[END] คนบ้าของหมอดิน

ตอนที่ 28 : บทที่ 25

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77,093
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4,565 ครั้ง
    8 ส.ค. 61

ตอนที่ 25 ผมขอ...

 

“ เฮ้ๆ หูกูจะหนวกแล้ว ”

( ให้มันหนวกไปเลย! ) ปลายสายอย่างมิเกลตวาดลั่นจนขี้หูมันสะดุ้งสะเทือนเลื่อนลั่นไปหมดแล้ว ( คนเขาเป็นห่วงกันจะตายห่าแล้ว )

“ เออ... ก็ไม่มีอะไรแล้วไง ” ผมม้วนเกี่ยวผมตัวเล่นไปพลางๆ ขณะถือโทรศัพท์คุยกับเพื่อนรักเพื่อรายงานตัวว่ากูยังไม่ตายนะ ยังไม่ต้องจัดงานศพให้นะ

( แล้วจะกลับมาวันไหน ) มิเกลถอนหายใจพรืดทิ้งไปแล้วถามถึงวันกลับ

“ คงพรุ่งนี้มั้ง ” เหลือบมองคนข้างๆอย่างดินดินกำลังนั่งสงบเสงี่ยมเคียงข้างผม หางตาเหลือบมองผมเป็นพักๆสลับกับมองเลขคิวรับยาจ่ายเงินในมือกับจอบนผนัง

ตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าได้เรียกได้เช้ามากๆ ตื่นมาดูอาการป่วยของดินดินหมอมาตรวจอะไรเรียบร้อยบอกว่ากลับบ้านได้เจ้าตัวก็รีบอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเป็นชุดเก่านั่งรอผมอาบน้ำเสร็จจึงเดินกันมายังห้องโถงใหญ่รอคิวจ่ายเงิน

แต่คนค่อนข้างเยอะเนื่องจากเป็นโรงพยาบาลรัฐ รอมาได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วยังเหลืออีกห้าคิวถึงจะเป็นคิวของดินดินแล้วระหว่างนั่งรอสายเรียกเข้าจากไอ้เกลรอบที่สี่ร้อยสิบเจ็ดดันดังขึ้นพอ ตอนนี้อารมณ์ผมเริ่มคงที่แล้วจึงยอมกดรับสาย

แน่นอนว่าถูกด่าไม่เหลือซากทนฟังมันบ่นมาลากยาวจนตอนนี้...หูมันอื้อจริงๆนะ

( เออ รีบกลับมาช่วยงานได้แล้ว  ) นี่คือจุดประสงค์เหรอ ( คืนดีกันแล้วใช่มั้ย )

ผมชะงักปลายนิ้วที่กำลังเกี่ยวผมอยู่นิดหน่อย “ ไม่รู้สิ... ไม่ได้โกรธแล้ว ” ว่าพร้อมสบตาคนข้างๆที่จ้องมองลงมาเช่นกัน “ ความรู้สึกที่เสียไปมันกลับคืนมาไม่ได้เหมือนเดิมอยู่แล้ว ”

( มันต้องใช้เวลา ) มิเกลไม่ใช่คนพูดเก่งนักเลยไม่รู้จะพูดอะไร

( พี่เกล ขอผมคุยกับพี่ปายหน่อย )

( เอาสิ ) แล้วสายก็ถูกเปลี่ยนมือไป

“ นับสองเหรอ ” ผมพยายามจับเสียงคนมาใหม่ลองสุ่มถามออกไปเพราะเนื้อเสียงในโทรศัพท์กับตัวจริงบางคนก็ไม่เหมือนกัน

พอชื่อนับสองออกจากปากผม ดินดินแม่งหันควับจ้องตาเขม็ง ผมมองกลับไปด้วยสายตานิ่งๆ หมาตัวโตพันธุ์ร็อตไวเลอร์จึงสลดลงไป

( อ่าฮะ จะกลับมาได้ยัง อู้งานนานไปแล้ว ) เสียงเจี้ยวแจ้วไม่เปลี่ยนของเด็กมันทำให้ผมยิ้มนิดหน่อย ( เนี่ย... ไม่มีพี่คุ้มกะลาหัวให้ผม พี่ปีสี่แม่งให้ผมร้องเพลงจนคอแห้งหมดแล้ว )

ส้นตีน... มองบนไปเล็กน้อย “ ซ้อมๆไป ขึ้นเวลาแล้วร้องเพี้ยนจะสมน้ำหน้า ”

( แล้วนี้อยู่ไหน ตายยัง )

“ ตายแล้วจะยังคุยกับมึงเหรอ ” เออ ที่คุยอยู่นี่วิญญาณมั้ง กลอกตามองบนไปสามทีเหลือบมองดินดินที่สะกิดต้นแขนผมเบาๆแล้วชี้ไปทางช่องจ่ายเงิน ผมพยักหน้าลงรับรู้แล้วคุยโทรศัพท์ต่อ “ ตอนนี้อยู่ภูเก็ต ”

( หนีงาน! หนีเที่ยว! ไม่ยุติธรรม! ) มาเป็นชุดเลยเว้ย ( พี่! ทำไมเพื่อนพี่อู้แบบนี้ )

( มันก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว มึงปล่อยๆมันไปเถอะ ดีแค่ไหนมันไม่ออกนอกประเทศ ) เสียงทอดถอนหายใจดังมาตามสายของมิเกลทำเอาผมเซ็งนิดๆ

“ เออๆ กลับไปกูจะหาสปอนเซอร์เพิ่มให้ เลิกบ่นได้แล้ว ” รู้สึกผิดจุกอกจะแย่แล้ว

ไม่รอฟังคนอีกฟากได้โต้ตอบผมก็ตัดสายทิ้งไปแล้วพอดีกับที่ดินดินเดินหน้าตึงหน้าเรียบกลับมา ยกยิ้มกริ่มในใจกับท่าทางงุ่นง่านใจหงุดหงิดจนแทบกระอักของมันแต่ดูท่าทางแล้วยังคงไม่กล้าอาละวาดใส่ผมนัก

แต่อ่อนโยนไทม์ของผมนั้นมีเวลาจำกัด จะหมดตอนไหนก็ไม่รู้

เดาอารมณ์ไม่ค่อยจะถูกจริงๆ

“ ยา ” ถุงสีขาวใบเล็กถูกยืนมาให้ผม เลิกคิ้วงงๆ

ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “กูเป็นคนป่วยเหรอ? ”

“ เปล่า ” มันส่ายหน้า

“ ... ”

“ ดูให้หน่อย ”

น้ำเสียงเรียบแฝงความอ้อนออดเพียงหนึ่งส่วนสิบซ้ำยังเขย่าถุงเบาๆเป็นการเร่งอีก ผมยักไหล่ช่วยไม่ได้แล้วดึงถุงมาเปิดดูให้ คนไข้ตัวโตจึงค่อยมานั่งลงตามหลังแถมยังมานั่งกระแซะๆใกล้ตัวอีกต่างหาก

มันจะกลัวกูติดปีกหนีหายรึไง ตั้งแต่เช้ามาคว้าปูเป้ไปเป็นตัวประกันเฉย

“ มีก่อนอาหารสองเม็ด หลังอาหารสองเม็ด ” พลิกดูอ่านฉลากถุงยาแล้วแกะยาก่อนอาหารส่งให้ดินดิน “ กินก่อนครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวไปหาข้าวเช้ากิน ”

ดินดินรับยาไปอย่างว่าง่ายแล้วเปิดขวดน้ำดื่มตาม มองใบหน้าหล่อเหลาวันนี้แล้วค่อยโล่งใจกลับมามีสีเลือดอีกครั้งแล้ว ผมลุกขึ้นเตตรียมเดินออกจากโรงพยาบาลแต่สายสะพายของเป้ถูกดึงไว้เสียก่อน

“ อะไรอีกฮะ ” ผมเริ่มจะวีนแล้วนะ

“ เอามา ” เสียงนิ่งเอ่ยเบาๆแล้วปลดสายออกจากไหล่ผมไปสะพายเอง ใช้คนป่วยเพิ่งฟื้นไข้นี่มันถูกต้องแล้วเหรอ “ จะไปกินมื้อเช้าที่รีสอร์ทหรือร้านแถวนี้ ”

“ รีสอร์ทก็ได้ ” จริงๆอยากกินกุ้งเผาริมหาดแต่ให้ดินดินกลับไปเปลี่ยนชุดหน่อยก็ดี

“ ครับ ”

บอกเลยกูไม่ชินแรงมากกับดินดินเวอร์ชั่นอ้อนและว่าง่ายแบบนี้ มันไม่ดุไม่ด่าผมเลยแถมยังตามใจเต็มที่ซ้ำยังดูจะอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้อีก รถของดินดินที่ตอนแรกจอดไว้แถวท่าเรือไปเกาะไม้ท่อนผมได้จ้างคนแถวนี้ไปเอามาจอดหน้าโรงพยาบาลแล้ว

“ เดี๋ยวกูขับเอง ” ขืนให้มึงขับเกิดปวดหัววูบแล้วเสยเสาไฟฟ้าขึ้นมาจะได้ไปยมโลกกันพอดี

“ ตามใจ ” คนตัวสูงพยักหน้าแล้วเข้าไปนั่งตำแหน่งผู้โดยสารส่วนผมก็เข้าประจำตรงคนขับ จริงๆอยากเปิดประทุนรับลมแต่กลัวดินดินไข้กลับเลยไม่ได้เปิด

ความเงียบในรถแม่งโคตรอึดอัดเลยให้ตายสิ สักพักหนึ่งเสียงเรียกข้าวของโทรศัพท์ดินดินก็ดังขึ้นมันวางโทรศัพท์ไว้ในตำแหน่งที่ผมเห็นจึงรู้ว่าพ่อมันโทรมา รู้สึกว่ามึงที่กำพวงมาลัยอยู่จะเกร็งขึ้นมานิดๆ

เฮ้ยยยย นั่นพ่อผัวเลยนะ

ตื่นเต้นวะ

ตื่นเต้นจนเหงื่อออกจากฝ่ามือถึงจะจำได้ว่ามันกับพ่อยังทะเลาะกันอยู่แถมต้นเหตุคือผมซะด้วย “ ไม่รับเหรอ ” เห็นโทรมาจะห้าสายแล้ว

“ ไม่ ” ไอ้หัวแข็ง

“ อาจจะมีเรื่องสำคัญก็ได้ ” การทำให้พ่อลูกคืนดีกันเป็นหน้าที่สะใภ้อย่างผม เผื่อพ่อมันจะเห็นใจหยวนๆให้ในความดีความชอบไม่กีดกันขวางกั้นความรักของลูกชายนะ

สีหน้าของดินดินดูจะยุ่งเหยิงจนแทบมองไม่ได้มันลังเลนิดหน่อยแต่ก็ยอมกดรับตามคำร้องของผม นิ้วเรียวกดรับสายแล้วเปิดลำโพงเพื่อให้ผมได้ยินด้วย

อมยิ้มนิดๆ...เปล่าชอบใจกับการกระทำเล็กๆนะ 

( กว่าจะรับได้ แกรู้มั้ยว่าเรื่องมันบานปลายแค่ไหน! )

“ ไม่รู้ ” ดินดินตอบกลับไปง่ายๆ “ ถอนหุ้นไปยังล่ะ ”

( ถอนแน่ถ้าแกยังไม่มาขอโทษลูกเขา! )

“ ... ”

( ฉันต้องวิ่งวุ่นเรื่องที่แกก่อไว้แต่แกกลับหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ แกยังเห็นว่าฉันเป็นพ่ออยู่มั้ย! ) เสียงเกรี้ยวกราดตวาดใส่ไม่หยุดจนผมรู้สึกผิดที่ให้มันรับสายพ่อ

แม่ง...กูหวังดีประสงค์ร้ายซะงั้น

ดินดินถอนหายใจเฮือกใหญ่มองออกไปนอกหน้าต่างแทน “ เห็น ”

( ถ้าเห็นก็กลับมาแก้เรื่องที่แกทำไว้ซะ! ) เสียงหอบด้วยอารมณ์แรงมากจนผมกลัวว่าพ่อมันจะหัวใจวายตายก่อน ( วันนี้อุ่นจะเข้าไปคุยกับบ้านคุณฉัตรแทนแก ให้น้องออกหน้าให้ อับอายมั้ย! )

ดินดินถึงกับสะดุ้งไม่ต่างจากผม เราทั้งคู่เหลือกตามองหน้ากันทันที “ พ่อบอกว่าใครจะไปบ้านไอ้ตะวันนะ ”

ขอชัดๆอีกทีสิ เหมือนเมื่อกี้หูจะอื้อ

( น้ำอุ่น ลูกรักฉันเอง )

ชัดเจน

เต็มสองรูหูเลยครับท่าน

ผมกับดินดินมองหน้ากันอย่างประเด๋อประดาด้วยความไม่คาดคิดหรือคาดฝันถึงชื่อต้องห้ามคนคนนี้เลยสักนิด ต่อให้โลกจะแตกจักรวาลพินาศให้ตายยังไงผมก็ไม่มีทางส่งคนชื่อน้ำอุ่นออกหน้าออกงานใดๆแน่!

( แกก็หัดเอาอย่างน้องบ้าง ) ผมหันไปมองหน้าคนข้างกายด้วยความกังวลเมื่อบทสนทนาเริ่มเข้าทำนองลูกรักลูกชัง ( ถึงน้องมันดื้อแต่มันก็เชื่อฟังฉัน ทำอะไรก็ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียถึงตระกูล งานถึงมือน้องกี่ครั้งๆก็จบสวยตลอด )

ดินดินเม้มปากจนเป็นเส้นตรงแล้วหัวเราะแห้งๆราวกับเย้ยหยันผู้เป็นพ่อ แต่ผมคิดว่าดินดินกำลังเจ็บปวดมากกว่า

( แกโตแล้วนะ เลิกทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจสักที )

สุดท้ายเป็นผมเองที่ทนไม่ไหวจัดการหยิบมือถือมันขึ้นมาแล้วกดวางสายจากนั้นก็บล็อกเบอร์พ่อมันไป ทุกการเคลื่อนไหวของผมอยู่ในสายตาอึ้งๆของเจ้าของตลอด

“ พ่อมึงนี่มัน... ” ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโยนโทรศัพท์คืน “ ถ้ามึงเกลียดไอ้อุ่นกูคงไม่แปลกใจเลยจริงๆ ” ลำเอียงขนาดนี้ครูนาฏศิลป์ปล่อยผ่านมาได้ยังไง

อุ๊ย นั่นมันรำ ไม่ใช่ลำ อะแฮ่!

ไม่อ่ะ มุกนี้ไม่เวิร์ค

มุกไม่ฮาพาเครียดกว่าเดิมอีก

ผมไม่ชอบบรรยากาศขะมุกขะมัวฝุ่นละอองควันดำเต็มอากาศเลยจริงๆนะ แค่บรรยากาศรอบตัวดินดินก็มืดมัวจะตายห่าแล้วพ่อบังเกิดเกล้ายังจะมาทำให้อากาศเสียเพิ่มอีก

“ ไม่เกลียดหรอก ” ลูกคนรองของบ้านยิ้มได้ไม่เต็มปากนักแล้วเขี่ยกระดองเต่าเล่น ดีๆ ขูดหาเลขไป เผื่อพ่อมึงตัดมึงออกจากกองมรดกแล้วจะอดแดก “ อย่างที่บอกว่าอุ่นไม่ได้ทำอะไรผิด ”

บ้านนี้เขารักน้ำอุ่นกันหัวปักหัวปำจริงๆ อยากจะไปถามตอนเกิดมึงทำบุญด้วยอะไรมีแต่คนรักคนหลง ไม่มีไรมากแค่ไอ้ปายโคตรอิจฉาเลย

“ แล้วก็นะ ” ดินดินยื่นมือไปเปิดเก๊ะต้องด้านหน้าหยิบซองบุหรี่ออกมา “ ตอนนี้ผมยังไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น ”

ฝ่ามือผมรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาทันทีเหลือบมองคนสูบบุหรี่เงียบๆ...

ถึงการพูดของดินดินจะบอกว่าไม่ได้แคร์อะไรพ่อมากนักแต่ในใจลึกๆคงทรมานกับความรักโคตรลำเอียงเลี้ยงลูกลำเอียงเป็นแน่ สีหน้าเย็นชายังคงเหมือนเดิมเปลี่ยนเพียงแววตาคมลึกที่ดูอ่อนแสงลง นัยน์ตาเรียวของผมเหลือบมองดูควันบุหรี่เบาบางได้แต่ถอนหายใจกดปุ่มเปิดประทุนรถในที่สุด

“ คิดจะรมควันกันรึไง ” สูบบุหรี่ในรถนี่คิดจะฆ่ากันทางอ้อมสินะ

 “ เห็นก็สูบ ”

ผมเบ้ปาก “ แล้วคนสูบจำเป็นต้องชอบมันด้วยรึไง ” หักเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าลานจอดรถของรีสอร์ทกว้าง “ เอ้า ลงไปได้แล้ว ”

พยักหน้ารับกับรสนิยมของอีกฝ่ายเหมือนกันดูจะเลือกรีสอร์ทได้ดีทีเดียว เราทั้งคู่ลงจากรถก่อนจะเดินตรงไปยังห้องอาหารก่อนเลย ผมเลือกโต๊ะด้านนอกเพราะอยากจะกินอาหารเช้าพร้อมมองหาดทรายสะอาดน้ำทะเลสีฟ้าฟังเสียงคลื่นกระทบฟัง

“ ไม่ต้อง ” กดไหล่เด็กตัวโตให้นั่งลงบนเก้าอี้ “ เดี่ยวไปตักให้ ”

“ ขอบคุณ ” ทำหน้างงนิดหน่อยแล้วค่อยยิ้มบางให้

เฉไฉมองฟ้าอากาศ อา... วันนี้ไม่มีแดด ฝนไม่มีท่าทีตั้งเค้าซะด้วย ...รับรอยยิ้มนั้นมาแล้วจึงเดินไปตักอาหารแบบบุฟเฟ่ต์มาสองที่ คือที่ผมมาตักให้ดินดินไม่ใช่เพราะจะเอาใจอะไรหรอกแต่สีหน้ามันซีดลงไปเยอะเลยตั้งแต่รับสายจากพ่อ เจ้าตัวคงไม่ได้รู้ถึงสภาพตัวเองนัก

เดินวนดูเมนูรอบหนึ่งก่อนแล้วจึงหยิบชามไปตักข้าวต้มปลากะพงทรงเครื่อง ที่นี่มีข้าวต้มหมู ไก่ กุ้ง ปู แล้วก็ปลาครบเลย ลังเลอยู่นานเหมือนกันว่าจะตักอะไรดีแต่นึกได้ว่าคนยังไม่หายป่วยดีน่าจะกินอะไรเบาท้องย่อยง่ายหน่อย เลือกข้าวต้มมาได้แล้วก็เอาไปให้คนป่วยก่อนหลังจากนั้นจึงกลับมาตักจานตัวเองเรียกว่ากวาดทุกอย่างเลยก็ว่าได้

ตอนนี้ทั้งโต๊ะจึงมีจานข้าวเช้าผมถึงสี่จานกับของดินดินข้าวต้มหนึ่งชาม หุหุ เหมือนเอามาทำร้ายดินดินไม่หยอก มันก็รู้ตัวนะว่ายังมีไข้เลยไม่กล้าแตะของทะเลนัก

“ แกล้งกู ” คนตรงข้ามแยกเขี้ยวแล้วตักข้าวต้มกินอย่างหงุดหงิด

ผมฉีกยิ้มกวนโอ๊ยแล้วจิ้มเนื้อปูผัดผงกะหรี่กินอวดเรียกสีหน้าบึงตึ้งได้เป็นอย่างดี ถามว่าทำไมผมไม่ให้กินคงเป็นเพราะเมื่อวานผมตามใจให้มันกินอาหารทะเลไปนิดๆหน่อยๆดันเกิดผื่นขึ้นร่วมกับไข้กลางดึกซะงั้น เช้านี้ผมเลยตามใจมันไม่ได้

“ ไว้หายค่อยกิน ” สะกิดปูเป้ที่ยังนอนมุดหัวอยู่ในกระดองให้มากินมื้อเช้าแต่มันไม่ยอมตื่นนี่สิ “ หายไข้ค่อยกิน ”

“ มาทะเลแล้วไม่ได้กินอาหารทะเลมันใช่เหรอวะ ” คุณหมอบ่นเสียงเขียวแต่ก็ยอมกินข้าวต้มปลาต่อ

“ ใครใช้ให้ป่วย ”

“ แล้วใครใช้ใครพี่หาตัวยาก ” แววตาคมบาดลึกตวัดฟันผมดังฉับ...

“ กูเปล่าหายาก ” เชิดหน้าไว้เพราะเราไม่ผิด “ มึงมันไม่มีสกิล ”

จ้องตากันให้ตายไปข้างเพราะยังไงผมก็ไม่ยอมรับความผิดที่ว่ามันตามหาผมจนป่วยหรอก ผมไม่ผิด มันต่างหากที่ทำอะไรไม่คิดจนล้มป่วยแอดมิดให้น้ำเกลือ

ดินดินคงขี้เกียจจะเถียงเลยก้มหน้ากินเงียบๆ พอกินเสร็จก็นั่งนิ่งๆมองผมกินมื้อเช้าต่อโดยไม่พูดอะไรนอกจากมอง จ้อง แล้วก็จ้องจนผมรู้สึกกระเดือกข้าวไม่ลง

“ จะมองให้พรุนเลยมั้ย ” ถามเสียงเรียบพลางยกผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ดเบาๆ ตบท้องหน่อยๆเพราะรู้สึกจะกินเยอะไปนิด จานตรงหน้าไม่เหลือแม้แต่ซากอารยธรรม

“ อืม ” คนหล่อพยักหน้าลงนิดๆ “ อิ่มยัง ”

“ อิ่มแล้ว ” กินเยอะกว่านี้คงกลิ้งได้

“ ไปห้อง ” ว่าพึมพำกับตัวเองก่อนจะชี้ให้ดูเสื้อ “ จะเปลี่ยนชุด ”

พยักหน้าหงึกๆแล้วเดินตามแผ่นหลังกว้างไปตามทางโรยหินกรวดจนมาหยุดหน้าห้องพักหนึ่ง ผมเข้าไปในห้องแล้วกวาดมองรอบๆพบว่าในห้องแทบจะยังไม่มีการใช้งานใดๆ มีเพียงกระเป๋าเป้ใบไม่ใหญ่มากวางอยู่บนเตียง

ผมทิ้งเป้ลงบนเตียงก่อนจะทรุดนั่ง “ มึงไม่ได้ใช้ห้องเลยรึไง ” แม้แต่ผ้าห่มผ้าปูเตียงยังไม่มีรอยยับหรือการหยิบจับเลย

ดินดินครางในลำคอรับขณะเปิดเป้หยิบชุดออกมาเปลี่ยน... เปลี่ยนตรงหน้ากูเนี่ยนะ!!

“ มาเปลี่ยนอะไรตรงนี้! ” ผมร้องว๊ากทันทีด้วยความตกใจคนที่กำลังปลดกระดุมเสื้อชะงักนิดๆ แถมยังมาทำหน้ามึนประมาณว่ากูทำไรผิด

“ ทำไม ”

ยังจะมาทำไมอีก!

“ มีมารยาทหน่อย ไปเปลี่ยนในห้องน้ำ ” ผมเบือนหน้าไปทางอื่นแล้วชี้สุ่มมั่วๆไปสักทาง พลันในห้องเงียบไปอึดใจก่อนจะมีเสียงหัวเราะแปร่งแสลงหูเข้ามากระทบแก้วหูผม

“ ทำไม... อายเหรอ ”

ใบหน้าหล่อร้ายกาจโน้มมาหาผมชนิดใกล้จนแทบเห็นขนจมูก รอยยิ้มมุมปากมันช่างน่าเอาตีนฟาดจริงๆ ดินดินเอียงคอทำหน้ากวนประสาทแบบนี้น้อยครั้งที่จะเห็นทำเอาใจเต้นตึกตักเลยแฮะ

“ คนที่อายต้องเป็นมึงปะ ”

“ ไม่เห็นต้องอาย ” คนหน้าด้านว่าโนสนโนแคร์ถอดเสื้อตรงหน้าผมเลย “ ยังไงพี่ก็เห็นมาทั้งตัวแล้ว ” หน้าร้อนวูบวาบเลยกู

ก็ได้... ถ้ามึงหน้าด้านถอด

ผมก็หน้าด้านที่จะดู!

อู๊ยยยย ซิกแพคเป็นก้อนเลย

เอาจริงๆแล้วมันค่อนข้างเป็นอาหารทางสายตาผมเลยนะ คนที่ได้กำไรเนื้อๆเน้นๆมันก็ผมทั้งนั้น โถ่ว คิดว่าผมทำเอียงอายเป็นสาวน้อยนี่คิดว่าอายจริงเหรอ เปล่าเลย ใจจริงคืออยากสั่งดินดินแก้ผ้าเดินวนรอบห้องสักสามรอบแล้วผมจะพิจารณาไม่โกรธมันแล้วก็ดูจะไม่งาม

แถมงามหน้าด้วย ฮือ

โครงการนี้เลยต้องพับเก็บไว้ในใจลึกๆแล้วนั่งมองคนเปลี่ยนเสื้อเงียบๆ แอบกลั้นหายใจทุกครั้งเวลามันเล่นตัวปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ดแล้วสะบัดเสื้อออกด้วยท่าทางเซ็กซี่บาดใจ... โอ๊ย ขอยาดมยาอมยาหม่องมาสักสามลังเถอะ ใจบ่ดีเลย มีผัวเซ็กซี่นี่มันลำบากจริมๆ

ถึงในภวังค์ความคิดผมจะกรี๊ดกร๊าดดินดินบูชาชาบูมันแค่ไหนสีหน้าผมยังคงไม่เปลี่ยน เอ้า จะโกรธมันทั้งทีก็ขอนานๆหน่อยสิ แต่เก๊กหน้าแบบนี้โคตรเมื่อยเลยวะ

                “ ชาตินี้จะเปลี่ยนชุดเสร็จมั้ย ” ส่งสายตาหงุดหงิดให้ไอ้คนท่ามากนี่ล่อจะครึ่งชั่วโมงแล้วยังอยู่ในสภาพครึ่งบนดูดีครึ่งล่างบ็อกเซอร์ตัวจิ๋วก้มตัวคุ้ยหากางเกงไม่เลิก

                “ ใส่ตัวไหน ” แทนที่จะตอบดันให้ผมมาช่วยเลือกกางเกงซะงั้น

                ถอนหายใจนิดหน่อยแล้วชี้ไปที่กางเกงผ้าขาสั้นสีเขียวอ่อนซึ่งเข้ากับเสื้อฮาวายสีเขียวอ่อนของมันพอดี สภาพมันคือพร้อมเที่ยวมากชุดพร้อมมาก ดูดีมากจนอยากถามว่ามึงจะมาเที่ยวหรือมาเดินแบบ

                “ เดี๋ยวไปเกาะไม้ท่อน... ดำน้ำมั้ย ” ดินดินถามผมหลังจากเปลี่ยนชุดเรียบร้อย

                ใจผมก็อยากพยักหน้านะแต่ดูสังขารไม่เอื้อของมันแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า “ ไปถ่ายแล้วก็ไปเดินเตะทรายโง่ๆพอ ”

                คงเพราะน้ำเสียงผมแสดงออกถึงความเซ็งอยู่มากที่ไม่ได้ดำน้ำดินดินเลยมีสีหน้าสลดลง “ ขอโทษ ”

                “ ช่วยไม่ได้ มึงป่วย ”

                “ คราวหน้า ” มันจับมือผมแล้วเขย่าเหมือนเด็ก “ ไม่ๆ อาทิตย์หน้าก็ได้ เดี๋ยวพามาดำน้ำ ”

                ผมขมวดคิ้วนิดหนึ่งนึกได้ว่าหลังออกค่ายจะมีเวลาว่างอยู่สามวันก่อนจะกลับไปเรียนตามปกติ มองคนที่ขนาดเวลานอนยังไม่ค่อยจะมีแต่กลับมาชวนผมเที่ยวด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ

                “ หึ ” ผมไม่ได้ตอบรับอะไรเพราะเวลามันไม่ได้แน่นอน อย่างผมถึงจะงานหลังชนฝายังไงก็จัดสรรเวลาแบ่งมาเที่ยวได้แน่นอน

                “ ไม่เชื่อเหรอ ”

                “ ไม่รู้สิ ” การได้ปั่นหัวคนอย่างดินดินนี่มันสนุกดีนะ ผมส่งยิ้มตาปิดให้คนมองแล้วเดินออกจากห้องพร้อมกล้องฟรุ้งฟริ้ง

                คนตามหลังมาดึงต้นแขนผมไว้ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ อย่าเดินหนี ไม่ชอบ ”

                เอาแต่ใจจริงๆ

                “ แล้วก็อาทิตย์หน้า ผมว่างจริงๆ สัญญา ”

                ผมเลิกคิ้วหน่อยๆ “ ก็ยังไม่ได้ว่าอะไร ”

                “ ทำหน้าไม่เชื่อ ” เฮ้ๆ มาดึงแก้มแบบนี้มันใช่เหรอ “ ช่างเถอะ นั่นเรื่องอาทิตย์หน้า วันนี้ไปเที่ยวก็พอ ” แล้วมันก็เป็นฝ่ายพูดเองสรุปเองจูงข้อมือผมเดินนำไปยังรถ

                รอบนี้เจ้าของรถขับเอง ผมเห็นสีหน้ามันมีสีขึ้นมาหน่อยแล้วจึงยอมให้ขับ ปกติมันขับรถค่อนข้างเร็วอันนี้ผมมักจะเตือนบ่อยแล้วก็โดนมันด่ากลับมาตลอดแต่วันนี้มันป่วยรึไงถึงเหยียบไม่ถึงร้อย เออ แต่มันก็ป่วยจริงๆนั่นแหละ

                “ ปายา ”

                “ หือ? ” ผมพยักหน้ารับแต่ตายังกดดูรูปในกล้องอยู่ “ มีอะไร ”

                “ ให้เรียกแบบไหนดี ปายหรือปายา ”

                เงยหน้ามองคนถามนิดๆแล้วยักไหล่ “ อะไรก็ได้แล้วแต่มึง ”

                ยังไงก็ชื่อผมทั้งคู่อยู่แล้ว จะปายาก็ดี จะปายก็โอเค

                “ ไอ้เหี้ยปายแล้วกัน ”

                “ เชี่ยดิน! ” สาบานสิว่ามึงกำลังง้อกูอยู่ พอเห็นว่าผมโกรธขึ้นมามันก็หัวเราะ

“ เก๊กหน้าเมื่อยมั้ย ” มองดูใบหน้าของผมแล้วยกนิ้วมาจิ้มแก้มผมเบาๆ “ ยิ้มได้แล้ว ”

สะบัดหน้าหนี “ ไม่มีเรื่องให้ยิ้ม ”

“ ถ้าทำให้ยิ้มได้ มีรางวัลมั้ย ” ดินดินถามผมพลางหักเลี้ยวรถจอดหน้าท่าเรือเดียวกับเมื่อวานที่มันเป็นลมล้มพับไปนั้นแหละ

“ มั่นใจมาก? ”

“ สุดๆ ”

ผมเบ้ปากให้กับความมั่นหน้ามั่นโหนกของคนหล่อ แต่มันก็หล่อจริงๆนั่นแหละ

“ ถ้าวันนี้ทำให้กูยิ้มได้ ”

“ ... ”

“ มึงขออะไรจากกูก็ได้หนึ่งอย่าง ”

 



--------------



 

 

“ หยุดก่อนพี่ ”

ผมชะงักเท้าเมื่อถูกเรียกไว้ หลังจากมาถึงพวกเราก็ไปซื้อตั๋วขึ้นเรือจากนั้นดินดินก็พาผมไปซื้อน้ำมะพร้าวกินพอเดินกลับมาก็ผ่านร้านขายหมวกสานเหมาะสำหรับใส่เดินหาด ผมมองแบบผ่านๆไม่ได้สนใจเพราะที่บ้านผมมีเป็นตะกร้าแล้วแต่คนที่มาด้วยกลับสนใจซะงั้น

“ มึงจะซื้อเหรอ ” ผมถามพลางดูดน้ำมะพร้าวจิบให้ชุ่มคอ

“ ใช่ ” มันตอบแล้วชี้ไปที่หมวกใบหนึ่ง “ ใบนั้นสวยมั้ย ”

“ ก็สวยนะ ” ไม่ได้ชมผ่านๆแต่ดูดีแล้วจึงตอบไป มันดูเรียบง่ายดีแต่ก็ไม่ได้ดูแย่เกินไป เรียกว่ายังไงพอดีๆมั้งไม่จืดไม่ฉูดฉาด แค่เลือกใช้คำแค่นี้ผมก็เหนื่อยแล้ว

“ โอเค ” ดินดินหยิบหมวกใบที่ผมแสดงความคิดเห็นแล้วจ่ายเงินไปจากนั้นเดินกลับมาพร้อมหมวกสาน ผมมองนิ่งๆก่อนที่มันจะมาวางแหมะบนหัวผม

“ อะไรเนี่ย ” หน้าเหวอหน่อยๆรีบจับหมวกบนหัวทันที

“ หมวกไง ”

เออ กูไม่ได้เห็นเป็นกางเกงแล้วกัน

“ แดดมันร้อน ใส่ไว้ ”

“ อ่า ”

“ หน้าแดงหมดแล้ว ” จับแก้มแดงระเรื่อของผมที่ไม่ใช่เพราะเขินแต่เพราะร้อนเบาๆแล้วผละออก

พูดไม่พอยังมาจับหยิบหมวกหมุนให้เข้าที่เข้าทางจับปอยผมสีอ่อนของผมให้ไปด้านข้างแล้วมองดูผลงานจับแต่งตุ๊กตาของตัวเอง เมื่อพอใจแล้วก็พยักหน้าจูงมือผมเดินต่อ

ลับหลังมันผมแอบเม้มปากกลั้นยิ้มให้กับการกระทำเล็กๆน้อยๆของมัน เพราะผมเป็นพวกขี้ร้อนแบบสุดกู่เจอแดดเปรี้ยงๆเหงื่อก็โชกแล้วแถมผิวขาวจัดดันแดงก่ำอีกดินดินเลยต้องหาหมวกให้ผม จะให้ยิ้มตอนนี้มันก็เร็วไป ผมยังอยากรู้นี่น่าว่ามันจะมีอะไรมาทำให้ผมยิ้มได้บ้าง

เราออกจากท่าเรือตอนสิบโมงใช้เวลาไม่นานแค่สิบห้านาทีก็มาถึงเกาะไม้ท่อนแล้ว ระหว่างทางผมก้มมองดูน้ำทะเลใสสะอาดด้วยความรู้สึกตื่นเต้นหัวเกือบจะทิ่มตกลงทะเลหลายรอบแล้วจนดินดินต้องเข้ามาดึงไว้

“ ไอ้พี่ มึงอย่าซนสิวะ!!

“ กูไม่ตกหรอกน่า ” ปากว่าแต่ตากับตัวยังกระดึ๊บอยู่ขอบเรือ

ว้าว น้ำใสจนเห็นพื้นทรายด้านล่างเลย

“ ไอ้พี่! ” ผมสะดุ้งโหยงเมื่อโดนดุอีกครั้ง

                คราวนี้ตัวผมถูกกักด้วยอ้อมกอดแข็งๆ กระดิกตัวไม่ได้เลย... ก้มหน้างุดมองพื้นด้วยใจหวิวๆเพราะถูกกอดกลางที่สาธารณะแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย ถึงผมจะชอบเกาะแกะดินดินแต่ว่าการถูกกอดกักไว้แบบนี้มัน...

                ตึกตัก ตึกตัก

                พ่อ... ปายใจเต้นแรงมากเลยอ่า งื้อ

                อ่อนโยนไทม์มันดีกับใจแบบนี้ไง

                นั่งฟินอยู่ในอ้อมกอดอุ่นจนมาถึงเกาะไม้ท่อน ผมรีบสะบัดตัวเองออกจากผู้คุมหน้าโหดรีบปีนขึ้นไปกระโดดตัวลอยสูดอากาศบริสุทธิ์กลิ่นอายความเค็มของน้ำทะเลซัดเข้าจมูกเบาๆ

                รู้สึกผ่อนคลายสุดๆ ไม่ลืมที่จะยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกตอกย้ำว่ามาถึงแล้ว เพราะมัวแต่กดชัตเตอร์จนไม่ทันระวัง

                “ เหวออ!

                สะพานไม้ทอดยาวมันมีพื้นยกระดับไม่เท่ากันทำให้ไม่ทันระวังจึงสะดุดได้ง่าย ผมหลับตาแน่นเตรียมร่วงหล่นจากสะพานรอรับน้ำทะเลกระแทกผิวหน้าอยู่นานก็ยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

                เอ๋... หรือผมตกลงไปแล้วหว่า

                แต่มันก็สูงอยู่นะ ทำไมไม่เจ็บ

                “ ลืมตาได้แล้ว ” เสียงทุ้มเหนือหัวว่าขึ้นพร้อมลมวูบรอบกาย แทนที่หน้าจะไปกระทบกับผิวน้ำทะเลเค็มๆกลายเป็นแผ่นอกกว้างแทน “ ซนยิ่งกว่าเด็กห้าขวบ ให้ตายสิ ”

                ผมยู่ปากใส่อีกฝ่ายทำหน้าบึ้งตึงใส่เพราะถูกดุอีกแล้ว ยกมือตีลงกลางอกมันอย่างหงุดหงิด

                “ หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ ”

                “ อะไรอีกเนี่ย ” ชักสีหน้าใส่คนเผด็จการอย่างเอาเรื่อง ขยับไปตรงไหนก็ถูกดุ เดินสะบัดตูดออกมาห่างได้สามเมตรก็โดนสั่งหยุด

                คนด้านหลังถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ ทำเอาผมหน้าชาความรู้สึกลงดิ่งเลย

“ ถ้าเหนื่อยนักมึงก็กลับไปเลย ”

“ คิดบ้าอะไรอีกเนี่ย ” มันเดินมาถึงตัวผมแล้วถามงงๆ ไม่วายตบหัวผมแปะๆอีก “ คิดมากเป็นผู้หญิงไปได้ ”

บ่นเบาๆแล้วเลื่อนมือมาจับผมไว้หลวมๆ มันยกมือขึ้นชูให้ดูฝ่ามือหนาของมันกำลังกุมมือเล็กของผมไว้อย่างทะนุถนอมโบกไปมาช้าๆก่อนจะจับให้แน่นขึ้นไปอีก

“ ไม่ได้พูดสักคำว่าเหนื่อย ” นี่กูพี่มึงนะ! จับโยกหัวเล่นไม่ต่างจากตุ๊กตาเลยให้ตายสิ

“ แต่มึงถอนหายใจ ”

“ มนุษย์มันต้องหายใจเข้าหายใจออกมั้ย ” ส่งค้อนโตๆไปให้

“ แต่มึงถอนหายใจดัง!

ตอนนี้อะไรเล็กๆน้อยๆ

ก็สามารถจุดชนวนความรู้สึกผมได้ทั้งนั้นแหละ

“ โอเคๆ ผมผิดก็ได้ ” น้ำเสียงไม่ได้รู้สึกผิดเลยด้วยซ้ำ “ ผมแค่เป็นห่วง เล่นวิ่งไปมาไม่ระวังแบบนี้เกิดตกทะเลไปจะทำยังไงเล่า ”

“ มึงก็โดดน้ำลงไปช่วยสิ ”

ไม่เห็นจะยาก ถ้ากูตกน้ำมึงก็แค่ลงไปช่วย

ไม่เคยดูละครเหรอ

พอนางเอกจมน้ำสลบปุ๊บ

พระเอกลงมาช่วยลากขึ้นฝั่ง

ช่วยผายปอดเม้าท์ทูเม้าท์ให้อีก

ซีนโรแมนติกเสี่ยงชีวิตที่ไอ้ปายวาดฝันไว้ ว่าแล้วยังไม่ได้เตรียมแผนจมน้ำเลยวะ...เอาไงดี โดดไปตอนนี้ยังทันรึเปล่านะ

“ โดดน้ำสภาพเป็นผักเปื่อยแบบนี้น่ะเหรอ ” ดินดินทำหน้าเมื่อยชี้แสดงไม่เต็มร้อยให้ดู “ แทนที่ผมจะช่วยพี่ พี่คงต้องมาช่วยผมมากกว่า ”

เออ ก็จริงของมัน

แต่ว่านะ... จะฝ่ายไหนจม

ก็ได้ผายปอดเหมือนกันนั่นแหละ

“ อ่อนแอจริงๆ ” แลบลิ้นใส่คนตัวสูงแล้วกระตุกมือให้มันเดินตาม

ดินดินเดินจับมือผมเงียบๆไม่ได้พูดเตือนให้ระวังดูทางบ้างนั่นนี่นู้นโน้นเพราะผมเอาแต่เล่นกล้องจนเกือบจะตกสะพานอยู่สี่ห้ารอบสุดท้ายดินดินทนไม่ไหวเลยว๊ากขึ้นมา

“ ถ้าพี่สะดุดอีกครั้ง ผมจะอุ้มไปแล้วนะ!

อุ๊ย... พูดปุ๊บสะดุดปั๊บเลย

คนเพิ่งสะดุดพื้นไปหลังจากประโยคเมื่อกี้เพียงสองวินาทีได้ค่อยๆยืดแผ่นหลังตรงหันไปมองหน้าคนพูดที่บึ้งตึงแล้วอยากจะหัวเราะดังๆ ฉีกยิ้มกว้างๆสักสามนาทีแต่ว่ามีเรื่องที่พนันกันไว้อยู่เลยได้แค่ยักคิ้วให้สามจึก

“ ขี้โกง ” ดินดินแยกเขี้ยวใส่ผม

“ ไม่รู้สิ จะไม่ทำได้นะ ” จะได้รู้ว่าคนอย่างมึงมันดีแต่พูด! “ เฮ้อ... คำพูดของมึงนี่มันเชื่อถือไม่ได้จริงๆนะ แล้วไอ้ที่พูดมาเมื่อวานมันก็คง...ว๊ากกกกก!!

พูดไม่ทันจบแซะไม่ทันสะใจตัวผมก็ลอยขึ้นจากพื้นด้วยความตกใจเลยรีบจับหาที่ยึดเหนี่ยวทันทีแล้วผลออกมาคือสองแขนผมคล้องคอดินดินแล้วยังถูกอุ้มในท่าเจ้าสาวอีก

โอ้... อุ้มในท่าเจ้าสาวฉากหลังเป็นทะเล... อยากได้เป็นภาพพรีเวดดิ้งจังเลย

“ เงียบเลย ”

“ ปล่อยกูลง ” กลายเป้นคนที่อึกอักแทนเพราะสายตาคนรอบๆแม่งพากันชี้ๆแล้วยิ้มๆ หัวเราะเขินๆ เห็นแล้วคนหน้าด้านแบบผมก็รู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาเฉยๆ

“ ไม่ ”

คนหัวดื้อว่าแล้วอุ้มผมเดินไปยังชายหาดข้างหาดช้าๆแต่ทุกก้าวก็เต็มไปด้วยความแข็งแรงแรกๆผมก็หวั่นจะถูกโยนลงทะเลอยู่นะ ลุ้นระทึกอยู่นานสุดท้ายก็ไม่ได้ถูกโยน ค่อยหายใจทั่วท้องหน่อย

“ อยากเล่นน้ำวะ ”

ผมในตอนนี้ถูกปล่อยให้ลงเดินแล้วก็ถูกคุณพ่อจำเป็นกำชับว่าอย่าเดินสะดุดทรายอีกล่ะ ไอ้ผมตอนแรกนี่จงใจจะสะดุดทรายแต่คนรู้ใจดันเบรกด้วยประโยคเจ็บแสบไปถึงทรวง

ถ้ายังสะดุดทรายได้ต้องไปกราบเก็บสองขวบตรงนั้นแล้วนะ

                พูดงี้ใครมันจะไปกล้าสะดุดได้อีกฮะ!

                กลับมา ณ ปัจจุบัน... ผมมองดูเด็กวัยสิบสามสิบสี่ชายหญิงรวมๆห้าคนกำลังโยนบอลวิ่งเล่นสาดน้ำใส่กันเสียงหัวเราะไร้เดียงสาเหมือนไม่มีเรื่องอะไรให้กังวลในใจแล้วอิจฉาชะมัด แน่นอนว่าภาพสวยงามมีคุณค่าแบบนี้ผมก็ต้องเก็บไว้อยู่แล้ว

                “ ไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน ” คนที่ยืนอยู่ข้างๆตอบพลางมองเนื้อตัวของเราทั้งคู่ที่มากันตัวปลิว อ้อ ดินดินไม่ปลิวนะพกกระเป๋าเงินมาด้วย วันนี้ขอเป็นป๋าหนึ่งวัน

                “ พูดไปงั้น แดดแรงไปแล้ว ดำกันพอดี ” เงยหน้ามองดูแดดประเทศไทยที่โคตรจะเปรี้ยงเลยตอนนี้เกือบเที่ยงแล้วแดดเริ่มลงแล้ว ผมถึงบอกไงว่าชอบไปน้ำตกมากกว่า!

                ยืนถ่ายรูปอยู่พักหนึ่งก็เดินไปนั่งเก้าอี้ชายหาดที่เหมือนจะเป็นของทางร้านอาหารบนเกาะสักร้าน พอผมนั่งก้นยังไม่ทันได้สัมผัสความนุ่มแข็งของเก้าอี้เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดท่าทางจัดจ้านผิวสีแทนสวยก็เดินกรีดกรายถือใบเมนูพร้อมสมุดจดมาทางเรา

                “ ดีฮะ นี่ใบเมนูฮะ ”

                เสียงหวานเชียวแต่... ลูกค้ามีสองคนเว้ย! แล้วทำไมใบเมนูถึงไปให้แค่ดินดินวะ แล้วไอ้สายตงสายตาระยิบระยับเหมือนเห็นชิ้นเนื้อนั้นมันคือเชี่ยอะไร!!

                “ สั่งเลย ” คนที่ยังไม่รู้สึกถึงความคุกรุ่นทางอารมณ์ของผมมันยื่นใบเมนูมาให้ส่วนตัวเองก็กดโทรศัพท์หน้าเครียดไม่น้อย

                “ รับอะไรดี...ครับ ” พอเป็นผมเสียงอิน้องวัยหัดเดินแข็งยิ่งกว่าหินอีก มีมาชักสีหน้าอีก หน็อย...ไม่รู้จักไอ้ปายศิษย์ค่ายพยัคฆ์คำรามซะแล้ว เดี่ยวพ่อเตะก้านคอโชว์เลย

                “ ดินดิ๊นขา ”

                กูพักยกความเคืองมึงก่อน เรื่องตรงหน้าช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก

                คนโดนเรียกหันมาคอแทบหักทำหน้าทำตาเหมือนเห็นผีมองผมที่จู่ๆผีเข้าทำตัวสะดีดสะดิ้งด้วยแววตามึนงง เออ... กูก็งงกับตัวเอง

                “ ตัวเอง เค้าอยากกินปู ” บีบเสียงเล็กเสียงน้อยแล้วเอาตัวเข้าไปเบียดกับแขนน่ากอดของดินดิน “ เอ๊ะ กุ้งก็น่ากิน ปลาก็อยาก อุ๊ย หอยเซลล์ก็ดีนะ ” นิ้วจิ้มๆบนเมนูแล้วออดอ้อนออเซาะเรียกเสียงฮึดฮัดในลำคอของเด็กแก่แดดได้เป็นอย่างดี

                มึงมีสิทธิ์อะไรไม่พอใจ

                กูอ้อนผัวกู กูผิดอะไร

                “ อื้อ สั่งตามใจเถอะ ” เมื่อได้รับคำตอบที่น่าพอใจแล้วผมก็สั่งตามใจชอบแล้วก็ยัดใบเมนูคืนน้องมันไป “ เอ้า จะยืนอีกนานมั้ยน้อง พี่หิวนะเฮ้ย ”

                น้องมันหยุดมองหน้าดินดินแล้วมาสะบัดหน้าม้าใส่ผมเดินตรงกลับร้าน ลับหลังน้องปุ๊บผมก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่มันด้วยความหมั่นไส้

                “ สนุกมั้ย เก่งกับเด็ก ”

                “ สนุกมาก ” ผมตอบหน้าตายแล้วปล่อยแขนออกจากดินดินกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเองดีๆ

                “ ไม่จับต่อเหรอ ” คนหน้าหล่อเสน่ห์ถามเหมือนคนโง่แต่มุมปากกำลังยิ้มอยู่

“ ไม่ ”

ดินดินละสายตาจากผมเลยไปมองข้างหลังแล้วเลิกคิ้ว “ อ้าวน้อง มาพอดีพี่ว่าจะสั่งเบียร์ ”

“ โอ๊ยยย ดินดิน เค้าอยากจะไปจุดชมวิวมั๊กม๊ากเลย ” คล้ายมีสปริงติดอยู่พอได้ยินแบบนั้นผมรีบผลักตัวเองไปนั่งบนตักของดินดินแล้วคล้องคอเบียดนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็กๆ “ กินเสร็จไปกันนะ ”

มือขวาตวัดรวบเอวผมดึงให้ตัวเราแนบชิดกันมากกว่าเดิม “ เขาว่าจุดชมวิวมองเห็นสามจังหวัด ”

“ เหรอ ” ผมพยักหน้ารับไม่ได้รู้หรอกว่าจุดชมวิวที่นี่มันมีรึเปล่าแค่หาเรื่องมาสวีตวีดวิ้วแค่นั้น แต่เดี๋ยวนะ ทำไมไม่ได้ยินเสียงไอ้น้องนั่นวะ

หันคอกลับไปมองด้านหลังแล้วก็พบเพียงความว่างเปล่า... หันหน้ากลับมามองคนที่กำลังกอดผมแน่นด้วยสีหน้านิ่งแต่แววตาเหี้ยมเกรียม

“ มึงหลอกกู!!

“ อือฮึ ” ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวแถมยังลอยหน้าลอยตาอีก “ อยากอ้อนผมไม่ใช่เหรอ นี่ไง... เต็มที่เลย ”

เต็มที่บ้าอะไรเล่า! โดนกอดนั่งตักเป็นอิหนูเสี่ยแบบนี้เนี่ยนะ ผมดิ้นเผื่อให้หลุดจากอ้อมกอดนี้แต่แรงผมกับมันเรียกว่าฟ้ากับเหวเลย เฮ้ย มึงเป็นคนป่วยไม่ใช่เหรอทำไมแรงเยอะแบบนี้วะ

“ นี่... ดิ้นมากๆ เดี๋ยวก็โดนสปาต้าบาดหรอก ” กำแพงหนาเอ่ยเตือนเล่นเอาผมตกใจ

มึงตามกูมาทะเลยังจะพกสปาต้ามาอีกเหรอ

นี่มาง้อหรือมาตามฆ่ากูกันแน่วะ!

“ เหี้ย มึงกล้าพกมีดมาง้อกูเหรอ! ” เหงื่อแตกพลั่กเลยพี่น้อง

มันส่ายหน้า “ สปาต้าที่ไม่ได้หมายถึงมีด  ”

ผมนึกทวนคำพูดมันสำหรับดินดินแล้วสปาต้าที่ไม่ได้หมายถึงมีดคงจะเป็น... มองไล่ลงต่ำ...

“ นั่งดีๆ ”

ไม่ต้องบอกกูก็ไม่กล้าแม้แต่จะดิ้นแล้วก็ในตอนนี้สิ่งที่ผมกำลังนั่งทับอยู่มันก็ลูกชายหัวมุก เอ๊ย หัวแก้วหัวแหวนของดินดิน ถ้าไม่อยากโดนเสียบกลางที่แจ้งผมก็ต้องนั่งนิ่งๆไม่โวยวาย

ถึงสนใจจะเอ้าท์ดอร์

แต่กลางวันแดดเปรี้ยงขนาดนี้

ไอ้ปายก็ไม่สู้เด้อ

เสียงถอนหายใจผมดังขึ้นอย่างจำยอมแล้วนั่งนิ่งทำอะไรไม่ได้นอกจากทิ้งน้ำหนักตัวลงไปเต็มๆเป็นการแก้แค้นพิงหัวลงบนอกกว้างเหม่อมองน้ำทะเลใสตรงหน้า สายลมอ่อนพัดผ่านช่วยให้อากาศไม่ร้อนเกินไปแม้ว่าจะนั่งเบียดอยู่บนตักของอีกคนมันก็ไม่ได้ทำให้ร้อนหรืออึดอัดอะไรกลับกันนั้นมันให้ความรู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจมากกว่า

อาหารถูกวางเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ผมยังไม่ได้เริ่มกินกว่าจะได้อยู่แบบนี้สักทีก็อยากเก็บความรู้สึกเก็บความทรงจำไว้นานๆ จะให้ผมนั่งอยู่ในอ้อมกอดนี้ทั้งวันก็ยังได้

“ ทำไมถึงไม่ลืมกู... ทั้งที่มึงอาจจะไม่มีทางได้เจอกู ” ไม่รู้อะไรดลใจให้ถามคำถามนี้เหมือนกัน

“ ทีพี่ยังไม่ลืมผมเลย ” ย้อนกูอีก จะตอบดีๆไม่ได้รึไงผถุ

“ คงเพราะว่ามึงดูแลกูดีเกินไปมั้ง ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็เถอะ แต่กูไม่เคยลืมว่ามึงใจดีแค่ไหน ” เพราะแบบนั้นผมถึงได้ยึดติดกับมัน วันเวลาที่ไม่มีมันคอยอยู่ข้างๆแล้วโคตรเงียบเหงาเลย “ กูอยากถามมึงมากกว่าว่าทำไมถึงดูแลกูดีขนาดนั้น ”

                ดินดินทำหน้านึกก่อนแล้วค่อยเล่า “ ตอนนั้นพี่คล้ายๆกับอุ่นมั้ง ผมเลยอยากดูแล ”

                กูเนี่ยนะคล้ายกับน้องมหาภัยของมึง

                แค่ความน่ารักกูก็กินขาดน้ำอุ่นแล้ว!

                เปล่าหลงตัวเอง แค่พูดความจริง

“ ตอนเด็กๆ อุ่นก็ผอมๆ ตัวแห้งๆ แบบพี่นั้นแหละ ป่วยง่ายเหมือนกัน ” เห็นหน้าโง่ๆเครื่องหมายเต็มหัวแล้วมันก็ขยายความมากขึ้น “ เวลาอุ่นป่วยไม่ค่อยมีใครได้เข้าใกล้เท่าไหร่เพราะแม่กลัวจะทำให้คนอื่นติดหวัดไปด้วย เลยได้แต่มองไกลๆ แถมเวลาเล่นตัวกัน อุ่นมักชอบเล่นกับไอ้ไฟมากกว่า ถ้าพูดว่าสนิท คงสนิทกับไอ้ไฟที่สุดนั้นแหละ ”

ผมขมวดคิ้วนึกถึงน้องชายตัวแสบอีกคนของดินดินแล้วได้แต่เบ้ปากเพราะเด็กนี่เรียกว่าปัญญาอ่อนสุดๆเลยก็ว่าได้ ออกจะติ๊งต๊องด้วยซ้ำ

“ แล้วพอเจอพี่... มันก็เลยได้ลองทำหลายๆอย่างที่อยากทำในฐานะพี่ชายแต่ไม่มีโอกาส ”

“ กูแก่กว่าหนึ่งปีเลยนะ ”

“ อย่าขัดสิ ” ดินดินหยิกแขนผมไปทีนึงแล้วเผยความในใจต่อ “ แรกๆ ผมก็อยากดูแลพี่ในฐานะพี่ชายน้องชายนะ แต่นานไปผมเริ่มไม่ชอบที่พี่นักมวยคนอื่นมาเกาะแกะวุ่นวายกับพี่ จนวันที่พี่กลับไปนั้นแหละถึงรู้ว่าสิ่งที่ผมต้องการคือการได้ดูแลพี่ในฐานะของผู้ชายคนหนึ่ง อยากเป็นมากกว่าเพื่อนมากกว่าน้องชาย เด็กน่ะไม่คิดอะไรมากหรอกชอบก็คือชอบ หึ รู้สึกแก่แดดตั้งแต่เด็กเลยแฮะ ”

“ ถ้าชาตินี้มึงหากูไม่เจอจะทำไงวะ ”

“ ไปหาชาติหน้าต่อ ” หน้ามันนิ่งมากจนไม่รู้ว่านี่เล่นหรือจริง “ พี่รู้มั้ยตอนผมเลือกเรียนหมอ ผมทะเลาะกับพ่อถูกหนักเหี้ยๆ เขาอยากให้ผมเรียนบริหารน่ะ ”

“ จะทำให้กูรู้สึกผิดเหรอ ”

“ พี่ก็ผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว ” คางได้รูปของคนเป็นเบาะรองนั่งวางเกยบนไหล่ผม “ ผิดที่เข้ามาในชีวิตผม มาทำให้ตารางชีวิตผมปั่นป่วน มาทำให้ความสมบูรณ์แบบของผมต้องพัง ”

“ กูควรรับผิดชอบกับความผิดพวกนี้มั้ย ” กลอกตามองบนนิดๆแล้วเอื้อมหยิบกุ้งเผามาแกะเปลือกแต่ถูกมือใหญ่แย่งไปแกะ

“ ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ” ดินดินยื่นกุ้งตัวอ้วนแกะเปลือกเรียบร้อยให้ผม

“ ยังไง ”

“ ไม่ยากนะ ”

ผมว่ากุ้งร้านนี้โคตรสดเลยวะ แถมยังตัวใหญ่เนื้อแน่นด้วย

“ แค่อยู่กับผม ”

“ ... ”

“ ตลอดชีวิต ”

 

สั้นห้วน ไม่โรแมนติกสักนิด

แต่ก็เหมาะกับคนห่ามๆแบบดินดินแล้วล่ะครับ   





 

 

“ กินอีกไหม ”

ผมเหลือบมองซากเปลือกกุ้งเปลือกหอยในจานก่อนจะตวัดตามองคนพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิด “ มึงจะปั้นกูให้กลมเลยรึไง! ” นับดูแล้วมันปาไปสามกิโลได้เลยนะไอ้กุ้งกับปูเนี่ย

“ ไม่เป็นไร ” ตบสะโพกผมเบาๆ “ ไว้ออกกำลังกายทีหลัง ”

...ไม่รู้เลยว่าเป็นการออกกำลังกายแบบไหน

โบกหัวว่าที่คุณหมอสองทีแล้วลุกขึ้นจากตักมัน นั่งมากว่าครึ่งชั่วโมงขามันน่าจะชาแล้ว แล้วก็เป็นจริง หางตาเหลือบเห็นมันบีบๆนวดๆต้นขาอยู่ ผมเลิกสนใจแล้วเดินลงทะเลน้ำใสแจ๋วแทน โห ขนาดน้ำทะเลยังร้อนระอุเลยคิดดูสิ แดดมันแรงจริงๆ ถ้าเป็นมัลดีฟตอนนี้ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่มั้ง

ร้อนๆแบบนี้ควรหนีไปต่างประเทศจริงๆนะ ว่าแล้วขอวางแผนปิดเทอมใหญ่ล่วงหน้าเลยแล้วกัน

ผมหิ้วกล้องเดินถ่ายรูปเปลือกหอยบ้าง หาดทรายบ้าง เท้าตัวเองบ้าง ตามอารมณ์ติสท์ๆที่มีอยู่ เห็นทางฝั่งซีกซ้ายไกลๆมีแนวโขดหินสวยๆเหมาะกับการถ่ายรูปก็ไม่ได้รีรออะไร เดินคีบแตะไปทางที่ว่าทันที

“ นี่ จะไปไหน ”

อุ๊ยตาย

ลืมไปว่ามากับผัว

ลืมดินดินไปเสียสนิทมานึกได้ก็ตอนหน้าหล่อวิ่งหอบแดดมาถึงผมนี่แหละ มองระยะทางจากจุดที่ยืนกับเก้าอี้ชายหาดแล้วค่อนข้างไกลอยู่เหมือนกัน แต่กูก็ขยันเดินเหลือเกิน

“ อยากถ่ายรูป ตรงนู้น ” ชี้นิ้วไปยังทิศที่ว่า

“ แล้วทำไมไม่เรียก ” หน้าแม่งอย่างดุ

ขอคิดแป๊บนึง ขืนบอกว่าลืมจะโดนต่อยไหม หน้ามันยิ่งโหดนิสัยก็ขึ้นๆลงๆอยู่ แต่ว่าทุกคนจงเชื่อมั่นในสกิลแหลของผม “ เห็นมึงป่วยไม่อยากให้ตากแดดมาก ”

สีหน้าตึงคลายลง “ เป็นห่วงเหรอ ”

“ อือ ”

ห่วงก็ส่วนหนึ่งลืมก็ส่วนหนึ่ง แต่ของมันแน่ ต่อให้ต้องตายยังไงก็ไม่มีทางพูดออกไปแน่ๆว่าลืมมัน เปลี่ยนประเด็นร้อนระอุใหม่ด้วยการจับข้อมือหนาลากจูงให้เดินตามมายังโขดหินมากมายวางแนวสลับไปมา จะดูรกก็ได้จะดูแบบอาร์ตๆก็ได้

“ ถ่ายรูปให้ไหม ” เสียงของดินดินเอ่ยถามผมขณะที่ตัวเองกำลังโฟกัสความสนใจอยู่กับกล้อง

“ ถ่ายเป็น? ” ไม่ได้ดูถูกนะ แต่คาดไม่ถึง

“ เป็น ” เด็กตัวโตแย่งกล้องในมือผมไป “ ถ่ายสวยด้วย ” มีการอวด

ผมเชิดหน้ามองด้วยสายตาท้าทายก่อนจะผละออกห่างตากล้องมือใหม่ไปหามุมดีๆ แสงสวยเพื่อให้รูปใหม่ของผมมันดูดี เอาจริงๆ เบ้าหน้าผมดีเกรดเอบวกขนาดนี้ ถ้าดินดินถ่ายออกมาไม่สวยคงต้องจับมันกดน้ำฆ่ากลางทะเลแล้ว

พอถ่ายรูปไปสักพักขอถอนคำพูดที่บอกมันเป็นมือใหม่...

“ เชิดหน้าอีกนิด ดีๆ ค้างไว้ ” ตากล้องว่าเสียงเข้ม “ กูบอกให้มึงค้างไว้จะยุกยิกทำไม!

“ นั่นๆ หยุด! แสงสวยมาก!

“ ก้มหน้าๆ เออดีๆ ”

“ หันหลังดิ๊!

“ เหม่อ บอกให้เหม่อ!

ฮือ... กูอยากกลับบ้าน!

ตากล้องหล่อแต่โหดเหี้ย กูก็ไม่เอา!

ตากล้องขาโหดถ่ายกระหน่ำไปกว่าร้อยรูปพันท่าแล้วก็กวักมือผมให้เข้ามาดูรูป ผมเดินหอบแฮ่กไปดูรูปตัวเอง ถ้ามันไม่ดีจะถวายแหวนให้ ไม่ใช่แหวนเพชรนะ หลังแหวนเว้ย!

 รูปแรกที่เห็นเป็นท่าโพสสุดท้ายที่ดินดินให้ผมลงไปนอนหงายบนโขดหินแข็งๆ นอนหลับตาพริ้มคล้ายคนเมากาว บอกเลยว่าโคตรเจ็บหลังแต่พอเห็นรูปที่ออกมาดูดีระดับเก้าล้านแล้ว ความเจ็บนี่ปลิวเลยครับท่าน

มือคว้ากล้องสุดเลิฟมาเลื่อนดูรูปด้วยแววตาประทับใจ รอยยิ้มพาดบนดวงตาแต่ปากผมยังเป็นเส้นตรง แหม จะให้ยิ้มง่ายๆได้ไงเล่า รอยยิ้มผมมีค่าเท่ากับทองสิบบาท

ทองม้วนสิบบาท

ซื้อให้ปุ๊บยิ้มให้ปั๊บ!

จะทองหยิบทองหยอดฝอยทองเอามาให้หมด!

“ เป็นไง ” คนข้างๆกระตุกแขนเสื้อผมคล้ายจะขอคำชม

ผมเหลือบตาดูหน้ามันหน่อยๆแล้วเกือบหลุดขำ แม่งหน้าเหมือนหมากำลังรอกระดูกจากเจ้าของไม่มีผิด

“ ไม่ชอบ? ” ดินดินขมวดคิ้วกังวลทันที

“ ก็ดี ” ขืนบอกไม่ชอบมันได้ขอถ่ายใหม่อีก คราวนี้คงให้ตีลังกาหกสูงถ่ายแน่ๆ “ สวยดี ”

“ รางวัล ”

ผมเหวอไปทันที มองคนเถื่อนผู้สละคราบออกจนเหลือแต่ความมุ้งมิ้งกำลังอ้อนขอรางวัลด้วยสายตาเหลือเชื่อ มึงแค่ป่วยไข้ไม่ได้หัวสมองกระทบกระเทือนใช่ไหม

“ ถ่ายรูปให้ตั้งนานนะ ” แล้วกูผู้ไปกลิ้งกับพื้นล่ะ ขอรางวัลจากใครได้บ้าง

“ ไม่มี ” ผมตอบไปหน้าตายสนิทแล้วเดินลงจากโขดหินพวกนั้น ไม่ได้สนใจดินดิน ผมเดินกลับมายังทางเดิมแต่ถูกมืออีกคนดึงไว้ “ อะไร ”

“ อยากนั่งชิงช้าไหม ” แทนที่จะพบเจอกับใบหน้าดำมืดขึงจากความโกรธ หากแต่พบความอ่อนโยนแต่งแต้มระบาย นัยน์ตาคมใช้สายตาเหลือบมองไปทางด้านหนึ่งให้เขามองตาม

ที่ห่างไกลจากตัวประมาณห้าร้อยเมตรจะเห็นมุมหาดเงียบสงบไร้ผู้คน บริเวณนั้นมีชิงช้าไม้แขวนอยู่ สายลมพัดผ่านแผ่วเบาบังคับให้ไม้เคลื่อนที่ไปมาเล็กน้อย

ดินดินเห็นผมมองตาไม่กะพริบคงคิดว่าผมน่าจะอยากนั่ง ตัดสินใจจูงมือผมให้เดินมาหยุดหน้าชิงช้า มันเป็นชิงช้าไม้ตัวใหญ่ ผู้ใหญ่นั่งได้สองคนด้วยซ้ำ ตัวแผ่นไม้บางขนาดไม่กว้างมาก ถ้านั่งลงไปน่าจะนั่งได้แค่ครึ่งก้น ผมมองชิงช้าอย่างถี่ถ้วนแล้วนึกหวั่นกลัวตกลงไม่น้อย จริงๆชิงช้านี้มันไม่ได้น่ากลัวสำหรับผู้ใหญ่เลย แต่สำหรับผมผู้เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในวัยเด็กต่อชิงช้าเครื่องเล่นมาเลยออกจะหวั่นสะพรึง

แน่นอนว่าวัยเด็กในตอนนั้น “ ยังกลัวชิงช้าอยู่เหรอ ” ใช่ ไอ้หมอนี่ก็อยู่ด้วยไง ส่งสายตาเคืองๆไปให้ “ ไปๆ ไปนั่ง ”

ร่างสูงเดินอ้อมเพื่อไปยืนด้านหลังชิงช้าแต่ยืนอยู่นานผมก็ยังไม่ยอมไปนั่ง สังเกตได้จากเหงื่อไหลซึมตามขมับจะรู้ได้ว่าผมยังผวาฝังใจอยู่

“ มานั่ง ” มึงนี่ก็สั่งจริงสั่งจริง บ้านเป็นเผด็จการฮิตเลอร์เหรอ “ ไม่ตกหรอก ผมอยู่ทั้งคน ”

คำพูดนั้นคล้ายสายธารปลอบขวัญปัดเป่าความลังเลออกจากหัวใจ ก่อนจะยอมพยักหน้าแล้วหย่อนสะโพกนั่งลงบนชิงช้าอย่างแผ่วเบาด้วยความยำเกรงตื่นๆ มือทั้งสองข้างจับเชือกโดยอัตโนมัติ ขาทั้งสองข้างสูงลอยจากพื้น ท่าทางตื่นตระหนกเกร็งตัวของผมอยู่ในสายตาดินดินไม่ขาด พอนั่งได้ก็ได้ยินเสียงหัวเราะขบขัน

ไม่ทันได้หันหลังเอี้ยวคอไปต่อว่าก็ร้องลั่น “ เหวอออ ”

แผ่นหลังสัมผัสเข้ากับฝ่ามือร้อนออกแรงเบาๆให้ทั้งตัวเคลื่อนไปข้างหน้า สีหน้าตกใจจนซีดทำให้คนถือวิสาสะไกวชิงช้าโดยไม่บอกสัญญาณยิ้มหัวร่อสนุก

“ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ตกหรอก ” เสียงทุ้มหว่านล้อมอีกครั้ง

“ ถ้าตกจะทำยังไง! ” ผมตะโกนออกไปรู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนอากาศไกวไปมาตามแรงผลักเบาๆ แรกๆก็กังวลแต่ผ่านไปเริ่มจะชิน ความรู้สึกสนุกเริ่มเกาะกุมเข้ามา แต่สุดท้ายก็กลัวจะถูกแกล้งผลักอย่างแรงจนร่างหล่นกระแทกพื้น

“ ตกก็เจ็บไง ”

พูดสบายๆแต่ผมนี่นึกถึงตอนตัวเองในวัยเด็กตกจากชิงช้า ฟันน้ำนมหลุดเลยเพราะหน้าทิ่มพื้นเจ็บไปสามวัน  คิดถึงสภาพตอนนั้นแล้วสติสตังปลิวหาย “ หยุดๆๆๆ ไม่เล่นแล้ว!

แต่คนเอาแต่ใจอย่างดินดินหรือจะฟัง “ บอกแล้วไงว่ามีผมอยู่จะตกได้ยังไง ”

“ ก็มัน... ”

“ เชื่อใจกันหน่อย ”

“ ... ”

“ ไม่ตกหรอก ”

ผมเงียบไปหลายอึดใจขณะมองหน้าจริงจังของดินดินแล้วพูดไม่ออก คล้ายว่าประโยคนั้นกำลังบ่งบอกถึงสัญญาที่ไม่ว่ายังไงต่อให้มีเขาอยู่ผมก็ไม่มีวันเจ็บตัว “ อือ ”

รอยยิ้มกว้างฉาบบนใบหน้าหล่อก่อนจะไกวชิงช้าแผ่วเบานุ่มนวลไม่ได้มีการแกล้งให้ตกใจใดๆ ความเกร็งในร่างกายถดถอยลงจนหายสนิทแรงปะทะลอยวูบของลมคอยช่วยปัดเป่าความกลัว ยิ่งด้านหลังให้ความรู้สึกอบอุ่นแข็งแกร่งคล้ายภูเขาใหญ่จนผมรู้สึกว่าต่อให้ตกลงไปก็จะมีคนรองรับกอดรัดผมไว้ไม่ให้เจ็บ

เสี้ยวหนึ่งในใจปลดความเย็นชาในอกลง แทนที่ด้วยความหวานชื่นพร้อมกับจังหวะหัวใจสั่นๆ การทำงานหนักของหัวใจไม่ได้ส่งผลดีต่อเจ้าของเลย ยิ่งแผ่นหลังกระทบกับฝ่ามือใหญ่จนรู้สึกกลัวว่าอีกฝ่ายจะ...

“ ใจเต้นแรงไปแล้วมั้ง ”

!!

นัยน์ตาเบิกโตใบหน้าขึ้นสีด้วยความเขินอายยิ่งกว่าเดิม เพราะสิ่งที่พูดมามันเป็นความจริง ค้านว่าจะปฏิเสธก็กลัวจะทำให้ตัวเองอับอายใจเต้นแรงกว่าเดิมเลยเลือกที่จะเงียบแทน ผมก้มหน้างุดมองขาตัวเองกำเส้นเชือกแน่นอย่างทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่

จวบจนแผ่นหลังผมสัมผัสได้ถึงไอร้อนอุณหภูมิสูงจากฝ่ามือที่แตะโดนตัว “ หยุด ” เอ่ยบอกเบาๆก่อนที่ดินดินจะเลิกเล่นแล้วจับเชือกให้นิ่งเพื่อให้ผมลงได้สะดวกไม่หน้าทิ่มหน้าหงาย

ทันทีที่เท้าแตะพื้นผมเดินอ้อมหลังไปหาคนเพิ่งฟื้นไข้ ยื่นมือไปแตะหน้าผากกว้าง อีกมือแตะหน้าผากตัวเองพบว่าตัวของดินดินร้อนขึ้นสูงจนไข้กลับ

“ ไข้กลับแล้ว ” ผมว่าเบาๆนึกอยากตีอกชกหัวตัวเอง ทั้งที่คนเพิ่งหายไข้ควรจะนอนนิ่งๆพักผ่อนอีกวัน แต่เพราะต้องการง้อผมเลยออกมาเที่ยวด้วยกัน

ไหนจะโดนลมโดนแดดไข้มันไม่กลับก็คงแปลก แสงส่องทะลุกลุ่มก้านใบไม้เผยให้เห็นหน้าแดงเถือก ไม่ใช่เพราะเขินอายกลับเป็นเพราะพิษไข้ต่างหาก

“ ไม่เป็นไร ” คนดื้อส่ายหน้าช้าๆแล้วมองไปอีกทาง “ ยังไม่ได้ไป... ”

“ ไม่ไปแล้ว! ” ผมถลึงตามองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกหงุดหงิดพลันคิดว่าตัวเองไม่ใส่ใจดินดิน เอาความโกรธครอบงำจนอีกฝ่ายทรุดแบบนี้เบ้าตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา “ กลับกัน ”

“ แต่ ”

“ ไว้ค่อยมาคราวหน้าก็ได้เว้ย!! ” ตบหัวมันไปทีนึง จะห่วงเที่ยวอีก!

ผมฉุดมือของดินดินลากอีกฝ่ายกลับไปยังท่าเรือเพื่อไปขึ้นเรือเที่ยวบ่าย ก่อนจะถูกแดดอีกครั้งผมก็เอาหมวกของตัวเองยัดใส่หัวดินดินไป

“ เฮ้ย ไม่เอาไม่ใส่ ”

“ ถ้าไม่ใส่ กูจะงอนมึงยาว! ” เพราะรูปร่างของหมวกมันค่อนข้างนุ่มนิ่มไม่เหมาะกับหน้าเถื่อนๆแบบนั้น ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ครั้นจะถอดหมวกมาคืนก็โดนผมดักไว้ แล้วเดินใส่หมวกตามหลังผมมาเงียบๆไม่ยอมเงยหน้า

 ฮึ! แค่หมวกใบเดียวทำให้คนหน้าโหดถึงกับก้มหน้าก้มตาเดินเหมือนคนขาดความมั่นใจขนาดนี้เลยเหรอ มุมปากจุดยิ้มโดยไม่รู้ตัว ซ้ำยังควักกล้องมาถ่ายท่าเดินงุ่มง่ามเก็บไว้เป็นที่ระลึก

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ เราทั้งคู่ก็กลับมายังฝั่งภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากยาแก้ไข้ลดไข้อยู่ในรถเลยไม่รีรอที่จะขอกุญแจเพื่อไปเอายามาให้ดินดินกินก่อน ตอนที่กำลังจะอ้าปากบอกให้กลับรีสอร์ทคนตัวสูงเอ่ยแทรกขึ้นมา

“ ได้ยินว่าแถวนี้มีร้านขนมพื้นเมืองชื่อดัง ” ใบหน้าคนพูดส่อแววพิรุธออกมานิดหน่อยจนผมรู้สึกแปลกใจ “ ไม่น่าจะเคยกินยังไงลองไปกัน ”

ดินดินอยากกินขนมหวานงั้นเหรอ

แปลกๆ ปกติแล้วแทบจะไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำ

                ผมโบกมือผ่านๆ “ ไว้คราวหลังดีกว่า กลับรีสอร์ท...  ”

                “ ไม่ได้! ” เสียงเข้มทะลุทะลวงคัดค้านดังจนมือไม้ผมอ่อนแรง พอได้รับสายตาจับผิดของผมมันจึงเปลี่ยนเป็นโทนเสียงนุ่ม “ พรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้ว มาภูเก็ตทั้งทีไม่ได้กินของขึ้นชื่อไม่น่าเสียดายเหรอ ”

                ความแปลกใจวาดลงในแววตาของผม ...ยืนกอดอกมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งอย่างคิดไม่ตกว่าอีกฝ่ายกำลังปิดบังทำอะไรสักอย่าง แต่ไอ้อะไรที่ว่าคืออะไรเล่า

                หรือว่าจะมี...เซอร์ไพรส์?

                คิดถึงตรงนี้แล้วมุมปากกระดกยกขึ้นนิดๆ แล้วคลายสีหน้าเย็นชาลงพยักเพยิดหน้าเชิดตอบรับ “ ไปก็ได้ บอกทางมาแล้วกัน ” เพราะอาการไข้ขึ้นเลยทำให้ผมไม่วางใจเท่าไหร่

                ดินดินรีบส่งกุญแจให้ก่อนจะบอกทางผมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแล้วก็กลับมาเลี้ยวซ้ายอีก วนอยู่รอบเมืองภูเก็ตนานสองนานจนหัวผมเริ่มจะร้อนระอุ

                “ มึงดูทางเป็นไหมเนี่ย! ” ผมคว้ามือถือในมือของดินดินมาดูแผนที่จีพีเอส “ เชี่ยไรเนี่ย ลูกศรคนละทางกับร้านเลย มึงแยกซ้ายขวาไม่เป็นเหรอ!

                ผมชี้ไปยังจุดสี่แยกที่เพิ่งผ่านมาให้อีกคนดูในแผนที่ บอกให้เลี้ยวซ้ายแต่มันกลับบอกว่าทางขวา

                นี่มันจงใจถ่วงเวลาชัดๆ

                เมื่อหลักฐานชี้ความผิดขนาดนี้ เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะแถว่ายังไง ดินดินดูไม่สะทกสะท้านแค่เลิกคิ้วง่ายๆ ทำตางงๆเหมือนลูกหมาใส่ผม ไหนจะเสียงหงอยๆเหมือนลูกหมาถูกทิ้งอีก

                “ สงสัยไข้ขึ้นจนเบลอหน่อย ”

                ไอ้คนหน้าด้าน! ตอนบอกว่าป่วยๆๆๆ มันก็บอกไม่ป่วยพอตอนนี้กลับใช้มาเป็นข้ออ้าง ขบฟันอย่างโมโหเดือดดาลแต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากกระทืบเท้าเหยียบมิดลงโทสะไปกับความเร็วรถ ซึ่งก็ลืมไปว่าดินดินแม่งไม่เคยหวั่นกับความเร็วดูจะชินแล้ว

                ผมเบ้ปากใส่ไปก่อนจะพยายามมองหาร้านขนมที่ว่านั่นจนในที่สุดก็มาถึงจนได้ เป็นร้านเล็กๆอยู่ในตรอกซอยชุมชนซึ่งเอารถเข้าไปไม่ได้จำต้องหาที่จอดแล้วเดินไปอีกสองร้อยกว่าเมตร ร้านขนมเป็นบ้านหลังเล็กๆทำด้วยไม้ให้กลิ่นอายโบราณแต่ด้านในตกแต่งอย่างทันสมัย กวาดสายตามองดูอย่างตื่นเต้นมีขนมพื้นเมืองที่ไม่รู้จักมากมายเยอะแยะจนไม่รู้จะกินอันไหนก่อนดี

                ดินดินคว้ามือผมไปนั่งโต๊ะแล้วหยิบเมนูขึ้นมาดู มีภาพประกอบชวนน้ำลายไหลให้ดูทำเอาความหงุดหงิดปลิวสะบัดไป

                ซี้ดดดด ของหวาน น้ำตาล กะทิ นมเนย

                สวรรค์ชัดๆ

                “ เอาอันนี้ อันนี้ นี่ นี่ นี่แล้วก็นี่ ” จิ้มนิ้วลงบนภาพสดสวยพวกนั้นอย่างกระตือรือร้นจนเผลอยิ้มกว้างทั้งปากและตา เนื่องจากชื่อขนมอ่านยากไปหน่อยเลยชี้ๆให้ดินดินจดลงกระดาษไป

                พอจดเสร็จเขาก็เดินเอาใบไปให้ลูกจ้างในร้านแล้วกลับมาพร้อมแก้วน้ำสองใบ ที่นี่ส่วนใหญ่จะบริการตัวเองมองดูแล้วคนทำขนมอายุค่อนข้างมากแล้ว แน่สิ ขนมโบราณมันก็ต้องเป็นคนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาวมีให้เห็นน้อยจะตาย

                “ อารมณ์ดีแล้ว ” ดินดินเท้าคางพลางมองหน้าผมด้วยรอยยิ้มกริ่ม

                “ ดีเพราะขนมไม่ใช่มึง! ” หุบยิ้มฉับแล้วสนใจมือถือของตัวเองหลังจากโพสรูปจากกล้องไป อ้อ กล้องผมมันมีระบบบลูทูธเชื่อมต่อส่งรูปเข้ามือถือได้เลย สะด๊วกสะดวก

                ผมเลือกรูปนอนราบไปกับโขดหินขรุขระคอมเม้นส่วนใหญ่ถามหาตัวผมซ้ำยังบอกให้รีบกลับไปช่วยงาน อ้อ มีคนจุดประเด็นตั้งขอสงสัยว่าใครเป็นคนถ่ายรูปให้ผม คนถามเหรอก็ไอ้เด็กเหี้ยนับสองไงนับวันมันยิ่งปีนเกลียวจนผมอยากจะฉีกอก

                “ จะกินหมดเหรอ ” เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้งหลังจากขนมทั้งหมดกองอยู่เต็มโต๊ะ

                หยิบอาโป๊งขนมพื้นเมืองของภูเก็ตขึ้นมาชิม หน้าตามันคล้ายๆกับขนมโตเกียวอยู่มาก ส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างอร่อยถ้ากินคู่กับน้ำชาน่าจะเข้ากันแต่เขาไม่ค่อยดื่มชา

                “ ไม่หมดก็ใส่ห่อกลับรีสอร์ท ” พูดโดยไม่มองหน้าสนใจแต่ขนม กินอยู่นานก็เห็นว่าดินดินยังไม่ยอมแตะอะไรเลยจึงเลือกขนมพริกไทยให้ชิมมันก็คล้ายๆคุกกี้ไม่ได้หวานมาก คนไม่ชอบของหวานน่าจะกินได้

                มือกร้านแบรับขนมไปกินอย่างว่าง่ายโดยไม่พูดอะไรออกจะตามใจผมด้วยซ้ำ ให้กินอะไรก็กิน ทำอะไรก็ทำ เวอร์ชั่นอ่อนโยนพัฒนาอีกระดับคือตามใจเมียเหรอ รู้สึกดี

ลองจับเวลาไทม์อ่อนโยนแล้วทุบสถิติมากเป็นเวลาจะสองวันแล้ว ยังไม่มีความเกรี้ยวกราด

ผมนั่งกินเรื่อยๆจนท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนสีจากสีฟ้าอ่อนเป็นสีส้มเข้ม สะกิดแขนดินดินที่นั่งมองเหม่อไม่พูดอะไรมานานกว่าสองชั่วโมง

“ อิ่มแล้วเหรอ ” เจ้าของเสียงกล่าวถามพลางมองดูจานขนมว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่เศษผง แววตายิ้มเผยความพอใจ

“ กินมากกว่านี้ท้องก็แตกพอดี ” ยกน้ำขึ้นดื่มพลางมองเวลาในมือถือเห็นว่าห้าโมงกว่าแล้ว “ ไปหาดอีกรอบได้ไหม อยากดูพระอาทิตย์ตกดิน ”

ดินดินขมวดคิ้วนิดหน่อยแล้วพยักหน้า “ ไปดูหาดส่วนตัวของรีสอร์ทก็ได้ ”

บทมันจะให้กลับรีสอร์ทมันก็ง่ายดายเสียเหลือเกิน

“ จ้องนานแล้วมีอะไรรึเปล่า ”

กูสิต้องถามมึงว่ามีอะไรปิดบัง!

กลอกตามองบนรู้สึกอึดอัดจนจะระเบิดเพราะความอยากเสือกว่าดินดินกำลังปิดบังอะไรอยู่ ถ้ามันเป็นเซอร์ไพรส์ดีๆ เขาก็จะทำเป็นหลับหูหลับตาไม่รู้เรื่องแต่ถ้าไม่ใช่...กูจะเฟลมาก

ผู้ชายหน้าเถื่อนข้างๆมันคาดเดาได้ที่ไหน

“ เปล่า ” ส่ายหน้าแล้วตั้งสมาธิอยู่กับการขับรถแทน ระหว่างทางกลับเสียงเรียกเข้าของดินดินก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ ว่าไงอุ่น ”

ทีกับน้องกับนุ่งคนนี้เสียงหวานตลอด!

“ ไปเคลียร์ให้แล้วเหรอ แล้วเป็นยังไง อ๋อ ดี... แล้วทำยังไงเขาถึงยอม ” ดินดินใช้เวลาคุยโทรศัพท์นานมากจนมาถึงรีสอร์ทก็ยังไม่เลิกคุย ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นข่าวดีนะดูจากสีหน้าของดินดินแล้ว

แต่น่าเสียดายอยู่เรื่องนึงคือมาถึงรีสอร์ทก็มืดซะแล้วอดดูพระอาทิตย์ตกดินเลย เดินคอตกกลับห้องไปอาบน้ำให้สดชื่นล้างกลิ่นอายเค็มๆออกจากตัว ใช้เวลาอาบน้ำไม่นานผมก็เดินตัวปลิวออกจากห้องน้ำมาหาปูเป้ลูกเลิฟ

“ ไง เหงาเลยสิ ”

เมื่อเปิดประตูออกจากห้องน้ำได้ผมตรงดิ่งมาหาลูกสุดที่รักทันที ผมเอาปูเป้ไว้ในห้องไม่ได้พาไปเกาะไม้ท่อนด้วยเปิดแอร์ให้เสร็จสรรพกลัวว่าลูกจะร้อนจนเป็นลม มองดูผักที่วางไว้บนพื้นแล้วส่ายหน้าเบาๆอย่างเอ็นดู

“ กินเยอะๆ ” ลูบหัวปูเป้นิดหน่อยมันก็ส่งสายตาออดอ้อนตาแป๋วมาให้ เป็นแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยรัก

มองแล้วหัวใจคนเป็นแม่รู้สึกเบิกบานเหลือเกิน

นั่งเล่นกับปูเป้ไปสักพักถึงรู้ว่าในห้องไม่มีอีกคนอยู่ กวาดตามองหาก่อนจะเห็นว่าดินดินนั่งเคาะโน้ตบุ๊คอยู่ด้านนอกหลังห้อง บริเวณด้านหลังเป็นสระน้ำส่วนตัว พลันตาผมวิบวับเป็นประกายทันทีหลังกินข้าวเย็นซื้อไวน์ดีๆมาจิบกินนอนแช่น้ำว่ายน้ำเล่นคงชุ่มปอดดี

มาทะเลไม่ได้เล่นน้ำทะเลก็เล่นน้ำสระเอาแล้วกัน

คล้ายๆกันนั่นแหละ

“ ยังจะเอางานมาอีกเหรอ ” ผมเลื่อนประตูกระจกใสออกแล้วมองคนหน้าโหดคร่ำเคร่งกับงาน

ดินดินหันหลังกลับมาแล้วยิ้มอ่อนเหมือนคนหมดแรงให้ผมรู้สึกคิ้วกระตุกนิดๆ มือหนาพับปิดโน้ตบุ๊คแล้วลุกขึ้นเดินกลับเข้ามาในห้อง

“ หิวยัง ”

“ มีอะไรรึเปล่า ” ท่าทางอ่อนล้ามันแปะหน้าผากจนผมไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ “ ไหนว่ามีอะไรก็จะเล่าไง ”

ยังไม่ทันจะได้ไปไหนก็เริ่มทำตัวเหมือนเดิมอีกแล้ว

คิดแล้วฉุนกึกเลย

“ ปายา... ” น้ำเสียงอ้อนแบบนี้คิดว่าจะได้ผลรึไง

“ ไม่พูด กูไป ” ไม่ได้ขู่! ดูหน้าด้วยโคตรจริงจังไม่ล้อเล่น

ดินดินยิ้มระบายออกมาแล้ววางมือบนหัวผมขยี้ขยุ้มเส้นผมเบาแรงตามอารมณ์ คือว่า...หัวเมียนะไม่ใช่หัวตุ๊กตารู้สึกกลัวมันจะหักคอเหลือเกินยิ่งผีเข้าผีออกอยู่ กลืนน้ำลายเก็บความหวาดกลัวแล้วดึงมือมันมาจับแน่น “ ว่าไง ”

“ ไม่มีอะไรมากหรอก พ่อโทรมาอีกรอบน่ะ ”

ผมถลึงตาใส่ “ กูบล็อกเขาไปแล้วไม่ใช่รึไง ”

ขอรางวัลลูกสะใภ้อกตัญญูแห่งปีให้ผมด้วยครับ

กีดกันสร้างความร้าวฉานให้พ่อลูกมันบาปก็จริง แต่ว่าผมอยากให้เวลากับคนของผมสักหน่อยแล้วค่อยหาทางไปเกลี่ยกล่อมพ่อมันอีกที ไม่ได้คิดจะให้มันตั้งตัวเป็นศัตรูกับพ่อแค่ถอยออกมาตั้งหลักก่อน

“ อุ่นบอกว่าพ่อจะคุยด้วยเลยต้องโทรกลับ ” แววตาคมเหม่อนิดหน่อยก่อนจะเล่าต่อ “ เดี๋ยวกลับไปคงมีงานใหญ่รออยู่ ”

“ ให้ช่วยไหม ” น้อยครั้งที่มันจะมีเรื่องที่จัดการไม่ได้ถึงขั้นบอกว่างานใหญ่แปลว่ามันใหญ่จริงๆ “ มึงไม่ต้องแบกรับเยอะขนาดนี้ก็ได้นะ ” มันเพิ่งจะอายุเท่าไหร่แล้วทำไมต้องมาแบกเหี้ยอะไรไว้บนบ่าขนาดนี้

“ ผมคุยกับอาแล้ว เขาบอกเรื่องนี้จัดการได้ ”

“ อา? ” ผมขมวดคิ้วนิดหน่อย “ มีอาด้วยเหรอ ”

“ จะว่าไปก็ยังไม่ได้เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟังเลย ” ดินดินพยักหน้ารับก่อนจะจับหัวไหล่ผมหมุนออก “ ไว้ค่อยเล่า ไปกินข้าวเถอะ หิวแล้ว ”

นี่มันเบี่ยงเบนความสนใจอีกแล้ว!

หงุดหงิด!

สงสัยต้องหากุ้งกระแทกปากล้างความหงุดหงิดซะแล้ว แยกเขี้ยวส่งเสียงครางโมโหออกไปแล้วสะบัดไหล่ออกจากการเกาะจับตรงไปยังห้องอาหารใหญ่ของรีสอร์ท

หมับ

“ ไปไหน ”

ขึ้นเสียงดังตามอารมณ์ “ กินข้าวไง ” คิดว่ากูจะไปโต้คลื่นเหรอ

“ ทางนี้ต่างหาก ” แรงฉุดข้อมือทำให้ผมเซเล็กน้อยก่อนจะมองไปยังทางกรวดหินซึ่งเป็นทางเดินลงไปยังชายหาดไม่ใช่เหรอ “ มาเร็ว ”

แรงกระตุกเร่งดึงสติผมให้กลับเข้าร่างก่อนจะเดินตามหลังมันได้ด้วยความตื่นเต้นในใจหรือว่า...จะมีเซอร์ไพรส์ ตายแล้วๆ ใจเต้นลุ้นระทึกมากมาย เพราะเดินตามหลังเลยทำหน้าแปลกประหลาดเดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวบึ้งได้สบาย ยังไงก็ไม่มีใครเห็นแน่นอน

เราสองคนเดินลงจากสิ่งปลูกสร้างอย่างรีสอร์ทก้าวเหยียบลงบนพื้นทรายละเอียดยิ่งเดินออกห่างจากรีสอร์ทมากเท่าไหร่แสงไฟยิ่งริบหรี่จนความมืดมิดเคลื่อนเข้าแทนที่ ผมหันซ้ายหันขวาด้วยความตื่นตระหนกปนระแวง...

มันพากูมาเซอร์ไพรส์

หรือพามาฆ่าหั่นศพโยนลงทะเลกันแน่

ยิ่งเป็นคนจินตนาการล้ำเลิศอยู่ด้วย

“ ไม่ได้พามาฆ่าหั่นศพทิ้งทะเล ”

คล้ายอ่านความในใจได้หลังจากได้ยินประโยคนั้น ตัวผมสะดุ้งโหยงเลยครับ เฮ้ย หน้ากูสื่อขนาดนั้นเลยเหรอ อ่านง่ายขนาดนั้นจริงดิ แบบนี้มันไม่รู้แล้วเหรอว่าผมหายโกรธไปนานแล้ว

โอ้วววว ม่ายยยย!!

“ มึงจะพากูไปไหนเนี่ย ” มองซ้ายมองขวาเจอแต่ความมืด

“ หลับตา ”

“ มึงจะให้กูหลับเผื่อ แค่นี้ก็มองไม่เห็นทางแล้ว! ” ผมโวยวายด้วยความอึดอัดตั้งท่าจะเดินกลับแต่อีกฝ่ายไม่ยอมง่ายๆ ดึงตัวผมหมุนมาด้านหน้าส่วนตัวมันยืนประกบหลังเอามือวางพาดปิดดวงตาผมไว้ “ เล่นอะไรเนี่ย ”

“ หนึ่ง ”

“ ไอ้ดิน ”

“ สอง ”

“ มึงเล่นไรเนี่ย ” พยายามบังคับปากไม่ให้ยิ้มด้วยการด่ากราด

“ สาม ”

พรึ่บ!

ฝ่ามือใหญ่เกือบเท่าหน้าดึงออกเผยให้เห็นภาพงดงามตรงหน้า จากความมืดมิดพลันเปลี่ยนเป็นความสว่างสุกใสด้วยคบไฟมากมายตั้งเรียงเคียงคู่เป็นแถวยาวนำทางไปสู่อีกที่ ดินดินเลื่อนมือลงมากระชับมือผมแล้วพาเดินไปท่ามกลางคบไฟมากมายเป็นแสงนำทาง ซึ่งผมไม่รู้ว่าดินดินทำได้ยังไง จัดการแบบไหนภายในเวลาสามวิสามารถจุดคบไฟได้มากมายไร้เงาคน

ผัวเด็กอภินิหารชัดๆ

อิทธิฤทธิ์อย่างเยอะ มีอะไรที่ทำไม่ได้อีกไหม

เส้นทางเดินไม่ไกลมากจุดสิ้นสุดคือโต๊ะอาหารปูด้วยผ้าปูสีขาวสะอาด รอบโต๊ะประดับประดาด้วยผ้าบางขาว  เทียนหอมแฟนตาซี ดูแล้วให้ความผ่อนคลายบริสุทธิ์กลิ่นอายทะเลและเสียงคลื่นช่วยกล่อมขานจิตใจฟุ้งซ่านสงบลงอย่างเยือกเย็น

“ เพิ่งรู้ว่าโรแมนติคก็เป็น ”

ผมคลี่ยิ้มออกมาในที่สุด มองสิ่งที่ดินดินทุ่มเทเซอร์ไพรส์ให้แล้วน้ำตาแห่งความยินดีมันตื้นตันจนเอ่อคลออยู่ที่หัวตา บอกทีว่านี่ใช้เวลาเตรียมแค่วันเดียวแล้วมันเอาเวลาไหนมาจัดเตรียม

“ ชอบไหม ”

“ ชอบมาก ” ไม่จำเป็นต้องโกหก ผมยิ้มกว้างอย่างสดใสเดินไปหย่อนสะโพกนั่งมองดูอาหารบนโต๊ะแล้วตาวาว ก่อนเงยหน้ามองคนที่เพิ่งนั่งตามฝั่งตรงข้าม “ ทุ่มทุนมาก ”

ชี้ไปที่กุ้งมังกรตัวโตถูกแปรสภาพเป็นสเต็กชั้นเลิศราดด้วยไวน์ชั้นดี ไหนจะเนื้อวัวอบกลิ่นหอม ลอบสเตอร์อีกจานใหญ่เรียกได้ว่ามื้อนี้มีแต่ของดีของแพงดูรวมๆแล้วเป็นมื้ออาหารดินเนอร์ที่แพงที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมาเลยก็ว่าได้

“ มีเมียอยู่คนเดียว แค่นี้จิ๊บๆ ” ทำเป็นพูดดี

พอเห็นผมยิ้มออกได้ล่ะเอาใหญ่

“ หมดไปเท่าไหร่วะเนี่ย ” ชูแก้วไวน์แล้วมองขวดไวน์สองขวดบนโต๊ะ อือหือ ไวน์แดงส่งตรงจากฝรั่งเศสเหรอ “ เอาจริงๆ ง้อกูด้วยข้าวต้มปลายี่สิบบาทก็ได้แล้ว ”

ลูบขวดไวน์อย่างเสียดายเงิน จะเอาไปคืนเขาก็ไม่ได้เพราะงั้นไวน์สองขวดนี้ไอ้ปายขอแล้วกัน เสี้ยนมานานแล้ว

“ น้อยไป ” ดินดินว่าพลางเปิดขวดไวน์ให้ก่อนจะรินใส่แก้วให้ผม

“ อะไรน้อยไป ”

ใช้สายตากวาดมองบนโต๊ะเป็นคำตอบ “ พวกนี้ไง น้อยไปด้วยซ้ำ ”

“ ไอ้บ้า ทั้งโต๊ะนี่จะแสนแล้วมั้ง ” แค่ไวน์ก็ไม่ใช่เล่นๆแล้ว

“ ยังไงมันก็เทียบกับพี่ไม่ได้ ”

“ ... ”

“ เพราะพี่เป็นคนที่ประเมินค่าไม่ได้ ”

                คนที่ไม่สามารถตีค่าได้งั้นเหรอ... หึ หัดปากหวานมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าหลุดยิ้มไปกี่ครั้งแล้วแม่งแก้มจะแตกอยู่แล้วนะ นี่เรียกว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ได้มั้งที่ผมได้รับของขวัญเซอร์ไพรส์ชิ้นโตจากคนตรงหน้าและไหนจะเป็นคนแรกที่ผู้ชายนิสัยเสียยอมลงทุนทำขนาดนี้

                แค่คิดว่าตัวเองเป็นคนแรกในทุกด้านของอีกฝ่ายหัวใจมันก็อบอุ่นขึ้นมา

                “ มีค่าขนาดนี้ก็ดูแลดีๆ ” ผมว่าอย่างจริงจังพลางตัดเนื้อวัวมาชิม อือหือเนื้อนุ่มหวานมากใครเป็นพ่อครัวกูขอซื้อตัวกลับบ้าน!

                ถ้าปูเป้เป็นสัตว์กินเนื้อบอกเลยว่าคงอิ่มหมีพีมันแน่

                จะสั่งพ่อครัวต้มยำทำแกงใส่เนื้อทุกวัน

                ช่างเป็นแม่ที่ดีจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ปูเป้เป็นสัตว์กินพืช

                หรือผมควรจะซื้อสัตว์กินเนื้อมาบ้างอย่างเช่น...จระเข้ ไม่ๆ เดี๋ยววันดีคืนดีลูกหิวเขมือบผมเข้าไปได้ตายดับอนาถกันพอดี

                “ รู้แล้ว ” ดินดินกลืนเนื้อลงคอไปก่อน “ ไม่ปล่อยไปไหนอีกแล้ว ”

                “ จริงเหรอ ” ผมแลบลิ้นใส่แล้วช่วยตัดเนื้อแบ่งให้ “ ไหนว่าจะเล่าเรื่องที่บ้านให้ฟัง ”

                “ พี่อย่าเอาเรื่องเครียดมาทำลายความโรแมนติคได้ไหม ” ตาอย่างขวางก่อนจะบ่น “ เรื่องพวกนี้มันก็ไม่มีอะไรน่าสน ”

                “ เออ งั้นกูก็ไม่เล่าเรื่องที่บ้านให้ฟังเหมือนกัน ” ว่าจบก็ปักมีดหั่นสเต็กดังฉึกจนคนตรงข้ามสะดุ้ง

                “ กลับห้องแล้วจะเล่า ” ปัดไปเรื่อย “ ลองกินส่วนหัว อร่อย ”

                “ อืม มันกุ้งโคตรอร่อยจริงๆนั่นแหละ ”  ผมยักไหล่ยอมไหลตามน้ำกับดินดินไป

                “ ป้อนหน่อย ”

                “ ไม่!

                “ รู้สึกไข้ขึ้น ตาลาย มือไม่มีแรง ”

                “ ... ” ไม่มีคำบรรยายใดๆ

                “ เพราะงั้น...ป้อนผมซะ ”

                เผด็จการสัส!

มื้ออาหารผ่านไปด้วยดีไม่มีอะไรติดขัด เมื่อท้องอิ่มผมก็บอกอยากเดินแช่เท้าสักหน่อยเพื่อย่อยอาหารก่อนตัวจะกลมไปกว่านี้ เพราะวันนี้เล่นกินหนักกินจุกินไม่ดูน้ำหนัก

“ เมื่อยไหม ”

ผมส่งสายตามึนๆให้กับคำถามไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แกว่งมือดินดินไปมาเหมือนเด็กสามขวบ

“ เมื่อยหน้าไง ” พูดแล้วก็ลูบแก้มผมแผ่วๆ “ เกร็งหน้าเก๊กนิ่งมาทั้งวัน ”

“ ก็ใครมันทำตัวไม่ดีก่อน ”

“ ขอโทษ ” ตั้งแต่เกิดเรื่องมารู้สึกคำขอโทษจากคนปากแข็งจะได้รับง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ “ ตอนนี้หายโกรธแล้วใช่ไหม ยิ้มออกแล้ว ”

“ คิดว่าไงล่ะ ” ฉีกยิ้มละมุนให้อีกครั้งก่อนจะเดินย่ำเท้าไปต่อ

“ ผมชอบเวลาพี่ติ๊งต๊องมากกว่านิ่งๆนะ ” เสียงทุ้มข้างกายว่าก่อนจะเตือนให้ผมใส่รองเท้าครั้งที่ห้าได้ คือผมเดินเท้าเปล่าไง

อยากจะสัมผัสแนบชิดกับธรรมชาติ

จริงๆอยากแก้ผ้าลงทะเลแต่กลัวตำรวจจับข้อหาอนาจาร

“ เวลากูบ้าบอมึงก็รำคาญ เวลากูนิ่งก็ไม่ชอบ จะเอายังไง ”

ผมกลอกตาไปมาทันที มองหน้าหล่อๆแล้วอยากจะชกสักทีก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่มองดูท้องฟ้าไร้ดาว แล้วขมวดคิ้วนิดๆ มืดไปไหมจะขอความโรแมนติคดูแสงดาวสะท้อนน้ำทะเลจนเห็นดาวในน้ำสักหน่อยก็ไม่มี

“ สังคมที่นู้นถ้าอ่อนแอก็มักถูกแกล้ง กูเลยก้าวร้าวหน่อยๆ เถื่อนนิดๆ ” ยิ่งได้เรียนมวยไทยแล้วยิ่งกร่างเลยครับท่าน ก็พวกนั้นมองเหยียดรังแกคนอ่อนแอถ้าไม่สู้ก็คงโดนรังแกไม่เลิก “ พอกลับไทย... อืม กูก็ปรับตัวใหม่เป็นคนบ๊องๆ เพื่อเข้ากลุ่มกับเพื่อนได้ ”

พอทำตัวน่ารักเก็บความกระหายเลือดไว้นานเข้ามันก็อึดอัด เห็นคนชกกันยังอยากเข้าไปซัดด้วยแต่กลัวว่าเพื่อนจะทิ้งเลยต้องทำเป็นคนดีเลยเข้าไปห้ามทัพ เคยเผลอสูบบุหรี่ต่อหน้าเพื่อนคณะผู้หญิงไปหน ก็บ่นหงุงหงิงยาวไปสามวันไม่ดีแบบนั้นแบบนู้น สุดท้ายก็ต้องหลบไปสูบเงียบๆ บางคนก็มองว่าคนสูบบุหรี่เป็นคนไม่ดีซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ คือกูเครียดกูก็สูบเปล่า ไม่ได้ไปฆ่าใครตาย

แต่ก็นั่นแหละทำตัวเองล้วนๆ เคยโดนบูลลี่มาหนัก การเป็นคนที่สังคมยอมรับเป็นสิ่งที่ผมโหยหามากที่สุด เคยตั้งคำถามว่าตัวเองนิสัยแย่ขนาดนั้นเลยเหรอถึงไม่มีใครคบ

“ ทำแบบนี้อึดอัดไหม ”

“ ก็อึดอัด โดนเอาเปรียบก็บ่อย ” คิ้วกระตุกเลยพอคิดถึงเรื่องเอาเปรียบ ดีมากไปก็โดนเอารัดเอาเปรียบ “ แต่ก็ช่างเถอะ ชินแล้วจะบ้าจะบ๊องจะร้ายก็กูทั้งนั้นและมึงก็ต้องรับกูให้ได้!

ถึงได้เป็นไบโพล่าร์อยู่ทุกวันนี้ไง

“ รับไม่ได้คงหนีไปนานแล้ว แต่คิดแบบนั้นได้ก็ดีแล้ว แบบไหนก็พี่มึงทั้งนั้น ” แหม ได้ข่าวว่ามึงเด็กกว่ากูยังมีหน้ามาทำตัวเป็นผู้ใหญ่อีก “ กลับเถอะ ลมเริ่มแรงแล้วเดี๋ยวจะเป็นหวัด ”

“ เดี๋ยว ”

ผมรั้งอีกฝ่ายไว้ก่อน ดินดินทำหน้างงเป็นเชิงถามว่ามีอะไร

“ จะไม่ขออะไรหน่อยเหรอ ”

“ ... ”

“ เร็วๆ เค้าอยากให้ ”

จะขอตัวขอใจว่ามา ยินดีให้หมด

ขอแต่งงานไหม

บรรยากาศเป็นใจพอดี

ดินดินหลุดหัวเราะก่อนจะทำหน้านึกคิดอย่างหนัก “ ไม่รู้นะว่าขอช้าไปรึเปล่า ”

“ ลองว่ามาดิ ”

“ พี่ปาย... ”

“ ... ”

“ เป็นแฟนกันไหม ”

“ ช้า ”

ผมเม้มปากแน่น

“ ช้ามาก ”

แล้วตะโกนออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ กูรอตกลงเป็นชาติแล้วสาดดดดดด!!

 

 

-----

-//////-

------------

พรีออเดอร์ คนบ้าของหมอดิน

สั่งจอง (รายละเอียด) : คลิ๊ก

เเจ้งโอน : คลิ๊ก

สถานะ : คลิ๊ก  

สอบถามได้ที่ TW : @Phraipimmy_ เพจ : เดือนพราย









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.565K ครั้ง

13,665 ความคิดเห็น

  1. #13663 PINNITTAYA (@PINNITTAYA) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2562 / 07:53
    น่ารักกกกก ดินดินเวลาอ่อนโยน พี่ปายาาาา
    #13663
    0
  2. #13647 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 19:43

    กว่าจะขอพี่เค้าได้ นานมากอ่ะดิน

    แต่พ่อดินนี่ยังไงวะ ทำไมทำแบบนี้

    ยังไงทุกคนก็ลูกไหม

    #13647
    0
  3. #13615 Pinocchio_004 (@37381415) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 21:10
    สรุปปายกินเนื้อได้หรอ แล้วทีตอนแรกปัดทิ้งจนน้ำร้อนลวก
    #13615
    0
  4. #13569 urnichx (@SweetJK) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 18:29
    คบกันสักที แล้วพี่ปายคนงงๆใสๆคือไม่มีจริงหรอ หรืองงๆจริงๆ หรืออยากแกล้งกระตุ้นความรู้สึกของดินอะ ย้อนแย้งหน่อยๆที่ตอนนี้พี่ปายกินเนื้อวัวได้ ทั้งๆที่ครั้งแรกหมอดินพาพี่ปายไปกินหมูทะแล้วจะอ้อกเนื้อวัวออกมาอยู่เลยนะ (คิดซะว่านิยายละกัน)
    #13569
    1
    • #13569-1 Pinocchio_004 (@37381415) (จากตอนที่ 28)
      2 พฤศจิกายน 2562 / 21:09
      เห็นด้วน
      #13569-1
  5. #13498 MinRos (@MinRos) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 20:12
    กุก็รอเป็นชาติแล้วววสาดดดด รอมา30ตอนแน้ววววว 55555
    #13498
    0
  6. #13446 LittleDummy1408 (@LittleDummy1408) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 01:00
    อ่านจนจะถึง30ตอนแล้วพึ่งจะตกลกกัน เพลียตับ
    #13446
    0
  7. วันที่ 13 เมษายน 2562 / 20:55
    สมหวังสัก ที!!!!!
    #13378
    0
  8. #13286 lJgl8QVDq3Lh6xS (@lJgl8QVDq3Lh6xS) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 15:12
    เค้าเป็นแฟนกันแล้วแม่!!!
    #13286
    0
  9. #13215 Kondaam0109 (@Kondaam0109) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 มกราคม 2562 / 00:35

    งื้อออออ
    #13215
    0
  10. #13191 PCY_BBH_PLOY (@Chutiporn_ploy) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 02:22
    พี่ปายยยยยยยยย
    #13191
    0
  11. #13156 Ranoir (@beam_psrdo) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 18:41
    ขำกับการรอตอบของพี่แก555555555555
    #13156
    0
  12. #13151 MINERVA09 (@morakot3014) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 13:53
    ชอบให้เรียกว่า"ปายา"อ่ะไม่ซ้ำใครดีแถมดูน่ารัก#สงสัยอย่างทำไมเวลาถอดเสท้อเห็นซิคแพคไรกันงี้ต้องเหมือนแบบชอบกันอ่ะไม่เข้าใจมันดูดีตรงไหน==?เห็นผญ.หรือผช.ก็ชอบกัน(กุก็ผญ.นะทำไมเฉยๆแถมจะไปทางเกลียดอีก)ตอบผมหน่อยจะขอบคุณครับ:)
    #13151
    0
  13. #13141 FDB88 (@FreedomBlood88) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 15:02

    น่ารักกกก

    #13141
    0
  14. #13127 Xakas (@nattarikaair9) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 01:32

    น่ารักเป็นบ้าเลย
    #13127
    0
  15. #13119 miw-milk (@miw-milk) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 11:34
    ไม่เล่นตัวเเล้วววนาทีนี้พี่ปาย55555555555
    #13119
    0
  16. #13065 97line (@mysocute) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 11:34
    ไม่ไหวแล้วววว
    #13065
    0
  17. #13053 smileice (@ice-gonna-u) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 04:41
    น่าร้ากกกกกก
    #13053
    0
  18. #13012 MManatsawan (@MManatsawan) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 08:13
    จ้าาาาาาาาาา
    #13012
    0
  19. #12995 minpolly (@proudlife) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 20:59
    กี๊สสสสสสสสสสสสส
    #12995
    0
  20. #12946 rattanalak44 (@rattanalak44) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 07:27
    หวานซะทะเลจืดไปเลย555
    #12946
    0
  21. #12692 893901PK (@893901PK) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 15:16
    โอ้ยยยยย น้ำทะเลจืดดดด
    #12692
    0
  22. วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 15:17
    ขอเป็นแฟนแล้วเว้ยยยยยย
    #12546
    0
  23. #12542 MaiNatkamon (@MaiNatkamon) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 20:47
    กรี้ดดดดพด ขออย่างเป็นทางการสักที ถึงจะช้ามากไปหน่อย555555
    #12542
    0
  24. #12525 ananarnaaa (@ananarnaaa) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 15:21
    กรี๊ดดดดด เอาใจไปเลย!
    #12525
    0
  25. #12480 0818770547 (@0818770547) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 15:56

    กว่าจะเข้าใจกันด้าย อีแม่นี่ลุ้ยเหนื่อยคะ
    #12480
    0