นับ เก้า รัก [YAOI]

  • 300% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 3,370,364 Views

  • 57,425 Comments

  • 58,099 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    178,483

    Overall
    3,370,364

ตอนที่ 47 : อ้อยคว่ำครั้งที่ 41

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 155771
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18559 ครั้ง
    3 ม.ค. 62



[นับหนึ่ง]



                "นับสอง ฟังป๋าก่อน"
                เสียงของผมอ่อนระโหยกว่าปกติ พยายามขอโทษนับสองผ่านโทรศัพท์ดูเเล้วน้องจะไม่ฟังผมสักเท่าไร
                (เหอะ ต้องฟังอะไรอีก) เสียงโมโหตอบกลับมา (เรื่องมันผ่านมาสองชาติเเล้ว ผมต้องฟังอะไรอีก)
                "แต่เรื่องนี้ป๋าไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนนะ" ผมพยายามเล่าให้นับสองฟังเกี่ยวกับมาร์ค หนึ่งในเด็กเลี้ยงของผมที่ไม่ได้เต็มใจเลี้ยงสักนิด
                ในความจริงเเล้วผมไม่ได้ชอบไม่ได้รักและไม่ได้คิดจะรับเลี้ยงเด็กคนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะความผิดพลาดที่เด็กนั่นมันจงใจทำขึ้นเเล้วเรียกร้องให้ผมรับผิดชอบทั้งที่มันก็เสนอตัวมาเองเเล้วก็พูดว่าขอเเค่ได้อยู่กับผมก็พอ รู้ทั้งรู้ว่าผมไม่ชอบก็ดื้อดึง 
                บอกว่าไม่และปฏิเสธเด็ดขาดผมเเทบจะเอาเงินฟาดหัวไล่ด้วยซ้ำ แต่มันขู่จะเอาผมเข้าคุกข้อหาข่มขืนพรากผู้เยาว์ เเล้วในเวลานั้นญาติไอ้มาร์คก็เป็นตำรวจ ...ผมก็กลัวสิ ผมจำต้องรับเลี้ยงไว้แต่ไม่ออกหน้าออกตา และห้ามเด็กนั้นบอกนับสอง มันก็โอเค 
                ในเมื่อเด็กนั้นอยากเอาตัวเข้ามาเองก็ต้องทำใจยอมรับสภาพให้ได้ เเล้วช่วงหลังมามาร์คก็ไม่ได้ติดต่อผมเเล้ว ไอ้ผมก็คิดว่ามันคงเลิกรักผมไปแล้วก็สบายใจ
                แต่วันนี้กลับคาดไม่ถึงในสิ่งที่มันทำ คนที่ควรถูกทำลายมันควรเป็นผม ไม่ใช่นับสอง 
                (ไม่ได้เริ่มก่อนแล้วยังไง ตอนนี้ไม่เกี่ยวว่าใครเริ่มก่อนใครต่อหลัง) น้ำเสียงของน้องผมดูเหนื่อย (เพราะคนที่โดนคือผม สายตาคนในมหา'ลัยมองผมเป็นไอ้ระยำกระทืบคนแก่ไปแล้ว ถ้าผมจับไอ้มาร์คไม่ได้ อีกสักพัก ผมคงเป็นไอ้ขี้ยาในสายตาคนอื่นแล้ว!)
                ผมสะอึกทันทีเมื่อคิดถึงความลับของนับสองข้อนี้ มีไม่กี่คนที่รู้เรื่องนอกจากคนใกล้ชิดครอบครัวเเละเพื่อนสนิท เเน่นอนว่ามาร์คมันก็ยังเคยอาสาพานับสองไปโรงพยาบาลไปวัดไปล้างพิษยานรกอยู่บ่อยๆ ไม่รู้ว่ามันจะเเอบเก็บภาพอะไรไว้บ้าง เเต่มันคงไม่ดีเเน่ๆ ถ้ารูปมันหลุดออกไป 
                "แต่เดี๋ยว...เดี๋ยวรูปก็ถูกทำลายหมดแล้ว" เหลือบตามองคนที่นั่งไขว่ห้างบนโซฟาอย่างหวั่นๆ "ไม่ต้องกังวล"
                (ผมกังวลจนหายหายกังวลไปแล้ว) หัวเราะเยาะเย้ยอย่างเจ็บร้าว (เวลาที่ผมต้องการพี่...  พี่หายไปไหน)
                "เดี๋ยว" ผมรีบร้องบอกเเต่ไม่ทันเเล้ว นับสองตัดสายไปแล้วเเถมยังปิดเครื่องอีก ผมเงยหน้าเผยให้เห็นความซีดเซียวของใบหน้า รอบหัวถูกพันด้วยผ้าพันเเผลหนาเตอะ
                ควินซ์ยืนตัวสั่นตัวลีบอยู่ข้างเตียงผม ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าที่จะหันไปมองคนที่นั่งเกียจคร้านอยู่ตรงโซฟาปลายเตียงคนไข้ 
                ใช่...  ตอนนี้ผมอยู่โรงพยาบาล
                มาตั้งเเต่เมื่อคืนเเล้ว
                เพิ่งติดต่อนับสองก็เพราะผมเพิ่งฟื้นนี่แหละ...
                "...พี่ไอ" เสียงของผมเเหบเเห้งเอ่ยเรียกคนเป็นพี่ พี่ชายที่นานๆจะกลับมาสักที
                ไม่คิดว่าครั้งมาครั้งนี้
                เจอหน้ากันปุ๊บ
                ชกหน้าปั๊บ
                ความซวยของผมคือล้มหัวฟาดกับโต๊ะ
                หัวเเตกเลือดอาบเลยทีนี้
                "กูฝากให้มึงดูแลนับ มึงดูแลเเบบนี้เหรอ" เสียงเหี้ยมเอ่ยถามเเต่ไม่ได้ต้องการคำตอบ
                หน้าของผมไม่มีสีเลือดอยู่เเล้วยิ่งไร้สีขึ้นไปอีก ผมไม่รู้จะตอบยังไงเพราะผมดูแลน้องน้อยมากจริงๆ หากเทียบกับพี่ไอ 
                "อย่ามาอ้างว่างานยุ่ง" เจ้าของเรือนผมสีขาวสว่างดักคอผมไว้ "กูไม่อยากฟังอะไรที่มันปัญญาอ่อน"
                ผมจนด้วยคำพูดได้เเต่ปิดปากเงียบ
              "ตอนนั้นมึงรับปากกูเองว่าจะดูน้องให้ดี" เสียงสวบสาบของการขยับเสื้อผ้าบนโซฟาทำให้ผมเหงื่อตก กลัวว่าพี่มันจะลุกขึ้นมาซัดผมอีก "แต่ที่กูเห็นมีเเต่น้องพังขึ้นทุกวัน"
               เเววตาคู่เเปลกฉายชัดให้เห็นถึงอารมณ์พายุข้างใน ความกดดันไร้รูปกดทับตัวผมจนหายใจไม่ออก เเม้เฮียไอจะนั่งอยู่ไกลเเต่ก็เหมือนกำลังบีบคอผมอยู่
               "ผมพยายามนะ... ไม่ใช่ไม่พยายาม" ผมเอ่ยเสียงเเผ่ว "ผมอยากดูเเลนับสองจริงๆ"
                "อยากดูเเลหรือเเค่รู้สึกผิด"
                ผมก้มหน้าชิดอกไม่พูดต่อเพราะมันเเน่นหน้าอกไปหมด คำพูดของพี่เขาเสมือนมีดที่กรีดเเทงใจ
               "มึงสอบตกนะ หนึ่ง"
               "..."
               "มึงเป็นพี่ชายใครไม่ได้จริงๆ"
               ไอศูรย์เบือนหน้าไปอีกทางเหมือนไม่อยากมองหน้าผมเเล้วเค้นเสียงเย็นกระด้าง "ถ้าไม่ใช่เพราะมึง... น้องจะเป็นเเบบนี้เหรอ"
               ความผิดหวังในดวงตาของพี่ชายยิ่งทำให้ผมยิ้มขมขื่นมากกว่าเดิม อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมหน้าเพื่อซ่อนความอ่อนเเอที่กำลังเเสดงออกมา
               ครอบครัวเรา...พังตั้งเเต่เมื่อไหร่นะ
               ใช่... มันพังเพราะความกลัวตายเเละความเห็นเเก่ตัวของผม
                ผมเงยหน้ามองพี่ไอเเล้วปล่อยให้น้ำตามันไหลต่อไป... คำถามที่เก็บไว้ในใจตลอดถูกเอ่ยถามออกไป
               "ถ้าวันนั้น... ผมไม่ทิ้งนับสอง ถ้า...ผมมีสติมากกว่านี้"
               "..."
               "ทุกอย่างจะไม่เป็นเเบบนี้ใช่มั้ย"
               พ่อเเม่เฉยชา
               พี่ชายยิ่งห่างเหิน
               น้องชาย...หมดศรัทธา
               ...ทุกอย่างเป็นเพราะผมเอง               
               "บางที... มันอาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้"  
            ไอศูรย์กะพริบตาปกปิดความเจ็บปวดลึกล้ำ... ใช่ว่าตัวเขาไม่รักนับหนึ่งเเต่...สิ่งที่นับหนึ่งมัน...ยากจะให้อภัย ตัวเขาไม่อาจให้อภัย
               ผมหลับตาลงเเล้วภาพอดีตเลวร้ายก็ชัดขึ้นในสมอง...
              
          ดวงตากลมโตเบิกกว่าเมื่อผมสะบัดมือออกและผลักตัวเขาออกไปอย่างเร่งรีบเเละหวาดผวาจนดูเหมือนคนสติเเตก ด้วยเเรงสะบัดททำให้อีกฝ่ายเซยืนไม่อยู่เนื่องจากข้อเท้าได้รับบาดเจ็บเป็นทุนเดิม เเววตาตื่นตระหนกมองผมอย่างหวาดกลัว
          ก่อนร่างของน้องชายจะตกลงสู่เบื้องล่าง... สายตาคู่นั้นของนับสองเต็มไปด้วยคำถามเเละว่างเปล่า...พื้นตรงนั้นถล่มลงไปแล้วจึงเป็นช่องว่างขนาดใหญ่เเละนับสองก็ตกลงไปด้วยมือของผม

          "ขอโทษ ฮึก"


                ไอศูรย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วส่ายหน้า “ควินซ์ ออกไปก่อน”

                “แต่ว่า” เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงแม้จะหวาดกลัวจนตัวสั่นแต่ก็ยังไม่ยอมขยับ เขาไม่มองหน้าคนพูดแต่กลับมองเจ้านายที่น่าชิงชังอย่างผม

                สภาพผมตอนนี้ไม่น่าดูเท่าไหร่ไม่ค่อยอยากให้หมอนี่เห็นนักแต่ก็ไม่ทันแล้ว ผมพยายามยิ้มให้ควินซ์แล้วส่ายหน้าบ่งว่าไม่เป็นไร

                “หนึ่ง” เสียงของควินซ์บ่งบอกว่ากำลังดื้อดึง

                ผมตบหลังมือเขาเบาๆ แล้วดึงออก “ออกไปก่อน”

                เลขาคนสนิทเดินออกไปอย่างทำอะไรไม่ได้ ไอศูรย์มองตามหลังควินซ์ไปแล้วย่นคิ้วคล้ายกำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่จนกระทั่งประตูปิดลงบรรยากาศในห้องยิ่งหนาวเย็นขึ้นจนหัวใจผมดิ่งลงเหว

                ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากสีเงินดูคาดเดาไม่ได้ ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไร... นานหลายนาทีกว่าบทสนทนาจะเริ่มต้นอีกครั้ง

                “ควินซ์” น้ำเสียงดูเอื่อยเฉื่อย “ทำไมไม่ชอบเขา”

                “เขาเป็นคนดี” ผมกระตุกยิ้มแล้วส่ายหัวก่อนจะมองหน้าพี่ชายอย่างเกร็งๆ “...ที่นี่ไม่มีใครแล้ว ถอดหน้ากากเถอะ” มันน่าขนลุกเกินไปและผมกลัว

                “ฉันพอใจ” ไอศูรย์หลับตาลงแล้วกอดอก “...กลับเข้าเรื่องนับสอง”

                ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วระบายยิ้มฝืดๆ “ผม...ไม่มีอะไรจะพูด”

                ใช่ไม่อยากดูแลแต่มันเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งในใจ

                อยากเข้าไปดูแล

                แต่ก็ละอายเกินกว่าจะยืนอยู่ตรงหน้า

                “หรือผมควรจะตายไปซะ...” เป็นความคิดที่วนเวียนในหัวมาตลอด

                กริ๊ก!

                เสียงปลดเซฟดังขึ้นพร้อมกับลำกล้องของปืนที่ยกขึ้นส่องมาทางหัวของผมอย่างรวดเร็ว ไอศูรย์มีสีหน้าเหี้ยมเกรียมทะลุหน้ากาก

                ผมหน้าซีดแล้วปกสั่นพูดไม่ออกเมื่อเห็นปืนจ่อหน้าเป็นครั้งแรกและไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะพกปืนอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ      

“อย่าได้พูดให้ฉันได้ยินอีก” แววตาของไอศูรย์จริงจังก่อนจะลดปืนลง “ไม่มีใครอยากตาย ทุกคนล้วนกลัวตาย”

“...”

“นายไม่ผิดที่กลัวตาย”

ไม่ผิดที่กลัวตาย

แต่ผิดที่ผลักน้องลงไปสู่ความตาย

ต่อให้หาเหตุผลอะไรมาก็ไม่สามารถลบล้างความผิดนี้ได้  

            “ผมขอโทษ” เอ่ยเสียงแผ่ว ร่างกายแทบจะประคองไว้ไม่อยู่แต่ก็ฝืนนั่งต่อไป

ท่าทางของผมที่ดูโดดเดี่ยวและอ่อนแอทำให้พี่เขาใจแข็งได้ไม่นาน ครู่ต่อมาเขาก็วางมือลงแล้วหลับตาสงบสติพยายามคลายความกดดันรอบตัวลง

ไอศูรย์ลุกขึ้นแล้วเดินมาหาผมหยุดยืนข้างเตียงก่อนจะยกมือลูบศีรษะของผมอย่างเบามือ ความอบอุ่นและใกล้ชิดจากครอบครัวที่ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้สัมผัส

                ผม...รู้สึกอ่อนไหวเหลือเกิน

“ไม่มีใครเกลียดแก นับหนึ่ง” พี่เขากำลังปลอบใจผมอยู่งั้นเหรอ “แผลลึกไม่สามารถรักษาได้ในเวลาสั้นๆ”

ต้องใช้เวลานานแค่ไหน

ต้องทรมานแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยใช่มั้ย

                “พี่ไม่ได้เกลียดผมเหรอ” เพราะไม่ได้เจอหน้ากันนานมาก เขาทำงานอยู่ในต่างประเทศ ติดต่อแทบไม่ได้ โอกาสที่จะได้คุยกันแค่สองคนยิ่งน้อย

                “โง่เง่า!” ถ้าไม่ติดว่าหัวผมแตกอยู่เขาคงฟาดผมอีกรอบ “ก็บอกอยู่ว่าไม่มีใครเกลียด!

                สีหน้าผมประหลาดใจและสับสน

                “รู้จักคำว่าผิดหวังและโกรธมั้ย” ไอศูรย์ถอนหายใจ “ฉันโกรธที่แกไม่ทำห่าอะไรสักอย่าง! ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ปล่อยให้นับสองเดินทางผิด!" พยายามใจเย็นเเล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง "แล้วอีกอย่างนะ...ฉันแล้วก็พ่อแม่ไม่ได้ต้องการให้นายมาใส่ใจหรือพยายามกับพวกเรา...คนที่นายติดค้างไม่ใช่พวกเรา”

                ผมเม้มปากแน่นสีหน้าซีดเซียว

                “คนที่นายควรทุ่มเทคือนับสอง” เขาลูบหัวผมอีกครั้ง “นับสองไม่ได้ต้องการคำพูดหรือเงินหรือสิ่งของราคาแพงที่แกพยายามซื้อให้”

                “...”

                “สิ่งที่นับสองต้องการคือความเอาใจใส่ ความรักอย่างจริงใจ”

                ศีรษะเอนไปพิงหน้าท้องกลางอกของไอศูรย์แล้วหลับตาแล้วฟังเขาพูด... เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงเขาจึงหยุดพูด 

                “ถ้าผมดีได้ครึ่งหนึ่งของพี่...ก็คงดี” มองเขาแล้วก็ปลงตก ส่ายหัวในใจคิดว่ายังไงก็คงไม่มีทางทำได้

                ริมฝีปากของไอศูรย์คลี่ยิ้มขมขื่นและรู้สึกผิด “นายคิดว่าฉันไม่เคยทำอะไรผิดกับนับสองเหรอ”

                ได้ยินแบบนั้นแล้วก็แปลกใจ ปมคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ “พี่เคยทำผิดกับนับสองด้วยเหรอ” จากที่เห็นก็ประคองไว้บนฝ่ามือโอบอุ้มด้วยรัก ไม่น่าจะเคยทำเรื่องไม่ดีกับน้อง

                แต่ถ้าทำผิดก็คงไม่ร้ายแรงเท่าผม...ไม่มีใครทำนับสองได้เจ็บปวดเท่าผมอีกแล้ว

                “ฉันหลอกลวงนับสอง”

                หลอกอะไร “พี่หลอกอะไรนับสอง”

                “แกคิดว่าฉันเป็นคนช่วยนับสองออกมาเหรอ” จู่ๆ เขาก็ถามผมกลับ “แกคิดว่าฉันมีความสามารถขนาดนั้นหรือ”

                สมองค่อยๆ ประมวลผลอย่างช้าๆ ก่อนจะแจ่มชัดขึ้นหลังจากเข้าใจคำพูดที่พี่จะพยายามจะบอก แววตาของผมอลหม่านด้วยความไม่เข้าใจและมึนงง

 

                “...คนที่พานับสองกลับบ้านไม่ใช่ฉัน”

 

                แต่ผู้ชายคนนั้น

คนที่จูงมือนับสองเข้ามามันก็พี่ไม่ใช่เหรอ...พี่ไอ

 

              ผมไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกตอนนี้ยังไง และพี่เขาก็ไม่ใช่คนชอบล้อเล่น แต่ว่าแล้วทำไมถึงไม่ใช่พี่ก็ในเมื่อคนที่พานับสองเข้ามาก็เป็นพี่ไอชัดๆ

                “คนคนนั้นไม่ใช่ฉัน” เขาส่ายหน้าแล้วพ่นลมหายใจ สีหน้าก็ดูเหมือนไม่ได้ล้อเล่น

                “แต่เขาคือพี่” ใช่ ทุกคนก็เห็น

                “เขาคือฉัน...อืม พูดแบบนั้นก็ได้” ยักไหล่แล้วลูบหัวผมต่อ นี่เขาเห็นผมเป็นหมาไปแล้วรึไง “วันนี้มีคนคนหนึ่งที่ฉันจะให้แกเจอ”

                “ใคร” ผมถามกลับทันที

                “เดี๋ยวก็คงมาถึงแล้ว” พูดกำกวมดูมีลับลมคมใน แต่พี่เขาก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว ทำใจให้ชินเถอะ

                “ไม่พบได้มั้ย” ผมรู้สึกว่าเลือดที่เสียไปจากหัวแตกค่อนข้างเยอะจึงยังซีดเซียวอยู่

                ผมมองถุงเลือดแล้วรู้สึกหดหู่เล็กๆ อยากจะพักผ่อนซะมากกว่า

                “ต้องเจอ” พี่ไอศูรย์นั่งลงบนเตียงแล้วลูบต้นแขนของผมเบาๆ “ฉันจะไปต่างประเทศ”

                ฉงนใจ “พี่ก็อยู่ต่างประเทศตลอดไม่ใช่รึไง”

                “...” เขาอึ้งไปก่อนจะเลี่ยงสายตา “ฉันกำลังหมายความว่า...ครั้งนี้ไม่มีกำหนดกลับที่แน่นอน ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่”

                ทำไมดูเหมือนสั่งเสียแปลกๆ

                “ตกลงพี่ทำงานอะไรกันแน่” ผมเคยถามแด๊ดนะแต่ว่าไม่เคยได้รับคำตอบ แม่เองก็ไม่พูดอะไร ยิ่งนับสองเหรอ น้องก็ยิ่งไม่รู้

                “สนใจเรื่องตัวเองก็พอ” ยกยิ้มบางๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง “งานของฉันก็อันตรายไปหน่อย ไม่ต้องรู้เยอะน่ะดีแล้ว”

                พยักหน้าอย่างเสียมิได้ บางเรื่องเป็นความลับก็ดีกว่าแต่มันก็อยากรู้อยู่ดี

                “แล้วก็เรื่องของเด็กที่ชื่อเก้า” จู่ๆ พี่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “มึงปล่อยให้คนแบบนั้นมาอยู่ใกล้นับสองได้ยังไง”

                กลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างหวาดๆ “ผม...ห้ามไม่อยู่” ห้ามจนทะเลาะกันใหญ่โตแล้ว คิดถึงวันก่อนที่โต้คารมกับนับสองแล้วปากไม่ดีใส่ก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่เข้าไปอีก

                “ตอนนี้คบกันยัง” ใบหน้าสวมหน้ากากมีแต่ความตึงเครียด

ส่ายหน้า “น่าจะยังไม่ได้คบ”

                “ไม่อยากให้คบ” บราค่อนตัวพ่อหน้างอทันที “มันจะแย่งความรักนับสองไปจากฉัน ฉันไม่พอใจ!

“แต่นับสองชอบ” ผมแย้ง “ชอบมากด้วย”

                สายตาของพี่ชายแทบจะปาดคอผมอยู่แล้ว “ไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ”

                หุบปากฉับเลยครับไม่กล้าพูดอะไรอีก พี่ไอกำลังจะพูดต่อก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เป็นควินซ์ที่ชะโงกหน้าเข้ามาแล้วก็สะดุ้งยามที่ปะทะสายตากับพี่ชายของผม

                “มีคนมาเยี่ยม...บอกว่าเป็นคนรู้จักของพี่” พูดกับไอศูรย์แต่ไม่กล้าสบตา

                ผมย่นคิ้วแล้วก็นึกได้ว่าวันนี้จะมีคนที่พี่ไออยากให้ผมเจอ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร

                “ให้เข้ามา” ท่าทีของพี่เขาดูจะกระตือรือร้นขึ้นมาเล็กน้อยจนผมเริ่มระแวงแล้วว่าจะเป็นแฟนหรือคนรักรึเปล่า

                ควินซ์ผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นเพื่อให้แขกเดินเข้ามา คนที่เดินเข้ามามีรูปร่างสูงโปร่งสวมชุดนักศึกษาไว้ผมยาวและสีเดียวกับไอศูรย์พี่ของผม

                เห็นเลขาคนสนิทจ้องมองตาไม่กะพริบหน้าแดงแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ มองคนเข้ามาใหม่แล้วก็กลอกตาไปมาพยายามไม่ชมมัน

                แต่ก็ต้องชม... อะไรจะหน้าตาดีหล่อวัวตายความล้มขนาดนี้วะ ผมว่าไอ้เก้าก็เกิดมาเพื่อฆ่าคนแล้วนะแต่คนคนนี้มันยิ่งกว่า สีตาอำพันที่มองมามันทำให้ผมอึดอัด

                “รุนแรงไปรึเปล่า” คนเข้ามาใหม่วางท่าใหญ่โตแล้วปรายตามองไอศูรย์อย่างตำหนิ “นี่น้องนะไอ สมควรใช้กำลังหรือ”

                มุมปากผมกระตุกแทบจะพ่นคำด่าใส่ ตัวมันใส่ชุดนักศึกษาแต่กล้าตำหนิคนอาวุโสกว่า คิดว่าจะเห็นพี่บันดาลโทสะแต่กลับไม่มีให้เห็น

                “มันล้มหัวฟาดเองต่างหาก” อย่าพูดอะไรที่มันน่าอายได้มั้ย

                “อันนี้โง่เอง” เด็กมันพยักหน้า

                “นี่!” ผมไม่ทนหรอกนะที่จะให้เด็กมาด่าแบบนี้ “เป็นเด็กเป็นเล็ก พูดกับผู้ใหญ่แบบนี้เหรอ!

                อีกฝ่ายยืนล้วงกระเป๋าท่าทีเฉยเมยไม่แยแสต่ออารมณ์โกรธของผม ยิ่งทำให้ผมไม่ชอบใจมากกว่าเดิม หันไปมองพี่ด้วยสายตาเป็นนัยๆ ว่าไม่ชอบใจแล้วไอ้เด็กนี่มันมีอะไรให้ผมเจอ

                ไอศูรย์ถอนหายใจแล้วพยักหน้าให้คนมาใหม่ “ติน ถอดหน้ากากออก”

                หน้ากาก? หน้ากากอะไร

                ไม่ทันให้ผมได้ถาม ไอ้เจ้าเด็กหน้าละอ่อนมันก็ลูบมือไปแถวใต้คางตัวเองก่อนจะดึงผิวหน้า... ไม่ นั่นมันซิลิโคนของหน้ากากต่างหาก

                “ไง นับหนึ่ง”

                อีกฝ่ายทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่ผมรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกลิดรอนไปอย่างรวดเร็ว ตาของผมถูกดึงดูดรอยสักบนซีกหน้าข้างหนึ่งของเขาแล้วรู้สึกว่ายังไม่น่าตกใจเท่ากับองค์ประกอบโดยรวมของใบหน้าที่มองดูแล้ว...

                นี่มันเรื่องบ้าอะไร!

                หรือคนคนนี้จะเป็นคนพานับสองกลับบ้าน?

                ผมหันไปหาพี่ไอก็พบว่าเขาถอดหน้ากากสีเงินออกแล้วแถมยังไม่ยืนอยู่ข้างๆ กับไอ้คนมาใหม่ด้วย สมองของผมเริ่มสับสนอลหม่านและยุ่งเหยิง...

                “ตั้งใจฟังล่ะ ฉันจะเล่าแค่ครั้งเดียว”

               

 

 


 

[พาร์ท ไอศูรย์]

 


                เดินออกจากโรงพยาบาลโดยมีคนเดินตามหลังมาเงียบๆ ไอศูรย์เหลือบมองอีกฝ่ายแล้วก็นึกสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถามว่าทำไมจู่ๆ วันนี้ถึงได้มาทำอะไรแบบนี้ ความคิดของคนคนนี้ไม่สามารถคาดเดาได้เลย

                “มีอะไรจะถามก็ถาม” เสียงเย็นชาที่ทำให้หัวใจคนฟังเย็นเหน็บ “อย่ามามองหน้าแบบนี้ ไม่ชอบ”

                กลอกตาไปมาแล้วส่งเสียงหึไปทีนึง

                “บนโลกนี้ นายชอบอะไรบ้าง” ถามกลับไปแล้วเดินไปที่ลานจอดรถ

                “ชอบนับสอง” มุมปากยกขึ้นแล้วเอียงคอ “วันนี้น้องน่ารักมาก”

                เท้าของไอศูรย์แทบสะดุดแล้วตวัดตามองคนพูดอย่างโมโห “ไหนบอกว่าจะยังไม่ไปหาไง! จนกว่างานจะเรียบร้อย ห้ามไปหานับสอง!

                “น้องรหัสฉันดันเป็นน้องของไอ้เก้านี่” อีกฝ่ายยักไหล่แล้วเหยียดยิ้มมองผมอย่างสนุก “มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้”

                ตัวของผมสั่นเทิ้มด้วยความอิจฉาแล้วคว้าต้นแขนของอีกฝ่ายให้มานั่งในรถของตัวเองโดยที่หน้ารถก็มีคนขับอย่างอับบาสที่แทบจะหลับรอ แต่พอเห็นผมกับใครบางคนเข้ามานั่งก็รีบสะบัดความง่วงทิ้งนั่งตัวตรงวางท่าทันที

                เหอะ... กลัวหมอนี่มากกว่ากลัวเจ้านายมึงอีกเหรอ

                “เล่ามา!” ไอศูรย์ถลึงตาใส่อีกฝ่ายแล้วรีบเร่ง “วันนี้นับสองเป็นยังไง น้องเครียดอยู่มั้ย หน้าตาสดใสรึเปล่า”

                “ก็ดูสดใสดี” รอยยิ้มสุขใจที่ทำให้บราค่อนอย่างไอศูรย์อยากต่อยหน้าแต่ก็ต้องอดทนแล้วสายตาก็มองเห็นผมเปียที่ถักอย่างสวยงามแล้วก็เบิกตาโต

                “นี่ นี่นายให้น้องถักเปียให้เหรอ!” ความหึงหวงปรากฏวาบทั่วดวงตา

                ได้ไง! นับสองต้องถักให้เขาคนเดียวสิ!

                ออสตินยกมือขึ้นลูบเส้นผมที่ถูกถักเป็นเปียอย่างเบามือด้วยความพึงพอใจแกมโอ้อวด “ใช่ นับสองถักผมเปียให้”

                “แก๊...”

                “น้องเล่นหัวของฉันด้วย” โคลงศีรษะไปมา “น้องชอบฉันมากด้วย”

                “หุบปาก!” อิจฉาเว้ย!

                แต่อีกฝ่ายก็ไม่หยุดง่ายๆ “อ้อ ฉันทำอาหารเช้าให้นับสอง ออมเล็ต”

                ความอิจฉาหึงหวงสุ่มอกแทบเผาทุกอย่างราบเป็นหน้ากลองแต่ออสตินยังคงมีท่าทีสบายใจและสนุกอยู่จนเจ้าของรถอยากเตะไอ้ขี้อวดลงจากรถไปซะตอนนี้

                “น้องบอกว่าอร่อยมากๆ”

                “ไม่จริง!” เถียงตาย “นับสองชอบอาหารของฉันมากกว่า!

                “ไม่เชื่อก็ตามใจ” ส่ายหัวอย่างไม่สนใจแล้วหันไปสั่งอับบาส “กลับ อ้อ บอกให้คนมาเอารถฉันกลับด้วย”

                ไอศูรย์มองอย่างหงุดหงิด “ทำไมไม่กลับเอง”

                “ฉันขี้เกียจ” แมวตัวโตไหวไหล่แล้วเริ่มทิ้งตัวเอนพิงเบาะอย่างเกียจคร้าน

                คำตอบพาให้ตีนกระตุกเลยจริงๆ

                อับบาสรีบพยักหน้ารัวๆ แล้วออกรถทันที ผมนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ผมเรียกประชุมด่วนตอนบ่ายโมงตรงก็เอ่ยเร่งให้อับบาสขับเร็วขึ้นหน่อย

                ยื่นมือไปหยิบแฟ้มที่อยู่ด้านข้างมาอ่านพยายามไม่สนใจอีกคนที่มาเป็นกาฝากในรถ

                “นับสองน่ารักจริงๆ นะไอศูรย์” กูอุตส่าห์เงียบแล้วนะ!

                “เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้ว!

                ไม่ต้องมาย้ำ!

                “ตอนที่กำลังกินมื้อข้าว” เสียงดูเพ้อๆ “แก้มป่องๆ น่าหยิกมากเลย”

                หึ พอดีกูเคยบีบแกมนับสองมาเป็นร้อยแล้ว

                ไม่อิจฉา!

                “แต่ฉันชอบรอยสักตรงคอของนับสองมากเลย”

                หยุดอ่านรายงานการประชุมแล้วเงยหน้ามองนิ่ง “รอยสัก?”

                “รอยสักไม้กางเขน” ชี้นิ้วที่ข้างลำคอ “สวยจนน่ากัด”

                “นายอยากตายรึไง!” ฟาดแฟ้มใส่แขนอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง “อย่ามายุ่งกับนับสองของฉัน!

                ออสตินไหวไหล่แล้วมองออกไปนอกรถ “เขาเป็นของฉันตั้งแต่แรก”

                บรรยากาศในรถแทบจะเป็นเตาไฟอยู่แล้ว อับบาสโอดครวญในใจอยากจะโดดลงจากรถมันซะตอนนี้เลยให้ตายสิ ทำไมเขาต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย!

                บอสจะทะเลาะก็บอกกันก่อนได้มั้ย

                ผมจะได้จอดรถแล้วเนรเทศตัวเองไปรอข้างนอก

                “ของฉัน!

                “ของฉันต่างหาก”

                เมื่อก่อนอาจจะใช่ครับบอส

ส่วนตอนนี้นับสองเป็นของเก้า

                แต่ถ้าพูดออกไปก็เกรงว่าหัวจะขาด

                นายอับบาสขอคิดเงียบๆแล้วกันนะครับ

                ทั้งสองจ้องตากันอย่างเอาเรื่องก่อนจะแยกเขี้ยวใส่แล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง บรรยากาศรอบตัวยิ่งดูอึดอัด พอเงียบก็เงียบจนน่ากลัว

                “นายจะไปเมื่อไหร่” ออสตินถามขึ้นทำลายความเงียบ

                “พรุ่งนี้” ตอบไปแล้วก็นึกถึงจำนวนเงินมหาศาลแล้วก็อารมณ์ดี “ถามทำไม”

                “นายไม่อยู่ก็ดี”

                รอยยิ้มเย็นๆ พิกลของออสตินทำให้ไอศูรย์รู้สึกใจไม่ดี

 

                “ฉันจะได้ไปเดตกับนับสองอย่างสบายใจ”

 

                ...อับบาส

                มึงยกเลิกงานกูเดี๋ยวนี้!

               กูไม่ปงไม่ไปมันแล้ว!

 



------------------


 

[นับสอง]

 

                “มึงไม่ต้องเครียดนะเว้ย!

                ก็ไม่ได้เครียดอะไร

                “เออใช่ๆ ยังไงพวกกูก็อยู่ข้างมึงนะ”

                โห ซาบซึ้ง

                “เลี้ยงเหล้าพวกกู เดี๋ยวพวกกูปกป้องมึงเอง”

                ถุย! เกือบดีแล้วไอ้พวกเหี้ย!

                ผมกลอกตาใส่เพื่อนในห้องอย่างเอือมๆ ตอนนี้เลิกเรียนแล้วพวกมันเลยกระดึ๊บๆ มาถามไถ่อารมณ์ของเสือนับอย่างเป็นห่วงเป็นใย

                ก็รู้สึกดีไม่น้อย

                “ร้านไหนว่ามา” เออ เดี๋ยวเสี่ยนับเลี้ยงเอง

                “เฮ้ย กูล้อเล่น!” ใครสักคนรีบส่ายหน้าแล้วถลึงตาใส่ผม “มึงไม่รู้รึไงว่าปีหนึ่งยังอยู่ในเคอร์ฟิว ห้ามเที่ยวห้ามดื่ม”

                “กูไม่ค่อยได้เข้ารับน้อง” หยิบชีทเรียนใส่กระเป๋า “ไม่เห็นพี่ลมพูดอะไรด้วย”

                แต่ละคนทำหน้าเหมือนเห็นผี “มึงสนิทกับพี่ลมเหรอ!

                ผมหันไปมองไวท์ที่ยืนกดโทรศัพท์เล่นรออย่างฉงนใจประมาณว่าพี่ลมมีอะไรน่ากลัวให้ตกใจ ไวท์หันไปมองเพื่อนคนอื่น “อยู่ต่อหน้าน้องปีหนึ่งก็ต้องเล่นบทโหดๆ แหละ รอจบรับน้องเดี๋ยวก็รู้เองแหละ”

                ทุกคนพยักหน้าหงึกหงัก “ถ้าไวท์พูดแบบนี้ เราก็เชื่อ”

                แหม ประจบประแจงเหลือเกินนะ แต่น้องไวท์ของผมก็เสน่ห์แรงจริงๆ

                แต่ก็สู้เสือนับไม่ได้หรอก

                ผู้ชายของเสือนับต่อคิวยาวถึงยะลาแล้ว!

                และก็ถูกพี่เก้าไล่ไปหมดแล้ว กระซิก...

                “วันนี้จะไปซ้อมเดินใช่มั้ย” ไวท์ถามขึ้นเมื่อเห็นผมเก็บของเสร็จสักที มันเห็นผมพยักหน้า “เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน”

                “กูโอเคจริงๆ นะไวท์” รู้สึกเพื่อนตัวเล็กจะห่วงเกินไปแล้ว

                “ไปเถอะ” แม่งไม่ฟังกูเลย ผมยิ้มอ่อนๆ แล้วโอบคอเพื่อนรักออกจากห้อง

                อันที่จริงวันนี้ก็มีคนมาถามถึงมาร์คนะเพราะเห็นมันไม่มาเรียน ผมก็ได้แต่ตอบไปตามความจริงว่าไม่รู้ ไม่ได้ใส่ไฟยุยงให้เพื่อนเกลียดมัน...

                ผมไม่ต้องการทำเรื่องให้ยุ่งยาก จบคือจบ เดินคนละทาง ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ผมก้มมองไวท์เห็นว่าสีหน้ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ก็เบาใจ

                เราสองคนเดินลงมาข้างล่างก็เจอกับพิ้งค์ ดาวคณะสุดห้าวแต่ก็สวยไม่หยอกกำลังยืนกอดอกอยู่หน้าบันไดเหมือนรอใครอยู่

                “รอใครวะ” ผมถามไป

                พิ้งค์เงยหน้ามา “รอมึงไงไอ้ห่า!

                “รอกูทำไมอะ” เฮ้ย หรือจะสารภาพรักกับเสือนับ

                เรื่องสาวมาสารภาพรักนั้น

                เป็นเรื่องปกติเหมือนการกินข้าวครับ

                ไม่ได้ตื่นเต้นเลย

                “เดี๋ยวมึงเบี้ยวไม่ไปซ้อมไง!” ว้า นี่ผมคิดไปเองอีกแล้วเหรอ

                “เห็นกูเป็นคนแบบนั้นเหรอ” ทำหน้าเศร้า ไม่ได้นะ ภาพลักษณ์ของเสือนับคือผู้ชายเพอร์เฟ็กต์!

                “แล้วเมื่อวานหมาตัวไหนมันไม่ไปกองดาวเดือนคะ!” พิ้งค์ชกท้องผมอย่างไม่ออมแรงแล้วหันไปหาไวท์ “นี่ เพื่อนตัวน้อย เราชื่อพิ้งค์นะ”

                ผมกลั้นหัวเราะแทบไม่ทันเพราะไวท์สูงพอๆกับพิ้งค์แต่ตอนนี้ยัยดาวคณะมันใส่ส้นสูงอยู่เลยดูสูงกว่าไวท์นิดหน่อย สีหน้าไวท์ไม่ค่อยดีนัก ผมเลยรีบแนะนำตัวแทนมัน

                “มันชื่อไวท์” ผมเดินนำ “มันชอบเล่นเกมนะ มึงสองคนน่าจะคุยกันรู้เรื่อง”

                เคยเห็นพิ้งค์มันนั่งเล่นระหว่างพักอยู่เป็นเกมเดียวกับที่ไวท์เล่นแต่ผมไม่ได้เล่น พวกมันสองคนได้ยินก็หูผึ่งรีบคุยฟุ้งกันทันที

ระหว่างที่เดินไปอยู่นั้นก็มีสายตาจากหลายๆ ทิศจับจ้องมาอย่างหลากหลาย ผมรู้สึกอึดอัดแต่ก็ยังคงทำเป็นไม่รู้สึกอะไร มือล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่ามันสั่นมีสายเรียกเข้า

“ว่าไงพี่เก้า” ผมกดรับแล้วถามเขา อ้อ วันนี้พี่เก้ามีดูรับน้องคณะเขาเลยไม่ว่างมารับผมไปส่งที่หอประชุมของกองดาวเดือน

(โอเครึเปล่า ให้พี่เก้าไปส่งมั้ย) เสียงทุ้มดูกังวลใจยิ่งกว่าตัวผมซะเองอีก แต่ผมก็ได้ยินเสียงร้องเพลงคณะของพี่แกดังแทรกมาเป็นระยะเลยไม่อยากรบกวน

ผมไม่อยากให้รุ่นพี่คนอื่นมองพี่เก้าไม่ดีว่าไม่ยอมช่วยงานเลยปฏิเสธไป

“ผมโอเคจริงๆ นะ” หลุบตามองพื้นแล้วยกยิ้ม “ผมไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่จำเป็นต้องกลัว พี่อย่าคิดมากสิ”

(พี่เก้ารู้) เขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ (พี่เองก็เคยเจอข่าวแย่ๆ ถึงจะไม่ได้ทำผิดแต่ถูกเข้าใจผิดมันอึดอัดและน่าโมโห)

“มันก็อึดอัดจริงๆ นั่นแหละ”

ก็โมโหจริงๆ นั่นแหละ

บางคนไม่รู้อะไรแล้วมาพูดเหมือนรู้ดี

พูดเหมือนยืนอยู่ข้างๆ ตอนผมกระทืบไอ้แก่นั่น

“มันน่าโมโหจริงๆ” เดินผ่านกลุ่มคนแต่พวกเขาหลบหลีกผมเหมือนว่าผมจะพุ่งไปกระทืบอย่างนั่นแหละ ผมได้ยินไวท์ตะโกนด่าไล่หลังไปเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร

(มีอะไรก็บอกพี่) เสียงปลายสายอ่อนละมุนนุ่มหู (เรื่องของนับสองก็คือเรื่องของพี่)

“หึ ใช่เวลามาแจกอ้อยมั้ย” ผมถามยิ้มๆ

(ก็มันคือเรื่องถนัดของพี่นี่ครับ) ให้ทายว่าพี่แกต้องยิ้มอยู่แหง

ผมเหรอ...ไม่ได้ยิ้มสักหน่อย

“แค่นี้นะพี่ ผมถึงหอประชุมแล้ว”

ตรงหน้าผมคือหอประชุมที่คุ้นเคย แม่สาวดาวคณะเดินนำไปเปิดประตูมีไวท์เดินตามไป ผมเดินปิดท้ายหลังจากคุยนัดแนะเวลากันเรียบร้อยแล้วก็วางสายไป

ข้างในก็ยังคงคึกคักเหมือนเดิม ดูเหมือนว่าวิศวะอย่างพวกเราจะมาถึงเป็นกลุ่มสุดท้ายแฮะ

พอใครสักคนหันมาเห็นผมก็ร้อง “ไอ้นับบบบบ!!

ร้องเรียกไม่พอยังมากระโดดกอดกันอีก ผมตัวเซแต่ดีที่อีกฝ่ายไม่ได้ตัวหนักมากเลยไม่ถึงกับล้ม ผมมองดูแล้วพบว่าเป็นไอ้ไผ่นั่นเอง แหมๆ กิ๊กเบอร์สิบหกเองเหรอ ไม่เจอกันแค่วันสองวันก็คิดถึงกันขนาดนี้เลย

“มึงไม่รับสายกูอะ ฮือ กูนึกว่ามึงจะคิดสั้นไปแล้ว!” ไผ่เป็นประเภทน่ารักแบบเดียวกับไวท์พอมางอแงใส่ผมเลยดูน่ารักไปเลย

“คิดสั้นอะมึงมากกว่า” นาวาเดินมาตบหัวไผ่แล้วมองผมอย่างเป็นห่วง “แล้วเป็นห่าอะไร ใครทักไปก็ไม่ตอบ”

ผมมองหน้าเพื่อนในกองเดือนทีละคนอย่างคาดไม่ถึง ความหนักอึ้งในใจวางลงไปเหมือนเห็นว่าทุกคนยังคงปกติไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอย่างที่ผมจินตนาการไว้ก่อนจะเดินเข้ามา

กัดปากแล้วขมวดคิ้ว “พวกมึงทักมาเหรอ” สภาพผมแบบนั้นมีหรือจะมีอารมณ์มาจับโทรศัพท์

“ก็เออน่ะสิ” ดิวเบะปากแล้วหันไปหาวิน “ตอนกูทักไป ไอ้วินก็โทรหามึงด้วย”

วินไหวไหล่ “มึงก็ไม่รับสายกู”

“โทรหาพี่เก้าแต่พี่เก้าไม่ให้คุย” ไต้ฝุ่นกลอกตาไปมา

“...มึงไม่ตอบกู คราวหลังอย่าหวังว่ากูจะตอบมึงเลย” แม้แต่หมอดินที่ปกติไม่สุรสิงปฏิสัมพันธ์กับใครนักยังยอมทักมาถามไถ่ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เหมือนถูกหวยสิบล้านเลยครับ

แบร์ส่งกระดาษให้ผมใบหนึ่งเหมือนว่าจะเป็นกำหนดการณ์ของวันประกวดเดือนให้ผม “ทีหลังก็ตอบสักหน่อยก็ดีนะ เงียบไปแบบนี้ใจไม่ดี”

น่านน้ำกำลังดูดโคล่าอยู่ “ใช่ๆ มึงไม่เห็นพวกกูเป็นเพื่อนรึไงวะ”

...ก็กลัวว่าพวกมึงจะไม่ฟัง

และตีตัวห่างอย่างรังเกียจนี่

ธีร์ที่อยู่ไกลหน่อยก็บ่น “ถึงกูจะไม่ชอบหน้าไอ้ดิวแต่กูก็เพื่อนมึงคนหนึ่งนะ”

เป็นเพราะผมคิดมากไปเองสินะ

“ใช่ๆ พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ มีอะไรก็บอกพวกกูได้ ถึงจะอยู่กันคนละคณะ” ไผ่ยังคงกอดคอผมอยู่ “อาจจะช่วยอะไรมึงไม่ได้มากแต่ก็อยู่ข้างมึงนะเว้ย!

ผมสะดุดกึกกับคำว่าเพื่อนแล้วไล่มองผู้ชายหล่อกว่าคนที่พากันยืนมองผมอย่างตำหนิ ผมหลุดยิ้มก่อนจะรู้สึกหนักที่บ่าเมื่อมีคนเอาแขนมาพัก

“จิน” ผมมองเพื่อนที่ใบหน้ามีแผลแล้วร้องทักเบาๆ

“มึงยังมีเพื่อนดีๆ อีกเยอะ”

“...”

“ไม่ต้องไปแคร์กับเพื่อนเหี้ยๆ คนเดียวหรอก” สีหน้าเคืองๆ ของจินบ่งบอกว่ายังไม่หายแค้น ผิดกับผมที่เฉยชากับมาร์คไปแล้ว

นั้นสินะ.. บางครั้งมิตรภาพสิบปี

มันก็แค่ระยะเวลาที่ยาวนานเท่านั้น

แต่ความผูกพันกลับเบาบางเหมือนคนแปลกหน้า

ผมนิ่งไปก่อนจะหันไปยิ้มให้ทุกคน “ขอบคุณนะ”

แล้วทุกคนก็ต่างเบะปากเบ้หน้าทำเป็นขยะแขยงที่ผมพูดอะไรน่าอ้วก ผมหัวเราะอย่างร่าเริงยอมรับโทษจากมือไม้พวกมันที่ฟาดหัวฟาดไหล่โทษฐานเงียบหายไม่ส่งข่าวทำชาวบ้านเป็นห่วง

คุยกับทุกคนเล็กน้อยแล้วเดินเอากระเป๋ามาฝากไวท์ก่อนเพราะรุ่นพี่เรียกแล้ว...

ไวท์เงยหน้าจากโทรศัพท์ “เพื่อนที่ไม่ทิ้งมึงในวันที่ตกต่ำ...ควรคบไว้นะ”

พยักหน้าไปแล้วก็ยิ้มไป ...รอยยิ้มของผมตอนนี้ดูจะไม่เศร้าหมองอีกแล้ว ความเศร้าและหวาดกลัวถูกชำระล้างไปได้มากจนอารมณ์ของผมแทบคืนสู่ปกติแล้ว

 

บางครั้ง

เพื่อนไม่ต้องมีมาก

ขอแค่จริงใจ

มีแค่คนสองคนก็พอแล้ว

                ...

                ...

                 ...

                ผมมีเพื่อนที่เชื่อใจได้อย่างไวท์กับจินแล้ว

                สองคนครบแล้ว

    เพราะงั้น...


                เดือนคณะทั้งหลาย

   มาเป็นเด็กเสือนับเถอะ!

                ตำแหน่งว่างเยอะเลยนะ

   สวัสดิการเบี้ยเลี้ยงก็ดี๊ดีด้วยนะ!

 

 

 

“นับสอง ทำไมเดินไม่ตรงอีกแล้ว!

                ผมสะดุ้งโหยงเมื่อถูกเรียกเป็นครั้งที่...เอ่อ สี่แล้ว เพื่อนเดือนหันขวับมาจิกตาถลึงตาใส่แทบจะทันที สายตาประมาณว่า มึงอีกแล้วเหรอ!’

                เพื่อน...มิตรภาพเราเมื่อครู่อยู่ไหน

                ทำไมตอนนี้ทุกคนถึงทิ้งผมเล่า!

                “ผม เอ่อ ผม” จะให้พูดได้ไงว่าโดนเอามา! สมองรีบประมวลผล “ขาผมเจ็บอยู่น่ะพี่”

                รุ่นพี่สาวคนสวยมีท่าทีอ่อนลง “แล้วทำไมไม่รีบบอกก่อนล่ะค่ะ” หันไปหาเพื่อนอีกคนเพื่อปรึกษา “งั้นเดี๋ยวพักสิบนาทีแล้วจะเปลี่ยนมาซ้อมการแสดงร่วมแทนนะคะ แล้วหลังซ้อมจะมีรุ่นพี่มาวัดตัวเตรียมชุดการแสดงเปิดของวันเฟรชชี่ไนท์ด้วย”

วันนี้พวกเราย้ายกันมาซ้อมบนเวทีจริงทำให้มีการเดินผิดพลาดหยุดยืนโพสต์หมุนตัวผิดตำแหน่งและผมที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาเมื่อคืนก็เดินไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

อ้อ แล้วเมื่อกี้พูดว่าการแสดงร่วมใช่มั้ย...

การแสดงอะไรวะ

                ผมทำหน้าโง่ๆ ทันที

                จริงๆ ก็ไม่ต้องทำก็ได้

                เพราะโง่อยู่แล้ว ฮือ

“น้องนับสองไม่ได้มาเลยยังไม่ทราบ” รุ่นพี่คนเดิมว่าขึ้นแล้วอธิบายต่อ “คืองี้นะ เราเพิ่มการแสดงเปิดโดยการร้องเพลงของมหาลัย แล้วต่อด้วยเพลงประจำคณะทั้งหมด เป็นการร้องประสานเสียง”

ผมตาโตแล้วหันไปมองเพื่อนคนอื่นที่ต่างคนต่างเซ็งแซ่ไปตามๆ กัน นับนิ้วดูแล้วมันก็ยี่สิบคณะถูกมั้ย โอ้โห คอพังกันพอดี

“มีเนื้อเพลงให้มั้ยครับ” อยากจะบอกเหลือเกินว่าคณะวิศวะของผมเอง ผมยังร้องไม่ได้เลย!

เธอพยักหน้า “มีค่ะ พี่เก็บไว้ให้ชุดหนึ่งแล้ว เดี๋ยวไปหยิบมาให้นะคะ” ยิ้มให้อย่างใจดีแล้วเดินออกไป

“ทำไมจู่ๆ ถึงมีการแสดงเพิ่ม” ผมอดไม่ได้ที่จะถามเพื่อนเดือน นี่มันก็ใกล้จะประกวดเข้าไปแล้วนะ แต่เพิ่งมาเพิ่มการแสดงเนี่ยนะ

วินเป็นคนตอบเพราะอยู่ใกล้ผมที่สุด แหม วินอยากนั่งใกล้นับก็บอกมาแล้วพื้นเนี่ยแข็งมากด้วย มานั่งบนตักเสือนับดีกว่านะ อิอิ “เห็นเขาบอกว่าอยากให้มีการแสดงที่บ่งบอก...บอกอะไรนะไต้ฝุ่น”

เกือบหล่อแล้วพี่ครับ... เสือกหันไปถามเพื่อนตัวเองซะงั้น

“ความสามัคคีไม่แบ่งแยก” ไต้ฝุ่นเป็นคนหล่อแสนสุภาพ คำพูดคำจาก็ล้วนดูดีมีสกุล “แบบถึงอยู่ต่างคณะก็ยังหนึ่งเดียวกันอะไรแบบนี้ ประมาณสร้างภาพลักษณ์ให้มหา'ลัย”

“เข้าใจแล้ว” หันไปเบะปากใส่วิน “มึงนี่ไม่รู้ก็อย่าพูดเลย”

เสือนับจะคิดว่าวินอยากคุยกับเสือนับแล้วกัน

แบบถึงจะไม่รู้แต่ก็พยายามจะหาเรื่องมาคุยกับเสือนับไง

ทุ่มเทอะ สงสัยจะชอบผมมาก

                มาๆ ตำแหน่งกิ๊กลำดับที่สาม เอาไปเลย!

“กูรู้แต่กูนึกคำไม่ออก!” วินเถียงแล้วเลิกสนใจผม อ้าว งอนซะแล้ว ผมกำลังจะง้องอนสักหน่อยแต่กิ๊กคนที่หนึ่งก็เดินมาหา

                นาวานั่งลงข้างๆ จินแล้วหันมาถามผม “เมื่อกี้มึงบอกเจ็บขา ขามึงเป็นอะไรมากปะวะ”

                “ไม่เท่าไหร่” ผมยักไหล่แล้วใส่เหตุผลเพิ่มไป “กูโง่ลื่นตกบันไดเอง” อันนี้เรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าแต่ผมคว้าราวบันไดได้ทันเลยไม่เจ็บอะไร

                “ซุ่มซ่ามจริงมึง” จินเหล่มองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ก็ตีเนียนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ผมเกือบลืมไปเลยว่าไอ้จินมันก็มีผะ... เอ่อ ฮัสแบน งั้นแบบนี้มันต้องรู้สิว่าผมเดินไม่ตรงเพราะอะไร

                ม่ายยยยย

ภาพลักษณ์รุกสุดหล่อของผม

                มันต้องคงอยู่ตลอดไป!

                ผมพยายามไม่สบตากับไอ้จินมากนักแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วเรื่องการแสดงร่วมอะไรเนี่ย พวกมึงร้องเพลงได้ครบทุกคณะยัง”

                หน้าแต่ละคนดูสบายๆ “แน่นอนว่า...”

                “ไม่!!

                อ้าว ไอ้เหี้ย

                ไผ่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ก็ว่ายิ้มๆ “เพราะพวกกูไม่ใช่คนที่ต้องร้องนำไง”

                ร้องประสานเสียงต้องร้องให้พร้อมเพรียงกันแต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทักษะไม่น้อย และไม่ใช่ทุกคนที่มีทักษะด้านดนตรี นี่มันงานช้างเลยนะ ถ้าไม่เพราะคืองานล่มและขายหน้าสุดๆ

                “ถึงพูดว่าประสานเสียง” น่านน้ำฉีกยิ้มตาเป็นประกายมองผม “แต่พวกกูก็ประสานแค่บางท่อนเท่านั้น ขืนให้ประสานทั้งหมดงานคงล่มจม คนที่ต้องร้องประสานเสียงตั้งแต่ต้นจนจบมีอยู่สี่คน”

                โห ใครมันช่างโชคร้ายแบบนั้นนะ

                “ใครบ้างวะ” ผมถามต่อ

                “ก็มีดาวเดือนดุริยางค์ แล้วก็แซน ดาวประมง เคยประกวดเดอะวอยซ์ด้วย” น่านน้ำไล่ชื่อทีละคน

                นับนิ้วดูก็แค่สามคนก็ย่นคิ้ว “แล้วคนสุดท้ายใครวะ” ทุกคนมองหน้ากันไปมองแล้วก็พุ่งสายตามาที่ผมเป็นจุดเดียว

                อย่าบอกนะ...

                “มึงไงไอ้นับ”

                ไอ้เชี่ยยยยยย

                ปรึกษากูยัง!

                แล้วทำไมซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้บ้าง!

                “ไม่เอา!” ผมปฏิเสธทันควัน บ้าเหรอ งานใหญ่ขนาดนี้ให้เวลาแค่นี้ ขืนทำไม่ดีก็ขายหน้าตาย

“ปฏิเสธไม่ทันแล้วมึง” ทุกคนทำหน้าเหมือนจะสงสารแต่ตายิ้มๆ มุมปากกระตุกเหมือนกลั้นหัวเราะคืออะไร “มึงมีทักษะร้องเพลงดีจะตาย มึงก็ต้องโชว์สิวะ!

เมื่อมีคนหนึ่งยอ อีกคนก็ร้องรับตาม

“ใช่ๆ เสียงมึงดีมากเลยนะ”

เรื่องนี้มันจริง ไม่เถียงๆ

“เออ แถมมึงเด่นด้วยนะเว้ย!

เด่นแบบมีสปอตไลท์ฉายปะ

“เสียงมึงนะ ฟังทีไรก็ใจละลาย”

หัวใจผมเริ่มหวั่นไหวแล้วสิ

“หน้าหล่อ ร้องเพราะ โคตรน่าอิจฉา!

บ้า อย่าชมเสือนับสิ เสือนับไม่ได้เก่งขนาดนั้น

ไม่เลย อะแฮ่ม โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด๊~ (วอร์มเสียงๆ)

“คนกรี๊ดมึงเยอะแน่!

ผมขมวดคิ้วแล้วนึกภาพตาม “...จริงเหรอมึง”

ไอ้จินที่เป็นเพื่อนสนิทผมย่อมรู้ว่าผมเป็นคนบ้ายอบ้ายุก็ยิ่งใส่ไฟโหมกระพือเชื้อเพลิงไปอีก “เออสิ คิดดูนะมึง ถ้ามึงเด่นอะ อาจจะได้กุหลาบเยอะก็ได้” ผมไม่เห็นจะสนใจตำแหน่งป็อปปูล่าร์โหวตเพราะงั้นปฏิเสธดีกว่า

ไวท์ทำหน้าตายพูดเสียงเรียบ “โชว์ความสามารถเยอะๆ ทั้งการแสดงร่วมทั้งการแสดงเดี่ยว บางทีตำแหน่งเดือนมหาลัยคงเป็นของมึง”

“เดือนมหาลัยเหรอ” นั่นมันเป็นตำแหน่งของเสือนับตั้งแต่แรกอยู่แล้วเถอะ

“เออ” ไวท์ทำหน้าขึงขังแล้วเสริมอีกนิด “บางทีอาจจะมีผู้ชายหล่อๆ มาชอบมึงเพิ่มก็ได้”

ตาผมราวกับมีแสงไฟสาดส่อง

“โอเค กูร้องนำ!

“...” ทุกคน

“กูทำเพราะอยากให้การแสดงเปิดออกมาดี” ทำหน้าตาใสซื่อแล้วยิ้มบางๆ “ไม่ได้หวังอย่างอื่นเลย”

“ถุย!!!

อี๋ น้ำลาย!

เสือนับพูดความจริงแล้วจะมาถุยทำแป๊ะอะไร!

ทำเพื่อภาพลักษณ์มหาลัยล้วนๆ

ไม่ได้สนใจตำแหน่งเดือนมหาลัยเลยสักนิด

ผู้ชายหล่อๆ ก็ไม่ได้ส๊นนนนน

“พวกกูรู้สันดานมึงหมดแล้ว!” พวกมันทำหน้าทำตา

“สันดานดี๊ดีและรักเด็ก”

เด็กผู้ชายวัยขบเผาะ

เคี้ยวเพลินดีจะตาย

กระดูกยังอ่อนอยู่ คิกคิก

ทำไมถึงรู้

ก็เคยกินมาแล้วน่ะสิ!

อ๊ากกก พี่เก้าอย่าตี! ล้อเล่นนน!

พอผมพูดแบบนั้นออกไปก็ดูเหมือนวงจะแตกยังไงไม่รู้ อย่ามาเมินกันนะ! โด่ว พูดความจริงแล้วทำมาเป็นรับไม่ได้ กำลังจะฉะหัวใครสักคนแต่ก็หมดเวลาพักซะแล้ว

และผมก็ได้รับโน้ตเพลงมาปึกหนึ่ง... เอ่อ คือว่า...ไม่รับตอนนี้ยังทันอยู่มั้ย

“นายเคยร้องประสานเพลงมั้ย” แซนถามผมหน้าเครียด

ผมเปิดดูเนื้อเพลงแต่ละคณะแล้วก็ขมวดคิ้วไปด้วย “ไม่เคย” เงยหน้ามองอีกสามคน “เคยร้องกันปะ”

ส่ายหน้ากันไปคนละทางเลยทีนี้... ผมจึงสรุปใจความได้ว่า...

งานนี้ปัง

ปังปินาศสุดสิไอ้เหี้ยยยย!

“แล้วมีใครฟังรุ่นพี่เขาร้องให้ฟังยัง” ถามต่อเพราะว่าเพลงพวกนี้มีทำนองต่างกัน ผมไม่ได้มาก็ไม่รู้ว่าพลาดอะไรไปบ้าง

ราม เดือนดุริยางค์พยักหน้า “เมื่อวานร้องให้ฟังแล้ว เดี๋ยวเราร้องให้นายฟังแล้วกัน” มันนึกก่อน “เดี๋ยวมีรุ่นพี่เรามาเป็นวาทยกรด้วย พวกเราน่าจะไม่มีปัญหา”

เราไม่มีแต่เดือนคนอื่นมันมี!

                แบบนี้คงได้ซ้อมตายกันไปข้างแน่

                “ลองร้องเพลงคณะมาก่อนๆ”

                “งั้นเริ่มจากคณะ...”

ผมกับหมอนี่ไม่ค่อยได้คุยกันนักเลยสุภาพกันพอสมควร ผมให้รามร้องเพลงแต่ละคณะให้ฟังแล้วก็ใช้โทรศัพท์อัดเสียงไว้ด้วย มือก็จดคีย์โน้ตสูงต่ำไว้บนเนื้อเพลงอย่างรวดเร็ว นิ้วมือก็เคาะกับพื้นเวทีให้จังหวะร่วมไปด้วย

                ในระหว่างที่ผมกำลังมุ่งมั่นกับเนื้อเพลง ดาวเดือนคนอื่นๆ ก็มีรุ่นพี่จากดุริยางค์มาสอนออกเสียง สอนร้องเฉพาะวรรคร้องท่อนที่กำหนดให้ร้องออกมาในโทนเสียงที่พอดีๆ

                ผมฟังรามร้องเพลงอย่างชื่นชอบแต่ยังมีบางคีย์ที่ยังร้องไม่ถึง

                สนใจมาติวพิเศษกับเสือนับนอกเวลามั้ย

                รับรองว่าจะสอนจนเสียงแหบเลย

                เราเก่งเรื่องร้องมากนะ

                โดยเฉพาะร้องคราง

ซี๊ดดด อ๊าา อ๊ะะ อาา

                โอ๊ย นอกเรื่องอีกแล้ว! ทำไมไม่ห้ามผม!

                “พอร้องได้มั้ย” รามถามอย่างกังวลเพราะไม่แน่ใจว่าผมจะจำได้รึเปล่า

                “เราไม่เข้าใจท่อนนี้เท่าไหร่” ผมแสร้งชี้ที่เพลงคณะศึกษา รามมองไม่เห็นท่อนเพลงจึงต้องขยับมาใกล้ผมมากกว่าเดิมแล้วก้มมอง

                ส่วนผมเหรอ...หึหึ

                โอ๊ยยยย ผิวหน้าเนียนมาก

                อุ๊ยๆ ก้มอีกๆ จะเห็นแผงอกแล้ว

                แม่! เขาอ่อยผม!

                รามปลดกระดุมบนถึงสองเม็ดทำให้ผมลวนลามทางสายตาได้อย่างสะดวก “ท่อนนี้ต้องร้องแบบนี้”

                เสียงร้องใกล้ๆ หูผมทำให้อมยิ้มแล้วพยักหน้าหงึกหงัก

                “เอ๊ะ เมื่อกี้นายร้องแบบนี้แต่เนื้อเพลงไม่ใช่” ขมวดคิ้วแล้วชี้ที่ท่อนเพลง “ตกลงร้องว่าอะไร”

                “อ้อ มันมีต้องแก้สามสี่วรรค” รามให้ผมจดเนื้อเพลงใหม่

สายตาผมก็พยายามจดจ่ออยู่กับเนื้อเพลงนะ...

                ท่อนนี้...ขาวมาก

                วรรคนี้...แน่นมาก

                ท่อนนั้น...น่าลูบมาก

                เอ๋ ท่อนนี้...รอยสักอะไรหว่า

                ถอดเสื้อออกเลยได้มั้ย

ผมกำลังตั้งใจกับเนื้อเพลงจริงๆ นะ

                ไม่ได้มองหน้าอกหรือรอยสักบนอกของรามเลย!

                หลังจากสรุปเนื้อเพลงที่ถูกต้องกับฟังทำนองแล้ว ผมก็เริ่มร้องให้รามฟังบ้าง เสียงของผมจะใสและกังวานกว่า พลังปอดเต็มเปี่ยม

                “เยี่ยม!” รามตบมือแล้วชกไหล่ผม “โคตรเจ๋ง!

                แน่สิ เสือนับมันคูลมากๆ

                “เพิ่งเคยฟังนายร้องสดนะเนี่ย” แซนที่นั่งรอข้างๆ ก็ออกความเห็น “อ้อ เราเป็นเพื่อนกับนายในเฟซ ก็ดูคลิปนายบ้างน่ะ”

                ผมร้องอ้อแล้วยิ้มรับทันที “เราก็เคยดูเธอประกวด” นึกชื่อเพลงนานหน่อยแต่จำไม่ได้ “เพลงของพี่แก้ม เธอร้องเพราะมาก” แซนมีพลังเสียงที่สุดยอดจริงๆ พูดแล้วก็ขนลุก

                แซนหน้าแดงทันทีแล้วตีไหล่ผมแก้เขิน “ชมไปแล้ว”

                ผมไม่ได้พูดอะไรต่อหันกลับมาคุยกับราม แหม ระหว่างให้คุยกับสาวสายหรือหนุ่มหล่อกล้ามหน้าอกแน่น ของมันก็ตายตัวอยู่แล้วที่ผมต้องเลือกคุยกับผู้ชายหล่อ

นั่งคุยกับรามอยู่สองสามประโยคก็มีรุ่นพี่เดินมาบอกว่าอีกห้านาทีจะซ้อมจริงครั้งแรก ผมพยักหน้าหงึกๆ แล้วมองไปทางเพื่อนเดือนเพื่อนดาวที่กำลังถูกรุ่นพี่ติวเข้ม เข้มขนาดที่ยกคีย์บอร์ดมากำกับโน้ตเสียงเลยทีเดียว

ผมลองฟังแล้วก็ไม่ได้แย่นะ บางทีงานนี้อาจจะรอดก็ได้

“กินมั้ยนับ” เสียงทุ้มของรามถามขึ้นพร้อมชูเป๊ปซี่เย็นๆ

ผมส่ายหน้าแล้วมองตาราม “นักร้องไม่ควรกินน้ำเย็นนะ” ก่อนจะนึกอะไรออกก็ยิ้มแย้มแก้มปริ

“นิดเดียวๆ” รามไม่ฟังเปิดขวดเตรียมดื่ม

“รู้ปะ กินเป๊ปซี่มันกัดกระเพาะ”

 มันพยักหน้า

“มากินเราดีกว่านะ”

“...”

“กัดเซาะแต่หัวใจ”

                อร๊ายย เขินอะ

                ส่งมินิฮาร์ทให้อีกทำเอารามแทบสำลักเป๊ปซี่เลยครับ เขินเสือนับก็บอกมา

                “เว้ย เล่นอะไร” มันโวยแล้วก็ตบอก “แค่กๆ”

                “ไอเหรอ” ผมตาโตแล้วช่วยลูบหลัง “ไอ ไอดีไลน์นับสองสองสองศูนย์ อย่าลืมแอดมานะ!

                แจกเบอร์มันดูแรดไป

                แจกไลน์แล้วกัน ไม่แรดหรอก

                “พอ พอ กูจะสำลักตายแล้ว!” คนหล่อทำหน้าหวาดๆ แล้วลูบอกไปด้วย “หยุด หยุด ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว อ่านเนื้อเพลงไปเลย!

                ทำไมคนหล่อไม่ใจเต้นหน้าแดงกับเค้าเลยอะ เสียใจ

                “ไม่พูดอะไรแล้วจะรู้ได้ไงว่าคิดอะไร” ผมยังไม่ปล่อยง่ายๆ

“นับบบบบบ” รามโหยหวนแล้วปิดหูตัวเอง

“นับราม เข้ากันดีนะ” ผมยักคิ้วให้รามแล้วก็อารมณ์ดีเห็นมันทำหน้าจะเป็นจะตาย ก็ยิ่งอยากแหย่มากกว่าเดิม เลยขยับตัวไปกระแซะๆ

กำลังสนุกกับการอ่อยหนุ่มดุริยางค์หล่อเซ็กซี่ขยี้ใจ... ไอ้รามก็มองไปข้างหลังผมแล้วรีบยกมือไหว้

“อ้าว พี่เก้า!

ฉิบหาย!

ผมตกใจกลัวพี่เก้าขึ้นมาทันทีมือก็รีบผลักรามกระเด็นไปไกลเลยแล้วรีบหันมายังด้านหลังแต่เพราะรีบไปไม่ทันระวังเลยตกจากเวที

“โอ๊ย!!” เชี่ยยยยย เจ็บโอ๊ย สะโพกโผ้มมมม

เวทียกสูงประมาณเมตรกว่าๆ เมื่อครู่ผมนั่งริมขอบเวทีตกลงมาก็ไม่ได้บาดเจ็บมากแต่มันก็เจ็บอยู่ดี โดยรอบหยุดชะงักทันทีแล้วก็หันมามองผมประมาณว่า...มึงไปนั่งทำอะไรตรงนั้น

“เป็นอะไรมากมั้ย” พี่เก้าที่อยู่ด้านหลังร้องตกใจแล้วกระโดดลงจากเวทีมาประคองผม

รามเดินมาหา “มึงเป็นบ้าอะไร จู่ๆ ก็ผลักกู” ผลักมึงแต่กูตกเวที

แล้วก็ไม่ได้เป็นบ้าสักหน่อย

แค่ แค่ ไม่อยากให้พี่เก้าเข้าใจผิด!

ถ้านายจะเป็นกิ๊กเรา ต้องลับหลังพี่เก้าเท่านั้น จัมวรั้ย!

“เมื่อกี้ผึ้งบินผ่าน ตกใจ” เป็นคำแถที่ปัญญาอ่อนเหลือเกินแต่ผมไม่สนใจไอ้รามแล้วหันไปหาคนที่ประคองผมอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “พี่เก้า...”

เสียงอ่อนเสียงหวานเหมือนคนที่ทำอะไรผิดมาสักอย่าง บร้า เสือนับไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ไม่ได้ร้อนตัวจะพูดแก้ตัวเลย แต่พอเห็นหน้าปุ๊บ ผมกลืนคำพูดลงคอแทบไม่ทัน...

“มึงรู้จักพี่คณะกูด้วยเหรอนับ” รามกะพริบตาอย่างงงๆ แล้วมองผมสลับกับพี่เก้า “พี่เก้า พี่ปีสาม เอกวอยซ์ด้วยนะ”

...ไอ้สัส!

                กูนึกว่าเก้า รัฐศาสตร์!

 

                ไม่ใช่ผัวกูก็บอกให้ไวเซ่

                กูจะได้ไม่ต้องกลบเกลื่อนจนเจ็บตัว!

 

                ใคร ใครกลัวผัว

                ไม่มี๊!


 

                เห็นว่าไม่ใช่พี่เก้าแล้วก็โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ยกมือขึ้นใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาทิ้งแล้วส่งยิ้มเจือๆ ให้กับพี่เก้า เอกวอยซ์ที่ทำหน้างงๆ ใส่ผม

                “น้องรู้จักพี่เหรอ” เขาทำตาโตใส่ผม

                “เอ่อ พอดีชื่อเหมือนกับคนรู้จักผมน่ะครับ” ตอนแรกจะแถแต่คิดอีกที แถแล้วหน้าแหกอย่าแถเลยดีกว่า สู้บอกความจริงไปดีกว่า ยังไงซะก็คุยกันแค่ตรงนี้

                ไม่มีใครได้ยินหรอก...

                หรา!!

                “ไอ้นับต้องคิดว่าพี่เก้าคนดีคนมาตรฐานเดียวกันมาแน่เลย!” เสียงแมวสักตัวดังขึ้น

                ยังแค้นเรื่องมาตรฐานของพี่เก้าอยู่อีกเหรอ

                ช่วยไม่ได้อะนะ

                ไม่มีพี่เก้าเป็นของตัวเองก็ต้องอิจฉานับสองคนนี้ต่อไป

และหมาสักตัวก็รับช่วงต่อ “รินอกใจพี่เก้าแต่ก็กลัวเขาาาา”

ผมถลึงตาใส่ไอ้ลูกรับลูกคู่ “ใครกลัว!

“ใครก็ไม่รู้สินะ คิกคากกก” เสียงกวนส้นตีนทำเอาผมคิ้วกระตุกยิกเลยครับ

ทำอะไรไม่ได้นอกจากชูนิ้วกลางใส่ไอ้พวกเวรไป ฝั่งเดือนก็หัวเราะหัวร่อกันไปแต่ฝั่งดาวไม่ได้ดีขนาดนั้น ผู้หญิงบางคนเขาก็เป็นแฟนคลับพี่เก้า

“เหอะ ตุ๊ด” กลอกตาไปมาแล้วกดเสียงต่ำกระซิบกับเพื่อนข้างๆ แต่เพราะมันเป็นตอนที่ทุกคนหยุดหัวเราะทำให้มีหลายคนได้ยิน... รวมถึงผมด้วย

ว่าไงนะ...

“พี่เก้าเขาเอ็นดูในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้องแต่ดันมโนว่าเขาชอบ” อีกคนว่าแล้วก็เบ้ปากส่งสายตาอาฆาตมาทางผม “ไม่รู้รึไงว่าพี่เก้าเขาชอบผู้หญิง!

บรรยากาศคึกคักแปรเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดทันที หลายคนมองเห็นว่าตอนนี้ผมกับพี่เก้าสนิทสนมกันไม่น้อย เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยจึงเกิดกระแสสารพัด

ผู้หญิงพวกนั้นผมไม่ได้สนิทสนมอะไรอยู่แล้ว...ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ

ผมหันไปยิ้มให้ราม “มาฟังกูร้องนี้ดีกว่า”

“เอ่อ...ได้” รามพยักหน้ารับแล้วยกมือเกาหัวแกรกๆ “พี่เก้า พี่มาฟังดูหน่อย”

สะดุ้งสิ โอ๊ยๆ นี่พี่เก้าเอกวอยซ์ มึงๆ มึงใจเย็นไอ้นับ

ทางผมนั้นจบแต่อีกฝั่งไม่จบง่ายๆ

“นี่ ยัยหน้าวอก!” อิเหี้ย ผมลืมไอ้พิ้งค์ได้ไงวะ “เขาจะชอบใครก็เรื่องของเขาปะ อิจฉาเพื่อนกูก็บอกมา!

เอ่อ... เขาก็หน้าปกตินะมึง

แต่มึงหน้ามันอะพิ้งค์

ไม่สิๆ ผมต้องเข้าข้างดาวคณะตัวเองเซ่!

                “ทำไมต้องอิจฉา” อีกฝ่ายก็ลอยหน้าลอยตาเท้าเอวเหวี่ยงใส่อย่างไม่ยอม “ใครๆ ก็รู้ว่าตัวจริงพี่เก้าคือพี่พลอย”

                พิ้งค์ขมวดคิ้วแล้วหันไปด้านหลัง “ใครคือพี่พลอยวะมึง”

                เออ กูก็อยากรู้เหมือนมึงแหละพิ้งค์

                ดาวเดือนคนอื่นมองหน้ากันไปมาแล้วก็ส่ายหัวเป็นเชิงว่าไม่รู้จัก ในหัวผมก็ไม่มีชื่อคนคนนี้สักเท่าไหร่นะ อาจจะเพราะเพิ่งเข้ามาเรียนด้วยเลยยิ่งไม่รู้จัก

                เพราะท่าทีทุกคนเป็นแบบนั้นเลยยิ่งทำให้ยัยดาวมหาภัยโกรธจนหน้าแดงก่ำ ส่วนพิ้งค์ก็เหมือนได้ใจยิ่งเยาะเย้ยใส่ ผมได้แต่ยืนนิ่งๆ มองดูสงครามเงียบๆ

                ไม่นานก็มีรุ่นพี่มาแยกยัยสองดาวออกจากกันก่อนที่จะตบกันขึ้นมาจริงๆ

                ผมถอนหายใจแล้วส่ายหัวพยายามไม่ใส่ใจมากเพราะเรื่องรอบตัวพี่เก้าก็มักเป็นแบบนี้แหละ ในขณะที่ผมดูชิวซะเหลือเกินแต่เพื่อนคนอื่นไม่ได้ชิวตาม

                จะเอาอะไรกับลมปากของคนที่เกลียดเล่า

                อยากเกลียดก็เกลียดไปสิ!

                ในขณะที่ผมโฟกัสอยู่ที่การแสดงแต่เพื่อนคนอื่นกลับเขม่นตาใส่ดาวคนนั้นจนเธอแทบร้องไห้แล้ว แต่นั่นมันก็เรื่องของเธอ ผมไม่ใช่สุภาพบุรุษแสนดี

                สำหรับเรื่องการแสดงประสารเสียงนั้นซ้อมอยู่ประมาณสามสี่รอบถึงจะเข้าที่เข้าทาง ร้องนำประสานสี่คนไม่มีปัญหาอะไรเพราะต่างเป็นนักร้องที่ฝึกฝนและเรียนร้องเพลงกันมาอยู่แล้ว

                ก่อนผมจะร้องได้ดีขนาดนี้ก็ต้องฝึกฝนและเรียนรู้นะ

                แต่แบบคนมันอัจฉริยะอยู่แล้วอะ

                เรียนไปก็เท่านั้น

                ดีไม่ดีทักษะดีกว่าครูสอนอีก

                ใคร ใครหลงตัวเอง ไม่มี๊!

                เพราะไม่ได้เตรียมพร้อมหรือวอร์มเสียงมาตั้งแต่แรกเลยทำให้ผมคอแห้งและเจ็บเส้นเสียงได้ง่าย

                เฮ้ย เราก็วอร์มเสียงมานะ

                ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

                ดังลั่นคอนโดเลยด้วย

                มันใช่เรื่องอวดมั้ยนับบบบ!

                บางทีผมก็ปวดใจกับการออกนอกลู่นอกทางของความคิดตัวเองเหลือเกิน แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะมันติดเป็นนิสัยเสียไปแล้ว เมื่อซ้อมครั้งสุดท้ายเสร็จก็ถูกปล่อยตัว

                ผมรู้สึกต้องการน้ำอุ่นเป็นการด่วนเลย อันที่จริงถ้าผมเป็นนักร้องมืออาชีพจริงๆ ไม่ควรกินน้ำเย็นแต่เผอิญผมไม่ได้ยึดติดขนาดนั้นเลยไม่ได้ดูแลเข้มงวดมาก

                คว้าขวดน้ำเปล่าที่รุ่นพี่เตรียมไว้มาดื่มเมื่อมีขวดแช่เย็นกับไม่แช่เย็นก็ต้องเลือกที่ไม่แช่ ถึงจะร้อนจนอยากกินเย็นๆ ให้สดชื่นก็เถอะ แต่ใช้เสียงหนักก็ต้องถนอมสักหน่อย

                “นับ มึงดูนี่สิ” ผมกำลังดื่มน้ำอยู่ เสียงเพื่อนตัวน้อยก็เสียงอย่างกระตือรือร้นวิ่งเหยาะๆ มาหาผมราวกับมีเรื่องน่ายินดี

                เอ๋ หรือว่าลิซ่าจะประกาศเรื่องของเราออกไปแล้วนะ

                หรือรูปของผมกับแจ็คสัน ไปกินข้าวด้วยกันที่ฮ่องกงจะหลุด

                เฮ้อ มีความสัมพันธ์กับไอดอลนี่มันลำบากใจจริงๆ

                “ไหน ดูหน่อย” ลดขวดน้ำลงแล้วชะโงกดูโทรศัพท์ของไวท์ “หือ อะไรเนี่ย”

                ตอนแรกจะดูผ่านๆ แต่เห็นว่าเป็นเพจซุบซิบของมหาลัยที่มักอัปเดตข่าวน่าสนใจเสมอก็เลยหยิบโทรศัพท์มาถือเองเพื่อจะได้อ่านอย่างถนัด

                ปมคิ้วของผมผูกเข้าหากันทันที...

 


                ซุบซิบรอบรั้วสีคราม

                ดราม่าในรั้วสีครามของเราตอนนี้คงไม่พ้น

                ผู้เข้าประกวดเดือนเดือนวิศวะอย่างน้องนับสองแน่ๆ

                ตอนแรกเจ๊เห็น เจ๊ก็ใจแทบสลายเลยค่ะ น้องหล่อขนาดนี้จะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง! และแล้วความจริงก็เปิดเผย! คนหล่อเขาไม่ใจร้ายกันหรอก!

                และแล้ววันนี้ในช่วงเช้า เจ๊ก็ได้รับข้อมูลจากผู้หวังดีที่หวังดีจริงๆ ส่งมาให้และขอให้เพจเราเขียนนำเสนอเรื่องราวที่เป็นจริง...


               

                ผมกวาดตามองอ่านในโพสต์แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก...                    

                    เรื่องที่เพจได้มาคือความจริง

                    ความจริงกับผีน่ะสิ!

                ในโพสต์นั้นเขียนว่าเหตุผลที่ผมกระทืบตาแก่นั้นเป็นเพราะลุงคนนั้นเมายาแล้วฉุดเด็กไป และผมที่มาพบเห็นเหตุการณ์จึงเกิดบันดาลโทสะแล้วเข้าไปกระทืบ

                นอกจากคำอธิบายของเจ๊แอดมินแล้วยังมีรูปภาพจากข่าวในสามสี่ปีก่อนนั้นด้วย เป็นตาลุงนั้นถูกจับข้อหาค้ายาเสพยาและพรากผู้เยาว์

                เมื่อความจริงถูกเปิดเผยแล้วแถมมาพร้อมหลักฐานที่ดูดีน่าเชื่อถือกว่ารูปมืดๆ ของมาร์ค ทำให้กระแสคอมเมนต์แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในทางที่ดีขึ้นต่อชื่อเสียงของผม

                “มึงว่าคนที่ส่งข้อมูลให้แอดมินเป็นใคร” ไวท์ถามอย่างกระตือรือร้น “ข่าวนี้มันนานมากแล้วนะ เขาไปหามาได้ยังไง! นี่กูยังไม่รู้เลยนะว่าไอ้เลวนั่นขายยาด้วย”

                ผมไม่ได้ตอบอะไรเพียงมองดูโพสต์นั่นด้วยหัวใจที่อบอุ่น ความตึงเครียดค่อยๆ ถูกปัดเป่าไล่ออกไปแทนที่ด้วยความรู้สึกถูกปกป้องจนสมองมันเบลอไปหมด

                กำลังจะถามว่าใครทำแต่เสียงเสียงหนึ่งก็ดังเข้ามาในหู...

                “อ้าว วันนี้มีขนมให้น้องเหรอ” เสียงคุ้นเคยว่าขึ้นแล้วชูถุงในมือ “แบบนี้ขนมของพี่ก็ไม่มีใครกินแล้วสิ”

                น้ำเสียงอ่อยๆ เป็นเอกลักษณ์ว่าขึ้นอย่างน้อยอกน้อยใจก่อนที่สาวๆ จะกรูกันเข้าไปแย่งขนม ผมถือโทรศัพท์ค้างไว้แล้วมองคนที่แจกขนมอยู่ด้วยความรู้สึกซับซ้อน

แล้วนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของพี่เขา...

 

คือบางครั้ง...พี่เก้าอาจจะทำไม่ถูก

            “...”

            “แต่พี่เก้าทำทุกอย่างเพื่อนับสองจริงๆ นะ

 

                ขอบคุณนะ...พี่เก้า

                ผมคลี่ยิ้มบางๆ ส่งให้พี่เก้าที่ยืนอยู่ไกลๆ

 

คราวนี้ถูกคน!

เก้า รัฐศาสตร์!!

            ไม่ใช่เก้า เอกวอยซ์!             

               ถ้าเก้า รัฐศาสตร์มีหลายคนอีกก็...


              เก้าที่เป็นของเสือนับอะ!

               มีคนเดียวเเหละ!

                

  

               “เหม่ออะไรอยู่ครับ

                “...”

                “หรือกำลังตะลึงในความหล่อของพี่อยู่

                ผมกะพริบตาถี่ขึ้นหลังจากหูแว่วๆ เหมือนได้ยินเสียงคนหลงตัวเองดังมา ผมไม่รู้ตัวเลยว่าพี่เก้ามันเดินมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ส่วนไวท์มันก็เอาโทรศัพท์คืนเดินกลับไปนั่งอีกมุมตั้งเเต่เมื่อไหร่ไม่รู้

                วางขวดน้ำในมือลงก่อนจะขยับกระโดดขึ้นไปนั่งที่ขอบเวที ยัง ยังไม่เข็ดที่ตกจากเวที

                “หล่อ?” ผมทวนเบาๆ แล้วหรี่ตามองหน้าคนพูด ก็เหมือนเดิม

                หล่อยังไงก็หล่อยังงั้น

                แต่หล่อไม่เท่าเสือนับอยู่ดี

                หน้าตาไม่ดีแล้วยังอวดอีก เฮ้อ เฮ้อ

                พี่เก้าหน้าตึงทันทีเหมือนผมพูดอะไรผิดไป เหมือนเดิม?”

                “อื้อคิ้วขยับเลิกขึ้นเป็นเชิงว่ามันไม่เหมือนเดิมตรงไหน ตา หู จมูก ปากพี่ก็อยู่ครบนะ ท่าทีของผมไม่ได้ให้ความสนใจพี่เก้ามากนักเลยทำให้เขาเบะปากทำหน้างอน

                เจ็บคอไม่อยากพูดเยอะ

                ตอนแรกพี่แกจะหยอกผมต่อแต่เห็นอารมณ์ของผมไม่คงที่เท่าไหร่ก็เลิกเล่น อารมณ์ไม่ดีเหรอ

                เขาขยับขึ้นมานั่งบนขอบเวทีข้างผมไม่สนใจสายตาหลายคู่ที่มองมาเลย พี่เก้าไม่ได้ทำตัวเยอะหรือรุ่มร่าม เว้นพื้นที่เล็กน้อยไม่ใกล้ชิดจนเกินไปดูคลุมเคลือไปอีกแบบ

                ผมเลิกคิ้วขึ้นงงๆ  คล้ายไม่เข้าใจว่ามีตรงไหนที่อารมณ์ไม่ดี ตอนนี้สภาพอารมณ์ดีกว่าเมื่อวานตั้งมากมาย 

                "ดูเงียบๆ หรือจะมีไข้" จะยื่นมือมาเเตะหน้าผากเเต่ผมเบรกพี่เเกไว้ก่อน              

                ส่ายหน้าแล้วลูบคอเบาๆ แสบๆ คันๆ คอนิดหน่อย

                “อื้อๆพี่เก้าพยักหน้ารัวๆ เปลี่ยนมาจับมือผมหลวมๆ นี่พี่มันกลัวคนจะไม่รู้เรื่องเรารึไง พี่บอกแล้วว่าอย่าครางดัง เป็นไง เจ็บคอเลยสิ

                “พี่เก้า!” ผมฟาดกระดาษใส่ไปคนบ้ากามอย่างไม่ออมแรง ไอ้คนหน้าด้าน!

                “ไม่ด้านก็ไม่ได้กินสิลอยหน้าลอยตาไปอีกจนน่าหมั่นไส้ เเค่เจ็บคอเหรอ... หรือมีใครรังแกท้ายประโยคดูจริงจังไม่น้อยแล้วกวาดสายตาไล่มองคนอื่นๆ อย่างเย็นชาทันที

                มองท่าทางของเขาแล้วผมก็อมยิ้มจากนั้นก็ส่ายหน้า

                “เปล่าแล้วแบม้วนเพลงให้พี่เก้าดู มีการแสดงเปิดคืนเฟรชชี่ไนท์ ร้องประสานเสียง

                ไม่ได้อธิบายมากแค่เปิดเนื้อเพลงให้ดู พ่อคนฉลาดก็เข้าใจทันที กลับไปพี่จะต้มน้ำอุ่นให้กินแล้วกัน

                เอิ่ม ต้นน้ำอุ่นก็แค่เสียบปลั๊กกาน้ำร้อนเท่านั้น

                ทำไมพี่ท่านต้องทำเหมือนว่าต้องใช้น้ำจากยอดเขาสูงเวลาเช้าตรู่ด้วย

                ไม่มีอะไรแค่อยากอวดความใส่ใจ

                และความสำคัญที่พี่เก้ามีให้ คิกคากกก

                พยักหน้ารับรู้แล้วนึกได้หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา พี่เก้า พี่เห็นในเฟซยังทำท่าจะรีบเปิดโพสต์ให้ดู มันเป็นข่าวของผมในทางที่ดีถึงจะเขียนได้ตอแหลก็เถอะ

                “เห็นแล้วครับพี่เก้าพยักหน้าแต่แววตากลับมีอาการไม่พอใจแปลกๆ

                จะให้พอใจได้ยังไงเล่า!

                นั่นไม่ใช่ข่าวที่เขาเตรียมไว้ให้นับสอง!

                เขาโดนตัดหน้า!

                แล้วคนตัดหน้าจะเป็นใครไปได้อีก

                ถ้าไม่ใช่ผู้ชายที่ชื่อไอศูรย์!

                เพราะผมมัวแต่ดูเฟซบุ๊กเลยไม่ทันเห็นหน้าตากระอักกระอ่วนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพี่เก้า ผมคลิ๊กในเพจแล้วโชว์ให้ดูอย่างกระตือรือร้น ไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งข้อมูลให้แอดมินลอบมองพี่เก้าไปด้วยแล้วยิ้มกริ่มๆ

                คนหล่อตรงหน้าเสมองไปทางอื่นอย่างมีพิรุธทำตาลอกแลกแบบนั้นเหมือนปิดบังอะไรอยู่ยิ่งทำให้ผมฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีกพร้อมสายตามองไปยังพี่เก้าอย่างชื่นชม

                “หรือ...พี่จะเป็นคนทำ?” เหมือนเจ้าตัวไม่พูด ผมก็เลยพูดเอง

                แหมๆ หรือพี่เก้าอยากจะเป็นผู้ปิดทองหลังพระ

                ปิดทำไมทองหลังพระ

                ปิดประตูแล้วมาลูบๆ เลียๆ หลังเสือนับดีกว่า อ๊า

                พี่เก้าทำตาโตแล้วพูดเอื่อยๆ ก็ไม่รู้สิ

                “พี่แม่ง...หัวใจของผมมันอบอุ่นจนร้อนไปหมด พอได้ยินแบบนี้แล้วมันก็รู้สึกตื้นตันจนน้ำตาแทบไหล เมื่อคืนที่เขากลับมาดึกดื่นเพราะวุ่นวายจัดการเรื่องของผมอยู่สินะ ทำไมพี่น่ารักอย่างนี้วะ!

                อยากจะกระโดดฟัดสักรอบ

                แต่คนเยอะแยะ

                เสือนับขี้อาย (  -///-)

                รอกลับห้องก่อนนะ เดี๋ยวจัดชุดใหญ่ให้ อร๊าย

                “พี่น่ารัก

                “...” เอิ่ม ปฏิเสธหน่อยก็ได้

                “แล้วรักมั้ยครับขยิบตายิ้มแจกอ้อยให้อีกแล้ว

                เพราะว่าคนเยอะอยู่แถมยังมีสายตาเสือกๆ จ้องมาอีกยิ่งทำให้ผมไม่กล้าพูดอะไรมากได้แต่ยิ้มบางๆ แล้วเบือนหน้าไปอีกทาง ก็ไม่รู้สินะ

                “นับสองงงเสียงโอดครวญดังมาแล้วขยับเข้ามาใกล้ผมอีก รักพี่เก้ามั้ยคะ

                “คิดเอาเอง!” หันไปเขม็งตาใส่อย่างหงุดหงิดแต่ต้องชะงักมองหน้าพี่เก้าอย่างมึนงง ทำไมวันนี้พี่ดูหล่อขึ้นวะ

                “นึกว่าจะไม่เห็นซะแล้วว่าอย่างน้อยใจก่อนจะเสยผมขึ้นอย่างเท่ๆ เพื่อโอ้อวด 

                นัยน์ตามองตามท่าทีแล้วก็พบความแปลกใหม่ พี่ไปตัดผมมาเหรอ

                เส้นผมของพี่เก้าถูกย้อมด้วยสีควันบุหรี่ซ้ำแล้วก็ยังตัดสั้นดูแมนขึ้นและเซ็กซี่กว่าเดิมอีก คาริสม่าเกินไปแล้ว! จ้องนานจนหน้าร้อนผ่าวขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยิ่งอีกฝ่ายแย้มยิ้มคล้ายพึงพอใจที่เห็นผมหน้าแดงใส่ยิ่งทำให้ผมอายจนต้องกระแอมไอเรียกสติ

                “ไหนว่าเรียนไงพี่เก้ามีร้านทำผมประจำอยู่ในห้างใหญ่แล้วใช้เวลาทำผมไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมง เจ๊คนทำผมให้พี่เก้าชื่อเจ๊ริน สาวประเภทสองที่เเซ่บมาก

                ถามว่าทำไมรู้เรื่องพี่เก้าเยอะขนาดนี้

                ...จุ๊ๆ เป็นความลับครับ

                พี่เก้าไม่ปิดบัง ก็รับน้องคณะใช่มั้ย พี่เข้าไปแป๊บนึงแล้วก็ออกมาตอนนั้นที่ผมคุยโทรศัพท์กับพี่เก้าก็ได้ยินเสียงเพลงคณะจริงๆ ระหว่างที่นับสองซ้อมอยู่ที่นี่ พี่ก็ไปทำผมนั่นแหละ

                “หลังผมซ้อมเสร็จก็ค่อยไปก็ได้เทียววนไปวนมาเหนื่อยจะตาย แถมเส้นทางไปร้านทำผมมันก็เลยไปอีกนิดก็เข้าคอนโดพี่มันแล้ว ทำไมต้องไปก่อน

                “เพราะมันนานพี่เก้าลูบหลังคอตัวเองไปมาคล้ายประหม่า พี่กลัวนับสองจะเบื่อถ้ารอนานๆ

                ผมหัวเราะเบาๆ รู้สึกฟูๆ ในอกกับความคิดแทนของพี่เก้า แล้วทำไมจู่ๆ ถึงรีบไปทำผม

                “พี่ยังเป็นนายแบบอยู่นะ อย่าลืมสิตอบหน้าขรึมแล้วบีบแก้มผม "ต้องหาเงินมาเลี้ยงเมีย เมียกินจุมาก"

                "ผมกินเยอะแล้วจะทำไม!" ผลักพี่เก้าออกไปอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะลืมตาโพล่งเมื่อตกหลุมพรางเข้าซะแล้ว

                "พี่บอกว่าเลี้ยงเมีย"

                "..."

                "ยอมรับว่าเป็นเมียพี่แล้วเหรอครับ" 

                เเววตาเชื่อมมองผมราวกับสิงโตตัวร้ายกำลังอ้าปากจะเขมือบเหยื่อ เเต่ขอโทษนะ เสือนับไม่ใช่เหยื่อที่จะเคี้ยวได้ง่ายๆ

                "อ้อ ไม่ได้เลี้ยงผม" เปลี่ยนเเววตาเป็นเเสร้งโมโห "แต่เลี้ยงเมีย... อืม คงหมายถึงคนอื่นสินะ"

                พี่เก้าตกใจ " เฮ้ย พี่มีนับสองคนเดียวนะ!"

                ไม่รู้ไม่ชี้เว้ย ผมลุกขึ้นจากขอบเวทีเตรียมเดินหนีพี่เก้าเพื่อเเกล้งเขา พี่เเกก็ลนลานไปสิรีบตามผมมา

                "นับสอง เมื่อกี้พี่พูดไม่ชัดเอง" เขาตามมาล้อมหน้าล้อมหลังผม "พี่ทำงานหาเลี้ยงนับสองต่างหาก"

                "อ้าว ไม่เลี้ยงเมียแล้วเหรอ" ยิ้มล้อเลียนให้เห็นว่าไม่ได้คิดมาก

                "ไม่เลี้ยงแล้วเมีย" เอ่ยเสียงอ่อยเเล้วเชยคางผมขึ้น 

                "เลี้ยงเด็กดีกว่า"

                "..."

                "เด็กที่ชื่อนับสอง น้องรู้จักมั้ยครับ"

                ไม่ได้โดนอ้อยฟาดนาน

                แต่เจ้าของไร่อ้อยก็คือเจ้าของไร่อ้อยอยู่วันยันค่ำ

                "รู้จัก" เอียงคอเเล้วยกมุมปากขึ้น "มีอะไรอยากบอกอีกมั้ย"

                "งั้นช่วยบอกเขาด้วย" จับคางผมบิดไปซ้ายทีขวาทีเหมือนหยอกๆ 

                "บอกว่า"

                "กินข้าวน้องจะอิ่มท้อง"

                "..."

                "แต่ถ้าน้องกินพี่เก้า"

                "..."

                 "น้องจะอิ่มใจนะครับ"

                อ้อยเต็มหน้าบ้านอีกแล้วครับเเม่

                คว่ำทับผมเเล้ว!

                ผมพยายามเม้มปากไม่ยิ้มเลยทำเป็นคันคอหยิบขวดน้ำมาดื่มเเต่พี่เก้ายังไม่พอใจยิ่งเเจกอ้อยกว่าเดิมเล่นเอาผมเขินตลบไปสิบรอบ

                “พอเลย!” มึงหาทุกจังหวะจริงๆ นะ ไปๆ กลับบ้าน!

                ผมจ้ำอ้าวหนีเจ้าของไร่อ้อยพันล้านเอเคอร์มาหาไวท์เพื่อหยิบกระเป๋าเป้เตรียมกลับบ้าน

                ผมว่าจะให้พี่เก้าพาไวท์ไปส่งที่หอพักก่อนแล้วเขากับผมค่อยไปกุ๊กกิ๊กกันต่อ พี่เก้าไม่ทันได้ตามผมมาก็ถูกพี่ปีสองเข้าไปคุยก่อน

                “แหม คุยกับผัวเสร็จแล้วเหรอน้องไวท์ทำไมพูดแบบนี้

         ใครผัว!

      เสือนับต่างหากที่เป็นผัว!

                 ไม่ได้อยู่ใต้เตียง ริมระเบียงและห้องน้ำ

                แล้วจะรู้สถานะบนเตียงของพวกเราได้ไง!

                ดูภายนอกตอนนี้สิ!

                เสือนับนี่รุกเห็นๆ!

                “อย่าพูดแบบนี้ผมกดเสียงต่ำ มันเสียหาย” 

                ไวท์เป็นคนที่รู้ความคิดผมที่สุดก็รีบหุบปากแล้วเปลี่ยนเรื่องแทน ถามพี่เก้าแล้วเหรอหน้าผมดูยิ้มเปี่ยมสุขสว่างไสวขนาดนั้นเลยเหรอ

                “อื้อผมพยักหน้า นอกจากพี่เขาแล้วกูก็ไม่รู้แล้วจะมีใครอีก

                เพราะตรงนี้ ตอนนี้

                ข้างผม...มีแค่พี่เก้า

                ไม่มีใครแล้ว

                “เขาไม่ยอมรับแต่กูมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเขาทำ!” ผมตบอกอย่างมั่นใจ

                “เพราะ?”

                “กูหล่อเก๊กหน้าและเชิด

                “...” ไวท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่สายตาเป็นนับว่าสิ่งใดคือความเกี่ยวข้อง? “เอาที่มึงสบายใจเลย!

                ไหวไหล่แล้วหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมา จะให้ไปส่งที่หอเลยมั้ย หรือไปกินข้าวกับพวกกู

                ไวท์หรี่ตา แน่ใจว่าอยากให้กูไป?”

                แน่นอนว่าไม่!

                อย่ามาขัดขวางช่วงเวลาเสวยสุขของคนรักได้มั้ย

                เวลาของพี่เก้ายิ่งเป็นเงินเป็นทองอยู่

                ผมคิดถึงตรงนี้แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกว่าตารางงานของพี่เก้านั้นจะแน่นเสียยิ่งกว่าแน่น ในช่วงบ่ายมีเวลาว่างอยู่แป๊บนึง ผมลองนั่งตรวจดูว่ามีงานไหนที่ยังไม่คอนเฟิร์มจะได้ยกเลิกแต่ปรากฏว่าตารางเดือนนี้ถูกคอนเฟิร์มไปกว่าเจ็ดห้าเปอร์เซ็นต์แล้วแน่นอนว่าจะแคนเซิลไม่ได้ และมีสามสี่งานเท่านั้นที่ยังไม่มีการตอบรับ

                งานที่รับไว้แล้วก็ต้องทำทั้งหมดเพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียง ส่วนงานอื่นก็ตัดออกไปให้คนอื่นแทน หากผมจัดการเดือนนี้ได้ เดือนหน้าก็ไม่มีปัญหา

                เฮ้อ แบบนี้ผมคงจะมีเวลาอยู่กับพี่เก้าน้อยลงจริงๆ นั่นแหละ เศร้าเลยตำแหน่งผู้จัดการของพี่เก้า ตอนแรกผมจะแย่งมาจากพี่คิวอยู่เหมือนกันแต่ช่วงนี้ผมเพิ่งเข้ามหาลัยใหม่ๆ กิจกรรมอะไรก็เยอะ แถมงานพี่เก้ามีวันธรรมดาซะส่วนใหญ่ตรงกับเรียนทำให้ปลีกตัวไม่ได้

เดี๋ยวค่อยกลับไปหาวิธีอีกรอบแล้วกัน... วันนี้พี่เก้าก็ไปตัดผมใหม่ด้วยคงเตรียมพร้อมรับงานหนักต่อจากนี้เป็นแน่ ผมก็ต้องสนับสนุนเขาแหละ

                “มึงรู้จักคำว่าชวนเป็นมารยาทมั้ยครับ?” เออ เพราะงั้นตามมารยาทคือมึงต้องปฏิเสธ

                “เหอะเสียงขึ้นจมูกอย่างเย้ยๆ แล้วมองไปทางพี่เก้าและสลับกับผม กูไม่ไปกับมึงก็ได้ อ้อ แล้วไม่ต้องไปส่งกูนะไวท์ยักคิ้วให้ผม

                “แล้วมึงจะกลับยังไงมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเพื่อนเดือนคนสนิททั้งหลายแล้ว

                “ผู้ชาย!

                กระแทกเสียงเสร็จก็วิ่งหนีทันทีปล่อยผมอ้าปากค้างเหวอจัดจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี เดี๋ยวนะ เมื่อกี้น้องไวท์แสนน่ารักของผมพูดว่ายังไงนะ

                ผู้ชาย... ผู้ชายยย!!

                เฮ้ย!

                มันไปมีตอนไหน... ทำไมไม่บอกผม!

                มีผู้แล้วทำไมไม่แบ่งเพื่อน!

                หล่อรึเปล่า น่ากินมั้ย

ซิกซ์แพ็กแน่นเปล่า กล้ามน่าแทะมั้ย

                อร๊ายยยไวท์! มึงรอกูก่อน กูไปด้วย อยากเห็นหน้าผู้ชายของมึง!

                อ้าว ผิดประเด็นเหรอ

                ผมต้องถามสิว่าเป็นใคร เป็นคนดีรึเปล่าต่างหาก!

                พอคิดถึงตรงนี้หน้าผมก็เครียดทันทียกมือขึ้นนวดขมับไปมาเเล้วพยายามนึกชื่อผู้ชายที่มาวอแวกับไวท์ในช่วงที่ผ่านมา

                แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

                ไวท์...ผู้ชายของมึงเยอะเกิน

                แบ่งมาให้กูเถอะ ขอไม่เยอะ

                สักโหลนึงก็พอ เเค่กๆ

                "แต่...ใครวะ" ปกติไวท์ก็ไม่เคยทำตัวสนิทกับใครง่ายๆ เเปลว่าไอ้คนนี้มันต้องเจ้าเล่ห์หลอกล่อเพื่อนผมเเน่ๆ!

                กำลังคิดไม่ตกก็ต้องหันไปสนใจเรื่องใหม่ที่ดังเข้าหูมาโดยอย่างจงใจของใครบางคน

                “พี่เก้าคะ ช่วงนี้พี่พลอยเป็นยังไงบ้าง

                ผมหันขวับไปมองต้นเสียงทันทีแล้วก็พบว่าเป็นยัยดาวหน้าวอกที่ประกาศตัวไม่ชอบผมอย่างรุนแรงกำลังยืนคุยกับพี่เก้าสุดที่รักสุดสวาทขาดใจดิ้นของผมอยู่

                พี่เก้าเหมือนจะคุยกับพี่ปีสองจบเเล้วกำลังเดินมาหาผมเเต่ถูกยัยบ้านั่นเข้ามาขวางซะก่อนเเถมยังจงใจพูดเสียงดังให้ผมได้ยิน  

                พลอย...ชื่อนี้อีกแล้วเหรอ... สีหน้าผมยังคงเรียบเฉยแต่ในใจ...เป็นหมื่นล้านคำแล้ว

                แต่ผมก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มองไปทางอื่นเหมือนไม่ได้ยินเขาพูดกัน

                สีหน้าพี่เก้าประหลาดใจไม่น้อยก่อนจะยิ้มแล้วก็หัวเราะ

                “พลอยสบายดี ช่วงนี้ร่าเริงขึ้นเยอะ

                 น้ำเสียงดูอ่อนลงและอบอุ่นมากจนผมขมวดคิ้ว...

 

                ...อิพลอยนี่มันใคร!!

                

  เฮ้ยๆ ดูจิกไป เสียลุคเสือนับผู้ยิ่งใหญ่หมด

                ขออีกรอบๆ อะแฮ่มๆ แค่กๆๆ

                 เอาแบบคูลๆ แมนๆ ด้วย

 

                ...ตกลง

                คนที่ชื่อพลอยเป็นใคร

                เป็นอะไรกับพี่เก้า

 

                ...

                ...

                ...

                แม่ครับ

                ผมคีพลุคทันใช่มั้ย




------------
...หนูยังต้องคีพลุคอีกเหรอลูก
#นับเก้ารัก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18.559K ครั้ง

1,833 ความคิดเห็น

  1. #57131 May Ling Pcm (@maylingpcm) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 01:29
    อ่านไปแบบงงๆ แต่ก้สนุกอะ ปมเยอะทุกตัวละคร นับถือไรท์เลย ตอนวางพลอตคงปวดหัวน่าดู
    #57131
    0
  2. #56752 demonheart (@demonheart) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 02:07
    เห้ยยยยยยยย นึกออกแล้ว ไอศูรที่เคยปลอมตัวเปนออสตินไปรับไนน์ละทิ้งไว้ทางด่านช๊ะ
    #56752
    0
  3. #55563 MmiiLlkkTea (@MmiiLlkkTea) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 9 เมษายน 2562 / 00:54
    ไนน์ไท่สำคัญกับออสตินหรอนี้ งง
    #55563
    0
  4. #55185 UraiwanBhanla (@UraiwanBhanla) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 18:44
    เหมือนไม่อยากจะงง แต่ก็คงอดเสาะหาที่มาข องออสติน ใครโผล่มาอีกวะ
    #55185
    0
  5. #54801 beeya1 (@beeya1) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 10:30
    ออสติน คือร่างโคลนนิ่งไอศูร หรอ
    #54801
    0
  6. #54258 RollzJI (@hgnn) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 19:29

    มาเรื่องนี้ว่างงแล้ว ไปอ่านเรื่องไนน์งงหนักกว่าเก่า

    #54258
    0
  7. #54113 puppywang (@2543660) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 23:03
    งงไปหมดแล้วจ้าาาา ปมเยอะมาก ทุกตัวละครเลย ฮื่ออออออ
    #54113
    0
  8. วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 10:05
    ที่นับหนึ่งผลักน้อง คือ???

    ออสติน ไอศูรย์ อีก วดฟ
    #54072
    0
  9. #53704 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 21:23
    งงเรื่องพี่ไอศูนย์มาก
    #53704
    0
  10. #53621 meenaaa12b (@minanattha) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 12:02
    ออสตินกับไอศูนเเฝดงี้ปะ
    #53621
    0
  11. #50351 AyuraBinDawud (@AyuraBinDawud) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:22
    คือสรุปคือ ออสตินคือใคร ไอศูรย์กับออสตินไม่ใช่คนเดียวกัน โอ้ยยยมึนโว้ยยยย
    #50351
    0
  12. #50226 Solalanp (@Solalanp) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:42
    หนูเอ้ยย ตลกตลอดเวลา 55555
    #50226
    0
  13. #49268 KookVjin (@KookVjin) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 18:40
    คีพไม่ทันละลูกกก5555
    #49268
    0
  14. #49227 vivivenus (@vivivenus) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 10:06

    รักออสตินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นับสองเป็นคนสำคัญมากขนาดนี้เลยเหรอ

    #49227
    0
  15. #48365 UDiE47 (@UDiE47) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 08:13
    คีพไม่ทันแล้วค่าานับสองงง55555555
    #48365
    0
  16. #47658 PCY_BBH_PLOY (@Chutiporn_ploy) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 12 มกราคม 2562 / 04:22
    ชื่อพลอยคือมีสะดุ้ง5555555555
    #47658
    0
  17. #47388 Chooon (@Chooon) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 09:34
    มันเป็นครายยยย
    #47388
    0
  18. #46853 golf8 (@golf8) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 20:00
    ไม่ต้องคีพแล้ววววลูกเอ้ยยย
    #46853
    0
  19. #46820 galepn (@galepn) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 13:56
    ทำไมต้องจิ้น ไอรศูนย์กับออสตินด้วยยย กูเนี้ย555555555
    #46820
    0
  20. #46623 byunbowoon (@bionybb) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 22:16
    คีพไม่ทันแล่ว..
    #46623
    0
  21. #46594 chootikarn (@chootikarn) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 21:50
    นับสองใจเย็นเย๊นนน
    #46594
    0
  22. #46447 Kim-kibom (@sarun555) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 4 มกราคม 2562 / 20:10
    ของขึ้นแทนน้องเก้า เบื่อชะนี
    #46447
    0
  23. #46011 MINERVA09 (@morakot3014) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 03:28
    เดี๋ยวยังอ่านไม่จบนะแต่นับสองเองมีเก้าแล้วอย่ามาแย่งเฮียหวังกูครับ!!!ที่รักผมเว้ย
    #46011
    0
  24. #46000 NATURE_AM (@NATURE_AM) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 00:06
    เชียร์ออสตินกับนับสองค่าาาา

    พี่เค้าละมุนมาก เคมีเข้ากันดีมากกกกก หัวใจเอนเอียงเลยยยㅠㅠ
    #46000
    0
  25. #45969 TifunNSlove (@TifunNSlove) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 11:21
    ชื่อไรนะ คนนั้นน่ะโอ๊ยยยจำชื่อบ่ได้คนที่นับเปียผมให้อะอับบาสหรอไม่ใช่ๆเออนั่นแหละตอนแรกนึกว่าเป็นพี่ไอแล้วไปทำศัยเด้อตกใจหมด แต่ตอนนี้แอบเทใจให้พี่คนนั้นอะทำไง รู้สึกอบอุ่นอะดูท่าจะชอบนับสองมากหรือจะเป็นคนที่ช่วยนับสอง ชอบตอนที่เตะอิพี่เก้าอะคือเปล่าลำเอียงนะแอบแบ่งไปแล้วกว่า40%อิพี่เก้า60%ก็ถือว่าเยอะอยู่นะอยากรู้จักพี่คนนั้นให้มากกว่านี้อร๊าย
    #45969
    0