[END] คนบ้าของหมอดิน

ตอนที่ 23 : บทที่ 21 : ความชัดเจนมันต่างกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64,603
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,324 ครั้ง
    16 มี.ค. 61

 


บทที่ 21

 




                “ พี่ปาย หวัดดีครับ.. ”

                “ เชี่ย... หน้าอย่างดุ ”

                “ มึงตบหน้ากูที พี่ปายใส่ชุดนักศึกษา กูไม่ได้ฝันใช่มั้ย ”

                “ จะชุดไหนก็ดูดี หลงรักอ่ามึงงงง ”

                “ พี่เขาไปกินรังแตนมาเหรอวะ หน้าเหมือนจะไปฆ่าใคร ”

 

                เออ เดี๋ยวมันต้องมีคนตาย

                และคนคนนั้นมันคงเป็น...ผม

                สองข้างตามทางเดินมีเสียงพูดคุยมาเป็นระยะๆแต่มันก็ไม่ได้เข้าหูผมนักเพราะในหัวมีแต่แคปชั่นเวรๆกับรูปไอ้แซนวิชบ้าบอนั่น ระยะทางจากหอประชุมกลางกับคณะแพทย์มันก็ไม่ได้ไกลได้ใกลนัก หากเดินปกติแล้วคงใช้เวลาประมาณสิบนาทีแต่ด้วยสภาพภาวะอารมณ์ตอนนี้มันสั่งกล้ามเนื้อขาให้สับไวแทบพันจนมาถึงคณะแพทย์ได้ในเวลาไม่ถึงเจ็ดนาทีดีด้วยซ้ำ

                นัยน์ตานิ่งเรียบแต่ประกายความร้อนระอุมาแผ่ความโมโหออกมาจนเด็กหมอรุ่นน้องหลายคนที่กำลังจะโบกมือทักเป็นอันต้องเก็บไม้เก็บมือก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ ความโมโหเป็นเพียงเปลือกนอกของความอ่อนแอ หน้าลานคณะไร้วี่แววเงาของคนที่ผมกำลังล่าหัวจึงก้าวขาไปทางโรงอาหารของคณะแพทย์

...ตลอดทางการเดินข้ามฟากมาในหัวคิดมาหลายอย่างว่าจะทำยังไงจัดการเรื่องคาราคาซังหัวใจยังไง มีทั้งใช้กำลังระบายความรู้สึกหนักหน่วงหินหนักๆถ่วงลงไปกับดินดิน แต่แค่ในมโนภาพความคิดว่าตัวเองทำให้ดินเจ็บหัวใจผมก็ร้าวราน หากคิดจะไปตะคอกหรือตะโกนระบายตัดพ้อต่อว่าด่าเสียหมาให้อีกฝ่ายอับอายรู้สึกแย่จนไม่กล้ามองหน้าใครอีก

แล้วคำถามหนึ่งกลับผุดขึ้นมาในหัว...

ผมมีสิทธิ์ทำแบบนั้นหรือ

สุดท้ายแล้วผม...ทำอะไรได้บ้าง

 

ทำร้ายหรือ ทำให้คนอื่นเกลียดหรือ... นั่น...ใช่สิ่งที่คนรักกันเขาทำเหรอ ผมรักเขาเกินกว่าจะสาดโคลนสกปรกใส่เขาแม้ว่าสีของเขาจะไม่ได้ขาวสะอาดก็ตามที ทำไมคนที่รู้สึกมากกว่าต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบขนาดนี้

ไอ้ประโยคใครรู้สึกมากกว่าก็แพ้... แพ้ในความหมายของการยอมจำนนและจำยอมต่ออีกฝ่ายทุกทาง ไม่ใช่หมาขี้แพ้ คุณไม่ต้องเสียใจหรอกถ้าเป็นฝ่ายที่รู้สึกมากกว่าหรือรักเขาก่อน คุณไม่ได้แพ้เลย ความรักไม่ได้มีคำว่าแพ้หรือชนะมันมีแค่รักกับไม่รัก

คนแพ้จริงๆ คือคนที่ไม่ยอมทำอะไรเลยต่างหาก

แล้วผมล่ะ...ทุ่มเทจนไม่รักตัวเองขนาดนี้ เขามองเห็นบ้างรึเปล่า คลี่ริมฝีปากยิ้มเป่าปากปล่อยลมร้อนในลำคอให้ออกมาเพื่อไม่ให้มันอัดอั้นจนเกิดไปตรรกะความรักผมนี่อวยและช่วยคนถูกรักแม้จะทำเหี้ยแค่ไหนผมก็ยังปกป้อง

จนลืมปกป้องหัวใจตัวเอง

                ยิ่งเข้าใกล้โรงอาหารมากเท่าไหร่ก้อนเนื้อที่ผมอาจจะลืมไปแล้วว่ามันยังเต้นอยู่เริ่มบีบรัดจนเจ็บหน้าอกหายใจไม่ทั่วท้องแต่ยังทำเป็นเข้มแข็งเดินต่อไปเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นราวกับไฟลามทุ่ง หนึ่งคนเห็นยื่นมือสะกิดไหล่เพื่อนต่อแล้วมันก็เป็นทอดๆขยายเป็นวงกว้างในไม่ช้า โรงอาหารที่นี่ค่อนข้างใหญ่และมีเด็กหลายคณะบริเวณใกล้เคียงมากินที่นี่

                “ เชี่ย... พี่ปายมาจริงว่ะ ”

                 “ ข้าวไม่ต้องแดกแล้ว งานนี้มีนองเลือด ”

                “ ฮะ พี่ปายมาเหรอ ”

                “ จะมีศึกชิงหมอดินอีกแล้วเหรอวะ ”

 

                อีกแล้ว?...

แปลว่ามีหลายครั้งแล้วงั้นสิ

 

                ผมค่อนยิ้มเหยียดสมเพชตัวเองหลายครั้งแล้วที่ทำเป็นหลับหูหลับตาแต่ก็ไม่เคยหนีความจริงที่อีกฝ่ายเป็นคนเจ้าชู้เรี่ยราด หยุดเดินจากนั้นสั่งให้ตัวเองสอดส่องสายตามองหาคนใจร้าย พยายามมองดูตามมุมอับสายตามุมสงบคนไม่พลุกพล่านเพราะเจ้าตัวไม่ชอบความวุ่นวายแล้วก็เจอ... ใจกระตุกไปตามๆกัน ผมเดาใจอีกฝ่ายได้แต่ผิดกับอีกฝ่ายที่ไม่เคยเข้าใจหรืออ่านอะไรได้เลย

หมอดินกำลังนั่งกินข้าวไม่สนใจใครอ่านชีทในมืออย่างเดียวข้างๆไม่ห่างนักมีสัมภเวสีอยู่หนึ่งตัวแล้วในโต๊ะก็มีทั้งเพื่อนดินดินแล้วก็เพื่อนสาวของสัมภเวสีมาขอพื้นที่นั่งอยู่ด้วยอีกสามสี่ชีวิต

                พอเห็นจุดหมายแล้วไม่ได้เดินตรงดิ่งไปในทันทีกลับยืนเป็นคนโง่ทำอะไรไม่ถูก... ถามตัวเองในวินาทีสุดท้ายว่าพร้อมแล้วหรือที่จะฟังคำพูดไม่รักษาน้ำใจและท่าทางไม่ใส่ใจของดิน ไม่ให้ได้ยืนทำใจนาน...ไอ้ตัวสัมภเวสีมันสะกิดให้ดินรับรู้การมาถึงของผม คนถูกเรียกขัดจังหวะการอ่านหนังสือเงยหน้าขึ้นมาพร้อมเครื่องหมายคำถามก่อนจะมองมายังจุดยืนของผม กระพุ้งแก้มขยับเคี้ยวข้าวอีกสามสี่ครั้งก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงมาหาผม แววตาของมันดูดีใจนิดๆ...

                เหม่อมองดวงตาสวยคู่นั้นแล้วอยากจะร้องไห้...ความเข้มแข็งมันพังทลายความคิดหยุดลงเมื่อสิ่งที่เอ่ยออกจากปากเป็นประโยคแรก

                “ เดินมาทำไม แดดร้อนตับแตกหรือมึงอยากผิวแทน ” เสียงดุแดกดันตามสไตล์มัน “ บอกกันดีๆเดี๋ยวกูพาไปอบผิวก็ได้ ”

                อยากจะด่าสมองที่มันเผลอประมวลผลแปลภาษาหมอดินโดยพลการ... จะเดินตากแดดทำไม ผิวเสียหมด หยุดทำให้ใจมันสั่นได้แล้วถ้ายังไม่เลิกทำร้าย แทงดาบลงมาแล้วก็มาแปะพลาสเตอร์ใส่ยามันเนี่ยนะ

คิดว่าหัวใจคนมันคือของเล่นเหรอ

                “ กินอะไรมายัง ”

                ส่ายหน้าช้าๆ รู้สึกจุกในลำคอจนไม่อยากพูดกลัวว่าจะเผลอร้องไห้ไปทั้งที่ยังไม่ทันได้พูดอะไร...

                “ ท่าทางดูเหนื่อยๆ ” ดินมองอย่างวิเคราะห์แล้วจับต้นแขนของผมดึงให้เดินตาม “ ไปนั่งพักก่อน หน้ามึงซีดอย่างกับกระดาษชำระ ”

                ลำตัวเซไปตามแรงดึงไม่ได้มีอาการต่อต้านหรือระริกระรี้ตอนที่ได้ยินคนหวีดร้องด้วยความฟิน... บางทีผมอาจจะยิ้มออกก็ได้ถ้าที่ที่กำลังจะไปนั่งไม่ใช่โต๊ะเดียวกับหมอตะวัน ใจมึงทำด้วยอะไรวะถึงได้เชิญผมนั่งร่วมโต๊ะกับไอ้เด็กหัดเลี้ยงแกะ แค่ต้องใช้อากาศร่วมกันก็โคตรรู้สึกเหี้ยแล้ว

                “ อ้าว พี่ปายนี่ มาได้ยังไงคะ ” เสียงทักหวานจ๋อยของว่าที่ทันตะสาวกล่าวขึ้นทำให้พวกเพื่อนดินดินหันหลังมามองเพราะพวกเขานั่งหันหลังให้ผมทุกคนดูงงๆก่อนจะมีสีหน้าหวาดผวา “ ทำไมทุกคนทำหน้าแปลกใจ อ้าว ไม่ได้มีใครชวนมากินข้าวเหรอ ”

                จะทำเหมือนว่าไมได้มีใครอันเชิญแล้วมึงเสนอหน้ามาทำไมงี้เหรอ

                “ กินข้าวเงียบๆไป ” ดินขมวดคิ้วไม่เข้าใจแต่ก็ยังอุตส่าห์ห้ามปราม นับว่ายังไม่โง่จนเกินเยียวยา

                ส่วนเรื่องที่ควรฉลาดกลับโง่ยิ่งกว่าเต่าตุ่น

ขยับไหล่หนักๆให้มันไหวขึ้นเหมือนไม่แยแสคำพูดนั่นแล้วเลือกเดินไปนั่งลงข้างเชียร์แทนที่จะเป็นข้างดิน แววตาคมสะท้อนความไม่พอใจทันที ผมอยากสบตาเวลาเราคุยกัน

                “ ขอโทษที่มาโดยไม่บอก ”

เอ่ยขึ้นลอยๆเหลือบมองกล่องพลาสติกข้างๆจานข้าวดินดินแล้วมองเจ้าของซึ่งก็ทำเป็นยิ้มซื่อจิบน้ำเปล่า น้ำส้มมั้ยน้องจะได้ดูคนดีขึ้นไปอีก

                “ ทำไมต้องขอโทษ ” ดินกลืนข้าวลงคอไปก่อน “ มึงกินยาผิดมารึไง ”

                “ เปล่า ” ย่นคอหนีมือใหญ่ที่กำลังยื่นออกมาอังหน้าผากผมเพื่อวัดไข้

                หยุดทำแบบนี้สักที

                “ แล้วจะมาทำไมไม่ไลน์บอก ” หลังจากวัดจนพอใจว่าไม่มีไข้มันถึงละมือออกจากโดยมีสายตาไม่ชอบใจมองดูเงียบๆ

                “ ทำไมต้องไลน์บอก ” ทำเหมือนโอเคทุกอย่างปกติหยิบแตงกวาหั่นเครื่องเคียงประดับจานข้าวไก่ทอดขึ้นมากินเพราะไม่รู้จะทำยังไงต่อ สมองมันรวน...

                “ จะได้ไปรับ ” มันพูดด้วยท่าทีปกติ “ แล้วมายังไง ”

                “ เดิน ”

                “ แล้วขากลับ? ” สัด กูยังนั่งได้ไม่ถึงนาทีมึงก็ไล่กูแล้วงั้นเหรอ

                “ เดี๋ยวเดินกลับเองก็ได้ ” กูมันคนดูแลตัวเองได้

                “ อืม ” แล้วก็แดกต่อ... ความใส่ใจมึงให้กูได้แค่นี้เหรอวะ

                คำห้วนๆสั้นๆของมันเหมือนน้ำมันที่ช่วยราดให้ไฟมันขยายตัวแผดเผาทุกอย่างมากขึ้น... ผมนิ่งใส่ทำเหมือนปกติทั้งที่หลายคนบอกว่าผมไม่โอเค แต่ดินกลับใส่ใจไม่ว่าผมจะโอเคหรือไม่โอเค มือกำเข้าหากันแน่นจนมันสั่น ผมยังไม่ทันอ้าปากเสียงของเด็กเลี้ยงแกะก็ว่าขึ้น

                “ พี่ปาย ทานอะไรมารึยังครับ ”

                “ ยัง ” มึงไม่ต้องมายุ่งกับกู ผมหันกลับไปมองดินดิน “ แล้วมึง... ” ไม่คิดจะถามกูหน่อยเหรอดินว่าจะกินอะไรรึเปล่า

                “ ทานแซนวิชของผมมั้ยครับ ”

                ผมตวัดตาเข้มมองหน้าตะวันด้วยความหงุดหงิด จะขัดเหี้ยอะไรนักหนาวะ แล้วแซนวิชนั่นเก็บให้พ่อมึงกินเถอะ

                “ ไม่ได้นะตะวัน นั่นของหมอดินนะ ” เสียงลูกเล่นลูกล้อมันทำงาน

                “ ไม่เป็นไร ” ตะวันส่ายหน้าทำตัวเป็นคนดี “ ของแบบนี้แบ่งกันก็ได้ ”

“ แต่ของบางอย่างก็แบ่งให้ไม่ได้ ” หน้าตาผมคงสื่อชัดเจนว่าโคตรไม่สบอารมณ์ “ รู้จักกาลเทศมั้ย คนกำลังคุยกันอย่าแทรก ”   

ส่วนดินตัวต้นเรื่องยังคงสนใจแต่แดกข้าวแล้วก็อ่านหนังสือในมือเงยหน้ามาทำเพียงแค่ย่นคิ้วมองผมสลับกับตะวัน

“ เป็นอะไร กัดคนอื่นไปทั่ว ” มันถามผมด้วยความสงสัย ขอโทษที่กัดคนของมึงแล้วกัน “ ดูหงุดหงิดว่ะ... นอนไม่พอ? ”

“ เปล่า ”

“ หิวข้าว? กินมั้ย เอาอะไร ”

“ ไม่หิว ”

“ แล้วเป็นเหี้ยอะไร ทำหน้าตาเหมือนจะตาย เห็นแล้วหมดอารมณ์แดกข้าว ”

...ยัง

“ ขอโทษนะ...เพราะกูมาขัดความสุขมึง ”

“ เป็นเหี้ยอะไร มีปากก็พูด!

...ยังไม่หยุดอีก!

ปึง!

“ แล้วมึงเคยรู้เหี้ยอะไรบ้าง! เคยเข้าใจอะไรบ้างวะ!

เหมือนทุกอย่างมันขาดสะบั้นลงตรงคำถามนี้ ฟังครั้งแรกมันอาจจะพอทนแต่ครั้งที่สองมันเหลืออด ใครจะมองว่าผมไร้เหตุผลก็ช่าง แต่คำถามง่ายๆของมันโคตรบาดลึกลงแผลสดของผมจนมันทะลุ... เนื้อความบ่งบอกว่ามันแม่งไม่รู้ห่าอะไรเลย ไม่รู้ว่าผมกำลังรู้สึกยังไง

                บัดซบเหี้ย! ผมไม่ชอบตัวเองในตอนนี้เลยผมแค่อยากมีความสุขในทุกวัน ยิ้มโง่ๆได้ในทุกวัน แต่ช่วงนี้ผมคิดว่ายิ้มโง่ๆมันเป็นเรื่องยากในเวลาที่เราอยากร้องไห้

 ผมเผลอทุบโต๊ะไปด้วยความโมโหก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วนิ่งดังเดิม

เราจะคุยกันด้วยเหตุผล...ตราบเท่าที่ผมจะยังมีเหตุผลได้

                “ มึงคิดอะไรก็พูดมา ” ดินดันจานข้าวออกแล้วจ้องเขม็งผมตอบ... “ กูเดาไม่ได้หรอกนะว่ามึงกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วที่แดกบุหรี่คือคิดมากเรื่องกูใช่มั้ย มาเลย... อยากถามเหี้ยอะไรก็ถามมา ”

                ...ต้องเป็นฝ่ายถามเหรอ

                มึงไม่คิดจะอธิบายก่อนบ้ารรึไง

                หรือถ้าผมไม่ถามก็จะปล่อยทุกอย่างเลยตามเลย ผมจะเป็นจะตายกับสิ่งที่มันปล่อยผ่านก็ช่างแบบนี้เหรอ ฟังแล้วมันปวดหนึบไปทั้งใจเลยคล้ายมันกำลังถูกทุบซ้ำๆไม่มีเวลาให้ได้ฟื้นตัว

                “ ถามได้ด้วยเหรอ หน้ามึงเต็มใจเล่ามาก ”

                “ อย่าประชด มีอะไรก็ถามสิว่ะ อมพะนำทำซากอะไร ” คนตรงข้ามเป็นคนใจร้อนถ้าได้อารมณ์เสียแล้วก็อย่าหวังว่ามันจะคุยด้วยดีๆ มีแต่อารมณ์ “ มาถึงก็เหวี่ยงใส่ เมนส์มารึไง ”

                พยายามไม่สนใจความปากพล่อยปากหมาของมันเพราะฟังไปมันก็มีแต่พังกับพัง ความหวังเล็กๆของผมคือจบการคุยครั้งนี้เรายังไปต่อกันได้อย่าทำให้มันพังเลยนะ เท่านี้มันแทบไม่เหลือชิ้นดีแล้ว ในเมื่อให้โอกาสแสนล้ำค่าดั่งยาบรรเทาอาการเจ็บปวดมา ความกลัวถูกกดไว้ก่อนจะอ้าปากถาม “ สิ่งที่มึงทำอยู่ตอนนี้... คิดจะอธิบายมั้ย...คิดว่ากูรู้สึกโอเคมั้ยกับสิ่งที่เห็น ”

                “ กูแดกข้าว อ่านหนังสือ มึงไม่โอเคตรงไหน ” ผู้ชายอารมณ์ร้ายแบบนี้ไม่น่าเป็นหมอเลย

                “ โอเค กูผิดเอง กูอาจจะถามยากไป ” มันไม่ได้ยากแค่มันไม่เห็นความรู้สึกของผมในสายตาเลยมากกว่า เวลาแย่ๆแบบนี้ความคิดแง่ลบบวกร้ายมันกำลังกลืนกินใจการมองโลกมันแคบลงไม่คำถึงถึงใจเขาใจเราอีกต่อไป

                ผมมองไปทางตะวันแล้วถามด้วยเสียงเหนื่อยจนแทบหมดแรงเงียบอยู่นิดแล้วอดกลั้นพูดด้วยเสียงสั่น “ ตะวัน... เป็นโล...มาของมึงงั้นเหรอ ”

                ร่างกายและลมหายใจทั้งสองสิ่งกำลังบอกว่าล้าจนแทบหมดแรง... หากใครคิดว่าผมมาที่นี่เพื่อตีกับตะวัน... คิดผิดแล้วครับ ต่อให้ผมโมโหจนอยากต่อยอยากเอามีดปาดคอมันสักร้อยครั้งสุดท้ายผมก็จะนิ่งแล้วถามดีๆไม่โวยวายเหมือนคนบ้า...

                เมื่อผมเลือกจะถามมันก็แปลว่าผม...ไม่ไหวแล้ว

                ไม่เหลือความอดทนอีกแล้ว

 และผมไม่มีทางเสียเวลาไปลงแรงอะไรแบบนั้นหรอก...แค่นี้ก็รู้สึกตัวเองไม่มีค่ามากพอแล้ว ให้มาต่อยตีเรื่องไร้สาระแย่งผู้ชายงั้นเหรอ

น่าสมเพช...

                “ พูดบ้าอะไร!!!

                คนที่ควรจะหงุดหงิดเหวี่ยงวีนน่าจะเป็นผมแต่มันกลับเป็นดิน พอผมพูดออกไปแบบนั้นมันแทบคว่ำจานข้าวคว่ำโต๊ะแววตาเดือดดาลเหมือนผมพูดอะไรโง่ๆออกไป แววตาคมเบิกกว้างแสดงความไม่เข้าใจแล้วเปลี่ยนเป็นความโมโห

                ตั้งแต่อยู่ด้วยกัน...ผมไม่ได้ต่างจากคนโง่นักหรอก

                “ มึงคิดว่ากูกับตะวันเป็นเหี้ยอะไรกัน!

                “ แล้วมันไม่ใช่เหรอ ” เสียงมันไม่ได้ประชดอะไรเลย...แต่มันไม่มีแรงจะถามแล้ว “ กินข้าวเที่ยงกัน กินบัวลอยกัน โพสเฟซถึงกัน... หรืออาจจะมีอะไรลับหลังอีกที่กูไม่รู้ แล้วจะบอกว่าไม่ได้มีอะไรงั้นเหรอ ”

                “ เรื่องบัวลอยกูก็บอกไปแล้ว มึงไม่เชื่อใจกูเหรอ!!

                เชื่อใจ...มึงทำตัวน่าไว้ใจแล้วรึยัง

                “ มันไม่มีอะไรที่ทำให้กูเชื่อใจได้เลย... ”

                “เพราะมึงเอาแต่ระแวงต่างหาก!

                “ มึงทำตัวชัดเจนพอที่จะไม่ให้ระแวงรึยัง ”

                “ มึงเอาแต่คอยจับผิด มองทุกอย่างจากมุมแคบๆของตัวเอง ”

                “ แล้วเคยอธิบายมุมของตัวเองให้กูฟังมั้ย ”

                “ กู!

                “ ดิน ” สูดลมหายใจเข้าเติมพลังเข้าปอด “ ยอมรับผิดบ้างมันเสียหน้าเสียศักดิ์ศรีขนาดนั้นเลยเหรอ ”

                ดินดินชะงักแล้วมองผมด้วยแววตาน้อยใจระคนเสียใจแต่ลึกลงไปเหมือนเด็กหลงทางไม่มีใช่แนะชี้เส้นทางให้ก็ไปไม่ถูก แต่เด็กหลงทางคนที่ว่านั่นไม่ยอมรับคำชี้นำของใครเลือกจะเดินไปตามทางของตัวเอง... ยึดตัวเองเป็นศุนย์กลางของจักรวาล ในยามนี้คนหลงทางมีแต่ความสับสนจนไม่สามารถเรียบเรียงความคิดและพูดอะไรดีๆกับผมได้เลยมันพยายามคิดหาคำพูดมาลบล้างหักหาญมากกว่าจะเป็นคำบอกเล่าปลอบโยนดีๆ

ดิน...มันไม่ใช่การเถียงเพื่อเอาชนะ มันคือการพูดเพื่อรักษาความรู้สึกกันต่างหาก

                “ พี่ปาย พี่กำลังเข้าใจผิด... ”

                “ เมื่อกี้บอกแล้วว่าอย่าแทรก ...กูไม่ได้ขอให้มึงพูด! ” น้ำเสียงเฉยเมยต่อทุกสิ่งสาดกระทบใส่หมอตะวันผู้สอดปากเข้ามา ยิ่งแววตาไร้โฟกัสของผมแล้วยิ่งทำให้คนหัดตอแหลเงียบกริบหลบสายตาด้วยความระอา หากผมยังไม่บอกให้พูดใครหน้าไหนก็อย่าสอด

...รู้จักอายด้วยเหรอ นึกว่าด้านจนไม่รู้สึก

ผมหันกลับมามองดินด้วยสายตา...

“ มึงอย่ามองกูด้วยสายตาแบบนั้น!!

“ กูจะมองใครยังไง... สนใจเหรอ ” ผมไม่ได้กวนประสาทแล้วสายตาที่กำลังมองดินมันคล้ายคนหมดแรงและเจ็บปวด ต้องนั่งรออีกนานมั้ยถึงจะได้ฟังคำตอบของมัน

“ มึงหยุด! ” ดินขบกรามแน่นเหมือนจะพุ่งมาบีบคอผม “ ก่อนที่กูจะควักลูกตามึงออกมา ”

“ งั้นก็บอกมาสิ... โลมาหมายถึงใคร ”

บอกให้ชัดๆไปเลย

กูหรือมัน

ไม่ไหวแล้วกับความไม่ชัดเจน แค่ไม่มีสถานะระหว่างเรามันก็รู้สึกแย่มากแล้ว

 

“ แหกตาดูมึงก็รู้แล้วเปล่าวะพี่!

 

ครับ...

เข้าใจแล้ว

ถอนหายใจทิ้งหลับตารับคลื่นความรู้สึกสงบเรียบไม่ต่างจากหัวใจที่กำลังรอฟังคำตอบต้นไม้ที่กำลังรอหยดน้ำเติมความชุ่มชื่นเยียวยาการมีชีวิตต่อ... แม้ในเวลานี้สิ่งที่ผมได้รับก็คือ...ความไม่ชัดเจน

ฟางเส้นสุดท้ายมันขาดไปเรียบร้อยแล้ว คำตอบที่แค่เอ่ยชื่อออกมามันยากนักเหรอ ถ้ามันยากนักก็ไม่ต้องพูดเพราะผมจะไม่คาดคั้นต้อนให้จนมุมเพื่อเอาคำตอบแล้ว

คนมันไม่อยากบอกไม่อยากพูด...จะไปบังคับทำไม

ไม่สำคัญพอที่เขาจะต้องแคร์หรือรักษาไว้นี่ครับ

 

ผม...พอแล้วครับ

 

“ กู...รู้แล้ว ” ลุกขึ้นพร้อมสะพายกระเป๋าขึ้นเตรียมเดินออกไปจากตรงนี้ “ เข้าใจแล้ว ”

ความรู้สึกมันพังแล้วครับ มันไม่เหลืออะไรแล้ว...

ดินคว้าข้อมือผมไปกำแน่นกระชากเข้าหาตัวสีหน้าของมันคล้ายภูเขาไฟรอเวลาปะทุ...  “ ไม่ มึงไม่เข้าใจ! ” แววตาสับสนชัดกระจ่างในของดินมองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ มึงยังหาคำตอบไม่ได้ใช่มั้ย ”

“ กู... ”

 

“ มึงยังหาคำตอบไม่ได้ มึงยังไม่เข้าใจตัวเอง แล้วใครจะไปเข้าใจมึงวะ ”

 

                แกะมืออบอุ่นเหมือนคีมเหล็กออกจากมือ... ปล่อยกูไป...นะ กูไม่ไหวแล้วจริงๆ

“ อย่าเดินหนีกู!

ผมตอบกลับไปด้วยใบหน้าเจ็บจวนจะร้องไห้ “ เราคุยกันจบแล้ว กูต้องไปงานต่อ ”

“ จบส้นตีนมึงสิ!

พยายามดึงข้อมือออก “ ปล่อย มันเจ็บ ”

“ ปล่อยก็เหี้ยสิ ไม่ปล่อย! เราต้องคุยกัน!

เปลี่ยนมาเป็นการหายใจทางปากแทนเพราะจมูกมันคัดแน่นจนหายใจไม่ออก “ จะคุยอะไรอีกในเมื่อมึงตอบอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ”

“ ก็ถามมา รีบถามมาสิ จะตอบ ถามมา!  

“ กูบอกตามตรงตอนนี้กูได้คำตอบทุกอย่างแล้ว กูเข้าใจแล้ว...มันไม่มีอะไรจะถามแล้ว ” แค่นี้แรงจะยืนผมมันก็ไม่เหลือ ต้องมาทะเลาะกันกลางโรงอาหารมันน่าอาย

“ มึงไม่เข้าใจ!!

“ เข้าใจ ”

“ ไม่ มึง... ” เด็กตัวโตบีบข้อมือผมแทบหักแต่ความเจ็บมันไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของใจเลย

“ เข้าใจแล้วว่าที่ตรงนี้ ”

วางมือลงบนหน้าอกของดินในตำแหน่งหัวใจ

                “ มันไม่เคยมีกูอยู่เลย ”

                น้ำตาหยดหนึ่งคลอออกจากดวงตา...ผมไม่ได้มองหน้าใครนอกจากฝ่ามือของผม มันสั่นจนห้ามไม่ได้ กลืนก้อนตะกั่วหนักลงคอไปสูดลมหายใจพยายามไม่ให้น้ำจากดวงตาไหลออกมาแม้กระบอกตาจะร้อนแทบไหม้แดงจนน่ากลัวมันก็ยังคงไม่มีน้ำตาไหลออกมา

                “ กูขอ...ความชัดเจนจากมึงในวินาทีสุดท้าย ”

                “ พี่ปาย... ”

                “ มึงยังให้กูไม่ได้เลย ”

                “ ... ”

                “ แล้วจะให้กูอยู่กับความไม่ชัดเจนแบบนี้ต่อไปเหรอ ”

                “ ผม ... ”

                ส่งยิ้มเศร้าในวินาทีสุดท้ายมองคนสูงกว่ายืนตัวแข็งสีหน้าเหมือนเห็นผี วินาทีนั้นทั้งที่คิดว่าทนได้แต่น้ำตามันกลับไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวความโมโหเกรี้ยวกราดดูจะสงบลง มันน่าอายนะครับที่ต้องมาร้องไห้เช่นคนแพ้

                ใช่ ผมยอมแพ้แล้ว

                “ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ”

                “ อย่า... ”

                “ กูไปแล้วนะ ”

               

                คราวนี้มือใหญ่จับยึดผมแน่นกว่าเดิมแม้ผมจะหันหลังไปแล้วแต่คนใจร้ายยังดึงรั้งไว้ไม่ยอมปล่อย

                “ ไม่... ”

                “ ดิน ”

                “ อย่าไปนะ...อย่าหนี ”

               

                “ ปล่อยเถอะ... ฮึก... ”

                “ พี่ปาย ”

                “ ถ้ายังสงสารกู... ปล่อยกูไปเถอะนะ ”

               

                ทันทีที่หลุดจากพันธนาการสองขาอ่อนล้าก้าวเดินออกจากไทยมุงทั้งหลายเดินไปไม่รู้ทิศทางดวงตาพร่าเลือนไปด้วยน้ำตาจนแทบมองทางไม่เห็นจนมีใครสักคนมาขวางหน้า…

                ไม่ทันได้เงยหน้ามองว่าเป็นใครหัวทุยก็ถูกดึงไปซบกับแผ่นอกแบนราบฝ่ามือเล็กนุ่มลูบเส้นผมสีบลอนด์ของผมอย่างปลอบโยน กลิ่นน้ำหอมหวานอบอุ่นเฉพาะตัวบ่งบอกเจ้าของที่ใช้ คนตรงหน้าเข้ามากอดผมด้วยความอ่อนโยนความเศร้าและเจ็บปวดคล้ายกับค้อนโตๆที่มันทุบลงบนกำแพง...

“ ไม่เป็นไรนะ ”

                “ ฮือ พี่ครับ... ฮึก ”

                “ ครับ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ”

 

               


-------ต่อ




                “ จะไม่ถาม ”

                “ ถึงถามก็ไม่เล่า ”

                “ ปากดี ”

          ใบหน้าเย่อหยิ่งเบะปากใส่ผมดวงตากลมโตตวัดมองรอบๆตัวส่งสายตาเย็นเยียบให้คนรอบตัวพูดซุบซิบก็อสซิปฮอตร้อนแทบลวกคอหอยอย่างเรื่องผมไปอาละวาดที่โรงอาหารแพทย์ ทั้งที่มันเพิ่งจะผ่านมาแค่สามสิบนาที แบบนี้แหละเรื่องเสียๆหายๆเรื่องชาวบ้านมันก็ไวแบบนี้ ปลายนิ้วเรียวสวยบ่งบอกว่าได้รับการดูแลขัดสีฉวีนวลมาอย่างดีหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบแล้วแหวใส่ผมรอบที่สี่

                “ จะร้องอีกนานมั้ย เปลืองทิชชู ” แล้วพี่แกก็ดึงทิชชูคืนเก็บใส่กระเป๋าแบรนด์เนมแพงหูฉี่ไม่ได้สนใจอารมณ์ผมเลยว่ามันกำลังโศกเศร้าดราม่ายิ่งกว่าหมาตาย

                “ ผมกำลังเสียใจ ”

                “ ผู้ชายคนเดียวหาเมื่อไหร่ก็ได้ ” คนมากประสบการณ์ว่าแล้วดูตาที่บวมช้ำของผม “ กลับไปต้องประคบน้ำแข็งนะ ตาบวมมาก ”

                มันใช่เวลาห่วงหน้าตามั้ยวะ

                หมดอารมณ์จะร้องไห้ต่อเพราะนิสัยของพี่จริงๆ ตกใจอยู่เหมือนกันตอนเดินๆอยู่แล้วเจจอพี่ปารีสที่โผล่มาจากรูไหนไม่รู้ดึงไปกอด จำได้ว่าปล่อยโฮยืนอยู่ตรงนั้นกว่าสิบนาทีก่อนจะถูกลากมานั่งที่ร้านคาเฟ่น่ารักแถวๆมอ แทนที่มันจะพาผมกลับห้องหรือบ้านกลับบ้านอยากกินขนมหวาน อยากร้องไห้ต่อให้มาร้องที่ร้าน

                น้ำตากูไหลไม่ออกเลย

                “ แต่ดินมันหาที่ไหนไม่ได้แล้ว ” พูดไปแล้วน้ำตาจะร่วง นั่นไง...ไม่ทันขาดคำหยดมาอีกแหมะ สูดน้ำมูกเข้าไปเมื่อรู้สึกว่ามันกำลังจะไหลย้อยจึงดึงทิชชูในร้านมาซับแล้วสั่งให้โล่งจมูกหายใจสะดวก

                นึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วผมได้แต่ถามตัวเองซ้ำว่าทำถูกแล้วรึเปล่า ทำดีแล้วใช่มั้ย... ถ้าผมอดทนฟังและใจเย็นกว่านี้มันคงไม่รู้สึกแย่แบบนี้ใช่รึเปล่า แต่คุณเข้าใจผมมั้ยถามห่าอะไรก็อ้อมโลก ถามง่ายๆสั้นๆมันก็ไม่ตอบ

                ไม่ได้นั่งในใจมันแล้วจะไปรู้เหรอ

                “ รู้สึกดีขึ้นมั้ย ” ถึงมันจะไม่ใช่พี่ที่ดีมาก แต่ก็มีความห่วงใย หน้านิ่งแต่แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “ บอกตามตรงฉันไม่ชินกับท่าทางนี้เลย ”

                “ อื้อ ” ซับน้ำตาบริเวณหางตาเมื่อมันจะไหลออกมาอีกครั้ง มันไม่ได้ไหลท่วมแบบตอนแรกแต่มันค่อยๆไหล ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเลยต้องคอยซับตลอด

                ถามว่ารู้สึกดีมั้ยคือกูเพิ่งเลิกกับผัวเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วจะให้ลุกมาเต้นคุกกี้เสี่ยงทายเหรอมันก็ไม่ใช่ มันอาจจะดีแค่ต่อไปผมไม่ต้องเหนื่อยใจแล้ว แต่สิ่งที่แย่ที่สุด

                พรุ่งนี้...จะไม่มีดินดินอีกแล้ว

พรุ่งนี้...จะไม่มีมื้อเช้าฝีมือหมอ

พรุ่งนี้...จะไม่มีเสียงด่าของหมอ

พรุ่งนี้...จะไม่มีคนนอนเฝ้า

พรุ่งนี้...จะไม่มีนมอุ่นร้อนๆ

“ ร้องอีกแล้ว ”

ผมชะงักเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจของปารีส พี่เขาส่ายหน้าแล้วมองออกไปนอกกระจกคล้ายไม่อยากมองหน้าผมในเวลานี้

“ เคยบอกแล้วใช่มั้ย...เรื่องของความรัก เวลาเจ็บมันไม่ได้เจ็บนิดๆ ” แววตาคู่สวยกำลังเศร้า “ มันเจ็บมากๆเหมือนจะตายให้ได้... แต่มันตายไม่ได้ ”

                นั่งรับฟังเงียบๆคอยซับน้ำตาตัวเองด้วยหัวใจบอบช้ำ

                “ ความรักไม่ทำให้คนตาย มันแค่ต้องการเวลาเยียวยา ”

                “ ... ”

                “ เวลามันจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ”

                “ ... ”

                “ เวลาจะทำให้ลืมความเจ็บปวด ”

ก้อนแข็งอัดที่คออีกครั้ง “ เหรอ...แล้วนี่มันกี่ปีแล้ว ทำไมผมยังจำทุกอย่างได้ ”

ทำไมผมถึงเป็นฝ่ายเดียวที่ได้รับความเจ็บปวดทุกอย่าง

มันไม่แฟร์เลย

ปารีสไม่พูดอะไรต่อปล่อยให้ผมอยู่กับตัวเองเงียบๆ โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นใหญ่แต่ผมก็ไม่คิดจะรีบมัน เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้น้ำตามันแห้งไปแล้วแต่ความรู้สึกยังติดฝังไม่ไปไหน

มองบนฟ้าแล้วทำไมไม่สดใสเลย... จะตอกย้ำกันไปถึงไหนถ้าฝนตกลงมาคือพระเจ้าได้ทอดทิ้งผมแล้ว เจ็บปวดในวันที่มีฟ้าฝนคงหดหู่เพิ่มไปอีก

“ จะให้ไปส่งที่คอนโดหมอนั่นจริงๆเหรอ ”

ปารีสถามด้วยความไม่เข้าใจความคิดผมนัก เจ้าตัวโวยวายหนักตอนออกจากร้านบอกจะพากลับบ้านแต่ผมยืนกรานว่าจะไปคอนโดของดิน

ทำยังไงได้ครับ...ของของผมมันอยู่ที่นั่น

ยังไงก็ต้องไปเอา

“ แค่ไปเก็บของ ”

“ คงไม่ได้หวังว่าจะเจอหมอนั่นแล้วให้มาง้อนะ ”

กระตุกยิ้มขบขันส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่มีทาง เวลานี้ดินคงเข้าเรียนอยู่ คนทุ่มเทในการเรียนคนนั้นไม่มีทางทิ้งเรียนมาง้อคนแบบผมหรอก

ผมกำลังหวังให้มันมาง้อเหรอ...คงแบบนั้น

แต่การที่เขาจะคิดมาง้อผม เขารู้สึกตัวรึยังว่าทำอะไรผิด...เหอะ โง่แบบนั้นสามปียังไม่พอให้ฉลาดขึ้นหรอก

ไม่ควรคาดหวัง...บทเรียนของการคาดหวังคือความเจ็บปวด

ย้ำกับตัวเองตลอดทางให้อดทนแค่เก็บของเท่านั้นแล้วทุกอย่างก็จบถึงเสียงในอกมันจะประท้วงและถามว่ามันดีแล้วงั้นเหรอ...จบแบบนี้มันดีแล้วเหรอ

สะบัดไล่เสียงในหัวออกไปจนมาถึงหน้าคอนโดผมบอกให้พี่รอข้างล่างส่วนตัวเองก็รีบขึ้นไปเก็บของ เป็นโชคดีที่ปารีสไม่ชอบยุ่มย่ามพื้นที่ใครเลยเลือกจะรอในร้านสตาร์บัคใต้คอนโด

พยักหน้ารับรู้แล้วเดินเอื่อยเข้าคอนโดความรู้สึกแรกเมื่อก้าวขาเข้าห้องคุ้นเคยมันทรุดและเข่าอ่อน... บอกว่าจะเข้มแข็งแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรผมก็ร้องไห้อีกแล้ว

ฝืนขายืนขึ้นมันสั่นทุกก้าวเดินเหมือนจะล้มได้ทุกเมื่อกลิ่นอายของดินมันฟุ้งไปทั่วห้องทำให้น้ำตาไหลออกมาเริ่มๆเป่าปากหายใจอย่างทรมานพยายามเดินเข้าไปห้องนอนหยิบกระเป๋าบนตู้เสื้อผ้าออกมาเปิดกางเตรียมใส่...

“ ฮึก ”

ไม่คิดเลยว่าวันที่ต้องเก็บเสื้อผ้าออกจากห้องนี้มันจะเร็วขนาดนี้ เวลาเกือบหนึ่งเดือนที่เหมือนอยู่มาเป็นปี...

ยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นเสื้อตัวหนึ่งในมือ...

 

ระวัง...คนน่ารัก

 

แค่นั้นร่างกายถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดมันล้มลงตรงหน้าตู้เสื้อผ้า ผมกอดเสื้อตัวสำคัญไว้แล้วปล่อยโฮออกมาเสียงดัง...ดังแค่ไหนแต่ถ้าเจ้าของห้องไม่ได้อยู่ที่นี่มันก็เปล่าประโยชน์... ถึงต่อหน้าพี่ ผมจะทำเหมือนโอเคแต่มันไม่ได้โอเคเลย ไม่โอเคสักนิด

“ ทำไม่ได้...ฮึก  ”

 

ผมไปจากห้องนี้ไม่ได้

ไม่ใช่ไปไม่ได้...ผมไม่อยากไป

ผมไม่อยากไปจากดินดิน


ฮึก... ผมจะทำยังไงดี

มึงทำอะไรใส่กูวะ ทั้งที่มึงปล่อยมือแล้วแท้ๆ แล้วทำไมผมยังดื้อดึงแบบนี้

 

นั่งจมตบตีความเสียใจอยู่นานจนหัวใจถ้ามันพูดได้คงบอกให้ผมหยุดทำร้ายตัวเองสักที สุดท้ายแล้วผมตัดสินใจทำได้เพียงแค่คว้าเป้ขนาดกลางกวาดเสื้อผ้าของใช้อาบน้ำที่จำเป็นลงไปแล้วค่อยลุกเดินพาร่างกายเเละใจบูดๆเบี้ยวๆออกจากห้องตรงไปทางออกหลังคอนโดแทนที่จะไปหาพี่ตัวเอง...

...

...

...

“ พี่ครับ ”

“ จะไปไหนน้อง ”

“ สนามบินครับ ”





------------ต่อ-----------



 

 

คนโง่รับพื้นที่

 




                เขากำลังเดินออกไป...


                เขากำลังไปจากผม


                เดี๋ยวสิ


                นี่มันเรื่องอะไรวะ


                เมื่อวานผมเรียนเสร็จกลับห้องเอาขนมร้านเซนต์นัวที่เจ้าตัวบ่นนักบ่นหนาว่าอยากกินไปฝาก แล้วก็ติวหนังสือให้เพื่อนจากนั้นก็ไปนอนในห้องแล้วก็นอนไม่หลับเลยออกมานอนโซฟาตามเดิม พอตื่นมาอีกคนก็นอนฟุบอยู่กับโต๊ะกระจกท่าทางเมื่อน่าดูนั่งคิดอยู่นานว่าจะปลุกดีมั้ยเพราะนั่งแบบนั้นมันเมื่อย แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้นอนไปเอาผ้าห่มคลุมตัวไว้ให้จากนั้นก็ไปทำธุระส่วนตัวอาบน้ำเตรียมข้าวของไปเรียนแล้วสิ่งใหม่ที่ถกเพิ่มเข้ามาคือการทำอาหารเช้าให้พี่ปาย

                ถามว่าทำไมผมถึงทำอาหารเป็นคงเพราะการเรียนหมอมันทำให้รู้จักดูแลสุขภาพมั้งกินอาหารแช่แข็งแล้วเวฟเอามันไม่ดีสักเท่าไร วันไหนไม่ได้ทำเองก็ซื้อเข้ามากิน คิดอยู่นานว่าจะทำอะไรเอาของสดวางเรียงเป็นตับ จะทำของเบาท้องให้แต่ดูจากการใช้พลังงานและสมองแล้วคงต้องเน้นหนักอิ่มท้องเลยเลือกจะทำข้าวคลุกกะปิอาหารเช้าครบห้าหมู่พอดี

                ทำเสร็จแล้วยังไม่เห็นพี่มันตื่นเลยเอาฝาชีครอบไว้ แอบเสียดายถ้าไม่ได้กินตอนร้อนๆก็ไม่อร่อยนัก ส่วนเพื่อนผมมันกลับกันไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันตั้งแต่ตีสี่ตีห้าแล้ว

เห็นเวลาเดินไปเรื่อยสลับกับคนนอนอยู่ได้แต่ถอนหายใจล้วงหาโพสอิทที่มักใช้จดโน๊ตสั้นมาเขียนข้อความและเดินไปแปะไว้ในจุดที่สามารถมองเห็นได้ทันทีเมื่อตื่นลืมตา จบภาระกินยามเช้าผมก็รีบบึ่งรถมาคณะเมื่อเห็นว่ามีเวลาอีกนิดหน่อยพอให้กินข้าวได้เลยกินข้าวราดแกงกวาดทุกอย่างลงท้องแล้วขึ้นเรียน

ตลอดช่วงเช้าเต็มไปด้วยความตึงเครียดของวิชาเรียนความยากที่อยากจะเอาหัวโขกโต๊ะวันละสิบๆรอบแต่พอเห็นสติ๊กเกอร์ไลน์ข้อความบ้าๆบ๊องๆของคนถูกบังคับให้รายงานทุกความเคลื่อนไหวในทุกๆเวลาแล้วมันรู้สึกดีในอกมีฟูขึ้นความเบื่อหน่ายลดลงไปโข

          แล้วที่ผมเล่ามาทั้งหมดคือ...ทำทุกอย่างปกติเหมือนทุกวัน... แล้วสิ่งที่เกิดอยู่ในตอนนี้มันคืออะไร

          คำถามบ้าบอออกจากปากเล็กนั้นมันทำผมอึ้งแล้วเปลี่ยนเป็นความโมโห


      ‘ โลมาหมายถึงใคร


       ความโมโหที่เกิดมาจากความเสียใจน้อยใจเหมือนว่าพี่มันไม่ได้เห็นการกระทำผมเลย แล้วอยู่ก็อยู่ด้วยกันแทบตลอดแยกกันแค่ตอนเรียน แล้ว...แล้วมันยังไม่พอเหรอ

                ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าแบบไหนตอนที่เขาบอกว่าผมไม่ชัดเจน... มันคล้ายท่อนเหล็กหนาฟาดเข้าหลังคอจังๆ มือเย็นชืดตัวชา สมองเอ๋อขึ้นมา มันไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกไปเพราะกลัวว่าคำพูดตัวเองจะทำให้ทุกอย่างแย่ไปกว่านี้

                แต่แล้วการไม่พูดอะไรมันทำให้แย่ยิ่งกว่า แววตาเศร้ามองผมด้วยความเจ็บลึกเขารอฟังผมแต่ผมกลับสับสนจนหาอะไรมาพูดให้เขารู้สึกดีไม่ได้เลย

                ผมควรเอะใจตั้งแต่เขาสูบบุหรี่แต่เขาไม่บอกอะไร ผมเลยไม่คาดคั้นได้แต่กอดไว้เฉยๆ คิดว่าเครียดงานตามปากว่าจริงๆ... แต่ใครจะคิดว่ามันกลับคิดวนเวียนเรื่องของผมตลอด...

ผม...พยายามแล้วแต่มันยังไม่พอ ได้รับรู้บางสิ่งในเวลานั้นคือตัวผมไม่ชัดเจนพอให้อีกฝ่ายเชื่อใจ ...ใครบอกว่าแค่การกระทำมันเพียงพอแล้วต่อความรัก ใช่...แต่มันแค่ส่วนหนึ่ง ถึงผมจะทำทุกอย่างแทบตายเปลี่ยนตัวเองแค่ไหนแล้วผมไม่เล่าเรื่องหรือพูดให้อีกฝ่ายรับรู้บ้างไม่แปลกเลยที่เขาจะเคลือบแคลงใจ


“ อย่าไปนะ ”


อย่าไปนะ 


ไม่ อย่าไป อย่าหนีผม


ไม่เอานะ ไม่เอาเเบบนี้!

 

“ พี่ปายพี่

เสียงทุ้มมักเรียบนิ่งแต่ทำไมวันนี้มันสั่นเครือ นัยน์ตาสับสันมองตามไปยังแผ่นหลังเล็กแต่แล้วต้องเบิกโตหันรีหันขวาเมื่อไม่มีเงาของคนตัวบางแล้ว... แค่ละสายตาไปเขาก็พร้อมจะหายไปแล้ว

“ พี่ปาย! อย่าไป! 

“ เชี่ยดิน มึงหยุด! ” ร่างกายของผมถูกเพื่อนสนิทจับไว้สีหน้าพวกมันดูเครียดและหวาดกลัวว่าผมจะทำให้ทุกอย่างแย่ไปกว่านี้ “ มึงสงบสติก่อน!

“ ปล่อยกู! กูจะไปหาพี่ปาย มึงปล่อย ไอ้สัด!! ” ยกหมัดขึ้นเตรียมจะต่อยหน้าเพื่อนเพราะสติผมมันไม่มีแล้วรู้แค่ว่าต้องไป

“ มึงไปตอนนี้มีแต่คุยไม่รู้เรื่อง ”

หมัดหนักๆเกือบจะฟาดเข้าหน้าของไอ้แอลแล้วแต่กวางเข้ามายึดแขนผมไว้ได้ทันกลายเป็นว่าสภาพตอนนี้มันน่าทุเรศมากเพื่อนตัวเขื่องสองคนยึดไหล่ไว้คนละข้างไอ้กวางรัดแขนซ้ายผมไว้... ผมถนัดขวาแต่ถ้าเวลาต่อยตีหมัดจะหนักไปทางซ้ายแล้วการที่ผมจะใช้หมัดซ้ายกับเพื่อนบ่งบอกว่าผมเองไม่ได้มีสติแล้ว

กำลังเป็นไอ้บ้าสติแตก

สติเหมือนถูกกระชากกลับแต่มันช้าไป ผมโมโหตัวเองที่เป็นคนความรู้สึกช้า คิดไวทุกเรื่องยกเว้นเรื่องนี้มันเหนือไปกว่าทฤษฎีจากหนังสือทั้งหมด

มือของผมถูกกุมไว้หลวมๆ “ ดิน เราว่าอย่าเพิ่งไปเลยนะ คุยตอนนี้ไม่รู้เรื่องหรอก ”

ผมตวาดกลับแล้วสะบัดมือออกจากไอ้บ้าตรงหน้า “ มึงเลิกยุ่งกับกูสักที!! ” แล้วกระชากคอเสื้อมันขึ้นมา “ มึงต้องการอะไรวะ กูพูดกับมึงไปแล้วมึงก็ไสหัวไปสักที!!

ตะวันทำหน้าตกใจเมื่อเห็นว่าผมควบคุมตัวเองไม่ได้กระชากตัวมันแทบปลิว ทั้งมันแล้วก็พี่มัน...น่ารำคาญ!

“ ดิน ทำแบบนี้กับเราจะดีเหรอ ” เสียงนุ่มกล่าวถามเบาๆ

“ มึงจะขู่อะไรอีก!!

มุมปากเล็กแสยะกดต่ำแล้วส่ายหน้า “ เราไม่เคยขู่ ”

ผม...ไม่ไหวกับมันแล้ว!

 

ผัวะ!!

 

“ เชี่ยยย!!

“ กรี๊ดดดดดดด!!

“ หมอดินต่อยหมอตะวันอ่ะมึง!!

 

ผมหอบหายใจอย่างหนักด้วยสภาพอารมณ์ไม่คงที่สะบัดเลือดที่ติดมือออกด้วยความสะอิดสะเอียนชี้หน้าคนตัวเท่าลูกหมาที่ตอนนี้เบิกตากว้างกุมจมูกและปากโชกเลือด... มันคงไม่คิดว่าผมจะทำแบบนี้

“ มึงจะฟ้องพ่อฟ้องแม่ถอนหุ้นก็เรื่องของมึง!

“ นายต่อยฉัน... ” เหมือนมันจะสติหลุดไปแล้ว

“ กูเกรงใจพ่อแม่มึงถึงยังปล่อยให้ทำตามใจ ” แยกเขี้ยวแล้วสาดความอัดอั้นในอกไป “ เลิกยุ่งกับกูสักทีทั้งมึงแล้วก็พี่มึง ”

“ มันไม่จบแค่นี้แน่!! ” คนตัวเล็กลุกขึ้นแล้วชี้หน้าผมทั้งที่กำลังเจ็บแต่อย่างที่เห็นว่ามันไม่ได้บอบบางขนาดนั้น

“ ใช่... มันไม่จบแน่ ”

“ ... ”

“ ไม่จบจนกว่ามึงจะคืนสร้อยของปายาให้กู!!

ผมจำไม่ได้ว่าชกมันไปกี่ครั้งจำไม่ได้ว่าเสียงใครต่อใครห้ามแม้กระทั่งมือใครเป็นใครก็ไม่รู้...

ผัวะ!

พอแล้วมึง เดี๋ยวมันตาย!

                สุดท้ายแล้วทุกอย่างต้องหยุดลงเมื่อคนเกือบสิบเข้ามาช่วยกันห้าม ตะวันในสภาพนองเลือดถูกเพื่อนหิ้วปีกออกไปอย่างไวให้พ้นสายตาผม แววตากินเลือดกินเนื้อส่องให้คนทั่วโรงอาหาร

                ประกาศกร้าว “ ถ้ามีคลิปกูหลุดลงเน็ต กูตามตัดนิ้วพวกมึงแน่! ” มองใบหน้าพวกนั้นไว้ หลายคนรีบลดมือลงแล้วหนีหน้ากลับไปทำเรื่องของตัวเองต่อ

                ทุกคนรู้ว่าผมเอาจริงขืนยังกล้ารับรองว่าศพอาจจะไม่เหลือให้เห็น มองไอ้พวกเวรจากไหนไม่รู้มาจับตัวแล้วก็ต้องบอกให้ปล่อยตรงดิ่งไปค้นเทกระเป๋าไอ้เหี้ยตะวัน

                เคร้ง ตุ้บ ตั้บ ตุ้บ

                ข้าวของมากมายหล่นออกจากกระเป๋าใช้มือกวาดหาของที่ถูกขโมยไปแล้วมันก็ไม่มี บ้าเอ๊ย!!

                “ กูว่ามันไม่น่าเก็บไว้ที่ตัวหรอก ” เชียร์เสนอความคิดอย่างกลัวๆเพราะหน้าผมตอนนี้มันคงไม่ได้ดีนัก

                “ กูว่าอาจจะอยู่ที่บ้านมัน ” กวางว่าต่อแล้วตบไหล่ผม “ มึงก็ใจเย็นหน่อย ต่อยกลางโรงอาหารแบบนี้เดี๋ยวก็ถูกพักการเรียน ”

                “ ช่างมัน! ” คว้ากระเป๋าตัวเองเตรียมจะไปที่อื่น

                “ เดี๋ยวๆมึงจะไปไหน! ” เพื่อนสองตัวรีบเข้ามาเบรก

                ผมย่นคิ้วแล้วมองไปที่กวาง “ ไปบ้านมันไง จะไปหาสร้อย ”

                ของสำคัญที่ผมพกติดตัวไว้ตลอดแต่มีไอ้เหี้ยบางตัวมาเปิดกระเป๋าแล้วหยิบมันไป...แม่งเอ๊ย กูตามไปกระทืบอีกสักทีดีมั้ย

                “ อีกห้านาทีมึงต้องสอบแล้วนะ ” กวางส่ายหน้าไม่เห็นด้วยมากๆ “ กูรู้มึงร้อนใจเว้ย แต่สอบมันก็สำคัญ ”

                “ มึงไม่เข้าใจไอ้กวาง ”

                “ ทำไมกูจะไม่เข้าใจ ” กวางสวนทันที “ ตอนกูจะสอบตัวสุดท้าย เด็กกูถูกรุมตีที่ไหนก็ไม่รู้มันโทรหากูคนแรก แล้วเป็นไงกูต้องส่งคนอื่นไปแล้วตัวเองนั่งสอบทั้งน้ำตา แต่กูก็อดทน ”

                “ ... ”

                “ กูไม่ได้หมายความว่าความรักไม่สำคัญแต่มึงต้องแยกแยะ ”

                ผมส่ายหน้าพยายามดึงมือออกจากกวาง

                “ สอบเสร็จแล้วค่อยไปง้อก็ได้ ”

                “ แต่... ” พี่ปายจะหายไป

                “ พี่เขาคงไม่ดีใจนักหรอกที่มึงทิ้งเรียนไปหา ”

                ยืนลังเลด้วยหัวใจอันสับสนและหน่วง หลับตาแล้วประมวลผลความคิดทบทวนให้ดี... มันก็ถูกตามที่กวางบอก พี่เขาคงไม่ดีใจสักนิดถ้าผมทิ้งสอบไปหา

                “ ก็ได้... กูจะไปสอบ ”

                รอก่อน...อย่าเพิ่งหายไป

               




 

 

 

“ มึงโทรติดยัง!

“ ยัง!

“ เหี้ยเอ๊ย มีโทรศัพท์ไว้ประดับรึไง ส้นตีนเถอะ!

กลุ่มคนจำนวนหนึ่งต่างกดโทรศัพท์ตัวเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่หน้าคณะแพทย์ตั้งแต่เพจซุบซิบเสือกชาวบ้านอัพคลิปปายกับหมอดินทะเลาะกันจนแตกหักกันไปข้าง ตอนนี้เป็นเวลากว่าห้าโมงแล้วยังไม่สามารถติดต่อปายได้แถมไอ้หมอดินก็สอบอยู่ยังไม่เสร็จ

“ มึงไปดูห้องมันยัง ” มิวซ์นั่งจ้องไปยังประตูห้องเรียนที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปิดออกสักทีเขาอยากจะถามไอ้เด็กหมอว่าเอาเพื่อนเขาไปไว้ที่ไหน ห่าเอ๊ย ติดต่อไม่ได้

“ ห้องมันก็ห้องไอ้ดินปะ ” มิเกลชักสีหน้าแล้วกดโทรออก “ กูไม่ได้มีคีย์การ์ดห้องมันจะให้บุกไปยังไงวะ ”

สรุปไม่รู้จะไปตามที่ไหนเลยมาตามกับคนก่อเหตุ

“ มันมีแก่ใจสอบได้ไงวะ ” นับสองที่ตามมาด้วยบ่นอย่างไม่ชอบใจแล้วหันไปถามเพื่อน “ หรือมันจะไม่ได้ชอบพี่ปายวะมึง ”

“ ชอบไม่ชอบแล้วมึงเสือกอะไรกับเขา ” จินนั่งให้อาหารหมาจรจัดแถวนั้นว่าอย่างไม่เข้าใจ “ ชอบพี่ปายเหรอมึง ”

“ บ้าเถอะ นั่นก็พี่กูปะ ต้องห่วงเป็นธรรมดา ” เด็กรุ่นน้องว่าแบบนั้นแล้วชกมือใส่ฝ่ามืออีกข้าง “ ถ้ามันออกมากูจะต่อยปากสักที ห่า ดูจากคลิปแล้วหงุดหงิดทำไมไม่พูดอะไรสักอย่าง ”

“ มันก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว ”

ตอนประกวดดาวเดือนแม่งเงียบยิ่งกว่าป่าช้ามีแค่ด่ากับไอ้วิน เดือนนิเทศเท่านั้น นอกนั้นมันก็เอาแต่เล่นโทรศัพท์อ่านหนังสือตีสนิทก็ไม่ได้กำแพงสูงอิบอาย

“ พูดไม่เก่ง พูดทีหมาออกจากปาก ” อชิผู้เป็นน้องรหัสอีกคนของลมว่าเบาๆ ลมมีน้องรหัสสองคนเป็นหญิงหนึ่งคนชายหนึ่งคน ลมมักพาอชิไปเลี้ยงเหล้าทำให้เจอกับดินบ่อยกว่า “ มันเลยไม่พูดมั้ง ”

“ แล้วพวกมึงสามตัวจะมาเพื่อ ” มิเกลชักสีหน้าใส่รุ่นน้องแสบสามเกลอขอติดสอยห้อยตามมาด้วยทำไมก็ไม่รู้

พวกมันพร้อมใจกัน “ หนีซ้อมครับ ” จริงใจมากไม่มีโกหก

" เเล้วนี่พวกพี่คิดว่าไงที่มีคนว่าหมอดินต่อยคนกลางโรงอาหาร "

" จะไปรู้เหรอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ " 

ไม่ได้สาระเเนทุกเรื่องครับไอ้ห่า

“ เฮ้ยไอ้เกล มึงมีเบอร์พี่ปารีสปะ ” มิวซ์นึกได้จึงรีบถามเพื่อนตัวโต

คนถือโทรศัพท์ส่ายหน้าเป็นคำตอบก่อนขยายความ “ พี่ปารีสเพิ่งกลับไทย เปลี่ยนเบอร์ใหม่แต่กูยังไม่ได้ขอ ”

“ เบอร์บ้านมันอะ ”

“ โทรไปอย่างกับเขาจะตอบกูได้ว่าไอ้ปายไปไหน ” เพื่อนสนิทถึงกับเจอทางตันเพราะว่านิสัยส่วนตัวของปายแล้วมันคิดจะไปไหนมันก็ไป

แต่ก่อนที่มันจะหายไปจะมีแค่หนึ่งคนที่รู้ว่าไปไหน... ประเด็นคือไอ้หนึ่งคนที่ว่าคือใครนี่แหละ

“ ผมถามได้ปะพี่ว่าทำไมพี่ปายถึงชอบไอ้ดิน ” ระหว่างนั่งรอให้หมอดินสอบเสร็จไอ้สามเกลอก็หาเรื่องคุย

“ ไม่รู้ ไม่ใช่ไอ้ปาย ”

จินยังคงเป็นหมอหมารักหมาไม่เลิก “ เขาว่าคนเรามักชอบคนเหี้ยๆมากกว่าคนดี สงสัยจะจริง ”

“ มึงลองทำตัวเหี้ยๆสิ เผื่อจะมีคนชอบ ”

                “ ไม่เอาไม่ใช่สไตล์ เฮ้ย มันมาแล้ว!

                แล้วบทสนทนาก็ถูกหยุดไปเมื่อกลุ่มคนสวมเสื้อกาวน์ทยอยกันออกมาเห็นแต่ไกลว่ามีคนหนึ่งเดินฝ่าออกมาด้วยสีหน้าเครียดและรีบร้อน มิเกลกับมิวซ์เตรียมจะพุ่งไปหาแล้วกลับมีคนวิ่งผ่านหน้าไปคว้าคอเสื้อซะก่อน

                “ มึงเอาน้องกูไปไว้ไหน!!

                “ พี่พูดบ้าอะไร!

                “ กูถามว่ามึงเอาน้องกูไปไว้ไหน!

                ปารีสในสีหน้าเดือดดาลและเกรี้ยวกราดควันออกหูกำลังทิ้งภาพลักษณ์ราชินีคนหยิ่งและจองหองเขย่าคอคนสูงเปรตอย่างร้อนรน มิเกลมองหน้าเพื่อนอย่างย่ำแย่เพราะขนาดพี่ชายมันยังไม่รู้แล้วใครจะรู้วะ

                “ ไม่รู้เว้ย! ” ดินตอบกลับแล้วผลักออก “ จะฆ่ากันรึไงวะ!

                “ เออ! คนเหี้ยๆอย่างมึงอย่าอยู่เลย! ” คนตัวผอมทำท่าจะแดกหัวอีกรอบหากไม่หยุดไว้วันนี้คงไม่มีทางรู้เรื่องแน่ว่าปายไปไหน

                “ พี่ปารีส ใจเย็นครับ ” มิวซ์อาสาเข้าไปคั่นกลางขวางไว้ทำให้ปารีสต้องหยุดเพราะไม่อยากให้เพื่อนน้องชายโดยเหวี่ยงติดร่างแห เขาถอยไปก้าวแล้วจ้องหน้าหมอดินอย่างหาเรื่อง

                “ มึงคืนน้องกูมาเดี๋ยวนี้!

                “ คืนบ้าอะไร ” คนอารมณ์ร้อนสวนกลับ “ ยังไงก็ไม่คืน!

                “ มึงทำน้องกูร้องไห้แล้วยังจะรั้งไว้อีกเหรอ โว้ย! ” สงบได้ไม่ถึงนาทีก็อยากจะประเคนเท้าใส่หน้าห่อๆสักสามสี่ที เขาผิดเองที่ชะล่าใจไม่ยอมขึ้นไปข้างบนห้องด้วยเมื่อเวลาผ่านไปยังไม่กลับมาสักทีเขาเลยต้องให้เจ้าหน้าที่ไปตามกลับพบว่าไม่มีคน

                เขาเลยแล่นมาหาเจ้าของห้องตรงหน้านี้ไง

                “ พี่พูดบ้าอะไรวะ แล้วพี่ปายอยู่ไหน!

                กลายเป็นว่าต่างคนต่างสาดอารมณ์ใส่กันไม่มีใครฟังใคร คนหนึ่งน้องหาย แล้วน้องที่ว่าก็เมียอีกคน

                “ กูสิต้องถามมึง!

                “ กูสอบอยู่จะรู้ได้ไง!

                “ มึงเคยรู้ห่าอะไรเกี่ยวกับน้องกูบ้างฮะ! ” พูดแล้วยิ่งอารมณ์ขึ้น

                ต่างกับหมอดินเมื่อได้ยินประโยคนี้ถึงกับนิ่งถูกน้ำแข็งชุดใหญ่สาดเข้าเต็มตัง อารมณ์พุ่งสูงลดฮวบความรู้สึกผิดกลืนกินอีกครั้ง กว่าเข้าจะประคองสติทำข้อสอบได้ก็ตั้งนานแล้วตอนนี้มันก็ดำมืดอีกครั้ง

                “ เออ ผมไม่เคยรู้แต่ใช่ว่าจะไม่พยายาม!

                “ ความพยายามมึงน้อยมาก ทำไมน้องกูต้องมาชอบคนเหี้ยๆแบบนี้ ” ปารีสชี้หน้าต่อว่าด้วยความโกรธในฐานะพี่ชายที่ไม่สามารถปกป้องน้องได้ เพราะในเรื่องของใจเขาไม่สามารถกักขังได้ ได้แต่ปล่อยแล้วดูอยู่ห่างๆ

                “ เออ ผมมันเหี้ย ผมมันเห็นแก่ตัวไง ผมมันพยายามไม่พอไง! ” เพราะถูกว่าหลายครั้งความน้อยใจและไม่มั่นใจในตัวเองเพิ่มสูงขึ้น “ แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง ผมแก้ไขอดีตไม่ได้ ”

“ แล้วมึงก็เฉยแบบนี้เหรอ ”

“ พี่คิดว่าผมเฉยขนาดนั้นเลยรึไง ”

ปารีสหยุดแล้วมองตาอีกคนพบความร้อนรุ่มและกังวลใจอยู่เต็มดวงตา ลองพิจารณาดูแล้วเด็กตรงหน้าเป็นคนอารมณ์ร้อนและโผงผางเอาเรื่องที่เขาไม่เข้าใจคือมันมีกะจิตกะใจมานั่งสอบแล้วปล่อยน้องเขาเตลิดไปไหนแล้วก็ไม่รู้เนี่ยนะ

สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สงบสติ “ มึงจะเอายังไงกับน้องกู ”

“ ไม่ยังไง ”

“ ไอ้สัด!

“ แค่ต้องพากลับมา เพราะเขาเป็นของผม ” แววตาจริงจังจนคนมองได้แต่ถอนหายใจกุมหัวคิดไม่ตก

“ นายรักน้องฉันมั้ย ”

“ ผม... ”

“ ไม่ต้องตอบฉัน ” ยกมือขึ้นห้ามแล้วส่งสายตาเย็นชาไปให้ “ คนฟังคำตอบคือ ปาย ไม่ใช่ฉัน ”

“ งั้นบอกมาว่าน้องพี่อยู่ไหน ”

“ ไม่รู้ ” ก็ไม่รู้จริงๆ

“ อย่ามาเล่นลิ้น!

“ อยากรู้ว่าน้องฉันอยู่ไหนก็หาสิ ”

“ ... ”

“ แค่คนคนหนึ่งหาไม่ได้ ก็ไม่มีค่าพอจะรัก ”

 เขาควรกันน้องออกไปให้ไกลจากคนคนนี้แต่พอเห็นน้ำตาเห็นความรู้สึกมากมายที่น้องมีต่อคนตรงหน้าแล้วมันทำใจทำร้ายน้องไม่ลงพี่ทุกคนเขาก็อยากให้น้องมีความสุขกันทั้งนั้นรวมทั้งเขาด้วย บางทีการที่ปายหายไปมันอาจจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้เด็กตัวโตหน้าตาไม่รับแขกเข้าใจอะไรมากขึ้นก็ได้

“ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ”

ชูนิ้วชี้ขึ้น

“ ฉันจะให้โอกาสนายแค่ครั้งนี้ ”

“ ... ”

“ ถ้าน้องฉันร้องไห้อีก ฉันจะพาเขาไปให้ไกล ”

“ ... ”

“ ไกลจนนายไม่มีวันจะหาเจอ ”

ปารีสไม่รอรับฟังคำตอบเพราะแค่มองตาก็รู้คำตอบแล้วว่าจะเป็นแบบไหน เขาไม่ใช่ปายเลยไม่มีความจำเป็นต้องฟัง เพราะคำพูดทั้งหมดมันควรจะเอาไปพูดกับน้องชายตัวดีที่แม่งหนีไปไหนก็ไม่รู้  

เขาไม่ใช่พี่ชายใจร้ายไส้ระกำแบบในละครที่พอตัวเองเจ็บกับความเจ็บแล้วต้องกีดกันคนอื่นไม่ให้สมหวังแบบตัวเอง ถึงตัวเขาจะไม่ได้สมหวังแต่เขาทำให้คนอื่นสมหวังได้มันก็ดีแล้วนี่ บางทีผลบุญพวกนี้อาจจะจะทำให้เขาได้พบรักดีๆอีกสักครั้งก็เป็นได้

 

ขอให้ไอ้เด็กนั่นมันหาน้องเขาเจอแล้วกัน

ขนาดเขาเป็นพี่

ยังเดาไม่ได้เลยว่ามันไปไหน

 

...ขอดูความพยายามของมึงหน่อยแล้วกันไอ้หมอ





------------------

พี่ปายอาจจะไปยะลาก็ได้ค่ะ.......

ไข้ขึ้นเเล้วพี่จะเป็นบ้า ขอนอนต่อ

#ทวงคืนพี่ปาย 


****


พรีออเดอร์ คนบ้าของหมอดิน

สั่งจอง (รายละเอียด) : คลิ๊ก

เเจ้งโอน : คลิ๊ก

สถานะ : คลิ๊ก  

สอบถามได้ที่ TW : @Phraipimmy_ เพจ : เดือนพราย


ปกเล่ม 1-3 

ปล.2-3 จะเสร็จประมาณเดือนหน้า มีเเววว่าปก 3 เสร็จก่อนเพราาะนักวาดติสวาด 3 ก่อน 2 



 Box (นักวาดคนเดียวกับBoxวินอุ่น)








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.324K ครั้ง

13,665 ความคิดเห็น

  1. #13643 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 13:36

    พี่ปายไปไหนพี่

    #13643
    0
  2. #13590 BaiTong23 (@undarin) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2562 / 22:21
    บอดไม่ถูกเลยว่าจะสงสารใคร
    #13590
    0
  3. #13565 urnichx (@SweetJK) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 / 07:40
    ต่อให้โดนเขาทำร้ายแค่ไหนสุดท้ายก็รักเขาที่สุดอยู่ดี กอดพี่ปายแน่นๆ ไม่ไหวก็หนีไปพักเหอะพี่ โอเคเมื่อไหร่ก็โดดถีบหน้าอีหมอดินก่อนเลย ชัดเจนไม่เป็นดีนัก
    #13565
    0
  4. #13524 lovekuroko2028 (@lovekuroko2028) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 01:50
    หนีไปไกลๆเลยพี่ไม่ต้องกลับมา~
    #13524
    0
  5. #13465 Cream-oCream-o (@Cream-oCream-o) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 21:42
    สงสารพี่ปายอ่ะะะะะ
    #13465
    0
  6. #13462 Amp (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 21:26

    ทำไมสมน้ำหน้าดิน ไม่สงสารดินสักนิดอะ

    สงสารพี่ปาย หนีไปเมืองนอกสัก5ปีงี้ ก็ดีนะพี่

    #13462
    0
  7. #13458 olpn (@olpn) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 15:13
    สงสารพี่ปายจังโว้ยยยยย
    #13458
    0
  8. #13444 Bow999999 (@Bow999999) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 23:21
    ตกลงตะวันนี่ผญ.หรือผช.อ่าคะ ใครรู้รบกวนตอบทีค่ะTT
    #13444
    1
    • #13444-1 olpn (@olpn) (จากตอนที่ 23)
      5 พฤษภาคม 2562 / 15:26
      ตะวันเป็นผู้ชายเด้อจ้า
      #13444-1
  9. #13424 Sasilia (@Sasilia) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 16:17
    รู้สึกสะใจที่ดินต่อยตะวันอ่านแต่ละเรื่องมาไม่ทำอะไรเพราะเป็นผู้หญิงแต่อันนี้ต่อยผู้หญิงสะใจมากค่ะ(ตะวันเป็นผู้หญิงใช่มั๊ยคะ)​
    #13424
    1
  10. #13411 cho_yyy (@cho_yyy) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 23:53

    มันหน่วงมากอ่ะไรท์
    #13411
    0
  11. #13317 CarrotSirirvarin (@CarrotSirirvarin) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 00:06
    ดินควรปรับปรุงตัวอะ ทำพี่ปายร้องไห้หลายครั้งแล้ว อิน
    #13317
    0
  12. #13251 FernNAlls (@fern_33642) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:16
    น้ำตาไหลอาบแก้มเลย ฮือออ เศร้ากับนิยายก็เศร้า เศร้ากับครีมทาหน้าก็เศร้า ฮือออ เกาะไว้ก่อนนะอย่าพึ่งหลุดออก ฮืออออ //ซับหน้าเบาๆ
    #13251
    0
  13. #13248 MindTharanisorn (@MindTharanisorn) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:36
    เรื่องนี้ปมไม่เยอะ​

    แต่อารมณ์​มาเต็ม​ แง้งงง​

    พี่ปายของน้องอย่าร้องนะ​
    #13248
    0
  14. #13234 CharisaThanmun (@CharisaThanmun) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:17
    เป็นเรื่องแรกที่ร้องตามอ่านวนหลายรอบมากซีนที่ปายมาหาดินที่โรงอาหาร 😭
    #13234
    0
  15. #13230 686814123new (@686814123new) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:47
    จุกร้องไห้ไม่ออก.
    #13230
    0
  16. #13201 Jhoooope (@Jhoooope) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 23:21

    โอ้ยยยยยอะไรกัน
    #13201
    0
  17. #13138 FDB88 (@FreedomBlood88) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 12:29

    ร้องตามเลย เห็นมั้ยดินความไม่พูดอะไรเลย มันแย่แค่ไหน ตอนแรกก็คิดว่าเพราะปายไม่ถามดินเลยคาราคาซังแบบนี้ แต่พอปายถาม แล้วไหนล่ะคำตอบ ดินนายทำให้ปายาเสียใจ เตรียมชดใช้ได้เลย

    #13138
    0
  18. #13125 Xakas (@nattarikaair9) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 23:28

    ปายอ่าาา สงสารอ่า ดิน พยายามเข้านะ บรรยายดีมากเลยอ่ะ
    #13125
    0
  19. #13092 mind_kaneki (@mind_kaneki) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 21:07
    สงสารปาย คือแบบ...ฮือออออ
    #13092
    0
  20. #13088 nokvilikegilr (@nokvilikegilr) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 19:53

    อ่านแล้วหูแดง... ไม่ใช่ไรนะ.. ดราม่ากินตับ​ งื้ออ​ อ่านยังไม่จบตอนตับ​ ไต​ ทำงานหนักมากเวอร์​ สงสารพี่ปายจังแงงงง
    #13088
    0
  21. #13083 punngirigiri (@punngirigiri) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 09:33
    สรุปคือหมอดินรู้ว่าพี่ปายคือปายา?
    #13083
    0
  22. #13060 97line (@mysocute) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 16:45
    ไปปารีสรึเปล่า..
    #13060
    0
  23. #13051 smileice (@ice-gonna-u) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 03:33
    พี่ปายหนีไปเลยยยย เค้าสงสารพี่ปายแง
    #13051
    0
  24. #13008 MManatsawan (@MManatsawan) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 15:41
    เจ็บปวดที่สุดเลย สงสารปาย
    #13008
    0
  25. #12938 rattanalak44 (@rattanalak44) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 / 16:34
    น้ำตาไหล สงสารปาย เข้าใจความรุ้สึกของปายนะ ..แต่ก็สมน้ำหน้าอิตะวันโดนหมอต่อยซะยับ..หึหุ
    #12938
    0