นับ เก้า รัก [YAOI]

  • 300% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 3,356,706 Views

  • 57,247 Comments

  • 57,981 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    164,825

    Overall
    3,356,706

ตอนที่ 48 : อ้อยคว่ำครั้งที่ 42

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18073 ครั้ง
    29 ม.ค. 62

บทที่ 42

 



                ร่าเริงขึ้นเยอะ?

                มันคือคนใช่มั้ย

                ไม่ใช่หมาป่วย

               

      “พี่พลอยดีขึ้นมากเพราะมีพี่เก้าดูแลนั่นแหละ”

                พี่เก้าส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ “พี่ไม่ได้ทำอะไรเลย”

                “แค่พี่เก้าคอยเป็นกำลังใจให้พี่พลอยตลอดก็ถือว่าทำแล้วค่ะ” ข้าวยิ้มน้อยๆ แล้วถอนหายใจ “สงสารก็แต่พี่พลอยนะคะ อยู่ดีๆ ก็ถูกใส่ร้ายในเรื่องที่ไม่จริง”

                ใบหน้าหล่อเหลายังคงเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม “เป็นธรรมดาของวงการบันเทิง” แววตาคมไม่บ่งบอกอารมณ์ “มันก็ต้องมีทั้งจริงแล้วก็ไม่จริง ยิ่งดังก็ยิ่งมีคนเล่นงาน”

ข้าวเบ้ปากทำหน้าไม่พอใจ “พี่พลอยได้บทนางเอกเพราะฝีมือต่างหากไม่ได้ใช้เส้นสักหน่อย กรรมการเขาก็เป็นคนดังๆ มีชื่อเสียง"

ผมแทบจะหัวเราะกับความไร้เดียงสาหรือแกล้งโง่ของข้าว มันจะมีงานอะไรบ้างที่ไม่ใช้เส้นสาย ลองคิดเล่นๆ เมื่อกี้บอกว่าได้บทนางเอกมาแล้วก็ถูกใส่ร้าย อืม คงเป็นการแคสติ้งหนังละครซีรี่ส์แน่ๆ  พวกนี้มักเกิดดราม่าบ่อยจะตาย บางทีตัวนักแสดงก็วางไว้แล้วแต่มาทำเป็นเปิดแคสหานักแสดงเพื่อกระตุ้นความสนใจก็เท่านั้นแหละ

“เรื่องนี้พลอยต้องพิสูจน์ให้คนอื่นเห็น” พี่เก้าว่าคล้ายปลอบใจ “ยังไงพลอยก็ต้องผ่านไปได้แหละ”

“พี่เก้านี่ดีกับพี่พลอยจริงๆ นะ” รุ่นน้องเอ่ยหยอกๆ แล้วพูดต่อ “จริงสิ กระเป๋าที่พี่ซื้อให้พี่พลอย อันนั้นของอะไรเหรอ ข้าวจะไปซื้อบ้าง”

                คิ้วของผมกระตุกอย่างรุนแรงแต่สีหน้ายังคงนิ่งเฉยอยู่ ในใจมันร้อนรุ่มเหมือนไฟแผดเผาจนรู้สึกควบคุมได้ยากขึ้นทุกทีแต่ส่วนหนึ่งในใจลึกๆ รู้สึกยอมรับวิธีของยัยข้าวจริงๆ นะ

                พูดคุยธรรมดาแต่กลับแฝงนัยอย่างร้ายกาจ คำพูดคล้ายจงใจไม่จงใจหากไม่ได้คิดลึกซึ้งก็แล้วไปแต่สถานการณ์แบบนี้มันต้องคิดมากอยู่แล้ว!

                “ใบไหนเหรอ” พี่เก้าขมวดคิ้ว

แปลว่ามึงซื้อหลายใบเหรอไอ้พี่เก้า!!

                “ซื้อหลายใบจนจำไม่ได้เลยเหรอ” ข้าวทำเสียงอิจฉาแล้วใช้หางตามองผม “ใบที่พี่พลอยลงสตอรี่ไอจีแล้วแท็กพี่เก้าเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะค่ะ”

                เหอะ ตั้งอาทิตย์ก่อน พี่เก้าจำไม่ได้หรอก!

                ไม่ใช่คนสำคัญ จะใส่ใจทำไม!

                “อ้อ ใบนั้นเหรอ”

ฉิบหาย จำได้ด้วย

                ไม่คิดจะรักษาหน้าให้ผมบ้างเหรอ

                แตกยับหมดแล้ว!

                เอ๊ะ หน้าแตกไม่ได้หรอกเพราะมันไม่มีหน้าเหลืออะไรให้แตกแล้ว

แต่ดีนะที่ไม่ได้พูดออกไป (ตบอกอย่างโล่งใจ)

“พี่เห็นว่าสวยดีก็เลยซื้อมา จำไม่ได้ว่ารุ่นไหน” ยิ้มอ่อนเชิงขอโทษ

“งั้นข้าวไปถามพี่พลอยดีกว่า ไม่รู้จะตอบรึเปล่า”

                เออ! มึงควรกลับไปถามยัยพลอยเพชรบ้าอะไรนั่นตั้งนานแล้ว!

                แล้วทำไมผมต้องอารมณ์เสีย นิ่งไว้...เราเป็นใหญ่เราต้องนิ่ง!

ผมพ่นลมหายใจเพื่อลดโทสะในใจลงแล้วสงบใจนั่งเอนหลังหลับตาเพื่อใช้ความคิดเงียบๆ ทบทวนหยิบจิ๊กซอชิ้นน้อยขึ้นมาประกอบให้เป็นรูปเป็นร่าง

ซื้อกระเป๋าให้งั้นเหรอ ระดับพี่เก้าซื้อให้แม่งต้องแพงแน่ๆ ฟังไปฟังมาเหมือนจะติดตามกันในไอจีด้วย แบบนี้ต้องเสือก เอ๊ย ค้นหาเฉยๆ

                ดูแล้วคนที่ชื่อพลอยคงมีความสำคัญต่อพี่เก้าในระดับที่สูงมาก

                แต่หวังว่าคงไม่มากเท่าเสือนับนะ

                ปลายนิ้วจิกลงบนฝ่ามืออย่างแรงความรู้สึกหวงแหนและไม่พอใจยังคงตกค้างอยู่ บางทีมันก็อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ อย่าเพิ่งคิดมากเลยจะดีกว่า

                จริงๆ ก็อยากจะสะบัดหน้าเดินหนีออกไปแบบในละคร

                แต่ดูผู้หญิงไปและดูเป็นตัวร้าย

                คนแสนดีมาดแมนแบบเสือนับเหรอ

                เขาหน้าด้านพูด

                ผมก็หน้าด้านที่จะนั่งฟังต่อไป!

                “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พี่ขอตัวก่อนนะ” พี่เก้ายิ้มให้อย่างสุภาพแล้วผงกศีรษะลงเล็กน้อยก่อนหมุนตัวเดินมาทางผม ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับข้าวเล็กน้อยด้วยแววตาเฉยเมยประหนึ่งว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดยั่วยุเมื่อครู่

                คิดจะเล่นงานกันเหรอ ชาติหน้าเถอะ!

                “วันนี้อยากกินอะไรครับ” พี่เก้ายื่นมือมาจะหยิบเป้ผมไปถืออย่างเคยชินแต่ผมเบี่ยงหลบอย่างเป็นธรรมชาติจนเขาชะงักงุนงงแต่ไม่ได้ติดใจอะไร

                “วันนี้ผมว่าจะไปซื้อโทรศัพท์” กล้าซื้อกระเป๋าเปย์สาวก็ต้องเปย์เสือนับให้มากกว่า เข้าใจ๋!

                ไม่ทราบว่ามีโทรศัพท์เครื่องละแสนมั้ยจะซื้อ!

                เออ มึงรับปากกูมาสองชาติแหละพี่เรื่องโทรศัพท์

                ตอนนี้กูก็ยังไม่ได้โทรศัพท์เลยครับ

                คิดถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึงกระเป๋าของพลอยอะไรนั่นก็เดือดขึ้นมา

เห็นกระเป๋าสวยก็ซื้อให้?

                รวยนักรึไง!

                เอ.. พี่มันก็รวยนี่หว่า

                ผมรู้สึกหงุดหงิดตรงที่แม่งพี่เก้าเพอร์เฟ็กต์ไปซะทุกอย่างจนไม่รู้จะติจะด่าอะไร มันอึดอัด! จะให้ด่าไอหล่อไอ้รวยก็ไม่ใช่

“จริงด้วย” ก้มมองโทรศัพท์ในมือของผมด้วยแววตาสำนึกผิด “พี่รับปากว่าจะพาไปซื้อตั้งหลายวันแล้วแต่ไม่ได้ไปซื้อสักที”

                “ช่วยไม่ได้นี่มันมีเรื่องน่าปวดหัวเข้ามาตลอด” ผมพูดไปตามความจริงแล้วเดินนำพี่แกออกไปข้างนอก “ผมไม่ได้ไร้เหตุผลขนาดนั้น”

                ตอนนี้ผมยังมีเหตุผลอยู่

                แต่ถ้าผมไร้เหตุผลเมื่อไหร่

                แม้แต่ยุงกัด ผมก็จะหาทางโทษว่าเป็นความผิดพี่เก้าได้เหมือนกัน

                “บางทีทำตัวไร้เหตุผลงอนพี่เก้าบ้างก็ได้” เขาว่าแล้วกดรีโมทปลดล็อกรถ “คนเขาอยากง้องอน”

                “คนไม่งอนจะให้งอนเนี่ยนะ” หัวเราะอย่างตลก

                “แล้วไม่อยากรู้เหรอว่าพี่จะมีวิธีไหนง้อบ้าง”พี่เก้าพูดอย่างลึกลับเพื่อกระตุ้นให้ผมอยากรู้

                “ไอ้พวกง้อแบบกุหลาบช่อโตๆ ตุ๊กตาตัวใหญ่ๆ แบบที่ผู้หญิงเขาชอบกัน” ผมโยนกระเป๋าไปไว้เบาะหลังก่อนจะนั่งเหยียดแข้งเหยียดขาหาท่านั่งสบายๆ “ผมเป็นผู้ชาย ไม่ได้ชอบอะไรกุ๊กกิ๊กหวานๆ”

                พี่เก้าพยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงรับรู้และจดจำไว้ ส่วนหนึ่งที่ผมไม่ชอบอะไรแบบนั้นคงเพราะมันดูโหลและง่ายไปจนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือเขิน

                อย่างเสือนับมันต้องเซอร์ไพร์สใหญ่ๆ

                พี่เก้าผูกโบว์นอนรอบนเตียงงี้

                ก็ใหญ่ไง ฟวยใหญ่มาก

                “เมื่อกี้...พี่รู้จักด้วยเหรอ” ผมคิดไปคิดมาแล้วก็ตัดสินใจถามไปแต่ไม่ได้ถามถึงพลอย เป็นยัยข้าวต่างหากเพื่อบ่งบอกว่าผมไม่ได้แอบฟัง ไม่เลยยยย

                “เป็นรุ่นน้องโรงเรียนเก่าน่ะ” พี่เก้าตอบอย่างสบายๆ “ก็ไม่ได้สนิทเท่าไหร่แต่เห็นหน้าบ่อยเลยพอจะจำได้เลยคุย”

                แปลว่าแม่นางนั้นเสนอหน้าเองไง

                ผมถามต่อราวกับไม่ได้ใส่ใจมากแต่จริงๆ คือใส่ใจทุกรายละเอียด! “ไม่สนิทอะไรก็เห็นคุยตั้งเยอะแยะ” หันไปยิ้มแย้มแต่แววตากลับจ้องเขม็งไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ “คงพูดเรื่องที่พี่ใส่ใจสนใจล่ะมั้งเลยคุยได้ตั้งนาน”

                พี่เก้าหันมามองผมก่อนจะหลุดยิ้ม “อยากรู้ว่าพี่คุยอะไรกับน้องเขาก็พูดมาตรงๆ สิครับ”

                “เออ ผมอยากรู้” ลืมไปว่าคุยกับคนฉลาดเป็นกรด “แล้วตกลงคุยอะไรกัน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว”

                คนขับรถยักไหล่แล้วหักหมุนพวงมาลัยรถเลี้ยวยูเทิร์น “น้องเขามาถามเรื่องเพื่อนพี่น่ะ”

                “เพื่อน?” ขยับริมฝีปากยิ้ม “ทำไมต้องถามพี่ด้วย ไม่ไปถามเพื่อนพี่เองเลยอะ”

                เออ มาถามพี่เก้าของผมทำไม ไม่ได้ตัวติดกับพี่เก้าสักหน่อย!  

                “ตอนนี้พลอยเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่มาแรงคงจะไม่ว่างมาพูดคุยเหมือนเมื่อก่อน” พี่เก้าเล่าช้าๆ ด้วยสีหน้าผ่อนคลาย “ยิ่งช่วงนี้พลอยมีข่าวไม่ดียิ่งไม่ติดต่อใคร”

                อ้อ... แต่ก็ยังติดต่อพี่เก้าอ่ะน่ะ

                รอยยิ้มของผมยิ่งกว้างขึ้นแววตากลับสวนทางเย็นชาสุดขีด

                พี่เก้าสังเกตเห็นความผิดปกติก็รีบพลิกลิ้น “เอ่อ พลอยเขาก็ยังติดต่อเพื่อนที่สนิทๆ อีกสามสี่คน ไอ้ซีนก็ด้วยไม่ใช่แค่พี่คนเดียว” ลากพี่ซีนมาอีกแล้วเหรอ เหอะ

                ผมทำเป็นไม่เห็นท่าทางร้อนๆ หนาวๆ ของพี่เก้า “อ้อ เพราะแบบนี้ข้าวเลยมาถามเรื่องพี่พลอยกับพี่เก้าสินะ”

ไม่เห็นจะสมเหตุสมผลสักนิด!

“คงงั้น” พี่เก้าเองเขาก็ไม่รู้จะตอบผมยังไงแหละ เพราะจู่ๆ ข้าวมันก็เดินมาถาม พี่เก้ารู้ก็ต้องตอบไป

ผมคิดพิจารณาอย่างเงียบๆ แล้วก็เลิกคิดไปเพราะก็รู้อยู่แล้วว่าข้าวมีเจตนาทำให้ผมหวาดระแวงพี่เก้า ผมเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยก็จริงอยู่แต่ผมไม่ใช่คนงี่เง่า

“พี่สนิทกับพี่พลอยมากเหรอ” ผมถามไปตรงๆ 

ผงกหัวรับ “ก็มากอยู่นะ พลอยเขาเป็นเพื่อนสนิทพี่ตั้งแต่มัธยมด้วย พอมหาลัยก็เเยกย้ายไม่ค่อยได้เจอแต่ก็มีคุยกันเรื่อยๆตามประสาเพื่อน”

ไม่ใช่เพื่อนในวงการซะด้วย “อื้อ" 

ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อก็เลยเงียบไปดื้อๆ ทำให้พี่เก้าไม่สบายใจจนสีหน้าเริ่มไม่ดี

เขาพูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา "พี่ไม่มีอะไรกับพลอยนะ อย่าคิดมาก"

"ผมรู้" เงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วหันไปยิ้มให้พี่เก้า "ผมเชื่อใจพี่อยู่แล้ว"

สีหน้าพี่เก้าค่อยๆ ดีขึ้นเเล้วระบายยิ้มโล่งอกจากนั้นก็หันกลับไปสนใจการขับรถตรงหน้า ส่วนผมก็เบนสายตากลับมาที่โทรศัพท์กดเข้าทวิตเตอร์เเล้วพิมพ์คำค้นหาสั้นๆ 

#เก้าพลอย

ไม่นานก็พบทวิตที่ต้องการ ผมเลื่อนดูทวิตของเเฟนคลับคู่จิ้นเก้าพลอยด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกยังไง มีรูปพี่เก้ากับพี่พลอยเยอะไม่น้อยที่ผมไม่เคยเห็น ดูเสร็จก็กดเข้าไอจีเพื่อหาไอจีดาราสาวคนนี้...


ผมเชื่อใจพี่เก้า

แต่ไม่ได้แปลว่าผมจะเชื่อใจพี่พลอย 



[เก้า]

 

                “ทำไมเงียบจังครับ”

                ผมถามน้องที่แทบจะเลื้อยไปกับเบาะนั่งแล้ว ตอนนี้เรายังอยู่บนท้องถนนติดแหง็กอยู่ ผมสังเกตว่าหลังจากคุยเรื่องพลอยไปแล้ว น้องก็ดูเงียบๆ นิ่งๆ

                หรือน้องจะคิดมาก?

                นี่ผมไม่น่าเชื่อถือน่าเชื่อใจเลยเหรอ

ผมต้องเริ่มอธิบายให้น้องฟังตั้งเเต่ตรงไหน... คือมันไม่มีอะไรจนไม่มีอะไร จะไปลากไอ้ซีนมาเป็นพยานก็ยังมีคดีเเถหน้าด้านอยุ่เมื่อคืน การลากไอ้ซีนมาคงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี 

               งั้นผมจะต้องเล่าจากตรงไหนดี....เเต่ถ้าเล่าเยอะไป น้องจะหาว่าผมใส่ใจเพื่อนชื่อพลอยเยอะไปอีกมั้ยวะ เล่าน้อยก็ดูมีซัมติง เล่าเยอะก็ดูใส่ใจ เอาไงดีๆ ผมควรโทรไปปรึกษาไอ้ซีนมั้ย อย่างน้อยมันก็เคยมีเเฟนมาก่อนผม 

              กำลังคิดอย่างรอบคอบก็ถูกดึงความสนใจ

                 “เสื้อตัวนี้สวย ซื้อให้ไอ้ดิวน่าจะดี” นับสองจงใจพูดเสียงดังขณะเปิดดูร้านเสื้อผ้าในไอจี

                นี่กำลังเคืองที่ได้ยินว่าผมซื้อกระเป๋าให้พลอยใช่มั้ย... เมื่อกี้ผมก็เสริมไปเเล้วว่าผมซื้อกระเป๋ามาห้าหกใบ มันเป็นของจาก Outlet ไม่เเพงเเล้วก็ส่งให้เพื่อนทุกคนไม่ใช่เเค่พลอยคนเดียวเเต่น้องก็พยักหน้าเหมือนรับรู้เเต่ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่...แล้วตอนนี้ผมต้องพูดอะไรอีก 

                ผมแย้งอย่างหึงหวง “ไม่ซื้อให้พี่เหรอ”

                นี่ผัวนะเฮ้ย!

                ยังไม่เคยได้สักชิ้นเลย

                น้องเงยหน้าแล้วยิ้ม “ตู้เสื้อผ้ามันเต็มจนไม่มีที่จะเก็บแล้ว”

                “แต่พี่ก็อยากได้อีก”

                “ซื้อเองสิ” ยักไหล่ไม่สน “รวยนี่”

                “ตู้เสื้อผ้าเต็มก็เหมือนใจพี่เก้า”

                นับสองหันมามองประมาณว่าเหมือนยังไง

                ผมระบายยิ้มอ่อยๆ ตาหวาน

“เพราะใจพี่เก้าที่เต็มไปด้วยนับสอง”

“ไม่มีที่เหลือเก็บ”

“ก็เหมือนพี่เก้าที่ไม่เหลือพื้นที่จะเก็บใครไว้ในใจอีก”

ผมเน้นประโยคท้ายอย่างหนักแน่นแม้จะใช้น้ำเสียงหยอกล้อและอ่อยก็ตามแต่เห็นแก้มแดงๆ แล้วก็ร้องเยสในใจ แต่ก็รู้สึกอายเหมือนกันที่ต้องมาเล่นมุกเสี่ยวๆ อ่อยๆ แบบนี้

เกิดน้องเขินก็ดีไป

ถ้าเกิดไม่เขิน...

ผมก็อายไง!

“โคตรเสี่ยว” พยายามกลั้นยิ้มแล้วก็ทำหน้าเหมือนนึกได้ “แต่เสื้อผ้ามันก็เปลี่ยนทุกวัน...วันหนึ่งพี่อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”

                เดี๋ยวสิ... เมื่อกี้พูดถึงตู้เสื้อผ้าไม่ใช่เหรอ ทำไมกลายเป็นตัวเสื้อผ้าไปได้เล่า!

                “เสื้อผ้าเปลี่ยนทุกวันแต่ใจพี่เก้าเหมือนเดิม”

                เหยียบคันเร่งรถเมื่อสัญญาณไฟเขียวแล้ว

                “ผ่านมาเป็นพันวัน...เสื้อผ้าเป็นพันชุดแต่ใจยังคงเหมือนเดิมมาตลอด” ลากสายตาไปมองมานับสองที่นั่งงันแววตาเหมือนลูกหมาที่กำลังเฝ้ารออะไร “สองพันห้าร้อยแปดสิบเจ็ดวัน...”

ริมฝีปากของนับสองสั่นระริกจ้องผมเหมือนเห็นผี

ผมยิ้มขมๆ กับความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วอก... เอ่ยประโยคต่อไปด้วยเสียงที่เบาหวิวจนมันหายไปกับสายลม

 

“พี่ยัง...ไม่หนักแน่นพอเหรอ”


นับสองนั่งนิ่งดวงตายังคงแข็งค้างไม่ยอมกะพริบตาอยู่นานจนผมเริ่มใจไม่ดีเลยแบ่งสมาธิไปแตะตัวน้องมันสักหน่อยก็เหมือนจะได้สติขึ้นมาบ้าง

“สอง...สองพันห้าร้อย แปดสิบ...เจ็ด” นับสองเอ่ยตะกุกตะกักพยายามทวนเลขเบาๆ

ริมฝีปากผมขยับยิ้มภูมิใจ...เยอะใช่มั้ยเล่า

รักพี่เก้าเยอะขึ้นอีกนิดยัง

นับสองเงียบแล้วก้มมองโทรศัพท์ ผมขมวดคิ้ว “ทำอะไรน่ะนับสอง”

“คิดเลขไง” น้องทำหน้าเอ๋อๆ ใส่ “ถึงผมจะเรียนวิศวะแต่ผมโง่เลขมากนะ”

“...” ไอ้...

นับสองทำหน้าจริงจังแล้วกดเครื่องคิดเลข “...เอ๊ะ ปีหนึ่งมีกี่วันนะ ต้องเอาสามร้อยหกสิบห้าไป...”

ผมจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับบรรยากาศดราม่าแต่ถูกนับสองตีแตกกระจาย กี่ครั้งแล้วที่น้องไม่อินตามกับบรรยากาศใดๆ


โป๊ก!


“พี่เก้า เอาหัวไปโขกพวงมาลัยทำไม”

ปล่อยพี่ไปเถอะ...

“แป๊บสิพี่ ผมกำลังคิดเลขอยู่”

ไม่ต้องมาพูดกับพี่สักสิบนาทีนะ

 

 



 

[นับสอง]

 

                สองพันห้าร้อยแปดสิบเจ็ดวัน

                เท่ากับเจ็ดปี

                ...เจ็ดปีอะไร!

                ผมมองตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วก็รู้สึกพูดไม่ออก เหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะเรื่องหนักอกหนักใจก่อนหน้าหายปลิวไปตกอ่าวไทยแล้วเพราะสิ่งที่ได้ยินตรงหน้ามันน่าเครียดกว่า

“เจ็ดปี... ไม่ใช่ห้าปีเหรอ”

...มันห้าปี ห้าปีไม่ใช่เหรอ!

หรือผมเคยเจอพี่เก้าก่อนหน้านั่นไปอีก

เชี่ย นี่มันเรื่องอะไร!

“อะไรกี่ปี” พี่เก้าหันมาถามผมด้วยสีหน้าหงุดหงิด อะไรเล่า ผมทำอะไรผิดวะ

“ไม่มีอะไร” ภายในอกมันเต้นไม่เป็นสับจนรู้สึกเหนื่อย “สองพันห้าร้อยแปดสิบเจ็ดวันคืออะไร”

พี่เก้าคลี่ยิ้มแล้วยกนิ้วขึ้นมาเคาะจมูกผม “ลองเดาดูสิ”

“บอกมา” จริงจังน่ะเว้ย

“จำไม่ได้จริงๆ เหรอ” พี่เก้าหรี่ตามองอย่างจับผิดและมีแววผิดหวังอยู่บ้างก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไร เรื่องราวมันก็นานแล้วแถมน่ากลัวอีก... ไม่ต้องนึกก็ได้”

เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆ แล้วลูบแก้มผมอย่างอ่อนโยน

“อดีตไม่สำคัญหรอก สนใจแค่ปัจจุบันก็พอ” ประโยคนี้เขาเคยพูดกับผมแล้วครั้งหนึ่ง

“แต่ว่า” ผมดึงดัน

“พี่ไม่ได้ให้สนใจว่าอดีตเคยเป็นยังไง”

“...” แล้วพี่ต้องการบอกอะไร “พี่ต้องการบอกอะไร”

สิ่งที่อยากให้ผมสนใจคืออะไร

“ตลอดเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้”

“...”

“พี่มีแค่นับสอง” น้ำเสียงของเขาดูเว้าวอนขอรัก “รอแค่นับสอง... ช่วยสนใจตรงนี้ได้มั้ย”

เพราะผมมักเล่นมุกตลกเบนความสนใจเสมอจนพี่เก้าเดาไม่ออกว่าผมรู้แต่แกล้งไม่รู้หรือไม่รู้จริงๆ เพราะงั้นแล้วถึงได้อ้อนวอนขนาดนี้เป็นครั้งแรก

พี่เก้ารวบตัวผมไปกอดแน่นแทบจะฝังตัวผมลึกลงไปในอ้อมกอด

“ถ้าพี่ทำอะไรไม่ถูกก็บอก” เขาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา “ต้องการอะไรก็บอก”

“รู้แล้ว” ผมเอ่ยเสียงแผ่วแล้วตบหลังพี่เก้าเบาๆ

“ถึงพี่จะดูฉลาด”

“...”

“แต่ไม่เคยได้ยินเหรอ”

“...” ได้ยินอะไรอีกอะ

“ความรักทำให้คนกลายเป็นคนโง่”

ป๊าดดด มึงยังหามุกมาอ่อยได้อีกเหรอ

แม่จ๋า อ้อยมันทับผมจนหายใจไม่ออกแล้ว!

“พี่เก้าโง่เพราะนับสอง” รัดอ้อมกอดแน่นขึ้นแล้วซุกหน้ากับไหล่ผม

“ไม่จริง” อย่ามาโทษกันสิ “แต่ผมข้องใจอย่างหนึ่ง”

เออ ข้องใจมากๆ สุดๆ

ถ้าไม่ได้พูดคงนอนไม่หลับ

พี่เก้าดึงหน้ากลับไปแล้วเลิกคิ้วสบตาผมแม้จะมืดเพราะท้องฟ้าด้านนอกมันมืดไปหมดแล้วก็ตามแต่ผมยังคงเห็นเครื่องหน้าหล่อๆ ของพี่เก้าชัดเจน

ความหล่อทะลุได้แม้แต่ความมืดเลยเหรอ

จะเก่งไปแล้ว!

                “ข้องใจอะไรครับ”

“ก็...” ลากเสียงยาว

“ความรักไม่ใช่ทำให้คนดูเด็กลงเหรอ”

“...”

“ผมอยากหน้าเด็กลงนะ ไม่ใช่อยากโง่ลง”

เออ เคยแต่ได้ยินว่า ความรักทำให้คนตาบอดกับความรักทำให้คนดูเด็กลง แต่โง่ลงมีด้วยเหรอ  เฮ้ยยย ไม่ได้นะ เสือนับไม่อยากโง่ เสือนับจะเอาหน้าเด็ก!

จาเอาหน้าเด็กกก

จาอาวเด็ก

อ้อ พูดรวบๆ น่ะ ไม่ได้อยากกินเด็กเลย

“ไสหัวลงจากรถพี่ไปเลย นับสอง” ดูพี่เก้าจะปวดเศียรกับความผมเหลือเกิน ถึงกับไล่ลงจากรถแล้วก็เลิกกอดผมเต็มรักแล้ว

อะไรอะ แค่หยอกเล่นนิดเดียวเองนะ

“อยากเล่นตลกขนาดนี้ ไปคาเฟ่มั้ย พี่พาไป” พี่เก้าว่าขึ้น

“แจกอ้อยเยอะขนาดนี้ ไปไร่อ้อยมั้ย เดี๋ยวผมพาไป” ผมสวนกลับ

จากนั้นเราก็ถลึงตาใส่กันและหัวเราะขบขัน พี่เก้ายื่นมือมาหยิกแก้มผมอย่างหมั่นไส้ก่อนจะเอี้ยวตัวหันไปหาของที่เบาะหลังแล้วก็หยิบเสื้อคลุมที่มีฮู้ดออกมา

“จะปลอมตัวรึไง” ผมเลิกคิ้วถามแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อยเพราะส่วนมากพี่เก้ามักพาผมไปห้างในช่วงที่คนน้อยๆ หรือห้างที่คนไม่เยอะแล้วก็จะพาไปกินอะไรที่ร้านข้างนอกมากกว่า

อืม จะว่าไปก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนกับพี่เก้าบ่อยนะ บางทีมีเรื่องเยอะๆ เหนื่อยมากก็พากันกลับห้องเลยไม่ค่อยได้ออกไปพวกที่เที่ยววัยรุ่น ตลาดกลางคืนก็ยังไม่เคยไปเดิน

“เหมือนว่าวันนี้จะมีงาน” พี่เก้าพลิกเสื้อไปมา “กันไว้หน่อยก็ดี... แล้วช่วงเย็นก็มีรายการนึงเพิ่งอัพรูปพี่ขึ้นเพจของเขา ตอนนี้มีกระแสในทวิตเตอร์หนักเลย”

ผมพยักหน้าเข้าใจแต่ว่านะ “ผมว่าพี่ใส่แบบนนี้จะทำให้ดูเป็นจุดสนใจยิ่งกว่าเดิมอีก” คนบ้าอะไรใส่ฮู้ดปิดหน้าขนาดนี้ ประเทศไทยไม่ใช่เกาหลี

“แล้วจะเอายังไง” พี่เก้าลังเลใส่แล้วมองดูเบาะหลัง “นี่ไม่ใช่รถประจำที่พี่ใช้เลยไม่ค่อยมีเสื้อผ้าอุปกรณ์เท่าไหร่”

ผมนึกถึงรถที่พี่เก้าใช้ประจำแล้วถึงจะมีเสื้อผ้าอยู่เยอะแต่ก็ยังไม่พอเลยส่ายหน้า “นั่นก็ไม่เรียกว่ามีเสื้อผ้าเยอะสักนิด” ผมหันไปหยิบกระเป๋าตัวเอง “ตอนนี้พี่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น รถที่พี่ควรใช้มันสมควรเก็บเสื้อผ้ามากกว่าสิบชุด เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า เครื่องสำอาง... พี่ควรมีติดไว้”

ยื่นหมวกแก๊ปที่เป็นลวดลายกราฟิกไปสวมบนหัวพี่เก้าแล้วหยิบแมสสีดำมาเกี่ยวให้ แล้วถอดต่างหูที่โคตรสวยโคตรเด่นออกจากหูของพี่เก้าให้หมด

“แล้วเวลาพี่ไปทำงาน” ผมนึกเล็กน้อย “ควรใช้เป็นพวกรถเอ็มพีวีหรือแวนไปเลย” ถ้าเป็นพวกนั้นแล้วจะเก็บเสื้อผ้าไว้ได้เยอะมากแถมสะดวกสบายอีก

“พี่ไม่ได้เป็นดาราใหญ่สักหน่อย” พี่เก้านั่งนิ่งให้ผมแกะต่างหูให้ “ไม่ต้องทำอะไรขนาดนั้นหรอก”

“พี่คิวก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่างานพี่ช่วงเดือนนี้ถูกยัดใส่มาเยอะมาก” รู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ “ผมดูคราวก่อนแล้วมันมีบทละครซีรี่ส์ด้วย” ผมแอบไปดูรายละเอียดของซีรี่ส์แล้ว บวกลบคูณหารดีดลูกคิดในหัวแล้วก็คิดว่าดังเปรี้ยงแน่ๆ

แค่กลุ่มแฟนคลับพี่เก้าที่มีอยู่แล้วก็ไม่ยากอะไร

ส่วนฝีมือการแสดงเหรอ...

รางวัลตอแหลแห่งปีก็ไม่น้อยกว่าผมหรอก

“เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว” แบมือรับจิวต่างหูกลับไป “ไม่เห็นต้องป้อนงานเยอะขนาดนี้... พี่แค่อยากอยู่ในสายงานเดินแบบ พรีเซนเตอร์ แฟชั่น”

“ใครใช้ให้หน้าพี่เหมาะกับการเป็นพระเอกเล่า” ไม่อยากชมว่าหล่อเลยพูดอ้อมๆ ทำไมต่างหูมันแกะยากจริง “ถ้าไม่ชอบงานแสดง เดี๋ยวผมคุยกับป๋าให้ก็ได้”

“ไม่ต้องหรอก” พี่เก้าส่ายหน้าแล้วเก็บจิวต่างหูทั้งหมดใส่กระเป๋ากางเกง “ถ้าเขาอยากทดสอบพี่ก็ให้เขาทำไป”

“มันเรียกว่าแกล้งชัดๆ” ผมเบะปากแล้วเปิดประตูรถเพื่อก้าวลงไป

“ผู้ใหญ่เขาคงอยากให้พี่พิสูจน์ล่ะมั้ง”

ผมถามอย่างอยากรู้ “พิสูจน์อะไร”

“พิสูจน์ว่าพี่มีดีจริงๆ หรือแค่ใช้หน้าตาหากิน” พี่เก้าโอบคอผมแล้วเดินพากันเข้าห้างดูเหมือนเพื่อนชายกอดคอกันปกติ

                “แต่ผมไม่คิดแบบนั้นนะ” ไม่ชอบใจที่พี่มันคิดลบๆ “พี่มีความสามารถเยอะแต่พี่ยังไม่มีโอกาสโชว์ต่างหาก”

                “ขอบคุณที่ปลอบนะ”

                “ยังไงพี่ก็ต้องดังและต้องโกอินเตอร์ด้วย” จะเอาให้ป๋ากับแด๊ดหน้าหงายเลยแล้วจะได้ไม่ต้องมาตั้งแง่กับพี่เก้าอีก “...ถึงตอนนั้นแล้วอย่าลืมผมแล้วกัน”

                บางที...ดังแล้วก็ลืมตัวก็มีเยอะ

                วันหนึ่งถ้าพี่เก้าอยู่ในจุดที่สำเร็จท่ามกลางแสงไฟที่เจิดจรัส

                เขาจะยังมองเห็นผมอยู่อีกมั้ย

                “คิดว่าพี่ดังแล้วจะลืมเรารึไง” พี่เก้าแทบจะแดกหัวผมเข้าไปแล้วแถมยังหยิกเอวอีก เจ็บนะ! “ทำไมชอบทำเหมือนพี่ดูเป็นคนเหี้ยๆ ใจโลเลกะล่อนไม่หนักแน่น”

                “ก็พี่กะล่อนจริงๆ!” ผมกระทุ้งศอกใส่พี่เก้าอย่างแรงแล้วก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่พี่มันแถไว้ แหม กะล่อนหน้าด้านๆ

                “โอ๊ย” เพราะไม่ได้เกร็งหน้าท้องไว้เลยจุกเจ็บของแท้ “เดี๋ยวพี่ก็ตกบันไดพอดี”

                ตอนนี้กำลังยืนอยู่บนบันไดเลื่อนแล้วเมื่อกี้พี่เก้าก็เซเกือบก้าวถอยหลัง ผมเลยเลิกเล่นแล้วยืนนิ่งๆ

                “แต่วางใจเถอะ” พี่เก้าไม่ได้มองหน้าผมเขามองไปที่ท้องฟ้าด้านนอกผ่านกระจกใสในห้าง “หลังจากที่พี่เดินไปถึงสุดทางและทำให้แด๊ดของนับสองพอใจแล้ว”

                ผมนึกถึงเรื่องที่แด๊ดพูดกับพี่เก้าแล้วก็ไม่คิดว่าพี่มันจะยังไม่ลืมแถมยังคิดจะสู้ขนาดนี้

                “พี่จะออกจากวงการ”

                “ฮะ!” ผมหันขวับไปมองเขาอย่างไม่เชื่อหู “พี่ทำได้จริงเหรอ ชื่อเสียง แฟนคลับอีกนะ”

                กล้าที่จะทิ้งจริงๆ เหรอ

                “ชื่อเสียงแล้วยังไงมันก็แค่ช่วงหนึ่งของชีวิต”

                “...”

                “แต่คนรักต้องอยู่กับพี่ทั้งชีวิต” ขยิบตาให้ผม

                อ้อย อ้อย อ้อยเต็มบ้านแล้ว!

                อร๊าย ใครคนรักพี่อะ

                เฮ้ย ใช่คนที่ชื่อนับสองรึเปล่า

                นับสองที่หล่อมากๆ คนนั้นอะ     

               กำลังอิจฉาล่ะสิ

               เสียใจด้วยนะ

               พอดีไม่มีพี่เก้าขายอะ ว้ายๆ

“จริงๆ ตอนนี้พี่ประสบความสำเร็จแล้ว... พี่ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ต่อ” พี่เก้าพาผมเดินไปโซนโทรศัพท์แล้วก็พูดต่อ “แต่ก็ต้องอยู่” เหตุผลก็สองวายร้ายสองลูก คนหนึ่งก็พ่อผม คนหนึ่งก็พี่ผมไง

                “ประสบความสำเร็จยังไง พี่ยังไม่ได้รางวัลเลยนะ แล้วยังไม่ได้เดินแบบของ... แล้วยังมี... พี่จะพอใจแค่นี้เหรอ”

                ผมไม่เข้าใจอยู่ดีเพราะยังไงพี่เก้าตอนนี้ก็แค่ดังและเพิ่งดังเท่านั้น รางวัลรับประกันการันตีอะไรก็ยังไม่ได้แล้วตรงไหนคือประสบความสำเร็จ ตอนนี้แทบจะเป็นก้าวแรกของพี่เก้าด้วยซ้ำ

                “พอใจสิ”

                น้ำเสียงสบายๆ ไม่มีความละโมบโลภดังเบาๆ ดูไม่ยึดติดแล้วยังไร้การเสแสร้งแกล้งทำพาให้ผมต้องหยุดฟังความคิดของเขา

                พี่เก้าเขาเพียงยิ้มละมุนสีหน้าใต้ปีกหมวกยิ่งทำให้เขาดูเป็นผู้ชายที่ตกอยู่ในห้วงความรักยากจะถอนตัวจนหัวใจมันเผลอเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง

                “วันนี้พี่มีนับสอง”

                “...”

                “แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ”

 

                ...แม่ครับ

                แก้มผมจะแตกแล้ว

                ถูกป้อนอ้อยเยอะเกินไป

                ไม่ได้ยิ้มแก้มแตกสักนิ๊ดดด!


---



        “พี่ไม่เห็นต้องซื้อแท็บเล็ตให้เลย”

                ผมพูดขึ้นระหว่างกินข้าวเย็นในร้านอาหารจีนบนชั้นสี่ของห้าง เป็นร้านที่ดูหรูหราไม่น้อยเลย ข้างกายผมมีถุงอยู่สามใบเป็นโทรศัพท์หนึ่งแท็บเล็ตสอง

                ครั้งก่อนพี่เก้าเห็นผมติดใจเล่นอยู่กับแท็บเล็ตคิดว่าผมน่าจะอยากได้เลยซื้อให้ด้วย อันที่จริงผมก็ยื่นบัตรตัวเองจะไปจ่ายนะแต่พี่เก้าเสือกไวกว่าแถมลอยหน้าลอยตาประกาศลั่นร้าน

                ถ้ากล้าจ่ายเอง พี่จะเอาเงินไปเปย์คนอื่น!’

                ฮึ กล้าขู่เสือนับเหรอ

                เสือนับไม่กลัวหรอก!

                ส่วนไอ้ความคิดจะเปย์คนอื่น ฝันไปก่อนเถอะ!

                แต่ว่าเห็นรูดไปเกือบแสนก็เกรงใจจริงๆ นะ

เอาเถอะ เดี๋ยวผมค่อยหาซื้อของขวัญที่ราคาพอๆ กันให้พี่เก้าทีหลังแล้วกัน นอกจากซื้อโทรศัพท์แล้วยังมีเสื้อผ้าอีกนิดหน่อยพอดีเห็นป้ายลดราคาเลยลากพี่เก้าเข้าไปซื้อดังนั้นพื้นที่นั่งข้างๆ พี่เก้าจึงมีถุงเสื้อผ้ากว่าเจ็ดแปดถุง

                “ซื้อมาทำไมตั้งสองอัน” คนบ้าอะไรพกแท็บเล็ตสองเครื่อง พี่เก้ามันคิดอะไรอยู่นะ

                พี่เก้าถอดแมสออกแล้วแต่ยังคงสวมหมวกอยู่ “ไว้ใช้งานอันนึงแล้วก็ไว้เล่นเกมอันนึง”

                ...คือมันก็ใช้แค่อันเดียวก็ได้

                “พี่มีเงิน อย่าคิดมาก”

                กูนั้นหมั่นไส้เหลือเกิน

พี่เก้าใช้ตะเกียบคีบติ๋มซำเข้าปาก “รีบกินเถอะ เลยเวลาอาหารเย็นมานานแล้วเดี๋ยวจะปวดท้อง” พูดพลางพลิกโทรศัพท์ดูเวลาแล้วค่อยหมุนมาให้ผมดูว่าสามทุ่มกว่าแล้ว

                “ใครมัวแต่ซื้อเสื้อผ้าเล่า” คีบเต้าหู้ผัดทรงเครื่องมากิน เราสั่งอาหารประมาณสามสี่อย่างแล้วก็ข้าวสวยร้อนๆ

                “ก็มันลดราคา” เสียงอ่อย “ประหยัดเงินได้อีกทาง”

                “รู้จักประหยัดด้วยเหรอ” แขวะเข้าไปแล้วหันไปชิมหัวสิงโต มันคือชื่อเมนูครับ ไม่ใช่หัวสิงโตจริงๆ “จริงสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมต้องอยู่ซ้อมการแสดงเดี่ยวถึงสี่ทุ่ม พี่ไม่ต้องรอนะกลับไปได้เลย”

                “จะนอนที่หอเหรอ” พี่เก้าถามพลางขมวดคิ้วใส่

                “อื้อ” พยักหน้าลงน้อยๆ “ค่าหอ ผมจ่ายล่วงหน้าไปตั้งกี่เดือนถ้าไม่นอนไม่ใช้ให้คุ้มก็เสียเงินเปล่าสิ” ผมไม่ได้รู้สึกว่าการกลับไปนอนหอมีอะไรผิดแปลก

                ผมไม่ควรไปนอนห้องพี่เก้าบ่อยจนเกินไป

                ความเคยชินมันไม่ดีเท่าไหร่

                อีกอย่างคือเพื่อรักษาสะโพกตัวเองนี่เเหละ!

                “ถ้าหมดสัญญาเช่าห้องจะมาอยู่กับพี่ถาวรมั้ย” พี่เก้าทำหน้าตาเฝ้ารออย่างมีความหวัง

“คิดดูก่อน” ผมหันไปหยิบโทรศัพท์เครื่องเก่าขึ้นมาส่งข้อความหาจินให้ไปดูน้องไวท์ที่ห้องสักหน่อย แอบไปกับผู้ชายไม่รู้ว่าถึงห้องยัง “แล้วก็อาทิตย์นี้ผมว่าจะกลับไปซ้อมดนตรีที่ห้องซ้อมที่บ้านด้วย” เล่าแพลนที่จะทำให้พี่เก้าฟัง “บ้านก็อยู่แถว...”

ถ้าพี่เก้ามันไปปล้นบ้านผมถูกไม่ต้องถามนะว่ารู้ทางมาจากไหน ผมมีบ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพนะ มันเป็นบ้านที่ป๋าหนึ่งเป็นคนซื้อไว้ หลังใหญ่ฉิบหายแต่เจ้าของตัวจริงก็ไม่ค่อยอยู่เพราะงานเยอะ

แต่เพราะบ้านมันไกลจากมหาลัยไป ผมเลยขอมาอยู่หอแทน

อยู่หอยังมีรูมเมทอย่างจินคอยกวนตีนแก้เหงาได้

แต่อยู่บ้านมันเหงาเกินไป

ผมไม่ชอบเท่าไหร่

พี่เก้าเงียบไปก่อนจะเสนออย่างหวังดี “ถ้าอยากซ้อมดนตรี ห้องซ้อมดนตรีแถวนี้มีเยอะนะให้พี่หาให้มั้ย”

“ไม่ต้องๆ” เคี้ยวผักกรุบๆ กรอบๆ กลืนลงท้องไป “ห้องซ้อมที่บ้านผมมีเครื่องดนตรีพร้อมกว่า”

                ถูกต้อง เพราะผมชื่นชอบดนตรีมาก ป๋าหนึ่งเลยจัดการเนรมิตห้องซ้อมดนตรีขนาดใหญ่ไว้ในบ้านให้ แล้วยังหาเครื่องดนตรีอย่างดีมาเตรียมให้กว่าสามสิบชนิดแล้วยังมีห้องเปียโนโดยเฉพาะด้วย

                ถ้า...ไม่พูดถึงอดีตในใจ

                เขาก็เป็นพี่ชายที่ดีคนหนึ่ง

ตามใจผมมากในเรื่องสิ่งของของใช้

                ให้ทุกอย่างโดยที่ผมไม่ต้องร้องขอ

                แต่สิ่งที่ผมร้องขออย่างความเอาใจใส่ที่อบอุ่นไม่เคยได้

                สิ่งที่ได้คือความเย็นชืดของเงิน

                ความอยากอาหารหายเกลี้ยงเลย ผมมองข้าวที่เพิ่งหายไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ถอนหายใจวางตะเกียบลงเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำดื่มจากนั้นก็นั่งเงียบๆ

                “อิ่มแล้วเหรอ” พี่เก้ากำลังก้มหน้ากินอยู่สังเกตเห็นผมหยุดมือแล้วก็ถามขึ้นแล้วมองชามข้าวของผม

                “ผมกินน้ำเยอะเลยจุกแล้ว” ยิ้มบางๆ ให้พยายามปกปิดอารมณ์อ่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่รู้เวล่ำเวลา

                แอบมองอาหารบนโต๊ะตาละห้อย...

                กูไม่น่าดราม่าตอนกินข้าวเลย

                เสียดาย!

                “งั้นพี่ขอกินอีกแป๊บนะ” ดูท่าพี่แกจะหิวจริงจังเลยยังไม่หยุดกิน

ผมพยักหน้าแล้วปล่อยให้พี่เก้ากินไปไม่ได้เร่งรีบ เปลี่ยนท่านั่งไล่เหน็บชาตามขาแล้วเหม่อมองออกไปด้านนอกร้านเห็นผู้คนบางตาเพราะเริ่มดึก

                กำลังจะหยิบแก้วขึ้นมาดื่มแต่สายตาดันไปปะทะกับอะไรบางอย่างที่ด้านนอก นัยน์ตาของผมเบิกโตราวกับเห็นผีโดยไม่รู้ตัวผมกระแทกแก้วลงกับโต๊ะอย่างแรงแล้วกระโจนตัวลุกออกจากที่นั่งจากนั้นก็วิ่งออกจากร้านอย่างรวดเร็วจนพี่เก้าไม่ทันได้ตามมา จริงๆ แล้วเขายังไม่ทันจะรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

                “นับสอง...จะไปไหน!

                นาทีนี้ผมรู้สึกหูดับไปแล้วรวมถึงสมองที่มันไม่รับรู้อะไรแล้ว เมื่อกี้นี้...

ผมเดินออกจากร้านมาได้แล้วก็เหมือนเด็กหลงทางหันซ้ายหันขวาอย่างตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกเพราะสมองยังเรียงลำดับประมวลคำสั่งไม่ถูกว่าต้องทำยังไงต่อ พยายามสงบสติอารมณ์แล้วนึกให้ดีว่าเขาเดินไปทางไหน

นึกได้แล้วก็รีบสาวเท้าเดินไปทางซ้ายตามทางที่พวกเขาเดินไป...

                ไม่มี ไม่มี! หายไปแล้ว!

                กวาดสายตามองรอบๆ แล้วก็ไม่เห็นแม้แต่เงา... แต่เมื่อกี้ผมไม่ได้ตาฝาดนะ ผมเห็นจริงๆ นัยน์ตาสีเข้มมองไล่สายตาดูร้านอาหารรอบตัวเล็กน้อยแล้วพยายามนึก

                ผู้หญิงคนนั้นชอบอาหารไทย

                มีร้านอาหารไทยอยู่สองร้าน ผมยืนมองอย่างลังเลใจแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้าไป ร้านแรกไม่มีก็ไปร้านที่สองด้วยจังหวะหัวใจที่เต้นช้าลงพร้อมสีหน้าซีดๆ

                แล้วยิ่งซีดกว่าเดิมเมื่อเห็นคนมาใหม่สามคนเดินเข้าไปในร้านอาหารไทยร้านนั้น ความรู้สึกเหมือนจะทรงตัวไม่อยู่มันทำให้ผมเกือบล้มแต่ดีที่เท้ามือกับผนังได้ทัน

                ทำไม...เพราะอะไร

                กระบอกตาปวดร้อนอย่างรุนแรงแต่กลับไม่มีอะไรไหลออกมา สมองมันเบลอไปหมดแล้วแต่ขากลับก้าวเข้าไปใกล้ร้านนั้นมากขึ้น ผมยืนโง่งมอยู่ตรงนั้นแล้วมองเข้าไปในร้าน

                ในร้านมีคนอยู่สามโต๊ะ สายตาของผมมันตรึงไว้อยู่กับโต๊ะที่อยู่มุมลึกและอับสายตาแต่โชคดี...ไม่สิ โชคร้ายของผมเพราะในตำแหน่งที่กำลังยืนอยู่มันเห็นชัดเต็มสองตาว่าใครนั่งอยู่บ้าง

                พวกเขาเป็นคนที่ผมคุ้นเคย

                ผู้ชายที่กำลังยิ้มแย้มคนนั้น...แด๊ดของผม

                ผู้ชายที่มีผ้าพันแผลรอบหัวหน้าซีดเซียว...ป๋านับหนึ่ง

                ผู้ชายผมสีขาวยาวถูกถักเป็นเปียงดงาม...พี่ออสติน

                ผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนนั้น...แม่ของผม

                แม่กับแด๊ด...ไม่ได้อยู่เชียงใหม่หรอกหรือ

                ส่วนคนสุดท้าย...

                แล้ว...พี่ไม่ได้กำลังทำงานอยู่ต่างประเทศเหรอ

                ผมหัวเราะไร้เสียงแล้วมองไปที่คนสุดท้ายก่อนจะจุกไปทั้งลำคอ เหมือนหูจะแว่วได้ยินเสียงอะไรบางอย่างตกแตก... เหมือนคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นหัวใจของผม

                แตกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี

                “เขา...อาจจะโทรมา” ผมพยายามกลืนก้อนสะอึกแข็งๆ ลงไปแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยมือสั่นๆ “เราแค่ไม่ได้รับ...”

                เปิดดูรายการโทรเข้าโทรออกแล้วเลื่อนดูช้าๆ

                วันนี้ไม่มี...

                อาจจะเป็นเมื่อวานก็ได้

                ลองดูอีกนิดเถอะ

                ปลายนิ้วสั่นๆ มันเลื่อนหน้าจออย่างอย่างลำบาก ผมพยายามหายใจช้าๆ เพื่อลดอาการเจ็บและอึดอัดทั่วหน้าอกแต่มันกลับยิ่งทำให้ผมเจ็บมากกว่าเดิม

                แหมะ แหมะ...

                หยดน้ำไหลกระทบหน้าจอโทรศัพท์สัมผัสกับข้อนิ้วให้ความรู้สึกอุ่นร้อนและเปียกชื้น... ห้างดังจะตาย ทำไมถึงปล่อยให้เพดานรั่วได้ เอ๋ หรือบางทีน้ำแอร์จะหยด

                “ไม่มี...” เสียงของผมแหบลงกว่าเดิมพร้อมความหวังที่ถูกกระทืบซ้ำ “ไม่มีใครโทรหาเรา”

                ยืนโง่ๆ ตกอยู่ในภวังค์ความคิดไม่นานก็ถูกกระชากกลับมาด้วยเสียงดังลั่นจากในร้าน...


“โอ๊ย แด๊ด! แด๊ดจะตีหัวผมให้แตกเหมือนไอ้หนึ่งเลยรึไง!!

                “คุณคะ ลูกไอไม่ได้ตั้งใจ อย่าโมโหลูกสิ”


                ผมเงยหน้ามองเข้าไปแล้วเห็นแม่ของผมกำลังยิ้มแย้มแล้วลูบหัวผู้ชายคนหนึ่งอย่างอ่อนโยนมีรอยยิ้มสุขใจประดับหน้า ผู้ชายคนั้นเขามีผมยาวสีขาวมุกเหมือนกับพี่ออสตินและใบหน้าที่ผมแสนจะคิดถึง

                “พี่ไอ...”

                พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่

คนสุดท้ายที่นั่งอยู่ในโต๊ะคือไอศูรย์... พี่ชายคนโตที่นานๆ จะกลับบ้านสักครั้งและทุกครั้งเขาจะโทรหาผม... พาผมมากินข้าว พาผมไปเที่ยว

พี่กลับมาแล้ว

                แล้ว...ทำไมถึงไม่โทรหาผม

                ผมเคยคิดว่าถ้าเขากลับมา...ผมคงดีใจและพุ่งเข้าไปกอด

                แต่...ตอนนี้

                ผมอยากหนีไปให้ไกล

                อยากจะวิ่งเข้าไปหาแล้วร้องถามแต่ภาพครอบครัวสุขสันต์ตรงหน้ามันทำให้ผมไม่มีแรงพอที่จะก้าวออกไป ได้แต่ถอยหลัง...

                อย่าโง่เลยนับสอง

                เขาไม่โทรหา

                เพราะเขาไม่ต้องการไง

                มึงเห็นมั้ยนับสอง

                ไม่มีมึง...เขาก็มีความสุข

                ภาพความพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกครอบครัวสุขสันต์แม้แต่พี่ออสตินยังดูเข้ากับครอบครัวของผมได้... ทุกอย่างมันว่างเปล่าจนไม่นึกสงสัยว่าทำไมออสตินถึงมาอยู่ที่นี่

                ผมหันหลังให้ภาพทิ่มแทงจิตใจนั้นแล้วก็พบกับพี่เก้าที่ยืนห่างกับผมเพียงครึ่งเมตร... เขายืนนิ่งแล้วมองเข้าไปในร้านจุดเดียวกับผมเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้

                เขาละสายตาจากในร้านแล้วมองผมเงียบๆ เหมือนไม่รู้จะพูดอะไรกับสถานการณ์นี้ดี พี่เก้าคว้ามือผมไปจับแล้วบีบแน่น

                “กลับกันเถอะ...” ผมเอ่ยช้าๆ แล้วก้าวเดินนำ เมื่อครู่เกือบพูดว่า 'กลับบ้าน' แต่ลืมไปว่านั่นไม่ใช่บ้านผม “พี่เก้าคงเหนื่อยแล้ว”

                พี่เก้าทำหน้าไม่ถูกเอ่ยถามเบาๆ

                “ไม่เข้าไปเหรอ”

                ผมหันกลับไปมอองข้างหลังด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแล้วหันกลับมาเดินตรงไปข้างหน้าไม่ได้ตอบคำถามของพี่เก้า ลำคอตีบตันจนแค่ส่งเสียงสักคำอย่างปวดหนึบ นานมากกว่าผมจะพูดออกมาเป็นคำได้

                “ไม่มีที่สำหรับผม”

                     

                ไม่มีอะไรสักอย่าง...

                ไม่มีแม้แต่...บ้านให้กลับ



------------

เเนะนำให้เปิดเพลง

ร้องไห้ง่ายง่าย กับเรื่องเดิมเดิม

ฟังไปอ่านไปนะ

---------


                    ทุกสัดส่วนในร่างกายกำลังกรีดร้องรวมถึงส่วนลึกในจิตใจ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจมันยังคงทำให้สมองว่างเปล่าไปหมด เดินสวนผ่านกับผู้คนมากมายแต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่ตัวคนเดียว

                ทำไมถึงทำกับผมแบบนี้

                ...งานเลี้ยงครอบครัวงั้นเหรอ

                แล้วผมไม่ใช่ครอบครัวรึไงกัน

                รู้สึกขมไปทั้งหัวใจจนเริ่มหายใจไม่ออก ในหัวมีแต่คำถามเต็มไปหมดแต่ผมก็ไม่มีแรงพอที่จะไปถามเขา ภาพเหล่านั้นก็เป็นคำตอบแล้วไม่ใช่หรือ

                คำตอบที่ว่า...

                ไม่มีใครต้องการผม

                เด็กที่ไม่มีใครต้องการ...

                ภาพฉากสีขาวดำไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนใส่ชุดขาวดำ สีหน้าตกตะลึงคล้ายเห็นผีและเสียงกรีดร้องดังระงม สีหน้าคล้ายไม่เชื่อของแด๊ดและแม่ คำถามในดวงตาของป๋าและความหวาดกลัว...

                ทำไมยังไม่ตาย

                ฉากนั้นยังคงฝังลึกในสมองไม่มีวันลืมเลือนและฉากในวันนี้ก็ยังยากจะลบออกจากใจ

   “นับสอง นับสอง”

                เสียงของใครน่ะ

                “นับสอง!

                ใช่ชื่อของเรารึเปล่า

                “นับสอง พูดกับพี่สิ!

                พูดอะไรดี...ตอนนี้ควรพูดอะไร

                “อย่าเงียบได้มั้ย”

                น้ำเสียงเจ็บปวดกับแรงบีบที่รุนแรงบนมือทำให้ผมได้สติช้าๆ ผมมองมือที่กำลังจับไม่ปล่อยแล้วเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอีกฝ่ายที่กำลังตึงเครียดและเป็นกังวลด้วยแววตาปราศจากความรู้สึกมันคล้ายก้นเหวลึกไร้ที่สิ้นสุด

                “ไม่เป็นไรนะ” เสียงทุ้มหวานเอ่ยให้กำลังใจแล้วบีบกระชับมือผมส่งมองความอุ่นร้อนให้เข้าสู่หัวใจที่กำลังดำดิ่งลงสู่ทุ่งน้ำแข็งให้กลับมาสู่ทุ่งหญ้าแสนอบอุ่น

                หากเป็นเวลาปกติมันคงเยียวยาได้

                แต่ไม่ใช่ตอนนี้

                สีหน้าไร้ความรู้สึกพร้อมนัยน์ตาที่ว่างเปล่าทำให้คนมองเจ็บปวดจนเหมือนตัวเขานั้นเจ็บเอง... ตลกแล้ว... ความเจ็บปวดแบบนี้ พี่เก้าจะไปรู้จักหรือ

                ความรู้สึกที่ไม่มีใครต้องการ

                พี่จะไปเข้าใจได้ยังไง

                แววตาแบบนั้น...กำลังสงสารเหรอ

                หรือกำลังสมเพชผม

                พี่เก้าพยายามยิ้มแล้วปลอบผมแต่เสียงนั้นกลับเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ร่างกายมันอ่อนเปลี้ยจนเขาลากไปไหน ผมก็ไปตามไม่มีแรงจะขัดขืน

                เพราะในหัวของผมยังคงวนเวียนและหยุดลงที่โต๊ะอาหารครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกซ้ำร้ายยังมีคนนอกอยู่อีกหนึ่ง...

                บางทีคนนอกมันคงจะเป็นผมซะมากกว่า

                “รอพี่ตรงนี้นะ เดี๋ยวพี่ไปเอารถก่อน” พี่เก้าว่าขึ้นแล้วมองไปที่เบื้องหน้าเป็นลานจอดรถที่กว้างใหญ่ “เราน่าจะอยากนั่งพักเหนื่อย”

                ผมอยากร้องไห้ต่างหาก

                “พี่จะรีบไปรีบมานะ” เขาย่นคิ้วแล้วเปลี่ยนใจ “เดี๋ยวพี่ให้คนอื่นไปเอารถให้ดีกว่า”

                พี่เก้าว่าอย่างกังวลคล้ายจะลังเลที่จะปล่อยมือผมแต่มองสภาพผมที่ดูเปราะบางคล้ายจะแตกสลายแล้วยิ่งไม่อยากปล่อยมือ เพราะรถมันจอดอยู่ไกลพอสมควรเขาเลยคิดจะไปวนรถมารับผม พี่เก้าพาผมไปนั่งที่เก้าอี้ด้านหนึ่งแล้วเดินไปหาพนักงานรักษาความปลอดภัยไม่รู้ว่าพูดอะไรกันสุดท้ายก็ยื่นกุญแจรถให้

                “รอแป๊บนึงนะ” พี่เก้านั่งลงข้างๆ แล้วดึงศีรษะของผมให้เอนซบกับไหล่ของเขา           

                 ผมนั่งนิ่งๆ เหมือนตุ๊กตาไขลานสักตัวที่พอถ่านหมดก็หยุดการเคลื่อนไหว จะยกจะหยิบจะวางยังไงก็ได้

                นัยน์ตาของผมมองไปข้างนอกไร้จุดหมายนั่งรออยู่ครู่หนึ่ง รถของเคลื่อนมาจอดตรงหน้า พี่เก้าประคองผมเข้าไปนั่งแล้วตัวเองก็รีบวิ่งไปนั่งที่คนขับไม่ลืมจะหันไปขอบคุณพนักงานคนนั้น

                “อยากร้องไห้มั้ยนับสอง” พี่เก้าหันมาถามผมอย่างเป็นห่วง “มันเจ็บใช่มั้ย ร้องไห้ออกมาเถอะ”

                ผมส่ายหน้าแล้วพิงหัวกับกระจกไม่อยากพูดอะไร พี่เก้าแทบไม่มีสมาธิกับการขับรถ เขามองผมสลับกับมองถนน

                “ยิ่งเก็บไว้มันจะยิ่งเจ็บนะ” เขาพยายามกล่อมผม

                แต่ก็ยังไม่มีน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาที่เคว้งคว้าง “...เคยได้ยินมั้ย”

                พี่เก้าดีใจที่เห็นผมพูดสักประโยคแต่ก็ต้องนิ่งงันกับประโยคต่อมา

                “ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บ”

                “แต่ว่าถ้าพูดออกมา...” เอ่ยไม่ทันจบ

                “เจ็บเหมือนหัวใจถูกควักออกมา”

                ผมหัวเราะขื่นๆ รับกับความเจ็บปวดที่จู่โจมในใจแล้วนั่งกอดตัวเองบนเบาะเหมือนเด็กๆ เสียงหัวเราะจากเนิบช้าขมขื่นค่อยๆ ดังขึ้นจนมันดังลั่นรถเหมือนคนเสียสติจากนั้นน้ำตาก็เริ่มไหลอย่างสุดจะกลั้น ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่น่าสังเวชแล้วยังมีเสียงร้องไห้แสนเจ็บปวดอีก...พี่เก้าจะรำคาญมั้ยนะ

                ผมเริ่มจะไม่รู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

                ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร

                ดำดิ่งสู่ความทรงจำในอดีต

                พี่เก้าหน้าเสีย “นับสอง ใจเย็นก่อน”

                “พี่อยากฟังเพลงมั้ย” ผมเอ่ยถามเบาๆ แล้วเงยหน้ามองไปนอกหน้าต่างแล้วนึกอยากร้องเพลงขึ้นมา อยากบ้าคลั่งไปกับเสียงเพลง ปลดปล่อยความเจ็บปวดไปกับท่วงทำนอง

                “ไม่” พี่เก้าปฏิเสธแทบจะทันที “ตั้งสติหน่อยนับสอง!

                เสียงของพี่เก้าเหมือนจะอยู่ไกลออกไป ผมหลับตาลงแล้วเลือกเพลงสักเพลงในหัวก่อนจะกลืนน้ำลายให้ลงคอช้าๆ สูดลมหายใจเข้าออกให้เป็นจังหวะก่อนจะเอื้อนร้องในท่วงทำนองของความเศร้า...

                บทเพลงที่บรรยายสภาพตัวเองตอนนี้ได้ดีที่สุด... 

 

“...พยายามจะอยู่คนเดียว... พยายามไม่สนใจ...
พยายามไม่เป็นอะไร ทำตัวเองให้แข็งแรง
แต่ความรู้สึก...ก็ยัง ยังเหมือนเดิม
ต่อให้ทุกอย่าง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป...

 

หยดน้ำตาค่อยๆ ไหลกลิ้งลงจากดวงตา ความแสบร้อนรุนแรงในลำคอทำให้ยากจะส่งเสียงแต่ผมก็ฝืนทนความเจ็บแทบขาดใจนั้นเอ่ยร้องต่อไป

เสียงร้องเพลงดังสลับกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดูโหยหวนคร่ำคราญจนน่าเศร้าสลดไม่มีอะไรน่าฟังทั้งนั้น
                “พี่บอกให้หยุดไงนับสอง!

พี่อยากให้ผมร้องไห้ไม่ใช่เหรอ...

ฟังผมสิ

ฟังเสียงของผมสิ

 

“ทำไมต้องเสียน้ำตา อย่างง่ายดายให้กับเรื่องเดิมๆ
รู้สึก...ไม่เข้าใจตัวเอง...ซักที...
บางทีไม่รู้ทำไม ต้องเป็นคนที่อ่อนไหวทุกที
ร้องไห้....กับเรื่องเดิมๆ อย่างนี้”


                กี่ครั้งแล้ว

                กี่ครั้งแล้วที่ทุกคนทำให้ผมต้องร้องไห้

                กี่ครั้งแล้วที่ผมต้องเจ็บปวดแบบนี้

                กี่ครั้งแล้วที่ต้องร้องไห้กับเรื่องเดิมๆ

 

พยายามดูแลตัวเอง พยายามหลุดพ้นไป
พยายามจะทำยังไง ใจมันยังไม่แข็งพอ
กับความรู้สึก...ที่ยัง ยังเหมือนเดิม
ต่อให้ทุกอย่าง ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป....

 

ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน

           พยายามไม่รู้สึกอะไร

แต่มันก็ยังคงเจ็บ...เจ็บจนหายใจไม่ออก

รถหยุดลงแล้วร่างกายก็ถูกกระชากเข้าไปในอ้อมกอดแสนอบอุ่น ร่างกายของผมอ่อนยวบลงแล้วปล่อยให้น้ำตามันไหล... ไหลจนกว่าจะไม่มีน้ำตาให้ไหล

เส้นเสียงมันแหบจนแทบร้องไม่รู้เรื่องและก็ยังคงร้องออกไป...

“ทำไมต้องเสียน้ำตา...ฮึก อย่างง่ายดายให้กับเรื่องเดิมๆ
รู้สึก...ไม่เข้าใจตัวเอง...ซักที...
บางทีไม่รู้ทำไม ต้องเป็นคนที่อ่อนไหวทุกที
ร้องไห้....กับเรื่องเดิมๆ อย่างนี้...ฮึก”

 

   ไม่เข้าใจ

                ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องร้องไห้

                ไม่เข้าใจว่าทำไมหัวใจมันถึงเจ็บปวดทุกครั้ง ทำไมถึงไม่ด้านชาสักที

                ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เข้มแข็งสักที

                ผมกอดพี่เก้าแน่นแล้วร้องไห้สะอึดสะอื้นคล้ายเด็กที่กำลังจมน้ำแล้วพยายามไขว้คว้าหาหลักหาที่พักพิง

                เด็กหลงทางที่ไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหน ถูกทอดทิ้งได้แต่มองครอบครัวเดินหายไปทีละคน... มืออบอุ่นของพี่ชายที่ผมพยายามจับให้มั่นแต่พอมาเห็นวันนี้...เรี่ยวแรงที่จะจับมือก็คลายออกแล้วพอกะพริบตาอีกครั้ง...ทุกอย่างก็ว่างเปล่า...ไม่เหลือใครทั้งนั้น

                บ้านคือที่ที่จะให้ผมได้กลับไป

                พี่ไอคือบ้านของผม

                ไม่มีพี่ไอ...ไม่มีบ้าน

“ผม...ไม่มีที่ให้กลับอีกแล้ว”

                พี่ไอศูรย์... ที่ที่จะให้ผมได้กลับไปหา พี่ชายที่รักผมที่สุด... ฮ่าๆ... มันก็แค่คำโกหกสินะ ปล่อยให้ผมรออย่างคนโง่ แทบจะไม่ติดต่อกลับมาไม่มีเวลาว่าง

                แต่กลับมากินข้าวหน้าระรื่นกับครอบครัวได้

                ครอบครัวที่ไม่มีผม

                ฮ่าๆ มึงมันโง่ นับสอง มึงมันโง่!

                “ไม่มีบ้านให้กลับอีกแล้ว”

                ไม่มีใครต้อนรับอีกแล้ว

                แม้แต่พี่ไอ

                เขาก็ทิ้งผมไปแล้ว

                อ้อมกอดแข็งแกร่งโอบกระชับผมแน่นขึ้นแทบจะหักกระดูกหลอมรวมผมไว้ แก้มของผมรู้สึกเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตาแต่แล้วพี่เก้าก็แนบแก้มมาชิดกับแก้มของผม

                “ทำไมจะไม่มี”

                อย่ามาหลอกกันเลย

                ผม...ไม่มีอะไรทั้งนั้น

“พี่เก้าไง”

                “...”

                “พี่จะเป็นบ้านให้นับสองเอง”





[เก้า]

 

                “หลับสักหน่อยนะ

                ผมลูบหัวนับสองที่ร้องไห้จนเหนื่อยแล้วหลับคาอกไปแล้วอย่างทะนุถนอมก่อนจะค่อยๆ ดึงน้องออกแล้วจับให้นอนกับเบาะดีๆ จากนั้นก็หาเสื้อคลุมมาห่มให้

เห็นใบหน้าที่มักยิ้มแย้มเจ้าเล่ห์ซุกซนเต็มไปด้วยน้ำตาแล้วรู้สึกหัวใจมันเจ็บปวด ผมลูบเปลือกตาของนับสองเบาๆ แล้วลากปลายนิ้วไปเช็ดน้ำตาบริเวณหางตาออกไปให้

เวลานับสองร้องไห้

ผมไม่ชอบเลยจริงๆ

เพราะมันเศร้ามากและน่าสงสารมาก

เรื่องของมาร์คน้องมันอดกลั้นไม่ร้องไห้อยู่นานจนผมต้องตวาดใส่อย่างเหลืออดถึงจะระบายออกมา แต่เรื่องครอบครัวมันคงหนักหน่วงจนอดทนไม่ไหว

ผมไม่เคยรู้เลยว่าน้องจะมีช่องว่างกับครอบครัวมากขนาดนี้ ขนาดหลับแล้วยังมีน้ำตาไหลเลยให้ตายสิ ผมเช็ดน้ำตาให้น้องอีกรอบแล้วโน้มลงจูบหน้าผากก่อนจะกระซิบบอก

กลับบ้านกันนะ

ถ้าไม่มีบ้านให้กลับ

พี่เก้าก็จะเป็นบ้านให้เอง

บ้านพี่เก้าก็คือบ้านของนับสอง

หันกลับมามองถนนข้างนอกเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองกระจกหลังเพื่อมองดูรถที่วิ่งสัญจรไปมารอจนรถว่างแล้วก็ถึงขับรถกลับเข้ามาในถนน

ผมขับรถไม่ช้าไม่เร็วนักจนมาถึงคอนโดในตอนห้าทุ่ม ผมจอดรถไว้ข้างหน้าแล้วให้พนักงานเอารถไปเก็บแทน ส่วนนับสองนั้นผมปล่อยให้เขานอนหลับต่อไปแล้วคิดจะแบกขึ้นหลังขึ้นห้องไป

แต่พอแตะแขนคนที่หลับสนิทอยู่ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ผมนิ่งงันขณะมองสายตาที่ว่างเปล่าของนับสอง

ถึงแล้วเหรอเสียงของนับสองแหบมากกว่าเดิม

น้องดูมึนงงเลิกคิ้วมองรอบๆ คล้ายจะสงสัยว่าที่ไหน ผมดึงให้น้องลุกออกมา อืม ถึงแล้ว บ้านไง

ท่าทีของคนฟังชะงักนิ่งไปก่อนแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงพยักหน้าแล้วลุกตามแรงของผม พอจะประคองให้เดินเพราะดูน้องไร้เรี่ยวแรงมากแต่น้องเขากลับดึงข้อมือตัวเองออกจากมือผม

ไม่ต้องประคองหรอกยิ้มฝาดฝืด ทำอย่างกับผมเป็นคนท้องไปได้

ตอนนี้ผมไม่รู้จะพูดยังไงได้แต่รับฟังเงียบๆ เพราะกลัวไปพูดผิดหูเหมือนกันเลยได้แต่หยิบถุงช้อปปิ้งเดินตามหลังมองคนข้างหน้าอย่างห่วงๆ 

นับสองเดินค่อนข้างช้าและดูเหม่อลอยยังไม่ทันที่จะกดลิฟต์ ประตูมันก็เปิดออกซะก่อน... คนด้านในก้าวออกมาแล้วเงยหน้าขึ้นก่อนจะร้องเสียงดัง

โอ๊ะ นับสองนี่!”

ผมหรี่ตามองพบว่าเป็นน้องชายานั่นเอง นับสองนิ่งไปก่อนแล้วค่อยๆ พยายามยิ้ม “ว่าไงชายา”

 

เพิ่งกลับเหรอเด็กน้อยเอียงคอแล้วมองผมสลับกับนับสองจากนั้นก็มองไปทางประตูคอนโด “กลับดึกไม่ดีนะ ระวังปะป๊าจะตี”

ฉิบหาย ผมรีบยื่นมือไปปิดปากชายาแต่ไม่ทันซะแล้ว นับสองที่ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งไปพร้อมสีหน้าที่ดูเจ็บปวดน้อยใจ ส่วนชายาก็ดิ้นขลุกๆ แล้วส่งเสียงอื้อๆ ให้ผมปล่อยมือ “ชู่ว!

“อ๊อยอะ!” ชายาถลึงตากลมโตใส่ผมอย่างไม่เข้าใจ มือเล็กตีมือผมแปะๆ ให้ปล่อย “อับอองงงง! อื้อๆ!

“ถึงกลับเช้าก็ไม่มีใครสนใจหรอก” นับสองยิ้มเยาะเย้ยตัวเองแล้วดึงมือผมที่ปิดปากชายาออก บอกว่าดึกแล้วชายาจะออกไปไหน

เราจะไปเซเว่นชายามองค้อนใส่ผมก่อนจะหันไปฉีกยิ้มกับนับสองแล้วเขย่าตุ๊กตาในมือไปมา ตอนนี้ชายาอยู่ในชุดนอนลายหมีพูน่ารัก เราอยากกินไอติม นับสองอยากกินมั้ย ไปด้วยกันมั้ย”

ท่าทางรอคอยแล้วก็หวาดหวั่นของชายาที่มองนับสองสลับกับท้องฟ้าด้านนอกเป็นการบ่งบอกว่าน้องมันกำลังกลัวที่จะเดินไปซื้อขนมคนเดียว

ไอติมเหรอ เอาสิเห็นหน้าตาคาดหวังของชายาแล้วนับสองก็ใจอ่อน

“นับสอง ให้พี่ไปแทนมั้ย” ผมจับบ่านับสองไว้ก่อน “เราขึ้นไปพักเถอะ เหนื่อยมาทั้งวัน”

ชายาได้ยินแบบนั้นแล้วก็สงสัย “กำลังเหนื่อยอยู่เหรอ”

“ไม่หรอก เดี๋ยวพาไปซื้อไอติม”ยิ้มให้เล็กๆ แล้วหันมาหาผม แค่พาชายาไปซื้อขนมแป๊บเดียวเอง ไม่เป็นอะไรหรอก

งั้นพี่ไปด้วยผมไม่ปล่อยให้น้องไปคนเดียวแน่

ไม่ต้องหรอกนับสองปฏิเสธแล้วใช้สีหน้าที่อ่อนโยนมากมองผม ผมรู้ว่าพี่เป็นห่วงผม... ผมโอเคแล้ว”

โกหก! ผมกัดฟันกรอดแล้วอยากจับนับสองมาฟาดสักที โอเคกับผีน่ะสิ! แค่ยืนยังเซเลย

นับสองหลบตาผมแล้วโบกมือไล่ “พี่ขึ้นไปเตรียมน้ำอุ่นให้ผมจะดีกว่านะ ผมอยากแช่น้ำ

ผมย่นคิ้วแล้วจะส่ายหน้าแต่นับสองชิงพูดขึ้นมาก่อนแล้วหันไปมองชายาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

ผมปล่อยชายาไปซื้อคนเดียวไม่ได้นับสองมองออกไปด้านนอกที่มืดสนิทแล้วก็มองหน้าตาใสซื่อของชายาจากนั้นก็ถอนหายใจ พี่ขึ้นไปก่อนแล้วกันนะ...”

“แต่...”

“ขอผมปรับอารมณ์ตัวเองสักสิบนาที...” นับสองหลุบตาลงมองพื้น “แล้วผมจะกลับมาร่าเริงเหมือนเดิม...อย่าห่วงเลย”

...อย่าฝืนตัวเองแบบนี้ได้มั้ย!

ยิ่งเป็นแบบนี้ คนมันยิ่งห่วง

“ผมให้พี่เห็นสภาพน่าสมเพชมากเกินไปแล้ว” น้องหันหลังแล้วจูงมือชายาก้าวเดินออกไป “ผมไม่อยากเป็นคนที่น่าสงสารในสายตาพี่”

คิดไปเองคนเดียวแล้ว!

ผมไปคิดแบบนั้นตอนไหนกัน!

บ้าเอ๊ย!

อยากจะพูดขัดแต่นับสองก็พาชายาเดินออกไปแล้ว วูบหนึ่งผมรู้สึกโกรธนับสอง โกรธจนแทบคลั่ง โกรธในความที่ไม่แยแสความรู้สึกตัวเอง ไม่สนว่าความรู้สึกตัวเองจะพังแค่ไหน พยายามจะเข้มแข้งแม้ว่าตัวเองจะอ่อนแอจนแทบไม่มีเรี่ยวแรง

จะไม่ไหวอยู่แล้วยังจะไปคิดห่วงคนอื่นกลัวว่าเขาจะเป็นห่วง

ไม่เคยห่วงตัวเองก่อนเลยจริงๆ

ไม่รักแม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง

ผมหลับตาซ่อนความวูบไหวในดวงตาไว้ก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟต์กดชั้นบนสุดเมื่อผมได้อยู่คนเดียวแล้ว อารมณ์ร้อนๆ ในอกก็ถูกปล่อยออกมา...

ปัง!!

ฟาดมือลงกับผนังลิฟต์อย่างแรงแต่กลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บเพราะมันมีสิ่งที่เจ็บปวดมากกว่า... เจ็บปวดและแค้น...แค้นตัวเองที่ได้แต่มอง

ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจพอให้นับสองปลดปล่อยทุกอย่างออกมา

“ทำไม...”

ผมหลับตาลง

“ทำไมมึงถึงไร้ประโยชน์แบบนี้ไอ้เก้า”

 

...ผมช่วยอะไรน้องไม่ได้สักอย่าง

ได้แค่อยู่ข้างๆ ได้แค่ปลอบโยนเท่านั้น

แต่ไม่สามารถลบล้างความมืดในใจน้องได้

 

ผม...เป็นคนรักที่แย่มากเลยใช่มั้ย


------



[นับสอง]

 

                เงยมองท้องฟ้าโปร่งสีดำทั้งผืนด้วยหัวใจที่ยับเยินหลังจากร้องไห้จนเหนื่อยและได้หลับตานอนหลับพักผ่อนสักครู่ก็พอช่วยให้อารมณ์มันดีขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังรู้สึกปวดหนึบในใจอยู่ตลอด

                ผมรู้สึกแย่นิดหน่อยที่ไปปล่อยโฮใส่พี่เก้าแบบนั้นแถมยังร้องเพลงเป็นบ้าเป็นหลังอีก สภาพน่าอับอายแบบนี้มันสมควรปล่อยให้คนที่ชอบเห็นรึไง... ภาพลักษณ์เสือนับผู้ยิ่งใหญ่ไม่เหลือชิ้นดีแล้ว

                ถอนหายใจพยายามปรับอารมณ์แตกกระเจิงให้กลับเข้าที่เข้าทาง ขณะจูงชายาที่เดินอุ้มตุ๊กตาไปทางเซเว่นที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก

                “ระหว่างวนิลากับช็อกโกแลต” เสียงเล็กๆ ดึงผมออกจากห้วงภวังค์ความคิด “เราควรกินอะไรดี”

                ผมคิดเล็กน้อย “เลือกที่ชอบที่สุดสิ”

                ชายาสั่นหัวแล้วบุ้ยปาก “เราเลือกไม่ได้ เราชอบทั้งสองรส” แล้วก็ยกนิ้วจิ้มที่แก้ม “แต่ถ้ากินไอติมมากไปจะปวดท้อง”

                “ก็เลือกอันเดียว” ผมพูดไปอย่างไร้อารมณ์ไม่ได้ขุ่นเคืองหรือหงุดหงิด

                “เรากลัวคุณไอติมอีกรสจะเสียใจที่ไม่ถูกเรากิน” ชายาเบะปากแล้วกะพริบตามองผม “งั้นนับสองกินไอติมแทนเราได้เปล่า เรากินวนิลา นับสองกินช็อกโกแลต เท่านี้คุณไอติมก็จะไม่เสียใจแล้ว”

                เอาแบบนี้ก็ได้เหรอชายา ผมเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาแล้วยอมพยักหน้า “ได้ เดี๋ยวกินช็อกโกแลตให้”

                พอเห็นว่าผมยอมทำตามแล้วก็ดีใจจนยิ้มกว้างตาปิดดูโลกสดใสเหมือนไม่เคยมีเรื่องให้เศร้าใจ หากมีเรื่องเศร้าทำให้ต้องร้องไห้ สาบานได้เลยว่าคนที่ทำให้ชายาร้องไห้มันต้องสมควรตายเป็นพันครั้ง

                บางคนก็เกิดมาเพื่อถูกปกป้องและรักใคร่เอ็นดู

                บางคนก็...เกิดมาทำไม

                คงไม่ต้องบอกนะว่าผมอยู่ในประเภทไหน

                “อ๊ะ ขนมในห้องเราก็หมดแล้ว” ตอนแรกบอกว่าอยากกินไอติมอย่างเดียวแต่พอเข้ามาเจอขนมเป็นแถวๆ ก็ตาเป็นประกายแล้ววิ่งไปหยิบตะกร้าแต่ก็อึกอักเพราะมือหนึ่งถือตะกร้ามือหนึ่งอุ้มตุ๊กตาหมีพูเลยไม่มีมือว่างที่จะหยิบขนมแล้ว

                ท่าทางมึนงงสับสนทำอะไรไม่ถูกของชายาทำให้ผมยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติไม่ใช่ยิ้มที่เกิดจากการฝืนหรือพยายาม ความไร้เดียงสาไม่ได้เสแสร้งของชายามันค่อยๆ ทำให้อารมณ์ของผมดีขึ้นตามลำดับ

                ผมกอดอกยืนอยู่นิ่งๆ สักพักเพื่อรอให้ชายาเรียก ผ่านไปหนึ่งนาทีชายาก็หันมามองผมด้วยสภาพน้ำตาคลอเบ้าแล้วก็กัดปากตัวเองแน่น

                “เป็นอะไร” ผมกลั้นหัวเราะแล้วถาม

                “เราหยิบขนมไม่ได้” มองชั้นขนมตรงหน้าตาละห้อย “เราไม่มีมือแล้ว”

                “วางตุ๊กตาลงก่อนสิ” ผมแนะนำ

                ส่ายหน้าไม่ยอม “ไม่เอา เดี๋ยวคุณหมีพูเปื้อน”

                “งั้นวางตะกร้า” ถ้าวางตะกร้าไว้กับพื้นแล้วหยิบขนมใส่จากนั้นก็ค่อยถือเหมือนเดิมก็ได้ แต่ชายากลับไม่เข้าใจแล้วแปลความหมายว่าผมบอกเอาตะกร้าไปวางคืนที่เดิม

                “ไม่ได้ เราซื้อขนมเยอะต้องใส่ตะกร้า” ทำหน้าเครียดสุดๆ แล้วจะร้องไห้ “หรือเราจะไม่ได้กินขนม”

                ผมส่ายหัวไปมาก่อนจะดึงตุ๊กตาหมีออกจากแขนของชายา “เอ้า กูถือตุ๊กตาให้ก็ได้”

                “โอ๊ะ จริงด้วย” เอียงคอไปมา “เราให้นับสองถือก็ได้นี่”

                เออ! แค่นี้คิดไม่ได้รึไง ยิ้มขำๆ

                “เลือกขนมสิ” เกรงว่าถ้าอยู่ข้างล่างนานเกินไปจะทำให้พี่เก้าเป็นห่วงเลยพูดเร่งชายา

                ชายาพยักหน้าหงึกหงักแล้วเริ่มหยิบขนมใส่ตะกร้า ส่วนมากจะหยิบพวกลูกอมลูกกวาดช็อกโกแลตกับพวกเลย์เป็นส่วนใหญ่ ตอนที่หยิบห่อเลย์มันฝรั่งก็หันมาจุ๊ปากใส่ผม

                “หือ?” ทำอะไรเนี่ย

                “ห้ามบอกปะป๊าเรานะ!” หน้าตาของชายาขึงขังมาก

                “บอกอะไร” หน้าพ่อมึงยังไม่เคยเจอแล้วจะเอาอะไรไปบอกเขา

                “ก็ขนมขยะนี่ไง” ชายาพูดอย่างตรงไปตรงมาแล้วชูห่อเลย์โบกไปมา “ปะป๊าบอกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เราว่ามันอร่อยดี”

                ผมมองถุงเลย์มากมายในตะกร้า “ปกติปะป๊าไม่ให้กินเหรอ”

                “อื้อ” ชายาหยิบเลย์รสสาหร่ายใส่ตะกร้า “ปะป๊าชอบเยอะ”

                ผมขมวดคิ้ว “รู้ความหมายของชอบเยอะเหรอ”

                “ไม่รู้” กะพริบตาซื่อๆ “แต่เราได้ยินคุณเลขาพูดใส่ปะป๊า แบบเยอะ ชอบเยอะ”

                “แล้วปะป๊าทำอะไรถึงโดนคุณเลขาว่าแบบนั้น” ผมถามต่อ

                “ก็เวลาที่ปะป๊าเอาขนมมาให้ เอาของเล่นมาให้เลือก” ชายาเล่าไปแล้วก็ยิ้มแย้มสดใสไปและก็กลัวผมไม่เข้าใจเลยยกตัวอย่างให้ฟัง “ตัวอย่างก็ ก็...ปะป๊าเอาของขวัญมาให้เลือกเป็นสิบๆกล่อง แล้วคุณเลขาก็จะดุปะป๊าว่าเยอะ”

                ฟังแล้วก็รู้สึกปวดแปลบๆ ในใจเอ่ยเสียงแหบต่ำ “ปะป๊าคงรักชายามาก”

                “แน่นอน!” ชายายิ้มกว้างกว่าเดิม “ปะป๊ารักเราที่สุด!

                “ก็รู้ว่าปะป๊ารักและหวังดีแล้วยังจะกินขนมขยะอีก!

                เสียงทุ้มเจือความเกรี้ยวกราดแบบเสแสร้งดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเรา ผมสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันไปมองเจอกับผู้ชายวัยสามสิบกว่าๆ อยู่ในชุดนอนเรียบหรูตามฉบับคุณผู้ชายในละครเป๊ะกำลังยื่นกอดอกมองชายาอย่างดุๆ

                ชายาอ้าปากกว้างแล้วก็ทำเลย์ในมือหล่นพื้น “อ๊ะ ปะป๊ามาได้ยังไง”

                “ถ้าปะป๊าไม่มา ชายาคงซื้อพวกนี้ไปแอบกินหลังปะป๊าแล้ว” ผู้ใหญ่กล่าวแล้วเดินเข้ามาใกล้ชายาจากนั้นก็หยิบพวกเลย์ออกจากตะกร้าทันที “ไม่ทำตามสัญญากับปะป๊า จะโดนอะไรนะ”

                “อ๊า!” ชายาร้องลั่นแล้วส่ายหน้าอย่างแรง “ไม่เอา อย่ายึดตุ๊กตาน้องชายานะ!

                “ป๊าจะยึด! สีหน้าของคนเป็นปะป๊าดูลังเลเอามากๆ แถมพยายามทำเสียงแข็งใส่แต่ในความจริงกลับอ่อนมาก

                “งั้นน้องชายาจะร้องให้ดู!” เมื่อไม้ตายถูกใช้อีกครั้งคราวนี้เจ้าสัวชานินทร์ไม่สามารถทำหน้าขรึมวางท่าได้อีก “ฮึก อย่ามายึดตุ๊กตาหนูนะ!

“โอ๊ยๆ ชายา ปะป๊าไม่ยึดแล้วววว” จากเข้มขรึมก็แปรเปลี่ยนทันที “คนเก่งของปะป๊า ปะป๊าแค่ไม่อยากให้กินของพวกนี้ ปะป๊าห่วงหนูนะ”

ผมมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่สับสนไปหมดมันทั้งอิจฉาทั้งริษยาแต่ที่มากกว่านั้นคือยินดี... ยินดีกับชายาที่มีพ่อแบบนี้ ผมเคยคิดว่าทำไมพ่อของชายาถึงกล้าปล่อยชายาไว้คนเดียวทั้งๆ ที่ชายาก็เป็นแบบนี้

แต่พอเห็นเขามาโผล่ที่นี่ในเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้วยังอยู่ในชุดนอนเตรียมจะนอนอีก

...หากเดาไม่ผิด

เขาคงเฝ้ามองดูชายาอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่ปรากฏตัวออกมาสินะ

ท่าทางอ่อนโยนและดูบ๊องๆ บวมๆ ของเจ้าสัวชานินทร์มันผิดกับในทีวีที่ผมเห็นมากๆ ผมคิดว่าตัวเองไม่ต้องอยู่ก็ได้แล้วมั้งเพราะดูเหมือนชายาคงลืมผมไปซะแล้ว

ผมไม่อยากจะไปรบกวนเวลาพ่อลูกสุขสันต์ของครอบครัวเขาเลยตัดสินใจหันหลังเดินกลับออกมาแต่ก็ถูกเสียงทุ้มต่ำเรียกไว้ก่อน

“เธอชื่อนับสองรึเปล่า” เหมือนจะเป็นเจ้าสัวชานินทร์พ่อของชายาเรียกผม

ผมหันไปแล้วยกมือไหว้เขาก่อนและเขาก็รับไหว้หลังจากนั้นผมก็ตอบ “ใช่ครับ”

เจ้าสัวพยักหน้าแล้วยิ้มให้น้อยๆ “วันหลังอาจะเลี้ยงข้าวนะ ห้ามปฏิเสธด้วย”

เอ่อ นี่เราสนิทกันแล้วเหรอครับ ผมมองเจ้าสัวอย่างงุนงงแต่ก็พยักหน้าหงึกหงักรับปากไปโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาชวนทานข้าวทำไมแล้วจากนั้นก็ขอตัวก่อน

ผมย่นจมูกเล็กน้อยเมื่อออกมาจากเซเว่นแล้วก็พบกับทางเดินที่มืดๆ ไฟสลัวๆ ตอนเดินมาทำไมถึงไม่รู้สึกนะว่ามันน่ากลัว สงสัยเพราะต้องเดินกลับคนเดียวล่ะมั้ง

ก็อยู่คนเดียวมาตลอด...น่าจะชินได้แล้ว

คลื่นอารมณ์ที่เริ่มจะกลับมาครั้งที่เริ่มสั่นคลอนอีกครั้งแล้วยิ่งหันไปมองท่าทีรักใคร่ของพ่อลูกในเซเว่นที่พากันไปนั่งเก้าอี้กินไอติมแล้วยิ่งเจ็บลึกและตั้งคำถามอีกครั้ง

นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้รับความอบอุ่นและใกล้ชิดแบบนี้

คิดจะก้าวเดินแต่ก็หันหลังกลับเข้าเซเว่นหันไปมองตรงผนังอย่างเหม่อลอยจนพนักงานมองตาไปแล้วพบว่าสิ่งที่ผมต้องการคืออะไรก็ส่ายหน้า

“ขายไม่ได้น้อง” เขามองชุดของผมที่อยู่ในชุดนักศึกษา

ผมยังคงมองนิ่งแล้วเลื่อนสายตาไปมองเขาจากนั้นก็คลำหากระเป๋าตังค์ “ผมจะซื้อ”

“ขายไม่ได้” เขาย้ำหนักแน่นแล้วส่ายหน้าเมื่อเห็นแบงค์สีเทาในมือผม “บุหรี่มันไม่ดี เชื่อพี่”

ผมเม้มปากแน่นมองอย่างดื้อดึงแล้วเก็บเงินใส่กระเป๋า เออ ไม่ขายก็ไม่ซื้อ! เมื่อซื้อไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ตัดสินใจจะเดินกลับขึ้นห้องแต่ก็ต้องสะดุด...

“พี่เก้า...”

สีหน้าของผมแปรเปลี่ยนทันทีเมื่อเห็นคนที่เดินเข้าใหม่หลังเสียงสัญญาณของประตูอัตโนมัติ แววตาของพี่เก้าจับจ้องมองที่หน้าผมแล้วหันไปมองแผงบุหรี่จากนั้นก็ลากสายตาดุเดือดไปที่พนักงาน

พนักงานเหงื่อแตกพลั่กรีบโบกมือปฏิเสธ “ผมยังไม่ได้ขายให้น้องเขา!

พี่เก้าคลายสีหน้าเย็นชาลงแล้วกลับมามองที่ผม ผมไม่กล้าสบตาได้แต่เงียบใส่รอให้พี่เก้าดุหรือว่าแต่ผิดคาด เขายื่นมือมาจับข้อมือผมแล้วดึงให้เดินตาม

“เหนื่อยมาทั้งวันแล้วรีบไปพักเถอะ” เขาว่าอย่างอบอุ่นแล้วพาผมเดินกลับ

“อื้อ” ไม่กล้าพูดอะไรและรู้สึกอึดอัดไม่น้อย “พี่เตรียมน้ำให้ผมแล้วเหรอ”

พยายามหาเรื่องอื่นมาพูดคุยแทนเพื่อกำจัดบรรยากาศกระอักกระอ่วนนี้ พี่เก้าเลื่อนจากจับข้อมือเป็นกุมมือผมไว้แน่นแทน

“เรียบร้อยแล้วครับ” รอยยิ้มใต้แสงไฟดูหล่อเหลามากกว่าปกติ “แต่ถ้าปล่อยไว้นานเดี๋ยวมันก็จะไม่อุ่นไง”

ผมพยักหน้าหงึกหงักพอนับเวลาดูแล้วก็เกือบสิบห้ายี่สิบนาทีได้ที่ผมอยู่กับชายา พี่เก้าคงรีบเตรียมน้ำแล้วก็รีบลงมาหาผม... หัวใจเหน็บหนาวถูกราดด้วยน้ำผึ้งราดๆ ให้รู้สึกถึงความหวานล้ำและอุ่นร้อนไล่ความหนาวเย็นออกไป

จังหวะการเต้นของหัวใจค่อยๆ มั่นคงขึ้นแต่สมองยังคงปวดระบมและมึนงงไม่สร่างง่ายๆ

“พี่...ดีกับผมจริงๆ”

“แน่นอนสิ” พี่เก้าอมยิ้มแล้วมองตรงไปข้างหน้ามองแสงไฟริมทางอย่างเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ส่วนผมก็มองไปรอบๆ รู้สึกว่ามันไม่น่ากลัวอีกแล้วสำหรับทางเดินมืดๆ สลัวๆ

                “นับสอง”

                “หือ” ผมหันไปตามเสียงเรียก

                เขาไม่ได้มองผมแต่มองไปข้างหน้า “พี่ไม่เข้าใจความเจ็บปวดของนับก็จริง และเวลาเราร้องไห้พี่ไม่เคยรู้สึกว่ามันน่ารำคาญหรือน่าสมเพช กลับกัน...พี่อยากกอดเราให้แน่นๆ”

                กัดปากตัวเองแน่นแล้วหลุบตามองพื้นยามรู้สึกถึงความหวั่นไหวในอกอีกครั้ง

                “พี่ไม่รู้ว่านับกำลังมีปัญหาอะไรแต่พี่จะอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างๆ” กระชับมือประสานให้แน่นขึ้น “นับอยากหลุดพ้นจากความเจ็บปวดมั้ย”

                ผมเกือบหัวเราะกับคำถามโง่ๆ ของพี่เก้า “มีใครบ้างที่อยากอยู่กับความเจ็บปวด”

                “ถามหาความจริง ถามหาเหตุผล”

                ยังจะต้องถามอะไรอีก

ถามหาความจริงที่โหดร้ายงั้นเหรอ

                พี่เก้าลังเลใจเล็กน้อยแต่ก็พูด “บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด”

                ผมเข้าใจถูกแล้วต่างหาก

“ถ้าไม่อยากเจ็บอีก...ก็ถาม” เอ่ยช้าๆ ให้มันซึมลึกเข้าไปในสมองเบลอๆ ของผม “ถามให้รู้ไปเลย”

ผมหันไปมองพี่เก้าซึ่งเขาก็กำลังจริงจังไม่ล้อเล่น มือร้อนอีกข้างยื่นมาลูบแก้มของผมเบาๆ

                “อย่าหนี”

                “...”

                “ยิ่งหนีมันก็ยิ่งเจ็บปวด”

 

               ถ้าไม่อยากเจ็บ

               ผม...ควรเลิกหนีใช่มั้ย

  ผม...เชื่อพี่เก้าได้ใช่มั้ย




-------

เจ็บเเต่จบอ่ะลูกกกกกก

ถาม! ถามมมม!

แต่ลึกๆ... น้องก็ยังไม่เชื่อพี่เก้าเต็มร้อย กระซิก

#นับเก้ารัก 

--------------



                               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18.073K ครั้ง

1,900 ความคิดเห็น

  1. #57117 PPimfaHH (@PPimfaHH) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 23:01
    ร้องไห้เลย
    #57117
    0
  2. #56067 sirindabumtomjhu (@sirindabumtomjhu) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 23:24
    เราเข้าใจนับสอง
    ความรู้สึกที่เจ็บปวด ไม่เหลือใคร ว่างเปล่า
    อธิบายไม่ถูกรู้แค่มันอ้างว้างง // ดราม่าอีกแล้วว
    #56067
    0
  3. #55203 MAGAND (มาร์กันต์) (@Markgot7iloveyou) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 21:31
    ร้องเลยอะ อืออ
    #55203
    0
  4. #55201 ChatchayaNB (@ChatchayaNB) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 20:09
    ถ้าพูดในมุมที่ไม่รู้อดีตนะ เจอพ่อแม่พี่น้อง ทำไมไม่เข้าไปทัก .. ไม่โทรหา ก็เพราะคนอื่นรู้ว่าเทออยู่กะหลัวหรือเปล่า!!! ต่อให้มีอะไรในใจค้างคากับครอบครัว คิดว่าทำไมไม่เข้าไปเจอละเครียเลย อย่างว่าแต่ละคนความคิดไม่เหมือนกัน
    #55201
    0
  5. วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 11:09
    หน่วง!!!!
    #54899
    0
  6. #54868 LHMxoxo. (@0990990) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 13:04
    คือตอนอื่านถึงที่น้องร้องเพลงทำไมต้องเสียน้ำตา แล้วเพลงที่เปิดตามมันตรงพอดี ขอลุกร้องไห้เลยอ่ะ อึดอัดแทนน้องเลย v_v
    #54868
    0
  7. #54813 beeya1 (@beeya1) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 13:51
    น้ำตาไหล หั้ยกับตอนนี้.

    สงสารน้อง อยากกอดแล้วหลังเบาๆ
    #54813
    0
  8. #54677 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 17:39
    โง้ยยยย สงสารน้อง
    #54677
    0
  9. #54674 G._.arn (@Little_G) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 14:51
    น้ำตาไหลพราก มันเป็นความรู้สึกที่เราเคยเจอ เข้าใจความรู้สึกนี้มาก คือแบบ เราอยู่ตรงนั้นแต่เหมือนไม่มีเราอยู่ และพอเราเดินออกมา ที่ตรงนั้นมันดูเป็นครอบครัวสุขสันต์มาก รู้สึกเป็นส่วนเกินในครอบครัว ถึงจะไม่มีเราอยู่ตรงนั้น แต่ครอบครัวดูไม่ขาดหายเลย หวังตอนต่อๆไปจะได้รู้นะ ว่าทำไมครอบครัวนัดกินเเล้วไม่ชวนนับสอง ถ้าไม่มีเราเลิกอ่านเลยนะ หน่วงหัวใจมาก ที่อ่านมาหมันไส้นับสองมาก แต่วันนี้คือร้องไห้ ไม่ใช่เรื่องนี้ไม่ดีน่ะ แต่แบบว่ายิ่งอ่านเหมือนยิ่งมองตัวเอง เห็นนับหนึ่งละเหมือนเห็นตัวเอง บ้าผช. ตลกโป้กฮา หื่นกาม555 และเรื่องครอบครัว ถ้าตัดเรื่องพี่เก้ากับพี่ชาย2คนและก็เรื่องเหตุแผ่นดินไหวตอนเด็กของนับหนึ่งออก ที่เหลือคือเหมือนนับหนึ่งทุดอย่าง เรื่องเพื่อนเหิ้ยๆก็ด้วย ที่ชอบเรื่องนี้มากๆ
    #54674
    0
  10. #54613 Kamuki (@na--) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 01:22

    อ่านตอนกลางคืนคนเดียวเปลี่ยวๆหัวใจ ผลคืออะไรคะ ฟูมฟายจ้า น้ำหูน้ำตาไหล หมอนเปียกหมดแล้วฮืออออออ นับสองหนูต้องผ่านมันไปให้ได้ลูก พี่เก้าต้องเข้มแข็งเป็นหลักประคองน้องไว้นะคะ ฮือออออออ
    #54613
    0
  11. #54186 ❥Woaini (@Janejira-M) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 22:01

    ตอนนี้บีบหัวใจมากเว่อร์ งื้ออ
    ร้องไห้ตาม..เอานับสองคนหลงตัวเองคืนมา
    #54186
    0
  12. #54185 ❥Woaini (@Janejira-M) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 15 มีนาคม 2562 / 22:00

    ตอนนี้บีบหัวใจมากเว่อร์ งื้ออ ร้องไห้ตาม..เอานับสองคนหลงตัวเองคืนมา
    #54185
    0
  13. #54115 puppywang (@2543660) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 23:49
    โอ้ยฮื่อออยัยนับของแม่ ตอนหนูสดใสก็โคตรสดใสเลย ใจแม่ฟูไปหมด แต่พอหนูเศร้าแล้วแม่อยากร้องไห้ดังๆ หนูเป็นคนที่ไม่เหมาะกับความเศร้าที่สุดแล้ว ฮื่อออออ
    #54115
    0
  14. วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 12:30
    เป็นตอนที่หน่วงอะ สงสารทั้งคู่. นับเก็บไว้ กับตัว ส่วนพี่เก้าอยากช่วยน้อง
    #54075
    0
  15. #52847 Jeonjungkook1997 (@Jeonjungkook1997) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:36
    ยิ่งอ่านปมยิ่งยุ่งเหยิง
    #52847
    0
  16. #51857 SPPSPPPPS (@--o-) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:40
    ตาบวมหมดแล้วฮืออ ไม่ใช่นับสองนะเรานี้แหละ
    #51857
    0
  17. #50692 Earthh Teresa Noppraphai (@apitchayateresa) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:27
    โอ้ยคุณไรท์ เราจะตาย จะร้องไห้แล้วว
    #50692
    0
  18. #50402 Mookda77 (@Mookda77) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:52

    จะร้องไห้ตามแล้วเนี่ย...

    #50402
    0
  19. #50395 冬 Chouki (@Kuraoi) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:07
    เมื่อคุณรู้สึกจุกๆแต่ก็รู้สึกโง่อิ๋บอ๋าย..
    #50395
    0
  20. #50394 ornpt (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:58

    สงสารน้องนะ แต่ะอ่านแล้วรู้สึก งง ๆ ตรงที่ นับสองไม่รู้จักออสติน พึ่งมารู้ว่าเป็นพี่รหัสก็ตอนที่ออสตินมาหาไนน์ที่บ้าน แล้วอยู่ๆออสตินมากินข้าวร่วมกับแด๊ดกับแม่กับไอศูรย์งี้ นับสองไม่สงสัยบ้างเหรอ แล้วยิ่งนับสองคิดว่าออสตินยังเจ้ากันกับครอบครัวงี้ คือไรอ่า แง้ งง นิดหน่อย

    #50394
    1
    • #50394-1 nanza526 (@nanza526) (จากตอนที่ 48)
      8 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:15
      เราคิดว่าอารมณ์ตอนนั้นของนับสองอาจจะไม่ได้คิดลึกขนาดนั้น เพราะคงจะรู้สึกน้อยใจแล้วก็กลัวมากกว่าค่ะ (ไม่ใช่กลัวแบบหวาดกลัวนะคะ)
      #50394-1
  21. #50228 NongSTBerry3105 (@NongSTBerry3105) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:27
    ตาฉันบวมมากก บวมกว่านับสองอีก หื่อออออ
    #50228
    0
  22. #50227 Solalanp (@Solalanp) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:05
    สงสารนับ ชอบที่น้องมีความสุขมากกว่า

    น้องชายาน่ารักอีกแล้ว ปะป๊าก็ใจดี้ใจดี
    #50227
    0
  23. #50215 mwct (@koishi0714) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:28
    หน่วงใจ
    #50215
    0
  24. #50195 nid45 (@nid45) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:43
    เอาจริง ตอนนี้ทำน้ำตาฉ้านร่วง ฮรือออ จะเอาไวท์ ชอบไวท์--แค่กๆไม่ใช่ละหลงประเด็นไปหน่อย ฮรือกลับมาดราม่าต่อ เราว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างแน่ๆที่ทั้งแด๊ดและคนอื่นๆไม่บอกนับสอง แต่ที่เรามั่นใจคือทุกคนรักนับ อย่างพึ่งเสียใจไปนับสองลู๊ก ยังมีแม่คนนี้ มามะมาซบอกแม่คนนี้ ถึงจะไม่ใหญ่แต่เร้าใจแน่ๆ แค่กๆ โทดๆสันดานกามไปหน่อย
    ลุ้นจนขนสั่นไปหมดละ อยากรู้ความลับของแต่ละคนในเรื่องจริงๆโดยเฉพาะของพี่เก้า(ชู้เราเอง) ใต้ฝุ่นด้วย(กิ๊ก ใหญ่) ผู้ชายที่นัวเนียกับจินตอนนั้นด้วย และไอคูนย์ รวมทั้งเรื่องราวในอดีตอีกมากมายที่ยังเป็นปริศนา แม่จ๋า อยากรู้ใจจะขาดแล้ว รอไรท์มาอัพรัวๆ ไว้จะดองไว้สักปีแล้วกลับมาอ่านยาวๆไปเลย//ได้ซะที่ไหนเล่า!อัพปุ๊ปอ่านปั๊บ ฮ่าๆภูมิใจในความขยันอ่าน(นิยาย)ตัวเองจริงๆ. อีกไม่กี่เดือนจะสอบปลายภาคละ...เอ่อลืมตัวพล่ามซะเยอะหนีไปเล่นชู้ละ
    #50195
    0
  25. #50176 kiss k. (@kissloveadmin) (จากตอนที่ 48)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:57
    เราว่านับสองเป็นโรคซึมเศร้าแล้วล่ะ แต่พยายามจะเข้มแข็งสร้างตัวตนเริงร่าขี้อ่อยมาปิดบังไว้
    #50176
    0