นับ เก้า รัก [YAOI]

  • 300% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 3,371,437 Views

  • 57,429 Comments

  • 58,110 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    179,556

    Overall
    3,371,437

ตอนที่ 51 : อ้อยคว่ำครั้งที่ 44

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110413
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15291 ครั้ง
    1 มี.ค. 62

               

          


บทที่ 44

 


                “ไม่เป็นไร พี่อยู่ตรงนี้”

                ผมหันไปมองพี่เก้าเล็กน้อยแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง ผมยืนอยู่ตรงประตูยังไม่ยอมก้าวออกไปสักที พี่เก้าก็ไม่ได้รีบร้อนเร่งผมอะไร ยืนอยู่ข้างๆ ตบไหล่ให้กำลังใจ

                แต่ไอ้พี่ไนน์ตัวดีนี่สิ

                “รีบๆ ออกไปได้แล้ว หิวข้าว”  พี่เก้า เอาน้องชายพี่ไปเก็บที!

                “ไนน์ มึงเดินออกไปรอที่รถไปแล้วค่อยขับรถตามกู” พี่เก้าปวดหัวกับพี่ไนน์ไม่น้อยเช่นเดียวกันเลยโบกมือไล่น้องชายฝาแฝดออกไป

                พี่ไนน์ย่นจมูกใส่อย่างงอนๆ แล้วผละออกเฮือกใหญ่ก็เข้าใจว่าพี่ไนน์เป็นห่วงเลยอยากตามไปด้วยแต่ลึกๆ ผมคิดว่าพี่แกอยากเสือกมากกว่า

                “ใจเย็นๆ”

                “อื้อ” ผมพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพยายามยิ้ม “แต่ผมไม่อยากเจอหน้าผู้หญิงคนนั้น... ไม่อยากเจอจริงๆ นะ”

                ตลอดห้าปีมานี้ผมหลบหน้าไม่ยอมเจอหน้าผู้หญิงน่ารังเกียจคนนั้น ทุกคนคิดว่าผมแค่โกรธเธอธรรมดานานวันคงหายแต่มันไม่ใช่...

                “ถ้าหนีก็จะต้องหนีไปเรื่อยๆ” พี่เก้าพูดให้ผมคิด “นับสองไม่เหนื่อยเหรอที่ต้องหนี”

                “เหนื่อยสิ” ผมยิ้มขื่นๆ แล้วพยายามฮึดสู้ “ไปกันเถอะ”

                พี่เก้าจูงมือผมเดินออกไปข้างนอกซึ่งท้องฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีดำไปเรียบร้อยแล้ว ใต้แสงไฟข้างหน้านั้นไม่ใกล้ไม่ไกลมีเงาร่างของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังพูดคุยกันด้วยบรรยากาศอบอุ่น

                ผมมองทุกอย่างด้วยสายตาเย็นชาแล้วดึงให้พี่เก้าเดินตามไปหยุดตรงหน้าพวกเขา แด๊ดได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันมาเมื่อเห็นว่าเป็นผมก็ฉีกยิ้มกว้าง

                “หนูน้อย...” เขายังคงเรียกผมด้วยความอบอุ่นที่ทำให้หัวใจร้อนวูบวาบ “ปล่อยให้แด๊ดรอตั้งนาน”

                ผมเงียบไม่พูดอะไรเพราะไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไรออกไปดี เป็นพี่เก้าที่เข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ เขายกมือไหว้แด๊ดกับแม่เลี้ยงอย่างมีมารยาท “น่าจะบอกกันก่อนนะครับว่าจะมา”

                “คนนี้คงเป็นเก้า รุ่นพี่ของนับใช่มั้ยลูก” แม่เลี้ยงหันมาถามผมอย่างสนิทสนม

                “แด๊ดน่าจะบอกแล้วว่าพี่เก้าเป็นคนรักของผม...แล้วจะถามทำไมอีก” ผมไม่มองเธอสักนิด “แด๊ดมาทำอะไรที่นี่” เลือกที่จะคุยกับพ่อตัวเองมากกว่า

                คนถูกเมินหน้าเสียแสดงสีหน้าเสียใจจนผมอยากจะร้องเหอะดังๆ แด๊ดยิ้มปะเหลาะ “ก็มาหาหนูน้อยไง แด๊ดเป็นห่วงหนูก็เลยรีบลงมาหาเลยนะ!

รีบลงมาหาเลยงั้นเหรอ?

น่าดีใจจังเลย

“นับสอง พวกเรามาเซอร์ไพร์สเลยนะคะ ทำไมถึงไม่ยิ้มเลย” แม่เลี้ยงถามผมอย่างงุนงงดูซื่อๆ แต่สำหรับผมมันคือการเสแสร้งดีๆ!

ยิ้ม? แล้วผมต้องยิ้มให้กับอะไร

ยิ้มยินดีที่ทุกคนยังนึกได้ว่ามีผมอยู่งั้นเหรอ

แด๊ดเพิ่งสังเกตเห็นว่าตั้งแต่ผมเดินออกมาก็ยังไม่ยิ้มสักแอะก็แปลกใจ “ยังอารมณ์ไม่ดีเหรอนับสอง”

“ผมแค่เหนื่อย...” ผมหลบตาที่จ้องมาของแด๊ดแล้วถาม

“งั้นรีบไปกินข้าวกันดีกว่า แด๊ดจองร้านโปรดของนับสองไว้แล้ว” ผู้ชายวัยกลางคนยิ้มกระตือรือร้นแล้วทำท่าจะมาดึงผมออกจากพี่เก้าแต่ผมกลับเบี่ยงตัวหลบแล้วยึดพี่เก้าไว้เป็นเกราะกำบัง

พี่เก้าโปรยยิ้มสุภาพ “ให้นับสองไปกับผมจะดีกว่านะครับ” สายตาของพี่เก้าไปหยุดลงที่แม่เลี้ยงอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจทำให้แด๊ดขมวดคิ้วแน่นก่อนจะพยักหน้ายอมให้

                ผมยืนเงียบกำเสื้อพี่เก้าแน่นไม่ปล่อยสภาพเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่ไร้กำลังพยายามกอดเกี่ยวเดียวไว้แน่น

                “เป็นร้านริมแม่น้ำ อ้อ ผมรู้จักครับ” สอบถามร้านเล็กน้อยแล้วก็แยกย้ายขึ้นรถ พี่เก้าจูงมือผมไปที่รถพี่ไนน์ก่อนเพื่อบอกร้านอาหารให้พี่ไนน์จองโต๊ะอาหารแยกไปนั่งเดี่ยวแทน

                พี่ไนน์ทำหน้าเหมือนถูกทิ้งแต่พอพี่เก้าบอกว่าจะจ่ายมื้อนี้ให้ก็ยิ้มร่าเป็นปลากระดี่ได้น้ำทันที จากนั้นเขาก็พาผมไปขึ้นรถของเขา

                “ไม่เป็นไรแล้ว” พี่เก้าลูบหัวผมเบาๆ แล้วจูบขมับผม “ไหวรึเปล่า”

                “ผมยังไหว” ถึงจะบอกว่าไหวแต่หน้าผมก็ซีดมากแต่ผมก็ยังมีแรงพอที่จะเอ่ยถากถาง “ขนาดห่วงผมนะ โทรมายังไม่มี รีบแล้วแต่ทันทีที่มาถึงก็ไปกินข้าวกับ...”

                ชื่อของพี่ไอมันจุกอยู่ที่คอจนพูดไม่ออกแล้วอารมณ์เดือดพล่านก็หดหู่แทบจะทันที

                “...ช่างเถอะ” ผมปัดทุกอย่างออกไปแล้วขยับเอนตัวลงไปนอนตักพี่เก้าอย่างเอาแต่ใจ พี่เก้าหัวเราะเบาๆ แล้วผละมือหนึ่งออกจากพวงมาลัยมาลูบหัวผม

                “ขอโทษนะที่ทำให้พี่เหนื่อยเพิ่ม” ผมดึงมือพี่เก้ามาจับแน่น “วันนี้พี่เจออะไรมา”

                สลัดเรื่องของตัวเองทิ้งแล้วสนใจเรื่องของพี่เก้าต่อ ผมยังไม่ลืมนะว่าเขายังไม่ได้เล่าให้ฟังว่าวันนี้เจออะไรมาสภาพถึงได้ดูเหมือนไปออกรบ

                “ไม่มี...”

                “อย่าโกหกผม” โพล่งตัดคำทันที “อย่าหลอกผม”

                เงยหน้ามองพี่เก้าจากมุมต่ำจึงไม่เห็นแววตาหรือสีหน้าชัดหนักแต่ที่สัมผัสได้คือความเหนื่อยแทบหมดแรงที่ทำให้ผมปวดใจ

“พวกเขาทำอะไรพี่” ผมถามเสียงสั่นรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา

พี่เก้าจุ๊ปาก “ชู่ว ไม่ร้อง”

“ไม่ได้ร้อง!” เสือนับไม่ได้ขี้แงนะ! “บอกมาเดี๋ยวนี้!

เดี๋ยวเสือนับจะตามไปคิดบัญชีให้!

คนของเสือนับใครก็ห้ามแตะ เข้าใจ๋!

พี่เก้ามุ่ยหน้าเล็กน้อยแต่ก็ยอมบอกโดยดี “ก็ถูกแกล้งให้ถ่ายแบบซ้ำๆ เปลี่ยนชุดไปเปลี่ยนชุดมา โดนตากล้องด่าบ้าง”

แววตาของผมคุกรุ่นด้วยความไม่พอใจทันทีจนเผลอบีบมือพี่เก้าแน่นก่อนจะนึกมองตัวเอง... ทำไมผมถึงอ่อนแอแบบนี้

ผมจะช่วยเขาไม่ใช่เหรอ...แล้วผมทำได้แค่นี้เหรอ

ทุกครั้งที่ผมรู้สึกแย่หรือเหนื่อยแค่หันไปข้างๆ ก็จะเจอพี่เก้า แต่กลับกัน...ในขณะที่พี่เก้าเจอความลำบากผมกลับไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น

...บางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองรักพี่เก้าไม่มากพอ

ไม่มากเท่ากับที่เขารักผม

...บางครั้งผมเอาแต่เรียกร้องความรัก

จนลืมตอบแทนความรักกลับไป

“งานต่อไป ผมจะไปกับพี่นะ” ผมจำได้ว่าอีกสามวันเป็นงานถ่ายโฆษณาเครื่องดื่ม “ถึงเรื่องงานจะช่วยอะไรไม่ได้มาก”

            พี่เก้ายิ้มเงียบแล้วลูบแก้มผมเอื่อยๆ ขยับริมฝีปากจูบหลังมือพี่เขา

“แต่เรื่องดูแลรับรองว่าเกินร้อยนะ”

แจกอ้อยสักหน่อยไม่ได้แจกนานแล้วงับมือพี่เก้าเล่น

“พอๆ มือพี่เปื้อนน้ำลายหมดแล้ว”

“รังเกียจรึไง” เสียงเขียวใส่

“จะรังเกียจได้ไง” ว่าเสียงเย้า “กินก็กินมาแล้วเปื้อนแค่นี้เล็กน้อย”

ฟังแล้วก็หน้าแดงวาบคิดถึงจูบแต่ละทีแลกน้ำลายแลกลิ้นกันนัวเลยครับ ผมหัวเราะนิดๆ อย่างสุขใจก่อนจะคลำหาทิชชูมาเช็ดมือให้พี่เก้า

“โอเค ถึงร้านแล้ว” หลังจากเช็ดมือพี่แกเสร็จไม่นานก็มาถึงร้านอาหารริมแม่น้ำ ผมขยับตัวลุกขึ้นจากตักพี่เก้ามานั่งดีๆ โชคดีที่รถพี่เก้ามันกว้างอะนะเลยนอนได้ไม่อึดอัด

และเสือนับก็เป็นผู้ชายตัวน้อยตัวนิด

พื้นที่เหลือเฟือให้นอนกลิ้ง!

ผมเห็นรถพี่ไนน์จอดข้างๆ แต่ไม่เห็นเจ้าของรถแล้วสงสัยจะเข้าไปนั่งกินแล้วมั้ง ส่วนแด๊ดกับผู้หญิงคนนั้นก็มาถึงแล้วเช่นกัน ก่อนลงจากรถผมก็ตบหน้าแปะๆ เรียกสติหน่อย

“ทำอย่างกับจะไปออกรบ” พี่เก้าพยายามคุยให้ผมผ่อนคลาย ขณะเดินตามหลังแด๊ดไปยังโต๊ะอาหารที่จองโดยเว้นระยะห่างเยอะไม่น้อย

ผมยิ้มให้เขา “ถ้าผมรบขึ้นมาจริงๆ พี่อย่าวิ่งหนีแล้วกัน”

...ผมมักเผื่อทางให้ทุกคนถอย

แต่คราวนี้...ผมจะไม่เหลือทางให้ทุกคนได้ถอย

“ดุบ้างก็ดีคงเร้าใจไม่น้อย” เสียงหื่นๆ ของพี่เก้าว่าข้างหูก่อนจะแอบกัดใบหูอย่างรวดเร็วทำให้ไม่มีใครทันเห็น

“พี่แม่งหื่น” ทุบอกเข้าไปทีหนึ่งก่อนที่ระหว่างที่เดินนั้นก็หันไปเห็นพี่ไนน์ที่กำลังนั่งกินข้าวกับใครอีกคน “เอ๊ะ นั่นมัน...”

พี่เก้าหันไปมองบ้างแล้วก็ขมวดคิ้วทันที “พี่รหัสไนน์งั้นเหรอ”

“มาเร็วไปรึเปล่า” ผมแปลกใจไม่น้อยที่เห็นเขาอยู่ที่นี่แต่ไม่นานก็จางหายไปแทนที่ด้วยเรื่องของเมื่อวานในโต๊ะอาหารครอบครัวสุขสันต์มีพี่ออสตินอยู่ด้วย

เขามีความเกี่ยวข้องกับอะไรกับบ้านผม... ตอนนั้นผมมัวแต่เป็นบ้าเรื่องพี่ไอจนไร้สติเลยลืมบางเรื่องไป พอเห็นพี่ออสตินเลยนึกขึ้นมาได้แต่ก็คิดอะไรไม่ออกอยู่ดี

คิดแล้วก็ไม่เข้าใจเลยปัดทิ้งไปหันกลับไปมองข้างหน้า แด๊ดจองห้องอาหารส่วนตัวไว้ห้องหนึ่ง ผมเดินเข้าไปนั่งตรงข้ามกับแด๊ด ขืนผมกินข้าวไปนั่งมองหน้าผู้หญิงคนนี้ไปคงกินไม่ลง

พี่เก้าเห็นท่าทีของผมแล้วก็หัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ทรุดนั่งตรงข้ามกับแม่เลี้ยงแทนให้

แด๊ดมองหน้าผมแล้วถอนหายใจ “นับสองอย่าไปใส่ใจคนอื่นเลย คนมีปากก็พูดไป ต่อให้เราอธิบายไปแล้วถ้าเขาไม่ชอบเขาก็ด่า”

ผมเลิกคิ้วขึ้นแล้วร้องอ๋อในใจว่าเขากำลังปลอบผมเรื่องที่มาร์คสร้างไว้ให้ผมอยู่ “เรื่องนั้นผมไม่ได้ใส่ใจแล้ว” เรื่องข่าวเสียหายผมแทบไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ

คนเป็นพ่อปลอบผมหลายประโยคแล้วก็ตักอาหารใส่จานของผม “ดูสิ หน้าตาหมองไปหมดคงไม่ค่อยได้พักดูเหมือนน้ำหนักลดด้วย กินให้เยอะๆ”

“กินไม่ลงเท่าไหร่” เหลือบหางตามองไปทางแม่เลี้ยงแล้วร้องเหอะ “อยากให้ผมกินได้เยอะๆ ทีหลังก็อย่าพามาให้ผมเห็นหน้าอีก”

แด๊ดวางช้อนลงแล้วมองผมด้วยสายตาดุๆ “พูดแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะนับสอง พูดกับแม่แบบนี้มันบาปรู้มั้ย โกรธแม่เขาแต่ก็ไม่ควรพูดจาแบบนี้”

...รู้จักคำว่าบาปด้วย?

บรรยากาศเริ่มคุกรุ่นขึ้น ผู้หญิงคนเดียวในโต๊ะก็พยายามพูดให้สถานการณ์มันดีขึ้น “สองพ่อลูกอย่าทะเบาะกันเลย ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งที คุยกันดีๆ สิ”

ผมหัวเราะเย้ยหยันในใจแล้วถามกลับ “ครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา? แล้วพี่หนึ่งกับพี่ไออยู่ไหน”

อะไรคือคำว่าพร้อมหน้าพร้อมตา...ใช้ตาตุ่มมองรึไง

“พี่ไอก็อยู่ต่างประเทศไงค่ะ ส่วนพี่หนึ่งวันนี้ไม่ว่าง” แม่เลี้ยงนึกดีใจที่ผมยอมคุยด้วยก็รีบตอบแต่คำตอบมันยิ่งเหมือนเอาไฟมาสุมอก

พี่เก้ามุมปากกระตุกแล้วหยิบแก้วน้ำมาจิบคล้ายกำลังซ่อนความหงุดหงิด มือที่กำลังถือส้อมอยู่ก็กำแน่นแล้วฉีกยิ้มเย็นให้คนตรงหน้าทั้งสอง ดวงตาของแด๊ดวูบไหวก่อนจะสงบนิ่ง

“แต่ถึงพี่ไอกับพี่หนึ่งจะไม่มาแต่เราก็ยังเป็นครอบครัว” เสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำกล่าวปลอบใจผม “ครอบครัวเรายังเหมือนเดิม”

มันเป็นคำที่ดูดีไม่น้อย

และมันคือคำหลอกลวงที่ร้ายกาจ

หากเป็นเมื่อก่อนผมคงพยักหน้าและไม่ได้คิดมาก

แต่วันนี้มันไม่ใช่...

“เรายังเป็นครอบครัวอยู่งั้นเหรอ

ผมเอ่ยทวนเสียงสูงจนมันบาดลึกลงทิ่มแทงลงกลางใจของทุกคน ความโกรธเคืองและตัดพ้อน้อยใจฉายชัดในดวงตาของผมจนแด๊ดขมวดคิ้วรู้สึกไม่ดี

“ใช่” เขายังกล้าที่จะพยักหน้า

ผมกลับส่ายหัวแล้วคลี่ยิ้มบางๆ เหมือนดอกไม้ที่กำลังโรยรา...

 

“ไม่... มันจบแล้ว”

 

หลับตาแล้วลืมตาขึ้นใหม่

 

“ไม่มีอะไรเหมือนเดิมทั้งนั้น”

 

เราอย่าพยายามกันอีกเลย

สุดท้าย...มันก็ไร้ค่า

ริมฝีปากผมบิดเบี้ยวและสั่นระริกรู้สึกมีก้อนอะไรมาจุกที่ลำคอมันอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก ผมนิ่งเงียบไปครู่ก่อนจะเงยหน้าคลี่ยิ้มเปลือกตาแทบปิดสนิทเพื่อบดบังความเจ็บปวดและไม่อยากจะเห็นสีหน้าของพวกเขา

“แด๊ด...ยังเห็นผมเป็นครอบครัวอยู่อีกเหรอ”

“นับ...” แด๊ดเบิกตาโตตกใจ

“เมื่อวาน...ผมเห็นทุกอย่าง” ดวงตาของผมแดงก่ำ “ครอบครัวที่ไม่มีผม...มีแค่แด๊ด เธอ พี่ไอ พี่หนึ่ง...ไม่มีผม”

“พูดอะไรแบบนั้นคะน้องนับ!” เสียงของผู้หญิงหน้าไม่อายว่าขึ้น “หนูเป็นลูกของแม่กับแด๊ด...”

 

“คุณไม่ใช่แม่ผม!

 

ผมโพล่งขึ้นทันที เส้นเลือดบนขมับของผมปูดขึ้นเล็กน้อยความรู้สึกท้องไส้ที่กำลังปั่นป่วนทำให้ผมอยากอาเจียนออกมา “ไม่ใช่! และไม่มีวันใช่!

“!!” ทั้งคู่ผงะตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี แด๊ดตั้งสติได้ก่อนก็พูดขึ้น “ทำไมพูดกับแม่แบบนี้นับสอง พูดอะไรเหลวไหล! ขอโทษแม่เดี๋ยวนี้!

ผมกำหมัดแน่นมองท่าทางปกป้องประคองคนรักของแด๊ดด้วยความรู้สึกเหมือนมีน้ำกรดมากัดกร่อนหัวใจจนเป็นแผลเละ

“คุณคะ ใจเย็นๆ พูดกับนับสองดีๆ” เธอพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบแล้วหันมาบีบน้ำตากับผม “แม่รู้ว่านับสองยังโกรธและไม่ให้อภัย...”

“ยังกล้าเรียกตัวเองว่าแม่งั้นเหรอ”

ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนที่มันจะดังขึ้น พี่เก้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ดึงผมเข้าไปกอดแล้วพยายามลูบหลังผมให้ใจเย็นๆ แต่ผมก็ฟิวส์ขาดไปแล้วถลึงตาใส่แม่เลี้ยง

“อภัยงั้นเหรอ...”

อย่าพูดให้คำนักเลย

“อภัยให้กับอะไร”

สิ่งที่คุณทำมันยังให้อภัยได้เหรอ


“น้องสาวแม่เล่นชู้กับพ่อผมลับหลังแม่จนแม่ตรอมใจตาย”


ในขณะที่แม่กำลังท้องผม...

ผมรู้สึกถึงเนื้อตัวที่สั่นระริกทั้งผมและพี่เก้าแต่เขาก็ยังกอดผมไม่ปล่อย ผมวางมือตัวเองทับกับมือพี่เก้าแล้วหลับตาลง... รอยยิ้มกว้างของผมทำให้ผู้ใหญ่ตรงหน้าต่างพากันส่ายหน้า

เรื่องที่ไม่มีใครอยากคิดถึง

มันสมควรให้อภัยหรือ…

 

“จัดงานศพทั้งที่ยังหาศพผมไม่เจอ”

 

การกลับมาที่ห้อมล้อมไปด้วยสีขาวดำ

และดอกไม้สดใสอย่างพวงหรีด

 

ช่างเป็นการกลับบ้านที่น่าประทับใจ

 

สำหรับพวกเขา

ผมได้ตายจากไปนานแล้ว...


            

              “งานศพ...”

                เสียงพึมพำข้างหูดังมาจากพี่เก้าที่กอดผมอยู่เหมือนเขาจะช็อกไม่น้อย แขนของเขาแข็งทื่อไปครู่หนึ่งแต่ไม่นานก็กระชับวงแขนโอบกอดผมแน่นจนเจ็บ

                แววตาของพี่เก้าเต็มไปด้วยความสับสนแต่ที่มากกว่าคือความรู้สึกผิดและเจ็บปวด

                “พี่ไม่ใช่คนที่ต้องรู้สึกผิด” ผมเอ่ยเบาๆ แล้วตบหลังพี่เก้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร น่าแปลกที่ผมสงบมากกว่าที่คิด และความเจ็บปวดยังคงมีอยู่แต่ไม่ได้มากมายนัก

                เวลามันจะช่วยเยียวยาบาดแผล

                หรือบางที...ผมเจ็บจนด้านชาไปแล้วจึงไม่รู้สึกอะไร

                คนไม่ผิดกลับรู้สึกผิด

                แต่คนผิดกลับไม่สำนึก...

แด๊ดกับแม่เลี้ยงมีสีหน้าขาวซีด ผมคิดว่าแด๊ดคงตกใจจริงๆ ส่วนผู้หญิงเสแสร้งคนนั้นก็แค่หน้าซีดมันคงไม่ได้ยากเย็นสำหรับจอมมารยาอย่างเธอนักหรอก

แต่ไม่นานแด๊ดก็กลับคืนสู่สีหน้าปกติแต่แววตาเคร่งขรึมขึ้น “เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีก”

“ใช่” ผมพยักหน้าแล้วคลี่ยิ้ม “ทุกคนถึงได้ลืมว่าทำอะไรไว้กับผมบ้าง”

คนกระทำเพียงเวลาไม่นานก็ลืมเลือนแต่คนถูกกระทำอย่างผม...ไม่มีวันลืม ความตื่นเต้นดีใจที่ได้กลับบ้านกลับคืนสู่อ้อมกอดของแด๊ดผู้เป็นที่รัก หรืออาจจะได้เห็นแด๊ดร้องไห้ฟูมฟายดีใจที่ผมกลับมา

“นับสองหายไปสองเดือน... จะไม่ให้พวกเรา...ฮึก” จะร้องไห้ทำซากอะไรทำมาเป็นสะอึกสะอื้น คนที่ควรจะร้องไห้มันผมรึเปล่า

“คิดว่าตายไปแล้ว” ผมต่อประโยคให้จบด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะมองหน้าแด๊ดไปด้วยความผิดหวัง “เธอบอกว่าผมตาย แด๊ดก็เชื่อว่าผมตายงั้นเหรอ”

ไหนบอกว่ารักผมที่สุด

ไหนบอกว่านับสองคือที่หนึ่งในใจ

การกระทำมันสวนทางกับคำพูดเหลือเกิน

ประโยคของผมเหมือนฟาดลงกลางห้องอาหารทิ่มแทงใจของแด๊ดไม่น้อย เหมือนผมตบหน้าเขาด้วยการด่าเป็นนัยๆ ว่าหลงเมียน้อยลืมได้แม้กระทั่งลูกเมีย

“เพราะลูกหายไปถึงสองเดือน” ดวงตาของแด๊ดแดงก่ำอย่างอดทนแล้วหวนนึกถึงอดีต “แผ่นดินไหวกว่าแปดริกเตอร์และลูกตกจากตึก แด๊ดรอหนูทุกวันทุกคืนแต่มันก็สองเดือนไปแล้วที่แด๊ดหานับไม่เจอ... คนรอมันก็ทรมานไม่ต่างกันนะนับสอง”

ผมมองเขาด้วยแววตาว่างเปล่าประกายเย้ยหยันวาดผ่าน “แด๊ดกำลังว่าผมไม่คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นใช่มั้ย”

“ไม่ใช่” เขารีบส่ายหน้าเเล้วก็อึกอักไม่รู้จะพูดยังไงต่อ 

“แล้วแด๊ดคิดถึงความรู้สึกผมบ้างรึเปล่า” เอ่ยเนิบนาบแล้วบีบมือพี่เก้าแน่นก่อนจะพูดต่อในสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจมานาน “ความหวาดกลัว ความเจ็บปวด ความหิวโหย ความเหน็บหนาว ความสิ้นหวัง ความตายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม...ตอนนั้นผมอายุแค่สิบสี่...แล้วแด๊ดเคยคิดถึงบ้างมั้ย”

ภายในห้องเงียบงันจนหนาวเหน็บ แด๊ดถูกคำพูดของผมตอบโต้จนจุกไปหมดพูดไม่ออกเหมือนเขาเพิ่งนึกได้ว่าตอนนั้นผมอายุแค่สิบสี่  

เด็กสิบสี่ที่ไม่ยอมแพ้ดิ้นรนที่จะมีชีวิตรอดเพื่อกลับบ้านแต่พ่อแม่กลับทิ้งความหวังและเลิกรอคอยจัดงานศพเพื่อส่งวิญญาณผมไปให้สบาย...ผมควรจะขอบคุณพวกเขาเหรอ

ระหว่างที่ผมพูดก็จับมือพี่เก้าเเน่นไม่ปล่อย พี่เก้าเองก็ตบมือผมเบาๆ ใต้โต๊ะเป็นระยะเพื่อให้กำลังใจ ในอกของผมถูกปลอบประโลมตลอดเวลาทำให้ผมกล้าที่จะพูด

แม่เลี้ยงเงียบไปนานเมื่อหาข้ออ้างได้ก็พูดขึ้น “ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกรุ๊ปเลือดของลูก...”

“กรุ๊ปเลือดพิเศษแล้วยังไง” คิ้วของผมกระตุกทันที “คิดว่าผมไม่จมอยู่ใต้ซากตึกตายก็ต้องตายเพราะเสียเลือดใช่มั้ย”

คำพูดเผ็ดร้อนไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นความเคารพยำเกรงมันไม่เหลืออยู่แล้ว มันหมดไปตั้งแต่วันที่ผมได้รู้เรื่องเน่าเฟะของผู้ใหญ่สองคน

“ถ้าตายต้องมีศพ” น้ำเสียงเสียดสีแล้วกดต่ำ “แต่นี่ยังไม่มีใครเห็นศพผมแล้วจัดงานทำไม!” 

"นับสอง อย่าพูดกับพ่อเเบบนี้" เเม่เลี้ยงเธอจะรู้มั้ยว่ายิ่งพูดมันทำให้ทุกอย่างยิ่งเเย่ "ถ้าจะโทษก็โทษเเม่เถอะ"

ผมกัดฟันกรอดเส้นเลือดบนหัวเเทบเเตกหันไปตะคอกใส่เธอ "ไม่มีอะไรจะพูดก็ไม่ต้องพูด!"

“พอได้แล้ว!” สุดท้ายแด๊ดก็ทนไม่ไหวตบโต๊ะบอกให้ผมหยุด “เรื่องมันจบไปนานแล้ว หยุดพูดได้แล้วนับสอง!

“ผมจะพูด!” ความโกรธทำให้ผมเริ่มขาดสติ ยิ่งเเด๊ดปกป้องเเม่เลี้ยงยิ่งทำให้ผมทนไม่ได้ “ทั้งเรื่องงานศพทั้งเรื่องแม่!

“นับสอง!” ดวงตาของแด๊ดแดงก่ำอย่างโมโหระคนรวดร้าว “แด๊ดบอกให้หยุด!

ท่าทางของผมมันคงดูแย่และก้าวร้าวแต่ผมทนมานานเกินไป ความรู้สึกที่กักเก็บไว้มันระเบิดออก ถ้าจะโทษใครสักคน ผมคงโยนความผิดให้แด๊ดทั้งหมด

ถ้าเขาไม่หูเบาไปกับแม่เลี้ยงช่างยุจะจัดงานศพให้ผมเหรอ

ถ้าไม่ใช่เพราะมากตัณหาขาดความยับยั้งชั่งใจ...

ผมก็จะยังมีแม่เหมือนคนอื่นเขา

“ทุกอย่างมันก็เพราะแด๊ดไม่ใช่เหรอ แด๊ดเป็นคนจัดงานให้ผม เป็นคนทำให้แม่ผมต้องตาย!

                “บอกให้หยุด!” เสียงคำรามพร้อมกับมือที่เงื้อขึ้นเตรียมฟาดเข้าที่ใบหน้าผม ดวงตาของผมเผยความรู้สึกเย้ยหยันออกมากัดกรามแน่นรอรับความเจ็บปวด

พี่เก้ารีบดึงผมให้หลบไปข้างหลังเอาตัวเองเข้าขวางแทนแต่ก่อนที่พี่เก้าจะโดนพ่อผมตีกลับมีใครบางคนโผล่พรวดพราดเข้ามาขวางพี่เก้าอีกที


 เพี๊ยะ!!


ผมเบิกตาโพล่งมองคนที่เข้ามารับฝ่ามือแทนอย่างไม่อยากจะเชื่อ แด๊ดเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าตัวเองจะโมโหจนขาดสติขนาดนี้เขาก้มมองมือสั่นๆ ของตัวเองเหมือนไม่อยากจะเชื่อ

คนที่เขามาขวางถูกตบหน้าหันแต่ก็ไร้เสียงโอดครวญ เขาหันหลังให้แด๊ดแล้วมองผมอย่างสำรวจหาแผล

“ไม่เป็นไรแล้วนะ” เสียงแหบแห้งกับสีหน้าขาวซีดเหมือนคนป่วยยิ่งรอยเลือดที่มุมปากยิ่งทำให้สภาพของเขาดูย่ำแย่มากกว่าเดิม “ไม่เป็นไร”

ผมรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจทอดสายตามองเขา


“...ป๋าหนึ่ง”


                ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่แถมยัง...ถูกตบหน้าแทนผมอีก

                ป๋าหนึ่งดูซีดเซียวและเขาก็ไม่ได้อยู่ในชุดสูทแต่เป็นชุดอยู่บ้านธรรมดา ผมหันไปมองแม่เลี้ยงทันทีก็ไหนเขาบอกว่าป๋าทำงานไง สภาพนี้มันควรนอนอยู่โรงพยาบาลชัดๆ

“ไว้ค่อยคุยนะ” เขาพูดกับผมด้วยเสียงเหนื่อยหอบก่อนจะหันไปจ้องหน้าแด๊ดอย่างเอาเรื่องน้ำเสียงกลับมามีพลังเต็มเปี่ยมแม้จะยังแหบต่ำ “แด๊ดคิดจะทำอะไร”

“แด๊ด...ไม่ได้ตั้งใจ” เขาเอ่ยอย่างรู้สึกผิดมองมือตัวเองกับหน้าของป๋านับหนึ่งที่ซีกหนึ่งถูกตบอย่างแรงจนเป็นรอยมือ “หนึ่ง เจ็บ เจ็บรึเปล่าลูก”

ป๋านับหนึ่งปัดมือของแด๊ดที่ยื่นมาจะจับหน้าทิ้งอย่างไม่ไยดี แววตาของเขาแข็งกร้าวจนน่ากลัว ผมไม่กล้าปริปากพูดได้แต่มองแผ่นหลังกว้างของพี่ชายคนนี้อย่างไม่เข้าใจ

ความรู้สึกที่ผมมีต่อเขาไม่ใช่เกลียดแต่ก็ไม่ได้รักเท่าเมื่อก่อนแล้วพอเห็นเขาเข้ามาขวางหน้าปกป้องแบบนี้มันทำให้จิตใจของผมยุ่งเหยิง

แต่ในความยุ่งเหยิงนั้นมีความรู้สึกดีใจ...ดีใจที่ได้รับการปกป้องจากพี่ชายคนนี้

“น้องพูดถูกทุกอย่าง...แด๊ดจะโกรธทำไม” นับหนึ่งหัวเราะเบาๆ คล้ายกับปลงตกและเหนื่อยล้าเต็มที

“...นี่แกก็โทษฉันเหรอ” แด๊ดถอยหลังก้าวหนึ่งแล้วจับหน้าอกของตัวเองที่เริ่มกระเพื่อมหอบขึ้นลงด้วยความโกรธ “อย่าลืมว่าแกเป็นคนผลักน้องตกลงไป!!

เหมือนแด๊ดกำลังพยายามหาคนที่ผิดมากกว่ามาลบล้างความผิดตัวเองให้ดูน้อยลง

ใบหน้าของนับหนึ่งยิ่งซีดและเต็มไปด้วยความขมขื่นท่าทางเขาไม่เหมือนเวลาปกติที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจและเด็ดขาด ตอนนี้เขาเหมือนคนที่พร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ

ผมไม่เคยเห็นสภาพของนับหนึ่งที่เเย่ถึงขนาดนี้มาก่อน...ผมรู้สึกไม่ดีเลยสักนิด

“ผมไม่ลืมและไม่มีวันลืม” มือทั้งสองข้างของเขาสั่นเทาแล้วก็กำหมัดแน่น “และผมก็ไม่ได้หวังว่าน้องให้อภัย...ผมผิดแต่ผมก็ยังพยายามชดเชยให้น้อง แด๊ด...คุณผิดต่อพวกเราทุกคนแต่คุณไม่เคยทำอะไรสักอย่างแล้วคุณยังจะตีพวกเราอีกเหรอ”

แทบลุกขึ้นปรบมือให้พี่กันเลยทีเดียว ความโกรธเคืองป๋านับหนึ่งเรื่องก่อนหน้าหายไปเลยอยากจะไปกระโดดกอดชูนิ้วให้เลย

“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด!” ชายวัยกลางคนส่ายหน้าปฏิเสธไม่ยอมรับ


“อ้อ จะบอกว่าเเม่ผิดเองที่เข้าไปเห็นผัวตัวเองกับน้องสาวเอากันอยู่สินะ”


ประโยคเสียดสีและหยาบคายดังขึ้นที่หน้าประตูพร้อมกับคนมาใหม่ถึงสอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจแต่ก็ยังคงเยือกเย็นเมื่อเดินเข้ามาแล้วก็เปรยมองเลือดบนมุมปากของนับหนึ่งเล็กน้อยแล้วบรรยากาศรอบตัวของเขาก็ยิ่งหนาวสั่น

พี่ออสตินงั้นเหรอ...เขาอีกแล้วเหรอ

เมื่อวานเขาก็อยู่กับบ้านผมเเล้วยังคำพูดที่เหมือนรู้ดีทุกอย่างอีก เขาเป็นอะไรกับบ้านผม

“แกมาทำไม ออสติน” แด๊ดถามทันทีอย่างตกใจและยังมีท่าทีกริ่งเกรงในตัวของออสตินไม่น้อย

คนที่เข้ามาใหม่ก็คือออสตินพี่รหัสพี่ไนน์และคนข้างๆ ก็คือพี่ไนน์ซึ่งพี่แกเดินเข้ามาแล้วก็ฉีกยิ้มทักทายพี่เก้ากับผมอย่างร่าเริงไม่ดูสถานการณ์เลยให้ตายสิ 

“อยากมา” พี่ออสตินตอบสั้นๆ แล้วเปรยตามองพี่ไนน์เล็กน้อย

พี่ไนน์เห็นแล้วก็เดินตรงมาคว้าแขนพี่เก้า “เก้า เรากลับบ้านกันดีกว่า ไนน์ง๊วงง่วง” เอนหัวซบบ่าพี่เก้า 

“ห้ามกลับ” ปากผมไวกว่าความคิดแถมยังมีมือที่พุ่งไปรัดแขนพี่เก้าแน่นไม่ปล่อย “พี่ต้องอยู่กับผม”

พี่เก้าพยักหน้าแล้วยิ้ม “พี่จะอยู่..”

“กลับไป นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว” คนผมขาวมุกตัดบทอย่างไม่ไยดีแล้วหันไปมองพี่เก้า “ไนน์พาพี่ชายออกไปซะ เขาไม่จพำเป็นต้องอยู่ที่นี่เเล้ว”

 ผมขมวดคิ้วไม่พอใจทันทีเเละไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมจู่ๆ ออสตินก็โผล่แล้วก็ไล่พี่เก้าของผมหน้าตาเฉยแบบนี้ ผมรั้งแขนพี่เก้าไม่ปล่อย

พี่ไนน์จิ๊ปากส่งเสียงหงุดหงิดที่พี่เก้าเองก็ไม่ยอมปล่อยผม “เดี๋ยวไนน์เล่าให้ฟัง กลับบ้านกับไนน์ก่อน!

                “กูจะกลับพร้อมนับสอง!” สองแฝดตีกันยื้อยุดไม่หยุด

                “เก้ามึงอย่าเพิ่งดื้อสิ! มึงอยู่ไปก็ช่วยอะไรไอ้นับไม่ได้ มึงกลับไปรอที่ห้องกับกูเถอะ” พี่ไนน์พยายามเกลี่ยกล่อมพี่เก้า “ให้บ้านเขาเคลียร์กันไปก่อน”

                พี่เก้านิ่งไปเหมือนชักลังเล

                “อย่าทิ้งผม” น้ำเสียงของผมสั่นความรู้สึกหวาดกลัวกลับมาอีกครั้งยิ่งทำให้ผมรัดแขนพี่เก้าแน่นขึ้น

ออสตินมองเก้าที่ถูกแย่งและดึงไปมาอย่างหงุดหงิดและไม่พอใจเป็นอย่างมากจนสุดท้ายก็เดินไปแกะตัวพี่ไนน์ออกจากพี่เก้าอย่างรุนเเรงเเล้วค่อยเดินมาแกะมือผมออกจากแขนพี่เก้าด้วยตัวเองอย่างนุ่มนวลต่างจากพี่ไนน์โดยสิ้นเชิง 

พี่ไนน์เห็นเเล้วก็กระทืบเท้าอย่างขัดใจเเล้วหันไปเขย่าเเขนงอเเงกับพี่เก้า 

“ปล่อยเก้ากลับไปก่อนนับสอง” ออสตินพยายามดึงผมให้ออกห่างจากพี่เก้า “เชื่อพี่นะ พี่สัญญาว่าพรุ่งนี้เช้าจะพาไปหาเก้าที่ห้องเลย”

“ไม่เอา” ผมส่ายหน้าไม่ยอมเพราะตอนนี้คนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าปลอดภัยและรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวก็คือพี่เก้า แค่มีเขาอยู่ข้างๆ ผมก็รู้สึกสบายใจและไม่ต้องเกรงกลัวต่อสิ่งใดทำให้ผมกล้าเผชิญหน้ากับแด๊ด 

“เรื่องที่อยากรู้...ฉันจะตอบให้ทั้งเรื่องแม่ทั้งไอศูรย์”

คำพูดสั้นๆ แต่มันกระทบต่อจิตใจผมอย่างแรงเงยหน้าสบตากับดวงตาสีอำพันด้วยความตกตะลึงระคนตื่นเต้น มือของผมเปลี่ยนมากำแขนเสื้อของพี่ออสตินแน่นแล้วเขย่า

“พี่พูดจริงๆ เหรอ” ไม่ได้หลอกผมใช่มั้ย

“อืม” เขาพยักหน้าแล้วลูบหัวผมเบาๆ “ให้เก้ากลับไปก่อน โอเคมั้ยนับสอง”

ผมหันไปมองพี่เก้าอย่างลังเลกำลังจะส่ายหน้าแต่พี่เก้าก็พูดขึ้นก่อน “จำได้มั้ยว่าพี่เคยพูดว่ายังไง”

“พูด?” ผมงุนงงทำหน้าเด๋อใส่แต่ก็ต้องร้องอ้อเมื่อพี่เก้าชูข้อมือให้เห็นกำไลเงิน

เขายิ้มให้ผมอย่างอบอุ่น “ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน พี่ก็จะอยู่กับนับสองเสมอ”

เวลาแบบนี้พี่เก้ามันยังจะมาหวานใส่ผมอีกเหรอแต่ไอ้ผมที่มาใจเต้นและหน้าแดงมันก็น่ากระทืบจริงๆ พี่ไนน์กลอกตามองบนแล้วพูดบ่น

“โอ๊ยยยย จะจีบกันก็ช่วยดูเวลาด้วยครับ!” คนโสดนี่มันพาลจริงๆ “กลับได้แล้วไอ้เก้า เหนื่อยมาทั้งวันมึงอะ”

“แต่..”

“ออสตินดูแลไอ้นับได้ เชื่อกู” อะไรทำให้พี่ไนน์มันมั่นใจขนาดนั้นวะ แต่ไม่รู้ทำไมนะเวลาอยู่ใกกล้ออสตินแล้วทำให้ผมคิดถึงเวลาอยู่ใกล้กับพี่ไอ

พวกเขา...เหมือนกันจริงๆ แต่ก็เเค่เหมือนเท่านั้นยังไงก็ไม่ใช่คนเดียวกัน 

พี่เก้าพ่นลมหายใจเล็กน้อยแววตายังคงดื้อดึงอยู่แล้วมองหน้าออสติน “ผมขอเหตุผลที่ผมต้องปล่อยนับสองไว้กับคุณ”

โอ๊ย สามีของใครเนี่ยโคตรเท่เลย

ปกป้องเมียสุด

สามีของนับสองเองงงง

เขินวุ้ย

งั้นก็หมายความว่าถ้าออสตินไม่ได้คำตอบที่ดีพอ พี่เก้าก็ไม่จะยอมจากไปสินะ ผมหันไปมองพี่ออสตินที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เห็นเขากระตุกมุมปากยิ้มแล้วดึงผมเข้าไปกอดแน่น

 

“ฉันเป็นพี่ชายคนโตของนับสอง ฝาแฝดของไอศูรย์”

“...!”

“เหตุผลแค่นี้พอมั้ย”  ออสตินเเค่นหัวเราะ 


"ไสหัวไปได้แล้ว!"

 

 

พี่ชายของผม?

ฝาแฝดพี่ไอ?

นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกัน!

ผมเผยสีหน้าตกใจไม่ต่างจากพี่เก้าที่อึ้งสนิทเขามองออสตินอย่างไม่เชื่อสายตา วงแขนที่โอบกอดผมอยู่กระชับรัดแน่นขึ้นเรียกสติแตกกระเจิงของผมให้กลับมา กะพริบตาสามสี่ครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นมองพี่ออสตินอย่างครุ่นคิด

คิดว่าพูดแค่นี้แล้วผมจะเชื่อเหรอ บอกว่าเป็นพี่ชายแล้วผมต้องเชื่องั้นสิ

อืม เชื่อ

ก็พี่เขาหล่ออะ หล่อเหมือนเสือนับเลย

แปลว่าเราต้องเป็นพี่น้องกันแน่ๆ!

มีพี่ชายหล่อๆ ไม่ดีตรงไหน! อิจฉาก็บอก

ผมสะบัดหัวไปมาไล่ความคิดไม่ดูสถานการณ์ของตัวเองออกไปแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่เริ่มคิดอย่างจริงจังว่าเขาเป็นพี่ชายผมจริงเหรอแล้วเป็นแฝดกับพี่ไอ ไยหน้าตาไม่เห็นจะเหมือนกันเลย

พอหันไปมองหน้าแด๊ดกับแม่เลี้ยงก็เห็นพวกเขาทำหน้านิ่งมองออสตินด้วยสายตาแปลกๆ และไม่คาดฝัน อาการตกใจของพวกเขาทั้งคู่ไม่ใช่แบบเดียวกับผมและพี่เก้า เหมือนเขาตกใจที่ออสตินเปิดเผยความลับออกมามากกว่า

“ออกไปได้แล้ว” ออสตินย้ำอีกครั้งเพราะพี่เก้ายืนนิ่งนานมาก

พี่เก้าขมวดคิ้วเหมือนไม่พอใจที่ถูกไล่ เขากำหมัดแน่นแล้วคลายออกเมินออสติน “อยากให้พี่กลับรึเปล่านับสอง”

ยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ

“อยาก!” เดี๋ยวววว พี่ออสติ๊นนน พี่เก้าเขาถามผม!

“ผมถามนับสอง ไม่ได้ถามคุณ” ผัวกูก็แรงไม่แพ้กันไปอีก

ตายละ ผู้ชายตีกันแย่งเสือนับอีกแหละ

เบื่อในความหล่อของตัวเองจัง

“ฉันตอบก็เหมือนนับสองตอบ” ออสตินว่าหน้าตายไม่ปรึกษาผมเลยสักนิด คนคนนี้เอาแต่ใจเกินไปแล้ว!

พี่เก้าถึงกับมุมปากกระตุกหันไปหิ้วคอพี่ไนน์แล้วดึงมายืนเผชิญหน้ากับออสติน “งั้นถ้าผมบอกว่าผมพูดก็เท่ากับไนน์พูดบ้าง...คุณจะว่าไง”

ออสตินหัวเราะหยัน “คิดว่าดื้ออย่างไนน์จะฟังคนอื่นด้วยเหรอ”

เออ... อันนี้ก็จริงนะ

พี่เก้าถึงกับเถียงไม่ออกส่วนพี่ไนน์ก็หน้างอแกมบึ้งตึงเขย่าแขนพี่ตัวเองอย่างแรง “ไนน์ไม่ได้ดื้อ เก้าเถียงสิ!

“ถ้าไม่จริง กูเถียงไปแล้ว!” ส่ายหน้าอย่างจำยอมพลางถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เถียงแพ้แล้วแต่ก็ยังไม่ยอมกลับไป ผมที่สมองยังมึนงงเบลอไปหมดก็ไม่รู้ว่าต้องจัดการยังไง

ป๋านับหนึ่งหาจังหวะแทรกได้ก็พูดขึ้น “จะทะเลาะกันก็ไว้วันอื่น จัดการเรื่องนี้ก่อนได้มั้ย” เหมือนเขาจะยืนไม่อยู่แล้วเลยทรุดนั่งที่เก้าอี้ผมแล้วกุมหัวอย่างปวดๆ

พี่ไนน์กระตุกแขนเสื้อพี่เก้า “เก้า กลับกันก่อนเถอะ” แล้วจากนั้นพี่แกก็หันมาหาผมส่งสายตาประมาณว่าถ้าผมไม่ออกปากพูดเอง พี่เก้าก็คงไม่กลับ

...ก็ผมไม่อยากให้เขากลับจริงๆ นั่นแหละแต่เพราะสายตากดดันจากออสตินที่มันมากเกินไปแล้วป๋าหนึ่งที่ดูจะทนไม่ไหวแล้วก็เลยยอมพยักหน้า “...พี่กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ”

นัยน์ตาสีเข้มสั่นไหวเจือความเศร้าและหงอยลงจนหัวใจผมเจ็บแปลบ พี่เก้าตอบเสียงแผ่ว “พี่เชื่อฟังนับสอง”

เชื่อฟังเสือนับและเป็นเด็กดีนะครับน้องเก้า

ก่อนจากไปยังจะทิ้งคำพูดให้ใจมันสั่นไหวไปอีก ผมได้ยินพี่ออสตินบ่นงึมงำ “กูขอถีบได้มั้ย ข้อหาหมั่นไส้ก็ได้”

เอ่อ ถือว่าผมไม่ได้ยินแล้วกัน

พอพี่เก้าเดินออกไปไอ้พี่ไนน์ก็เดินตามไปทันที ส่วนหนึ่งที่ผมให้พี่เก้ากลับเพราะเขาเหนื่อยมาทั้งวันด้วยนั่นแหละ อีกส่วนก็เป็นเรื่องในครอบครัวผมเอง

เมื่อพี่สองคนนั่นกลับไปแล้วทีนี้ภายในห้องก็เงียบกริบบรรยากาศเริ่มกลับมาขุ่นมัวและเดือดดาลอีกครั้ง

คนที่บอกว่าเป็นพี่ชายผมก็หันไปมองหน้าแด๊ดกับแม่เลี้ยงแล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมสักนิด

“ตรงๆ เลยนะ” ขยับนิ้วชี้ที่แด๊ดแล้วก็ชี้ที่ตัวเขาเอง “พวกคุณกับพวกเราสี่คนพี่น้อง”

“...”

“ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องมาเจอกันอีก เห็นก็ไม่ต้องทัก ลืมไปเลยก็ได้ว่ามีลูกสี่คนนี้อยู่” รอยยิ้มร้ายกาจคลี่ออกกว้าง “มันไม่ยากสำหรับคุณหรอก ขนาดลูกแท้ๆ อย่างฉันยังลืมไปแล้วเลย”

...อันนี้ก็ตรงไปมั้ยพี่!

ผมอึ้งไปกับการตัดสินใจของออสตินแต่น่าประหลาดใจตรงที่ผมรู้สึกเห็นด้วยกับพี่เขา เหมือนสิ่งที่กดทับอยู่ในใจและบนบ่ากำลังเบาลง

“ความสัมพันธ์ของพวกเรามันมาไกลเกินกว่าจะให้อภัย” ออสตินบีบไหล่ของผมเป็นเชิงปลอบว่า ไม่เป็นไร “ทางที่ดีที่สุดคือต่างคนต่างอยู่”

“มันจะมากไปแล้วนะออสติน ฉันเป็นพ่อแกนะ!” แด๊ดชี้หน้าด่าออสติน “มันมีลูกที่ไหนเขามาตัดพ่อตัดแม่แบบแกบ้าง!

“แม่ก็ไม่อยู่แล้ว พ่อมีก็เหมือนไม่มี” คนถูกด่าไม่ได้เกรงกลัวสักนิด “นิสัยแบบนี้คิดว่าลูกยังต้องการอีกเหรอ”

ผมนิ่งงันไปแล้วมองใบหน้าหล่อเหลาที่เด็ดเดี่ยวกางปีกปกป้องผมกับป๋า ผมกับป๋าหนึ่งนั่งบนเก้าอี้ส่วนพี่ออสตินก็ยืนปักหลักด้านหลังเก้าอี้มือก็วางบนไหล่พวกเราให้ความรู้สึกที่ดีจริงๆ

“มันเป็นความคิดแกคนเดียว” แด๊ดหันมาจ้องผมกับป๋านับหนึ่ง “อย่ามายัดความคิดชั่วๆ ใส่หัวน้อง!

ออสตินฉีกยิ้ม “งั้นก็ลองถามดูมั้ยว่าเขายังต้องการความรักจากคุณรึเปล่า”

ความรักของแด๊ดงั้นเหรอ

ผมหลับตาแล้วนึกภาพความสุขมากมายในชีวิตแล้วภาพของแด๊ดมันก็ช่างเลือนราง เขาเป็นคนที่อ่อนโยนเป็นพ่อที่ใจดีตามใจผมแต่เขาก็ไม่ได้มีเวลาให้ผมนัก

ช่วงเวลาวัยเด็กผมโตมากับป๋านับหนึ่งและพี่ไอศูรย์...ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีพี่สองคนอยู่ข้างๆ เสมอ แม้ยามหลับก็มีพวกเขานอนเฝ้า

ป๋าหนึ่งแย้มยิ้มเศร้าหมองแล้วส่ายหัว “...ผมไม่ได้รับความรักจากคุณมานานแล้ว” ผมหันไปมองป๋าด้วยความตกใจแล้วก็เห็นเขาร้องไห้ไม่ใช่การฟูมฟายแต่ปล่อยให้น้ำตามันไหลไป “แต่ผมก็ทนอยู่มาได้... ความรักจากแด๊ด...มันคงไม่จำเป็นอีกเเล้ว”

คำพูดของป๋าหนึ่งผ่าลงกลางใจแด๊ดจังๆ จนสีหน้าซีดลงนัยน์ตาดูเลื่อนลอยเหมือนไม่เชื่อและสับสน “หนึ่งจะบอกว่าแด๊ดไม่รักหนึ่งเหรอ”

“แด๊ดถามตัวเองจะดีกว่านะ” จากนั้นป๋าหนึ่งก็ไอหนักๆ หลายครั้งติดต่อกัน ผมหันไปหยิบทิชชูมาให้ป๋าแล้วตอนที่จับมือพี่เขาก็รู้เลยว่ามันร้อนมาก

“ป๋าเป็นไข้นี่” ผมว่าขึ้นอย่างกังวลแล้วยิ่งเขาร้องไห้แบบนี้ก็ยิ่งทำให้ปวดหัวสิ

ป๋าหนึ่งส่ายหัวบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว แด๊ดที่ถูกป๋าหนึ่งตัดความหวังไปแล้วก็หันมามองผมด้วยความหวังและผมก็มองเขาอยู่เช่นกัน

ผมหลับตาแล้วหันไปทางอื่นก่อนจะเอ่ยขึ้น “ใช่ ผมต้องการความรักจากแด๊ด”

คนเป็นพ่อได้ฟังก็ฉีกยิ้มเหมือนได้รับของขวัญที่ยิ่งใหญ่ มือของออสตินที่วางบนไหล่ผมเหมือนสั่นเล็กน้อย

“ผมต้องการความรักความเอาใจใส่” สูดหายใจเข้าลึกๆ เต็มปอดแล้วหลุบตามองพื้น “และผมก็ร้องขอสิ่งเหล่านี่จนเหนื่อย...”

รอยยิ้มของแด๊ดหุบลงช้าๆ

หัวใจของผมก็เต้นหนักๆ เป็นจังหวะที่เจ็บปวดแต่ก็ไม่ได้มากมายนักเหมือนมันเจ็บมามากเกินไปจนรู้สึกชินชาไปแล้ว

“ผมเหนื่อยแล้ว”

หันกลับไปมองแด๊ดพยายามมองเขาให้เต็มตาเป็นครั้งสุดท้ายจดจำใบหน้าของคนคนนี้ไว้เพราะไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้ผมจะได้เจอเขาอีกเมื่อไหร่

“ผม...พอแล้ว”

“...” แด๊ดส่ายหน้าเหมือนไม่อยากฟังให้สะเทือนใจไปมากกว่านี้

“ผมหมดหวังไปตั้งนานแล้ว...แล้วผมยังจะอยากได้มันอีกเหรอ”

เพราะวิ่งตามจนเหนื่อย

เพราะไขว่คว้าจนท้อ

ร้องขอจนไร้เรี่ยวแรง

รอคอยอย่างสิ้นหวัง

บางครั้งเราก็ต้องรู้สึกปล่อยมือ

และสิ่งที่ผมเลือกจะปล่อยไปก็คือ...ความรักของแด๊ด

เมื่อคำตอบถูกพูดออกไปจนหมดแล้วทั้งผมทั้งป๋าหนึ่งก็เห็นแด๊ดนิ่งนั่งช็อกไปเลย ดวงตาของแด๊ดแดงก่ำจนน่ากลัวแล้วเขาก็ตวาดขึ้น

“ดี ดี!” ตามมาด้วยเสียงจานแตกแก้วแตกเพราะมันถูกแด๊ดปัดระบายอารมณ์ “ปีกกล้าขาแข็งกันหมดแล้วนี่ อยากจะไปกันนักใช่มั้ย!

คนรักของแด๊ดเข้ามากอดแขนพยายามบอกให้แด๊ดใจเย็นแล้วก็หันมาดุพวกเรา “ทำไมทำกับพ่อแบบนี้ ไม่รู้จักบาปกรรมกันบ้างรึไง! ทำกับพ่อแม่แบบนี้แล้วจะเจริญกันมั้ย!

“ไม่ต้องมาอ้างบาปบุญกตัญญูบุญคุณกับฉัน!” พี่ออสตินโยนแก้วเฉียดหัวแม่เลี้ยงไปกระแทกกับผนังห้องจนแตกละเอียด เธอหลุดกรี๊ดแล้วไปหลบหลังแด๊ดทันที

“ไอ้ออสติน!” แด๊ดตะคอกใส่อย่างโมโห “อยากตัดขาดนักใช่มั้ย งั้นก็ไปเลย! ออกจากบ้านฉันไปให้หมด!

หัวใจของผมกระตุกวูบหนึ่งแล้วก็เม้มปากแน่นรู้สึกถึงเจ็บอยู่ลึกๆ

แด๊ดชี้หน้าพวกผมทีละคน “ฉันเลี้ยงดูพวกแกมาอย่างยากลำบาก หาเงินให้พวกแกใช้ อยู่กันสุขสบายแต่กลับมาเนรคุณกันแบบนี้เหรอ! ดี! ดีมาก!

ท่าทางคลุ้มคลั่งของคนตรงหน้าดูแปลกหน้า...เขาไม่ใช่แด๊ดของผมอีกต่อไป

ผมเหม่อมองไปด้านหลังของแด๊ดก็เห็นแม่เลี้ยงคลี่ยิ้มสมใจอยู่... ใช่ มันสมใจเธอแล้วจริงๆ

ป๋าหนึ่งถึงจะสภาพป่วยหนักแต่ก็มองแด๊ดเหมือนกำลังมองคนโง่อยู่ ส่วนออสตินก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังช่างเป็นน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกมันบาดหู

“ขอโทษเถอะ เลี้ยงดู? หาเงินให้ใช้?” พี่ชายคนโตยิ้มเย็นเยียบ “รู้อะไรมั้ย ตั้งแต่นับสองเกิดมาทุกบาททุกสตางค์ของคุณ นับสองไม่เคยใช้ เงินทุกบาทที่น้องใช้เป็นเงินเก็บแม่และพวกเรา”

“ไม่จริง!” เขาทำหน้าไม่เชื่อ

ยักไหล่ไม่แคร์ว่าจะเชื่อไม่เชื่อ “ส่วนเงินที่เคยใช้เลี้ยงดูไอศูรย์และนับหนึ่ง” เช็คเงินใบหนึ่งถูกวางบนโต๊ะ “ฉันคืนให้”

ใบหน้าของแด๊ดแดงสลับเขียวด้วยความโกรธเพราะพี่ออสตินเหมือนเอาเงินมาฟาดหน้า

 “ถือว่าพวกเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก”

แด๊ดคว้าเช็คเงินไปดูแล้วขยำทิ้ง “เงินแก ฉันไม่อยากได้!

“ก็แล้วแต่เลย” ผู้ชายผมยาวสีขาวมุกทำหน้าไม่สนโลก แต่ไม่สนใจแต่ก็มีผู้หญิงบางคนมองตาไม่กะพริบ

“เก่งขนาดเอาเงินมาฟาดหัวฉันขนาดนี้แล้วก็คงรวยมากสินะ” แด๊ดถากถาง “ไม่มีสมบัติจากฉันก็คงไม่อด ถ้าแกคิดว่าออกจากบ้านแล้วจะเอาสมบัติไปได้ แกคิดผิด!

                พี่ออสตินหน้าตึงทันทีเมื่อได้ยินคำว่าสมบัติแต่ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นกัดฟันเอ่ยอย่างอดกลั้นน้ำเสียงเต็มไปด้วยโทสะเต็มอก

 

“สมบัติ? จะเก็บไปให้ลูกเมียน้อยอยู่แล้วไม่ใช่รึไง”

 

ว่าไงนะ!

ลูก...ลูกเมียน้อย

ผมแทบหยุดลมหายใจแล้วเงยหน้ามองแด๊ดด้วยสายตาหลากอารมณ์ทั้งคับแค้นทั้งผิดหวังทั้งเจ็บปวด สีหน้าของออสตินดำทะมึนแล้วตบโต๊ะลงอย่างแรง ผมเห็นเส้นเลือดบนขมับและลำคอของเขาขึ้นปูดอย่างน่ากลัว

“ออสติน หุบปาก!” แด๊ดทนสายตาของผมแทบไม่ไหวและไม่กล้าที่จะมองหน้าผมตรงๆ คล้ายอับอายและรู้สึกผิด

 “คุณสัญญาว่าจะให้ทุกอย่างที่เป็นของคุณกับนับสอง” เอ่ยทวงสัญญาในอดีต “ของของแม่เป็นของนับหนึ่ง และของคุณเป็นของนับสอง คุณเคยสัญญา!

พายุอารมณ์ร้ายโถมใส่ลงมาไม่หยุด ผมได้แต่นั่งมองทุกอย่างด้วยสายตาว่างเปล่า ป๋านับหนึ่งดึงผมที่นั่งใจลอยไปกับข่าวใหม่ที่สะเทือนใจ


“แต่ถ้านับสองตาย...”


หัวใจของผมดำดิ่งลงสู่ก้นทะเลเพราะเริ่มจะเข้าใจอะไรขึ้นมาแล้ว...

 

“คุณก็จะได้ยกทุกอย่างให้ลูกเมียน้อยโดยที่พวกเราว่าอะไรคุณไม่ได้!!

 

เพราะแบบนี้ถึงได้จัดงานศพให้ผมใช่มั้ย

เพื่อลูกเมียน้อยแล้ว

ลูกคนนี้จะเป็นยังไงก็ช่างสินะ

 

ทั้งที่เสียใจขนาดนี้

                เจ็บกับความจริงจนอยากพังทุกอย่าง

แต่กลับไม่มีน้ำตาสักหยด

มันเจ็บปวดเกินกว่าที่น้ำตาจะอธิบายได้

 

ผมเงยหน้าจากอกของป๋านับหนึ่งเพื่อมองผู้ชายคนนั้น...ผู้ชายที่ไม่เหมาะสมจะเป็นพ่อของใคร

 

“สมบัติของคุณ”

“...”

“ต่อคุณเอามากองตรงหน้า ผมก็ไม่ต้องการ”

  

 

   หลังจากพูดออกไปแบบนั้นแล้วก็กลับไปซุกหน้าอกร้อนๆ จากการเป็นไข้ของป๋าหนึ่ง ตัวของผมสั่นเล็กน้อยเพราะไม่คาดคิดว่าตัวเองจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกไป

                แด๊ดทรงตัวไปอยู่ล้มลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรงแผ่นหลังเหยียดตรงดูค้อมลงทำให้เขาดูแก่ลงอีกสิบปี ผมกำเสื้อของป๋าหนึ่งแน่นไม่ปล่อย

                “ทำได้ดีแล้วเสียงแห้งๆ ของป๋าว่าปลอบผมแล้วก็ลูบหัวผมไปด้วย

                พี่ออสตินแสยะยิ้มความพึงพอใจมีให้เห็นเต็มดวงตายิ่งได้มองผู้เป็นพ่อกำลังหน้าซีดไม่มีสีเลือดท่าทางเหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญไปก็ยิ่งสะใจ

                ในสายตาของพี่ชายคนใหม่นั้นมีแต่ความเย็นชาบ้าคลั่งเกลียดชัง มันไม่ใช่สายตาที่คนเป็นลูกควรมองพ่อเลยสักนิด

ของทุกชิ้นในบ้านที่เชียงใหม่เฉพาะของพวกเราและแม่จะถูกขนย้ายภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงเอ่ยช้าๆ เหมือนปีศาจร้ายที่กำลังหยอกล้อกับเหยื่อที่น่าสงสาร “ที่ดินสามสิบเจ็ดแห่ง รบกวนเอาโฉนดมาให้ภายในสองวัน

ยี่..ยี่สิบสี่ชั่วโมง...ขนย้ายของมากมายแต่ใช้เวลาแค่นี้มันจะเป็นไปได้เหรอ บ้านหลังใหญ่ที่เชียงใหม่มีข้าวของของผม พี่ไอ ป๋าหนึ่งเต็มบ้านนับๆ แถมจะเป็นสามในสี่ของบ้าน

แล้วยังมีโฉลดที่ดินมากมายอีก

“อย่าบีบบังคับกันมากไปนักออสติน!” แม่เลี้ยงห้ามจังหวะแทรกได้ก็ยิ่งเสี้ยมกระพือไฟให้มันรุนแรง “แล้วโฉลดที่ดินมัน...”

“มันเป็นชื่อของนับหนึ่ง” เหลือบตามองอย่างดุดัน “แล้วยุ่งอะไรด้วย”

มีสะอึกสิครับ ผมอยากจะหัวเราะจริงๆ ที่เห็นแม่เลี้ยงกำลังมีโทสะแต่พยายามกดไว้เพื่อสร้างภาพลักษณ์อ่อนหวาน เห็นกี่ทีก็อยากจะอาเจียน

ผู้ชายวัยกลางคนกำหมัดแน่นแล้วกัดฟันกรอด นี่แกวางเเผนมาตั้งแต่แรกแล้วใช่มั้ย!

แน่นอนพยักหน้าอย่างเย่อหยิ่งแล้วกดโทรศัพท์โทรออกก่อนจะเอ่ยเสียงละมุนลงไปในสาย ลูก้า เก็บกวาดให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

                (ครับบอส ผมจะไม่ให้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียวครับ)

                “ดี”

                ผมรู้สึกทึ่งจัดก่อนจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าตอนนี้คนของพี่ออสตินน่าจะอยู่ที่บ้านในเชียงใหม่แล้วแน่ๆ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงหวาดหวั่นกับคำพูดพี่แกจัง เก็บอย่าให้เหลือหวังว่าเก็บหมดแล้วจะไม่เผาบ้านทิ้งนะ

                รอยยิ้มเฮียแกมันเหมือนพร้อมจะวางเพลิงเผาบ้านมากเลย

                “แกทำแบบนี้แล้วไอศูรย์มันจะว่ายังไง!” แด๊ดยังคงไม่ยอมปล่อยวางง่ายๆ

                “เหอะสายตาเหมือนคมดาบตวัดมองคนพูดอย่างกระหายเลือด รู้ไว้ซะ...คนที่อยากฆ่าคุณให้ตายที่สุดรองจากฉันแล้วก็คือ...ไอศูรย์

                “ไม่จริงแด๊ดส่ายหน้าพึมพำไม่อยากเชื่อว่าลูกคิดจะฆ่าเขา ฉันเป็นพ่อพวกแก พวกแกจะฆ่าฉันไม่ได้!

ผมสูดหายใจเข้าลึกรับรู้ถึงความหนาวเย็นในหัวใจพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้สั่นกลัว เสียงหัวเราะคล้ายปีศาจร้ายที่ผุดขึ้นมาจากนรกทำให้ทั้งผมทั้งป๋าหนึ่งกอดกันแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

                พี่ออสตินดึงแขนผมกับป๋าหนึ่งให้ลุกขึ้นแล้วจูงมือเดินออกจากห้องอาหาร

                “ตอนนี้คุณยังมีชีวิตอยู่...นั้นคือความกตัญญูของฉันแล้ว

                “!!

                “คุณควรจะขอบคุณนะที่ฉันยังมีความกตัญญูอยู่ในใจ

                เอ่ยจบแล้วก็กระตุกแขนเบาๆ เป็นเชิงว่าให้เดิน ผมไม่กล้าขัดขืนอะไรได้แต่เดินตามเงียบๆ ปล่อยคนสองคนไว้เบื้องหลังโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองอีกยามที่ก้าวเดินออกจากห้องอาหารเหมือนทุกอย่างมันโล่งไปหมด

                หรือบางครั้งการตัดขาดและเดินออกมามันอาจจะดีจริงๆ

                คล้ายโซ่ตรวนพันธนาการระหว่างผมกับความเจ็บปวดถูกพี่ออสตินกระชากขาดและปลดปล่อยผมออกมาจากความมืดมิดแต่ว่า... ทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างเหมือนภูเขาใหญ่ด้วยแววตาลึกล้ำ

                คนคนนี้...น่ากลัวเกินไป

                เขาเป็นพี่ชายผมแน่เหรอ

อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามในใจอีกครั้งแล้วยิ่งคิดไปถึงพี่ไอศูรย์ พี่ชายที่แสนอ่อนโยนก็ยังนึกภาพไม่ออกอยู่ดีว่าพี่ไอจะมีฝาแฝดที่น่ากลัวอย่างพี่ออสตินได้

                แล้วทำไมผมถึงไม่รู้ถึงการมีอยู่ของพี่ชายคนนี้?

                เรื่องสงสัยเต็มหัวจนแทบระเบิดตัวตายแล้วแต่ตอนนี้ก็ยังไม่กล้าพูดอะไรได้แต่เดินตามเป็นลูกเป็ดต้อยๆ หันไปมองป๋าหนึ่งเป็นระยะก็เห็นเขาเริ่มหอบหายใจหนักขึ้น

                “ทำไมถึงป่วยขนาดนี้ผมอดไม่ได้ที่จะถามเขาอย่างเป็นห่วง เหมือนตอนนี้ผมโยนความขุ่นเคืองใจและอดีตของผมกับป๋าทิ้งไปชั่วคราวโดยไม่รู้ตัว

                “ไม่เป็นอะไรหรอกแค่นี้เองเขาตอบเสียงแผ่วแล้วมองไปที่รถคันหนึ่งก็เห็นพี่ควินซ์กำลังนั่งกัดเล็บรออยู่ในรถ เมื่อเขาเห็นพวกผมเดินมาก็รีบมาลงมาประคองป่าหนึ่งทันที

                “ให้ตายเถอะพี่ควินซ์ประคองป๋าไว้แล้วยกมือแตะหน้าผากป๋าเพื่อวัดอุณหภูมิจากนั้นก็สบถ อยากตายมากนักรึไงกันไม่ดูสังขาร!

                “อย่าบ่นน่าควินซ์ ปวดหัวป๋าบ่นงึมงำในลำคอก่อนจะทิ้งน้ำหนักตัวไปที่เลขาคนสนิททั้งตัว พี่ออสตินปล่อยมือผมแล้วเดินไปเปิดประตูรถให้ก่อนจะช่วยพี่ควินซ์พยุงนับหนึ่งเข้าไปในรถจากนั้นก็รีบขับรถออกไป

                เฮ้ เดี๋ยวสิ!

                อย่าปล่อยผมทิ้งไว้คนเดียวเซ่!

                ผมมองตามรถที่วิ่งออกไปไกลด้วยสายตาตื่นตระหนกก่อนจะหันไปมองออสติน

              พี่เขาเห็นผมมองอยู่ก็เลิกขึ้นนิดๆ แล้วเดินมาหาผมพร้อมกับยิ้มร่าสายตาตาอ่อนโยนลงหลายส่วนเหมือนเขากำลังดีใจที่ได้อยู่กับผมสองคนแต่ผมกลับรู้สึกผวาเหงื่อแตกมือเย็นคล้ายจะเป็นลมและไม่ชินกับเขาเป็นอย่างมาก

                พี่เก้าอยู่ไหน ฮือ นับกลัว!

                นับไม่ชินกับพี่ชายคนนี้!

                “ปะ กลับบ้านกันมืออบอุ่นเอื้อมมาจับมือผมอีกครั้งพาผมเดินไปอีกทาง ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแต่มองพิจารณาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ และเกร็งไปทั้งตัว

                เขาพามาผมที่รถของเขาซึ่งจอดอยู่อีกทาง ได้เห็นรถแล้วก็พบว่ามันเรียบง่ายแต่ราคาไม่ธรรมดาคาดว่าคงไม่ต่ำกว่าสิบล้านเป็นแน่ มีพี่ชายรวยแบบนี้ถึงจะไม่ได้เงินจากแด๊ดก็คงไม่อดตายหรอกมั้ง

                ผมกะพริบตาปริบๆ เอียงคออย่างครุ่นคิดเรื่องปากท้องในอนาคต

                สามีก็รวย

                พี่ก็รวย

ชีวิตช่างน่าอิจฉาคนอะไรวะทั้งหล่อทั้งรวยไข่ก็ใหญ่

                อิจฉาตัวเองได้มั้ย ชีวิตดี๊ดี (เสยผมหล่อๆ ถอนหายใจอย่างเซ็งจัดในความหล่อ)

                “ขึ้นรถสิเสียงเรียกของพี่ออสตินทำเอาผมสะดุ้งนิดๆ รีบพยักหน้าแล้วก้าวขึ้นรถทันที

              ท่าทางกริ่งเกรงของผมทำเอาออสตินมีสีหน้าหม่นลงเล็กน้อยแต่ครู่เดียวก็กลับมาเรียบเฉยแล้วเดินอ้อมไปทางที่นั่งคนขับ ผมนั่งปิดปากเงียบไม่พูดอะไรทำให้บรรยากาศในรถค่อนข้างอึดอัด

                จู่ๆ มีพี่ชายจากไหนไม่รู้โผล่มาทั้งคนแล้วจะให้ผมสงบสติได้เหรอ

                ถึงเขาจะดูหล่อมากทำให้ผมยอมรับเขาเป็นพี่ชายไปแล้วแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็เถอะ

                มีพี่ชายหล่อๆ เพิ่มมาอีกคนมันก็ดีจะตาย

                เสือนับเป็นคนขี้อวด

                ทั้งอวดพี่อวดผัวและอวดตัวเอง แค่กๆ

                “ไม่มีอะไรจะถามฉัน เอ่อ ถามพี่เหรอสุดท้ายเป็นออสตินที่ทำลายความเงียบลง ผมเองก็หลุดจากความคิดเหลวไหลไม่ดูสถานการณ์แล้วตอบพี่แกโดยไม่สบตาตรงๆ

ผม...ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มถามจากตรงไหนมีหลายเรื่องที่ผมอยากรู้แต่มันสับสนจนไม่รู้จะเริ่มถามอะไรก่อน “แต่พี่เป็นพี่ชายผมจริงๆ เหรอ

สายตาเคลือบแคลงไม่มั่นใจของผมทำให้พี่เขายิ่งดูหม่นหมอง ท่าทางเขาเหมือนพี่ไอเวลาถูกผมเมินหรือไม่สนใจมากๆ แต่ภาพของผู้ชายน่ากลัวกลางห้องอาหารมันติดตาผมไปซะแล้วเลยรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อยที่เห็นเขามาทำหน้าแมวป่วยแบบนี้

ไม่ผิดหรอกที่จะสงสัยเขากำพวงมาลัยรถแน่น จู่ๆ ใครที่ไหนไม่รู้มาบอกว่าเป็นพี่ชายแล้วจะให้เชื่อทันทีได้ยังไง ถูกมั้ย

โอ๊ย ทำคนหล่อเศร้า

รู้สึกชั่วช้าเหลือเกิน

มา มาให้เสือกอดปลอบเร็ว

ผมสัมผัสได้ถึงความเสียใจในน้ำเสียงของเขาแต่ไม่รู้จะปลอบยังไงเพราะต่อให้เขาเป็นพี่ชายผมจริงๆ เขาก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับผมอยู่ดี

                และในรถก็ตกลงสู่ความเงียบอีกครั้ง พี่ออสตินครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงจนคิ้วผูกโบว์ยุ่งเหยิงเหมือนตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มเล่าจากตรงไหน

                “อย่าว่าแต่นับเลยที่ไม่รู้ว่ามีพี่ชาย ถ้าให้พูดตามตรง...พี่ก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองมีน้องชายสายตาเขาจ้องมองไปที่ถนนข้างหน้า ไม่รู้ว่าตัวเองก็มีครอบครัว...ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร

                ความโดดเดี่ยวขยายตัวครอบคลุมไปทั่วรถจนผมรู้สึกแย่ตาม

                “แล้ววันหนึ่งก็มีโอกาสได้เจอกับครอบครัวเอ่ยเล่าช้าๆ คล้ายกับย้อนเวลาดำดิ่งสู่ห้วงความทรงจำ ทำให้ได้รู้ว่าตัวเองก็มีพ่อมีแม่แล้วก็มีน้องชายสองคน...ตอนนั้นนับสองยังไม่เกิดแล้วถึงจะได้เจอน้องชายก็ได้เจอแค่ไอศูรย์

                แล้วทำไมถึงเป็นแบบนี้...ผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจและคิดว่าพี่ชายคนนี้ลึกลับเกินไป

                เขาว่าผู้ชายลึกลับน่าค้นตัว เอ๊ย น่าค้นหาสิ!

ออสตินพยายามทบทวนความทรงจำ “...เรื่องแม่ต้องถามสองคนนั้นแล้วก็คลี่ยิ้มเศร้า พี่มีโอกาสได้เจอแม่แค่สองครั้ง หนึ่งครั้งตอนห้าขวบและอีกครั้งคือวันที่นับสองเกิด

และเป็นวันเดียวกันที่แม่จากไป...

พอคิดถึงวันนั้นแล้วเหมือนมีเข็มเล็กๆ มาสะกิดลงบนหัวใจให้ความเจ็บปวดค่อยๆ ขยายตัว ผมยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่

“เด็กขี้แง” คนขับรถหันมาพูดเบาๆ แล้วก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ผม

“ผมไม่ได้ขี้แง!” เออ เสือนับแค่แสบตาและน้ำตามันก็ไหลเองเท่านั้นแหละ อย่ามาใส่ร้ายนะ “ฮึก ไม่ได้ขี้แง!

ออสตินยิ้มขำๆ พอเห็นผมถลึงตาใส่ก็รีบหุบยิ้มแล้วพยักหน้ารัวๆ “ไม่งอแงก็ไม่งอแง”

ใช่ ถ้าจะมาเป็นพี่ชายของผมก็อย่าขัดใจผม!

จัมวรั้ย!

รับผ้าเช็ดหน้าของออสตินมาเช็ดหน้าเช็ดตาสูดหายใจเข้าลึกๆ แต่รู้สึกว่าคัดจมูกเลยแอบสั่งน้ำมูกไปสองสามฟืด ออสตินถึงกับมองตาไม่กะพริบ เออ! เดี๋ยวเอาไปซักให้ก็ได้!

หลังสงบสติอารมณ์ได้ก็เปิดประเด็นใหญ่ๆ ที่อยากรู้

...ทำไมถึงปิดบังผมคำถามที่วนเวียนในหัวมาตลอดหลังรู้ความจริง ทำไมถึงให้ผมคิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่

ผมนึกถึงตอนเด็กเป็นเวลากว่าสิบปีที่ไปเรียกเธอคนนั้นว่าแม่แล้วก็รู้สึกโมโหจนแทบกระอักเลือด

เพราะพวกเราไม่อยากให้นับขาดแม่เขาตอบผมอย่างไม่ปิดบังเหมือนพี่คนอื่นจนผมนึกขอบคุณ ไม่อยากให้โตมาด้วยความรู้สึกแปลกแยกไปจากเด็กคนอื่น

แล้วทำไมต้องเป็นผู้หญิงคนนั้น!” ผมถามอย่างไม่เข้าใจดวงตาของผมเคลือบด้วยน้ำตาน้อยๆ อีกครั้งแต่ภายในก็เต็มไปด้วยความเกลียดชังลึกถึงกระดูก

มีคนมากมายแต่ทำไมถึงเลือกผู้หญิงไร้ยางอายคนนั้นด้วย!

พี่ออสตินก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างรู้สึกผิด “...พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นชู้กันในตอนนั้นสูดหายใจเข้าลึกๆ ถ้ารู้คงไม่มีทางให้นับเรียกแม่อยู่แล้ว

พูดอะไรไม่ออกเพราะลองนับอายุดูแล้วตอนนั้นพวกพี่เขาก็เพิ่งอายุได้แค่เจ็ดแปดขวบเท่านั้น ยังเป็นเด็กประถมอยู่เลยแต่พวกเขากลับพยายามดูแลผม

พอไอศูรย์รู้ก็ไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าใกล้พูดต่อไปพลางหักรถเข้าบ้านหลังใหญ่ของป๋าหนึ่งหรือก็คือไอ้บ้านที่ผมมาเมื่อบ่ายนั้นแหละ แต่ผู้ชายคนนั้นก็เห็นว่านับยังเด็กต้องมีแม่ดูแล หึ หลงเมียน้อยอะนะ เขาพยายามส่งนับให้ผู้หญิงคนนั้นดูแล แต่ถึงตอนนั้นไอศูรย์กับนับหนึ่งจะเป็นแค่เด็กไม่มีอำนาจแต่เพื่อไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นเอานับสองไปเลี้ยงจำต้องยอมให้นับสองเรียกว่าแม่ต่อไป...ส่วนพี่ก็อยู่ไกลเกินไป

ผมยกมือขึ้นเกลี่ยหางตาเบาๆ นึกถึงความลำบากของพี่สองคนแล้วมันก็เหมือนมีมือมาบีบหัวใจจนเจ็บและหายใจไม่ออก...พวกเขาพยายามเลี้ยงดูผมเพื่อให้เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ในขณะที่พวกเขาก็ยังเป็นเพียงแค่เด็ก

แต่ผมกลับมองว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นการทำร้ายผมทั้งที่เขาปกป้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ผมไม่รู้สึกแปลกแยก...ทำไมผมถึงโง่ขนาดนี้

ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจยิ่งทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไอ้งี่เง่าเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโตไม่รู้สึกคิดถึงหัวอกคนอื่น ทำไมผมถึงได้แย่ขนาดนี้

“ผม...ขอโทษ”

ผมขอโทษที่ไม่เข้าใจอะไรเลย

ขอโทษ ฮึก

ยิ่งพยายามกลั้นน้ำตามากเท่าไหร่ก็ยิ่งปวดกระบอกตาจนแทบฝืนทนไม่ไหว ออสตินเดินลงมาจากรถแล้วอ้อมมาฝั่งผมเพื่อพาผมลงจากรถ เขายกตัวผมที่เอาแต่นั่งเหม่อขอโทษซ้ำไปซ้ำมาขึ้นมาอุ้มด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนว่าตัวผมนั้นไม่หนักสักนิดแล้วพาเดินเข้าไปในบ้านที่สว่างไสว

ผมสะอื้นไร้น้ำตาแล้วขยับตัวเข้าไปกอดคอเขาซุกหน้าลงกับซอกคอพี่เขา “นับขอโทษ นับไม่เข้าใจเอง...ฮึก”

“เฮ้อ เลี้ยงเด็กนี่ยากจริงๆ” บ่นอะไร!

เขายิ้มบางเบาแล้วอุ้มผมขึ้นไปที่ห้องนอนที่อยู่ชั้นสอง ผมซุกหน้าทำตัวเป็นเด็กตัวน้อยอยู่ในอ้อมกอดของออสตินแล้วก็ต้องรู้สึกนับถือพลังกำลังของเขาจริงๆ นะ เขาดูสบายๆ กับการอุ้มผมมากเลย

แรงเยอะขนาดนี้ไม่อยากจะคิดถึงเวลาอยู่บนเตียง..แค่กๆ

“หนักมั้ย” ผมอดไม่ได้จะถามอย่างอายๆ

เขาทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย “ก็เบากว่าไนน์เยอะ”

“ต่อไปห้ามอุ้ม!” เบะปากแล้วกอดคอพี่ชายป้ายแดงแน่น “ผมหวง!

พี่ไนน์น่ากลัวไป

เดี๋ยวออสตินจะถูกกินตับ

ไม่ได้ ผมไม่ยอม ผมต้องได้กินก่อน เอ๊ยไม่ใช่!

ผมกลัวว่าพี่ไนน์จะปล้ำพี่ชายผมต่างหาก

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังเหนือหัวทำให้ผมรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเราเริ่มที่จะสั้นลงบ้างแล้ว ออสตินวางผมลงบนเตียงแล้วก็นั่งลงข้างๆ เคาะจมูกผมเบาๆก่อนจะบีบอย่างหมั่นเขี้ยว

“เด็กขี้หวง” จำเป็นต้องละมุนขนาดนี้มั้ยครับพี่

ไม่เป็นได้แล้วมั้ยอะพี่น้อง

ว๊ากกก ล้อเล่นนะพี่เก้า!

ผมเหลือบตามองเขาแล้วมุ่ยหน้าใส่ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ “ผมขี้หวงแล้วจะทำไม”

“น่ารักดี” ออสตินว่าเสียงเอื่อยแล้วหยิกแก้มผม “น้องใครทำไมน่ารัก”

“ผมหล่อ!” ตีอกเขาไปทีหนึ่งแล้วก็ถอนหายใจยกมือขึ้นบีบนวดขมับอย่างปวดๆ สองสามวันมานี้ผมเจอแต่เรื่องหนักใจจนร่างกายเริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว “ผมอยากไปทำบุญ”

ช่วงนี้มีแต่เรื่องแล้วก็เรื่อง ดวงตกอะไรขนาดนี้ก็ไม่รู้สมควรจะไปทำบุญได้แล้วมั้งแล้วก็ผมอยากทำบุญให้แม่ด้วย

“วันหยุด” นัยน์ตาสีอำพันกลอกไปมาเล็กน้อยก่อนตอบ “เดี๋ยวอาบน้ำแล้วก็นอนซะ อ้อ พี่จะไปอุ่นนมให้ ตอนเย็นก็กินข้าวไปได้ไม่เท่าไหร่”

ผมหน้าตึงแล้วพูดเสียงเขียว “ใครมันจะไปกินลง!

“เลิกคิดถึงเถอะ เสียสุขภาพจิต” พี่แกช่างตรงไปตรงมาจนน่ากลัว เขาลุกขึ้นจากเตียงเตรียมลงไปข้างล่าง ส่วนผมก็ลุกขึ้นจากเตียงจะเดินไปหาผ้าขนหนูและเสื้อผ้าในตู้

               ก่อนจะออกจากห้องนอนไปพี่ชายคนใหม่แกะกล่องก็เหมือนนึกอะไรได้จึงหันกลับมาถามผม

รู้มั้ยทำไมพวกพี่ถึงพยายามเพื่อนับสองขนาดนี้

               ผมหยิบเสื้อออกมาถือแล้วส่ายหัวนิดนึง เพราะผมเป็นน้องเล็ก?”                               

                เขามองผมอย่างอ่อนใจพลางมองด้วยสายตาหงุดหงิด พี่เขากำลังด่าผมในใจรึเปล่าวะ เห็นผมยืนซื่อบื้อทำตาใสงงงวยไม่เลิกก็ยอมตอบให้

               “แค่นี้ก็ไม่รู้

                คนไม่รู้ไม่ผิดเว้ย!

 

 “เพราะรักไง เด็กโง่

“...”

“จำไว้ให้ดีด้วย”

 




            ฉีกสัญญาพี่น้องได้มั้ย

            ถ้าพี่จะละมุนและดีต่อใจขนาดเน้!

            ผมมองคนผมยาวเดินออกไปด้วยตาที่แทบจะเป็นรูปหัวใจ จนกระทั่งเขาปิดประตูถึงจะได้สติกลับมา ยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ร้อนนิดๆ ก็ยิ่งเขินอาย

            บ้าพี่ชายนะนับ พี่ชาย!

          สะบัดหัวไล่ความคิดบ้าบอออกไปก่อนจะเดินหอบเสื้อผ้าเข้าไปในห้องน้ำ ภายในห้องน้ำตกแต่งอย่างหรูหราและกว้างมากๆแบ่งโซนเป็นหน้ากระจกที่มีครีมวางเรียงเป็นแผงจนนึกว่าเปิดร้านขายครีม อีกมึงก็เป็นมุมฝักบัวโดนเฉพาะ ภายในห้องน้ำมีอ่างน้ำสองแบบธรรมดาและจากุชชี่เท่านั้นยังไม่พอครับ ห้องน้ำผมมีระเบียงด้วยนะ ด้านนอกยังมีอ่างอาบน้ำอีกหนึ่ง

            ผมถามป๋าว่าทำไมถึงต้องทำอ่างอาบน้ำไว้ด้านนอกด้วย เขาก็บอกว่าถ้าแช่น้ำไปชมบรรยากาศธรรมชาติไปก็คงอารมณ์ดีสุดๆ

            สวนของบ้านผมก็จัดไว้สวยจริงๆ นั่นแหละ เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าสร้างบ้านหลังนี้คงหมดเงินไปเยอะแน่ กลัวว่าจะเป็นหนี้แต่พอเจอออสตินเข้าไป

            บ้านแค่นี้คงไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงชัวร์

            ผมเปิดน้ำในอ่างธรรมดาก่อนแล้วค่อยเดินไปที่ฝักบัวเพื่อล้างตัว ผมค่อนข้างที่จะชอบแช่น้ำเพราะมันรู้สึกสบาย อารมณ์ในตอนนี้มันก็ยังขึ้นๆลงๆ ควรจะผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำสักหน่อย

            “เป็นแบบนี้มันคงดีแล้วใช่มั้ย” ผมถามตัวเองเบาๆ ขณะปล่อยให้สายน้ำเย็นๆ ช่วยปัดเป่าสิ่งที่มัวหมองในใจ ผมลูบใบหน้าที่ไร้น้ำตา... ถึงจะไม่ได้ร้องไห้แต่ใช่ว่าความเสียใจและความเศร้าจะไม่มี

                ต่อจากนี้ผมจะไม่ได้เจอแด๊ดแล้วหรือได้เจอแต่คงจะน้อยแค่คิดมันก็หดหู่ ยังไงเขาก็เป็นพ่อแต่...เขาทำร้ายผมมากกว่าไปและมันเกินขีดจำกัดของผมไปแล้ว

                ผมไม่อยากเจ็บปวดเลยเลือกที่จะเดินตามออสตินออกมา ผมหวังว่าทางที่ผมเลือกครั้งนี้มันจะถูก เคยแอบหวังว่าจะให้แด๊ดง้อนะวันนี้แต่มันก็น่าขำ

                ปึก!

                ทุบมือลงกับผนังห้องน้ำอย่างแรงด้วยความรู้สึกโมโหเจียนคลั่ง ริมฝีปากขบเข้าหากันจนเลือดออกแต่ไม่นานก็หายไปกับสายน้ำที่ไหลลงมาไม่ขาดสาย

                มีลูกเมียน้อยอยู่อีกคนแล้วผมมันจะเป็นตัวอะไรสำหรับเขาได้อีกเล่า!

                เพื่อสมบัติให้มันถึงกับทอดทิ้งผม!

                แล้วเขาจะมาง้อมึงอีกเหรอไอ้นับ

                เลิกโง่ เลิกโลกสวยสักที!

                ผมหัวเราะเย้ยหยันเล็กน้อยก่อนจะปิดฝักบัวเดินไปที่อ่างน้ำเพื่อลงแช่ เอนหลังนอนแล้วหลับตาลงเลิกคิดเลิกเสียใจ ทางใครทางมันแม้วันนี้ผมอาจจะยังเจ็บปวด

                ความสุขอยู่กับเราไม่ได้นาน

                ความเจ็บปวดก็เช่นกัน

                ผมเชื่อแบบนั้น บางทีพรุ่งนี้มันอาจจะดีกว่านี้

                นอนตีน้ำเล่นไปพักใหญ่ก็รู้สึกว่าตัวเองลืมอะไรสักอย่าง สักอย่างที่มันสำคัญมากๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าลืมอะไรไป จวบจนเดินออกจากห้องน้ำแต่งตัวเสร็จก็ยังมึนงงนึกไม่ออกอยู่ดี

                ผมลืมอะไรไปวะ

                ตอนนี้ผมสวมแค่เสื้อนอนผ้ามันเลื่อมสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงชั้นในสีเข้มแบบแบบกางเกงเซฟตี้รัดรูปแต่ใส่สบายไม่อึดอัด เพราะอยู่บ้านตัวเองเลยกล้าแต่งแบบนี้ เดินเช็ดหัวไปเรื่อยจนมาถึงเตียงก็ต้องเบิกตาโพล่ง

                “อาบน้ำนานขนาดนี้เดี๋ยวก็ปอดบวม” เสียงตำหนิเอื่อยๆ ว่าขึ้นพร้อมกับเปรยตามองการแต่งตัวของผมไปด้วย “ทำไมไม่ใส่ให้มิดชิดกว่านี้ หืม?”

                อ๊ากกก มีผู้ชายอยู่ในห้องนอนผม!

                จะมาปล้นสวาทเสือนับเหรอ!

                มามะ มาเลย ขึ้นเตียงกันเถอะ แค่ก

                “พี่...ออสติน” กำลังจะถามว่าเขาเข้ามาทำไมก็เหลือบไปเห็นแก้วนมที่วางข้างๆ เลยจำได้ว่าเก่อนจะไปอาบน้ำ เขาบอกว่าจะเอานมอุ่นมาให้

                พี่ชายป้ายแดงทำไมถึงแสนดีขนาดนี้นะ

                ในมือของพี่เขามีหนังสือเล่มโตที่ดูแล้วน่าจะเป็นนวนิยายต่างประเทศ ท่าทางเขาดูเกียจคร้านแล้วยังเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วด้วย เขาสวมกางเกงนอนยาวสีดำแล้วท่อนก็เหมือนจะเปลือยแต่ใส่เสื้อคลุมสีดำตัวยาวไว้คล้ายๆ กับเสื้อพี่เก้าเลยแฮะ

                ทำไมคนหล่อๆ ต้องนิยมชุดนอนคุณชายขนาดนี้นะ แต่ดูดีจริง ยอมให้ก็ได้

                “มากินสิ” เขาชี้ที่เบาะนั่งตรงข้าม ในห้องผมมีโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ยอยู่ตัวหนึ่งและออสตินก็นั่งอยู่ตรงนั้น ผมจำต้องเดินไปนั่งที่เบาะแล้วหยิบแก้วนมขึ้นมาดื่มเหมือนมันจะไม่อุ่นแล้วคงเพราะผมอาบน้ำนานไปหน่อย

                ยกขึ้นดื่มเงียบๆ เพราะไม่รู้จะคุยอะไรแล้วผมก็ยังรู้สึกเกร็งๆ อยู่ด้วย

                “ยังไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น...วันนี้เจอเรื่องมาหนักพอแล้วออสตินเปิดหน้ากระดาษในมือผมเบาๆ แล้วอ่านมันโดยไม่มองหน้าผม “รับเรื่องหนักๆ วันเดียวไม่ไหวหรอก”

                ไม่คิดแฮะว่าพี่แกจะคิดห่วงความรู้สึกผมด้วยเพราะภาพลักษณ์พี่เขาดันดูไม่แคร์ไม่ห่วงความรู้สึกใครสักเท่าไหร่ อุ๊ย ห่วงเสือนับแบบนี้ คิดอะไรกับเสือนับรึเปล่าาา

                “อื้อคำถามจุกอยู่ที่คอก็ถูกกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว “...แต่ขอถามอย่างได้มั้ย

                “อะไรตวัดตามองจ้องที่ทำเอาผมสะดุ้งแทบตกเบาะ กูไม่ถามแล้วก็ได้! “ขอโทษที...ฉัน เอ่อ พี่ยังไม่ชินเท่าไหร่

                พอเห็นผมกลัวก็เลยพยายามคลายท่าทีเย็นชาลงแล้วปรับเสียงให้นุ่มนวลขึ้น แล้วอยากถามอะไร ตอบได้พี่ก็จะตอบ

                ชี้ที่ใบหน้าตัวเอง ทำไมถึงหน้าไม่เหมือนพี่ไอเป็นฝาแฝดก็ควรมีหน้าเหมือนกันสิ หรือถึงจะเป็นแฝดต่างไข่ไม่เหมือนก็ต้องคล้ายๆ แต่นี่มันดูไม่มีส่วนไหนเหมือนหรือคล้ายเลยสักนิด

                “ก็นี่ไม่ใช่หน้าจริงพี่ตอบหน้าตายแล้วขมวดคิ้ว ก็หน้าเหมือนไอนั่นแหละ

                “ไม่ใช่หน้าจริง?” แววตาของผมงุนงงไม่เข้าใจ ยังไง

                หน้ากากปลอมแบบในหนังสายลับงี้เหรอ

                ออสตินถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปปิดม่านหน้าต่างให้ห้องมันมิดชิดมากกว่าเดิม เดี๋ยวๆ จะทำอะไรของเขาเนี่ย มองอย่างไม่เข้าใจพลางนั่งจิบนมอุ่นไปพลาง

จากนั้นเขาก็เดินไปที่ห้องน้ำ เข้าไปประมาณห้านาทีก็ออกมา ผมกำลังนั่งนิ่งๆ เหม่อลอยความคิดไปไกลก็หันกลับมามอง...

นี่มัน...ผมเบิกตาโตมองใบหน้าหล่อวัวตายควายล้มที่ดูคุ้นเคยจนเผลอลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปลูบแตะใบหน้าของออสตินอย่างคะนึงหา

นี่คือใบหน้าของพี่ไอจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะรอยสักสีแดงบนหน้าซีกซ้ายของออสตินมันดูร้อนแรงยิ่งกว่าไฟซะอีก ออสตินที่มีใบหน้านี้ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาคือพี่ชายของผมจริงๆ

แล้วยังดวงตาสองสีเหมือนพี่ไอที่ข้างหนึ่งเป็นสีฟ้าน้ำทะเลอีกข้างเป็นสีอำพัน สันจมูกโด่งและริมฝีปากไม่หนาไม่บางเกินไปเมื่อประกอบรวมกันแล้วทำให้รู้สึกสั่นสะท้านในอก

วูบหนึ่งผมเผลอมองออสตินเป็นตัวแทนพี่ไอเข้าจริงๆ แต่พอได้มองรอยสักสีแดงเปลวเพลิงแล้วมันก็ตอกย้ำว่าพวกเขาไม่ใช่คนคนเดียวกัน

แม้ว่าจะเป็นความคิดแค่เสี้ยวเล็กๆ ในดวงตาแต่ออสตินที่จ้องตาผมอยู่ตั้งแต่แรกก็เห็นหมดทุกอย่าง แววตาของเขาสั่นเล็กน้อยพร้อมกับริมฝีปากที่เหยียดยิ้มอย่างเจ็บปวด

ไม่เป็นไรเขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหลับตา “...ยังมีเวลาอีกเยอะ

ความรู้สึกผิดวิ่งจู่โจมหัวใจของผมทันที ผมแค่ยังไม่ชินกับพี่ ผมขอโทษผวารีบกอดตัวของพี่ชายป้ายแดงทันทีเพราะกลัวว่าเขาจะโกรธ อย่าโกรธผม

พี่เข้าใจออสตินถอนหายใจเล็กน้อยแล้วลูบหัวผมเบาๆ ยังไงพี่ก็เป็นพี่ชายของนับสองเสมอ

ความอบอุ่นบนหน้าผากจู่โจมลงมาทำให้ผมตัวแข็งทื่อแล้วเหลือกตามองคุณพี่ชายคนใหม่อย่างตกใจไม่คิดว่าจะถูกจุ๊บหน้าผากแบบนี้ ปกติพี่ไอกับป๋าชอบหอมแก้มผมมากกว่า

แต่แบบนี้มันก็...รู้สึกดีไม่น้อย

ถ้าจะดีกว่านี้ถ้าจูบปากนะ คิกๆ

ไม่เอาสินับ นี่พี่ชาย

ความรู้สึกของผมมันยังไม่ค่อยนับว่าออสตินเป็นพี่ชายสักเท่าไหร่เลยมีความคิดออกนอกลู่นอกทางบ้าง แต่ถ้าวันหนึ่งผมรับเขามาเป็นพี่ชายด้วยความเต็มใจไร้ข้อกังขาแล้ว...

ผมก็จะยังคงลวนลามเขาทางความคิดอยู่ดี แค่กๆ

นอนเถอะเขาดันผมที่เตียงนอนแล้วก็ขยับคิ้วขึ้นเล็กน้อย หรืออยากให้พี่นอนด้วย?”

เตียงนับสองกว้างมากนะ

มาเลย!

           แต่คิดอีกทีก็...

ไม่ ไม่ดีกว่าปล่อยมือที่กำลังโอบกอดออสตินแล้วยิ้มแห้งใส่ ยังไม่สนิทเท่าไรไว้สนิทค่อยมานอนด้วยกันก็ยังทันนะ

ก่อนจะนอนผมมองหน้าทีไรก็รู้สึกอบอุ่นแต่ทำไมถึงต้องสักบนหน้าด้วย ไม่เข้าใจเลย

จริงๆ ก็ไม่เข้าใจตั้งแต่ทำไมถึงต้องสวมหน้ากากแล้วแถมยังต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ ปิดม่านปิดห้องอีก ทำไมคนรอบตัวผมมันดูลึกลับจังวะ

เสือนับก็อยากลึกลับบ้างอะ!

ออสตินหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลี่ออกเเล้วคลุมตัวผม "ให้เล่านิทานมั้ย"

"ผมสิบเก้า ไม่ใช่เก้าขวบนะ!" โวยวายหน้าตึงเเล้วม้วนตัวคลุมผ้าห่มมุดหน้าหนี

ไม่คุยกับออสตินเเล้ว!

"ในสายตาพี่ นับสองยังเป็นเด็กตัวน้อยเสมอ" เขาก้มมากระซิบข้างหูเเล้วจูบเส้นผมสีอ่อนของผมอย่างรักใคร่

ตกลงพี่เป็นพี่หรือเป็นพ่อกันเเน่

เอ๊ะ หรืออยากเป็นเเด๊ดดี้ที่ไม่ได้แปลว่าพ่อก็ได้นะ

"ออกไปได้เเล้ว ผมจะนอน" ไม่ออกเดี๋ยวปล้ำนะ!

พี่ชายคนดียอมพยักหน้าเเล้วหันหลังเตรียมจะเดินไปหยิบแก้วนมไปเก็บเเต่เขาหันไปเห็นโทรศัพท์ของผมพอดีก็เอื้อมไปหยิบขึ้นมา ผมเหมือนจะเห็นเเวบๆ ว่ามีคนโทรมานะ

"เหมือนมีคนโทรมา..." จะแบมือขอโทรศัพท์

"ไม่มี ตาฝาดเเล้ว" ปฏิเสธหน้าตายเเล้วก้มมองของในมือ "แบตหมดแล้ว พี่เอาไปชาร์จให้แล้วกัน"

กำลังจะชี้ว่าสายชาร์จอยู่บนโต๊ะหนังสือเเต่ออสตินก็เดินออกไปเเล้วพร้อมกับโทรศัพท์ของผม ได้เเต่มองตามไปอย่างงงๆ เกาหัวแกรกๆ แล้วก็เลิกคิดไปเอื้อมมือไปปิดไฟที่สวิตซ์หัวเตียง มือขยับกระชับผ้าห่มนุ่มเข้าหาตัวเเล้วหลับตาลงกอดหมอนข้างอย่างสบาย

แต่ผ่านไปหลายสิบนาทีเเล้วก็ยังไม่หลับสักที

พลิกตัวไปพลิดตัวมาสุดท้ายก็ทนไม่ไหวผุดลุกขึ้นนั่งยีหัวตัวเองจนฟู มันมีความรู้สึกแปลกๆ ในใจเหมือนไม่สบายใจอะไรสักจนนอนไม่หลับ

"กูลืมอะไรเปล่าวะ" ย้ำถามตัวเองอีกครั้งเเล้วค่อยๆ ไล่คิด

นั่งอยู่บนเตียงกว้างท่ามกลางความมืดเริ่มคิดอย่างช้าๆ เพราะช่วงนี้เกิดเรื่องเยอะเลยทำให้ผมเบลอมากเเล้ววันนี้มีเเต่เรื่องน่าตกใจจนสมองผมพลิกกลับไปหมดเลย จะลืมนั่นลืมนี่คงไม่แปลกนัก

"อืมมมม" กอดอกครุ่นคิดก่อนจะรู้สึกว่าข้างตัวมันขาดอะไรไป

...พื้นที่ข้างๆ มันมีบางอย่างหายไป

เเล้วความคิดก็เเจ่มชัดขึ้นมาทันพร้อมกับหน้าซีดๆ

"ฉิบหายเเล้ว" กุมหน้าอยากร้องไห้

 

              ผมรู้แล้วว่าผมลืมอะไร

                ผมลืมพี่เก้า!!


                 "เมื่อกี้...โทรศัพท์" 


                  พึมพำหน้าตาตื่นนึกถึงสายเรียกเข้าที่มีเเน่ๆ ไม่ใช่เป็นเพราะตาฝาดเเล้วก็ตะโกนลั่นห้อง


                   "ไอ้พี่ออสติน เอาโทรศัพท์คืนมานะเว้ยยยยย!!"

 

                 มึงจะลืมใครก็ได้

                แต่มึงจะลืมผัวตัวเองไม่ได้




------------

ออสตินอย่าเเกล้งน้องงงงงงงง 

#นับเก้ารัก


ปกนิยายนับเก้ารักเเซ่บเนอะ อร๊ายยยย

อย่าลืมอุดหนุนพี่เก้าฉบับ ฉ25+ นะคะ555555


รายละเอียดเล่มจะรีบตามมาน้าาา

                 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15.291K ครั้ง

1,772 ความคิดเห็น

  1. #57046 yaoi55 (@yaoi55) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 15:37
    อยากให้นับสองหยุดเเรดเเต่ผู้ชายรอบข้างเเรดเเทน
    #57046
    0
  2. #55530 986290 (@986290) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 23:10
    บางทีก็อยากให้นับสอนลืมความบ้าผู้ชายคือบางเวลาต้องหยุดอ่ะไม่งั้นมันจะมากเกินไป
    #55530
    0
  3. #54938 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 03:42
    วันนี้นับสองเบลอมากจริงๆ เจอมาหลายเรื่อง
    #54938
    0
  4. วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 12:29
    ลูกเมียน้อยคือใคร?
    #54901
    0
  5. #54825 beeya1 (@beeya1) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 18:37
    งง แฝดมาได้ไง

    งงนะ อยู่ๆมีพี่ชาย
    #54825
    0
  6. #54701 Juria_flok (@Luna_good94) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 21:37
    อยากบอกมากว่าหนูลืมพี่เก้าลูกกก????
    ออสตินดีงามมากกก
    #54701
    0
  7. #54699 kittytin2224 (@kittytin2224) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 19:21
    คือสงสารนับนะแต่สงสารไนน์มากกว่าอะ
    #54699
    0
  8. #54641 Manear'J (@si-ewjj) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 19:01
    ชอคเรื่องออสติน แต่ดีใจมากกกที่เป็นแฝดพี่ไอร์
    #54641
    0
  9. #54618 Kamuki (@na--) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 07:19
    คือแบ่บ ของมันต้องมีแล้ว พี่ออสตินคือจดีย์
    #54618
    0
  10. #54322 _jjxxiz (@_jjxxiz) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 07:51
    น้ำตาแตก
    #54322
    0
  11. #54229 nid45 (@nid45) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 12:54
    ต้องอ่านนับเก้ารักแล้วต่อด้วยไนท์อย่ายั่ว ถึงจะเข้าใจแจ่มมากขึ้น555555. อืมม ออสตินนี่สงสัยตั้งนาน อิอิ อยากรู้เรื่องพี่เก้ามากเวอร์ อยากรู้ๆ
    #54229
    0
  12. #54123 puppywang (@2543660) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 13:22
    เป็นพี่ชายที่โคตรหวงน้องเลยอะ แต่นับสองน่ารักจริงๆ ฮื่อออออ เรื่องครอบครัวของนับสองคลี่คลายแล้ว ต่อไปก็เหลือแค่เรื่องของพี่เก้า อยากรู้ใจจะขาดแล้ว
    #54123
    0
  13. วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 14:06
    55555. ออสตินเปิดตัวมาแบบหล่อว่ะ แต่พี่ออสตินทำไมลึกลับ
    #54078
    0
  14. #53241 BowAr._00 (@BowAr_taeki) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 20:14
    555555
    #53241
    0
  15. #53240 BowAr._00 (@BowAr_taeki) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 20:14
    ขอเป็นนับสองวันนึงได้มั้ย ถ้าจะโชคดีขนาดนี้ 😂
    #53240
    0
  16. #53178 DreamzZ_OoO (@mydream0o0) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 09:49
    สงสารนับ แต่พี่เก้าดูแล้วน่าสงสารกว่า โธ่!!! ต่อไปนี้คงโดนทิ้งบ่อยๆแน่ๆเลย พี่ชายขี้หวง
    #53178
    0
  17. #53142 UDiE47 (@UDiE47) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 16:30
    นั๊บส๊องลู๊กกกกก555555555
    #53142
    0
  18. #53118 sharkwowll (@phuensongkram) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 21:53
    -นับว้อยยยยย
    #53118
    0
  19. #53019 335360 (@335360) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 09:01
    5555555555พี่ขี้หวงทุกคนเลย555555
    #53019
    0
  20. #52882 fthk (@fthk) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:37
    เอาโทรสัพให้น้อง555
    #52882
    0
  21. #52881 N'khwang (@nawaratdekdee) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:40
    น้องลืมหมดทุกเลยอ่า 5555 พี่ออสตินอย่าแกล้งน้อง
    #52881
    0
  22. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:30
    ทุกอย่างในใจนับถูกปลดออกหมดแล้ว ฉากห้องอาหารมันสุดจริงๆๆออสตินสมแล้วที่เป็นคนโตเด็ดขาดมาก บ้านจะได้เป็นบ้านซะที แต่พี่ค่ะพี่จะแกล้วน้องเขยแบบนี้ไม่ได้
    #52877
    0
  23. #52875 khawfangg (@khawfangg) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:09
    ในห้องอาหารสุดมากกกแงงง
    #52875
    0
  24. #52869 Hamina (@Hamina) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:19
    เก๊าา คิดถึงพี่เก้าอ่าาาา แงงง
    #52869
    0
  25. #52866 Zer_Cya (@Zer_Cya) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:19
    ลืมก็ดีนะจะได้โดนลงโทษ
    #52866
    0