นับ เก้า รัก [YAOI]

  • 300% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 3,364,813 Views

  • 57,386 Comments

  • 58,052 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    172,932

    Overall
    3,364,813

ตอนที่ 54 : อ้อยคว่ำครั้งที่ 46

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10138 ครั้ง
    8 เม.ย. 62

บทที่ 46



“ผมกลับ...”

ลุกขึ้นจากโซฟากำลังจะพูดว่าผมกลับก่อนนะแต่ก็มีเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นมาหยุดประโยคของผมไว้ก่อน

“...นับสองเห็นป๋าเป็นคนแบบนั้นมาตลอดเลยเหรอ”

ผมหันไปมองต้นเสียงพบว่าคนที่นอนป่วยอยู่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วหรือไม่แน่เขาก็แกล้งหลับ เมื่อได้สบตากันแล้วคลื่นอารมณ์ความรู้สึกมากมายก็ซัดเข้ามาอย่างรุนแรงจนปวดแปลบไปทั้งใจ

ผมกับป๋าเราต่างมองกันเงียบๆ ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลง พี่ควินซ์มองเราสองพี่น้องอย่างอึดอัดใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่า

                “คุยกันดีๆ” ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วมองมาอย่างกังวล “ปรับความเข้าใจกันซะ”

                มือของผมเผลอกำแน่นขึ้นแล้วก็คลายออก...ค่อยๆ พยักหน้าลงแล้วก้าวขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วยแทนพี่ควินซ์ เลขาคนสนิทของป๋ามองอย่างเป็นห่วงแต่ก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย เขาปล่อยให้ผมกับป๋าคุยกันตามลำพัง

                เมื่อพี่ควินซ์เดินออกจากห้องไปแล้วก็เกือบห้านาทีที่ยังไม่มีใครพูดอะไร

                ...ผมไม่รู้ว่ามันควรเริ่มจากตรงไหน

                เลยได้แต่นั่งนิ่งมองหน้าหล่อๆ ซีดๆ ของป๋าไป

                “น้ำ” เสียงของเขาแห้งมากจนน่าสงสาร ผมได้ยินแล้วก็รีบเอาน้ำให้เขา ไม่ลืมจะหยิบหลอดมาให้ด้วยเพราะดูแล้วเขายังไม่มีแรงจะลุกเลย

                ผมช่วยป๋าให้กินน้ำเสร็จก็กลับมานั่งตามเดิมแล้วก็ถอนหายใจ “คุยวันอื่นมั้ย”

                สภาพเปื่อยเป็นผักต้มไร้เรี่ยวแรงขนาดนี้แล้วก็คาดว่าน่าจะคุยไม่ไหวควรพักผ่อนจะดีกว่า

                “คุยตอนนี้แหละ” ป๋าขยับมือมากำข้อมือของผมไว้แน่นเพื่อรั้งตัวผมไว้ “...เราปล่อยเวลามานานเกินไปแล้ว”

                สีหน้าของผมเผยอารมณ์อ่อนไหวออกมาเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง ไม่ได้ดึงมือกลับแต่ปล่อยให้ป๋าจับอยู่แบบนั้น อุณหภูมิร่างกายของเขาดูเหมือนว่าจะยังมีไข้อยู่แต่ไม่ได้ถือว่าร้อนมากแล้ว

                ป๋าสูดหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยถาม “ในสายตานับสองเห็นว่าป๋าเอาแต่ทำงานเพื่อตัวเองงั้นเหรอ”

                “แล้วมันไม่ใช่รึไง” ผมว่าเสียงแผ่วแล้วสบตาเขาอย่างจริงจัง “ป๋าคิดว่าการเลี้ยงน้องหนึ่งคนมันจำเป็นต้องใช้เงินเป็นพันๆ ล้านเลยเหรอ”

                ทุกวันนี้ผมใช้เงินต่อปีรวมค่าเรียนก็ตกปีละเจ็ดแปดแสน ให้เงินผมร้อยล้านก็ใช้ได้ตลอดชีวิตไม่ขัดสนแล้ว และพวกเขาลืมไปรึเปล่าว่าโตขึ้นผมก็ต้องทำงานหาเงินเองด้วย

                เพราะงั้นแล้วถึงบอกว่าไม่จำเป็นเลยที่ต้องพยายามหาเงินมากมายเพื่อผม

                “ผมถามจริงๆ นะป๋า” ยกมือขึ้นมากุมมือของป๋าที่จับข้อมือผมไม่ปล่อย “ป๋าหาเงินได้เยอะขนาดนี้แล้วป๋ามีความสุขกับมันมั้ย”

                “…!” คนป่วยเบิกตาโตเหมือนไม่คาดฝันว่าจะได้ยินคำถามนี้ คำถามที่เต็มไปด้วยความคิดถึงห่วงใยอย่างสุดซึ้งจากใจจริงของผม

                “ทำงานหนักได้เงินเยอะแต่ไม่มีเวลาใช้เงิน ทำงานเยอะจนร่างกายรับไม่ไหว” ผมไล่สายตามองสายน้ำเกลือแล้วมองไปรอบๆ ห้อง “ต้องเข้าโรงพยาบาล...นี่คือผลตอบแทนของการทำงานหนักที่ป๋าควรได้รับงั้นเหรอ”

                มือที่กำลังกุมมือผมอยู่สั่นระริกขึ้นมาและสีหน้าก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปมา... ผมบีบมือเขาแน่นขึ้นแล้วพูดต่อ              

“วันนี้...เรามาคุยกันตรงๆ ดีกว่า” พยายามกดข่มอาการในอกแล้วยิ้มบางๆ

                ป๋าเม้มปากแน่นแล้วพยักหน้า “พูดมาเลย” เหมือนเขาจะดูหวาดกลัวไม่น้อยกับคำพูดของผม

                ผมเรียบเรียงความคิดในหัวอย่างช้าๆ แล้วเริ่มต้นถามเขา “ป๋ารู้มั้ยว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เราสองคนกลายเป็นแบบนี้”

                นัยน์ตาคมสั่นไหว “เพราะป๋าผลัก...”

                “ไม่ใช่” ผมส่ายหัวปฏิเสธทันทีเมื่อเขาพูดถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตราบาปในใจของเขาและฝันร้ายของผม มันอาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้ผมกับป๋าแตกหักกันก็จริง

                แต่สาเหตุจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องนี้

                “ถ้า ถ้าไม่ใช่เรื่องนั้น” สีหน้าเขาสับสนอย่างหนักและตกใจ “แล้ว แล้วป๋าทำอะไรผิดตรงไหน ป๋า ป๋าจะได้แก้ไข ป๋า...”

                ผมตบมือเขาเบาๆ เป็นเชิงให้ใจเย็น “ป๋าฟังผมก่อน ใจเย็นๆ” สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วรอให้เขาสงบสติก่อน “ป๋าจำได้มั้ยว่าเราเริ่มทะเลาะกันตั้งแต่เมื่อไหร่”

                “...ตอนที่ป๋าทำงานในปีที่สาม” แววตาอ่อนล้าสะท้อนความสับสนออกมา “เราเริ่มทะเลาะกันตั้งแต่ตอนนั้น...”

                “ใช่” สีหน้าของผมหม่นลงเล็กน้อยแล้วกุมมือป๋าไว้แน่น “มันเริ่มขึ้นเพราะพี่บ้างานจนไม่มีเวลาให้ผม”

                มันอาจจะฟังดูงี่เง่า

                “ผม...เหงามากๆ” ริมฝีปากของผมสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่

                “อย่าร้อง...” เขายกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ผมอย่างเจ็บปวดใจ “พี่ขอโทษ”

                “ตอนนั้น...ผมพยายามเข้าใจ” คอมันปวดแสบปวดร้อนจนแทบพูดไม่ออก “ผมพยายามเข้าใจว่าป๋าต้องทำงานหนักเพื่อผมเพื่อหาเงินค่าขนม ค่าเสื้อผ้า ซื้อเครื่องดนตรี ซื้อของเล่นให้ผม”

                ผมมีสิ่งของทุกอย่างครบหรืออาจจะมากกว่าเด็กวัยเดียวกันด้วยซ้ำ แต่ว่า...

                “มันก็ไม่มีความสุขสักนิด” ผมสะอื้นแล้วซบหน้าลงกับมือป๋า “ผมรู้ว่าป๋าเริ่มก่อตั้งบริษัท งานมันยุ่งมากๆ และต้องเร่งหากำไรเอาคืนเงินลงทุน”

                เข้าใจทุกอย่างแต่บางเรื่องมันก็ห้ามความรู้สึกไม่ได้

“แต่ผมก็น้อยใจ น้อยใจมากๆ” หัวไหล่ของผมสั่นยามที่ต้องระบายความรู้สึกทั้งหมดออกมา “ป๋าเอาแต่ไปงานเลี้ยงไปพบปะคนนั้นคนนู้นทุกวัน...ป๋ามีเวลาให้ดารานายแบบพนักงานหุ้นส่วนคู่ค้านักลงทุน...แต่ป๋ากลับไม่มีเวลาให้น้องชายคนนี้เลย!

                ความน้อยใจที่สั่งสมมานานถูกโยนใส่หัวป๋าอย่างรุนแรง ผมไม่กล้ามองหน้าเขาแต่มือยังคงจับแน่นไม่ปล่อย

                “ป๋าไม่มีเวลาให้...ผมก็ยังทนได้” เสียงร้องไห้อย่างผมดังขึ้นอีกพยายามจะอดทนแล้วแต่สุดท้ายก็ร้องไห้เป็นเด็กเล็กๆ “แต่ป๋ากลับดุผม อารมณ์เสียใส่ผมและตีผม ฮึก”

                ตอนนั้นผมเสียใจมากๆ ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมทำการบ้านไม่ได้เลยเอาไปให้เขาสอนแต่กลับถูกเขาด่าว่าไม่ตั้งใจเรียน การบ้านง่ายๆ ยังทำไม่ได้อีกแล้วเขาก็บ่นว่าสมัยเขาอายุน้อยกว่าผมก็ทำโจทย์พวกนี้ได้แล้ว

                สำหรับเด็กที่ถูกเอาใจใส่มาตลอดไม่เคยถูกด่าไม่เคยถูกตีอย่างผม พอเจอแบบนี้เข้าไปก็เสียใจจนแทบบ้า

                ...ฟังดูปัญญาอ่อนชะมัด

                แต่เพราะเขาเป็นที่พักพิงหนึ่งเดียวที่ผมมี...ผมถึงเสียใจมาก

                “ขอโทษ ป๋าขอโทษ” เสียงขอโทษดังขึ้นเจือเสียงสะอื้นฮักแล้วพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อกอดผมไว้ “ป๋าผิดเอง ป๋าผิดเองนับ”

                “ป๋าไม่เคยถามผมว่าผมต้องการอะไร” ผมกำเสื้อคนไข้แน่นแล้วซุกหน้าลงกับอกเขา “ผมไม่ได้ต้องการเงิน”

                “...”

                “ผมต้องการพี่ชาย”

                บนเสื้อนั้นเปื้อนด้วยน้ำตาเป็นหย่อมๆ ดวงๆ เนื้อตัวของผมสั่นสะท้านแล้วพยายามหายใจให้มั่นคง น้ำตาก็ยังคงไหลรินท่วมทะลัก

                “พ่อก็ไม่สนใจ แม่ก็ไม่มี พี่ไอก็ไม่อยู่” กัดปากแน่นจนเลือดไหล “ผมเหลือพี่แค่คนเดียว...แต่พี่ก็ทิ้งผม ฮึก”

                มันเคว้งคว้างและอ้างว้าง

                ทุกคนปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว

                หลังจากพี่ไอออกจากบ้านไป ที่พึ่งเดียวที่ผมเหลืออยู่ก็คือป๋านับหนึ่ง เขาเป็นทุกอย่างของผมในเวลานั้น

                “จะไม่ทิ้งแล้ว พี่จะไม่ทิ้งนับสองอีกแล้ว” เขาเอ่ยอย่างหนักแน่นตอกย้ำสัญญา ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงน้ำอุ่นๆ ตรงซอกคอ...

ป๋ากำลังร้องไห้

หัวใจของผมเองก็กำลังเจ็บปวดไม่ต่างกัน

                “พี่ขอโทษที่ดูแลนับสองไม่ดี” เสียงของเขาดังอู้อี้ข้างหูจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ “พี่คิดน้อยเกินไปจนลืมความรู้สึกของนับสอง”

                ผมมุดหน้าอยู่ที่อกเขาแล้วฟังเงียบๆ

                “พี่รู้ตัวว่าพี่เลี้ยงนับสองไม่ได้เท่าพี่ไอ” เสียงแหบแห้งเอ่ยว่า “เพราะเลี้ยงได้ไม่ดีเท่า พี่เลยพยายามเอาเงินเข้ามาช่วยหวังว่านับจะชอบ พี่ไม่มีเวลาให้เลยให้เงินใช้เพื่อเติมเต็ม....”

                ผมส่ายหัวบนอกเขาโดยไม่พูดอะไร

                ป๋าหนึ่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นสัมผัสได้ถึงความร้อนจากผิวกาย “สิ่งที่พี่คิดว่าถูกกลับกลายเป็นผิดไป...พี่ช่างเป็นพี่ที่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”

                “คนเราผิดพลาดกันได้” ยิ้มสมเพชตัวเองในใจ “ผมก็เคยผิดพลาด...แต่ก็ผ่านมาได้”

                เนื้อตัวของป๋าสั่นอย่างรุนแรงเพราะความผิดพลาดเดียวในชีวิตผมคือการเดินไปหาสิ่งเสพติด ผมตบหลังเขาเบาๆ “...ผมก็ยังรอพี่อยู่เสมอนะ”

                ผมรอเขามาตลอด

                “ผมไม่เคยเกลียดพี่” ดึงตัวเองออกจากอ้อมกอดของป๋าแล้วสบตาที่แดงก่ำของอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาไม่หลบหลีกพร้อมกับยกมือขึ้นลูบแก้มของเขาที่ดูซูบผอมกว่าเดิม “ไม่เคยเกลียด”

                มันเป็นความจริงที่ผมไม่เคยเกลียดเขา

                “ไม่เกลียด...จริงเหรอ” ประกายตาดีใจสว่างวาบขึ้นในดวงตาอย่างมีความหวัง

                “ไม่เกลียดแต่ใช่ว่าจะไม่โกรธ” ผมถอนหายใจแล้วยิ้มบางดึงมือกลับมาเช็ดน้ำตาตัวเอง “ผมโกรธที่พี่ไม่ทำอะไรหลังจากผมกลับมา...ซ้ำยังห่างมากกว่าเดิม”

                สีหน้าของป๋าหม่นหมองลงแล้วก็ยิ้มขมๆ “ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากทำอะไร... แต่พี่ไม่มีความกล้า”

                “...”

                “ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับนับสอง”

                เขาสูดหายใจเข้าปอดช้าๆ พยายามปรับควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่ง “...พี่ทำร้ายนับสองด้วยมือตัวเอง” เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาตรงหน้าผมและมันก็สั่นไปมา

                น้ำเสียงอ่อนระโหยพยายามเอื้อนเอ่ย “พี่ผลักนับสองลงไป...พี่ฆ่านับสองกับมือ” เขาหัวเราะทั้งน้ำตาในนัยน์ตามีความสิ้นหวังให้เห็น “พอนับสองกลับมา...พี่ดีใจ ดีใจมากๆ”

                ผมรวบมือเขามากุมแน่นแล้วบีบหนักๆ เพื่อให้รับรู้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้ ตรงหน้าเขา

                “แต่ความรู้สึกผิดมันก็ท่วมท้นจนพี่ไม่กล้าสู้หน้า” หลับตาลงแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลอาบน้ำ “คิดว่านับคงเกลียดพี่ไปแล้ว เกลียดจนอยากให้พี่ไปไกลๆ ไปให้พ้นหน้า...”

                “ผมไม่เคยคิดแบบนั้น” เบิกตาโตกับความคิดของป๋าที่ผมไม่เคยรู้เลย

                เขา...คิดแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ

                ความเสียใจปรากฏขึ้นกลางหัวใจของผมมันรุนแรงเสียจนเหมือนถูกควักหัวใจออกมา เพราะเราต่างถอยห่างและเลือกที่จะใส่หน้ากากเข้าหากัน ไม่ยอมปรับความเข้าใจกันตั้งแต่แรก

                เพราะไม่ยอมพูดคุยถึงได้ทำร้ายกันและไม่เข้าใจกัน

                ทำให้เราสูญเสียเวลาไปมากมายที่จะใช้ร่วมกัน

                “บางเรื่องที่ควรคิดเยอะก็ดันคิดน้อย” เขาส่ายหัวแล้วยกมือขึ้นลูบแก้มผม “ส่วนเรื่องที่ไม่ควรคิดน้อยกลับคิดซะเยอะเป็นตุเป็นตะ”

                ผมแลบลิ้นใส่เขาแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เอนตัวเอาหัวหนุนตักป๋าแล้วหลับตาลงเพื่อซึมซับความอบอุ่นและใกล้ชิดที่โหยหา เหมือนหัวใจได้รับการปลอบโยน ความตึงเครียดและความน้อยใจความโกรธได้ถูกพูดออกไปจนหมดแล้ว เส้นผมถูกลูบไปมาทำให้ผมยิ้มได้

                ...นานแค่ไหนแล้วที่ป๋าไม่ได้ลูบหัวผมแบบนี้

                จริงๆ แล้วผมมันก็แค่เด็กติดพี่

“ตอนนี้...เราเข้าใจกันแล้วใช่มั้ย” ผมถามทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่

“พี่เข้าใจแล้วว่าพี่ผิดพลาดตรงไหน” ใบหน้าของนับหนึ่งยามนี้ดูมีชีวิตชีวาอีกครั้งแววตาก็สดใสขึ้น “แต่แค่รู้ว่านับสองไม่เกลียดพี่มันก็มากพอแล้ว”

ไม่ต้องรักเหมือนเก่าแต่อย่าเกลียดกันก็พอ...นับหนึ่งคิดอย่างเศร้าสร้อยแต่ไม่นานก็เลือนหายแทนที่ด้วยความสุขล้นที่ได้เข้าใจในตัวน้องชายแล้ว เข้าใจความผิดพลาดของตัวเองสักทีแล้วจะได้หาทางเอาใจใส่นับสองให้ถูกที่ถูกทางมากขึ้น

                ผมเองก็เข้าใจป๋ามากขึ้น...เพราะเขากลัวที่จะเผชิญหน้ากับผมและทำอะไรไม่ถูกถึงได้ห่างๆหายๆ อารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

                อยากตบหัวตัวเองจริงๆ ทำไมไม่รู้จักคุยให้สิ้นเรื่องสิ้นราวจะได้ไม่คาราคาซังมาหลายปี

                ความเงียบค่อยๆ คืบคลานเข้ามาและมันก็ไม่ได้อึดอัดอีกต่อไป...ผมหนุนตักป๋าอยู่เกือบสิบนาทีก็ลืมตาขึ้นแล้วขยับตัวนั่งดีๆ

                ป๋ามองตามการขยับผมมองหน้าผมอย่างเซ่อซ่าไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอะไรก่อนดี ผมหัวเราะแล้วเอามือเท้ายันกับเตียงไว้แล้วยืดตัวหอมแก้มเขา

                “เดี๋ยวผมต้องกลับไปเรียนแล้ว” เห็นลูกตาที่เศร้าลงของป๋าแล้วผมก็ไม่อยากไปเรียนขึ้นมาซะงั้น

                “แล้วเย็นนี้จะมาอีกมั้ย” ป๋าถามอ้อมแอ้มแต่สายตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง

                ผมครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “เย็นนี้จริงๆ ผมก็ชวนพี่ออสตินไปกินข้าวแต่เดี๋ยวย้ายมากินข้าวที่โรงพยาบาลก็ได้” แล้วก็ย่นคิ้วสงสัย “พี่รู้เรื่องพี่ออสตินมั้ย”

                ป๋าส่ายหน้า “พี่เพิ่งรู้สองสามวันก่อน” เขาเงียบไปนิดนึงแล้วพูดอย่างจริงใจไม่โกหก “...พี่ไม่รู้ว่าพวกเรามีพี่ชายอีกคนแล้วก็ยังเป็นฝาแฝดกับพี่ไออีก”

                อย่างน้อยก็ไม่ได้มีแค่ผมที่ไม่รู้ถึงตัวตนของพี่ออสติน ยังมีป๋าที่ไม่รู้จักมักจี่ด้วย...งั้นลากพี่ออสตินมากินข้าวที่นี่ก็ถือว่าทำถูกแล้วมั้ง

                คิดสรุปเสร็จแล้วก็เดี๋ยวค่อยโทรบอกพี่เขาอีกทีแล้วกัน

                “โอเค” พยักหน้าหงึกหงักแล้วลุกขึ้นยืน “พี่ก็นอนพักเถอะจะได้หายไวๆ”

                ดันตัวป๋าให้นอนลงไปกับเตียงแล้วหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวให้ ป๋าทำตัวว่าง่ายและยิ้มแก้มปริมองดูผมปรนนิบัติอย่างอารมณ์ดี

                “เหนื่อยก็พักบ้าง” ผมอดไม่ได้ที่จะพูดทิ้งท้าย “ได้เงินมาแต่สุขภาพแย่มันก็ไม่คุ้มหรอก”

                “พี่จะพยายามลดงานลง” เขารับปากแล้วจับมือผมไว้แน่น “ถ้ามีเวลาว่าง ...เราไปเที่ยวกันนะ”

                “ได้สิ” ฉีกยิ้มกว้าง “ผมจะรอ”

                ผมมองเขาต่ออีกเล็กน้อยแล้วก็ขอตัวไปล้างหน้าล้างตาก่อน เมื่อจัดสภาพตัวเองเรียบร้อยแล้วก็เดินไปบอกลาจากนั้นก็หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาเดินไปที่ประตู

                …เปิดใจมันดีแบบนี้เองสินะ

                เหมือนได้เห็นแสงสว่างในชีวิตอีกครั้ง

                ความมืดมิดปัดเป่ากระจายหายไปเยอะจนแทบไม่หลงเหลือ

                ผมเดินออกจากห้องด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกคล้ายตัวมันเบาหวิวขึ้นมาหลังจากได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับป๋าแล้ว ความเจ็บปวดและรอยแผลคล้ายได้รับการเยียวยารักษาในที่สุด

                หัวใจที่มืดบอดและปิดตายมีความอบอุ่นโอบกอดให้รู้สึกถึงการมีชีวิตและครอบครัวอีกครั้ง  

                ปิดประตูห้องแล้วเงยหน้าขึ้นก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นใครบางคนกำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่... คล้ายมีค้อนหนักๆ ทุบลงมาบนเกราะป้องกันให้พังทลาย คลื่นความรู้สึกมากมายซัดโหมกระแทกเข้ามากลางอก

ลำคอรู้สึกปวดร้อนและจมูกก็แสบขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง

                เขามาได้ยังไง

                ไม่ใช่ว่าอยู่กับเพื่อนเหรอ

                “พี่เก้า...”

                เอ่ยเรียกเสียงสั่นแล้วก้าวเข้าไปหาเขาจากนั้นก็โถมตัวเข้ากอดซึ่งพี่เก้าก็อ้าแขนรอรับผมอยู่แล้ว ความอ่อนโยนของอ้อมกอดทำให้ผมสะอื้นและร้องไห้ออกมาอีกรอบ

                “พี่มารับแล้วนะครับ” เขาว่าเบาๆ แล้วลูบหลังผม

                โอบกอดคอของพี่เขาแล้วซุกหน้าลงกับซอกคอปล่อยให้ตัวเองปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกออกมา

ถึงจะเป็นการร้องไห้

แต่ไม่ใช่เพราะโศกเศร้าเสียใจ

แต่ผมดีใจ...ดีใจจนน้ำตามันไหลอย่างห้ามไม่อยู่

ผมกำลังจะได้พี่ชายคืนเเล้ว ไม่ให้ดีใจได้ยังไง!

“พี่เก้า!” ผมร้องเรียกเขาอย่างตื่นเต้น

เมื่อมีความสุขก็อยากจะแบ่งปันให้กับคนรักให้เขารู้สึกยินดีและมีความสุขไปกับเรา

“หือ?”

“ผม... ผมปรับความเข้าใจกับป๋าแล้วนะ ฮึก” พูดไปปนร้องไห้ไปแล้วยิ่งกระชับอ้อมกอดฝังตัวเองในอ้อมแขนของพี่เก้ามากขึ้น “ขอบคุณนะ ขอบคุณ”

ขอบคุณที่ทำให้ผมกล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ขอบคุณที่คอยสอนตักเตือนแล้วยังมอบความกล้าให้ผม...และขอบคุณที่ยืนอยู่ตรงนี้

“ไม่เห็นมีอะไรน่าขอบคุณเลย ทุกอย่างเป็นที่นับสองเลือกเอง” พี่เก้าว่าเสียงอ่อนอย่างขบขัน “แล้วทำไมขี้แยแบบนี้ หือ?”

“คนมันดีใจ!” ผมหัวเราะไปร้องไห้ไปเหมือนคนบ้า “ถ้ารู้ว่าการเปิดใจมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ผมคงเปิดใจไปนานแล้ว ผมนี่โง่จริงๆ”

โง่ที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเสียเปล่า

จากที่ร้องไห้ดีใจก็เปลี่ยนมาสะอื้นเพราะความรู้สึกผิด “ฮึก แต่พอได้เปิดใจแล้วผมถึงได้รู้ว่าผมก็ทำร้ายความรู้สึกป๋าไม่น้อย...ผมคิดไม่ถึงว่าเขาจะจมยึดติดกับอดีตมากกว่าผมซะอีก”

“ไม่เป็นไร ตอนนี้ก็เข้าใจกันแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยปลอบไม่ห่าง “ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ได้”

“ผมนี่มันแย่จริงๆ” คิดถึงแต่ความรู้สึกตัวเองจนละเลยและมองข้ามคนอื่นไป

พี่เก้าเอ่ยแย้ง “ไม่ นับสองไม่ได้แย่” เขากดหัวผมลงกับอกอุ่นๆ ของเขา “มันเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะรู้สึกว่าเรานั้นเจ็บปวดที่สุด ทุกอย่างมันเป็นไปโดยสัญชาตญาณ”

 “วันนี้เก่งมากแล้ว” เขาลูบท้ายทอยของผม “นับสองเก่งมากครับ”

พี่เก้าเลื่อนริมฝีปากมาจูบเบาๆ ที่หางตาของผม

 

“คนเก่งของเก้า”

“...ฮืก”

“ไม่ร้องแล้วนะคะ ชู่ววว คนเก่งหยุดร้องไห้เร็ว”

 

พี่เก้า...

ตกลงจะให้ผมหยุดร้องไห้

หรือจะทำให้ผมหัวใจหยุดเต้นกันแน่ โอ๊ยยย


----------------------


"เดี๋ยวประคบตาหน่อยนะ"

ผมมองหน้าพี่เก้าราวกับสมบัติล้ำค่า รู้สึกออร่าแสงสีทองเเม่งจับตามตัวพี่เก้าจนเเสบตาไปหมด

พ่อทูนหัวของนับสองงงงง

                มาม่ะ มาให้นับสองจูบเร็ว

หลังจากปลอบให้ผมหยุดร้องไห้ได้แล้ว พี่เก้าก็พาผมลงมาด้านล่างเเต่ยังไม่ได้กลับมหาลัยทันที เขาให้ผมมานั่งที่เก้าอี้ตรงระเบียงทางเดินเเล้วพี่เเกก็เดินหายเข้าไปในร้านสะดวกซื้อก่อนนะกลับมาพร้อมกับผ้าสองผืนน้ำแร่เย็นๆ หนึ่งขวด

มองดูนายแบบคนดังทำตัวเป็นพ่อบ้านเเล้วก็จั๊กกะจี้หัวใจจริงๆ พี่เก้าทำทุกอย่างด้วยสีหน้าอ่อนโยน เขาเทน้ำเเร่จนชุ่มผ้าจากนั้นก็บิดหมาดๆ แล้วเช็ดหน้าเช็ดตาให้ผมก่อนรอบหนึ่งแล้วก็ใช้ผ้าอีกผืนชุบน้ำบิดพอหมาดมาวางปิดตาผมไว้

อยู่นิ่งๆ” เสียงทุ้มว่าดุไม่จริงจังนักเมื่อเห็นผมขยับยุกยิกไปมาไม่ยอมอยู่นิ่ง

ผมบ่นอุบอิบ “คนมองเต็มแล้ว” มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเมียงมองกันไม่หยุด

ความเย็นบนเปลือกตาทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย ถ้าไม่ประคบตาสักหน่อยกลับไปมอ เพื่อนไวท์คงถามไม่หยุดแน่ว่าเกิดอะไรขึ้น

เอนหัวพิงกับกำแพงหลับตาเงยหน้าโดยมีผ้าเย็นๆ โปะที่ตาทำให้ไม่เห็นสีหน้าของพี่เก้า

ก็ปล่อยให้มองไปสิ” เขาว่าอย่างไม่สนใจแล้วนั่งลงข้างๆ ผม แคร์เหรอ

ไม่อะ” ผมตอบเสียงเอื่อยแต่ก็ “แต่พี่นั่นแหละจะไม่เป็นอะไรเหรอ

ตัวผมน่ะใครจะมองยังไงก็แล้วแต่เลย ที่ผมใส่ใจคือพี่เก้าต่างหาก

ก็เขาเป็นนายแบบคนดังเน็ตไอดอลเชียวนะ ภาพลักษณ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องกังวล

ไม่ติดว่าแคร์พี่เก้า

ไอ้นับคนนี้จะสั่งทำป้าไวนิลติดทั่วประเทศเลยว่า...

คนนี้ของกูกินกันแล้วด้วย ใครก็ห้ามแย่ง!

คิดมาก” ว่าไม่พอยื่นมือมาหยิกแก้มผมอีก ถ้าอยากคิดมากก็คิดถึงหน้าหล่อๆ ของพี่เก้าพอ

                หยอดไปอีกกก

                เจ้าของไร่อ้อยนี่เขาไม่มีวันหยุดบ้างเหรอ ถามจริงงง

                “ขี้อ่อยว่ะปัดมือพี่เก้าออกจากแก้มทั้งที่ยังมีผ้าโปะปิดตาอยู่ เลิกอ่อยได้แล้ว

                เออ ไม่เขินหรอก

                “เลิกอ่อยก็ได้

“...”

แต่ต้องให้พี่เก้าเลิกรักนับสองก่อนนะ เสียงเซ็กซี่กระซิบข้างหูอย่างร้ายกาจ

พยาบาลครับ

ขอห้องไอซียูให้ผมด้วยครับ

ผมถูกอ้อยแปดล้านตันทับตายแล้ว เอื๊อออ

แหนะ ยิ้มๆ เขินสิอย่าแซวสิ!

ผมพยายามกดมุมปากไม่ให้ยิ้มแต่รู้สึกแม่งปากจะเบี้ยว เออนี่ เย็นนี้...

อะๆ เย็นนี้ทำไมครับเสียงกรุ้มกริ่มผสมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอเหมือนกำลังสนุกที่เห็นผมเขินจนเปลี่ยนเรื่องหนี

ยกมือทุบขาพี่เก้าไปทีหนึ่ง เย็นนี้พี่จะย้ายมาบ้านผมเลยรึเปล่า

ย้ายสิพี่เก้าตอบอย่างกระตือรือร้น นี่พี่กะว่าถ้าออสตินมารับนับสองไปกินข้าวเย็นแล้วเดี๋ยวพี่ก็จะไปเก็บกระเป๋าที่คอนโด

หือ? ผมยังไม่ได้นัดเข้าให้มารับเลยนะขมวดคิ้วนิดนึง ผมกะว่าจะบอกให้ไปเจอที่ร้านอาหารเลย

ผมก็จะได้มีเวลาอยู่กับพี่เก้าเพิ่มขึ้นอีกหน่อยด้วย

เพิ่มอีกสามสี่นาทีก็ยังดี...

ว้ายๆ กำลังอิจฉาอยู่เหรอ ไม่มีคนให้อยู่ด้วยล่ะซี้

คนโสดก็งี้ ไม่เหมือนเสือนับ งุ้ยยย

เสียงถอนหายใจจากคนข้างๆ ทำเอาผมงงเล็กน้อยแต่ก็เงียบรอฟัง ดูจากเมื่อเช้าก็น่าจะรู้แล้วมั้ยนับสองว่าพี่ชายเราคลั่งตัวเราขนาดไหน

เออว่ะ เห็นท่าทางจะมาส่งผมให้ได้แล้วก็เข้าใจทันที

เพราะงั้นแล้วถ้านับเลิกเรียนแล้ว มีเหรอจะไม่รีบพุ่งมารับพี่เก้าทำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย นี่มันมารความรักของเราชัดๆ

แค่นี้ก็บ่นเเล้วรึไง "พี่พูดแบบนี้...หรือพี่จะถอยแล้ว"

ภายในใจมันวูบโหวงเเละหนาวเหน็บขึ้นมาทันที

พี่เก้ารีบสั่นหัวไปมาเเล้วรีบพูด "พี่ไม่ได้คิดท้อหรือถอยนะ อย่าเพิ่งมโนสิ!"

“ฮึ” เหลือกตาใส่อย่างต่อว่า

ใครขี้มโนกัน!

“ก็เราชอบมโนไปก่อนจริงๆ”

เขาพูดใส่ผมตรงๆ เพื่อไม่ให้มโนไปก่อนแล้วยังดึงมือไปจับอีกเพื่อเพิ่มความรู้สึกมั่นคง พี่เก้าบีบมือผมแน่นแล้วคลายออกแต่ผมรีบกำไม่ปล่อย ท่าทางเหมือนเด็กที่หวาดกลัวการถูกทอดทิ้งเรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูและอ่อนใจจากพี่เก้าได้ไม่น้อย

"เด็กโง่"

"..."

"พี่เก้าไม่ปล่อยมือหรอก"

นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ขยับไปมาเปลี่ยนเป็นประสานนิ้วกุมมือแน่นไร้ช่องว่างทำให้ใจที่สั่นใจของผมสงบลงได้อย่างน่าประหลาด

ส่งเสียงอึกอักในลำคอ “กล้าปล่อยก็ลองดูสิ”

กล้าปล่อยก็กล้าจับเว้ย!

ถ้าคิดจะทิ้งเสือนับบอกเลยว่าไม่มีทาง!

            “ใครจะไปกล้าทิ้งเล่า”

            “...”

“ก็น่ารักซะขนาดนี้”

โครม!

...รถอ้อยคันที่เก้าล้านเจ็ดหมื่นได้คว่ำลงแล้ว

ผมเองก็มัวเเต่อิ่มเอมใจเมาอ้อยอยู่ก็ยิ่งใจจะระเบิดกับประโยคต่อมาที่ฟาดลงมาแบบไม่เกรงใจ

"เห็นพี่ดูหงุดหงิดแต่จริงๆ แล้วพี่ไม่ได้หงุดหงิดนะ"

"..." มองหน้าด้วยสายตาเป็นคำถาม...ไม่ได้หงุดหงิดแล้วเป็นอะไรมิทราบ

พี่เก้าเม้มปากแล้วหลบตา

"พี่หึงต่างหาก"

“อ่อ” พยักหน้าหงึกหงักหลับตาซึมซับความเย็นจากผ้าเปียกๆ ที่ปิดประคบดวงตา

ก็ไม่เห็นจะสำคัญอะไรก็แค่หึงเอง

แค่หึง

หึงเหรอ!

ฮะ อะไรนะ

ผมตาโตเเล้วผงกศีรษะลงมาทำให้ผ้าประคบตาตกลงมา พอดีกับพี่เก้าที่เอาหัวมาดุนๆ กับหัวไหล่ผมอย่างออดอ้อนเเละก็บ่นอุบอิบงุ้งงิ้งอย่างอายๆ ปนเขิน

คิดว่าตัวเองน่ารักตัวเล็กรึไงคุณรัดเกล้า!

“เงยหน้ามาคุยกันก่อนสิ!” พยายามจะง้างหัวพี่เก้าขึ้นมาคุยแต่ไอ้พี่มันก็เอามือกอดเอวแล้วซุกหน้ามุดซอกคอหัวไหล่ผมแน่นยิ่งกว่าปลิงอีก  

คุยกันท่านี้ก็ได้!

ยังไงเสือนับก็ได้กำไร หุหุ

โดนคนหล่อกอดแหละ อร๊ายยย เซลฟี่ลงไอจีได้มั้ย

“หึงอะไร ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”

เอ๊ะ หึงเพราะเมื่อกี้ผมแอบมองบุรุษพยาบาลสุดหล่อในลิฟต์?

ไม่สิ น่าจะเป็นผู้ชายหัวทองๆ หน้าหล่อร้ายๆ หิ้วกระเซ้าเยี่ยมญาติเดินสวนกับผมแล้วผมเหลียวมองตามหลังคอแทบหักมากกว่า

เฮ้ย ยังมีหมอเวรหน้าใสเดินมาตรวจคนไข้ในตึกอีก

อ้อๆ ใช่ๆ แล้วก็...พอเถอะ

 ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเป็นคนจริง

จริงจังในความแรด แค่ก!

"ก็คนมันหึง" เสียงพี่เก้าค่อนข้างเบาแต่ก็เรียกสติผมกลับมาจากมโนคิดที่แสนวุ่นวาย ก้มมองคนที่กำลังมุดซอกคอผมไม่ยอมสบตาเห็นแต่ใบหูเเดงๆ ที่แดงมากก็เผลอฉีกยิ้มไม่รู้ตัว "ถึงจะเป็นพี่ชายแต่ก็เป็นผู้ชาย มาหอมเเก้มเเบบนั้น พี่หึง!"

หอมแก้มพี่ชาย?

อ่า...สมองของผมมึนตึ้บไปเล็กน้อยก่อนจะระลึกชาติได้ว่าเมื่อเช้านี้ผมได้กระโดดหอมเเก้มออสตินต่อหน้าพี่เก้าไปจริงๆ  

"แล้วจะให้ผมทำไง" เออ ก็มันหอมไปแล้วอ่ะ จะให้ทำไง

คนตัวโตเงยหน้าขึ้นเเล้วมองผมตาวาว "หอมแก้มพี่!" ดึงหน้าออกจากไหล่ผม "สองข้างด้วย!"

เด็กชายเก้างอเเงซะเเล้ว

ผมอมยิ้มเเล้วเบือนหน้าหนี "รู้แล้วๆ" 

"รู้แล้วก็หอมสิ" พี่เก้าถลึงตาใส่ผมเเล้วเอียงแก้มมาให้ผมหอมอย่างเอาแต่ใจจนลืมเวลาและสถานที่

เพี๊ยะ!

"ดูสถานที่บ้างสิ!” มองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างหวาดๆ แค่นั่งเบียดชิดกันจับมือกันก็มองกันตาเขม็งจับผิดเหมือนไปฆ่ายาบนหัวเขากันแล้ว

เหมือนคนขี้หึงจนควันออกหูรู้สึกตัวเพิ่งนึกได้ว่าอยู่ข้างนอกก็กระแอมไออย่างขัดๆ เขินๆ “ลืมตัวไปหน่อย”

ไม่หน่อยแล้ว!

“พอๆ กลับกันเถอะ” ผมฉุดมือให้พี่เก้าลุกขึ้นแล้วก็เก็บผ้าเก็บขวดน้ำแร่เปล่าๆ ใส่ถุงเอาไปทิ้งถังขยะพอหันกลับมาหาพี่เก้าก็เจอเขาสวมแว่นตากันแดดสีชาพอดี

ใส่ตอนนี้มันทันมั้ยพี่

แล้วหัวสีเด่นขนาดนี้

เป็นแฟนคลับก็จำได้ตั้งแต่เห็นในระยะสามกิโลเมตรแล้ว!

“วันนี้พวกดาวเดือนมีทำอะไรมั้ย” พี่เก้าถามผมในระหว่างที่เดินไปลานจอดรถ

ผมครุ่นคิดถึงบทสนทนาในไลน์กลุ่มดาวเดือนเล็กน้อย “ซ้อมร้องประสานเสียงแล้วก็มีถ่ายรูปเชิญชวนค่ายจิตอาสานิดหน่อย”

“เฟรชชี่ไนท์วันพุธหน้าแล้วนะ” พี่เก้าเตือน “ดูแลหน้าได้แล้ว”

หน้าหงิกทันที “พี่จะบอกว่าตอนนี้ผมโทรมรึไง”

“อื้อ” พยักหน้าตาใสแต่พอเห็นสีหน้าขุ่นเคืองของผมเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ พี่เกือบลืมบอกเลย ในงานเฟรชชี่ไนท์ พี่เป็นพิธีกรด้วยนะ มีพิธีกรสองคน”

“คู่กับดาวมหาลัยปีสอง?” น้ำเสียงของผมขุ่นเล็กน้อย

ไม่ชอบใจอะ

ประท้วงได้มั้ย  

พี่เก้าพยักหน้า “ก็ต้องแบบนั้นสิ ไม่งั้นจะให้พี่เป็นพิธีกรคู่กับใคร” เงียบไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยแกล้งผม “สำหรับคนอื่นมันก็นะดาวเคียงเดือน...”

“พี่เก้า!” จะหึงแล้วนะ!

ผมสะบัดหน้าหนีแล้วเดินจ้ำอ้าวทิ้งระยะห่างไกล ไอ้พี่เก้าก็รีบตามมาดึงแขนผม

“ฟังให้จบสิเด็กขี้มโน”

ไม่ฟังเว้ย!

“เมื่อกี้พี่ก็บอกแล้วว่าสำหรับคนอื่นไง” เสียงพี่เก้าดูเฮ้อมากๆ กับผมที่เหมือนจะตีโพยตีพายไปก่อน

ผมเม้มปากแน่นแล้วแยกเขี้ยวใส่คนขี้แกล้ง เขาจงใจทำให้ผมหงุดหงิดโมโหหึงก่อนชัดๆ! เห็นผมเงียบและฟังอย่างสงบแล้วก็พูดต่อ

“คนอื่นว่าดาวคู่กับเดือน”

ยังจะพูดอีก!

“สำหรับพี่เก้า”

“...”

“ดาวคู่เดือนก็ช่าง เดือนคู่เดือนก็ดี ใครคู่ใครแล้วเหมาะสมพี่ไม่รู้”

“...”

“แต่ที่รู้ๆ”

“...”

“พี่เก้าต้องคู่กับนับสองเท่านั้นครับ”

 

...

...

ใครไหวไปต่อเลย

แต่นับสองไม่ไหวแล้ววววววววว



---------------------


"แกๆ แกเห็นพี่เก้าอัพไอจีเปล่า"

"รูปข้าวหน้าปลาไหลน่ะเหรอ เห็นผ่านๆ ทำไมวะ"

"เออสิ ฉันเขินมากเเก!"

"เดี๋ยวๆ ข้าวหน้าปลาไหลมันเขินตรงไหน"

"เขินแคปชั่นต่างหาก!"

"แคปชั่นอะไร "

"ก็... ถึงจะเป็นของโปรดแต่พอคนโปรดไม่มาก็ไม่อร่อยเลย’…อ่านแล้วอยากเป็นคนโปรดพี่เก้าเว้ย!” กรีดร้องเป็นบ้าเป็นหลังทุบโต๊ะ “เห็นพี่เก้ากินข้าวไม่ได้แล้วเมียคนนี้ปวดใจ!

“เพ้อแหละมึง เพ้อแล้ว!” จิ้มหน้าผากเพื่อนอย่างเอือมๆ แล้วถามอย่างสงสัย “ว่าแต่คนโปรดที่พี่เก้าว่านี่มึงว่าใครวะ”

“กูฟันธงร้อยเปอร์เซ็นเลยนะ” ตบอกอย่างมั่นใจ “กูว่าคนโปรดของพี่เก้าแม่งกำลังนั่งกินนมชมพูอยู่นู้นไง”

เอ๊ะเอ๋ คนไหนนะ

ใช่เสือนับคนนี้รึเปล่าาาา

                ผมจิ้มโทรศัพท์กดไลก์รูปข้าวหน้าปลาไหลในไอจีพี่เก้าเงียบๆ พร้อมกับกัดหลอดดูดน้ำไปด้วยเพื่อไม่ให้ยิ้มแก้มแตก เสียงซุบซิบที่มาจากโต๊ะด้านหลังเข้าหูผมทุกประโยคไม่มีขาดไม่มีตก

                ไวท์ลดโทรศัพท์ลงเล็กน้อยแล้วมองหน้าผมก่อนจะมองแก้วน้ำที่ผมกำลังกิน “เขาหมายถึงมึงใช่มั้ย”

                “แล้วมึงคิดว่าไง” ผมยิ้มอารมณ์ดีแล้วเขย่าแก้วเล็กน้อยมองดูน้ำสีชมพูในแก้ว “นอกจากกูแล้วยังจะเป็นใครไปได้อีกเล่า”

                พี่เก้ามีนับสองเป็นคนโปรดคนเดียวเถอะ

                อย่ามายุแยงตะแคงเย เอ๊ย ตะแคงรั่วกันสิ

                ไม่มีเป็นของตัวเอง

                เลยต้องมาทำให้คนอื่นเขาแตกแยกใช่มั้ย เจ้าเพื่อนนิสัยเฉีย!

                “อาจจะเป็นคนอื่นก็ได้” ไวท์ว่าเสียงเรียบก่อนจะตักพุดดิ้งเข้าปาก

                ผมย่นคิ้ว “อยู่ๆ เป็นอะไรมาใส่ร้ายพี่เก้าของกู”

                “เปล่า!” ท่าทางมันดูมีลับลมคมในสุดๆ

                ไวท์เบะปากแล้วบ่นงึมงำอะไรสักอย่างไม่รู้ซึ่งผมก็ไม่รู้จะถามอะไรเพราะลักษณะแบบนี้อาการเหวี่ยงและกัดไม่เลือกหน้าบ่งบอกว่ามันกำลังอารมณ์ไม่ดีคลับคล้ายคลับคลาเมนส์จะมา

                ขี้เกียจจะง้างปากเจ้าเพื่อนตัวน้อยเลยหันกลับมาเล่นโทรศัพท์ต่อฆ่าเวลารอสำหรับกิจกรรมดาวเดือนของเย็นนี้ ตอนนี้ผมเลิกเรียนแล้วครับกำลังนั่งร้านกาแฟตากแอร์เย็นๆ อยู่

                ออกจากโรงพยาบาลได้พี่เก้าก็เหยียบคันเร่งแทบมิดเท้าเพื่อมาส่งผมให้ทันเข้าเรียนภาคบ่ายแต่ถึงจะรีบก็ยังมาสายไปสิบนาที ดีนะที่อาจารย์คนนี้ใจดีเลยไม่โดนเช็กชื่อขาด

                “แล้ววันนี้พวกดาวเดือนจะทำอะไร” ไวท์เปลี่ยนเรื่องและแสร้งทำเป็นอารมณ์ดี

                ผมทำเป็นไหลไปตามน้ำ “วันนี้ถ่ายรูปดาวเดือน หารูปดีๆ หล่อๆ ขึ้นเพจมหาลัยเพื่อนับคะแนนโหวต”

                ทุกคนต้องกดไลก์รูปเสือนับเยอะๆ นะ

                ขอไม่มาก สักเก้าหมื่นไลก์พอ อิอิ

“รูปพี่ๆ ปีที่แล้วเหมือนจะใส่ชุดธีมชุดไทยย้อนยุค สองปีก่อนเป็นชุดกีฬา” เสียงเล็กเอ่ยทวนแล้วก็เอ่ยถาม “ของปีนี้เป็นชุดธีมอะไร”

                ส่ายหน้าแล้วสูบนมชมพูอึกใหญ่ “ไม่รู้สิ รุ่นพี่ไม่ได้บอกอะไร”

                จะชุดธีมไหนก็เอามาเถอะยังไงเสือนับใส่ไปก็หล่อลากไส้อยู่ดีเพราะงั้นไม่มีอะไรต้องกังวลไป ผมนั่งกินน้ำกินขนมจนถึงเวลาไปหอประชุมแล้วก็สะกิดเรียกไวท์ที่นั่งเล่นเกมส์ให้ลุกขึ้น

                ผมพิมพ์ไลน์บอกพี่เก้าว่ากำลังจะไปถ่ายรูป ส่วนพี่เก้าตอนนี้คงกำลังรับน้องที่คณะไม่ก็ประชุมงานไปตามประสา

                เย็นนี้ผมสรุปแล้วว่าหลังจากเสร็จกิจกรรมก็จะให้พี่ออสตินมารับไปซื้อมื้อค่ำแล้วก็หิ้วไปกินที่โรงพยาบาลกับป๋าหนึ่ง แล้วให้พี่เก้ากลับไปคอนโดเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อย้ายสำมะโนครัวมาอยู่บ้านผม

                แน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะให้กุญแจบ้านพี่เก้าไว้ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันพ่อบ้านของผมไปเข้าข้างเชื่อฟังพี่ออสตินแล้วไม่ยอมให้พี่เก้าเข้าบ้านก็แย่สิ   

                ระหว่างเดินไปหอประชุมผมก็เล่าให้ไวท์ฟังเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องป๋า เพราะเราเป็นเพื่อนสนิทคุยกันได้ทุกเรื่องถึงไวท์จะไม่ได้ถามอะไรมากแต่มันก็เป็นห่วงผมเสมอ

                “ปรับความเข้าใจกันได้ก็ดี” ไวท์ถอนหายใจแล้วส่ายหัว “เรื่องนี้จะถามหาคนผิดมันก็ทั้งสองฝ่ายนั้นแหละ คนหนึ่งก็ใช้เงินแก้ปัญหา อีกคนก็เอาแต่ใจขี้มโน”

                “...”

                “ทะเลาะกันเป็นเด็กไปได้” ถอนหายใจทิ้งแบบเหนื่อยใจสุด

                โห อิเตี้ย!

มึงโตมาจ้าาาาา

                ได้แต่ด่าในใจไม่กล้าด่าออกเสียงเดี๋ยวจะโดนมันตบเลือดกบปาก

                ขี้เกียจจะทะเลาะด้วยเลยปล่อยให้มันด่าผมไป พอด่าเสร็จมันก็พูดถึงเรื่องจะย้ายไปอยู่ห้องไอ้จิน ถามผมว่าจะไปเก็บของย้ายออกวันไหน ผมบอกไปว่าจะย้ายเสาร์อาทิตย์นี้

                บรื้นนน

                พูดคุยนัดแนะยังไม่ทันเสร็จก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังหวีดตรงมาทางนี้ ผมหันไปมองเล็กน้อยแล้วก็ต้องอ้าปากค้างแล้วต้องค้างกว่าเดิมเมื่อเจ้าเพื่อนยากมันเดินตรงไปหาผู้ชายสวมชุดนักศึกษาต่างมหาลัยอย่างรวดเร็วปานพายุพัดแล้วฟาดมือใส่ต้นแขนรัวๆ ดูงอนๆ ง้องแง้งเหมือนแฟนกันสุดๆ

                นี่ นี่ผมพลาดอะไรไป!

                ผู้ชายคนนี้ใคร!

                ทำไมขาดูฟิตเปรี๊ยะน่างับทะลุยีนส์แบบนี้! ขอทัชได้มั้ยครับเฮีย!

                เดี๋ยวๆ มึงอย่าเพิ่งหลุดประเด็นสินับ!

                “ไอ้ไวท์!” หลังจากอ้าปากค้างไปหลายวิก็ดึงสติกลับมาได้รีบตะโกนเรียกเพื่อนเพื่อเสือก เอ๊ย สอบถามด้วยความห่วงใย

                ไวท์สะดุ้งนิดๆ แล้วฉีกยิ้มโบกมือบ๊ายบาย “เจอกันพรุ่งนี้มึง!” เอ่ยจบก็กระโดดขึ้นคร่อมบิ๊กไบค์คันโตสีดำอย่างรวดเร็วแล้วไอ้บ้าคนขับมันก็ไวครับ เพื่อนผมขึ้นนั่งปุ๊บมันก็บิดแฮนด์พุ่งรถออกไปทันที

                “เจอกันพรุ่งนี้พ่อมึงสิ! กลับมาเดี๋ยวนี้นะเว้ย!

                ตะโกนไปก็ไร้ประโยชน์เพราะไอ้เพื่อนไม่รักดีมันชิ่งหนรีไปกับผู้ชายต่อหน้าต่อตาผมแล้ว รู้สึกเหมือนหัวใจพลันแตกสลาย

                เหมือนเมียรักหนีไปกับชู้ไม่มีผิด!

                ชอกช้ำใจนัก!

                แล้วที่มันน่าเจ็บใจคือ “ไอ้หัวขโมยนั่นมันเป็นใครวะ!” บังอาจมานะที่มาขโมยเพื่อนของเสือนับเหรอ!

                ผมรู้สึกหงุดหงิดปนกังวลใจที่เห็นเพื่อนไปกับใครก็ไม่รู้ หน้าตาก็ไม่เห็นเพราะใส่หมวกกันน็อกอยู่ นี่แทบจะเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เห็นไวท์มันไปกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนซ้ำยังหนีผมอีก ผมกลัวว่าไอ้บ้านั่นมันจะหลอกฟันเพื่อนผม พอคิดแง่ลบปุ๊บความไม่สบายใจก็ขยายตัวกว้างทันที

                แจ้งตำรวจดีมั้ย? มีคนลักพาตัวเด็ก

                กำลังฟุ้งซ่านได้ที่ก็มีไลน์เด้งเข้ามาเป็นข้อความจากไวท์ ผมรีบกดดูอย่างร้อนใจแต่พอเห็นข้อความแล้วต่อมเผือกแม่งสั่นระริกแทนความกังวลซะงั้น

 

                เซียนเกมอันดับหนึ่ง! : ผู้ชายของกูมาพาไปกินข้าวเย็นเฉยๆ ไม่ต้องตกใจนะมึง

 

                “กูตกใจจนหัวใจจะวายแล้ว ไอ้เหี้ย!” สบถใส่โทรศัพท์แล้วพิมพ์ตอบกลับด่าไปหลายประโยค แล้วก็เปิดกล้องถ่ายรูปนิ้วกลางตัวเองส่งเข้าแชตไลน์ไป

                ส่งภาพเสร็จก็ฮึดฮัดเล็กน้อยแล้วสาวเท้าเดินต่อเข้าไปในหอประชุมพร้อมกับในหัวที่พยายามครุ่นคิดเชื่อมโยงถึงผู้ชายที่มาวอแววุ่นวายกับไอ้ไวท์ในช่วงนี้แต่นึกไม่ออกอยู่ดีว่าใคร

                “เฮ้ นับสอง!” เสียงทักทายจากนาวาดังขึ้นเมื่อเห็นผมเดินเข้ามา

                กวาดตามองรอบๆ แล้วก็มีดาวเดือนนั่งแยกกระจัดกระจายกันไป คนที่ผมสนิทๆ ด้วยยังไม่มากันเลย

“มานานยังมึง” ผมยกมือไฮทัชกับเดือนบริหารเล็กน้อยแล้วบีบมือมันเล็กน้อย อูยยย มือนุ่มซะด้วย ขอจับนานๆ ได้มั้ยครับ

“ก่อนมึงห้านาทีได้” ตอบพลางไหวไหล่ “แล้วนี่มึงเห็นข่าวในเฟซยัง”

“ข่าวอะไรวะ”

มาถึงก็มีเรื่องให้เม้าท์เลยเหรอ

ใครว่าผู้ชายไม่ชอบนั่งจับเข่าเม้าท์มอย

คุณคิดผิดครับ!

นาวาปิดปากหัวเราะเล็กน้อยแล้วเอ่ยเล่า“ก็จะอะไรอีกเล่าก็ไอ้วินกับไอ้ดินน่ะสิ หาเรื่องกันอีกแล้วแต่คราวนี้แม่งโคตรน่าสนใจ”

เสียงหัวเราะมันชั่วร้ายมั่กๆ แต่หน้าเพิ่ลหล่อ เสือนับให้อภัย แค่กๆ

“คราวก่อนมันด่ากันกลางเฟซเลยนี่ พี่ประธานต้องเรียกไปปรับทัศนคติกันเลยแล้วคราวนี้มันทำอะไรอีก” เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจขยับทรุดตัวนั่งลงข้างๆ กับนาวา ไอ้สองคนนี้ไม่รู้ว่าเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนรึไง เจอหน้ากันทีก็แทบต่อยกันตายแล้ว

นัยน์ตาสีดำลอกแลกไปมาเหมือนพวกคนเจ้าเล่ห์ “พวกมันพนันกันเว้ย!

“หือ พนันอะไรวะ”

ก่อนที่นาวาจะตอบ เสียงสนุกสนานของไอ้ไผ่ก็ดังแทรกมาก่อน “พนันกันว่าคนที่ได้เป็นเดือนสามารถสั่งให้คนแพ้ทำอะไรก็ได้หนึ่งวัน แล้วไม่จบแค่นั้นเว้ย คนแพ้ต้องใส่กระโปรงใส่วิกทาปากแดงไปเต้นไก่ย่างที่โรงอาหารใหญ่อีกด้วย!

 “จริงเหรอวะ” ผมเบิกตาโตแต่แอบผิดหวังกับบทลงโทษเล็กน้อย

เต้นไก่ย่างจะไปพออะไร

เต้นรูดเสาไปเลย!

กระโปรงเหรอ ไม่ต้อง!

ถอดเสื้อถอดกางเกงไปเลย อ๊าาา

“แต่พวกมันพูดแบบนี้คงมั่นใจมากว่าจะได้ตำแหน่งเดือน” จินเพิ่งเดินเข้ามาก็ทันได้ยินเรื่องพนันพอดีก็เอ่ยปากออกความเห็น “ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่”

“เฮ้ยๆ ตำแหน่งเดือนมหาลัยต้องเป็นของกูเว้ย!” ผมรีบแย้งทันที “ใครก็อย่ามาแย่ง!

“ไม่ต้องแย่งหรอกเพราะยังไง มึงก็ไม่ได้!” จินผลักหัวผมไปแล้วก็ลูบคางตัวเองไปมาพลางยิ้มหล่อ “ไม่หล่อเท่าพี่ก็หลบไปครับน้องนับสอง”

อี๋! สยองอ่ะ!

ผมแสร้งทำเป็นสาวแตกเกาะแขนจินแล้วเรียกพี่จินคะพี่จินขาเรียกเสียงหัวเราะจากเดือนคนอื่น พอเห็นคนอื่นหัวเราะแล้วก็หัวเราะตามอย่างสดใสด้วยหัวใจที่เบาหวิว

ความหนักหน่วงมรสุมหลายวันมานี้คล้ายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เราสี่คนพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ระหว่างที่รอคนอื่นๆ มาให้ครบและรอประมาณสิบนาทีก็มีคนทยอยเข้ามาเรื่อยๆและตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะมากันครบแล้ว ตากล้องก็มาแล้ว แสง ฉากก็จัดเรียบร้อยแล้วแต่ทำไมยังไม่เริ่มถ่ายสักทีนะ

อ้อ ก็ยังไม่มีใครเปลี่ยนชุดเลยนี่แล้วจะถ่ายได้ไง

 “พี่ครับ เราจะเริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้ากันได้ยังครับ ผมยังมีรายงานต่อ” ไต้ฝุ่นคนดีเห็นสีหน้าเหล่าดาวเดือนเริ่มมองกันไปกันมาแต่ไม่มีใครกล้าถามรุ่นพี่เลยยกมือถามให้

                ไอ้พี่ประธานกดโทรศัพท์ไม่หยุดสีหน้าก็เริ่มดำเป็นก้นหม้อแล้ว “คนรับผิดชอบเรื่องเสื้อผ้ายังไม่มา พี่กำลังตามอยู่” แต่ดูแล้วจะติดต่อไม่ได้

                “แล้วจะมาเมื่อไหร่คะพี่” พิ้งค์ปิดปากหาวแล้วทำตาขวางใส่รุ่นพี่ “หนูก็มีรายงานที่ต้องรีบทำนะ”

                ...รายงานไรวะ ทำไมไม่รู้

                ผมทำหน้าเอ๋อๆ ใส่พิ้งค์มองอย่างสงสัยถามด้วยสายตาประมาณว่ามันมีงานด้วยเหรอมึง ตกลงเราเรียนสาขาด้วยเดียวกันมั้ย? ไอ้พิ้งค์เห็นผมมองมาก็ถลึงตาใส่แล้วยกนิ้วจุปาก

                อ้อ สรุปมึงตอแหลนี่เอง

                อุ๊ย นับสองเป็นเด็กใสซื่อเชื่อคนง่าย มองไม่ออกหรอกว่าใครตอแหลไม่ตอแหล งุ้ยย

                “ผมถามหน่อยสิพี่” ไผ่ดูชิวๆ ไม่มีท่าทีเบื่อหน่าย “ปีพวกผมได้ชุดธีมอะไรเหรอครับ”

                สีหน้าพี่ๆ แต่ละคนเหมือนจะพูดไม่ออกได้แต่ยิ้มแห้งๆ พี่กิ่งพยายามยิ้มให้ดูดีแต่มันดูแข็งทื่อชอบกล

“ไม่ต้องกังวลไปจ้า น้องๆ สวยหล่อกันอยู่แล้วใส่ชุดอะไรก็ดูดี”

ทำไมฟังแล้วมันหนาวๆ สันหลังยังไงไม่รู้

“มึงว่าเราจะได้ชุดอะไรวะ” ไอ้จินหมอหมานั่งอยู่ข้างๆ ก็ถองศอกเรียก “ดูหน้าพี่แต่ละคนแล้วรู้สึกถึงโชคร้ายยังไงไม่รู้”

“มึงอะคิดมาก” เออ คนเราต้องคิดบวกเว้ย “ดาวเดือนเป็นหน้าตาของมหาลัยยังไงชุดก็ต้องดูดีสิ”

พูดยังไม่ทันจบดีก็มีเสียงผลักประตูดังสนั่นไม่รู้ว่าใช้มือหรือใช้ตีนเปิดกันแน่

                ปัง!

                “เฮ้ยๆ ชุดมาแล้ว” เสียงรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น

                “โอ๊ยยย มาสักที!” พี่สาวอีกคนว่าบ่น “ไหนๆ เอาชุดมาดูเร็ว!

                ดาวเดือนได้ฟังแล้วก็มีสีหน้าที่ดีขึ้นเพราะถ้าชุดมาแล้วก็จะได้รีบๆ ไปแต่งตัวรีบถ่ายรูปแล้วจะได้กลับบ้านไวขึ้น พวกเราปีหนึ่งนั่งชะเง้อชะโงกมองรอดูว่าจะเป็นธีมอะไร


                “ฮัลโหลลลลล กำลังรอพี่กันอยู่สินะ!


                เออสิ เขารอมึงคนเดียวเนี่ยพี่

                เสียงร่าเริงบ่งบอกว่าเป็นคนอารมณ์ดีมากๆ ว่าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสดใสสว่างราวกับดวงอาทิตย์ร้อนแรง แค่มองก็รู้สึกสบายตา

                รอยยิ้มน่ะสบายตา

                แต่ชุดพี่แกน่ะ...แสบตา!

 

“ไม่ต้องรออีกต่อไปเพราะตอนนี้”

“...”

“พี่ปายมาแล้ววววววว”

 

                รุ่นพี่ดูหลุดโลกคนนี้ยิ้มกว้างขึ้นแล้วหมุนตัวไปมาเหมือนคนสติไม่เต็มบาทสุดๆ

                ผมกะพริบตาปริบๆ มองสำรวจพี่แกไปพร้อมกับเหงื่อที่เริ่มจะซึมออกจากขมับ...

 

                หัวสีชมพูบานเย็น

                เสื้อสีเหลืองอ๋อยสกรีนโดเรมอนสีเขียว

                กางเกงขาสั้นข้างยาวข้างสีแดงเผ็ดฟัน

                รองเท้าแตะตราช้างดาว...

                นี่มันแฟชั่นโลกไหนวะเนี่ยยยยยย!!

 

                “ชุดสำหรับถ่ายรูปมาแล้วน้าาา มาเลือกกันเร็วววว”

                “...”

“พี่ปายคนนี้เลือกชุดมาเองกับมือ รับรองว่าน้องๆ ต้องหล่อระเบิด!

 

ใช่ครับ

หล่อระเบิด

ระเบิดทิ้งน่ะสิพี่!

 

เรียกศรีธัญญาที

คนบ้าหลุดเว้ยยยยยย!!



-----------------


 

ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ขณะมองดูพี่ปายผู้มีแฟชั่นไม่เหมือนใครอย่างผวา ยิ่งตอนที่พี่แกกำลังเปิดกระเป๋ากระสอบสีรุ้งหรือหลายคนชอบเรียกกระเป๋าสำเพ็งใบใหญ่ยิ่งไม่อยากจะคิดถึงเสื้อผ้าข้างใน

เหลือบมองหน้าเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งหลายแล้วก็หดหู่ใจเพราะแต่ละคนก็หน้าซีดคล้ายจะเป็นลมกันหมดแล้ว เพื่อนผู้หญิงบางคนถึงกับควักยาดมมายัดจมูกกันเลย

พี่ปายคนนี้ก็ไม่ได้สนใจสภาพสีหน้าใคร พี่แกเปิดถุงใบใหญ่แล้วมุดตัวเข้าไปหยิบเสื้อผ้าออกมาโชว์

แท่นแท๊นนนนน

และแล้วชุดก็ถูกยกขึ้นโชว์อย่างภาคภูมิใจ

ผมหรี่ตามองแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก...

เสื้อสูทสีเทาดูเรียบหรูมีราคา

แต่มึงเอามาใส่ถุงกระสอบเนี่ยนะพี่!

โอ๊ย... กูอยากตาย

แต่เอาว่ะอย่างน้อยชุดมันก็ดีกว่าที่คิดไว้ กำลังจะผ่อนลมหายใจและปล่อยก้อนหินหนักๆ ในใจลงก็ต้องอึ้งกับประโยคต่อมาของพี่ปาย

อ้าว ไม่ใช่ชุดนี้สิ หยิบผิดๆ!”

“...” สัด!

แสงแห่งความหวังถึงกับดับเลยครับ

ว่าจบก็เอาเสื้อสูทตัวนั้นมาสวมเองแล้วหยิบใหม่ออกมาสองชุด “ตัวนี้ต่างหาก!

คิ้วแต่ละคนพลันกระตุกอย่างพร้อมเพรียงยามมองเสื้อผ้าที่ต้องใส่สำหรับถ่ายรูปสำหรับใช้ขึ้นเพจมหาลัยที่มีผู้คนกดติดตามเป็นแสนแล้วก็พากันอยากกัดลิ้นตายกันไปข้าง

หือ ไม่งามเหรอ” เสียงสงสัยของพี่ปายถามอย่างงุนงงเพราะสีหน้าเด็กปีหนึ่งเหมือนกำลังถูกบังคับให้อมบอระเพ็ดขมๆ ไม่มีผิด “ออกจะสวยงามพระรามเก้าสิบห้า

นี่มันงามหน้าชัดๆ!

ผมไม่ใส่!” ใครสักคนโวยวายขึ้น ผมหันไปมองพบว่าเป็นไอ้ธีร์เพื่อนยาก มันจ้องเสื้อในมือพี่ปายราวกับมองศัตรู “ถ้าให้ชุดบ้าบอนี่ ผมขอถ่ายชุดนักศึกษายับๆ ชุดนี้ยังดีกว่าอีก!”

เออ อันนี้เห็นด้วย

ผมแอบพยักหน้าสนับสนุนแล้วมองไปทางรุ่นพี่ที่เหลือที่กำลังกุมหน้าจะร้องไห้ไม่ได้ต่างจากปีหนึ่งสักเท่าไหร่อย่างขอความช่วยเหลือ

พี่กิ่งเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มแห้งแล้งสุดๆ “ปาย อย่าล้อเล่นแบบนี้สิ

ใครล้อเล่น” พี่ปายขมวดคิ้วแล้วโบกชุดไปมา “นี่ก็กำลังจริงจังอยู่นะ

...ทำไมผมไม่เห็นความจริงจังของพี่เลยอะครับ

หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วค่อยๆ เปิดเข้าไลน์กดกล้องถ่ายรูปจากนั้นก็แชะชุดมหาประลัยเข้าไปในแชตของพี่เก้า

 

นับสองครัช : *ส่งรูปภาพแล้ว*

นับสองครัช : พี่เก้าาาาาา

นับสองครัช : กองประกวดแกล้งนับ!

 

มีคนให้งอแงใส่แล้วก็งี้แหละ

ใครขี้ฟ้อง ไม่มี๊!

มึงบอกกูทีว่าคอนเซปชุดปีนี้คืออะไร ไอ้ปาย

คอนเซปชุดเหรอก็...อลิซ อิน วันเดอร์แลนด์ไง!” พี่ปายหัวเราะคิกคักอย่างภูมิใจ “กูทำมาตั้งหลายเดือนเพื่อน้องๆ เลยนะแทบไม่ได้หลับได้นอน

ซาบซึ้งน้ำตาไหลพรากเลยครับ

แต่ถ้าจะให้ดีพี่ไม่ต้องเสียสละเวลาอันทรงคุณค่ามาลำบากทำชุดเลยนะครับ

รู้สึกเกรงใจ๊เกรงใจจนไม่กล้าใส่เลยครับ

                นาวาพึมพำเบาๆ ถามพวกกูสักคำมั้ยว่าอยากได้รึเปล่า

                เดือนรอบๆ เกือบหลุดขำแต่ก็ขำไม่ออกเพราะสถานการณ์ตอนนี้ยังยืนบนปากเหวกันอยู่

อลิซบ้านมึงมันกระโปรงสีเขียวแดงเหรอ!” พี่ประธานว้ากใส่หน้าดำหน้าแดง “ชุดแฮทเทอร์ช่างทำหมวกบ้านมึงสีฟ้าส้มลายจุดเหรอแล้วนั่นหมวกหรือกระด้ง!

ใช่แล้วครับ คอนเซปชุดดาวเดือนปีนี้อลิซ อิน วันเดอร์แลนด์ที่ชุดอลิซตัวเอกหญิงนั้นมีท่อนบนเป็นสีเขียวแล้วไอ้กระโปรงฟูๆ นั้นก็เป็นสีแดงสดไม่พอครับยังมีดอกไม้อันใหญ่ๆ หลากสีติดตามกระโปรงเพื่อให้ดูแฟนตาซีตามคอนเซป

ส่วนชุดแฮทเทอร์ช่างทำหมวกตัวเอกชายนั้น...เป็นเสื้อสูทสีส้มแสบตาลายจุดสีแดงอีกส่วนกางเกงก็เป็นสีฟ้าข้างสีดำข้างแล้วที่หนักสุดๆ คือหมวก...ไม่ มันเรียกหมวกไม่ได้ มันต้องเรียกระด้ง!

มันคือกระด้งจริงๆ ครับแต่ถูกตกแต่งมาอย่างดีเอาผ้ามาคลุมปิดแล้วทำดอกไม้ผ้าเหมือนยกสวนดอกไม้มาไว้บนกระด้ง

ใครไหวไปก่อนเลย

ไอ้นับคนคูลพ่อทุกสถานับคนนี้ไม่สู้ครับ

มึงไม่ชอบสีนี้เหรอ ไม่เป็นไร กูมีหลายสีให้เลือก” พี่ปายไม่ได้สนใจใคร เอาชุดในมือไปยัดให้ดาวเดือนปีหนึ่งที่นั่งหน้าๆ แล้ววิ่งกลับไปหยิบชุดในถุงออกมาอีก “นี่ไง กูมีทั้งสีแดงฟ้า สีดำแดง สีชมพูเขียว สี...

และแล้วชุดอลิซกับแฮทเทอร์นับสิบๆ ชุดถูกหยิบออกมาจากถุง ทุกชุดมีแบบเหมือนกันแต่สีนั้นต่างกันหมด

อ้อ แต่มีอีกจุดหนึ่งที่ทุกชุดเหมือนกัน

หาดีไม่ได้สักชุด!

มึง...ได้สีอะไร” ไอ้จินเหมือนวิญญาณหลุดไปแล้ว มันมองเผือกร้อนมือตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูก

คิ้วของผมก็กระตุกยิกก้มมองเสื้อผ้าในมือนิ่งงัน “ม่วงส้ม...มึงล่ะ

แดงเขียว” จินตอบเสียงเรียบแล้วหันมามองผม

ผมก็มองหน้ามันก่อนจะ....

ฮือ!! กูไม่อยากใส่/ กูไม่ใส่!” แล้วผมกับจินเพื่อนรักก็โผเข้ากอดกันร้องไห้กระซิกๆ

พี่เก้าาา นับถูกรังแกอ่ะ!

เขาเอาชุดอะไรไม่รู้มาให้พี่เก้ามาจัดการให้นับเลยนะ!

ไม่ไกลกันนักไอ้ไผ่กำชุดตัวเองในมือแน่นแล้วเบะปากส่ายหัวน้ำตาพราก เชี่ยดิว นาวา น่านน้ำ วินก็นั่งมองชุดด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนยังไม่ได้สติ คนที่คลุ้มคลั่งหนักคงเป็นหมอดินที่แทบจะฉีกชุดทิ้งอยู่แล้วแต่พี่สีฝุ่นเข้าไปเอาชุดกลับมาทันทำให้ชุดมหาภัยยังมีชีวิตที่ปลอดภัยอยู่

คนที่ดูไม่มีผลกระทบสุดคงเป็น...

ผมเปลี่ยนชุดได้เลยรึเปล่าครับ” ไต้ฝุ่นพยายามยิ้มสู้แต่ก็แข็งทื่อสุดๆ “ผมอยากรีบถ่ายแล้วก็รีบกลับไปทำงาน

ไอ้ไต้ฝุ่นนนน มึงงงง มึงต้องประท้วงสิ!

เปลี่ยนได้เลยค่ะ!” พี่กิ่งฉีกยิ้มเจิดจ้าทันทีแล้วปรบมือเรียกคนอื่นๆ “เอ้าน้องๆ ลุกไปเปลี่ยนชุดได้แล้วค่ะ ดูสิ เพื่อนเรายังยอมใส่เลย คนหน้าตาดีซะอย่างใส่ชุด...เอ่อ แปลกแค่ไหนก็ยังดูดีค่ะ!”

งั้นเชิญพี่มาใส่มั้ยครับ ผมยกให้เลยเอ้า!

มึงใส่ไปคนเดียวเลยไอ้ไต้ฝุ่น! ผมตะโกนใส่ไอ้เพื่อนกบฏ!

ไต้ฝุ่นนิ่วหน้า “เพื่อนกันไม่ใช่เหรอนับ ใส่เป็นเพื่อนเรา

งั้นเลิกคบกันตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย!

จริงๆ เราก็ไม่ใช่เพื่อนกันแต่แรกแล้วไต้ฝุ่น

เราเป็นกิ๊กกันไง ลืมแล้วเหรอ

คืนนั้นที่พายุฝนฟ้าบ้าคลั่งแล้วเราก็อยู่ในกระท่อมสองคน...

ว้ากกก พี่เก้าใจเย็นๆ ผมล้อเล่น!

ผมกะพริบตาเล็กน้อยดึงตัวเองออกจากภวังค์ความคิดนอกลู่นอกทาง แอบกระแอมไอนิดๆ อย่างอายๆ พยายามกลับมาสนใจสถานการณ์ตรงหน้าต่อ หลังจากผมพูดไปแบบนั้นแล้วไอ้วินเพื่อนรักของไต้ฝุ่นก็โวยขึ้นบ้าง

เอ้า ไปเปลี่ยนชุดกันสิ กูจะได้กลับบ้าน ง่วงฉิบ” เสียงโหดๆ ของพี่สีฝุ่นดังขึ้นเบรกความวุ่นวายของปีหนึ่งที่กำลังจะก่อชุมนุมประท้วง “ใครชักช้าเดี๋ยวกูเตะเรียงตัวเลย ผู้หญิงกูก็กล้าเตะ!

อูย อันนี้ก็แบดไปครับเฮีย แรงแบบนี้สาวๆ จะไม่แลนะเฮีย

อร๊ายยย เอฟซีพี่สีฝุ่นค่า!

โอ๊ย แบดบอยสัสๆ กระแทกม้ามกูมาก” พิ้งค์ยกมือกุมอกแล้วมองพี่สีฝุ่นอย่างปลื้มๆ

เอ่อ... ไปต่อไม่ถูกเลยทีนี้

สมงสมองไปหมดแล้ว” น่านน้ำมองพวกผู้หญิงที่พากันกรีดร้องชอบใจกับความแบดพี่สีฝุ่นด้วยสายตาเอือมๆ

ไอ้ดิวหันมายักคิ้ว “อิจฉาพี่เขาก็พูดมึง

พวกมึงอย่าเพิ่งตีกันแบร์เข้ามาเบรกสองเดือนให้แยกกันก่อนมันจะตีกันตาย คือ...ตกลงจะใส่ชุดนี้ถ่ายกันจริงๆ เหรอวะ

ผู้ชายที่ไม่ค่อยจะเรื่องมากอย่างแบร์ยังทำหน้าลำบากใจเลย แต่ในเมื่อไอ้ไต้ฝุ่นเพื่อนชั่วมันดันออกปากจะใส่ไปก่อนแล้ว เมื่อมีหนึ่งทำแล้วที่เหลือจะไม่ทำได้ไง เดี๋ยวรุ่นพี่ก็ทำสงครามประสาทแดกอีก

ดาวคณะถูกพี่ผู้หญิงพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยสีหน้าบูดบึ้งและตาแดงก่ำดูน่าสงสารกันไม่น้อย แต่อย่าเพิ่งไปสงสารใครเลยครับ ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย

ผมถูกพี่สีฝุ่นส่งสายตาเหี้ยมเกรียมมาให้เป็นเชิงว่า...มึงไม่ลุก กูเตะ

แงงงงง พี่เก้าาา นับกลัว!

ไม่ต้องให้พี่ท่านสั่งอีกรอบ ผมก็หอบชุดคว้ามือไอ้จินวิ่งไปห้องแต่งตัวฝั่งผู้ชาย เมื่อเข้ามาในห้องแต่งตัวแล้วก็เจอผู้ชายแก้ผ้าถอดเสื้อเปลือยอกโชว์ซิกซ์แพ็กกันอยู่

กำเดาจะไหลเลยแม่ ซี๊ดดด

น้ำลาย ไอ้สัดน้ำลายหกแล้ว!” จินหยิกเอวผมอย่างแรงจนสะดุ้ง กูจะฟ้องพี่เก้า!

ชิ นิดหน่อยนะมึง อาหารตาผมจิ๊ปากขัดใจแล้วก็ยกมือขึ้นเช็ดๆ ปากดูว่าน้ำลายหกจริงรึเปล่า

จินทำหน้าละเหี่ยใจใส่ผมก่อนจะไปต่อแถวรอเปลี่ยนเสื้อที่ห้องเปลี่ยนเสื้อ คือในห้องนี้มันก็มีโต๊ะกระจกพร้อม ห้องเปลี่ยนชุดคล้ายพวกห้องแต่งตัวดาราตามสตูดิโอนั่นแหละ

ผมเดินไปต่อแถวรอเปลี่ยนชุดระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา เปิดเข้าไอจีพี่เก้าเพื่อดูรูปของวันนี้ว่ามีใครแท็กมารึเปล่า

ผมเปล่าเช็กผัวนะเออ แค่อยากส่องรูปเฉยๆ 

วันนี้มีประมาณยี่สิบกว่ารูป ส่วนใหญ่เป็นรูปพี่เก้าที่ตึกคณะรัฐศาสตร์ทั้งนั้น ดูสิ ขนาดนั่งจดเลคเชอร์เฉยๆ ยังกับถ่ายแบบเลย แล้วนี่อะไร ยืนกอดอกทำหน้าขรึมคุมรับน้อง

โอ๊ย กูอยากไปรับน้องคณะนี้

เจอรูปสวยๆ ก็แคปหน้าจอเก็บลงอัลบั้มเหมือนกับที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาในชีวิตพี่เก้าแล้ว ผมก็ยังคงติดตามเขาเหมือนแฟนคลับตลอด ตามกดไลก์กดเลิฟทุกวัน

ตอนนี้จะว่าไปต่อหน้าผม ไอ้พี่มันก็ไม่ค่อยจะหยิบโทรศัพท์มาเล่นสักเท่าไหร่แต่พอลับหลังนะ อือหือ เหมือนคนเก็บกดอะ สไลด์ๆ ทัชๆ กดรัวมาก

นึกภาพพี่เก้าตอนแอบเล่นโทรศัพท์แล้วก็ขำเล็กน้อย เปิดไลน์เช็กข้อความก็ยังไม่มีข้อความจากพี่เก้าแต่กลับมีของพี่ไนน์แทน

 

พี่ไนน์ : ฮือออ ไอ้นับบบบ

พี่ไนน์ : มึงต้องจัดการให้กูนะไม่งั้นกูไม่ยอม!

พี่ไนน์ : *ส่งรูปภาพแล้ว*

พี่ไนน์ : พี่มึงด่ากู!

 

กดรูปภาพขยายดูก็เห็นว่าเป็นแชตไลน์ของพี่ไนน์กับพี่ออสตินของผม เหมือนทั้งคู่จะคุยกันเรื่องติวสอบกัน พี่ไนน์ถามถึงเรื่องที่ไม่เข้าใจ พี่ออสตินอธิบายไปรอบแต่พี่ไนน์ไม่เข้าใจก็เลยโดนพี่ออสตินด่ามาหนึ่งคำ

ผมขำกับพี่ไนน์แล้วส่งข้อความสมน้ำหน้าไปหนึ่งแล้วปลอบใจหนึ่ง

ว่าแต่นี่พี่ออสตินก็เรียนวิศวะเหรอ เอ๋ แต่เขาอายุเท่าพี่ไอไม่ใช่เหรอ น่าจะเรียนจบไปนานแล้วนี่

เพราะมีหลายเรื่องโถมใส่เข้ามาประหนึ่งเหมือนเห็นชีวิตผมว่างเกินไป มีเรื่องเยอะจนบางทีก็มองข้ามจุดเล็กๆ นี้ไปเลย อืม สงสัยเย็นนี้คงต้องถามแล้วมั้ง

                “เฮ้ย ชุดก็ไม่แย่มากนะพวกมึง!” ว่าไงนะ

                ความเคลื่อนไหวเอื่อยๆ ในห้องแต่งตัวหยุดชะงักแล้วหันคอแทบหักไปมองต้นเสียงที่ว่าก็เห็นว่าเป็นไอ้ไผ่ที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วและก็กำลังเช็กสภาพตัวเองอยู่หน้ากระจก

                ด้วยใบหน้าที่ค่อนไปทางน่ารักองไอ้ไผ่พอมาใส่ชุดสดใสแสบตาก็เลยดูน่ารักบ๊องๆ บวมๆ ยังไงไม่รู้ เข้าใจคำว่าน่ารักแบบแปลกๆ มั้ยครับ

                “ดีไซน์ชุดโอเคนะ แต่เรื่องสีมันไม่ไหวจะเคลียร์แบร์ว่าขึ้นพร้อมกับเดินออกจากห้องเปลี่ยนชุดไปยืนหน้ากระจกข้างๆ ไผ่แล้วแกะยางรัดผมออก ทำให้ผมยาวๆ ของมันสยายเต็มแผ่นหลัง

                “เชี่ยแบร์ มึงแม่งโคตรหล่อเลยอะ!” ใครสักคนในห้องอุทานเอ่ยชมซึ่งมันก็เป็นความจริงผม ผมยังเกือบทรุดเลยทีเดียว คือไอ้นี่มันหน้าตาดีอยู่แล้วไงเสือกไว้ผมยาวแล้วมันก็ดูดีมากๆ

                ดีไซน์ชุดแฮทเทอร์มันก็เป็นสูทนั่นแหละแต่คล้ายๆ สูทพวกลอร์ดราชวงศ์อังกฤษ ไม่นับเรื่องสีก็มีเรื่องแบบชุดนี่แหละที่ผ่านมาตรฐานสาหล เห็นเพื่อนสองคนใส่แล้วดูดีก็พลอยจะทำให้หัวใจแห้งเหี่ยวของผมชักจะกลับมาสดใสอีกครั้ง

                เสือนับหน้าตาดีกว่าแบร์แล้วก็ไอ้ไผ่รวมกันยังไงก็ต้องดูดีกว่าชัวร์รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาบ้างแล้วจึงเดินไปเปลี่ยนชุดบ้างเมื่อเห็นห้องว่างแล้ว

                ชุดที่พี่ปายทำใช้เนื้อผ้าค่อนข้างดีเลยทีเดียว ส่วนเรื่องไซส์ชุดก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะผมก็แจ้งเรื่องไซส์เสื้อผ้าไปตั้งแต่คราวก่อนแล้ว

                อืม แต่เหมือนจะคับนิดนึง เสือนับไม่ได้อ้วนนะ!

ผมเปลี่ยนเรียบร้อยแล้วก็คิ้วกระตุกนิดๆ กับเสื้อสีม่วงลายจุดส้มแล้วก็ยังกางเกงส้มจี๊ดอีก ยกมือขึ้นยีหัวให้มันยุ่งเล็กน้อยก่อนจะเก็บเสื้อผ้าชุดนักศึกษาเดินออกจากห้องแต่งตัวด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจสักเท่าไหร่

ดิน มึงแม่งตลกว่ะ ฮ่าๆๆ

มึงดูดีนักนี่ไอ้วิน!

ดูดีกว่ามึงเยอะ!

ไอ้คู่นี้มันจะทะเลาะกันให้ได้ทุกเรื่องเลยใช่มั้ย คนอื่นๆ ก็มีแต่งหน้าแต่งตากันอยู่อย่างเร่งรีบ ส่วนมากพี่ที่มาแต่งหน้าก็เป้นพี่ๆ จากคณะตัวเองทั้งนั้น ผมมุ่ยหน้านิดๆ กำลังจะถามหาพี่คณะตัวเอง

กรี๊ดดดด นับสองของเจ๊!

เหวออ!” ผมเซถอยหลังไปหลายก้าวเลยครับเพราะจู่ๆ พี่แนตตี้พี่คณะของผมผู้มีหน้าที่คอยดูแลเรื่องประกวดดาวเดือนก็ถลาเข้ามากอดแน่นแล้วกรี๊ดไม่หยุด

โอ๊ย หล่อมาก ผัวมากค่า!”แล้วเจ๊แกก็กรี๊ดๆ ใส่ไม่สนใจหน้าเดือนคณะอื่นสักนิด

พี่ใจเย็นก่อนผมจะตายแล้ว!

แต่...เสือนับหล่อจริงใช่ปะ อร๊ายย

"โอ๊ยยย ทำไมงานดีวารีดำเนิน น้ำเดินขนาดนี้!" พี่เเนตตี้ผละออกเเล้วเดินวนรอบๆ พิจารณาผมอย่างปลาบปลื้ม "ตอนเจ๊ได้ยินว่าใส่ชุดอิปายนี่ก็อกเเทบเเตกเเล้ว ไม่คิดเลยว่านับสองจะข่มชุดมันได้ หล่อจริงๆ สายตาฉันนี่มันไม่มีใครเกินจริง"

ผมยิ้มเขินๆ ให้เเล้วก็ยกมือเกาท้ายทอยอย่างประหม่านิดๆ เหลือบมองกระเป๋าในมือพี่เขาเเล้วก็ถาม "จะเเต่งหน้าให้ผมมั้ยครับ"

"อุ๊ย มองเพลินไปหน่อย นั่งเลยๆ" สาวสองตัวโตหยิบเก้าอี้ตัวว่างๆ มาให้ผมเเล้วกดไหล่ผมให้นั่งลง

พวกเรายังไม่ได้เเต่งหน้ากันเพราะไม่มีใครรู้ธีมเสื้อผ้า อาจจะมีเเต่งหน้าอ่อนๆ บางคนเเต่พอเจอชุดเเฟนตาซีเเบบนี้ก็ต้องมาเติมหน้าให้เข้มหน่อย

"เชี่ยนับบบบ ทำไมมึงดูดีงี้อะ!" ไอ้จินร้องโหยหวยตอนเห็นผม 

"เพราะกูหล่อ" เเสยะยิ้มมั่นหน้าเสร็จก็หลับตาลงให้พี่เเนตตี้ฉีดสเปรย์ใส่ผม

"กูขอซื้อคำนี้เถอะ" เอ่ยอย่างเบื่อหน่ายเเล้วก็กลับไปนั่งนิ่งๆ ให้รุ่นพี่ตัวเองเเตางหน้าให้ 

ผมนั่งมองเงาสะท้อนในกระจกเเล้วก็ยิ้มกริ่มในใจ...เฮ้อ คนหน้าตาดีใส่อะไรก็ดูดี เเต่ยังไงมันก็หล่อเเบบแปลกๆ อยู่ดีเพราะสีของชุดนี่เเหละ

"น้องนับสองเอาต่างหูมามั้ย" เสียงจีบปากจีบคอเอ่ยถาม "ถ้าไม่มี พี่จะให้ยืม"

"มีพี่ มี อยู่ในกระเป๋าครับ" เห็นต่างหูผู้หญิงจ๋าของพี่เขาเเล้วก็ต้องรีบพูด เพราะตอนนี้ยังเป็นเฟรชชี่ปีหนึ่งเลยมีกฎระเบียบ สีผมบ้าง เครื่องประดับ ชุดถูกระเบียบ

พี่เเนตตี้ถามหากระเป๋าผมเเล้วหยิบกล่องต่างหูมาให้ ผมเลือกที่มันเป็นเเบบสายคล้องระโยงระยามาใส่ พี่เเนตตี้เห็นผมเลือกต่างหูได้ดีก็ชมยกใหญ่ไม่ลืมจะเหน็บแนมพี่ปายเรื่องเซ้นด้านเเฟชั่น

"โอเค เรียบร้อยค่ะ!" สะบัดพู่กันทาปากเป็นครั้งสุดท้ายเป็นอันเสร็จ

ผมกะพริบตาเล็กน้อยเเล้วก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นตัวเองในกระจก ดวงตาของผมถูกวาดเเละปัดให้โตขึ้นเเละเซ็กซี่ขึ้นเเล้วยิ่งมีการวาดโพธิ์แดงใต้ตาของผมเพิ่มเข้ายิ่งเข้ากันไปอีก

"ขอบคุณครับ" ผมยกมือไหว้ขอบคุณ

ช่างเเต่งหน้าเฉพาะกิจโบกมือ "ยินดีมากค่ะลูก โอ๊ย รับรองว่ายอดไลก์กระจาย!" เเล้วพี่เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาขอเซลฟี่กับผม ถ่ายรูปเดี่ยวผมอีกหลายช็อตเเต่ยังไม่ได้ลงรูป ต้องรอให้รูปหลักขึ้นเพจก่อนถึงลงได้

"ไปๆ รีบไปถ่ายรูป จะได้รีบกลับบ้าน" พี่เลี้ยงจำเป็นช่วยผมเก็บของเเล้วถือตามหลังผมออกมาไปยังด้านหน้าที่เขากำลังถ่ายรูปกันอยู่

ผมเห็นคนที่กำลังถ่ายอยู่ล่าสุดเป็นไอ้พิ้งค์ดาวคณะผมนี่เเหละ เห็นสีชุดของมันเเล้วอยากร้องไห้เเทนท่อนบนเป็นสีฟ้าข้างแดงข้างส่วนกระเป็นเป็นสีเขียวสะท้อนเเสง...ถ้ามึงไม่สวยนี่จบนะเพื่อน

"นี่ทำไมคนเยอะขึ้นอะพี่" ผมขมวดคิ้วสงสัยมองดูคนที่เหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นกองทัพอย่างใคร่รู้หรือเรียกง่ายๆว่า เสือก

"อ้อ เพราะพวกนั้นเป็นพวกโฟโต้เรียกให้มาช่วยเเต่งรูปจะได้ลงรูปทันหนึ่งทุ่มครึ่ง" พี่เเนตตี้เอ่ยอธิบาย "ตามจริงถ้าไอ้ปายไม่มาเลท ไม่เอาชุดยากๆ มาให้ใส่ก็เเป๊บเดียวเเหละ นี่เสียเวลาใส่ชุดกับเเต่งหน้าไปเยอะเลย"

ผมดูเวลาในโทรศัพท์ก็ปาไปหกโมงครึ่งเเล้วเหลือประมาณชั่วโมงหนึ่งได้ เเต่นี่ก็ถ่ายรูปกันไปได้เยอะเเล้ว ผมคิดว่าคงทัน

แอบได้ยินว่าไม่ต้องเเต่งรูปเดือนเยอะเท่าไรเพราะเบ้าหน้าดีทุกคน มีเเค่เต่งเเสงกับลบสิวลบรอยเล็กน้อย 

ระหว่างรอคิวถ่ายรูปก็นั่งคุยกับเดือนคณะอื่นฆ่าเวลา กำลังคุยสนุกๆ โทรศัพท์ในมือของผมก็สั่น เมื่อเปิดดูก็เป็นเเจ้งเตือนข้อความพี่เก้ากับพี่ออสตินที่เข้ามาไล่เลี่ยกัน

ผมเปิดดูของพี่ชายก่อน เขาบอกว่ามารอเเล้วอยู่ที่หน้าหอประชุม ผมเลยบอกว่าให้รออีกพักหนึ่งเเล้วก็ให้สั่งอาหารจากสักร้านเอาไปกินที่โรงพยาบาล พอตอบพี่ออสตินเสร็จก็เปิดเเชตพี่เก้าต่อ

 

เก้าไงเก้า : ขอโทษที่ตอบช้านะครับ

เก้าไงเก้า : พี่ทำงานเอกสารของคณะอยู่

เก้าไงเก้า : *ส่งรูปภาพ*

เก้าไงเก้า : *ส่งรูปภาพ*

 

ริมฝีปากของผมค่อยๆ ยกยิ้มมองดูรูปภาพที่ส่งมา รูปเเรกเป็นรูปเซลฟี่ของพี่เก้าหน้าเบื่อๆ คู่กับกระดาษงานเอกสารที่เหมือนจะเป็นกิจกรรมรับน้อง ส่วนอีกรูปเป็นเพื่อนพี่เขาที่นั่งหัวฟูทำงานกันอยู่รวมถึงพี่ซีนด้วย

 

เก้าไงเก้า : ไอ้ปายตัดชุดใช่มั้ย?

เก้าไงเก้า : ทำไมไม่มีใครบอกพี่

เก้าไงเก้า : เดี๋ยวพี่จัดการให้ ไอ้ประธานอยู่ไหน เอาชุดเหี้ยอะไรให้เมียกูเนี่ย ต้องด่า!

 

ทำไมพี่เก้าน่ารักงี้วะ

ไม่รู้ทำไมผมถึงได้เขินเป็นบ้าเป็นบอ เหมือนอารมณ์เด็กร้องไห้สะดุดล้มแล้วโทษเป็นความผิดพื้นแล้วบอกให้พ่อตีพื้นแล้วพ่อก็ตีให้อย่างงั้นมั้ง

 

นับสองครัช : ไม่ต้องแล้วพี่

นับสองครัช : ผมใส่ชุดบ้านี่เรียบร้อยแล้ว

นับสองครัช : รอดูรูปผมหน้าเพจแล้วกัน

นับสองครัช : จะดังหรือจะดับก็ไม่รู้ ฮือออ

 

กดหาสติ๊กเกอร์ร้องไห้รัวๆ พี่เก้าขอให้ผมเซลฟี่ให้ดูก่อนแต่ผมอายไม่กล้าส่งเลยบอกย้ำให้รอดูหน้าเพจ

“เลิกคุยก่อนค่ะลูก ไปถ่ายรูป!” พี่แนตตี้ตีไหล่ผมแล้วแบมือยึดโทรศัพท์

ผมบอกพี่เก้าว่าขอไปถ่ายรูปก่อนเดี๋ยวจะทักไปใหม่แล้วค่อยเอาโทรศัพท์ฝากคุณพี่เลี้ยง ผมรับกระด้ง เอ๊ย หมวกจากไอ้นาวามาใส่ต่อ

ตอนเดินเข้าไปในฉากก็โพสต์ตามที่ช่างภาพแนะนำ ของผมจะเน้นถ่ายใบหน้าซีกขวาโชว์รอยสักไม้กางเขนด้วยส่วนหมวกก็ใส่เอียงๆ

“หล่อครับ กดหน้านิดหนึ่ง ดีๆ สายตาอ่อยมาก โอ๊ย กูจะตายก่อนแล้ว!” พี่ตากล้องถึงกับสติแตก เขาถอยห่างจากกล้องแล้วลุบอกไปมาสงบสติอารมณ์

ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วมองหน้าพี่ๆ คนอื่นด้วยใบหน้ายิ้มซื่อๆ ...หุหุ ผมก็ฮอตไม่แพ้พี่เก้านะจะบอกให้!

“น้องนับสองแม่งหล่อโฮกกกก”

“เซ็กซี่ละลายใจพี่เหลือเกิน โฮ๊ย”

ฟังแล้วมันก็ปริ่มในใจ ผมใช้เวลาถ่ายรูปประมาณสิบนาทีก็เรียบร้อย หลังจากถ่ายเสร็จแล้วรูปก็ถูกส่งเข้าโน้ตบุ้คให้ฝ่ายแต่งรูปทันที มีพี่นั่งแต่งรูปประมาณเจ็ดแปดคนทำให้งานเดินไวมาก

ผมไปยืนรอดูรูปที่แต่งเสร็จแล้วก็พอใจเป็นอย่างมากเพราะเสือนับโคตรเซ็กซี่เลยให้ตายสิ ผมแอบเห็นคนแต่งรูปช่วยกันแต่งสีชุดให้สีดูเบาลงก็ขำเล็กน้อย

“ไปเปลี่ยนชุดเร็วนับสอง” พี่แนตตี้กวักมือเรียกผม

“กี่โมงแล้วพี่”

“ทุ่มสิบห้าแล้ว” ส่งเสื้อผ้าให้ผมแล้วยื่นคลีนนิ่งกับสำลีแล้วก็โฟมล้างหน้ามาให้ “รีบไปล้างหน้าเดี๋ยวจะเป็นสิว”

เอ่ยขอบคุณแล้วหอบของกลับไปยังห้องแต่งตัวด้านหลัง ผมเปลี่ยนชุดก่อนแล้วค่อยไปล้างหน้า ตอนกำลังเช็ดหน้าก็ได้ยินไอ้นาวากับดิวคุยกัน อ้อ มันสองคนกำลังรอไอ้น่านน้ำอยู่ ไอ้นี่มันถ่ายรูปต่อจากผม

“เฮ้ยๆ เพจเริ่มลงรูปแล้วเว้ย” นาวาว่าอย่างตื่นตระหนก “เชี่ยๆ กูไม่กล้าอ่านคอมเม้นเลย! มึงอ่านดิ!

“กูกล้ามากมั้ง” ดิวทำหน้าหวาดๆ แล้วผลักโทรศัพท์คืนไป “นี่รูปมึง มึงก็อ่านสิ!

ผมเช็ดหน้าเบาๆ พลางถาม “เขาลงรูปกันแล้วเหรอวะ ยังถ่ายไม่ครบเลยนี่”

“ทยอยลงๆ ตอนนี้ก็ลงไปกว่าครึ่งแล้ว” นาวาตอบแล้วออกความเห็น “เพจมหาลัยลุกเป็นไฟมากมึง ไลก์โคตรเยอะแชร์โคตรแยะแถมคอมเม้นอีกบานแต่กูไม่อ่าน ฮือ”

เออ เป็นผมก็ไม่กล้าอ่าน

“เฮ้ยๆ รูปมึงลงแล้วเว้ยไอ้นับ!” ดิวตาโต “เชี่ย รูปนี้มึงแม่งโคตรอ่อยเลยอะ”

แน่นอน อ่อยจนตากล้องมือไม้สั่นมาแล้วครับท่าน

ผมโต้ตอบไอ้ดิวไปสองสามคำแล้วก็ล้างหน้าหลังจากใช้คลีนนิ่งเช็ดเครื่องสำอางไปหลายรอบแล้ว หลังจากล้างหน้าเสร็จก็เอาสำลีมาซับหน้าให้แห้งก่อนจะหาครีมบำรุงมาทาหน้าไม่ให้หน้าแห้ง

“พวกมึง กูกลับก่อนนะ” ผมจัดการตัวเองเสร็จแล้วก็ตะโกนบอกเพื่อนสองคน

“เออๆ กลับดีๆ มึง”นาวาไม่ได้เงยหน้ามองเพราะสนใจอ่านคอมเม้นในเพจอยู่

ยักไหล่เล็กน้อยแล้วเดินกลับไปด้านหน้าก็เห็นพี่แนตตี้นั่งยิ้มฟินๆ จิกขาตัวเองเล่นโทรศัพท์อยู่

“ยิ้มอะไรขนาดนั้นพี่” ผมเอ่ยแซวแล้วเอาของของพี่แนตตี้ใส่กระเป๋าเครื่องสำอางเก็บให้ “มีเรื่องอะไรดีๆ เหรอ”

พี่แนตตี้เงยหน้ามองผมแล้วก็เบ้ปากเหมือนหมั่นไส้อะไรสักอย่าง “เดี๋ยวแกจะยิ้มหน้าบานกว่าฉันอีกย่ะ!

หือ อะไรหว่า

โทรศัพท์ถูกส่งคืนมาให้ผมแล้วพี่เขาก็บอกให้ผมเปิดเข้าทวิตเตอร์ ผมเปิดดูแล้วก็ต้องตกใจเมื่อหน้าไทม์ไลน์มีแต่แท็ก #พี่เก้านับสอง เต็มไปหมด

เดี๋ยวๆ นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย

ผมเปิดเข้าทวิตเตอร์พี่เก้าเพื่อดูว่าพี่แกทวิตอะไรรึเปล่าถึงได้เกิดกระแสแรงขนาดนี้ ผมดูเมื่อกี้แล้วเทรนด์ทวิตแท็กคู่ผมกับพี่เก้าแม่งอยู่อันดับสามแล้ว

อะไรจะมหาศาลขนาดนี้ ไอ้พี่มันทวิตอะไรฮะ

อะ เจอแล้ว ไหนดูสิ

 

นี่เก้าไง @Kaokao_Rat

อยากได้หมวกก็ใช้เงินซื้อ

แล้วถ้าอยากได้ใจช่างทำหมวก

ต้องทำยังไงครับ : )

-แนบรูปของผมที่แต่งชุดแฮทเทอร์สุดเพี้ยน

 

                แม่ครับ

                จับผมหน่อย รู้สึกจะล้ม โอ๊ยยยย

 

 


 ----------------------------

แม่เองก็จะล้ม เฮือกกก

ส่วนเรื่องชุดนั้นก็55555555555


ส่งฟีดเเบ็คให้กำลังใจกันเยอะๆ. นะคะ ><


#นับเก้ารัก



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10.138K ครั้ง

772 ความคิดเห็น

  1. #57371 pim pimmi (@pim35225) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 14:40
    กรี๊ดดดดด เขินอ่ะ ฮื่อออออ
    #57371
    0
  2. #57265 คนใจจะวาย (@opor-opor2011) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 20:29
    ใครไหวไปก่อน เราไม่ไหวตอนนี้ละลานนอนกองกะพื้นแล้ว
    #57265
    0
  3. #57119 gzexo-L (@gz47) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 01:29
    ไอ่บว้าาาชุ้นเขินไม่ไหวแล้ววววว&#128563;
    #57119
    0
  4. #56822 JnStyle (@JnStyle) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 11:01
    น่ารักกันใหญ่
    #56822
    0
  5. #56407 Bs-Benya (@Bs-Benya) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 12:06

    โอ้ยยยย เขินนนนนนนนนนนพี่เก้าาาา
    #56407
    0
  6. #56348 WangEn_Tuan (@WangEn_Tuan) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 01:59

    เนี่ยยยยย นึกภาพน้องใส่ชุดนั้น
    ตามอะ5555555555
    #56348
    0
  7. #56124 yuy1950 (@i-yuy) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 17:41
    อยากเห็นภาพชุดพี่ปายเลย 5555.
    #56124
    0
  8. #56080 Ztaazzz (@Ztaazzz) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 02:31
    ขำหนักมากตรงชุดของพี่ปายา นี่แหละ
    #56080
    0
  9. #55989 Airzaa1810 (@Airzaa1810) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 18:55
    ขำพี่ปายหนักมากกกกกกกก_บอกเลยหัวเราะลั่นห้องเลย
    #55989
    0
  10. #55937 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 16:40
    เรื่องอ้อยนี้ไม่มีใครชนะพี่เก้าได้ ว่าแต่ปายยยย ทำไมทำร้ายทุกคนได้
    #55937
    0
  11. วันที่ 10 เมษายน 2562 / 16:35
    พี่เก้าฮุกแรงอ่ะ ใครไหวไปก่อนเลย นีจองยิ้มแก้มปริบนmrt ก่อนน
    #55933
    0
  12. #55728 Midnight9302 (@Defenderking) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 12:09
    ล้มไปด้วยกันเลยลูก...อีพี่เก้าาาาาา เขินเว้ยยยยยน
    #55728
    0
  13. #55607 Injun_ (@Injun_) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 11:21

    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดด ชั้นจะบ้าเขินนะโว้ยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #55607
    0
  14. #55594 NattanichaYodsan (@NattanichaYodsan) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 08:26

    กรี้อดดดด
    #55594
    0
  15. #55593 NattanichaYodsan (@NattanichaYodsan) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 08:25
    เขิลไม่ไหวล้าวววว
    #55593
    0
  16. #55544 <N-O> (@TaiNawansa) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 23:48
    พี่ปายคนจริง 5555
    #55544
    0
  17. #55504 aomsinnn🌍🌙 (@_aomsinnn_14) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 22:35
    อยากได้ใจช่างทำหมวก? นั่นมันพี่ปายเว้ยพี่เก้าาาา5555
    #55504
    0
  18. #55495 Adhelle (@Jpranmao) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 22:27

    55555555555 พี่มันอ่อยได้ทุกเวลาจริงๆ

    #55495
    0
  19. #55480 อิอิ (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 22:18

    5555​ โอ้ย ร้ากกกก

    #55480
    0
  20. #55469 วริยา (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 22:09

    คิดถึงงงง

    อยากอ่านต่อแล้วอ่าาาาา

    #55469
    0
  21. #55409 beeya1 (@beeya1) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 19:52
    ลูกนับ

    ลูกจะหล่ออ่อยไรขนาดนั้นลูก. ส่วนพ่อเก้าหบงเมียขนาด ฮิ้วววว
    #55409
    0
  22. #55406 greentealatte ♡ (@qltz) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 15:21
    ไม่กล้าจินตนาการถึงชุดเลยจ้า555555
    #55406
    0
  23. #55404 xวาuxวาu (@mojikiss) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 14:27
    ความวายป่วงของพี่ปาย 55555
    #55404
    0
  24. #55403 bogumv (@bogumv) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 14:12
    พี่เก้าคนหลงเมียยยยยยยยยยยยยยยยย
    #55403
    0
  25. #55401 D_S_F_P_N (@kqre) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 13:43
    อิจคนหล่อใส่ไรก็ดี(แน่นอนอยู่เเล้ว/นับสอง)

    ลองกูใส่นะดีแน่ ดีแน่สิ เ-้ยยังอาย
    #55401
    0