รอยยิ้มนั่นก็ราวกับราดน้ำมันชั้นดีที่ทำให้เปลวเพลิงโหมกระหน่ำ


 

“ฝากเนื้อฝากตัวเช่นกัน”


 

อาซาเอลขยับลุกจากเก้าอี้หลังจากเวทย์ของชาร์ลคลายลง ข้อมือทั้งคู่แยกออกจากกัน ร่างผอมสูงเดินไปรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนและพบว่าแจนิวาลคู่กับมินาคัส ในขณะที่ซามูเอลคู่กับเพื่อนข้างห้องร่างเล็กที่แนะนำตัวว่าชื่อ เอเดวา


 

ทุกการกระทำของเจ้าของเรือนผมสีดำสนิท ไม่ว่าจะเป็นสีหน้ากระเง้ากระงอดตัดพ้อเพื่อนที่ไม่ยอมเว้นที่ว่างไว้ให้ หรือจะเป็นท่าทางดีใจที่ได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ แม้แต่สายตากรุ้มกริ่มที่ใช้หว่านเสน่ห์ใส่เพื่อนใหม่ร่างเล็ก ล้วนอยู่ในสายตาของคนที่โดนฝากรอยเขี้ยวไว้บนข้อมือ แม้พลังเวทย์จะสมานแผลอย่างรวดเร็ว หากแต่คาดิเนียลจงใจให้เหลือรอยแผลจางๆไว้


 

จะเรียกว่าของดูต่างหน้าก็ไม่ผิดนักหรอก


 

เพราะวันหนึ่ง เขาจะฝากรอยเขี้ยวไว้บนเนื้อตัวของอีกฝ่ายบ้าง



คาดิเนียลยกข้อมือขึ้นจรดริมฝีปาก แลบลิ้นเลียรอยแผลจางๆโดยที่สายตายังไม่ละจากเจ้าของคมเขี้ยวที่ทิ้งรอยไว้


 

“มองเสียขนาดนั้น ไม่กินเข้าไปเลยล่ะ”เสียงยียวนดังขึ้นด้านหลังเจ้าของสายตาคมที่จ้องมองเหยื่อไม่วางตา เมื่อหันไปจึงพบว่าซากานมาพร้อมกับชายหนุ่มอีกสามคน และหนึ่งในนั้นคือเจ้าของประโยคเมื่อครู่


 

รอยยิ้มวาดขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม


 

ในที่สุดฝูงล่าของหมาป่าหนุ่มก็รวมตัวกันครบเสียที


 

“รออยู่เป็นปี พอมาก็เอาแต่สนใจแมวมากกว่าเพื่อน มันน่านัก”


 

“ก็เพื่อนไม่น่ารักเหมือนแมวนี่”

 


เสียงโห่ฮาดังลั่นเสียจนคนที่กำลังเดินออกจากห้องต้องหันมอง และทันทีที่เห็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่หลังห้อง ขนคอของทรานส์ตัวน้อยทั้งหลายก็พากันลุกชัน หนึ่งในนั้นคืออาซาเอลที่ได้แต่รำพึงในใจว่าแค่คนเดียวก็ไม่รู้จะหนีไปไหน นี่รวมตัวกันเป็นฝูง จะให้เหยื่อหมดทางรอดขนาดไหนเชียว

 

หมาป่าน่ะล่าเป็นฝูง

 

และฝูงที่เห็นอยู่ตอนนี้ ก็แข็งแกร่งจนน่าหวั่นเกรง


 

“ถ้ากลัวก็อย่ามองสิ”


 

อาซาเอลเหลือบมองเจ้าของความอบอุ่นของอ้อมกอดที่ทำทีเป็นดันให้คนตัวบางกว่าเดินไปข้างหน้า แต่แท้จริงคือตั้งใจใช้ร่างของตนบังคนที่กำลังตัวสั่นจากสายตานักล่าที่พร้อมใจกันมองมาทั้งกลุ่ม


 

“ไม่ได้กลัวสักหน่อย”


 

เสียงอ้อมแอ้มปฏิเสธจากเพื่อนตัวบางเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากมินาคัสได้อีกหน

 


“อย่างนั้นรึ จะทำเป็นเชื่อก็แล้วกัน”เสียงกลั้วหัวเราะที่ดังอยู่ด้านหลังส่งให้คนชอบเอาชนะแสดงสีหน้างอแงแบบที่ไม่ได้ทำให้คนนอกเห็นบ่อยๆ แต่มินาคัสมีอะไรบางอย่างที่ทำให้อาซาเอลเผลอแสดงด้านอ่อนแอออกมาเสมอ ราวกับต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงากับเหล่าสรรพสัตว์ แผ่กิ่งก้านกว้างใหญ่แค่ไหนก็ดูเอาจากหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ที่พากันส่งสายตาออดอ้อนให้ตลอดทางเดินเปลี่ยนคลาสก็แล้วกัน


 

แต่ดูเหมือนใต้ร่มไม้ใหญ่นี้จะอนุญาตให้สัตว์ตัวน้อยเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นได้พักพิง อาซาเอลถือว่าตนเองโชคดี ที่ได้รับสิทธิพิเศษนั้น


 

ไม่รู้เหมือนกัน ว่าร่มเงานี้จะปกป้องเขาจากนักล่าได้นานเพียงใด


 

อาซาเอลเดินรั้งท้ายกลุ่มคู่กับมินาคัสในขณะที่แจนิวาลกำลังต่อบทสนทนาอย่างสนุกสนานกับเอเดวาและซามูเอล น้องเล็กสุดของกลุ่มแนะนำเพื่อนใหม่ว่าเป็นคนช่วยเหลือเขาในการลงทะเบียนเรียนและคอยอธิบายเรื่องต่างๆภายในสถาบันอยู่เสมอ

 


จากการใช้คำพูดเป็นกันเองระหว่างซามูเอลกับเอเดวาทำให้คนอายุมากกว่ารู้ว่าทั้งสองมีอายุไล่เลี่ยกัน ที่สำคัญ ท่าทางทรานส์ตัวน้อยจะถูกใจเจ้าของเรือนผมสีเงินกับรูปร่างผอมบางคนนี้อยู่ไม่น้อย ดูเอาจากสายตาเป็นประกายที่ทอดมองเพื่อนใหม่ไม่วางตาเสียจนเอเดวาต้องหลบสายตาอยู่หลายหน


 

สมาชิกใหม่ของกลุ่มสี่สหายที่ตอนนี้เพิ่มเป็นห้าสหายเป็นการชั่วคราวเล่าว่าเขาเข้าเรียนที่สถาบันแห่งนี้ตั้งแต่ปีก่อน และเหตุที่นักเรียนเดิมอย่างเขาต้องมาร่วมคลาสกับนักเรียนใหม่นั้นไม่ใช่เพราะความขี้เกียจอย่างที่อาจารย์ปรามาส เรื่องราวของเอเดวาแตกต่างออกไปเล็กน้อย ด้วยเจ้าของเรือนผมสีเงินนั้นป่วยหนักในช่วงสอบไฟนอลของวิชาHuman Type ทำให้พลาดการทดสอบวัดระดับความสามารถจึงลงเรียนในวิชาต่อไปไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยการลงเรียนซ้ำเพื่อรอการทดสอบวัดระดับในครั้งต่อไป


 

สีหน้าของซามูเอลหม่นลงวูบหนึ่งเมื่อรู้ว่าใครอีกคนจะนั่งเรียนในคลาสเดียวกันเพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ด้วยในการทดสอบวัดระดับที่จะถึง ทรานส์ตัวน้อยและเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆต้องทดสอบเพื่อเข้าสู่ระดับ Beginner ซึ่งเป็นระดับแรกสุดของนักเรียนที่ศึกษาในสถาบันแห่งนี้ เปรียบได้กับทารกที่เพิ่งหัดเดิน หากแต่เอเดวาจะทดสอบเพื่อผ่านระดับ Pre-Intermediate และย้ายไปเรียนในวิชาที่ระดับสูงกว่า เทียบกันแล้วก็เหมือนนักเรียนชั้นประถมที่จะก้าวเข้าสู่ระดับมัธยม


 

การเรียนการสอนในสถาบันเชนโตนั้นไม่จำเป็นต้องครบหนึ่งปีจึงจะได้เลื่อนระดับชั้น หากแต่สามารถไต่ขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าได้ทันทีที่ความสามารถผ่านเกณฑ์ที่กำหนด และเพราะกฎเกณฑ์ในการเข้าเรียนระบุไว้เพียงต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี นักเรียนบางคนเข้าเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่แปลกที่คนเด็กกว่าอย่างเอเดวาจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าอาซาเอล


 

ด้วยระบบเช่นนี้ จึงแยกบุคคลที่มีความสามารถน่าจับตามองได้จากระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนจนผ่านระดับสูงสุดของทุกวิชา หากจะให้ยกตัวอย่างบุคคลน่าจับตามองแห่งยุคลก็คงหนีไม่พ้น เจอาฮาล ประธานนักเรียนคนดังที่ต้องนั่งรอเวลาอยู่หลายปีกว่าจะได้จบการศึกษาทั้งที่เรียนจบหลักสูตรทั้งหมดไปนานโข ในขณะที่บางคนไม่อาจบรรลุจุดหมายปลายทางดังที่หวัง หากสถาบันพิจารณาแล้วว่าไม่มีศักยภาพพอ คนเหล่านั้นจะถูกเชิญออกจากสถาบันอย่างไร้ข้อต่อรอง


 

เข้ามาว่ายากแล้ว การจบออกไปอย่างเต็มภาคภูมินั้นยากกว่า


 

แม้เจ้าของกลุ่มดาวสามดวงบนแก้มซ้ายจะไม่ได้เข้าร่วมบทสนทนา หากแต่กำลังตั้งอกตั้งใจฟังเพื่อเก็บข้อมูลสำคัญจากคนที่ถือได้ว่ามีประสบการณ์มากกว่าในแง่ของการใช้ชีวิตในสถาบัน เอเดวาคอยตอบคำถามมากมายของแจนิวาลอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ดูเป็นคนกว้างขวางประมาณหนึ่งและมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ กระนั้นอาซาเอลก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าแจนิวาลซักไซ้เพื่อนใหม่มากเกินไปจนน่าปวดหัว


 

หากแต่รอยยิ้มกว้างก็ยังไม่ละไปจากใบหน้าคนตัวเล็ก เช่นเดียวกับสายตาของซามูเอลที่ไม่ละไปจากใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นเสียทีจนอาซาเอลและมินาคัสที่ลอบมองอยู่ต้องหันมาสบตาอย่างรู้กัน


 

“ผมต้องแยกไปทางนี้ ส่วนห้องเรียนวิชาการปกครองอยู่ทางปีกตึกฝั่งโน้น อย่าไปสายกันนะ อาจารย์ซาฮาลไม่เคยปราณีนักเรียนที่ไม่ตรงต่อเวลา”เจ้าของเสียงเล็กแหลมสมตัวโบกมือลาอยู่ไหวๆก่อนจะหันหลังวิ่งจากไปตามทางสู่ปีกตึกอีกฝั่ง ด้วยวิชาถัดไปนั้นคนตัวเล็กอยู่ในระดับที่สูงกว่าสี่สหายจึงมิได้เรียนในคลาสเดียวกัน คงมีแต่วิชาของหมอชาร์ลเท่านั้นที่จะได้พบกับเอเดวา


อาซาเอลและเหล่าสหายทั้งสามมองส่งร่างเล็กจนลับสายตาก่อนจะมุ่งหน้าสู่ทิศทางที่เอเดวาชี้บอก

 

“เหงาเลยล่ะสิ”อาซาเอลวางมือลงบนกลุ่มผมสีซีดของน้องเล็ก โยกไปมาเบาๆคล้ายจะปลอบ ด้วยสีหน้าของซามูเอลหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ชัดเจนเสียจนคนพูดมากมิอาจห้ามปากไม่ให้เอ่ยเย้า

 

“ซึมเสียขนาดนี้ แอบคิดอะไรกับเขาหรือเปล่าซามูเอล”น้ำเสียงล้อเลียนของแจนิวาลมาพร้อมประโยคที่ทำให้คนถูกเย้าต้องโวยวายกลบเกลื่อนริ้วแดงๆที่พาดผ่านผิวแก้ม อาซาเอลหรี่ตามองน้องน้อยอย่างจับผิดเสียจนคนโดนรุมต้องวิ่งไปหาที่พึ่งพิงอย่างมินาคัส กระนั้นเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ก็ยังมิได้เบาลง จวบจนถึงประตูห้องเรียนวิชาถัดไปนั่นล่ะ ซามูเอลจึงได้รอดพ้นจากสายตาใคร่รู้ของเพื่อนรุ่นพี่ช่างแกล้งทั้งสอง

 

“คนอื่นๆเข้าไปกันหมดแล้วหรือ ยังไม่ถึงเวลาเรียนเลย”อาซาเอลมองประตูไม้แบบเดียวกับประตูห้องเรียนวิชาก่อนหน้าอย่างชั่งใจ โดยรอบไร้แววนักเรียนใหม่ที่เห็นหลังไวๆว่าเดินนำมาก่อนไม่กี่นาที แค่เพียงพวกเขาหันไปส่งเอเดวาชั่วพริบตาเท่านั้น เพื่อนร่วมรุ่นก็หายไปเสียหมด

 

เอเดวาบอกว่าห้ามมาสาย แต่ไม่ได้บอก ว่าถ้ามาถึงก่อนเวลาต้องทำอย่างไร

 


“ลองเคาะก่อนแล้วกัน”มินาคัสขยับเข้าใกล้บานประตูก่อนจะเคาะลงเบาๆบนไม้เนื้อแข็ง หากแต่ไร้ซึ่งเสียงใดตอบรับ


สี่สหายมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เจ้าของมือคู่เดิมจะเปลี่ยนจากการเคาะเป็นออกแรงดันเบาๆ ทว่าประตูเจ้ากรรมก็ไม่เขยื้อนสักมิลเดียว


 

ฉับพลันที่ร่างสูงถอยห่างออกมาเพียงไม่กี่ก้าวก็แว่วเสียงราวถ่านร้อนปะทุอยู่ในเตาผิง


ฟู่


เหล่านักเรียนใหม่ทั้งสี่ขยับถอยหลังตามสัญชาตญาณเมื่อหางตาแลเห็นสะเก็ดไฟเล็กๆสีทองจุดขึ้นบนบานประตู ลูกไฟดวงน้อยขยับพลิ้วอยู่บนเนื้อไม้สีเข้ม ทิ้งลายเส้นเป็นระเบียบที่เรียงร้อยเป็นข้อความแจ้งผู้มาเยือน


 

งดการเรียนการสอนเนื่องจากอาจารย์ซาฮาลติดภารกิจด่วน

จะทำการส่งนักเรียนใหม่กลับหอพักเพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย


 

ทรานส์หนุ่มได้คำตอบของข้อสงสัยว่าเหตุใดเพื่อนที่เดินนำมาก่อนจึงอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็วก็ตอนที่ทิวทัศน์รอบตัวหมุนคว้าง ร่างราวถูกดูดด้วยแรงมหาศาลพาให้วิงเวียนคลื่นเหียนอยู่พอตัว กว่าจะตั้งสติได้ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในหอพักเสียแล้ว


 

ดวงตาคมสีดำสนิทกระพริบถี่เพื่อปรับภาพที่ยังพร่าเลือน เมื่ออธิบายกับตัวเองได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็หยัดตัวลุกนั่ง สะบัดศีรษะน้อยๆเป็นการเรียกสติที่หลุดหายไปกลางทาง


 

อ่า


ช่างเป็นการเดินทางที่รวดเร็วแต่ไม่ใคร่อยากประสบพบเจอเป็นครั้งที่สอง



 

            วิชาการปกครองเป็นวิชาสุดท้ายในวันนี้ นั่นหมายความว่าเมื่อถูกงดการเรียนการสอน นักเรียนใหม่ที่ไม่ได้ลงเรียนวิชาเลือกอื่นใดไว้จะกลายเป็นคนว่างงานโดยทันที อาซาเอลตัดสินใจว่าจะนอนพักเอาแรงเสียหน่อยด้วยช่วงเช้าช่างเป็นการเริ่มต้นวันอันแสนหนักหน่วง ทั้งเสียพลังเวทย์ ทั้งเสียเลือด พูดกันตามตรงแล้วใบหน้าของอาซาเอลซีดเผือดไร้สีเลือดพอๆกับร่างกายที่อ่อนเพลียถึงขีดสุด

 


            ถ้าวันนี้มีวิชาที่ต้องออกแรงอีกสักนิด เกรงจะมีคนลอสตั้งแต่วันแรกของการเปิดเรียน


 

            เช่นนั้น ร่างสูงจึงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มอีกหน ซุกใบหน้าเข้ากับหมอนใบโตที่มีกลิ่นของแสงแดด อาซาเอลนึกชมตัวเองอยู่ในใจที่เลือกเปิดผ้าม่านทิ้งไว้ให้แดดส่องถึง


 

            อากาศที่อบอุ่นขึ้นในช่วงสายของวันส่งให้ดวงตาของแมวหนุ่มหรี่ปรือลงด้วยความง่วงงุน ก่อนจะถูกรบกวนด้วยเสียงทุ้มที่ดังก้องในสมอง อาซาเอลสติเลื่อนลอยจนเผลอรับสารจากใครอีกคนอย่างไม่ตั้งใจ และตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงงัวเงียแม้เป็นเทเลพาที


 

            ทำอะไรอยู่

 


          นอน

 


          อ่า

 


          มีอะไรรึ

 


          คาดิเนียลเผยรอยยิ้มละมุนเมื่อพบว่าเสียงที่ส่งกลับมานั้นงอแงด้วยความง่วงเพียงใด

 


          จะชวนไปทำรายงาน

 


          อาซาเอลพยายามอย่างหนักที่จะคงสติอันน้อยนิดไว้

 


            ไม่ไหว ง่วง

          ตอนนี้อยู่ไหน ทำไมเทเลพาทีได้


 

          คนถูกถามหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้า ใช้แขนรองต่างหมอน ทอดสายตาไปบนเพดานไม้เบื้องบน

 


            ในสวน ด้านล่าง ตรงกับห้องของคุณพอดี

 


          ไร้ซึ่งการตอบกลับ

            คาดิเนียลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ ก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดใหญ่เมื่อคิดขึ้นได้ว่าใครอีกคนอาจจะหลับไปเสียแล้ว

 


            ขี้เซาเสียจริง

            เจ้าแมวดื้อ


 

            กระเซ้าอีกคนในใจไม่ทันไรก็พบว่าสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นไม่ถูกเสียทีเดียว พลังเวทย์บางส่วนของเขากำลังถูกขโมย กระนั้นคนถูกขโมยก็ยอมมอบให้แต่โดยดี


 

            ไม่ใช่แมวดื้อธรรมดา แต่เป็นแมวขโมยเสียด้วย

 


            ปล้นกันซึ่งๆหน้าแบบนี้เลยรึ


 

          ส่งสารไปแหย่คนที่พลังเวทย์คงจะอ่อนแรงเต็มทีจนต้องฉกชิงจากเขาเช่นนี้ ไม่รู้เพราะเจ้าแมวดื้อไม่มีความจำเป็นจะต้องปกปิดตัวตนต่อเขาหรืออย่างไร ถึงได้ดึงไปอย่างโจ่งแจ้ง หากทำแบบนี้กับคนอื่น ตัวตนของทรานส์หนุ่มคงถูกเปิดเผยในทันที


 

            อาซาเอลเลือกที่จะไม่ตอบกลับ เขาอ่อนเพลียเกินกว่าจะต่อปากต่อคำกับใครอีกคนได้จึงเลือกที่จะหลับตาพริ้มและทิ้งตัวเองสู่ภวังค์ฝันในขณะที่ยังคงดูดซับพลังเวทย์บางเบาจากไฮบ์ตระกูลหมาป่าทีละน้อย


 

            ถ้าอีกคนเหนื่อยเมื่อไรก็คงเดินหนีไปเอง


 

            อ่า

ทำไมถึงทำแบบนี้นะอาซาเอล

 


            ทรานส์หนุ่มรำพึงกับตัวเองก่อนสติสุดท้ายจะดับไป

 

            ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน


            ทั้งที่คนคนนั้นแสนจะอันตราย หากแต่ทรานส์เช่นเขากลับรู้สึกได้ว่า เมื่อใดที่เขาต้องการความช่วยเหลือ พลังเวทย์สีฟ้าอ่อนแสนอบอุ่นนี้ก็มักจะมาได้ทันเวลาเสมอ

           

            จนทรานส์อย่างเขา ชักจะเคยตัวไปเสียแล้ว

 

            อีกเดี๋ยวคงโดนทวงหนี้อีกตามเคย แต่จะให้จ่ายด้วยอะไรเขาก็ไม่สนหรอก


            ยกเว้นเรื่องเดียวเท่านั้น ที่คงให้กันไม่ได้...







ขอโทษที่แอบมาแปะเพิ่ม เนื้อเรื่องมันยังไม่จบดี จะเอาไปไว้อีกตอนก็แปลกๆ เลยของอกเพิ่มตรงนี้เลยแล้วกัน

กลายเป็นตอนนี้ยาวมาก มากกก 


เหมือนคุณคาดิเนียลมาดลใจว่าไม่ยอมให้ใครมาแย่งซีน 5555555555 


มีคนเดาฝูงล่าของหมาป่าหนุ่มถูกไปหลายคนแล้วนะคะ อิอิ


ตอนนี้แง้มๆคู่รองอีกคู่เอาไว้ด้วยนะ  










ว่าน Amaryllis





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 263 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,402 ความคิดเห็น

  1. #2368 applepie13 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 22:48
    ฝูงหมาเอยยยย จูบแรกเอยยยยย ความกลายเป็นเหยื่อให้แมวล่าเอยยยย เทอยอมเขาไปหมดแล้วนายคาดิเนียลลลลลล ฉันเปงเขินนนนนตอนเจ้าหมาอ่อนให้แมวน้อย
    #2,368
    0
  2. #2367 applepie13 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 22:46
    กรี้ดกร้าดดดดดดดด เทอมันยัยแมวตัวดื้อตาใส ขู่ฟอๆก่อนใช้เขี้ยวเล็กๆงับแขนเจ้าหมาตัวโต มันเป็นฟูมฟูในใจ~~~~ ฉันเขินเวลาเจ้าหมากลายเป็นเหยื่อให้แมวล่า มันตะล้าคคคคค
    #2,367
    0
  3. #2336 KtnntK (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 04:01

    กลิ่นคู่รองแรงมากกกกก ว่าแต่แดฮวีโพนี้อิชั้นขอยาดกรี๊ดก่อนเลย สาแก่ใจอิช้อยนัก!! จะว่าไปคู่หลักเขาก็แรงไม่เบาเหมือนกันนะคะเนี่ยย เจ้าแมวของเราร้ายใช่ย่อยเลย น่าตีจริงๆ

    #2,336
    0
  4. #1985 Aommma16 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 16:24
    น่ารักอ่ะรู้ว่าแมวตัวนี้ชอบปล้นก็ยังยอมให้เค้าปล้นเวทย์ไปเนอะคาดิเนียล
    #1,985
    0
  5. #1957 mheeknut (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2561 / 17:35
    เจ้าแมวน้อย ร้ายไม่เบาเหมือนกันนะคะ จุ้บหมาซะด้วย แต่หมาอยากจูบเลยแงงงงง เขิงงงงงงงงงงงง ตลกตอนที่แหย่กับจารย์ชาร์ล 55555555 น่ารักกก
    #1,957
    0
  6. #1873 Baee (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 18:18

    แงงงงงงง อ่านกี่ครั้งก็ชอบฉากนี้ของน้องแมวมากที่สุด ตัวแสบ;-;
    #1,873
    0
  7. #1838 เฌอแตมเป็นแมว (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 16:51
    เขินจัง แหย่กันไปมาอยู่นั่นแหละ 55555555555555
    #1,838
    0
  8. #1837 aimo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 16:35
    ตั้งแต่ไปจุ๊บปากเจ้าหมาแล้วนะ คือเป็นแมวร้ายๆ แฟนชื่อแบคอนหรอ 55555555 ไปแหย่หมอชาร์ลอีกกกก มันน่านักกกก
    #1,837
    0
  9. #1707 LeafST (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 15:59
    งุ้ยยยย เขินอ่าาา
    #1,707
    0
  10. #1696 Kiimiie (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 17:21
    อ่านเพลินมากเลยค่ะ เนื้อเรื่องน่าสนใจมากๆ
    #1,696
    0
  11. #1642 Yiping98 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 02:05
    ตอนท้ายคือละมุนนีมาก-ต้าวบ้า
    #1,642
    0
  12. #1585 lettuce.platalayleuk (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2561 / 03:18
    โอ๊ยน่ารักกกกกกกก หมอชาร์ลตลก55555555555555
    #1,585
    0
  13. #1575 RealThxnB (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 02:00
    ตลกตอนหมอชาร์ลแซว55555555
    #1,575
    0
  14. #1550 unitboyy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 22:42
    นังแมววว เธอมันร้ายยยยย
    #1,550
    0
  15. #1540 มนอจ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 16:05

    ฮือออ.. ตอนนี้ยาวมากแต่อ่านเพลินมากจนไม่อยากให้จบเลยค่ะ ชอบตอนแมวจุ๊บปากเขา และก็ชอบตอนหมอชาร์ลแซวด้วย เขินนนน

    #1,540
    0
  16. #1529 Slateman_sw (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 13:40
    แหย่กันไปแหย่กันมา 55555 ดูท่าจะน่าสนุกน่าดูนะคู่นี้ ครูชาร์ลกะคู่พันธะก็ดูจะเอ็นดูน้องซะเต็มประดา มีทั้งคนเอ็นดูปนอยากแกล้งชีวิตน้องจะเป็นยังไงต่อเนี่ย 555555
    #1,529
    0
  17. #1500 the grl n her sunflower (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561 / 16:18
    อ่านเพลินมากเลยค่ะไรท์ เหตุการณ์ต่างๆก็น่าตื่นเต้น เจ้าแมวดื้อตอนนี้ทำให้รู้สึกรักความไม่ยอมแพ้ไม่อยากถูกล่าของนางจริงๆ ทำให้เราได้อ่านฉากนั้น จริงๆคุณหมาป่าก็มีหมั่นไหวบ้างใช่มั้ยคะเนี่ย คาบเรียนของอ.ชาร์ลก็น่าสนใจ ฉากในห้องเรียนดูน่ารักกุ๊งกิ๊งมากๆ คุณหมาป่าที่ไม่รู้เรื่องตั้งใจเทเลพาทีเรื่องจูบกะให้อาจารย์รู่ใช่มั้ยคะ ขี้หวงเสียจริง อีกเรื่องคืนถ้าทรานอย่างมินาคัสเป็นสิงโตเกี่ยวมั้ยคะว่าเค้าเป็นเจ้าป่าไม่เกรงกลัวอยู่แล้ว และมีพลังเวทย์ในตัวมาก คิดว่าอาจจะยังไม่เป็นเขี้ยวของใครเพราะว่ายังไม่ได้คู่กับแจนิวาลอุอุ มโนเอาล้วนๆเลยค่ะ อยากเจอกับแก๊งหมาป่ามากๆ แต่ละคนเป็นยังไงกับเหยื่อของตนบ้างนะ ละมีใครบ้าง เอาเป็นว่าก่อนจะกดอ่านต่อขอเป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ สนุกเหมือนเคย
    #1,500
    0
  18. #1449 เด็กติดนม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 20:46

    ในทำเนียบบอกว่ามินาคัศเป็นทรานส์ แต่ทำไมดูจากที่ผ่านมา บวกกับตอนนี้ รู้สึกเหมือนไม่ใช่ทรานส์เลย หรือว่าผูกพันธะกับใครไปแล้ว เลยไม่กลัวอะไร แล้วใช้เวทย์ได้แบบสบายอีก


    แล้วคาดิเนียลนี่เอ็นดูแมวน้อยของเขามากไหมคะ แหม รู้ว่าเค้าขโมยพลังเวทย์ ก็ปล่อยให้เค้าขโมยอย่างสบาย แมวน้อยก็แสบ จะเอาคืนเขา แต่ตัวเองก็หวั่นไหว คู่หลักคือน่ารักมาก ๆ มากแบบถ้าคุณไรต์ดริฟฟีลนี่จะโกรธ ฮ่าๆๆ แซวนะคะ

    #1,449
    0
  19. #1448 katziiez (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 20:05
    ตอนนี้ยาวมากกกก อ่านจุใจไปเลย เพลินมากจริงๆค่ะ ... เริ่มมาแล้วรู้สึกหนาวแทนเด็กๆที่เพิ่งเข้ามาใหม่เลยค่ะ จริงๆไม่ใช่แค่หนาวเพราะอากาศหรอกค่ะ หนาวเพราะความอยู่ยากในโรงเรียนแห่งนี้ด้วย เข้าก็ยาก ออกยังยากอีก ถ้าไม่แกร่ง ไม่เก่งจริงก็อยู่ไม่ได้ แค่บททดสอบแรกก็พาให้นักเรียนใหม่สะพรึงกันไปแล้ว โหย อาซาเอลต้องหาสร้อยข้อมือจากว่านต้นนั้น เราสะพรึงไปเลย แอบกลัวแทนอาซาเอลด้วยว่าจะมีใครมาวอแวบ้างหรือเปล่า ถึงแม้จะเป็นเพื่อนของคาดิเนียลอย่างซากานก็ไม่น่าวางใจอยู่ดี แต่เอาจริงๆคาดิเนียลมาเองนี่น่าเป็นห่วงมากกว่าไหมนะ 55555 โดนแมวน้อยจู่โจมเข้าไปแล้วอาการมันเป็นยังไง บอกหมอสิ อรุ่มมมมม(?)

    วิชาแรกเปิดมาก็หมอชาร์ลเลย ดีที่คูมครูเอ็งลูวน้อง 555555 เซอร์ไพรส์มากตรงที่ส่งกระแสจิตไปคุยกันแล้วครูได้ยิน และถูกบันทึกไว้เนี่ยแหละ สงสัยจะต้องกระซิบ ไม่ก็เขียนคุยกันแล้วล่ะมั้ง โดนจับให้ทำงานคู่กันแบบนี้ หวานหมูอ่าดิคาดิเนียล หึหึ เขินตรงที่แมวน้อยไปกัดข้อมือเค้าเนี่ย ฮื่ออออออ ชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้วนะคะอาซาเอล เดี๋ยวแม่จะจับตี ... หุ่ยยยย เอ็นดูน้องซามูเอล ตกหลุมรักขึ้นไม่ไหวเลยไหมหนู 55555 มาหอมหัวที อ่า...ความไฮบริดมันลุนแลงเนอะ เดินมาเป็นกลุ่มนี้สะพรึงกันทั้งหมดงี้ หวั่นใจแทนทรานส์ในโรงเรียนจริงๆ โอ้ย จารย์...ยกคลาสแล้วส่งนักเรียนกลับห้องแบบนี้ก็ได้หรอคะ อยากให้นักเรียนได้พักผ่อนขนาดนั้นเลย 55555 อืมม เนอะ แมวขี้ขโมยอ่ะ แล้วคาดิเนียลก็เหลือเกิน ยอมเค้าตลอดอ่ะ แต่เดี๋ยวก็เจ้าเล่ห์ไปคิดดอกเบี้ยกับเค้าอีกใช่ไหมล่ะเรารู้หรอก หึหึ 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 22 เมษายน 2561 / 20:05
    #1,448
    0
  20. #1441 takekyoya (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 00:15
    เหมือน ยังไม่ผูกพันธะทางพฤตินัย แต่น่าจะนิตินัยไปแล้วเมื่อกระโน้น
    #1,441
    0
  21. #1425 หลิง. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 22:44
    ชอบความขโมยเวทย์มากๆๆๆๆ ฮื่อ
    #1,425
    0
  22. #1319 may-twchn94 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 01:36
    งื้อออ อย่าหลงเจ้าหมานั้นนะ อาซาเอลล😐
    #1,319
    0
  23. #1232 lilpeachy_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 01:41
    น่ารักแท้ อบอุ่นซะจ๊นนนนน
    #1,232
    0
  24. #1229 The Liar (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 00:53
    ฮือ มันชักกะดิ้วในหัวใจมาก เขินม้วนสามตลบ อย่าว่สแต่อาซาเอลจะเขินเลย เก๊าเองก็เขินลิดตัวไปมา มุ้งมิ้งจ๊นนนน
    #1,229
    0
  25. #1221 เจ้าข้าวเจ้าของ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 01:07
    เขินนนน อาซาเอลน่ารักมากๆ แมวหนิเนอะ ขี้อ้อน ขี้รำคาญ ขี้ยั่วด้วย 555555 ไฮบ์หนุ่มเราจะหนีไปไหนรอดนะเออ
    #1,221
    0