นับ เก้า รัก [YAOI]

  • 300% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 3,342,208 Views

  • 57,083 Comments

  • 57,799 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    150,327

    Overall
    3,342,208

ตอนที่ 53 : อ้อยคว่ำครั้งที่ 45

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116134
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14818 ครั้ง
    21 มี.ค. 62

 

 บทที่ 45

 


                (ทำไมยังไม่นอนอีกพี่เก้า)

                เสียงห่วงใยปนกังวลของนับสองทำให้หัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะ ริมฝีปากขยับยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว ผมหันไปหยิบแก้วไวน์มาถือก่อนจะเดินออกไปรับลมที่ระเบียงด้านนอก

                สายลมเย็นๆ ทำให้ความรู้สึกวุ่นวายสงบลงยิ่งได้ยินน้ำเสียงร่าเริงไม่เจือเศร้าหมองของนับสองแล้วยิ่งทำให้ผมเบาใจขึ้นมาบ้าง

                “ก็รอนับสองไงครับผมเอ่ยเสียงนุ่มแล้วยกแก้วไวน์ขึ้นจรดริมฝีปาก

                (พี่น่าจะไปนอนได้แล้วนะ) เสียงบ่นจากปลายสายทำให้รู้สึกน่าเอ็นดู ผมขยับตัวเดินมานั่งที่เก้าอี้หวาย (วันนี้พี่ทำงานมาทั้งวันแล้วยังกลับมาดูผมอีก ไหนจะมื้อเย็น พี่ก็กินข้าวไม่อิ่มด้วย พี่ควรจะพักผ่อนได้แล้วนะ พรุ่งนี้พี่ก็มีเรียนทั้งเช้าทั้งบ่าย แล้วยัง...)

                “พอ พอ พักหายใจก่อนมั้ยนับสอง” ผมเบรกน้องก่อนที่จะขาดอากาศตายเพราะพูดไม่พักหายใจ “ว่าแต่รู้ได้ยังไงครับว่าพี่มีเรียนทั้งเช้าทั้งบ่าย หือ?”

                จำได้ว่าไม่เคยให้ตารางเรียนเลยนะ มีแต่ผมนี่แหละไปขโมยตารางของน้องมา

                ปลายสายเงียบไปก่อนตอบอ้อมแอ้ม (ผมพูดไปงั้นแหละ เดาพี่เดา! ไม่ได้ไปเสาะหาตารางเรียนพี่มาจากแฟนคลับเลยนะ ไม่ได้ทำแบบนั้นเลย!)

                ...ผมเคยบอกมั้ยว่านับสองเป็นคนตลก

                “เดาเก่งเนอะ” ผมเป็นคนรักที่แสนดีอยู่แล้วไม่เปิดโปงน้องหรอก “พรุ่งนี้นับมีเรียนกี่โมง”

                (เก้าโมง) นับสองตอบทันที

                “พี่ก็เก้าโมง” ผมย้ำไปก่อนจะโคลงแก้วไวน์เล่น “พรุ่งนี้เช้าพี่จะไปหาที่บ้านแล้วเราก็ไปมหาลัยด้วยกัน โอเคมั้ย”

                (พรุ่งนี้...พี่ออสตินว่าจะไปส่ง) นับสองเอ่ยอย่างลำบากใจ

                รอยยิ้มของผมแข็งค้างไปนิดนึงแต่แค่เสี้ยววินาทีเดียวก็กลับมายิ้มอบอุ่นตามเดิม “เขาอยู่คนละมหาลัยกับนับสองไม่ใช่เหรอ คนละซีกกรุงเทพเลยนะ...ขับรถอ้อมแย่”

                (ก็จริง) นับสองคล้อยตามผม

                แสร้งถอนหายใจทำตัวเป็นผู้ใหญ่ “อีกอย่างเขามีเรียนกี่โมง ไม่เรียนช้าเหรอ ถ้าไปส่งนับสอง พี่ว่าเขาคงเข้าเรียนไม่ทันแน่ๆ”

                น้องทำเสียงอุทาน (ผมลืมคิดไปเลย!)

                กระตุกมุมปากยิ้มร้ายแต่เสียงยังคงวางท่าเป็นคนดีต่อไป “ไม่ต้องให้เขาไปส่งหรอก”

                (งั้นพี่เก้ามารับผมได้รึเปล่า) น้องถามกลับทันที (แต่จากคอนโดพี่มาบ้านผมมันก็น่าจะไกล...)

                “ไม่ไกลเลยนับสอง” เอ๊ะ เหมือนผมจะรีบพูดไปรึเปล่า “พี่ถามทางไปบ้านนับจากไนน์แล้วก็ไม่ไกลมากนะ”

                ใช่ ไม่ไกลมาก

    แต่มันไกลเหี้ยๆ เลยต่างหาก

                นับสองเงียบไปเหมือนกำลังคิดอยู่ว่าระยะทางจากคอนโดมาบ้านนั้นไม่ไกลกันจริงๆ เหรอ ผมกลอกตาไปมาคิดอย่างรวดเร็ว

                “อย่าไปคิดเรื่องระยะทางเลยว่ามันจะใกล้หรือไกล”

                (ก็มัน...)

                “คิดแค่ว่าพี่อยากเจอนับสองเร็วๆ ก็พอ”

                เอาอ้อยฟาดสักทีเผื่อจะได้เข้าใจขึ้นมาบ้างว่าทำไมผมถึงอยากไปรับ

                (เห็นแก่พี่ที่อยากเจอผมเร็วๆ) เหมือนมีเด็กได้ใจ (ผมให้พี่มารับก็ได้)

                ไม่ไปรับดีมั้ย หมั่นไส้เหลือเกิน

                ผมยิ้มอ่อนใจกับความนับสอง ให้ทายนะว่าตอนนี้น้องกำลังยิ้มแก้มปริอยู่แน่ “ว่าแต่ทำไมโทรกลับหาพี่ช้าจัง”

                กว่าน้องจะโทรกลับมาก็เกือบสองชั่วโมง ดีที่ผมทำงานอยู่ยังไม่นอนเลยยังได้โทรคุยกัน

                (จะอะไรอีกเล่า) เสียงเขียวมาเชียวแล้วก็ฟ้องไม่หยุด (จะไม่ให้ช้าได้ไงก็โทรศัพท์ผมถูกพี่ออสตินยึดไปน่ะสิ ฮึ่ย แล้วกว่าจะยอมคืนมาได้ก็เล่นตัวนั่นนี่ไม่หยุด)

“แล้วทำยังไงให้ได้คืน” ผมรู้สึกหวั่นใจนิดๆกับคนคนนี้จริงๆ นะ เป็นพี่ใหญ่ของบ้านซะด้วยท่าทางไม่เกรงใจไม่เกรงกลัวใคร แบบนี้เขาจะยกนับสองให้ผมง่ายๆ เหรอวะ

(ก็อ้อนนิดอ้อนหน่อย) น้องตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก (ขู่ด้วยว่าถ้าไม่คืนจะไม่คุยกับพี่เขาอีก)

“ก็เลยคืนให้?” เลิกคิ้วขึ้น “ง่ายขนาดนั้นเลย”

(ก็ใช่น่ะสิ) นับสองว่าเสียงระริกระรี้ก่อนจะพูดเสียงอ่อย (พี่เก้า นอนเถอะ ง่วงแล้ว)

เสียงหาวตามมาบ่งบอกว่าง่วงจริงๆ ผมดึงโทรศัพท์ออกมาดูเวลาเล็กน้อยพบว่ามันก็ตีสองครึ่งแล้ว “นอนไปได้เลยครับแต่ห้ามวางสายนะ”

(ทำไม) เสียงอู้อี้ถามแล้วก็หาวอีกครั้ง

“ทำแบบนี้จะได้เหมือนว่าเรานอนอยู่ข้างกัน”

(...)

“ถึงไม่ได้กอดแต่ได้ยินเสียงก็ยังดี”

                ผมหัวเราะน้อยๆ หลังจากพูดอะไรที่มันโคตรจะน้ำเน่าออกไป นับสองพึมพำเบาๆ อะไรก็ไม่รู้แล้วก็โพล่งขึ้น (นอนแล้ว! ...ฝันดีนะ เเต่ถ้าจะให้ฝันดีก็ต้องฝันถึงผม อิอิ)

               เด็กอะไรมันน่าหมั่นเขี้ยวจริงๆ

                “ไปนอนได้เเล้ว ...ฝันดีนะครับคนเก่ง” 

               ตบท้ายด้วยน้ำเสียงละมุนกล่อมเด็กจากนั้นก็ได้ยินเสียงขยับผ้าห่มไปมาไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงลมหายใจดังแผ่วๆ ลอดมา

                ยกแก้วไวน์ขึ้นกระดกรวดเดียวหมดหลังจากนั้นจึงเดินกลับเข้าไปในห้องและเอาโทรศัพท์วางไว้ที่หมอนก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง แม้ว่าจะเป็นเวลาตีสองจวนจะตีสามแล้วแต่บ้านผมมันก็ยังไม่มีใครนอนกันสักคน

                อ๋องกำลังนั่งตรวจแฟ้มงานเหมือนทุกคืน แล้วไอ้ที่กำลังนั่งเล่นเกมกดจอยเกมอย่างเมามันส์อยู่หน้าทีวีจอยักษ์ก็ไม่พ้นไอ้ไนน์น้องตัวดีน่ากระทืบ

                “เลิกเล่นเกมแล้วลุกมาคุยกับกูเดี๋ยวนี้ไอ้ไนน์” ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างอ๋อง

                อ๋องเหลือกตามองลอดแว่น “ถ้าจะตีกันก็ไปข้างนอก พี่จะทำงาน”

                “ไม่ได้จะทะเลาะอะไร” ส่งสายตาเบื่อหน่ายให้อ๋องที่ไม่รู้จะปกป้องไอ้ไนน์ไปถึงไหน “ผมแค่จะถามอะไรมันสักหน่อย”

                ไนน์กดหยุดเกมแล้วหันมาคุยกับผมโดยที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้นพรม “อยากถามเรื่องออสติน?”

                “มึงรู้ว่าเขาคือพี่ชายนับสอง?” หรี่ตามองน้องชายฝาแฝดอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ทำไมมึงไม่บอกกู!

                รอยยิ้มของไนน์บิดเบี้ยวเล็กน้อยทั้งแววตายังคุกรุ่นไม่น้อย “แล้วมึงคิดว่ากูรู้แต่แรกรึไง”

                ผมตกใจ “มึงจะบอกว่ารู้พร้อมกู?”

                “ฮึ” มันส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยก่อนจะหันกลับไปเล่นเกม “มึงคิดว่ากูสนิทกับพี่รหัสมากนักรึไง”

                แล้วมันไม่ใช่รึไง?

                ผมเจอออสตินคนนี้น้อยจริงๆ ปกติได้ยินแค่ไนน์มาเล่าให้ฟังเฉยๆ เจอตัวจริงแบบจังๆ ก็คือวันนี้แหละ

อ๋องขมวดคิ้วก่อนจะออกปากถามอย่างทนรอเงียบๆ ไม่ไหว “เดี๋ยว...พี่รหัสไนน์เป็นพี่ชายนับสอง? หมายความว่ายังไง”

                ผมนิ่วหน้าเล็กน้อย “จำได้มั้ยว่าเราหาพี่คนโตของนับสองแทบตายแต่ก็ยังไม่เจอ รูปสักใบก็ไม่มี” ถอนหายใจหนักหน่วง “แต่ที่หนักกว่าคือดันมีพี่ชายอีกคน โผล่มาจากไหนไม่รู้”

                “นับสองรู้มั้ย?” ถามต่อ

                “ไม่รู้” ส่ายหัว “แม้แต่นับสองยังไม่รู้เลยว่ามีพี่อีกคน”

                “มันจะลึกลับเกินไปรึเปล่า” อ๋องวางงานในมือลงเผยสีหน้ากังวลปนเย็นชาออกมา “พูดตามตรง พี่ก็ยังสืบเรื่องของอะไรนะ ไอศูรย์ไม่ได้แล้วยังมีออสตินมาอีก”

                เปรยตามองไปทางไนน์ที่เล่นเกมไม่สนใจใคร

                “แล้วเรื่องของออสตินสืบไม่ได้รึไง” ปกติแล้วคนรอบตัวไนน์จะถูกอ๋องตามสืบประวัติจนหมด

                เหมือนมีน้ำแข็งมาเกาะบนใบหน้าของพี่ชายคนโตไม่มีผิด “สืบสิ” ยิ้มเย็นน่าขนลุก “แต่ก็เพิ่งรู้ว่ามันเป็นของปลอมก็วันนี้!

                ปัง!

                แฟ้มงานถูกฟาดลงบนโต๊ะจนผมกับไนน์สะดุ้งเพราะอ๋องไม่เคยเกรี้ยวกราดให้เห็นบ่อยๆ จึงไม่ชิน สิ่งที่อ๋องเกลียดที่สุดคือการถูกปั่นหัวและถูกหลอก

                ไนน์หยุดเล่นเกมแล้วหันมายิ้มอ่อน “เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้านะพี่”

                “เงียบซะไนน์” เสียงเรียบจนน่ากลัวกล่าวเตือน “ตอนนี้คิดได้อย่างเดียว...พวกเขาอันตรายเกินไป”

                “ก็ไม่เห็นจะอันตรายเลย อ๋องคิดมาก...” ไนน์เถียงไม่ทันจบ

                “คิดมากก็ดีกว่าคิดน้อย” หันไปจ้องหน้าไนน์ “ออกห่างจากพี่รหัสคนนั้นซะไนน์ พี่ขอสั่ง”

                “อ๋อง!” ไนน์ลุกพรวดอย่างตื่นตกใจ

                แต่ว่าเรื่องนี้

ผมเห็นด้วยกับอ๋องนะ

เขาทำถูกแล้ว

               

                “เก้าก็ด้วย”

 

                ฮะ

 

“เลิกยุ่งกับนับสองซะ”

 

อันนี้ผมไม่เห็นด้วย

            พี่ทำไม่ถูกเว้ย!

คัดค้าน! ขอคัดค้านนนนน!

 

 



[นับสอง]

 

                “บอกผมทีว่านี่มันอาหารเช้า”

                มองโต๊ะอาหารอย่างอึ้งแดกก่อนจะหันไปมองพ่อบ้านที่ดูจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเช่นกัน ผมมองจานอาหารมากมายแล้วคิ้วกระตุกยิกเลย

                ลองนับๆ จานดูแล้วก็มีไม่ต่ำกว่าสิบหกจาน

                และแล้วจานที่สิบเจ็ดก็ถูกพาออกมา

                ผมหน้าตาตื่นรีบห้าม “พอแล้ว! แค่นี้ก็จะกินไม่หมดแล้วพี่!

                “กินไม่หมดก็ทิ้ง” เสียงเอื่อยเฉื่อยว่าอย่างไม่แยแสพร้อมกับวางจานล็อบเตอร์อบชีสลงแล้วก็หมุนตัวกลับไปทางห้องครัวอีก

                “พี่ออสติน! ผมบอกว่าให้หยุดไง!” ร้องโหยหวน2

                เฮียไอที่ว่าแน่ยังสู้คนคนนี้ไม่ได้เลย!

                เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!

                “ยังเหลือของหวาน” หน้าตายสนิทแล้วสั่งผม “ถ้าเย็นจะไม่อร่อย รีบกินเร็ว”

                “ยังมีของหวานอีกเหรอ!” ทรุดครับ ทรุด! แต่ดีที่พ่อบ้านเข้ามารับตัวผมที่แข้งขาอ่อนได้ทันเวลาพอดีไม่ให้ล้มพับไปก่อน ผมยกมือขึ้นกุมหน้าแล้วมองตามแผ่นหลังพี่ชายป้ายแดงแล้วก็พูดไม่ออก

                วันนี้เป็นวันที่เช้าสดใสเหมือนลงไปวิ่งในท่งลาเวนเดอร์มากๆ ยิ่งตอนตื่นมาแล้วแบบ...

                ไม่อยากพูดอะ เขิน

                แต่ขอพูดเถอะ ก็ไม่ได้จะอวดให้อิจฉานะ

                คือบับ...เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของพี่เก้ามันดังออกมาจากการโทรไลน์ที่ไม่ได้กดวาง

                มันเป็นอะไรที่โคตรเขินจริงๆ นะ

                ส่วนคนที่ยังไม่มีคนคอลไลน์ด้วยก็...อย่าอิจฉาไปเลยนะ

                ช่วยไม่ได้อะ ไม่เซ็กซี่หน้าตาดีเท่าเสือนับก็งี้แหละ

                เดี๋ยวๆ ผมนอกเรื่องอีกแล้วกลับมาที่ออสตินก่อน ก็คือผมจะบอกว่าตื่นเช้ามาอารมณ์ดีในรอบหนึ่งอาทิตย์หลังจากเรื่องหนักหน่วงราวกับชีวิตเข้าสู่วัยเบญจเพส แต่แล้วพอลงมาข้างล่างว่าจะหาข้าวเช้ากินก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติกับการเข้าครัวทำอาหารของพี่ชายคนนี้

                น่ากลัวสุดจะบรรยาย

                “ผมว่าคุณชายกินเถอะครับ ท่าทางน่าอร่อยนะครับ” พ่อบ้านยิ้มแห้งๆ ให้แล้วขยับเก้าอี้ให้ผมเชื้อเชิญให้นั่งลง

                ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วนั่งลงอย่างเสียมิได้ เอื้อมมือไปหยิบจานที่ใกล้ที่สุดมา รู้สึกว่าจะเป็นสเต็กแซลม่อนซึ่งชิ้นแซลม่อนก็ไม่ได้ใหญ่มาก หากมองดูดีๆ แล้วอาหารบนโต๊ะล้วนถูกจัดแบบภัตตาคารหรูทั้งนั้น

                ไอ้พวกจานใหญ่ๆ แล้วของกินมีน้อยนิดวางตรงกลางอะ แบบนั้นเด๊ะๆ

กำลังจะยัดแซลม่อนเข้าปากก็ได้ยินเสียงกดกริ๊งดังขึ้น ผมทำท่าจะลุกออกไปเพราะคิดว่าเป็นพี่เก้าแน่ๆ แต่พ่อบ้านก็จับผมนั่งลงตามเดิมแล้วเดินออกไปดู

อยู่บ้านมันก็จะคุณชายหน่อยๆ

สบายไปหมด

“อร่อยนะเนี่ย” ไม่คิดว่าจะอร่อยขนาดนี้แต่ก็ยังสู้พี่คิวไม่ได้อยู่ดี รายนั้นแค่น้ำซุปยังอร่อยเหมือนขึ้นสวรรค์ เหมือนพี่แกเกิดมาเพื่อเป็นเชฟจริงๆ นะ

หมดไปจานหนึ่งอย่างรวดเร็วพอดีกับเสียงเดินเข้ามาของฝีเท้าหลายคู่

“โอ้โห บ้านมึงจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนแต่เช้าวะเนี่ย” คนที่โผล่หน้าเข้ามาก่อนคือพี่ไนน์ “น่ากินอะ!

คว้าส้อมจากมือผมไปจิ้มเนื้อแกะแล้วยัดใส่ปากทันทีจากนั้นก็ทำหน้าฟินตัวบิดไปบิดมา...โอเว่อร์กว่าคนนี้มีอีกมั้ย

เคี้ยวๆ กลืนแล้วก็จิ้มชิ้นต่อไป “ให้เดาว่าพ่อครัวต้องเบ้าหน้าดีมากๆ”

“พี่รู้ได้ไง” หันไปมองอย่างแปลกใจ

“ทำอาหารอร่อย หน้าต้องหล่อ” เคี้ยวไปพยักหน้าไป

“ตรรกะเชี่ยอะไรของพี่เนี่ย” ผมไม่น่าไปตั้งใจฟังเลยจริงๆ แล้วหันไปหาพี่เก้าที่เดินตามหลังพ่อบ้านมาอย่างมีมารยาทสมบัติผู้ดีต่างจากพี่ไนน์ที่วิ่งเข้ามา

“ตรรกะของคนหน้าตาดี” ยักคิ้วสามจึกแล้วสอดส่องสายตาหาใครสักคน “ออสตินของพี่ไนน์อยู่ไหน”

ชี้นิ้วไปทางห้องครัว “อยู่ในครัว”

ฟิ้วววว

วางอาวุธการกินแล้วถลาไปหาพี่ผมอย่างรวดเร็วจนคิ้วของผมกระตุก แต่ก็ส่ายหน้าอ่อนหันมาสนใจพี่เก้าคนดีของผมดีกว่า ฉีกยิ้มสดใสให้พี่เขาแล้วอ้าแขนออกโดยที่ยังนั่งอยู่

พี่เก้าอมยิ้มแล้วก็หัวเราะอย่างเอ็นดูก่อนจะเดินมาให้ผมกอด โอบแขนรวบเอวพี่เก้าแล้วซุกหน้าที่หน้าท้องคลอเคลียดุดดันหัวไปมาเหมือนแมวตัวน้อย

“คิดถึง” หลับตาแล้วซึมซับความรู้สึกอบอุ่นที่กำลังไหลเข้ามาในอก

พี่เก้าลูบหัวผมอย่างรักใคร่ “คิดถึงมากกว่า”

“เอาอะไรมาวัด” ผมรัดตัวเขาแน่นขึ้น

“ไม่มีอะไรวัดได้”

“...”

“เพราะความคิดถึงมันประเมินค่าไม่ได้”

                โอ๊ย โอ๊ยยย อ้อยแต่เช้าเลยเว้ย

                เหมือนรถอ้อยสิบคันพุ่งชนหน้าเต็มๆ

                “เขินเลย” พี่เก้ายิ้มอ้อยแล้วบีบแก้มผมไม่สนใจสายตาพ่อบ้านที่ช็อกจนตาแทบถลนออกมาแล้ว ผมอะแฮ่มเบาๆ เรียกสติไม่ให้ขวยเขินมากจากนั้นก็เอาตัวเองออกจากอ้อมกอดอุ่น

                ฟืดฟาด กลิ่นตัวพี่เก้านี่มันหอมจริงจริ๊งงง

                แลบลิ้นเลียปากเล็กน้อยหลังจากได้ลวนลามเบาๆ

                ดูและจำแล้วนำไปใช้

                ลวนลามยังไงให้เนียนก็ดูผมนี่!

                ขืนทำตามพี่ไนน์ ชาตินนี้คงไม่ต้องแดกหรอกผู้ชาย

                แดกแห้วไปเถอะ

                “มาๆ มากินข้าวกัน” ผมจับพี่เก้านั่งข้างๆ อย่างกระตือรือร้นแล้วส่งสายตาให้พ่อบ้านไปหยิบจานช้อนสามมีดมา ระหว่างนั้นผมก็หยิบจานอาหารที่มันมีแคลอรี่ต่ำเพื่อรักษาหุ่นให้พี่เก้า

                “บ้านนับตั้งโต๊ะแบบนี้เหรอ” เขากวาดตามองจานมากมาย

                “เปล่า” ส่ายหัวแล้วเอาสลัดมากิน “ออสตินเป็นคนทำ”

                พี่เก้ายิ้มคล้ายไม่ยิ้มแต่แววตาบ่งบอกว่าไม่ชอบใจเท่าไหร่แต่ก็รีบกลบเกลื่อนได้อย่างรวดเร็ว “เขาดีกับนับสอง พี่ก็ดีใจครับ”

                “เหรอ” เอียงคอมองของกินบนโต๊ะ “ก็ต้องรอดูยาวๆ”

                ผมขอโทษที่ผมไม่สามารถวางใจเชื่อใจได้ในทันที

                แต่พี่เขาก็บอกเองนี่ว่าเรายังมีเวลาพิสูจน์กันอีกมากมาย ผมก็ไม่ต้องรีบไปหรอก

                “กินต่อเถอะ” พี่เก้ายิ้มอบอุ่นแล้วเริ่มกินบ้าง วันนี้หน้าตาพี่เก้าดูสดชื่นไม่น้อยคงจะได้นอนเต็มอิ่มมาแล้วแน่ๆ

                ผมชวนพี่เก้ากินนั่นนี่อย่างละนิดอย่างละหน่อยเพื่อให้กินได้ครบทุกอย่าง ตอนที่กำลังจะป้อนหอยเซลล์ใส่ปากให้พี่เก้าก็มีเสียงดังตวาดขึ้น

                “ทำอะไร!

                มือไม้อ่อนเลยกับเสียงตวาดดุดันหันไปมองหน้าตื่นๆ ก็พบว่าเป็นออสตินที่หน้าบึ้งตึงชนิดควันแทบออกหู เดี๋ยวสิเฮีย ใจเย็นๆ ก่อนนะ ก็แค่ป้อนข้าว!

                พี่เก้าไม่ได้มีท่าทีตกอกตกใจแบบผม เขาหันไปทางออสตินช้าๆ แล้วยิ้มเชิงทักทาย “สวัสดีครับ ขอโทษที่มารบกวนแต่เช้า...”

                “รบกวน!” ออสตินว่าหน้าตายแล้วเดินดุ่มๆ เข้ามาวางจานกระแทกจานลงบนโต๊ะจงใจวางกั้นระหว่างผมกับพี่เก้า ผมกะพริบตาปริบๆ แล้วนึกถึงเฮียไอขึ้นมานิดๆ

พี่เก้าไม่ได้หน้าเสียหรือชักสีหน้า เขายังคงมีรอยยิ้มน้อยๆ ประดับหน้า แต่ผมคิดว่ามันคือการกวนตีนพี่ชายคนใหม่อย่างแรง ส่วนพี่ไนน์ก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากยิ้มเป็นบ้าถ่ายรูปกับจานอาหารน่าทานที่คงไปตื๊อให้ออสตินทำมาแน่ๆ              มาช่วยกันก่อนสิเฟ้ย!

ออสตินจ้องหน้าพี่เก้าเขม็งอย่างไม่ชอบใจแล้วเดินอ้อมมานั่งทางซ้ายของผม อ้อ ผมนั่งหัวโต๊ะน่ะ ส่วนพี่เก้านั่งทางขวา เขานั่งปุ๊บก็เริ่มวางท่าใส่พี่เก้าคนดีของผมทันที

“ใครเชิญ” ถามเสียงแข็ง

ผมชิงพูดก่อน “ผมเอง ผมให้พี่เก้ามารับ”

ออสตินขมวดคิ้วแล้วมองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ “พี่บอกว่าจะไปส่งนับเองแล้วจะตามมันมาทำไม”

เสียงเมื่อกี้คือเหี้ยมมาอารมณ์พ่อตาถือปืนเด๊ะๆ แต่พอคุยกับผมก็เสียงอ่อนและเบามาก นี่คือเสียงสองพี่ใช่มั้ย

“ก็มหาลัยกับพี่มันคนละทาง” ผมให้เหตุผลตามที่พี่เก้าบอกไว้เมื่อคืน “แล้วที่นี่ก็ไม่ได้ไกลจากคอนโดพี่เก้า เขาเลยมารับผมได้ ยังไงก็มหาลัยเดียวกัน”

เสียงหัวเราะเหยียดดังตามมาหรี่ตามองพี่เก้าอย่างเอาเรื่อง “...มีความพยายามเหลือเกินนะ”

“แน่นอนครับ” ราวกับมีประกายไฟปะทะกันกลางอากาศ “เหมือนคนแถวนี้แหละครับ...พยายามรับส่งน่าดูแต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้า”

นัยน์ตาคมสีเข้มมองไปทางพี่ไนน์เล็กน้อยแล้วยิ้มตาหยีให้ออสติน ผมได้ยินเสียงกัดกรามของออสตินดังมากจนหวาดหวั่นกลัวว่าฟันเขาจะแตกไปซะก่อน

ผมยังไม่อยากให้พี่ชายใส่ฟันปลอมนะ ไม่เอา!

“ผมว่าเรามากินข้าวดีกว่านะ” ไม่อยากให้มีสงครามกลางเมืองเลยหยิบสุ่มจานอาหารส่งให้ทั้งพี่ทั้งคนรักไปคนละจานเพื่อจะได้หุบปากกันสักที

พี่เก้าไม่ทำให้ผมลำบากใจยอมที่จะนั่งกินเงียบๆ ออสตินจะพูดต่อก็ถูกพี่ไนน์ชวนคุยจำต้องยุติการปะทะฝีปากแต่เพียงเท่านั้น

เฮ้อ มีพี่ชายหวงมันก็รู้สึกดีนะครับ

แต่มันก็จะลำบากหน่อยๆ

ลำบากตอนหาผัวอะ เข้าใจปะ!

“แล้วนี่นับสองจะกลับมาอยู่บ้านเลยหรือว่าจะอยู่คอนโดพี่” ไอ้พี่เก้าาา มึงอยากตายมากเหรอ! กูนั่นอุตส่าห์โล่งอกแล้วเชียว มิวายหาเรื่องอีกเหรอ “อืม ไปอยู่คอนโดวันเรียนแล้วเสาร์อาทิตย์กลับมานอนบ้าน ดีมั้ย”

พี่ไนน์เหลือกตาใส่พี่ชายตัวเอง “ไอ้เก้า ไอ้บัดซบ! แดกข้าวเงียบๆ ไม่เป็นรึไง!

“ว่าไงนับสอง” ไม่ใส่ใจคำด่าน้องชายตัวเองแต่กลับมองผมอย่างรอคอยคำตอบ

“ทำไมต้องวุ่นวาย” ออสตินแยกเขี้ยว “พอดีมีบ้าน ไม่รบกวนคอนโดหรอก”

“ผมถามนับสอง” หันไปยิ้มให้ออสตินแล้วกลับมามองผม “วันเรียนอยู่คอนโดพี่เก้านะ ถึงห้องจะคับแคบไปบ้างแต่มันก็ไม่เหงานะ...แล้วพอไม่มีเรียนก็กลับมานอนบ้านใช้เวลาเต็มที่กับครอบครัวหรือถ้าอยากกลับบ้านวันไหนพี่เก้ามาส่งก็ได้”

หัวใจผมสั่นไหวทันทีกับการถอยของพี่เก้า... แววตาของพี่เก้าเจือไปด้วยความเคร่งเครียดเหมือนรู้ว่าถ้าพูดแล้วต้องตีกับออสตินแน่ๆ แต่ถ้าไม่พูดเราสองคนจะขยับออกห่างกัน...นั่นคือสิ่งที่เรากลัว

“อย่ามาหลอกน้องชายฉัน” ออสตินพูดเสียงเย็นและไม่พอใจเป็นอย่างมากจนมือไม้เริ่มกำหมัดแน่น “นับสองอย่าไปเชื่อคนกะล่อนปลิ้นปล้อน” เหอะ ได้น้องเขาไปแล้วแล้วจะปล่อยให้กลับบ้านเหรอ เขาไม่ได้โง่นะ! ไม่เชื่อ!

“แรงนะนี่” พี่ไนน์อุทานขึ้นแล้วพอถูกมองก็รีบทำเป็นกินข้าวต่อ

พี่เก้าตวัดตาดุน้องตัวเองก่อนแล้วค่อยพูด “ถ้าผมกะล่อนปลิ้นปล้อนคงไม่มาพูดต่อหน้าผู้ใหญ่แบบนี้หรอกครับ”

เออใช่ เขากล้าพูดต่อหน้าพี่ผม

อุ๊ย มาดแมนแฮนด์(น่า)ซั่มมาก แค่ก

“สมัยนี้ผู้ชายสองคนจะอยู่ด้วยกันแทบไม่ต้องขอความเห็นใคร” พี่เก้ายกตัวอย่างลอยๆ “แต่ผมมาขอตรงๆ ว่าจะพาน้องไปอยู่ด้วยแล้วผมก็บอกแล้วว่าจะพานับสองกลับบ้านทุกเสาร์อาทิตย์...”

“ฉันต้องการทุกวันของนับสอง!

“แล้วคุณมีเวลาให้นับสองทุกวันรึเปล่า”

ออสตินใบ้กินทันทีและนั่นทำให้ผมยิ้มอ่อน... ผมรู้ว่าทุกคนมีภาระหน้าที่ไม่สามารถอยู่กับผมได้ตลอดเวลา

บางครั้งเราเข้าใจ

แต่เราห้ามความรู้สึกไม่ได้

“งั้นบอกเหตุผลมาว่าทำไมฉันต้องยอมให้นับสองไปอยู่คอนโด” ออสตินกัดปากแน่นจนเลือดไหลมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่

เขาไม่รอให้ผมตอบว่าจะเลือกอยู่กับใครเหมือนเขาจะรู้คำตอบในใจผมอยู่แล้ว ผมรู้ว่าเขาเพิ่งมีโอกาสได้ใกล้ชิดผม แต่...แต่ผมกลับเลือกจะอยู่กับพี่เก้า

ผมคงเป็นน้องชายที่แย่มาก

พี่เก้าเก็บรอยยิ้มคืนแล้วทำหน้าจริงจัง “ผมไม่ได้อยากแย่งน้องชายไปจากคุณ”

“นี่ไม่เรียกว่าแย่งงั้นเหรอ” ถามเสียงสูงแล้วยิ้มไม่พอใจดวงตาสีอำพันเผยความเดือดดาล “นายกำลังแย่งน้องฉัน!

“ผมกำลังปกป้องความรู้สึกน้องคุณต่างหาก!” พี่เก้าขึ้นเสียงกลับไปบ้างอย่างไม่ยอม “คุณคิดว่าตัวเองพร้อมดูแลนับสองอย่างเต็มที่แล้วงั้นเหรอ!

ผมนิ่งอึ้งแล้วมองออสตินที่เหมือนจะคาดไม่ถึงแล้วก็หลุบตาลงต่ำเหมือนกำลังคิดทบทวนช้าๆ

“คุณอยากให้นับสองอยู่บ้านกว้างๆ หลังนี้คนเดียวทุกวัน คุณไม่คิดบ้างเหรอว่านั่นคือการทำร้ายนับสองเหมือนกับทุกคนที่ผ่านมา” คำพูดพี่เก้าทิ่มแทงทั้งใจผมและออสติน “ไนน์บอกว่าคุณมักหายหน้าหายตาไปบ่อยๆ คุณคงไม่ต่างจากฝาแฝดอีกคนที่ปล่อยให้นับสองรอคอยอย่างโดดเดี่ยวแล้วใช้คำว่ารักพันธนาการไว้”

ผมหลับตาลงแล้วยิ้มสมเพช...ใช่ ถึงบ้านนี้จะใหญ่โต สะดวกสบาย มีห้องดนตรีดังแดนสวรรค์แต่...มันอ้างว้างและเหงามากๆ ทุกคนทยอยกันหายไปจนเหลือแค่ผม

ออสติน...แม้เขาจะใส่ชุดนักศึกษาเป็นพี่ปีสองเป็นพี่รหัสพี่ไนน์แต่เขาบอกว่าเป็นฝาแฝดพี่ไอ...และพี่ไอก็อายุตั้งยี่สิบเก้าไปแล้ว เขาก็ต้องอายุเท่ากับพี่ไอ ผมไม่รู้ว่าเขากำลังเล่นอะไรอยู่ เขาลึกลับจนรู้สึกเข้าไม่ถึงมันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมไม่ไว้วางใจ

กลัวว่าไว้เนื้อเชื่อใจแล้วจะเหมือนที่ผ่านมา...

ได้ครอบครองแล้วก็ปล่อยละเลย

กำลังจะจิตตกก็...

“วันนี้พี่กูท็อปฟอร์มสุด อู้ว” ...พี่ไนน์ มึงไสหัวออกจากบ้านกูไปเลย!

ความไม่รู้จักเวลาของพี่ไนน์ก็ทำให้ผมหลุดขำได้ก็ต้องขอบคุณแหละนะ

“นับสองไปอยู่กับผมก็ไม่ใช่ว่าคุณไปหาไม่ได้หรือกลับมาหาคุณไม่ได้” พี่เก้าอธิบายต่ออย่างใจเย็น “คุณจะพานับสองไปกินข้าว ไปเที่ยว ผมก็ไม่ว่า ผมยินดีจะจัดทริปกระชับความสัมพันธ์ให้คุณกับนับสองด้วยซ้ำ”

แม่ง...พระเอกสัสๆ

เอฟซีพี่เก้าคร้าบบบบบ

“ถ้าคุณไม่อยู่ นับสองก็ต้องอยู่คนเดียวในบ้าน” ถอนหายใจเฮือกแล้วลูบมือผมใต้โต๊ะเงียบๆ

“ทำอย่างกับมีเวลาให้นับสองยี่สิบสี่ชั่วโมงนักนี่” ย้อนกลับอย่างไม่ไว้หน้า “เป็นคนดังคิดว่ามีเวลาว่างนักเหรอ”

“ผมคิดว่าภาระบนบ่าผมตอนนี้ยังเล็กน้อยถ้าเทียบกับคุณ” พี่เก้าไม่ได้ตื่นตกใจเหมือนเขาเตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว “ผมอาจจะไม่ได้อยู่กับนับสองยี่สิบสี่ชั่วโมงก็จริงแต่...”

“...”

“ผมก็ไม่เคยปล่อยให้นับสองต้องรู้สึกโดดเดี่ยวหรือรู้สึกว่าอยู่คนเดียว”

ความอบอุ่นบนฝ่ามือมันค่อยๆ ไหลเทเข้าสู่กลางหัวใจจนอ่อนไหวโอนอ่อนไปหมด นึกถึงเวลาที่พี่เก้าไม่อยู่ก็มีพี่ไนน์มาเล่นเป็นเพื่อนอย่างเมื่อวานที่เขาไปทำงานทั้งวันก็มีพี่ไนน์ตามารับตามาส่งแล้วก็นั่งรอ

“คอนโดไม่ได้มีแค่พวกผมสี่คนพี่น้อง ห้องข้างล่างมีเพื่อนนับสอง มีรุ่นพี่คณะอยู่” เขากำลังหมายถึงชายากับพี่ลมสินะ “ถ้าไม่มีใครอยู่จริงๆ จากคอนโดไปหอพักไปอยู่กับเพื่อนที่มหาลัยก็ง่ายกว่า”

ไร้คำโต้แย้งจากพี่ชายเพราะไม่คิดว่าคำพูดพวกนี้มันไร้ช่องโหว่ ผมบีบมือพี่เก้าตอบและรู้สึกภูมิใจมากๆ และเจ็บลึกๆ อยู่ข้างใน

เขา...รักและคิดถึงผมขนาดนี้เลยเหรอ

ออสตินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “สรุปคือจะเอาน้องฉันไปอยู่ด้วยให้ได้?”

พี่เก้ามองหน้าผม “แล้วแต่นับสอง”

อ้าวไอ้เหี้ย เลิ่กลั่ก

“ผมแค่อยากบอกในสิ่งที่ผมอยากบอก...การตัดสินใจก็ยกให้นับสอง” ยกยิ้มแล้วหันพูดกับผมเสียงอ่อนเสียงหวาน “บอกพี่เขาสิว่าจะไปกับพี่เก้าห้าวันแล้วกลับมานอนบ้านสองวัน”

ไหนว่าแล้วแต่กูไง นี่มันเผด็จการชัดๆ!

“เอ่อ...” มองสลับออสตินกับพี่เก้าแล้วก็ลำบากใจ แววตาของออสตินเข้มแสงขึ้นเรื่อยยิ่งเห็นท่าทีที่ผมอึกอักตัดสินใจไม่ถูกยิ่งเหมือนระเบิดเวลา “ผม...”

มันเป็นอย่างที่พี่เก้าบอก...ผมกลัวการอยู่คนเดียวและหวาดกลัวบ้านนี้ไปแล้ว

“พอแล้ว!” สุดท้ายออสตินก็หมดความอดทน เขากระแทกช้อนลงกับจานอย่างแรกจนจานแตกออกเป็นสองเสี่ยง เชี่ย นั่นแรงคนเหรอ! “พี่ไม่ฟังและจะไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น!

ผมหน้าซีดและเริ่มหวาดกลัวกับท่าทางของออสตินที่เหมือนพร้อมฆ่าทุกคนมาก พี่เก้าลุกขึ้นมาดึงผมให้ห่างมือออสตินแต่ยิ่งทำให้เขามีโทสะ

พี่ไนน์คว้าไหล่ออสตินไว้แล้วกดแน่น “ใจเย็นหน่อยสิ” แต่ถูกสะบัดออก ดวงตาสีอำพันแดงก่ำ

“ใจเย็นงั้นเหรอ!

“...”

 “ฉันรอมายี่สิบเก้าปีแต่ฉันเพิ่งได้ยืนอยู่ตรงหน้าน้องยังไม่ถึงหนึ่งวัน!

“...”

“ฉันควรใจเย็นเหรอ!

พี่ออสติน

เหมือนเขาจะคลุ้มคลั่งขาดสติไปแล้ว ผมมองอย่างตื่นตะลึงรวมทั้งคนอื่นที่ไม่คาดคิดว่าอารมณ์ของออสตินจะรุนแรงแบบนี้ เขาสะบัดพี่ไนน์ออกแล้วชี้หน้าพี่เก้าเหมือนโกรธแค้นแต่ถ้าหากมองดีๆ ความโกรธแค้นนั้นมันไม่ใช่แค่นี้

สิ่งที่คนคนนี้โกรธคือโชคชะตาตัวเขาเองและโลกที่ไม่ยุติธรรมต่อตัวเขา


“คนที่อยู่ในใจนับสองตลอดเวลาอย่างมึง มันจะไปเข้าใจอะไร!

!!

“จะไปเข้าใจอะไรกับคนที่ไม่มีตัวตนอย่างกู!


...แล้วทำไมพี่ถึงกกลายเป็นคนไร้ตัวตน

เพราะอะไรล่ะ มันเกิดบัดซบอะไรกับครอบครัวเรากันแน่!

พี่เก้าปล่อยมือจากผมแต่ผมยังคงยืนนิ่งเหมือนไม่รู้จะทำยังไง เขาผลักหลังผมเบาๆ เรียกสติผม ผมกะพริบตาเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปกอดคนที่กำลังขาดสติดวงตาแดงราวกับเลือดแต่ไร้ซึ่งน้ำตา

“พี่ครับ”

เรียกเสียงแผ่วแล้วกอดเขาแน่นแล้วก็แรงกอดตอบที่มากกว่าจนแทบหายใจไม่ออก เขาฝังหน้าลงกับไหล่ผมแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดอัดอั้นเก็บกด

 

“ฉันก็แค่อยากอยู่กับน้องชาย”

“...”

“...ฉันแค่อยากมีครอบครัว”

“...”

“ฉัน...ผิดอะไร”

 

บางครั้งเรามักยึดความเจ็บปวดตัวเองเป็นหลัก

โดยที่ไม่รู้ว่าใครอีกคน...

อาจจะเจ็บปวดมากกว่าเป็นพันเท่า

 

บางที...คนที่ถูกครอบครัวทำร้ายมากที่สุดอาจไม่ใช่ผม

แต่เป็น...ออสติน





ผมกอดพี่เขาแน่นแล้วพยายามปลอบให้ใจเย็นๆ เพราะผมมัวแต่เพ่งความสนใจมาที่ออสตินเลยไม่ทันสังเกตุสีหน้าของคู่แฝดที่ต่างเหยียดยิ้มเบ้ปากหันหน้าไปคนละทาง

พี่เก้าส่งเสียงขึ้นจมูก "ฮึ แสดงเก่ง" เเล้วพี่ไนน์ก็กระซิบกระซาบอะไรสักอย่าง

ผมเหลือบตาไปมองเขานิดๆ อย่างงงๆ เเต่พอถูกมองก็กลับมาสีหน้าปกติอย่างรวดเร็วจนผมนึกอยากถีบพี่เก้าขึ้นมา จะอ้าปากด่าสักคำก็ถูกออสตินดึงความสนใจกลับมา

“อยู่กับฉัน” เขาพูดซ้ำไปซ้ำมาแล้วกอดผมแน่นไม่ปล่อย "ห้ามไป"

เม้มปากเข้าหากันอย่างอึดอัดใจผ่านไปอีกหลายวินาทีก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแล้วพูด “โอเค ผมจะอยู่บ้าน”

                เห็นพี่เก้ากำมือแน่นแล้วยังหลับตาแน่นอีกมันทำให้ผมรู้สึกแย่... ความรู้สึกที่ไม่ถูกเลือกมันเจ็บ

                เฮ้อ เป็นเสือนับนี่มันลำบากจริงๆ

                คนหนึ่งก็พี่ คนหนึ่งก็ผัว เเค่ก คนรักสิ

                ไม่เลือกได้มั้ย ขอเก็บไว้ทั้งสองคน

                ตามประสาคนมีหัวใจหลายห้องไว้รองรับผู้ชายทุกคน ฮาาาา

“แต่ผมมีข้อแม้”

ผมดึงตัวเองออกจากอ้อมกอดของออสติน เห็นพี่เขายังคงตาแดงก่ำแต่ในแววตาปรากฏร่องรอยความดีใจมันทำให้ผมผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง “ข้อแม้คืออะไร”

“พี่เก้าต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย”

หลังจากกลั้นใจพูดออกไปและแทบจะในวินาทีเดียวกัน

“ไม่ได้!!

ออสตินปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดและไม่เสียเวลาให้คิดเลยด้วยซ้ำ ผมเผยยิ้มขมออกมาแล้วมองไปทางพี่เก้าเหมือนจะเข้าใจอะไรมากขึ้น

พี่เก้าเขาคงรู้อยู่แล้วว่าออสตินต้องไม่ยอมถอยให้สักก้าว

ในขณะที่พี่เก้าถอยให้ทุกคนจนตัวเขาเองไม่เหลือทางให้ถอยอีกแล้ว

        ผมกลัวว่าถ้าพี่เก้าถอยไปมากกว่านี้

        เขาจะหายไปจากชีวิตผม

ซึ่งผมยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้

“งั้นพี่ก็ไปอยู่คอนโดกับผม” ผมพูดต่อรองเสียงเรียบ นึกถึงบรรยายกาศคึกคักในคอนโดเเล้วมันก็อดยิ้มไม่ได้...

“ไม่มีทาง!” แววตาของเขาแข็งกร้าวแล้วมุมปากเชิดขึ้น “ถ้าอยากอยู่คอนโดในตัวเมือง พี่ก็มีนะ ใหญ่กว่าสะดวกกว่า”

ผมมองออสตินนิ่งก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทางเมื่อรู้สึกถึงความป๋านับหนึ่งซ้อนทับเลยทำเป็นไม่ได้ยินเรื่องที่เขาพูดถึงคอนโด 

เอ่ยเด็ดขาดเเละเอาเเต่ใจ “ถ้าพี่จะให้ผมอยู่บ้าน พี่เก้าต้องอยู่ที่นี่ด้วย”

“ไม่...”

“อย่าบีบบังคับผมมากเกินไป พี่ออสติน”

ออสตินเบิกตากว้างแล้วเม้มปากแน่นอย่างไม่ยินยอม เขาตวัดตามองพี่เก้าอย่างไม่ชอบใจและไม่ชอบหนักขึ้นเรื่อยๆ ผมทำเป็นไม่เห็นสายตานั้นแล้วถามพี่เก้า

“พี่เก้า...” อ้าปากจะถามความเห็นเรื่องมาอยู่บ้านผม เมื่อกี้ดันพูดจาเอาแต่ใจเลยลืมถามพี่เขาเลยว่าจะสะดวกมาอยู่ที่นี่มั้ย ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร...

นี่ไม่ได้ตัดพ้อเลยนะ!

เเต่ แต่มึงตอบได้เเค่ตกลงกับพยักหน้าเว้ย!

“โอเค ให้ย้ายเข้ามาอยู่เย็นนี้เลยก็ได้” หันมาฉีกยิ้มเต็มใบหน้าให้ผมโดยที่ยังไม่ทันพูดจบเลยทำให้ผมดีอกดีใจขึ้นมา

ดีมาก รักเมียอย่าขัดใจเมีย จัมวรั้ย!

“ฉันยังไม่ได้อนุญาต!” ออสตินยังคงไม่ยอมลงให้ง่ายๆ

ผมแทรกขึ้น “โอเค ตามนั้นพี่เก้า” แล้วหันไปมองทางนาฬิกาแขวนบนผนัง “นี่ก็สายแล้ว ผมว่าผมไปมหาลัยก่อนดีกว่า” จะเดินไปให้พี่เก้าซึ่งเขาก็ยื่นมือมารอจับมือผม

ออสตินทำหน้าตื่นรีบคว้าต้นแขนผมดึงออกห่างจากพี่เก้า “เดี๋ยว ยังคุยไม่จบ”

“ไว้กลับมาคุยกันตอนเย็นแล้วกันนะ” ผมยิ้มให้เขาแล้วกระโดดหอมแก้มพี่เขาทั้งสองข้างเหมือนกับเวลาอ้อนพี่ไอศูรย์ซึ่งมันก็ได้ผล ออสตินนิ่งอึ้งตาโตตัวเเข็งทื่อใบหน้าไม่ขึ้นสีเพราะใส่หน้ากากซิลิโคนอยู่

เห็นเขาดูเงอะๆ งะๆ เเล้วก็ขำในใจต้องเขินผมเเน่ๆ กำลังยิ้มกระหยิ่มกระหย่องในใจก็เสียวสันหลังวูบ คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสายตาพี่เก้าต้องเย็นเยียบเเค่ไหน 

ใจเย็นๆ นะพี่เก้า นี่พี่ผม พี่เมียของพี่นะเว้ย!

 “เย็นนี้เราจะกินข้าวด้วยกัน ...แค่สองคน โอเคมั้ยครับ”

ผมตั้งใจอยู่แล้วว่าเย็นนี้หลังกลับจากมหาลัยก็จะชวนพี่ออสตินไปกินข้าวนอกบ้านเพื่อเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง

คนเป็นพี่ได้ยินก็ยิ้มทันทีแล้วพยักหน้า “ได้ เย็นนี้ โอเค พี่ว่าง พี่ว่าง” เขาย้ำเสียงสั่นแล้วบีบมือผมแน่นอย่างตื่นเต้น “จะไปมหาลัยใช่มั้ย พี่ไปส่ง”

ผมเบิกตาโตรีบยื้อตัวเองไม่ให้เดินตามแรงฉุดของออสตินที่แม่งตีหน้ามึนทำเป็นลืมว่าผมจะไปกับพี่เก้า พี่เก้าเองก็ตกใจไม่คิดว่าออสตินจะทำแบบนี้จึงเอาตัวเข้ามากั้นระหว่างผมกับออสตินทันที

“ผมจะไปส่งนับสองเอง ยังไงก็มอเดียวกัน” พี่เก้ายิ้มละมุนแล้วมองไปทางน้องตัวเอง “คุณอยู่มอเดียวกับไนน์ ยังไงก็ฝากน้องผมไปเรียนด้วยนะครับ”

พี่ไนน์เห็นสายตาพี่เก้าก็รู้หน้าที่รีบมากระแซะออสตินอย่างน่าถีบ “ออสตินนน  ไปกับไนน์ดีกว่านะ วันนี้ไนน์มีสอบด้วย เร็ววว” ขยิบตาให้ผมเล็กน้อยแล้วรีบฉุดกระชากออสตินออกจากบ้าน

“เดี๋ยวสิ!” ออสตินพยายามจะสะบัดแขนไนน์แต่พอหันมาอีกทีก็ไม่เห็นนับสองกับเก้าซะเเล้ว

ไนน์ปล่อยมือออสตินเเล้วยิ้มเยาะ 


"ว้ายๆ น้องเห็นผัวดีกว่าพี่เเหละ อิอิ"


...ฆ่าน้องไอ้เก้าทิ้งตรงนี้ได้มั้ย




---------------------




"รู้สึกเหมือนหนีตามผู้ชายยังไงไม่รู้"

มันตื่นเต้นมากเลยเเม่ งุ้ย 

ครั้งหนึ่งในชีวิตเชียวน้าาา

นี่สิ รสชาติของชีวิต

ถ้าเอาไปเล่าให้น้องไวท์ฟัง

น้องไวท์ต้องตบผมตายเเน่ๆ เลยเพราะงั้นไม่เล่าดีกว่า

ผมพูดขึ้นหลังจากขึ้นมานั่งบนรถพี่เก้าเเล้ว ยกมือขึ้นทาบหน้าอกยังรู้สึกถึงเเรงเต้นหนักหน่วงที่เกิดจากการวิ่งหนีออสติน

"ไม่ใช่ว่าหอบผ้าหนีมาอยู่คอนโดพี่ตั้งนานเเล้วเหรอ " พี่เก้าหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเเล้วเอ่ยหยอกผมขณะเดียวกันก็เข้าเกียร์เหยียบคันเร่งออกรถ

เอนหลังพิงเบาะแล้วมองกลับไปที่บ้านผ่านกระจกมองข้างแล้วนึกไปถึงตอนพี่ไนน์จับออสตินไว้ให้ ผมเลยวิ่งไว้คว้ามือพี่เก้าพาเขาวิ่งไปอีกทางลัดเลาะรอบบ้านสักรอบจากนั้นก็ทะลุออกมาที่หน้าประตู ผมหันไปทางโรงรถก็เห็นว่ารถยังอยู่ครบคาดว่าพี่ไนน์คงฉุดกระชากรั้งพี่ชายคนนี้ไว้อยู่เเน่ๆ

เอ่อ...คงไม่ได้ปล้ำพี่ผมใช่มั้ย

พี่เเกมันไม่น่าไว้ใจ!

เฮ้ย ผมวิ่งกลับเข้าบ้านตอนนี้ยังทันมั้ย

แต่ช่างเถอะ พี่ออสตินก็ดูไม่สนใจพี่ไนน์เท่าไหร่คงจะไม่มีอะไร ผมผ่อนลมหายใจวางใจแล้วหันไปมองพี่เก้าแล้วก็บุ้ยปากนิดๆ "อันนั้นไม่นับสิ"

“มันต่างกันเหรอ” คนหล่อทำหน้างง

ผมตาโตแล้วพยักหน้าอธิบาย "อันนี้คือหนีออกจากบ้านเเถมต่อหน้าพี่ชายด้วยนะ! ต่างกันมากเลย!"

พี่เก้าเหมือนจะเข้าใจสุดท้ายก็ไม่เข้าใจแต่ก็ยอมไหลตามน้ำเหมือนเข้าใจ

"หนีอะไรเล่า เดี๋ยวเย็นนี้ก็ต้องกลับบ้านนะ" พี่เก้าเเย้งขึ้นด้วยสีหน้าสบายๆ

ผมขมวดคิ้วพลันแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเครียดๆ “พี่โอเคที่จะไปอยู่บ้านผมจริงๆ รึเปล่า” รู้สึกว่าตัวเองเอาแต่ใจไปมากแล้วไม่ได้สนใจว่าพี่เก้าจะโอเครึเปล่า

“โอเคสิ” เขายังคงยิ้มไม่จืดจาง “มีตรงไหนไม่โอเคกัน”

“พี่อาจจะชอบอยู่คอนโดมากกว่า” ไม่รู้สิ คนเรามันก็น่าแปลกที่ชอบคิดเองและกลัวไปเองก่อนเสมอ  

“พี่ไม่ได้ชอบอยู่คอนโด”

“...”

ละสายตาจากถนนแล้วมองผม “พี่ชอบอยู่กับนับสองครับ”

โอ้ อ้อยร้อยตันหล่นทับอีกแล้ว

เบาหวานจะขึ้นตาแล้วแม่

ผมอมยิ้มแล้วก็หัวเราะตาปิดรู้สึกว่าพี่เก้าก็ยังคงเป็นพี่เก้าที่สามารถแจกอ้อยได้ตลอดเวลา ความรู้สึกที่โดนหยอดโดนอ่อยแบบนี้มันดีจริงๆ นะ

“ขอบคุณนะ” เอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นบรรยายไม่ถูก

“ขอบคุณเรื่องอะไร” พี่เก้าถามพลางเลี้ยวรถหักหลบเปิดทางให้รถพยาบาลฉุกเฉิน “พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”

“แค่พี่อยู่ข้างผมก็นับว่าทำแล้ว” ผมลูบกำไลข้อมือที่พี่เก้าให้อย่างทะนุถนอม

“ไม่อยู่ข้างนับสองแล้วจะให้พี่ไปอยู่ข้างใคร” ยื่นมือมาบีบแก้มผมอย่างเอ็นดูก่อนถามผมอย่างกังวล “ตอนที่พูดที่บ้านนับสอง พี่พูดจาเอาแต่ใจเกินไป ถ้านับสองไม่พอใจรึเปล่า”

“เรื่องที่พี่เถียงกับพี่ออสตินน่ะเหรอ” ผมขมวดคิ้วนิดหน่อยแล้วก็ส่ายหน้า “ผมรู้ว่าพี่พูดเพื่อผม ผมเข้าใจพี่นะ”

“เข้าใจว่ายังไงครับ” เขาถามต่อถึงความเข้าใจของผม “ขอโทษที่พี่ต้องถามนะแต่พี่อยากรู้ว่านับสองเข้าใจจริงๆ รึเปล่า”

แม้พี่เก้าจะไม่ได้มองหน้าผมในขณะพูดแต่กลับในความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองตลอดเวลา “ทำไมถึงอยากรู้ความคิดผม”

“ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันมักนำไปสู่การทะเลาะ” เสียงอ่อนโยนค่อยกล่าวขยายความ “ถ้าเข้าใจผิดจะได้แก้ไขตั้งแต่ตรงนี้ไงครับ”

เหม่อมองพี่เก้าอย่างคาดไม่ถึงกับความคิดที่โคตรจะเป็นผู้ใหญ่ขัดกับหน้าตากะล่อนเจ้าชู้ของเขามาก อะแฮ่ม อย่าบอกพี่เก้านะว่าผมนินทาเขาในใจ

ส่งเสียงในลำคอรับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เรียงลำดับความคิดให้พี่เก้าฟัง “พี่อยากให้ผมไปอยู่คอนโดเพราะกลัวผมถูกปล่อยทิ้งให้อยู่คนเดียว”

พี่เก้าพยักหน้าให้แปลว่าสิ่งที่ผมคิดมันถูก ผมจึงพูดต่อ

“พี่คิดว่าการเร่งรีบสร้างความสัมพันธ์มันอาจจะแย่มากกว่าดีเพราะจากลักษณะนิสัยของพี่ออสตินแล้วเขาคงจะตามติดควบคุมผมจนทำให้ผมกลัวและอึดอัดมากกว่ารู้สึกดี” พักหายใจเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ “พี่รู้ว่าผมต้องการเวลาในการยอมรับพี่ออสตินเข้ามาในความรู้สึกไว้วางใจเชื่อใจถึงได้ให้ผมไปอยู่คอนโดสักห้าวันแล้วกลับบ้านสองวัน”

รอยยิ้มพี่เก้ากว้างขึ้นยิ่งทำให้ผมยิ้มตาม ในอกมันรู้สึกฟูๆ และเบาหวิว

“แล้วถึงอยู่คอนโดพี่ห้าวัน พี่ก็ไม่ได้กีดกันพี่ออสตินถ้าเขาจะมาหาผม” ผมหันไปมองพี่เก้าอย่างเจ็บปวดลึกๆ “พี่คิดไว้แล้วด้วยซ้ำว่าถ้าพี่ออสตินมารับผมไปกินข้าวพาเที่ยวหลังเลิกเรียนก็จะไม่ห้ามแต่ขอแค่ให้ผมกลับไปนอนห้องพี่ ถึงเราจะได้ใช้เวลาด้วยกันแค่เล็กน้อยก่อนนอน ตอนเช้าก่อนไปเรียนหรือแค่พักเที่ยง...พี่ก็จะโอเคกับมัน”

พี่เก้ากำพวงมาลัยรถแน่นและเพื่อไม่ให้ผมเห็นอารมณ์วูบไหวในดวงตาเขาจึงกะพริบตาบ่อยขึ้นแล้วหรี่ตายีมองถนนไม่อยากให้ผมเห็นความรู้สึกเขา

พี่โอเคแต่ผมไม่โอเค

ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ “แล้วพอเสาร์อาทิตย์ถ้าพี่ออสตินว่าง เขาก็จะพาผมไปอยู่ด้วยทั้งวันและเขาจะไม่ให้ผมเจอพี่แน่ๆ”

ถึงอยู่คอนโดจะมีเวลาอยู่กับพี่เก้าแต่มันก็น้อยมากจนน่าสมเพชแต่มันก็ยังดีกว่าผมอยู่บ้านที่คิดแล้วคิดอีกว่าโอกาสเจอพี่เก้ามันคงแทบไม่มี

ผมถึงได้บอกไงว่าพี่เก้าถอยให้พี่ออสตินจนเขาแทบไม่เหลือทางให้ถอยแล้ว ผมสามารถวิเคราะห์ได้ขนาดนี้เพราะอิงจากนิสัยพี่ไอที่พี่ออสตินก็น่าจะไม่ต่างกันแล้วเขาจะยิ่งติดผมมากกว่าพี่ไออีกหลายเท่า

ตรงที่เขารอคอยผมมายี่สิบเก้าปี ได้มีโอกาสบอกกับผมว่าเป็นพี่ชายได้มีโอกาสยืนอยู่ตรงหน้าผมแล้วเขาก็ต้องเอาเวลาว่างทั้งหมดมายัดใส่ผมเพื่อชดเชยช่องว่าง

ผมจะไม่พูดว่าเข้าใจพี่ออสตินเพราะยังไงผมก็ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกเขาทั้งหมด แต่ที่ผมเข้าใจเขาคือความรู้สึกที่ต้องการครอบครัว

ผมต้องการครอบครัว

และผมก็ต้องการพี่เก้าเช่นกัน

ผมผิดเหรอที่ผมไม่อยากปล่อยมือไปจากพี่เก้า...ผมอยากอยู่กับเขา

กดความรู้สึกเจ็บแปลบในหน้าอกแล้วพูดต่อ “พี่คิดที่จะมาอยู่บ้านผมแต่เพราะพี่ออสตินไม่มีทางยอมเลยไม่ได้พูดออกมาและถ้าชวนเขาไปอยู่คอนโด เขาก็ปฏิเสธ”

พี่เก้าเป็นคนที่ฉลาดอย่างน่ากลัว... และเขาพยายามคิดทุกอย่างให้มันดีต่อทุกคนทั้งตัวผมตัวเขาแล้วก็ออสติน ใครจะว่าพี่เก้าแย่งผมไปจากพี่ชายตัวเองก็ช่าง ใครจะว่าพี่เก้าเห็นแก่ตัวก็ช่าง

                แต่เขาเป็นคนเดียวที่อยู่กับผมในเวลาที่ผมร้องไห้

                ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องเหงา

                ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องร้องไห้คนเดียว

                ถ้าคนคนนี้คือคนเห็นแก่ตัว...บนโลกนี้ก็คงไม่มีใครเห็นแก่ตัวแล้ว

“...ทำไมพี่ถึงต้องยอมพี่ออสตินขนาดนี้” ผมถามเขาอย่างไม่เข้าใจ

“เพราะเขาคือพี่ชายนับสอง” พี่เก้าตอบอย่างตรงไปตรงมา “เขาเป็นครอบครัว...พี่ถึงถอยให้หนึ่งก้าว”

ผมยิ้มฝืดๆ  “ผมว่าหลายก้าวเลยต่างหาก”

“พี่ถอยเท่าที่จะถอยได้” เขามองไฟแดงตาไม่กะพริบ “แต่ถ้าจะให้พี่ถอยจนออกไปจากชีวิตนับสองก็คงต้องรอเก้อนะเพราะว่าพี่ไม่มีวันถอยขนาดนั้น”

คำพูดหนักแน่นกระทบลงกลางใจจนเกิดระลอกคลื่นขึ้นในวาบวามในอกข้างซ้าย

“กล้าถอยห่างผมก็ลองดูสิ” ค้อนขวับคาดโทษไว้ก่อนเลย “ว่าแต่ที่ผมพูดไปนี่ ผมเข้าใจพี่ถูกใช่มั้ย”

“ถูกเกือบหมด เก่งนะเรา” นัยน์ตาคมหันมามองเล็กน้อยแล้วรีบกัลบไปมองถนน

“แน่สิ ผมมันอัจฉริยะ” แลบลิ้นอย่างอารมณ์ดี “พี่เข้าใจผมแล้วถ้าผมไม่เข้าใจพี่ ผมก็คงเป็นคนรักที่แย่มาก”

“ไม่เข้าใจอีกฝ่ายไม่ได้แปลว่าเราแย่นะ” พี่เก้ารีบแย้งแล้วปรับความคิดผมใหม่ “คือเรื่องของความคิดมันไม่มีถูกผิด มันอยู่ที่เราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย”

รู้สึกเหมือนตัวเองกลายร่างเป็นเด็กน้อยเลย แล้วก็ยังเป็นเด็กน้อยที่กำลังนั่งฟังพ่อสั่งสอนอีกด้วย

“อื้อ แล้วเมื่อกี้บอกว่าผมเข้าใจถูกเกือบหมดแล้วมีอะไรอีกที่ผมไม่เข้าใจ” อย่ามามีความลงความลับนะเว้ย!

รถปอร์เช่เลี้ยวเข้าสู่รั้วมหาลัยอย่างช้าๆ พี่เก้าเลี้ยวรถไปตึกวิศวะก่อนค่อยตอบ “พี่เห็นแก่ตัวคิดอยากใช้เวลากับนับสองให้มากกว่าออสติน” พี่เก้ายิ้มสมเพช “บางทีมันอาจจะเป็นความรู้สึกอยากเอาชนะทั้งที่จริงๆ แล้วพี่ก็แพ้อยู่ดีแต่ถ้าพี่ไม่ดิ้นรนแล้วปล่อยให้ออสตินพานับสองไป...พี่กลัวว่าถ้าปล่อย...นับสองจะหายไป”

พี่เก้าพึมพำอะไรสักอย่างที่ผมไม่ได้ยิน “...เมื่อลืมตาขึ้นมาก็หายไปราวกับเป็นเพียงแค่ฝันหนึ่งตื่น”

ผมสูดหายใจเข้าปอดลึกเอ่ยย้ำชัดๆ “จะไม่มีใครหายไปทั้งนั้น จะไม่มีอีกแล้ว”

นายแบบหนุ่มยกมุมปากขึ้น “อีกข้อหนึ่งที่พี่พยายามกันออสตินเป็นเพราะ...ไนน์”

“หมายความว่าไง” อันนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเกี่ยวกับพี่ไนน์

“นับสองอยู่ต่อหน้าออสตินแล้วไอ้ไนน์มันจะนับเป็นตัวอะไรได้อีก” เสียงพี่เก้าเรียบจนน่ากลัวและไม่พอใจ “...ถึงพี่จะไม่ได้แสดงออกแบบบ้านนับสองว่ารักน้องปานจะกลืนกินแต่ก็ไม่ใช่จะยอมให้ใครรังแกง่ายๆ”

ผมอึ้งไม่คาดคิดว่าพี่เก้าจะคิดถึงทางออกให้คนสี่คนได้ในเวลาสั้นแค่นี้...อีคิวสูงไม่พอยังจะไอคิวเลิศอีก

อุ๊ยตาย

ชาติที่แล้วผมต้องกอบกู้โลกมาแน่ๆ

ถึงได้มีผัวเทพบุตรฟ้าประทานขนาดนี้

“ที่เลือกให้ผมอยู่คอนโดคือเราจะมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ผมไม่อึดอัดกับพี่ออสตินจนเกินไปแล้วยังไม่ให้พี่ออสตินละเลยพี่ไนน์” ผมสรุปออกมาแบบง่ายๆ ก็รู้สึกว่ามันเป็นการจัดการที่ดีมาก

ถ้าปล่อยผมอยู่บ้านกับออสตินแค่สองคน พี่ออสตินคงไม่สนใจพี่ไนน์แน่ๆ อาจจะลืมน้องรหัสแบบพี่ไนน์ไปเลย แบบนั้นพี่ไนน์ก็น่าสงสารไป

“ก็ประมาณนั้นแหละ” พี่เก้าหยุดรถเมื่อมาถึงหน้าตึกวิศวะแล้วแต่ผมก็ยังนั่งคุยต่อเพราะมันยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียน “พี่ไม่ซีเรียสนะถ้าไนน์มันจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแต่ที่พี่ซีเรียสคือมันไม่มีแฟนแล้วเลื้อยคนไปทั่วจนมันดูแย่”

ผมว่าพี่เก้าอยากให้คำแรงกว่านี้แต่เพราะนั่นคือน้องชายฝาแฝดเลยเลือกด่าแบบเบาๆ ผมขมวดคิ้วอย่างสับสนไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกยังไง ใจหนึ่งก็หวงพี่ชายส่วนอีกใจนั่นก็พี่ไนน์น้องพี่เก้า...

อืม เก็บไว้ให้คนกันเองมันน่าจะดีกว่าตกไปถึงท้องใครก็ไม่รู้มั้ง

“ผมยังไงก็ได้” ผมรู้ว่าการที่คนรักของเราไม่ถูกยอมรับจากครอบครัวเรามันโคตรรู้สึกแย่ แล้วพี่ไนน์ก็ดีกับผมมาก จะให้ทำตัวเป็นน้องชายใจร้ายกีดกันความรักเขาได้ไง

โห ไอ้นับนี่มันคนดีจริงๆ

หล่อแล้วยังแสนดีแบบนี้ไง คนถึงรุมรักรุมแย่ง

ตาร้อนกันกันถ้วนหน้าเลยซี้ เจ้าพวกคนขี้อิจฉา ว้ายๆ

คนนั่งหลังพวงมาลัยรถระบายยิ้มบางเบาเมื่อเห็นสภาพอารมณ์ด้วยรวมของผมอยู่ในโหมดปกติแล้ว สีหน้าก็ยังสดใสกว่าเดิม เขายื่นมือมาลูบแก้มผมอย่างเอ็นดู

“แล้วรู้สึกเป็นยังไงที่ได้เปิดใจคุยกับพี่แบบนี้” จู่ๆ เขาก็โพล่งถามขึ้น

ผมไม่ได้คิดมากอะไรก็ตอบ “เปิดใจคุยแล้วมันก็ต้องดีสิ”

“แล้วยังไงต่อครับ” สายตาของพี่เก้าแฝงนัยบางอย่างดูลึกล้ำจนอ่านไม่ออก

โคลงศีรษะไปมาคิดเล็กน้อย “เปิดใจแบบนี้มันก็ทำให้เราเข้าใจกันมาขึ้นแล้วก็ถ้ามีตรงไหนที่ผมไม่เข้าใจ พี่ก็บอกไม่ให้ผมเข้าใจผิดๆ” กะพริบตาไปมาทำให้ขนตากระพือสั่นไหวเบาๆ “หรือพี่ว่าเปิดใจคุยกันมันไม่ดี”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังออกจากริมฝีปากได้รูปสวยของพี่เก้า “แน่นอนว่ามันต้องดีอยู่แล้ว”

พี่เก้าต้องการจะบอกอะไรรึเปล่าแต่ผมไม่เก็ทกับเขาเลยได้แต่มองด้วยสายตามึนงงและหน้าเอ๋อๆ เหมือนแมวเมายาดองใส่พี่แก

“เด็กโง่”

เส้นผมนิ่มลื่นถูกลูบไปมาอย่างทะนุถนอมราวกับสมบัติล้ำค่ามันทำให้ผมหน้าแดง

“ถ้านับสองคิดว่าเปิดใจคุยกันมันดี”

“...”

“แล้วทำไมไม่ลองเปิดใจกับพี่ชายล่ะครับ”

เหมือนมีเสียงพลุดังก้องในหัวของผมราวกับทุกอย่างกระจ่างชัดขึ้นมาและเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น

พี่เก้าโน้มหน้าลงมาแล้วจูบลงบนปากผมอย่างนุ่มนวลสัมผัสอุ่นร้อนประทับลงมาเบาบางราวกับสายลมพัดผ่าน ปากแตกปากค้างอยู่ครู่แล้วขยับออกมาเอาหน้าผากมาแนบชิดกับหน้าผากผม...


“รักไม่ได้มีแค่การทำตามใจคนรัก”

“...”

“เมื่อคนรักกำลังเดินหลงทาง...เราก็ต้องพาเขากลับมา”

“...”

“นี่สิ...ความรัก”

 

 


-----------------------


กำลังคิด...

ผมควรมอบโล่ผัวแสนเพอร์เฟ็กต์ให้พี่เก้าดีมั้ย

หรือรางวัลโนเบลสาขาผัวดีเด่นดีนะ

โอ๊ย มีคนรักดีนี่มันก็ทำให้ปวดใจจริงๆ

ปวดใจที่มีคนเดียวเเล้วเเบ่งให้คนอื่นไม่ได้ เฮ้อ

ใคร ใครอวดผัว ไม่มี๊!

"นี่มึงจะนั่งตาเยิ้มตาเป็นรูปหัวใจอีกนานมั้ย เห็นแล้วรู้สึกแดกข้าวไม่ลง"

ผมได้ยินแล้วก็คิ้วกระตุกนิดๆ เหลือบตามองเพื่อนปากมอมอย่างไวท์เเล้วก็เบะปากใส่ไปทีก่อนจะก้มหน้ากินข้าวไม่พูดอะไร

"ตาเป็นรูปหัวใจไม่พอยังจะมาเขินบิดเป็นไส้ดือนอีก" มองอย่างดูเเคลนเเล้วเสียดสี

...เอิ่ม ทำไมต้องปากร้ายกับพี่นับครับน้องไวท์ 

คำเปรียบเทียบอื่นมึงไม่มีเเล้วเหรอ!

"ตาเป็นรูปหัวใจได้ด้วยเหรอ" นั่นไง มาเเล้วไงกับคำถามชวนปวดตับ "ตาไม่ใช่รูปวงกลมเหรอ"

ชายาเงยหน้าจากข้าวมันไก่มากะพริบตางุนงงใส่ไวท์ 

"มันเป็นคำเปรียบเปรย" ไวท์อธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น "ตาเป็นรูปหัวใจก็เเปลว่าคนคนนั้นกำลังมีความรักดีๆจนน่าหมั่นไส้!"

แล้วทำไมต้องมาจิกตาใส่เพื่อนนับด้วย เพื่อนนับทำอะไรผิดเหรอ

"อิจฉาพูดแบบนี้"

น้องไวท์อิจฉาไปเถอะ

เเต่อิจฉาไปก็ไม่ต้องกลัวเหงานะว่าจะมีเราอิจฉาคนเดียว

เผอิญว่ามีคนอิจฉาเสือนับยาวไปถึงเชียงใหม่เเล้ว

อิจฉาไปเลย เพื่อนเยอะเเยะ โฮะๆ

ผมลอยหน้าลอยตาเชิดใส่ไอ้ไวท์ไปเเล้วหันไปคุยกับชายา "ตาเป็นรูปหัวใจเเปลว่ามีความสุขด้วยนะชายา"

"เราอยากมีบ้าง! ตารูปหัวใจ!" ชายาทำตาโตอย่างสนอกสนใจ "แล้วต้องทำยังไงเหรอ" เอียงคออย่างน่ารัก

มันน่ารักซะจนผมอยากบีบเเก้มสักที เพราะงั้นก็บีบเลยสิ ผมเอื้อมมือไปหยิกแก้มชายาเบาๆ เเล้วปล่อย

"รอโตอีกหน่อยนะ" ขืนเเนะนำผู้ชายให้ชายา คนเเรกที่จะมาเเหกอกผมคงเป็นเจ้าสัวชานินทร์เเน่ๆ “อีกสักสี่ห้าปี”

รีบดักคอเรื่องวันเวลาไว้ก่อนเพราะเดี๋ยวชายาต้องถามแน่ว่าเมื่อไหร่คือโต จริงๆ ถ้าอยู่กับชายาไปนานๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าชายารับมือยากนะ

ชายาเหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเเต่ก็พยักหน้าหงึกหงักเเล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงโมงได้เเล้ว พอเลิกเรียนก็มานั่งกินข้าวที่โรงอาหารข้างตึกวิศวะกัน วันนี้เที่ยงพี่เก้าไปกินข้าวกับเพื่อนเขาที่ห้าง เขาก็ชวนผมเเล้วนะเเต่ผมบอกไม่เป็นไรเพราะเดี๋ยวหลังจากผมกินข้าวเสร็จจะไปโรงพยาบาลต่อ

ไปทำไมเหรอ ก็ไปเยี่ยมป๋าน่ะสิ! 

พี่ควินซ์ไลน์มาบอกว่าป๋าเข้าโรงพยาบาลเพราะอาการไข้ขึ้นสูงไม่ลด  ผมนึกถึงสภาพซีดเซียวของป๋าเเล้วก็ปวดหนึบในอก

ความเร็วในการกินจึงเพิ่มขึ้น ผมมีเรียนอีกทีบ่ายสองถึงห้าโมงเลยกะว่าจะไปเยี่ยมป๋าสักหน่อย

"เดี๋ยวเจอกันนะมึง" ผมลุกขึ้นหลังกินข้าวคำสุดท้ายเเล้ว ไวท์เงยหน้าขึ้นเเล้วพยักหน้ารับรู้

ผมเดินเอาจานข้าวไปเก็บให้เรียบร้อยเเล้วก็รีบเดินไปหน้ามหา'ลัยเพื่อหาเเท็กซี่ ตอนที่กำลังเดินๆ อยู่ตามทางฟุตบาทก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาใกล้

"ไปไหนวะไอ้นับ"

หือ เสียงพี่ลมนี่หว่า

ผมหันไปมองเเล้วก็ต้องเบิกตาโตมองดูรุ่นพี่โคตรเถื่อนเเละโคตรหล่อด้วยหัวใจตึกตัก ไล่มองดูหัวจรดเท้าพี่เเกคือหล่อโฮกยิ่งกำลังคร่อมขี่บิ๊กไบค์คันใหญ่สีดำเเดงสวมเสื้อช้อปวิศวะ

แม่...จับพี่ลมกินได้มั้ย

"จะไปโรงพยาบาล.."

เขาขมวดคิ้ว "มึงจะตายแล้วเหรอ"

ปากหมาสัด...

"เปล่า จะไปเยี่ยมพี่ชาย" ส่ายหน้าเเล้วก็ถาม "แล้วพี่จะไปไหน"

"เรื่องของกูปะ" พี่ลมยักคิ้วให้

"..." ผมเเยกเขี้ยวใส่ "ครับ เรื่องของพี่ครับ!"

กูก็ถามตามมารยาทเเหละจ้าาา

ผมหันตัวหันหน้าหนีไอ้พี่ลมไม่อยากคุยด้วยเเล้ว เสียเวลา!

"เฮ้ยๆ อย่าเพิ่งหนีสิ" เสียงทุ้มห้าวเอ่ยเรียก "ขึ้นมา เดี๋ยวกูไปส่ง"

หยุดเดินเเล้วรีบเดินไปหาพี่ลมอย่างระริกระรี้เป็นปลากระดี่ได้น้ำทันที เเน่นอนว่าไม่ลืมถาม

"ไปส่งถึงโรงพยาบาลมั้ยพี่"

"หน้ามอ"

"..."

"กูล้อเล่น” วันนี้สงสัยเฮียแกจะอารมณ์ดีถึงได้มากวนตีนรุ่นน้องเล่นแบบนี้ “ขึ้นมา”

ผมไม่อิดออดใดๆ รีบปีนขึ้นรถซ้อนท้ายพี่ลมอย่างว่องไว เกือบจะยื่นมือไปจับเอวกอดเอวเขาตามประสาคนชอบลวนลามแล้วแต่คิดว่าถ้ารีบโอบตอนนี้มันจะดูไม่เนียนและอาจจะถูกถีบตกรถได้เลยกลั้นใจยังไม่กอดเอวพี่ลมแล้วยังสร้างพื้นที่ระยะห่างนิดๆ ดูไม่ใกล้ชิดเกินไป

พอเห็นผมขึ้นมาแล้วพี่แกก็ออกรถทันที “โรงพยาบาลไหน”

“โรงพยาบาล B

หรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อรู้สึกแสงแดดจ้าสาดเข้าตา อา...ผมลืมไปได้ไงว่าตอนนี้มันเที่ยงแดดเปรี้ยงมานั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ให้ผิวไหม้เนี่ยนะ

ม่ายยยย ผิวขาวๆ ของเสือนับจะคล้ำแดดไม่ได้!

เดี๋ยวพี่เก้าไม่รักไม่หลงขึ้นมาจะทำไง!

                ดังนั้นผมจึงกอดๆ ตัวเองพยายามทำตัวเล็กๆ แล้วใช้พี่ลมเป็นคนบังแดดให้ เอาหน้ามุดๆ ซุกๆ กับพี่ลมโดยไม่ลืมจะบ่นๆ ให้เนียน “โคตรร้อนเลยพี่ ผมจะดำมั้ยเนี่ย”

                ทำเสียงเป็นหงุดหงิดแต่จริงๆ กำลังยิ้มในใจอยู่... อูยยยย ตัวพี่ลมหอมมากเลย แถมเสื้อช้อปเขาก็ดูเหมือนเพิ่งซักมาด้วยยังได้กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอยู่เลย

                “กะอีแค่ดำจะกลัวอะไร” พี่ลมตะโกนกลับมาเพราะเขาขับรถเร็ว เสียงลมมันก็ค่อนข้างดัง “คล้ำๆ สิแมนจะตาย! เชี่ย! ขับรถแบบนี้มึงซื้อใบขับขี่มาเหรอ!

                จู่ๆ ก็มีรถขับปาดหน้าขึ้นแซงรถเราจนรถเราเกือบจะชนกับท้ายรถเขา ผมรีบกอดเอวพี่ลมทันทีอย่างฉวยโอกาสและก็รีบส่งเสียง “โอ๊ย! ผมเกือบจะตกรถแล้ว!

                “ก็ไอ้เหี้ยนั่นมันปาดหน้ากู!” เพราะอารมณ์โมโหเดือดขึ้นหน้าไปแล้วเลยไม่ทันได้สนใจผมที่กำลังกอดเขาอยู่

                ไม่ได้เรียกว่าลวนลาม

                เขาเรียกว่าปลอดภัยไว้ก่อนเดี๋ยวตกรถ

                เนียนใช่มั้ย จดจำและนำไปใช้นะ

                รับรองว่าไม่โดนเตะตกรถแน่ๆ!

                ฟันธงและการันตีด้วยเกียรติของอาจารย์นับสอง

                พ่อทุกสถาบันการอ่อย

                ผมกอดเอวพี่ลมจนไปถึงโรงพยาบาลเลยครับ จับตัวพี่ลมนานๆ แล้วรู้สึกว่ากล้ามเนื้อกระชับมากและหน้าท้องก็แข็ง ไม่ต้องเปิดเสื้อดูก็รู้ว่ามีซิกซ์แพ็กสวยๆ น่าเลีย เอ๊ย น่าลองอยู่แน่ๆ

                กระโดดลงจากรถแล้วหันไปขอบคุณ “ขอบคุณที่มาส่งนะพี่”

                ถึงพี่ลมจะปากหมาและเถื่อนไปบ้างแต่เขาก็ใจดีกับรุ่นน้องตัวเอง นี่คิดว่าถ้าพ้นช่วงรับน้องไปก็คงไม่เกรี้ยวกราดแล้วมั้ง

                “สามร้อย” แบมือมาตรงหน้าผม “จ่ายมาซะไอ้น้อง ไม่มีของฟรีครับ”

                “ได้ยินมาว่าบ้านพี่รวยไม่ใช่เหรอ” เออๆ ได้ยินว่าบ้านทำเกี่ยวกับธุรกิจเสื้อผ้าด้วย! “นี่น้องนะ”

                “บ้านรวยแต่ถ้าพ่อตัดค่าขนมจะมีแดกมั้ยฮะ!” พี่ลมชักมือกลับแล้วถลึงตาใส่ผม “เอาเป็นว่ามึงติดค่าเหล้ากูนะ”

                วอท! แบบนี้ก็ได้เหรอ

                ปล่อยให้ผมมึนงงกับการรวบรัดมัดมือชกเสร็จก็รีบขับรถออกไปไม่รอให้ผมด่าตามหลัง ผมมองแผ่นหลังพี่ลมอย่างเคืองๆ ส่งเสียงฮึดฮัดเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปโรงพยาบาลจะไปตึกผู้ป่วยแต่คิดได้ว่าควรมีอะไรติดไม้ติดมือไปเยี่ยมป๋าสักหน่อยเลยแวะซื้อเครื่องดื่มพวกแบรนด์ซุปไก่กับรังนก

                ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเลขห้องเลขชั้นเสร็จก็กดเข้าไลน์เพราะมีข้อความจากพี่เก้าเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน

 

                12.15 น.

                เก้าไงเก้า : *ส่งรูปภาพแล้ว*

                เก้าไงเก้า : ถึงร้านแล้วนะครับ

               

12.35 น.

เก้าไงเก้า : เสียดาย นับสองไม่มา

เก้าไงเก้า : ของโปรดเราเลยนะเนี่ย

เก้าไงเก้า : *ส่งรูปภาพแล้ว*

เก้าไงเก้า : ข้าวมันก็แค่ของโปรด

เก้าไงเก้า : ยังไงก็สู้พี่เก้าคนโปรดของนับสองไม่ได้หรอก : )

 

ประหนึ่งมีรถอ้อยพุ่งชนกลางโรงพยาบาลเลยทีเดียว

 

เก้าไงเก้า : แหนะ ยิ้มอยู่สินะ

 

ใครยิ้ม ไม่มี๊!

แต่รอยยิ้มของผมกลับมีขึ้นเต็มใบหน้าซะงั้น นัยน์ตาสีเข้มมองสองภาพที่ถูกส่งเข้ามา รูปแรกเป็นรูปหน้าหล่อๆ โคตรอ่อยแจกอ้อยของพี่เก้าที่เซลฟี่กับบรรยากาศในร้านกับรูปข้าวหน้าปลาไหลที่ดูน่าทนอีก

ผมมองรูปพวกนี้แล้วรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ไม่ได้ไป...

เสียดายเพราะอดกินของอร่อย?

บ้าเหรอ!

ดูเบ้าหน้าเพื่อนพี่เก้าก่อนสิ!

                อปป้า คิ้วท์บอย เซ็กซี่บอยทั้งนั้น!

                ถึงในรูปจะหน้าไม่ชัดกับเห็นแค่แผ่นหลังกว้างๆ แต่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าต้องหล่อโดยที่ไม่ต้องหันหน้า ผมทำหน้าจะร้องไห้เสียดายไปพลางแล้วก็ตอบพี่เก้าไปพลาง

 

                นับสองครัช : โทษทีที่ตอบช้าพี่

                นับสองครัช : *ส่งสติ๊กเกอร์แมวขอโทษ*

                นับสองครัช : ผมเพิ่งมาถึงโรงพยาบาล

                นับสองครัช : คนโปรดอะไร ซี้ซั้วมโนวะ

               

                ผมกดพิมพ์จึกๆ แล้วก็ครุ่นคิดเรื่องนำหนักพี่เก้าเลยอดไม่ได้ที่จะเตือน

 

นับสองครัช : แต่พี่กินข้าวหน้าปลาไหลก็ระวังน้ำหนักขึ้นนะ 

                นับสองครัช : ถ่ายแบบออกมาอ้วน ไม่หล่อ!

                นับสองครัช : ไม่หล่อก็ดี ผมจะได้หล่อคนเดียว อิอิ

 

พูดถึงงานแล้วก็ต้องหน้าหงิกเพราะอีกสองวันพี่เก้าก็มีงานถ่ายแบบ แล้วก็เสาร์อาทิตย์ถ่ายเอ็มวีมิวสิควิดีโอเพลง คิดเรื่องงานพี่เก้าไปพร้อมกับก้าวเดินออกจากลิฟต์เพื่อมองหาห้องพักของป๋าหนึ่ง

ชั้นที่ผมขึ้นมาเป็นชั้นผู้ป่วยวีไอพีมีเงินและทั้งชั้นก็มีแค่หกห้องเท่านั้น เดินมาหยุดห้องที่อยู่ลึกสุดแล้วเคาะประตูสามครั้งก่อนจากนั้นก็หมุนลูกบิดประตู

“ป๋า...” ส่งเสียงดังจะเรียก

“ชู่ว” แต่ก็มีเสียงจุ๊ปากดังแทรกขึ้นมาก่อน คงไม่ต้องถามว่าใครนะ มีอยู่คนเดียวแหละที่ตัวติดเป็นปาท่องโก๋กับป๋า ใช่แล้ว เป็นพี่ควินซ์ เลขาคนสนิทนั่นเอง

ผมกะพริบตาเล็กน้อยก็เห็นว่าป๋ากำลังหลับอยู่เลยจำต้องหุบปากเก็บเสียงไป ผมปิดประตูอย่างเงียบมือแล้วเดินเข้ามายืนข้างเตียง

“อาการเป็นไงบ้างพี่” ผมถามพี่ควินซ์อย่างเครียดๆ ขณะที่มือก็วางของเยี่ยมไว้ที่ตู้ข้างเตียงคนป่วย

สังเกตสีหน้าของป๋าแล้วดูจะแดงๆ คงเป็นเพราะไข้สูง ถึงหน้าตาจะดูแดงๆ มีสีฝาดเลือดแต่สีหน้าก็ยังคงดูอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง

“ไม่ได้หนักอะไรมากแต่เพราะทำงานไม่ได้พักเลยทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย” พี่ควินซ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แล้วก็ตั้งแต่หัวแตกก็ยังไม่ได้พักเลยยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอ”

ผมพยักหน้ารับฟังแล้วมองพี่ชายคนนี้นิ่งๆ เขาเป็นคนที่แข็งแรงมาก ผมแทบจะไม่เคยเห็นเขาป่วยเลย จุดเล็กๆ ของความเจ็บปวดมันค่อยๆ แผ่ขยายออกกว้าง

บรรยากาศในห้องค่อนข้างเงียบไร้เสียงพูดคุย พี่ควินซ์มองผมด้วยสายตาอ่อนโยนเหมือนทุกครั้งแล้วก็ปลอบ “ช่วงนี้มีงานค่อนข้างเยอะแล้วก็มีข่าวเสียหายของดาราในสังกัดค่อนข้างเยอะ เขาล้มป่วยเพราะงาน”

ผมเม้มปาก “เขาบ้างานเกินไป”

ผมไม่เข้าใจว่าจะบ้างานไปเพื่ออะไร เงินก็มีมากพอแล้ว

ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนเป็นหนี้แสนล้าน

“เขาก็หาเงินให้นับสอง...”

“พี่ไม่ต้องพูด” ผมสูดหายใจเข้าลึกแล้วตัดบท “หาเงินให้ผมใช้เยอะๆ อยากให้ผมอยู่สบายอย่างคุณชาย... ผมฟังจนเบื่อแล้ว”

ผมเดินไปนั่งที่โซฟาแล้วเหม่อมองป๋าที่ยังหลับอยู่คงเป็นเพราะฤทธิ์ยาด้วยสายตาว่างเปล่า

“สมัยนี้เงินมันก็เป็นสิ่งจำเป็นจริงๆ” ผมเอ่ยเสียงเรียบแล้วค่อยๆ พูด “แค่มีเงินก็สามารถทำได้ทุกอย่าง มันเลยไม่แปลกที่เขาจะพยายามหาเงินให้ได้มากๆ”   

                ถึงผมจะเป็นคนเอาแต่ใจแต่ผมก็ไม่ได้ไร้เหตุผลไปซะทุกเรื่อง

                ผมรู้ว่าเขาต้องหาเงินเลี้ยงผมแต่ไอ้เงินเลี้ยงผมจำเป็นต้องหาเป็นพันล้านเป็นหมื่นล้านเลยเหรอ

                ระบายยิ้มอ่อนและก็มองเห็นป๋าอีกครั้งก่อนจะหันไปมองพี่ควินซ์ที่ขมวดคิ้วแน่น

                ลูบกำไลข้อมือเพื่อเรียกกำลังใจก่อนจะเอ่ยสิ่งที่คิดมาตลอด “พี่บอกว่าทำเพื่อผม...เมื่อก่อนอาจใช่”

                แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว

                “พวกพี่อย่าหลอกตัวเองอีกเลย”


ตื่นขึ้นมาและยอมรับความจริง

เหมือนที่ผมรับรู้มานานแล้ว


“พวกพี่ไม่ได้หาเงินเพื่อผม”

“...”

“แต่หาเงินเพื่อตัวเองต่างหาก”

 

                ทุกคนล้วนมีความโลภและเห็นแก่ตัว

               

                มีใครบ้าง

     ที่มีเงินแล้วมีอำนาจแล้ว

     นิสัยความคิดจะไม่เปลี่ยนไป


 



 ------------------------

บางครั้งเราก็คิดว่าเราทำเพื่อเขา

เเต่จริงๆ เเล้ว...ทำเพื่อตัวเองต่างหาก

#นับเก้ารัก




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14.818K ครั้ง

1,162 ความคิดเห็น

  1. #56213 pim pimmi (@pim35225) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 22:32
    อือก็ถูกของนับสองอ่ะ
    #56213
    0
  2. #55374 Thunx2 (@thunthan) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 21:36
    เดี๋ยว ทำไมฟีลลิ่งมันโดดไปมาๆคะ 5555555 ก่อนจบก็มีคำกับออสตินกับพี่ไนน์ แล้วก็มีเขินตัวบิดกับพี่เก้า แล้วตอนจบเหมือนโดนตบหน้าด้วยคำพูดนับสอง ชาาาา ลาลาลาลาลั้ลลาาาา 55555 เนี่ยๆ ถ้าออสตินสนใจแต่นับสอง พี่ไนน์ก็ออกล่าต่อไงคะ ผช.คนเดียว อย่าไปแคร์!! /กรี๊ดด ออสตินใจเย็น นี่รู้เลยนะคะ ตอนจบของไนน์อย่ายั่วเนี่ย สุดท้ายพี่ไนน์ก็กินแห่ว 555555555 ฮื่ออออ อะกลับเรื่องนับสองลูกก คือตอนแรกก็ดูเหมือนน้องไม่ค่อยมีอะไร แต่จริงๆมันมีอะไรเยอะกว่านั้น น้องคิดเยอะ และอ่อนไหวเว้อ สมควรมอบโล่ผัวดีเด่นให้พี่เก้าค่ะ เค้าเข้าใจนับสองลูกสุดแล้ว ทำไมดีงี้อะคะ ทำไมพี่เก้าต้องมีคนเดียว ฮื่ออออ
    #55374
    0
  3. #55366 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 19:33
    พูดออกมาให้หมดนับสอง มา!!! พี่รอฟัง
    #55366
    0
  4. #55109 Callmeyou (@MARKTUAN190) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 12:39
    เกือบจะดีแล้ว แต่ก็ยังมีมาให้สะกิดใจเล็กๆ
    #55109
    0
  5. #54939 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 04:16
    นี้มันอะไรกันเนี่ย
    #54939
    0
  6. #54898 hana (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 10:55

    คิดถึงวันที่นับสองรู้เรื่องสถานะการบ้านของเก้าว่าคิดกับนับสองและพี่ๆอย่างไร ใจนับสองจะยังเหลืออีกไหม

    #54898
    0
  7. #54892 LHMxoxo. (@0990990) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 08:33
    ในที่สุดก็ตามาตอนทัน... ตอนนี้ฟังร้องไห้ง่ายๆกับเรื่องเดิมๆจนติด555
    #54892
    0
  8. #54855 beeya1 (@beeya1) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 06:58
    ออสตินก็น่าเห็นใจ 29ปีที่รอคอย อยากอยู่กับน้อง อยากดูแลน้อง

    นั่นก็พี่

    นี่ก็ผัว

    เห้อออออ แบ่งๆมาทางนี้บ้าวก็ได้ นะ
    #54855
    0
  9. #54781 greentealatte ♡ (@qltz) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 07:44
    โอ้ย มันบั่บ ไม่รู้จะสงสารใครดี
    #54781
    0
  10. #54666 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 09:19
    นับสองพูดถูกทำงานหนักเพื่อตัวเองทั้งนั้น เมื่อไรความเห็นแก่ตัวของคนทั้งบ้านจะลดลง สงสารนับสอง
    #54666
    3
    • #54666-2 mo2ksrwi3_thawe2.ng (@sweet_black123) (จากตอนที่ 53)
      25 มีนาคม 2562 / 10:58
      + 1

      เลยค่ะ
      #54666-2
    • #54666-3 Haiyum (@Haiyum) (จากตอนที่ 53)
      26 มีนาคม 2562 / 12:20
      +1 จร้าา
      #54666-3
  11. #54652 คนใจจะวาย (@opor-opor2011) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 23:09
    อารมณ์สวิงมาก เฟมือนไบโพล่า เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวอ่อย เดี๋ยวหัวเราะ
    #54652
    0
  12. #54623 Kamuki (@na--) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 10:28
    ฮืออออออ ทำไมชีวิตมันดราม่าอะไรขนาดนี้นะ
    #54623
    0
  13. #54611 Airzaa1810 (@Airzaa1810) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 00:18
    รักนับสองงงงง
    #54611
    0
  14. #54609 JK_B0541 (@JK_B0541) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 00:07
    ทุกคนต่างก็เจ็บปวดกับการกระทำของตัวเอง และคนรอบข้าง
    #54609
    0
  15. วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 23:12
    สงสารทั้งบ้านอะ
    #54603
    0
  16. #54565 JeyJeyPakpoom (@JeyJeyPakpoom) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 13:37

    อืม จริง ไม่รู้จะสงสารใครดี เข้าใจว่า ครอบครัวตอนนี้นับสองเริ่มกลัวจะเป็นแบบเก่า แต่ก็สงสารพี่ออสตินอยู่นะ เฮ้ออออ
    #54565
    0
  17. #54561 Malody09 (@Malody09) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 13:04
    เอิ่ม.... ทำไมนับสองพูดเหมือนไม่พอใจป๋าอะ

    คนเราทำงานก้ต้องได้เงินสิ แล้วพอได้เงินจะเอาไปให้น้องหมดก้คงไม่ใช่มั้งงงงงง เพราะงั้นลองมองกลับกัน ให้นับสองทำงานแล้วเอาเงินทั้งหมดให้ป๋าสิ จะมีไรแด๊กก!!!
    #54561
    0
  18. #54554 NKornwirs (@NKornwirs) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 11:33
    ไม่รุ้จะสงสารใครดี เฮ้อออ
    #54554
    0
  19. #54504 A2244 (@A2244) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 02:17
    คิดถึงชายาาาาาาาา
    #54504
    0
  20. #54476 <N-O> (@TaiNawansa) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 23:39
    ไต้ฝุ่นมาจัดการนับสองซิ คิดถึงพี่ลมพี่ลมก็มา
    #54476
    0
  21. #54417 Black-color (@Black-color) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 21:52
    เมื่อไหร่จะผ่านเรื่องร้ายๆไปซักทีน้า

    ทุกคนเลย
    #54417
    0
  22. #54367 นักอ่านผู้ผ่านทางมา (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 21:25

    บ้านนี้ไม่มีใครทำเพื่อคนอื่นหรอก เห็นทำเพื่อตัวเองหมดอะ นับสองก็ใช่ย้อยน้า แค่เรารับรู้ความคิดนับสอง นับสองเลยดูไม่ผิดอะไร ความน่ารักตลอแหลของนางลบทุกอย่างจริงๆ อีนับเอ้ย!

    #54367
    0
  23. #54364 Kung-passa (@Kung-passa) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 19:54
    น้องเจออะไรจากครอบครัวมาเยอะ ของนับสองยังเด็กๆ ถ้าเราเจอแบบน้องจะจัดให้หนัก รักนับสองนะรูก สู้ๆนะคะไร้ท์
    #54364
    0
  24. #54363 Pooh_M (@Pooh_M) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 18:53
    ทำไมพอมาเจอcommentsของรีดเดอร์บางคน รู้สึกเหมือนเค้าไม่ได้เข้าใจนับสองเลยอ่ะ เหมือนไม่ได้อ่านและเข้าใจ แต่เหมือนอ่านผ่านๆไปงั้นเลยอ่ะ เราไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมบางคนคิดอย่างนั้นกับนับ แต่ก็เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ สู้ๆ

    ( เราเปย์น้องไปแล้ววว รอวันมาอยู่ด้วยกันน้าา &#128536; )
    #54363
    0
  25. #54360 MindTharanisorn (@MindTharanisorn) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 17:58
    เราคิดว่านับมีเหตุผล&#8203;นะ&#8203; ทุกคนมีทั้งมุมมืดและสว่าง&#8203; การโดนทำร้ายจากคนที่รักซ้ำๆ&#8203; มันเจ็บปวดมากนะ&#8203; แต่บางครั้งการป้องกันตัวเองจากความเจ็บปวดที่ได้รับก็อาจจะทำให้ใครบางคนเจ็บ&#8203;ปวดไปด้วย&#8203; โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว&#8203;
    #54360
    0