นับ เก้า รัก [YAOI]

  • 300% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 3,372,823 Views

  • 57,437 Comments

  • 58,133 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    180,942

    Overall
    3,372,823

ตอนที่ 37 : อ้อยคว่ำครั้งที่ 35 -จบภาค 1-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 130558
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14438 ครั้ง
    22 ก.พ. 62

บทที่ 35

 


                ชื่นชมปรบมือให้ตัวเองอย่างภาคภูมิเสร็จก็นั่งกุมขมับต่อ...

                “พี่เก้าเป็นมาเฟียจริงเหรอ”

ผมรู้สึกประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นตกตะลึงหัวใจวายตาย ผูกคิ้วเข้าหากันก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดคำค้นหาใหม่และด้วยเน็ตไฮสปีดความเร็วเท่าไหร่ไม่รู้แต่เร็วมากแป๊บเดียวก็ขึ้นหน้าเว็บมากมาย

                อ่านตั้งแต่ความหมายที่มาของมาเฟียยันข่าวของกลุ่มมาเฟียในประเทศต่างๆ ส่วนมากไม่ค้ายาก็ขายอาวุธสงคราม สรุปความได้ว่าแม่งน่ากลัวไม่สมควรเข้าใกล้

                อ่านข่าวมาเฟียแล้วก็นึกถึงทีสโตนกรุ๊ปที่ดำเนินธุรกิจอย่างสะอาดไม่มีอะไรผิดปกติแล้วก็เริ่มคิดใหม่...

                หรือผมคิดมากไปเอง

                แต่พออ่านคีย์เวิร์ดสำคัญที่ได้ยินมากับหูจากปากพี่เก้าแล้วยังไงมันก็ต้องใช่มาเฟียแน่ๆ ผมหยิบปากกาหมึกสีดำไปเขียนธุรกิจมืดของมาเฟียที่พอจะคิดออก การพนัน ปล่อยเงินกู้ เก็บค่าคุ้มครอง

                ขายอาวุธสงครามแล้วพี่เก้ามันพูดว่าไม่ได้ฝึกอาวุธมานานแล้ว... อาจจะใช่แล้วก็ไม่ใช่ก็ได้

                โอ๊ยยย กับการเรียนผมนั่งสรุปแบบนี้มั้ยวะ

                แม่เห็น แม่ต้องภูมิใจแน่ๆ เลย!

                นั่งคิดจนหัวระเบิดจนอาจารย์เดินเข้ามาสอนผมก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เออ แต่อย่างน้อยก็รู้แล้วแหละกันว่าพี่เก้าเป็นมาเฟีย อ้อ รวมไต้ฝุ่นไปด้วย

                รู้น้อยก็ยังดีกว่าไม่รู้แล้วกัน ปลอบใจตัวเองไปแล้วหยิบชีทเอกสารขึ้นมาแล้วเริ่มตั้งใจเริ่มบ้าง เก็บความสงสัยลงท้องไปก่อน

                กว่าจะเรียนเสร็จก็ใกล้เที่ยงพอดี อาจารย์ใจดีปล่อยก่อน เย้!

ผมส่งข้อความหาพี่เก้าก่อนซึ่งเขาก็บอกว่ามีประชุมในคณะให้เจอกันตอนเย็น ผมก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร คนรักไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลาถูกมั้ยครับ

                เหล่มองไปทางเพื่อนตัวเล็ก “กินข้าวที่ไหนดี”

                “อ้าว พี่เก้าทิ้งมึงเหรอ” ไวท์เงยหน้าขึ้นมาถามอย่างมึนๆ

                “ทิ้งพ่อมึงสิ!” ม้วนกระดาษแล้วตีแขนมาไปทีดังเพี๊ยะทำให้ทุกคนหันขวับมาใส่ใจ จะเสือกก็พูดมา

                ใครสักคนตะโกนด่ากราดขึ้นมา “ไอ้นับ! มึงกล้าตีไวท์ของกูเหรอ! ไอ้สารเลว!

                “ไวท์จ๋า เจ็บมากมั้ย พอลมียานะ” มาอีกหนึ่งแถมปรี่พุ่งเข้ามาดูแขนไอ้ไวท์ประหนึ่งแขนมันหัก

                “มึงแกล้งไวท์ทำไมไอ้นับ! ดู! แขนขาวๆ ช้ำหมด!

                เดี๋ยวนะ... ผมพลาดอะไรไปรึเปล่า

                ยืนเอ๋อๆ รับคำด่าจากเพื่อนในเซคมาอย่างอึดอัด คือกูแค่หยอกมันเปล่า แล้วที่กูใช้ตีเนี่ยมันกระดาษ กระดาษเว้ย!! ไม่ใช่ไม้หน้าสาม!

                พี่เก้า ฮือ นับโดนรุม!

                คู่กรณีอย่างเพื่อนไวท์ทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วสะบัดแขนออกจากมีพอลอะไรนั่นแล้วมาคว้าต้นแขนของผม “ไม่ต้องไปสนใจพวกบ้า รำคาญ”

                เสียงพูดไม่เบาเท่าไหร่เป็นศรปักกลางใจของพวกปลื้มปริ่มให้ใจร้าวทันที ทุกคนต่างทำหน้าทำตาเจ็บปวดเหมือนถูกบอกเลิกแล้วเบนสายตามามองผมอย่างแค้นเคือง

                “กูไม่ได้ทำอะไรเลยนะเว้ย!” ตะโกนร้องหาความเป็นธรรมแต่บางคนดันหน้ามืดเข้าใจว่าผมเยาะเย้ยว่า ไม่ได้ทำอะไรแต่ไวท์เข้ามาหาเอง ถุย! กูเพื่อนมันเปล่า ไอ้เหี้ยยย! “ไอ้ไวท์! มึงไปทำเชี่ยอะไรไว้!

                ถึงได้มีคนคลั่งไคล้บูชาชาบูมันขนาดนี้

                มันมีสีหน้าเดี๋ยวดำเดี๋ยวเขียวกัดฟันกรอด “เมื่อวานรับน้อง กูถูกลงโทษ” แล้วมันยังไง

                ผมดึงแขนออกจากมือไอ้ไวท์เดินตีคู่ลงบันไดพร้อมมันโดยมีไอ้มาร์คเดินจิ้มโทรศัพท์ตามหลังมา “แล้วยังไงต่อ”

                “กูโดนใส่วิกผมยาวไงไอ้เหี้ย!” ใบหน้าน่ารักแดงก่ำอย่างไม่พอใจหรือเขินก็ไม่รู้

                “อืมๆ น้องไวท์ของพี่น่ารักนี่เองถึงได้มีแฟนคลับขนาดนี้” โอเค เก็ทแล้วครับว่าจู่ๆ ทำไมพวกผู้ชายมันลุกฮือมันปกป้องน้องไวท์ของผมแบบนี้

                แต่ขอโทษนะพวกมึง

                ไวท์อะ ของกู!

                อ้อๆ เพื่อนสนิทของผมครับพี่เก้า อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิ

                “พวกมึง” เสียงไอ้มาร์คจากด้านหลังเรียกให้เราสองหยุดเดิน

                “ว่า”

                มันโบกโทรศัพท์ไปมา “ดาวชวนไปกินชาบู ไปปะ”

                หันไปมองทางไวท์อย่างขอความเห็นแต่พอเห็นแววตาวิบวับเปล่งประกายตอนได้ยินคำว่าชาบูก็รู้แล้วว่ามันจะไป ผมกับไวท์อยู่ด้วยกันได้นอกจากเกมก็เรื่องของกิน แต่ผมติดกินหวาน ไวท์ติดกินของคาว

                ทำมือโอเคแล้วก็หันไปเห็นชายาที่เดินลงมาพอดี วันนี้มันก็เหมือนเดิมคือทำผมยุ่งๆ จนมองไม่เห็นหน้าจริง ไวท์มองตามผมไปก็ร้องเรียก “ชายา ชายา!

                เจ้าของชื่อหยุดเดิน หันซ้ายหันขวาก่อนจะมองมาที่พวกผม “เรียกเราเหรอ” ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

                “ใช่ๆ” ไวท์ยิ้มกว้างแล้วเดินเข้าไปจับข้อมือ “ไปกินชาบูด้วยกันมั้ย”

                “ชาบูอร่อยมั้ย” ทำหน้าเป็นแมวสงสัย

                “อร่อยๆ” ดูท่าไวท์จะชอบชายานะ ผมหันไปมองมาร์คเล็กน้อยเห็นมันพยักหน้าไม่ได้มีสีหน้าไม่ชอบใจอะไรก็วางใจ จะว่าไปมาร์คก็ยังไม่รู้จักชายาเท่าไหร่ ผมก็แอบกังวลว่ามันจะไม่ชอบเพื่อนใหม่ผมคนนี้

                ชายาแค่ได้ยินว่าอร่อยก็พยักหน้าตกลงแล้ว ด้วยประการนี้เราเลยพากันไปหน้ามอ ความที่รถมีแค่มอเตอร์ไซด์ของไอ้มาร์คคันเดียว ผมเลยให้ไวท์กับชายาไปก่อนรอบแรก

                แต่ชายาไม่ยอมขึ้นดังนั้นผมเลยต้องอาสาเสียสละตัวเดินไปกับชายา ขืนปล่อยให้มันเดินออกไปคนเดียวชาตินี้คงไม่ถึงร้านชาบูแน่ๆ แล้วก็ยังมีอีกเรื่องที่ผมอยากคุยกับชายาแค่สองคน...

                จะสารภาพรักกับชายา ถุย!

                ไม่ใช่แล้ว ผมกำลังจะเข้าโหมดจริงนะ!

    เชื่อมือสิ!


---


“คุยกันหน่อยสิชายา” ผมคว้าต้นแขนของชายาไว้ เจ้าตัวก็มองหน้าผมแต่ไม่สบตา

“คุยหน่อยนี่คุยเท่าไหร่” กะพริบตาปริบๆ

ผมรู้สึกคิ้วกระตุกไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่จะคุยกับชายา แต่ว่าขอข้อมูลแค่เล็กน้อยก็ยังดี “ไม่ถามเยอะหรอก”

“แล้วไม่เยอะคือเท่าไหร่”

มันกวนส้นตีนผมอยู่รึเปล่าวะ

“สี่ห้าคำถาม” กัดฟันตอบอย่างอดทน

มันพยักหน้าหงึกๆ “จูปาจุ๊บ” แบมือกางตรงหน้าผมแววตาเฝ้ารอ

“มีช็อกโกแลต” ผมมีช็อกโกแลตติดกระเป๋าอยู่เลยล้วงหยิบส่งให้

ชายาก็ไม่ได้เรื่องมากรับคิทแคทไปแกะอย่างรวดเร็วแล้วกัดงับ “อื้อ จะถามอะไร” เป็นคนที่ต้องมีขนมมาต่อรองจริงๆ ถึงจะง่ายขึ้น

                “จำวันที่เจอกูกับพี่เก้าในห้องน้ำได้รึเปล่า” แม่งกระอักกระอ่วนกับประโยคนี้ไม่น้อยจริงๆ นะ เหตุการณ์ในห้องน้ำใครมารู้เข้าคงไม่ดีไม่งามแน่

                “จำไม่ได้” มันตอบแทบจะทันทีเอาซะผมหน้าเกือบทิ่ม

                ชาย๊าาาา มึงช่วยคิดก่อนตอบหน่อย!

                “ห้องน้ำที่ศูนย์กีฬาไง” ขยายความเพิ่ม

                “มีตั้งหลายศูนย์กีฬา”

                “วันที่กูกับพี่เก้าพามึงไปส่งที่คอนโด จำได้มั้ย” ผมเองก็พยายามนึกเหตุการณ์สำคัญในวันนั้น

                “อ้อ” ชายาร้องอ้อที่ทำให้ผมเห็นแสงสว่าง “จำไม่ได้”

                แล้วมึงจะร้องอ้อเพื่อ!

                ยกมือนวดบีบคลึงตรงหัวคิ้วก่อนจะหาเรื่องอื่นๆ ในวันนั้นแล้วก็นึกได้ “วันที่มึงกินสเต็กเนื้อแกะ!

“คุ้นๆ แล้วนะ” เอียงคอฉีกยิ้ม “เนื้อแกะเค็มไปหน่อย”

...อยากจะเอาหัวโขกเต้าหู้ตายเหลือเกินครับแม่

                “เราจำได้แล้ว” พยักหน้าแข็งขัน “มีอะไรเหรอ”

“ทำไมวันนั้นถึงพูดว่ามาเฟีย” ใช่แล้ว ผมเกือบลืมไปสนิทเลยว่าชายาเคยเจอกับบอดี้การ์ดของพี่เก้าที่โผล่มาจากไหนไม่รู้แล้วก็ยังพูดหน้ายิ้มๆ ว่ามาเฟียอีก

                ตอนนั้นพี่เก้าก็นิ่งไปเลยแถมยังทำตัวแปลกๆ อีก ทำไมผมเพิ่งมานึกได้นะ แย่จริงๆ

                “มาเฟียในภาพยนตร์” ใช้จิ้มวนๆ บริเวณแก้ม “อ้อ! นับสองอยากดูภาพยนตร์มาเฟีย!

                “...” ผมไม่ควรไปถามมัน

                “จะขอชื่อเรื่องเหรอ ได้สิ” ชายาทำท่าจะหยิบกระดาษในกระเป๋าถุงผ้ามาเขียนชื่อเรื่องหนังมาเฟียให้ เห็นแล้วรู้สึกปวดหัวจี๊ดเลยครับท่าน

                รีบจับมือห้าม “ไม่ใช่”

                “อ้าว” ทำหน้าตาตกใจ

ว่าอย่างใจเย็น “ที่จะถามคือทำไมถึงบอกว่าคนของพี่เก้า ผู้ชายใส่ชุดสูทดำท่าทางน่ากลัวคนนั้นเหมือนมาเฟีย”

                “ก็เป็นมาเฟียจริงๆ” ชายาทำตาโตแล้วยกมือขึ้นแตะปาก

                ผมสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเย็นเยียบ

                นัยน์ตาใสแป๋วใต้กลุ่มผมกลิ้งไปซ้ายทีขวาทีเหมือนกำลังใช้ความคิด “พี่คนนั้นก็เป็นมาเฟีย เพราะเขาเป็นเจ้านายคนชุดสีดำน่ากลัว”

                ผมกดเสียงต่ำลง “แน่ใจนะ”

“เราไม่โกหกหรอก” พยักหน้ารัวๆ “เพราะเราไปถามปะป๊ามาแล้ว!

                นัยน์ตาของผมแทบจะสว่างวาบขึ้นมา... ไม่น่าเชื่อว่าแกทเชื่อมโยงมั่วๆ ของผมจะเดาถูกขึ้นมาจริง โธ่ ผมนี่มันอัจฉริยะมาเกิด เทพจริงๆ

                “ทำไมถึงไปถามปะป๊า” ถามด้วยใจที่เต้นตึกตัก

                ชายามองผมเหมือนมองตัวประหลาด “เราสงสัย เราก็ต้องถามสิ”

                “...” โอเค กูผิดเอ๊ง! “แล้วกูจะเชื่อปะป๊ามึงได้เหรอ”

                “ปะป๊าบอกว่าเป็นก็ต้องเป็นสิ” ย่นคิ้วแล้วใช้นิ้วจิ้มที่แก้มป่อง “เอ๋ หรือปะป๊าจะหลอกเรา”

                ผมว่าไม่น่าจะหลอกหรอกมั้งเลยหรี่ตามองชายาอย่างระแวดระวังเดินเข้าใกล้ชายามากขึ้นก้มหน้าพูดเสียงเบา “แล้วปะป๊าบอกอะไรอีกมั้ยต่อจากมาเฟีย ลองนึกๆ ดู”

                พยักหน้าแข็งขัน “บอกสิ”

                “บอกว่า?”

                “อย่าไปยุ่งกับคุณฮีโร่ ปะป๊าบอกว่าเป็นคนนิสัยไม่ดี!” พูดจบก็ยู่ปากแล้วถามผม “แต่เราว่าคุณฮีโร่น่ารักมากๆ เลยนะ” ชายาบอกความคิดตัวเองออกมาอย่างไม่ปิดบัง ผมรู้มาว่าชายาเรียกพี่อ๋องแบบนั้นหรือพี่อ๋องจะไปหน้าเหมือนตัวการ์ตูนฮีโร่เรื่องโปรดของชายาเข้ากันนะถึงได้เรียกแบบนั้น

                ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรสักอย่างมาตะกรุยหัวใจเจ็บๆ คันๆ ผมไม่รู้ว่าพี่เก้ามีปัญหาอะไรแต่พอรู้ว่าชายามีประโยชน์ที่น่าจะช่วยเป็นเสียงกล่อมเจ้าสัวชานินทร์อีกที แล้วเพราะสาเหตุนี้พวกพี่ๆ เขาก็ตามใจทำดีกับชายา

                แล้วดูที่ชายามันคิดสิ พี่คิวทำอาหารอร่อย พี่อ๋องพี่ไนน์ก็เล่นด้วย ขนาดผมไม่ได้หลอกมันก็รู้สึกผิดไปยันโคตรเหง้าแล้ว ผมคิดว่าพี่เก้าก็น่าจะไม่สบายใจเหมือนกันนะ

                “ยังบอกอะไรเพิ่มอีกมั้ย” ผมตะล่อมถามประมาณว่าได้คืบจะเอาศอก ผมไม่รู้จะหาข้อมูลยังไงนี่! คนใกล้ตัวสุดที่บ้านมีฐานะสูงเทียมบ้านพี่เก้าทีสโตนอะไรนั้น ผมก็นึกออกแค่ชายา

                ไม่ช่วยกันเสือกก็ให้กำลังใจผมเงียบๆ สิ อย่าบ่น!

                ชายามองหน้าผมแล้วถามกลับ “บอกอะไรคืออะไร”

                “เกี่ยวกับทีสโตน...เคยพูดมั้ย” เลียปากแห้งผาก

                “ปะป๊าบอกว่าทีสโตนนิสัยไม่ดี ชอบแย่งลูกค้าของปะป๊าแล้วก็บอกว่าไม่อยากร่วมธุรกิจพวกสีเทา” ชายาว่าเสียงเรียบที่ไม่มีคลื่นอารมณ์ “แต่เราว่าคนที่ผิดคือปะป๊า”

                ฟังแล้วก็งง “ผิดยังไง”

                “ปะป๊าฉลาดสู้ทีสโตนไม่ได้ก็ต้องแพ้ จริงมั้ย” ชายา นั่นพ่อมึงนะเว้ย! กูเป็นเจ้าสัวกูร้องไห้ตายไปแล้ว!

“ก็จริง” ตอบรับไปแล้วครุ่นคิดเงียบๆ

ชายาเดินเอื่อยๆ แล้วฉุดคิด “ว่าแต่...ทีสโตนมันคือตัวอะไรเหรอ”

“...” แล้วที่ถูกมาเมื่อกี้มึงไม่รู้จักเหรอ!

“กินได้รึเปล่า อร่อยมั้ย” ชายาถามอย่างสงสัยแล้วคำถามมันยังทำให้ผมปวดหัวสุดๆ “แล้ว แล้วธุรกิจพวกสีเทาคืออะไร ขายสีทาบ้านรึเปล่า”

การอยู่กับชายาต่อให้มีความอดทนสูงเท่าตึกใบหยกก็ไม่พอ ผมไม่ได้ตอบไปเพราะตอนนี้ที่ต้องทำก่อนคือข้ามถนน ชายามองที่มือผมบนต้นแขนตัวเองเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร ผมก็ไม่รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่

เดินจนมาถึงร้านชาบูก็เห็นว่ามีรถของนักศึกษาจอดเต็มไปหมดแน่นอนว่ามีของไอ้มาร์ครวมอยู่ด้วย ในร้านมีคนเต็มสุดๆ เพราะเป็นเวลาพักเที่ยงส่วนมากก็เป็นนักศึกษา

“นับสอง ทางนี้ๆ” เสียงหวานตื่นเต้นดีใจอย่างไม่เก็บงำอาการทำให้ผมมุ่ยหน้าโดยไม่รู้ตัว ถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นเสียงยัยนับดาวอะไรนั่นไม่ใช่เหรอ

หันไปมองก็พบว่านอกจากเธอแล้วก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกกลุ่มใหญ่ นับดาวนั่งข้างมาร์คอีกฝั่งของนับดาวก็มีเพื่อนผู้หญิงนั่งเรียงไปสี่คน อ้อ มีผู้ชายตัวเล็กๆ อีกคนดูตุ้งติ้งมากด้วย ส่วนอีกฝั่งก็ว่างโล่งมีไอ้ไวท์นั่งชิวๆ ไม่แยแสใครเล่นเกมแต่พอได้ยินว่าผมมาแล้วสีหน้ามันเหมือนได้รับอภัยโทษ

ผมว่ามันคงอึดอัดไม่น้อยจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปตำหนิมาร์คทางสายตา มันก็เพียงยิ้มแห้งๆ ใส่

“ไม่คิดว่าคนจะเยอะแบบนี้” เอ่ยเสียงเรียบแล้วไล่มองพวกเพื่อนของนับดาวทีละคน... แม่ครับ บ้านพวกเธอต้องอยากจนมากๆ แน่เลย

ดูสิ เสื้อคับมาก ผมควรให้เงินเขาไปซื้อเสื้อใหม่ดีมั้ยนะ

“เพื่อนๆ กันทั้งนั้น” นับดาวยิ้มแล้วส่งสมุดเมนูเล่มใหญ่ให้ผม

คนที่หยิบมาเป็นชายาที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร ไวท์แอบกระตุกยิ้มแล้วช่วยชายาสั่งเนื้อต่างๆ ร้านนี้เป็นแบบบุพเฟ่ต์ แน่นอนว่าผมก็นั่งต่อจากชายาแล้วบังเอิญไอ้ตรงข้ามผมก็เป็นเพื่อนผู้ชายของนับดาว

“นับ มึงกินอะไร” เสียงเล็กของเพื่อนตัวเล็กถาม

“หมูสามชั้นสิบ กุ้งห้า เนื้อวัวสิบ ไก่ห้าแล้วก็นี่ นี่ด้วย ปลาด้วยๆ เห็ดด้วย หอยด้วย” ผมไล่บอกไปจัดเต็มที่ทำเอาทั้งโต๊ะเว่อร์ไปเลย

“ไอ้นับ มึงจะแดกหรือจะเอาไปถมบ้าน!” มาร์คโวยวาย “กินไม่หมดถูกปรับนะเว้ย!

ผมยักไหล่ไม่แคร์แล้วก็เรียกพนักงานมารับใบไป “มีเงินจ่ายแล้วกัน” นอกจากเป็นเสือแล้วเราก็ยังเป็นเสี่ยนับนะเออ! “ให้กูเลี้ยงทั้งโต๊ะก็ยังได้!

“เหอะ... เงินพี่เก้าน่ะสิ” หมาที่ไหนพูด

“แก เงียบๆ”

“คิดว่าพี่เก้าชอบมันรึไง มโน” จงใจหาเรื่องขนาดนี้พูดมานี่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องผมสั่งอาหารเลย สักแต่จะด่า พวกนี้มันมีเยอะในสังคม “ถ้ารู้ว่ามันมา พวกมึงไม่น่าชวนกูเลย”

...ถามกูมั้ยว่าตอนนี้อยากร่วมโต๊ะกับมึงรึเปล่า

สายตาของผมวาววับขึ้นทันทีแล้วตวัดตามองคนพูดซึ่งก็คือไอ้หน้าวอกตรงข้าม ก็ว่าอยู่ว่าทำไมทำหน้าทำตาเหมือนผมไปขโมยข้าวมันกิน ที่แท้ก็...แฟนคลับพี่เก้านี่เอง

“บิวอย่าหาเรื่อง” ผู้หญิงใส่แว่นที่ไม่ได้ทำให้เธอดูเด็กเรียนจับไหล่เพื่อนตัวเองไว้ “ขอโทษที บิวมันเป็นแฟนคลับพี่เก้าน่ะ ชอบมานานเลยอาจจะหวงดาราไปบ้าง” ถ้าไม่บอกนี่นึกว่าพี่เก้าเป็นแฟนมันไปแล้วนะครับ

“อื้อ” พยักหน้าไม่ถือสาเพราะ “แฟนคลับนี่เอง” เน้นคำว่าคลับเข้าไปจะได้รู้ว่ายังไงก็ไม่ใช่แฟน

บิวทำหน้าไม่พอใจเหมือนจะกระโดดใส่ผม เอาสิ หมากระเป๋าแบบมึงกูก็กล้าซัด! ไอ้คลาวด์กูก็กระทืบมาแล้ว แอบสงสัยเหมือนกันว่ามันหายไปไหนไม่เห็นมาเรียนเลย

เสียงหัวเราะคิกคักของไวท์ยิ่งทำให้บิวไม่พอใจจนพลั้งปากหรือจงใจก็ไม่รู้ “แฟนคลับก็ดีกว่าแฟนมโนแล้วกัน อ่อยพี่เก้าไม่พอเกาะกระแสดังอีก หน้าไม่อาย”

เอิ่ม...ยอมรับว่าอ่อยก่อนจริง

แล้วยังไง?

พี่เก้าก็อ่อยกลับไง

อิจฉาก็บอกมาเถอะหมากระเป๋า ไม่ต้องลากนั้นลากนี่มาด่า

ว่าตามจริงก็มีคนติดตามผมมากขึ้นหลังจากมีกระแสผมกับพี่มันกุ๊กกิ๊กกัน เดิมผมก็มีคนติดตามอยู่แล้วเพราะผมมักโคฟเวอร์ หน้าตาดีร้องเพลงเพราะก็มีคนตามอยู่แล้วไง แฟนคลับจากพี่เก้าก็ไม่ได้เยอะเว่อร์วังขโมยมาเป็นแสนสักหน่อย พวกบ้าดารามากไปก็มักหวงแหละ

“อยากคิดอะไรก็คิดไป”

ผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเพราะมันจะทำให้พี่เก้าเสียหายไปใหญ่ ถึงผมจะอยากได้ตำแหน่งแฟนสถานะคนรักแต่ด้วยอาชีพพี่เก้าตอนนี้ผมก็ไม่คิดจะไปประกาศต่อสาธารณะชนหรอกว่าพี่เก้าเป็นของผม

                ไวท์กลอกตาไปมาแล้วกวักมือเรียกพนักงานเพื่อขอเปลี่ยนโต๊ะใหม่ ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยเพราะขืนนั่งต่อคงกระเดือกชาบูไม่ลงคอแน่ๆ

                มาร์คนั่งเงียบๆ ไม่พูดอะไรมีแต่สายตาที่ขอโทษขอโพยพวกผม

                ผมว่าแบบนี้มันไม่ดีแล้วนะ แล้วคิดว่าไอ้ไวท์ก็น่าจะใกล้หมดความอดทนแล้วส่วนชายเหรอ... เฮ้อ จ้องมองหม้อชาบูราวกับกำลังวิเคราะห์อุณหภูมิหม้ออยู่ เราสามคนเปลี่ยนไปนั่งโต๊ะใหม่ซึ่งห่างจากพวกนั้นพอสมควรได้มุมสงบส่วนตัวแบบนี้แล้วไวท์ก็โพล่งขึ้นแต่เสียงก็ไม่ได้ดังลั่นร้านเพียงให้ได้ยินกันแค่สามคน

                “กูไม่ไหวกับไอ้มาร์คแล้วนะ!” ตะเกียบในมือแทบหัก

                “มันหลงหญิงไปเปล่าวะ” ผมต่อประโยคไปอย่างโมโห ดูเพื่อนยัยนับดาวนับอุกกาบาตทำสิ แทนที่มันจะช่วยออกหน้าให้ผมแต่แม่งเฉยสนิท

                “มึงเพิ่งรู้เหรอ กูรู้นานแล้ว!” พูดอย่างหงุดหงิดแล้วเทผักใส่หม้อชาบู

                ชายาไม่ได้ฟังใครทั้งนั้น มันมองไวท์อย่างสนใจแล้วเริ่มใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูลงในหม้อแบบที่ไวท์ทำ

                “มึง กูรู้สึกว่าผู้หญิงพวกนั้นโคตรคุ้นหน้าเลยจริงๆ” ผมหยิบน้ำขึ้นมากิน

                “ไม่คุ้นได้ยังไง ผู้หญิงที่ใส่แว่นเป็นแอดมินบ้านพี่เก้าในทวิตเตอร์” บางทีความขี้เสือกของไวท์มันก็แรงจริงจัง เร็วกว่าเน็ตสี่จีอีกคุณ “กูว่านะพวกนั้นมันต้องเป็นแฟนคลับพี่เก้าทั้งก๊กแน่ๆ แล้วไอ้บิวอะไรนั่น โห พี่เก้าไม่ใช่ของมึงปะ! ออกตัวซะนึกว่าแฟน มึงน่าจะต่อยปากมันสักที!

                ผมไม่ได้พูดอะไรปล่อยให้ไวท์พ่นไฟไปสักพักเดี๋ยวก็หมดแรงไปเอง

“ดูเหมือนจะมีคนไม่ชอบกูพอสมควร” ผมเอ่ยเสียงเรียบแล้วเริ่มกินบ้าง

“ให้กูพูดความจริงมั้ย”

“ไม่ต้อง กูรู้ตัว” ผมโบกมือปัดไปแล้วเทกุ้งใส่หม้อต้ม

ความจริงที่ว่าแฟนคลับพี่เก้าไม่ชอบผมเยอะประมาณหนึ่ง... ด้วยรูปร่างผมด้วยแล้วก็คงไม่ตรงกับจินตนาการคู่จิ้นของพวกเธอ ผมรู้มาว่าสาววายมักชอบคู่ที่แบบคนหนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ยกว่าให้ฝ่ายรับมีความรู้สึกน่าทะนุถนอมอะไรแบบนี้

ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบได้ มีคนรักก็มีคนเกลียดเป็นธรรมดา

แต่แล้วไง แฟนคลับผมก็มี! คนชอบผมก็เยอะ แล้วทำไมผมต้องไปใส่ใจพวกนั้นด้วย

บรรยากาศกำลังอึมครึมได้ที่...

“หมูของเราหาย! ฮืออออ”

“...” ผมและไวท์

“เราวางไว้ตรงนี้ แต่มันหายไปแล้ว”

ยิ้มเฝือดๆ แล้วช่วยกันหาหมูในหม้อให้ชายา การเลี้ยงชายานี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ นะ แต่ชายาก็ดีช่วยปัดอารมณ์สีเทาออกไปจากโต๊ะ ระหว่างที่ผมกินอยู่ก็เล่นแชทคุยกับพี่เก้าไปด้วย

ถ่ายรูปหม้อชาบูไปให้ดูก็ได้รับสติ๊กเกอร์ร้องไห้ติดๆ กันมา แน่นอนว่าเขากำลังอิจฉาผมอยู่แน่ๆ ผมกินชาบูแต่พี่เก้ากำลังกินข้าวกล่อง

“ยิ้มจนปากจะฉีกแล้ว” เสียงแซวของไวท์ทักขึ้น

ไม่ได้หุบยิ้มยังคงยิ้มต่อไป “มีความสุขก็ต้องยิ้มรึเปล่า”

“ตามสบายเลยมึง” ไวท์เลิกสนใจผม คีบผักคีบเนื้อใส่จานของชายาให้เพราะให้ชายาคีบเองบางชิ้นมันก็ดูไม่เป็นว่าสุกรึเปล่า

ผมกินไปได้สักพักก็นึกอะไรได้กดเข้าแชทของพี่ควินซ์เลขาคนเก่งของป๋าเพื่อถามอะไรบางอย่าง...

แววตาของผมหลุบลงต่ำแล้วเริ่มจมในความคิดของเมื่อคืน... นอกจากผมจะได้ยินพี่เก้าคุยโทรศัพท์แล้วก็ยังได้ยินที่แด๊ดคุยกับพี่เก้าด้วยเช่นกัน

ถึงจะไม่ได้ฟังตั้งแต่แรกแต่ก็พอรู้ว่าแด๊ดต้องการทดสอบสร้างความยากลำบากให้พี่เก้า

ผมไม่น่าด่วนใจวางใจกับแด๊ดจอมร้ายกาจเร็วเลยจริงๆ ไม่รู้ว่าพี่เก้าจะคิดมากรึเปล่า

ทักไปขอตารางงานของพี่เก้าเป็นประจำอยู่แล้ว พี่ควินซ์เลยไม่ได้ติดใจอะไร กดเข้าอีเมล์เพื่อดูตารางงานก็พบว่ามีงานเต็มยาวถึงสิ้นปีเลยทีเดียว

ไล่ดูแล้วก็ขมวดคิ้ว... งานเกรดซีกับเกรดบีโผล่ขึ้นมาได้ยังไง... ความไม่พอใจพุ่งขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะเพื่อออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก

“ไว้เจอที่ห้องเรียน” ผมทิ้งท้ายไว้แล้วให้เงินส่วนของผมกับไวท์จากนั้นก็สะพายเป้ออกจากร้านชาบู

เดินดุ่มๆ ไปโบกแท็กซี่พลางดูเวลาในโทรศัพท์ไปด้วยพบว่าเหลืออีกสองชั่วโมงถึงจะเข้าเรียนยังมีเวลาอยู่ ขึ้นแท็กซี่ได้บอกจุดหมายปลายทางเสร็จแล้วค่อยกดโทรศัพท์หาพี่ควินซ์

(ฮัลโหล ว่าไงนับสอง) เสียงสดใสว่าขึ้น

“ผมสงสัย” เข้าตรงประเด็นเลย “ทำไมจู่ๆ งานของพี่เก้าถึงลดเกรดลง”

(...เรื่องนี้พี่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนะ) พี่ควินซ์รีบปฏิเสธทันที

สีหน้าของผมยิ่งดูไม่ดี “พี่รู้ใช่มั้ยว่าใกล้งาน MM แล้ว นายแบบแถวหน้าต้องรีบทำผลงานในระดับสูงไม่ใช่เกรดต่ำกว่ามาตรฐาน” งาน MM คืองานประกาศรางวัลของเหล่านายแบบในเอเชีย การจัดงานนี้คือการยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นให้สูงเท่ากับยุโรปอเมริกา

มันเป็นรางวัลที่การันตีความสามารถของนายแบบ

(พี่ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริงๆ) เสียงลำบากใจของพี่ควินซ์ทำให้ผมพูดอะไรไม่ถูก (บางงานยังไม่ได้คอนเฟิร์มแต่ท่านประธานลงไว้ก่อนล่วงหน้า บางงานก็เขียนๆ ใส่ส่งๆ ไปก่อน)

“งั้นเหรอ” ผมเอ่ยเสียงเย็นแทบไม่เชื่อเลยสักนิด

(ถ้ามีงานใหญ่ๆ มาพี่ว่ายังไงท่านประธานก็ต้องให้เก้าอยู่แล้ว) ตอนนี้พี่เก้าเป็นเบอร์หนึ่งของสังกัดเรา ถ้ามีงานใหญ่แน่นอนว่าเจ้าของงานย่อมเลือกดารานายแบบที่กำลังเป็นที่นิยม

“อันที่จริง คนที่ต้องรับงานควรเป็นผู้จัดการ ป๋าไม่มีสิทธิจะมาแกล้งกันแบบนี้” ผมรู้สึกโกรธแล้วจริงๆ แล้วยิ่งมารู้ว่าแด๊ดเองก็กดดันพี่เก้าอยู่ก็ยิ่งทำให้ใจของผมเดือด

ผมกำลังรู้สึกว่าตัวเองโง่

ไม่รู้ห่าอะไรทั้งนั้น

บ้านพี่เก้า ผมก็ไม่รู้

บ้านตัวเองก็ยังไม่รู้อีก!

ลับหลังผมไม่รู้ว่าสองคนนี้ทำอะไรกับพี่เก้าไปบ้าง คิดแล้วก็ปวดหนึบไปทั้งใจเลยจริงๆ ไม่รู้ว่าภายใต้หน้ากากเปื้อนยิ้มของพี่เก้าจะซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ขนาดไหน

(คิวรับงานตามปกติ แต่ท่านประธานก็เอางานอื่นไปแทรกอยู่ดี พี่ก็จนปัญญาห้าม) เสียงจะร้องไห้ของพี่ควินซ์ทำให้ผมใจอ่อน ยังไงพี่เขาก็เป็นแค่คนกลาง (พี่จะบอกให้คิวหางานดีๆ เพิ่มใส่แทน)

                ผมต้องการงานคุณภาพให้พี่เก้า ไม่ใช่ปริมาณงาน!

พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลับตาแน่นพยายามไม่แสดงออกถึงอารมณ์ข้างในก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ แววตาเป็นประกายลึกล้ำยากคาดเดาโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงที่เปล่งออกไปมันเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจขนาดทำให้คนผวาหวาดหวั่นได้อย่างรุนแรง...


                “งั้นพี่ก็ไปบอกป๋าให้ผมด้วยนะ”

                (...)

                “ผมโกรธแล้วจริงๆ”

               

                ตัดสายทิ้งไปไม่รอพี่ควินซ์พูดอะไรอีก นั่งสงบสติกดอารมณ์ขุ่นมัวไว้ข้างในจนมาถึงสถานที่ปลายทาง ผมก้าวเท้าลงไปแล้วเดินไปหยุดที่หน้าตึกเงยหน้ามองตัวอักษรข้างบน...

                คิดจะเล่นงานพี่เก้าเหรอ... มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก

                ผมเผยยิ้มมืดหม่นก่อนจะก้าวเดินเข้าไปข้างใน...

 

                Blue Star Entertainment

 

                บริษัทของป๋าและต้นสังกัดของพี่เก้า...




------------------


 

                กลิ่นอายของความเป็นเด็กถูกเก็บคืนไปวินาทีที่ก้าวพ้นประตูเข้าสู่อาณาจักรใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเล่ห์กล นัยน์ตาสดใสมีเพียงความดำมืดที่เดาไม่ได้ แผ่นหลังเหยียดตรงดูองอาจ

                ผมเดินเข้าไปที่หน้าประชาสัมพันธ์ก็เห็นพนักงานประจำด้านหน้าอ้าปากมองผมอย่างตะลึง

                “ท่านประธานอยู่ไหน” ผมถามทันทีเพราะไม่อยากเสียเวลาไปแม้แต่วินาทีเดียว
                เธอกะพริบตาเรียกสติก่อนจะพูดอึกอัก “คุณนับสอง มาหาท่านประธานหรือคะ คือตอนนี้ท่านประธานไม่อยู่ค่ะ”

                “เขาจะกลับมาเมื่อไหร่” ผมรู้ว่าเขาไม่อยู่เพราะเมื่อว่าแด๊ดบอกแล้วว่าเขาไปทำงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่

                “รอสักครู่นะคะ ขอเช็กตารางงานของท่านประธานก่อน” เธอตอบรับอย่างเป็นมิตรและเป็นกันเองเพราะเธอเคยเห็นผมเดินเข้าออกบริษัทบ่อยมากตั้งแต่สมัยผมยังอยู่มัธยม

                พยักหน้ารับเล็กน้อยแล้ววางแขนเท้ากับโต๊ะพลางดูเวลาจากในโทรศัพท์ไปด้วย ใช้เวลาไม่นานนักเธอก็เจอตารางงานของป๋า

                “ท่านประธานกลับมาถึงไทยตั้งแต่เก้าโมง หลังจากนั้นก็ไปพบกับรองผู้จัดการของ XXX” ไล่อ่านตารางงานให้ผมฟัง “ช่วงบ่ายไม่มีลงตารางไว้ค่ะ”

                “งั้นเหรอ” ย่นคิ้วเล็กน้อย

                “ให้โทรหาท่านประธานให้มั้ยคะ” ถามพร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้นอย่างหวังดี

                โบกมือแล้วยิ้มหล่อ “ไม่ต้อง” แล้วหมุนตัวที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นบน

                “คุณนับสองจะไปไหนคะ” ร้องตกใจแล้วรีบถาม

                “ก็แค่ไปเอาของที่ลืมไว้ก็เท่านั้น” น้ำเสียงที่ถูกใช้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องจริง

                “แต่ว่า...” ท่านประธานไม่อยู่แต่ผมจะขึ้นไปห้องของเขาแน่นอนว่ามันก็ต้องห้ามไว้ แต่คิดว่าตอนนี้ใครมันจะห้ามอารมณ์ร้อนระอุของผมได้ไหวกัน

เมื่อลิฟต์ที่ว่างเปล่ามาถึงก็ก้าวเท้าเข้าไป

“อย่าทำตัววุ่นวาย”

                “...”

                “ทำหน้าที่ของคุณไปให้ดีก็พอ”

                ถึงจะดูไร้มารยาทไปสักหน่อยกับการพูดกับผู้ใหญ่ผู้อาวุโสแบบนี้แต่เขาก็ผิดเองที่ไม่ดูสีหน้าและอารมณ์ของผม ยื่นนิ้วไปกดชั้นบนสุดที่เป็นห้องทำงานของพี่ควินซ์กับป๋า

                ห้องป๋าไม่ได้มีอะไรน่าสนใจแต่แค่มีของสำคัญเก็บไว้ในนั้น... และผมต้องเอามาให้ได้

                กำลังจมอยู่ในระบบความคิดที่กำลังทำงานคิดวิเคราะห์อยู่ก็รู้สึกบางอย่างสั่นๆ ในอุ้งมือแล้วก็ตามมาด้วยเสียงริงโทนเพลงโปรดของผม

                Rrrrrr

                ความนึกคิดชะงักไปยามมองเบอร์โทรเข้าพลันบรรยากาศรอบตัวก็อบอุ่นขึ้นมองชื่ออ่านซ้ำๆ ไปมาก็ผลิยิ้มน้อยๆ ออกมา ผมกดรับ “ว่าไงพี่เก้า”

                คิดถึงเก๊าเหรอ ตะเองงงง

                ปลายสายแสดงความแง่งอนออกมา (กินชาบูไม่รอพี่เก้าเลย งอนนะ)

                “พี่ไม่ว่างเอง อย่ามาโทษผม” ผมตอบยิ้มๆ ใบหน้ามีความหวานในอกขึ้นมาเล็กน้อย

                (พี่เก้าก็อยากโดดประชุม น่าเบื่อชะมัด) เสียงอ้อนแสดงความเบื่อหน่ายออกมาเต็มที่ (เขาจะให้พี่เก้าไปดูรับน้องคณะทุกเย็นแถมยังให้มาเป็นพี่เชียร์พี่สันอีก พี่เก้าไม่อยากทำ)

                “เขาคงใช้พี่ไปเป็นตัวเรียกสาวๆ ให้เข้ารับน้องล่ะมั้ง” ผมกลั้นหัวเราะในขณะเดียวกันก็มองตัวเลขไต่ระดับบ่งบอกชั้นก็เห็นว่าถึงชั้นบนแล้ว ประตูเคลื่อนเปิดออก

                ติ๊ง!

                (นั่นเสียงอะไร) มึงจะหูดีไปแล้วนะ!

                “เสียงโทรศัพท์ไอ้ไวท์พี่ๆ” ผมว่าแล้วดึงโทรศัพท์ห่างออกไปเล็กน้อย “ไวท์ มึงเลิกเล่นเกมก่อน! หมูเต็มจานมึงแล้ว!

                (น้องไวท์นี่ติดเกมไปแล้วนะ) พี่เก้าว่าเบบาๆ

                “ใช่ มันติดเกมมาก ผมขี้เกียจบ่นแล้ว” เออออห่อหมกไปแล้วลอบปาดเหงื่อบนหน้าผากที่ผุดขึ้นเป็นหย่อมๆ ฟีลลิ่งตอนนี้เหมือนอะไรรู้มั้ย

                เหมือนกำลังหนีผัวออกมาเที่ยวเลยครับ

                ถือว่าซ้อมไว้ก่อนแล้วกัน

                เผื่ออนาคต เสือนับจะออกไปวาดลวดลายข้างนอก!

                คิดจะปราบเสือนับร้อยเอ็ดเจ็ดย่านสีลมเหรอ ฝันไปเถอะ!

                ปากผมก็พูดจ้อไม่หยุดแต่เท้าก็เดินเร่งตรงดิ่งไปที่ประตูห้องของป๋า ยื่นมือไปผลักก็พบว่ามันล็อก! ชิ... ผมจิ๊ปากอย่างขัดใจก่อนจะหากุญแจสำรองจากในกระเป๋า มันเป็นกุญแจที่ป๋าเคยทิ้งไว้ให้แต่ผมก็คิดว่าจะได้ใช้

                (ติดมากไปก็ต้องบ่นแหละ แต่สำหรับนับสอง พี่ไม่บ่นหรอก)

                “ผมมีอะไรน่าบ่น ผมไม่ได้ติดเกมขนาดนั้น” ไขกุญแจอย่างเบามือไม่กล้าทำเสียงกุกกักให้ปลายสายได้ระแคะระคาย

เออ น้องนับสองออกจะทำตัวเป็นเด็กดี

น่ารักน่าฟัด

มีอะไรให้บ่นมิทราบครับ

(นับสองไม่ได้ติดเกม)

“งั้นผมติดอะไร” ผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่เมื่อไขประตูสำเร็จแล้ว ผลักประตูเข้าไปข้างในแบ่งย่อยออกไปเป็นสองห้องใหญ่ทางซ้ายคือห้องพี่ควินซ์ทางขวาคือห้องป๋า

(ติดพี่เก้าไงครับ)

อือหือออ มึงก็อย่าจังหวะโยนอ้อยได้

สมราคาคุยเจ้าพ่อไร่อ้อยพันล้านเอเคอร์จริงๆ!

“ผมติดพี่หรือพี่ติดผมกันแน่” ทำน้ำเสียงไม่เชื่อหูแล้วก็ไขกุญแจห้องป๋าอีกครั้ง เว้ย! ไม่ไฮเทคเลยนะ สงสัยผมต้องเรียกช่างมาติดตั้งระบบสแกนด้วยบัตรไม่ก็กรอกรหัสแล้ว

กว่าจะไขกุญแจได้แต่สะทีเล่นซะเหงื่อชุ่มเลย

(ต่างคนต่างตัวติดกัน) พี่เก้ายอมหาทางออกที่ไม่ต้องมีใครเสียหน้า (ยิ่งคืนนั้น... แนบชิดติดเนื้อเลยแหละครับ)

“หื่นกาม!” หน้าร้อนวูบแล้วช่องทางด้านหลังก็เจ็บแปลบขึ้นมาเลย

(อะไรครับ พี่หมายถึงเมื่อคืนที่เรานอนกอดกันไง) เสียงหัวเราะร้ายๆ ที่ทำให้หน้าผมยิ่งเห่อแดง (เอ๊ะ ใครกันแน่ที่หื่นกาม หือ? เด็กลามก)

บดฟันขบเขี้ยวจนแทบแตก “ฝากไว้ก่อนเถอะพี่เก้า”

(รับฝากตัวและหัวใจเสมอครับทูนหัว)

เกลียดอะ เกลียดดดด

จะอ้อยไปแล้ว!

ผมกัดปากแล้วส่ายหน้าส่ายหัวราวกับคนบ้า สมาธิที่จะจัดการงานตรงหน้าก็ปลิวไปนานแล้ว ขนาดเข้ามาในห้องป๋าแล้ว ผมก็ยังเดินไปไม่ถึงไหนเพราะมัวแต่เขินบิดเป็นเลขแปดอยู่

“จริงสิ เมื่อกี้พี่บอกว่าพี่ต้องเป็นพี่สันเหรอ” รีบหาเรื่องอื่นมาแทนที่บรรยากาศสีชมพูทันที

 ในห้องทำงานของป๋าค่อนข้างกว้างกินพื้นที่เยอะแต่ที่ผมสนใจคือห้องเอกสารลับด้านในมากกว่า ผมถือโทรศัพท์แนบหูขณะกดรหัสเพื่อเปิดประตูห้องข้างใน

(สู้ไม่ได้ก็เปลี่ยนเรื่องเหรอ) หยอกมาคำหนึ่งก่อนจะยอมตามน้ำ (ใช่แล้ว แต่พี่ไม่ว่าง)

เมื่อเข้ามาด้านในห้องลับที่เต็มไปด้วยเอกสารสำคัญก็ต้องนับถือในการจัดตกแต่งห้องจริงๆ นะ มันดูเหมือนห้องทำงานของพวกองค์กรในหนังหรือละครเลย แฟ้มลับที่รวบรวมรายชื่อสายงานโฆษณา บริษัทสินค้า ภาพยนตร์ ละคร ค่ายเพลง ห้องเสื้อ หรือก็คือทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้เหล่าดาราศิลปินนายแบบเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน แต่ละแฟ้มจะบันทึกประวัติร่วมงานและรูปแบบของสินค้าบริษัทแล้วก็ยังมีคอนแทคติดต่ออีกมากมาย

และสิ่งที่พี่เก้าจำเป็นต้องมีคือคอนแทคและคอนเนคชั่นที่ดี เขาไม่ใช้อำนาจของที่บ้านแต่ปีนขึ้นมาได้ถึงระดับนี้นับว่าสุดยอดจริงๆ

ผมเดินไปที่กลุ่มแฟ้มประวัติของพวกศิลปินใต้สังกัดก่อนเลือกหยิบของซุปเปอร์สตาร์คนดังที่ชื่อว่าเคียว พระเอกเบอร์หนึ่งในเวลานี้ และตอนนี้สมองของผมก็กำลังทำงานหนักมากทั้งดูแฟ้มทั้งคิดคำพูดต่อประโยคกับพี่เก้า

“ช่วงเย็น พี่ก็ว่างนี่” คิ้วของผมย่นเข้าหากันเมื่อดูอีเว้นท์ออกงานของเคียว

(ไม่ว่าง)

                “หือ?”

                (พี่ต้องไปเฝ้านับสอง)

                เป็นภารกิจยิ่งใหญ่มากพ่อคุณ แต่มันก็ทำให้ผมหลุดยิ้มออกมา

                “เฝ้าทำไม” เสียงของผมฟังดูเหมือนจะอารมณ์ดีแต่สีหน้ากลับเคร่งเครียดเพราะต้องอ่านรายละเอียดงานไปด้วย

                (เฝ้าเมียผิดเหรอ เผลอไม่ได้หรอก เดี๋ยวไปอ่อยคนอื่น)

                “ผมไม่อ่อยสักหน่อย!” พี่นั่นแหละต้องระวังตัวเองไม่ใช่มาจ้องจับผิดผม!

                (จะเอาคำว่าอ่อยหรือคำว่าว่าแรด) แล้วก็หัวเราะชอบใจ               

                “ไอ้พี่เก้า!” ควันแทบออกหูเลยทีเดียว นี่มันเห็นผมเป็นคนยังไง! อย่าถามเลยเดี๋ยวพี่มันสวนมาแล้วผมจะจุกเจ็บเอง แค่คำว่าแรดก็ปรี๊ดแล้ว “ผมจะวางแล้วนะ!

                ผมเริ่มแยกประสาทไม่ไหวแล้ว... แล้วก็ไม่รู้ว่าไอ้ป๋าจะโผล่มาตอนไหน

                (โอ๋ๆ หยอกเล่นเอง คนดี) อย่าเพิ่งมาอ้อนได้มั้ย ผมกำลังทำภารกิจกอบกู้โลกให้พี่อยู่นะ

                “ผมจะกินต่อแล้ว” ผมอยากคุยเล่นต่อแต่ภารกิจตรงหน้าก็ต้องรีบทำก่อน เดี๋ยวยังต้องกลับไปเรียนอีก เวลาก็ยิ่งเดินเร็วอยู่

                (โอเคๆ อย่ากินเนื้อมากนะต้องกินผักด้วย) สั่งเป็นพ่อเลยนะ (เย็นเจอกันครับ)

                “รับทราบ” ผมรีบตอบรับไปแล้วปล่อยเวลาทิ้งช่วงอีกหน่อยไม่รีบกดตัดสายเพราะไม่งั้นจะดูมีพิรุธเกินไป ผ่านไปประมาณห้าวินาทีได้จึงค่อยตัดสายทิ้ง ผมเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงก่อนจะรีบไล่สายตาอ่านแฟ้มของเคียว

                “งานเดินแบบเยอะซะด้วย” กัดฟันกรอด “พรีเซนเตอร์น้ำหอมด้วย แว่นอีก รองเท้าด้วย”

                เป็นพระเอกก็เป็นพระเอกต่อไปสิ!

                จะมาแย่งงานของพี่เก้าทำแป๊ะอะไร!

                คิดไว้ไม่มีผิดเลยว่างานดีๆ ของพี่เก้ามันถูกโอนไปให้ใคร ผมดูตารางงานที่อยู่ในแฟ้มของเคียวซึ่งก็เป็นอัพเดทใหม่ของเดือนนี้ แฟ้มพวกนี้จะถูกอัพเดทข้อมูลเก็บไว้ทุกๆ วันที่หนึ่งของเดือน มีเก็บทั้งเป็นแฟ้มทั้งฐานข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ที่ผมต้องมานั่งงมหาในแฟ้มก็เพราะไม่มีรหัสยูสเซอร์ที่จะเข้าไปดูในคอมได้

                หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วถ่ายตารางงานของเคียวและยังรวมถึงนายแบบดาราชายอีกสามสี่คนที่มีความสามารถชื่อเสียงสู้สีกับพี่เก้า สิ่งที่ผมให้ผมแทบควันออกหัวคือมีงานเดินแบบแบรนด์ดังใช้นายแบบห้าคน ป๋ามันกระจายงานให้นายแบบดังในสังกัดแต่จะไม่มีพี่เก้า

                ได้ตารางงานคนอื่นมาแล้วก็เอาไปเก็บที่เดิมให้เรียบร้อยแล้วมุ่งไปอีกด้านของห้องเพื่อจดคอนแทคสำหรับติดต่อบริษัทต่างๆ

                “แบรนด์เสื้อผ้า แบรนด์เสื้อผ้า” ผมพึมพำขณะดูที่หมวดแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายซึ่งก็มีเยอะมากๆ ผมเลือกแทบไม่ถูกแต่ก็พยายามเลือกแบรนด์ที่ติดตลาดและอยู่ในวงการชั้นสูงขึ้นมา ผมไม่เลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับพี่เก้า แต่เป็นพี่เก้าที่ต้องทำยังไงก็ได้ให้เหมาะกับสินค้าพวกนั้น

                เจอาร์มีความโดดเด่นตรงนี้ เขาสามารถทำให้สินค้าทุกอย่างที่เขาเป็นพรีเซนเตอร์ปรับเข้ากับบุคลิกตัวตนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

                พี่เก้ายังไม่มีความกระตือรือร้นสูงนักที่จะเป็นนายแบบ เขาเป็นไอดอลชายที่อยากทำอะไรก็ทำดูไม่จริงจังทำให้ผมสงสัยไม่น้อยว่าเพราะอะไรถึงเลือกมาเป็นนายแบบ

                แต่มาเป็นนายแบบก็ดี

                เพราะไม่งั้นผมก็คงหาเขาไม่เจอ

                ท่ามกลางคนเป็นล้านล้านแบบนี้

                การที่คนสองคนจะเจอกันและชอบกัน...มันยากนะ

สำหรับแฟ้มข้อมูลของบริษัทคู่ค้านั้นจะบอกเกี่ยวกับการติดต่อรายชื่อผู้ประสานงานรวมถึงประวัติงานที่เราเคยทำร่วมกับเขา

                แบรนด์ดังที่ผมหยิบออกมาแทบจะไม่มีข้อมูลของพี่เก้าเลย แต่ก็พอมีให้เห็นบ้างเล็กน้อยแต่อย่างว่าคงเป็นเพราะพี่เก้าเป็นมือใหม่ในวงการด้วย แต่ว่าตอนนี้มันควรเลิกใช้ว่ามือใหม่ได้แล้วเพราะเขาเป็นมืออาชีพและเป็นนายแบบอันดับหนึ่งของวงการนายแบบไทย!

ว่าแล้วผมล้วงหยิบสมุดของตัวเองขึ้นมาแล้วจดรายชื่อแบรนด์บริษัททั้งหมดรวมถึงเบอร์อีเมล์ช่องทางการติดต่ออย่างรวดเร็ว...

เส้นทางของพี่เก้า... ถ้ามีคนขวาง

ผมจะกำจัดมันเอง

นายแบบนานาชาติเหรอ... เจอาร์เหรอ

พี่เก้าของผมก็ทำได้!

เมื่อผมได้รายชื่องานดีๆ คอนเนคชั่นเลิศๆ ในประเทศมาแล้วก็ขยับไปดูงานต่างประเทศบ้าง ป๋าเคยมีสัญญาจับมือกับบริษัทบันเทิงในต่างประเทศเยอะแยะ แฟ้มของต่างประเทศมีเยอะและหนามาก ส่วนใหญ่จะเป็นของประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ในยุโรปก็มีฝรั่งเศส อเมริกา อิตาลี อังกฤษและอีกมากมาย

“เอาเป็นที่เกาหลีก่อนแล้วกัน” ผมคิดว่าการหาฐานแฟนคลับเพิ่มให้พี่เก้าก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะแรงสนับสนุนที่ทำให้โด่งดังก็จะยิ่งมีงานดีๆ เข้ามาโดยที่เราไม่ต้องวิ่งไปเสนอเอง

เพราะหน้าตาอปป้าขนาดนี้ย่อมหาแฟนคลับได้รวดเร็ว เอกสารของต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษล้วนแต่ก็ไม่ได้สร้างความลำบากอะไร แด๊ดเป็นลูกครึ่งเขาก็ต้องสอนพวกผมในเรื่องภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก แต่เพราะมันเป็นเอกสารธุรกิจทางการทำให้ผมต้องอ่านอย่างระวังแล้วจดรายละเอียดลงสมุด

ต่อด้วยแฟ้มของประเทศญี่ปุ่น... นอกจากหน้าตาแบบอปป้าแล้วก็ยังเหมือนพวกการ์ตูนพระเอกเย็นชาหรือตัวร้ายในอนิเมะด้วย แต่ผมว่าถ้าให้พี่เก้าไปทำงานอีกแบบในญี่ปุ่นก็จะดังกว่า

งานอะไรเหรอ

พระเอกAVไงครับ!

หน้าตาดี หุ่นสุดยอด

น้องชายก็ไซส์ยักษ์ทั้งอึดทั้งทน

เหมาะกับตำแหนังดาวหนังโป๊จะตาย

รับรองดังสนั่น แค่กๆ!

โอ๊ยยย แค่คิดเล่นๆ ไม่อยากให้เครียดเฉยๆ

ยังไงผมก็ต้องหวงอยู่แล้ว ถ้าจะถ่ายหนังแบบนั้นมาถ่ายกับผมดีกว่า

คอสเพล์ก็ได้นะ

อยากเป็นโจรให้เธอจับแล้วเอากระบองฟาด อะอ๊าาา

อยากเป็นคนไข้ให้เธอฉีดยา ซี๊ดดด

อยากเป็นแมวให้เธอฟัด อื้อออ

อยากเป็นนักเรียนให้เธอทำโทษ ฮ้าาา

อยากเป็น... พอ!

“ไม่นอกเรื่องสิบนาทีมึงจะตายเหรอ” ร้องโอดครวญด้วยใบหน้าแดงๆ เพราะเผลอไผลจินตนาการตามความคิดหยาบๆ ไปแล้ว อืม ผมใส่ชุดแมวยั่วสวาทจะทำให้พี่เก้าคลั่งขนาดไหนนะ

สะบัดหัวอีกครั้ง “ทำงานก่อนเว้ย!” โขกหัวลงกับแฟ้มไปสามทีเรียกสติแล้วรีบจดรายละเอียดสำคัญลงในสมุด ตอนนี้สมุดเลกเชอร์การเรียนของผมกลายเป็นสมุดงานของพี่เก้าไปแล้วครับ

ผมใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงสำหรับการขโมยข้อมูลในห้องเอกสารและตอนที่ผมเก็บแฟ้มสุดท้ายเข้าที่แล้วก็มองบนชั้นอีกรอบ “ขาดแฟ้มไหนอีกรึเปล่า”

พึมพำเบาๆ พร้อมกวาดตามองให้ทั่วอีกรอบ จู่ๆ ก็มีแฟ้มสีน้ำเงินยื่นมา...

“ลองดูแฟ้มนี้สิ”

ผมร้องโอ๊ะเบาๆ แล้วรีบเปิดดู “เฮ้ย เครื่องสำอางของผู้ชายจากญี่ปุ่นเหรอ เอ๊ะ เพิ่งจะเซ็นสัญญาเมื่อวานด้วย” พูดไปพูดมาก็เริ่มสะดุดใจ

เดี๋ยว...แฟ้มนี้มาได้ยังไง... มีคนยื่นให้ผมใช่มั้ย

แผ่นหลังของผมเย็นวาบทันทีแต่ไม่นานก็กลับสู่ความเยือกเย็น ใบหน้าตื่นตระหนกก้มต่ำเล็กน้อยและเมื่อเงยขึ้นก็นิ่งเฉยไม่ต่างจากก้อนหิน

“คิดถึงป๋าเหรอครับ” เสียงอ่อนนุ่มว่าข้างหูแต่ในเวลานี้กลับกดดัน “น่าดีใจจริงๆ”

ผมหันหน้าไปเผชิญกับพี่ชายอย่างไม่ทุกข์ร้อนแม้จะถูกจับได้คาหนังคาเขา “คิดถึงมาก...”

ป๋ายิ้มกระตุก “แต่ก็น่าจะรอที่ห้องรับรองนะ” ใช้สายตามองไปรอบตัว “ไม่ใช่ที่นี่”

“ผมก็แค่มาขออะไรนิดๆ หน่อยๆ” โบกสมุดในมือไปมา “อย่าขี้งกเลย”

ว่าจบก็เก็บสมุดลงในกระเป๋าแล้วผลักอกของป๋านับหนึ่งให้หลบออกไปแล้วก้าวเดินออกจากห้องเอกสารลับเหมือนไม่ได้ทำอะไรผิด

ในเมื่อเขาคิดจะเล่นตุกติก เป็นผู้ใหญ่รังแกผู้น้อยก่อน

ผมก็ไม่จำเป็นต้องเล่นตามกติกา

“เดี๋ยว!” น้อยครั้งนักที่ป๋าจะแสดงความเกรี้ยวกราดใส่ผม ใบหน้าหล่อสุขุมเต้มไปด้วยความไม่พอใจ เขาปิดห้องเอกสารแล้วเดินตามมาคว้าข้อมือผม

แต่เพราะแรงโมโหในอกกับการกระทำเลวร้ายที่เขาทำไว้ลับหลังผมทำให้ความโกรธเก็บไม่อยู่ แค่ปลายนิ้วเขาสัมผัสกับข้อมือผม ผมสะบัดมือออกอย่างแรงจนมันฟาดมือป๋าดังก้องไปทั่วห้อง

ไม่ใช่แค่ผมที่อึ้งแต่ป๋าก็คาดไม่ถึงเช่นกัน... แววตาของเขาตกตะลึงค้างแล้วก้มมองมือใหญ่ของตัวเองก็กำลังขึ้นรอยแดง... แววตาวาดผ่านด้วยความเสียใจที่ทำให้ผมรู้สึกผิด...

ป๋าลูบมือปื้นแดงเบาๆ ก่อนถามผมอย่างตรงไปตรงมา

“เพราะคนคนนั้นถึงแตกหักกับป๋า...ก็ยอมเหรอ”

“ผมไม่ได้แตกหัก” ผมเอ่ยแก้ “ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์ที่ป๋าทำแบบนี้”

ถ้าใครรู้เข้ามาประธานบริษัทใหญ่โตมานั่งแก้นายแบบเด็กคนหนึ่ง ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งตัวป๋าและบริษัทจะเสียหายขนาดไหน ถึงผมจะอ้างเหตุผลสวยๆ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ชอบที่ต้นเหตุของการกลั่นแกล้งพี่เก้าก็มาจากผม

ตอนที่เขากับผมไม่รู้จักกันก็มีงานดีๆ เยอะแยะแต่พอมีผมเขามาทั้งงานเกรดต่ำงานเยอะแต่ไม่ใช่งานดีก็เต็มไปหมด แล้วจะไม่ให้ผมรู้สึกแย่เหรอ

“มันฟ้องนับใช่มั้ย” ป๋าขบฟันแน่น “ไม่งั้นนับคงไม่บุกมาเอาข้อมูลแบบนี้แน่ๆ มันขอร้องนับมาใช่มั้ย”

“ไม่” ส่ายหน้า “ผมเป็นคนมาเอง”

ป๋าเบิกตาโตขึ้นแล้วมองผมอย่างไม่เชื่อสายตา “...ทำไมถึงต้องทำอะไรนี้ด้วย”

“ป๋าก็ถามตัวเองเถอะว่าทำไมถึงต้องทุ่มเทกับจินขนาดนั้น” ผมรู้สึกเจ็บแปลบทันทีเมื่อพูดถึงเพื่อนสนิทคนนี้ ภาพของมันกับผู้ชายสุดหล่อกล้ามท้องน่าเลีย แค่ก เอ่อ สรุปว่ามันมีคนอื่นแล้ว จริงๆ จะบอกมีคนอื่นก็ไม่ได้เพราะป๋ากับจินก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน

“ป๋าชอบจิน” เขายังตอบอย่างมั่นคงแต่ผมรู้สึกเศร้าแทน

“ผมก็ชอบพี่เก้า” เชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “และผมก็คงทนเห็นพี่เก้าลำบากไม่ได้” เป็นการบอกว่าครั้งนี้ที่มาเป็นเพราะป๋าเองทั้งนั้นที่บีบบังคับผมให้ต้องทำ

“เก้ามันไม่มีทางจริงใจกับนับ!!” ป๋าตวาดใส่ผมอย่างเหลืออด “มันมีความลับกับนับ!

“แล้วยังไง?” เผยยิ้มเยือกเย็น “บนโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่มีความลับ”

ต่อให้พี่เก้ามีความลับ

ถ้ามันไม่ได้ทำร้ายผม

ผมก็พร้อมให้อภัย

ป๋ากัดฟันกรอดจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนบนขมับ “แล้วนับจะต้องเสียใจ”

ผมมองป๋าแล้วยิ้มหม่นหมองรู้สึกร้อนในดวงตา “วันข้างหน้า... ผมอาจจะมีเรื่องเสียใจ”

“...”

“แต่วันนี้...ผมเสียใจ... เสียใจที่คิดว่าป๋าจะปั้นพี่เก้า” น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาเพราะความผิดหวังระคนโศกเศร้าเพราะคนตรงหน้าเป็นพี่ชายที่ดีมากๆ “แต่พี่กลับทำลายเขา”

ทำลายเขา

เท่ากับทำลายหัวใจของผม...

ป๋าถึงกับเซจนยืนแทบไม่อยู่ถึงกับต้องคว้าขอบโต๊ะทำงานเพื่อพยุงตัวเองให้ยืนได้ “เพื่อมัน เพื่อมันถึงกับต้องทะเลาะกับพี่ชายเลยเหรอ!

“ถ้าพี่ปล่อยให้พี่เก้าเดินไปตามทางอย่างที่เป็น... ผมจะมานั่งทะเลาะกับพี่เหรอ!” ผมก็ปวดใจที่ต้องทะเลาะกับป๋า แต่สิ่งที่ป๋าทำมันใช่เรื่องที่พี่เก้าต้องทนรับเหรอ

“เก่งแล้วนี่ เก่งแล้ว!” เสียงทุ้มตะคอกใส่อย่างเกรี้ยวกราด “คิดว่าตัวเองมีความสามารถขนาดนั้นเลยรึไง! เด็กที่ไม่เอาอ่าวแบบแกจะช่วยมันได้รึไง!

ต่างคนต่างชะงัก...

ก่อนพายุร้ายจะพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา...

“อ้อ ใช่สิ” เอ่ยเยาะเย้ยแล้วเหยียดหยามตัวเอง “ในสายตาของทุกคน... ผมมันก็เด็กไม่เอาไหนอยู่แล้ว! เล่นกีฬาเก่งแล้วยังไง มีพรสวรรค์ด้านดนตรีแล้วยังไง!

เหมือนป๋าจะรู้ว่าแตะจุดต้องห้ามของผมเข้าให้แล้วก็จะเข้ามาปลอบ “นับ พี่ขอโทษ พี่”

“ไม่ฟัง!!” ผมผลักเขาออกไปอย่างแรง “ยังไงผมก็เรียนไม่เอาไหนอยู่แล้ว! กิจกรรมดีกีฬาเด่นแต่เกรดห่วย! สอบรั้งท้ายตลอด! ผมมันโง่ไง! ผมมันบ้าดารา! ผมมันบ้าผู้ชาย!

“นับ ไม่ว่าตัวเอง!

ผมหัวเราะขมขื่นทั้งน้ำตาสมองเริ่มยับยั้งความเดือดดาลและเจ้บปวดในใจไม่ไหว “ในสายตาทุกคน... ผมมันก็ไม่เคยเอาไหนอยู่ ...ไม่มีผมก็คงดีกว่านี้ ไม่ต้องมาลำบากดูแลประคบประหงมกันหรอก!!

“นับ!!” สีหน้าของป๋ายิ่งไม่มีสีเลือดมากกว่าเดิม “พอแล้ว พอแล้ว พี่ขอโทษ พี่ขอโทษ ทุกคนไม่ได้ทิ้งนับนะ ไม่ได้ทิ้ง”

“ไม่ได้ทิ้ง... ไม่ได้ทิ้งเหรอ!” เสียงหัวเราะที่เสียดแทงลึก

“ตอนนั้นมัน...” เขาสะอึก... “สถานการณ์มันชวนให้คิด... ”

“แต่น่าเสียดายใช่มั้ย... ” เงยหน้าสบตาในแววตาของผมไม่มีอารมณ์ความรู้สึก

“...”

“น่าเสียดายที่ผมยังมีชีวิตอยู่”


ตุ้บ...


ถึงกับเข่าอ่อนแรง... ผมมองป๋าที่ขาอ่อนแรงหน้าซีดเซียวล้มไปกับพื้นด้วยแววตาเฉยชาแล้วยังมองเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของป๋าอย่างชัดเจน

“ไม่มีใครคิดแบบนั้น ไม่มีเลย” ป๋าพูดวนซ้ำไปมาพร้อมเงยหน้ามองผมอย่างขอร้อง “ทำไมต้องพูดเรื่องนี้ด้วย ไอ้เก้ามันมีอะไรดีที่นับต้องยกเรื่องนี้มาพูดด้วย!

เขาเป็นคนสะกิดจุดของผมก่อนแต่กลับโยนความผิดไปให้พี่เก้าอีกครั้ง ผมไม่ได้มองที่ป๋าแต่มองออกไปที่หน้าต่างมองทะลุไปข้างนอกอย่างไร้จุดโฟกัส

“ผมไม่จำเป็นต้องบอกพี่”

แล้วก็หันกลับมาพูดอีกครั้งด้วยสีหน้าที่อ่อนลงเเต่มันยิ่งทำให้ความเย็นชาในดวงตาเพิ่มมากขึ้น...

 

“ทุกคนมีความลับกับผมได้”

“...”

“แล้วทำไมผมจะมีความลับบ้างไม่ได้”

 

 



-----------------


                “ไปไหนมาวะไอ้นับ”

                “ไปซื้อครีมมาเว้ย ลดราคา!” น้ำเสียงระริกระรี้สุดๆ โบกถุงในมืออวดเพื่อน

ว่าปนหอบหนักนั่งลงบนเก้าอี้พลางปาดเหงื่อออกจากหน้าผากไปด้วย ไม่ให้เหงื่อเต็มได้ยังไงก็วิ่งหน้าเริ่ดขึ้นมาเนี่ย โชคดีที่มาก่อนอาจารย์เข้า เฮ้อ ชั่วโมงนี้เป็นภาคปฏิบัติซะด้วย

                มาร์คเงยหน้าขึ้นมา “ซื้อครีม? ครีมอะไรที่มึงต้องถ่อสังขารฝ่าแดดร้อนๆ ไปด้วย ไวท์บอกว่ายังกินไม่อิ่มก็พุ่งออกไปแล้ว”

                เพื่อนมาร์ครู้จักสนใจเพื่อนนับแล้วเหรอ นึกว่ารู้จักแต่เอาใจยัยอุกกาบาตนั้น

                “ครีมของฮาร่า” ชูถุงครีมที่แสดงโลโก้แบรนด์ดังเด่นหรา สองเพื่อนซี้อุทานแล้วพากันแย่งถุงไปเปิดดู

                “เฮ้ยยย ของฮาร่าจริงด้วย” มาร์คตาวาวเลยครับ

                “กูจะหลอกมึงทำไม” ผมยิ้มเหนื่อยๆ ให้พวกมันไปซึ่งผมก็เหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ

                “ลดเท่าไหร่วะ” เพื่อนตัวเล็กถามอย่างสนใจ

                ชูสี่นิ้ว “สี่สิบเปอร์เซ็นต์” ถือว่าเยอะมากสำหรับแบรนด์นี้ ผมใช้ของฮาร่ามาก็หลายปีแล้วราคาไม่ใช่น้อยๆ ด้วย เพื่อนทั้งสองเห็นไม่มีอะไรผิดปกติก็เลิกสนใจกันไป

                “ไม่ได้แล้ว เย็นนี้กูต้องไปซื้อ” ไวท์มองครีมของผมในมือตัวเองอย่างอิจฉาก่อนจะเก็บใส่ถุงคืนให้ผม

                “เย็นนี้ก็สู้ๆ นะ” ผมเลือกไปตอนกลางวันก็ยังไม่มีคนเท่าไหร่แต่ถ้าเย็นคงเป็นมรสุมแย่งชิงกันแน่ๆ ไวท์ถลึงตาใส่อย่างหงุดหงิดแล้วก็บ่นว่าผมไม่ยอมซื้อมาเผื่อแผ่ชาวบ้าน

                มึงครับ กระปุกห้าพันงี้ให้กูซื้อมาเผื่อ บ้าบอ

                คุยได้อีกสามสี่ประโยคอาจารย์ก็เข้ามาสอน ช่วงบ่ายนั้นเรียนลากยาวถึงสามชั่วโมงครึ่งลากเลือดเลยครับ สภาพแต่ละคนตอนเดินออกจากห้องแทบจะคลานกันออกมา

                “มึงจะไปกองเดือนใช่ปะ” ไวท์ถามผมด้วยหน้าซีดๆ

                “เออ” พยักหน้าพลางกดโทรศัพท์ส่งข้อความหาพี่เก้า “มึงจะกลับเลยใช่ปะ”

                “กูจะไปซื้อครีม!

                “ไปยังไง” เงยหน้าจากโทรศัพท์ไปหาเพื่อนแล้วถามอย่างเป็นห่วง

                “เมื่อกี้เจออชิ มันจะไปห้างพอดี” ชี้นิ้วไปที่อชิที่ยืนทำหน้าเบื่อโลกอยู่ไม่ไกล

                เห็นว่าเป็นคนที่เชื่อถือได้ก็เบาใจ อย่าไปถามถึงไอ้เหี้ยมาร์ค ออกจากห้องได้ก็วิ่งแจ้นไปหาหญิงแล้ว ผมขี้เกียจจะด่า ถึงผมจะตามติดพี่เก้าแต่ก็ไม่ได้ลืมเพื่อนนะ!

                บอกลาน้องไวท์ที่น่ารักแล้วก็เดินไปด้านข้างตึกคณะ พี่เก้าบอกว่ารอแถวนั้นแล้วเมื่อผมเดินมาถึงด้านข้างตึกก็ต้องเบิกตาโตมองกลุ่มคนที่มะรุมมะตุ้มพี่เก้าอย่างตกใจ

                “พี่เก้า! ขอลายเซ็นหน่อย!

                “พี่เก้าขอเซลฟี่ด้วยค่ะ!

                “ปกนิตยสาร VOKA พี่จะลงอีกมั้ยคะ หนูรอซื้ออยู่นะ”

                เหมือนจะเป็นกลุ่มแฟนคลับปีหนึ่งเพราะเห็นสาวๆ ที่ตามกรี๊ดพี่เก้าหนักก็จะเป็นพวกเด็กเข้าใหม่ พวกพี่ๆ ผู้หญิงปีสองสามสี่คงอิ่มไปหมดแล้ว

                ผมไม่ได้เข้าไปแทรกดึงความสนใจ ผมมีสมองนะครับไม่ทำเรื่องอะไรโง่ๆ ไปโชว์ตัวแสดงความเป็นเจ้าของหรอก ผมรู้ว่าควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร ยืนพิงกำแพงมองเงียบๆ

                พี่เก้าก็ยังคงเป็นพี่เก้าเซอร์วิสแฟนคลับเสมอต้นเสมอปลาย ยิ้มแย้มแจกลายเซ็นเซลฟี่ตามใจแฟนคลับแบบนี้ไงถึงได้มีแต่คนชอบ ไอดอลสมัยนี้เกิดง่ายและดับง่าย พี่เก้าอยู่มาสองสามปีก็ดังไม่เลิกไม่รา

                ผู้หญิงก็ชอบ ผู้ชายก็นับถือ เห็นแบบนี้มีผู้ชายตามเยอะนะด้วยไลฟ์สไตล์การแต่งตัวและกีฬา

                เฮ้อ มีคนรักเป็นคนดังนี่ลำบากใจจริงจริ๊ง

                รอจนตะคริวแทบแดกก็ถ่ายรูปแจกลายเซ็นเสร็จ พี่เก้าเงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วก็ยิ้ม ผมชะงักไปเล็กน้อยไม่รู้จะตอบรับยังไงเพราะยังมีแฟนคลับตัวเล็กตัวน้อยห้อมล้อมอยู่

                สุดท้ายเขาก็... “นับสองมานี่ครับ” เรียกไม่พอกวักมืออีก

                สาวๆ หันตามมาแล้วแววตาก็ยิ่งเปล่งประกายประหนึ่งนักล่า ...เอ่อ พวกเธอจะฆ่าผมมั้ยครับเนี่ย ในเมื่อพี่เก้าเรียกแล้วก็ต้องเดินเข้าไปอย่างจำใจ พวกผู้หญิงก็เหมือนจะเสียสติไปแล้ว บางคนไปตีแขนเพื่อนรัวๆ แล้วกัดปากตัวเองกระทืบเท้าเร่าๆ เหมือนเจ้าเข้า

                “อร๊ายยย! เรือกูแล่นต่อแล้วอิเหี้ย!” ใครสักคนตะโกนขึ้นแล้วรัวกดชัตเตอร์รัวๆ

                ผมสะดุ้งโหยงแล้วมองพวกเธออย่างสับสนก่อนจะไปมองถามกับพี่เก้า พี่เก้าก็ยืนล้วงกระเป๋าทำท่าทางสบายใจแล้วมือหนึ่งยื่นมาปลดกระเป๋าเป้ที่ไหล่ผมไปถือ

                “เรียนเหนื่อยมั้ย”

                คิ้วผมกระตุกแล้วยังรู้สึกคันเท้ายิบๆ เลยครับ อือหือ ต้องสร้างกระแสขนาดนี้มั้ย ใครก็ได้ไปลากไอ้บิวมาสิ มาดูเลยว่าใครมันเป็นตัวสร้างกระแส!

                ผมจะอ้าปากตอบแต่เสียงกร๊ดด้านหลังก็แทรกก่อน...

                “กรี๊ดดดด กูจะตายตรงนี้แหละมึง!” ผู้หญิงผมสีบลอนด์กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

                “คู่จิ้นบ้าบอสิ! คู่จริงชัดๆ!” ว่าพร้อมถ่ายรูปผมกับพี่เก้าไม่หยุด วงล้อมแฟนคลับตีออกอย่างรวดเร็วเหลือผมยืนอยู่ห่างพี่เก้าแค่สองช่วงแขนเท่านั้น

                ยกมือลูบใบหูอย่างเก้อๆ ทำอะไรไม่ถูก “นี่มันอะไรเนี่ย”

                “ไม่รู้สิ” ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินไปที่รถด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ขึ้นรถ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

                มึงจะไปส่งกูอยู่แล้วเว้ย! ไม่ต้องมาประกาศให้โลกรับรู้ก็ได้!

                ไม่เคยอยากกัดลิ้นตายขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ ผมเหลือกตาขึ้นมองท้องฟ้ากับคำพูดคำจาก่อกระแสชวนจิ้นของพี่มันจริงๆ ส่ายหน้าส่ายหัวแล้วเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง

                “หือ นมชมพู” ขึ้นนั่งปุ๊บก็เห็นแก้วนมเย็นชมพูวางอยู่ในที่วางแก้วหันไปมองคนขับรถหน้าหล่อ  “ของผมเหรอ”

                “ถ้าชอบกินก็จะใช่” เหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะสตาร์ทรถ

                “แหม รู้ใจจริงๆ เลยว่าผมชอบนมชมพู” เอ่ยเข้าข้างตัวเองอย่างแรดๆ เรียกรอยยิ้มขำๆ ให้กับเราทั้งคู่ “อื้อ ร้านไหนอะ หวานกับพอดีเลย”

                “หวานเท่าปากพี่รึเปล่า”

                เกือบสำลักน้ำเลยครับถูกอ้อยกระแทกปากโดยไม่ได้ตั้งตัว

ผมหยิบอ้อยขึ้นแล้วฟาดกลางแสกหน้าพี่เก้ากลับอย่างรวดเร็ว

“ปากเหรอจะหวานเท่าตัวพี่” แล้วก็กัดหลอดยิ้มแบบร้ายๆ ให้พี่เก้ากลับไป

                “ทำไมร้ายขึ้นทุกวันเนี่ย ตัวแสบ” พี่เก้าถามอย่างสงสัยระคนเอ็นดู มือก็ยื่นมาแย่งแก้วนมชมพูผมไปดูด อุ๊ย จูบทางอ้อมอีกแหละ

                กะพริบตาใสๆ ใส่ “ร้ายตรงไหน ผมใสซื่อที่สุดแล้ว”

                “งั้นคนใสซื่อบอกพี่เก้ามาหน่อยว่าตอนกลางวันไปไหนมา” เป็นคำถามสบายๆ แต่ทำให้หัวใจผมหดเกร็งเล็กน้อย

                เฮ้ยยย หรือว่าการแสดงของผมมันไม่แนบเนียน

                ไม่จริ๊งงง นับไม่เชื่อ!

                แต่เรื่องอะไรจะยอมรับ “กินชาบูไง หมูนุ๊มนุ่ม” ทำเสียงจ๊อบแจ๊บเหมือนน้ำลายหกเพิ่มเข้าไป แต่เรื่องที่หมูนุ่มมันคือเรื่องจริงนะ ว่าแล้วก็เสียดายยังกินไม่คุ้มเลย!

วิธีการโกหกให้แนบเนียนคือเราต้องพูดให้ตัวเองเชื่อให้ได้ก่อน คนอื่นถึงจะเชื่อ

                จดจำและนำไปใช้ซะ

                อ้อ ให้เครดิต อาจารย์นับสองด้วยนะ!

                “หลังจากกินชาบู?” พี่เก้ายังถามต่อ

                ผมเปิดกระเป๋าเป็นแล้วหยิบถุงครีมของฮาร่าขึ้นมา “ไปซื้อครีมที่ห้างธนาคินทร์ชั้นสาม”

                วิธีโกหกให้เนียนไปอีกคือต้องมีของเว้ย!

                หึ คิดจะจับโกหกเสือนับเหรอ ยังเร็วไปนะน้องเก้า ฮิฮิ

                เหมือนเห็นแววตาประหลาดใจวูบหนึ่งมาจากพี่เก้าแต่ก็แค่แวบเดียว “รอเรียนเสร็จก็บอกพี่สิ เดี๋ยวพาไปซื้อ”

                “มันไม่เหมือนกัน” ผมส่ายหน้าแล้วดูใบเสร็จในถุง “เดี๋ยวพี่พาไปก็จ่ายให้ผมอะสิ”

                “เลี้ยงเมียตัวเองมันผิดเหรอ”

                แม่จ๋า... ประโยคนี้ผมตายได้เลยนะ

                “เรียกให้ดีกว่านั้นได้ปะ!” ผมค้านอย่างไม่ยอมเพราะฟังแล้วมันแสลงๆ

  ผัวๆเมียๆ มันหยาบคาย!  

                นับสองรับฟังมิได้!

“ที่รัก?” พี่เก้าหาคำหวานจากในสมองมาให้เลือก

ผมส่ายหน้า

“ฮันนี่”

ยังคงส่ายหน้า ดูตุ๊ดไป

“ทูนหัว”

สำลักนมเย็นชมพูก่อนส่ายหน้า

“เบบี๋”

สภาพผมคงน่าใช้เนอะ...ส่ายหน้า

“ดาร์ลิ้ง”

ฟังแล้วสยิวไป...ไม่เอา

“ยอโบ?”

อปป้าเกาหลีไปอีก...แอบใจเต้นแต่ยังไม่โดน...งั้นส่ายหน้าไป

เหลือบเห็นพี่เก้าขมับปูดเส้นเลือดขึ้นเลยครับก่อนจะถามเสียงเย็น

“ให้เรียกนับว่าผัวเลยมั้ย!” อุ๊ยตาย พี่เก้าเกรี้ยวกราด

“ก็ดีนะพี่” ผมไม่เกรงกลัวพยักหน้าสนับสนุน “โอ๋ๆ ล้อเล่น!

แต่พี่เก้าแม่งแยกเขี้ยวใส่ผมแล้ว ผมขำๆ อารมณ์ดีแล้วชี้ที่จอดรถว่างๆ “จอดตรงนี้”

“เดี๋ยวพี่ต้องไปสนามแบดมินตัน” พี่เก้าว่าขึ้นก่อนแล้วจอดรถริมถนน เคาะนิ้วไปกับพวงมาลัยรถ “พี่ต้องไปคุมนักกีฬาปีหนึ่ง โดดมาหลายครั้งแล้ว จะเหม็นขี้หน้าพี่ทั้งชั้นปีแล้วเนี่ย”

“ถ้าผมเลิกซ้อมก่อนให้ไปหาที่ไหน”

“พี่ว่าของพี่ต้องเลิกก่อนแน่ๆ” พี่เก้าส่ายหน้าแล้วกลอกตาไปมา “จริงๆ ซ้อมเดินไม่มีอะไรยากนะ แต่ยากที่จะทำออกมาเพอร์เฟคทุกคนในรอบเดียว”

เถียงไม่ออกเลยสิเพราะเคยมีอยู่วันหนึ่งซ้อมแม่งเป็นสิบรอบเพราะในหนึ่งรอบจะมีคู่หนึ่งผิด ผิดไปหนึ่งก็ซ่อมใหม่ รอบต่อไปคู่นั้นดีแล้วแต่ก็มีอีกคู่ใหม่แย่ สรุปคือวนลูปเดิมๆ เดินขาลากยิ้มเหงือกแห้งเลย

 “ตอนปีพี่ใครผิดเยอะสุด”

“ใครทาย” ยิ้มเยาะสุดๆ

“พี่ลม” ยกมือไหว้ขอโทษนะครับ แต่นึกใครไม่ออกแล้วจริงๆ

พี่เก้าตบมือให้สามครั้งแล้วตบหัวปุๆ “เด็กมากครับ”

“ไม่ใช่เด็กเล็กๆ!” ปัดมือออกไป

“เป็นเด็กน้อยของพี่เก้า” ยิ้มกระชากตับไตใส่พุงเสร็จก็โบกมือไล่ผมลงไป “ไปได้แล้ว ไปสายเดี๋ยวก็โดนไอ้ธานด่า”

แล้วใครมันชวนผมคุยไม่ทราบ!

ชิชะ อุบอิบบ่นในใจไปสามรอบดาวยูเรนัสเสร็จก็เปิดประตูลงรถไป หลังจากเดินเข้าไปในหอประชุมเรียบร้อยแล้ว รถของพี่เก้าถึงได้เคลื่อนออกไป

เมื่อผมเดินเข้ามาด้านในก็เห็นวินกับดินทะเลาะกันพอดี

“มึงขอโทษกูเดี๋ยวนี้!” วิน

“กูไม่ผิด!” ดิน

ไปสะกิดไหล่นาวาเพื่อนรักต่างคณะที่ยืนเสือกอยู่ “สองคนนี้ทะเลาะอะไรกันวะ”

“แย่งกูๆ” มันยิ้มหวานทำท่าเขินอาย

มโนเเล้วมึง เขาเเย่งกูต่างหาก!

อ้าว ผมหลุดประเด็นอีกเเล้ว

“ไปเล่นตรงนู้นไป” ผลักมันไปไกลๆ

ไอ้นาวาทำเสียงฮึดฮัดใส่เล็กน้อยก่อนจะสะบัดหน้า “กูก็เพิ่งมาก่อนมึงเอง เข้ามาก็เห็นมันสองคนเถียงกันไม่หยุดแล้ว” หันซ้ายหันขวา “ถามไต้ฝุ่นน่าจะรู้เรื่อง”

เห็นไต้ฝุ่นยืนกอดอกทำหน้าเซ็งๆ อยู่ไม่ไกลก็เลยคว้าหิ้วไอ้นาวาติดมือมาด้วย แฮ่ม เดินมาเสือกคนเดียวมันดูวังเวงพิกล “มึงมานานยังวะ”

“อ้าว นับสอง นาวา” ไต้ฝุ่นละสายตาจากดินวินมายิ้มให้พวกเรา

นาวาโพล่งถามเลยเพื่อไม่ให้เสียเวลา “มันสองคนทะเลาะอะไรกันวะ”

ผมอยากจะมุดดินหนีจริงๆ ส่วนไต้ฝุ่นก็คาดไม่ถึงว่านาวาจะถามตรงขนาดนี้เลยหัวเราะเบาๆ “ก็แค่เรื่องไร้สาระ”

“ไร้สาระ?”

“แย่งกันเข้าประตูแล้วเหยียบเท้ากัน...ไม่ไร้สาระเหรอ” ยิ้มแบบซื่อๆ แต่คำพูดมันเหมือนกำลังด่าอยู่กลายๆ ว่าไอ้สองตัวนี้มันไร้สาระ

ผมกับนาวาหัวเราะแล้วส่ายหน้าก่อนเราสามคนจะไปนั่งๆ นอนๆ รอคนให้ครบ... ในตอนที่นั่งรอ ผมรู้สึกถึงสายตาของไต้ฝุ่นที่มองๆ คล้ายกำลังสำรวจที่มันทำให้ผมอึดอัด

รอไม่นานก็โผล่กันมาที่จะช้าสุดก็คณะเกษตรของไอ้ไผ่เพราะคณะมันอยู่ท้ายมหาลัยเลย  พอดูๆ แล้วสภาพปีหนึ่งแต่ละคนดูหมองๆ ไม่มีออร่ากันสักเท่าไหร่... แน่สิ กิจกรรมมีเป็นกระบุง

“ฟังทางนี้ครับน้องๆ!

มากันครบแล้วไอ้พี่ประธานก็เข้ามาแจ้งรายละเอียดภาระหน้าที่ของวันนี้ทันที ตอนบอกว่าซ้อมถึงหกโมงก็มีเสียงโวยไป พอโวยไปก็เพิ่มเป็นหนึ่งทุ่ม... เงียบกริบสิ

“แล้วก็เรื่องของการแสดง” พี่ประธานแจงรายละเอียด “พี่จะให้ซ้อมกันคนละหนึ่งชั่วโมง วันหนึ่งจะให้ซ้อมแค่สี่คนคือดาวเดือนสองคณะจะให้ซ้อมที่เวทีจริงตามที่น้องๆ ขอกันมา”

บางคนกลัวตื่นเวทีและต้องการดูสถานที่จริงก่อนแล้วที่เลือกให้ไปซ้อมในสถานที่จริงก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ผมฟังพี่ประธานแบ่งวันซ้อม ของผมจะเป็นอีกสามวันข้างหน้า

“ไอ้นับ”

“ว่าไงมึง” ผมหันไปหาจินที่นั่งข้างๆ สภาพมันตอนนี้ใต้ตาคล้ำมาก “ทำไมโทรมแบบนี้วะ”

“เรียนหนักสิไอ้เหี้ย” มันว่าเสียงแหบกลอกตาไปมา “สภาพมึงก็ไม่ได้ดีกว่ากูนะ ตามึงบวมมากเลย เป็นอะไรเปล่าวะ”

ยกมือกุมตาแทบจะทันทีแล้วก็รับรู้ได้ว่ามันปูดบวมจริงๆ ถึงจะนิดๆ ก็เถอะ “เห็นชัดขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

“อื้อ ไปทำไรมา” มันถามอย่างเป็นห่วง

“เหมือนกูจะแพ้อะไรสักอย่างแล้วขยี้ตา” แหลสิ

“กลับไปก็ล้างตาซะที่ห้องมีน้ำยาอยู่” ก่อนจะร้องเอ๊ะ “แต่ตอนนี้มึงย้ายสำมะโนครัวออกจากห้องแล้วนี่หว่า ทิ้งเพื่อนนะมึง”

“ยังไม่ได้ย้าย” เออ ยังเหลือของใช้ส่วนตัวอีกตั้งเยอะ

“ทำอย่างกับมึงอยู่ห้องนักแหละ” ประชดกลับไป

มันปิดปากหาว “กูต้องอ่านหนังสือมั้ยเล่า” จินมักหอบหนังสือไปอ่านที่ร้านกาแฟกับเพื่อนในคณะ จริงๆ ตอนเรียนมัธยมไอ้จินได้คะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ต่ำมาก ไม่รู้มันคิดอะไรถึงได้เลือกเรียนสิ่งที่ไม่ถนัด เพราะงั้นเลยต้องกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่น

“กูไม่เห็นต้องอ่าน” โชว์ประหนึ่งฉลาดเป็นกรด

“มึงมีไอ้ไวท์ติวให้ ไม่ต้องมาอวด” ผลักหัวผมไปทีก่อนจะเอนหัวมาซบไหล่ผม “เออ ช่วงนี้กูไม่ค่อยมีเวลาให้พวกมึงเลย ไม่โกรธกูนะ”

ผมชะงักเล็กน้อย “ไม่โกรธอะ จะโกรธก็คงเป็นไอ้มาร์ค”

“อืม กูเห็นในเฟซแล้ว” จินว่าเสียงหงุดหงิด “กูบอกตามตรงนะ แค่ดูโหงวเฮ้งก็รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นแย่”

...เดี๋ยวนี้ต้องดูโหงวเฮ้งแล้วเหรอ

โลกหมุนเร็วไปจนผมตามไม่ทันแล้วอะแม่จ๋า

“กูไม่รู้จะเตือนไอ้มาร์คยังไง” ไม่ใช่เตือนยังไงแต่แค่หาเวลาเจอมันนอกรอบที่ไม่ใช่เวลาเรียนยังหาไม่ได้เลยครับ

“ปล่อยแม่งไปเถอะ ชีวิตใครชีวิตมัน เราก็แค่รอปลอบมันก็พอ” มันว่าก่อนจะดึงหัวกลับแล้วลุกขึ้นเพราะจะเริ่มซ้อมเดินแล้ว

ผมพยักหน้าไปแล้วลุกขึ้นตามโดยไม่ได้ออกความเห็นอะไรอีก ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมจะเดินเหินได้สะดวกแต่เดินมากๆ ก็ปวดหลังปวดเอวได้ไม่ยาก ขอแค่อย่ามีคนเสือกถามขึ้นมาก็พอ...

“เฮ้ยนับ! ทำไมเดินแปลกวะ!

...ลืมไปว่าสวรรค์ไม่เคยเข้าข้างผม

แน่นอนว่าผมก็แถสีข้างถลอกด้วยหน้าตายๆ ไม่ให้ใครจับพิรุธได้ ซ้อมรอบแรกดาวบริหารพาล่ม รอบสองเดือนศึกษากับดาวบัญชีเดินหมุนตัวผิด รอบสาม...ไอ้วินล้มหน้าคว่ำ รอบสี่...ไอ้ดินล้มสภาพเดียวกับวินเป๊ะๆ

“พวกมึงไปตีกันนอกรอบได้มั้ย!” จินโวยวายชี้หน้าด่ากราดไอ้สองตัวปัญหาสองรอบหลัง

“ไอ้ดินเริ่มก่อน!” วินทำหน้าไม่ได้รับความยุติธรรม

“มึงสะดุดขาตัวเองล้มแล้วโทษกู” ดินก็ไม่ยอมเช่นกัน

ผมไม่รู้จะเข้าข้างใครเพราะเสือกเห็นเต็มตาว่าพวกมันขัดขากันเอง พี่ประธานเลยจัดการโบกมันทั้งคู่แล้วก็บอกว่าจะให้เลิกตีกันหลังเดินเสร็จค่อยไปตีกันข้างนอก

“ยังไม่เลิกซ้อมกันอีกเหรอ”

ในรอบที่ห้าที่กำลังจะเริ่มก็มีเสียงฉงนใจของคนมาใหม่ดังขึ้น ผมหันไปมองด้วยแววตาระยิบระยับคล้ายเห็นแสงสว่างช่วยชีวิต

“น้องยังเดินไม่ค่อยเป๊ะเลยเก้า” เป็นพี่กิ่งที่วิ่งไปรับหน้าพี่เก้า

ผมเคยบอกแล้วใช่ปะว่าช่วงหลังมานี้พี่กิ่งไม่คุยกับผมเลยแล้วปฏิกิริยาตรงหน้านี่ก็บ่งบอกได้แล้วว่าทำไมพี่แกถึงไม่คิดกับผม

พี่เก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันมามองสีหน้าน้องๆ โดยเฉพาะฝั่งผู้หญิงที่หน้าเหยเกแต่ก็พยายามยิ้มหวาน ก็พวกเธอใส่ส้นสูงนี่ครับคงปวดเท้าไม่น้อย

“ได้ให้น้องพักรึยังธาน”

พี่ประธานเหมือนจะเพิ่งนึกได้แล้วตบหัวตัวเอง “เออ กูลืม”

สายตาร้อนแรงแทบเผาร่างพี่ประธานนับยี่สิบคู่มองไปที่พี่มันราวกับจะฉีกกระชากร่าง พี่กิ่งรีบหันไปตำหนิประธานนักศึกษาเป็นคนแรก

“เราก็บอกแล้วว่าให้น้องพัก ดูสิ น้องจะเป็นลมกันหมดแล้ว” พี่กิ่งเป็นผู้หญิงน่ารักอยู่แล้วและพอมาทำตัวบ่นงุ้งงิ้งก็ดูเหมือนแมวขโมยใจคนมองได้ง่ายๆ

แต่ก็มีบางคนขมวดคิ้ว...หนึ่งในนั้นคือผม... พี่กิ่งแม่งพูดตอนไหนวะ

“งั้นๆ พักสิบห้านาที” คนเป็นผู้นำทำอะไรไม่ได้นอกจากไหลไปตามน้ำก่อนจะถูกน้องๆ ฆ่าตาย

ได้ระฆังเสียงสวรรค์อย่างพี่เก้าช่วยชีวิตแล้วก็พากันล้มนั่งเกลื่อนเต็มพื้น ผมที่ปวดขาปวดก้นจนไม่พูดไม่ออกแล้วก็นอนล้มทับหน้าท้องไต้ฝุ่น

ไม่ได้จงใจจริงๆ นะ ไม่เล้ยยย

อือหือ เห็นหุ่นบางๆ แต่หน้าท้องแข็งโป๊กเลยครับ

ไอ้ไผ่ก็นอนทับท้องผมอีกทีแล้วมีมาคลำๆ หน้าท้องผมอีก “ว้ายๆ มึงมีพุงแล้ว”

“กูมีซิกซ์แพ็กส์เว้ย!” ผมเถียงแต่ในใจก็แอบหวั่นเพราะช่วงนี้กินเยอะไม่ได้ออกกำลังกายเลย

ออกกำลังกายบนเตียงนับมั้ยครับ ฮ้าาา

“ไปว่าคนอื่น มึงอะ ไขมันล้วนๆ เลยไผ่” นาวานั่งอยู่ข้างๆ ก็แทรกมาคุยด้วย

“โธ่ พ่อคนกล้ามใหญ่ พ่อคนมีแปดแพ็กส์” ประชดเข้าให้ก่อนจะมองไปอีกด้าน “พี่เก้าแม่งใจดีอะมึง มีน้ำมีขนมมาแจกด้วย”

ได้ยินคนชมคนรักตัวเองแล้วรู้สึกชอบอะ แบบ...เออๆ คนที่มึงชมอะ แฟนกูๆ ผัวกูๆ

มองไปตามที่ไผ่พูดก็เห็นพี่เก้าเดินแจกน้ำกับขนมจริงๆ เอาสิ พี่ประธานควรคิดได้แล้วว่าพี่ทำงานบกพร่อง! น้ำขนมไม่มีให้พวกผม!

แต่ที่ผมไม่ชอบใจนักคือพี่กิ่งที่เป็นอะไรกับพี่เก้านักหนาครับ วนเวียนรอบตัวพี่มันอยู่ได้

ขนมที่พี่เก้าซื้อมาก็เป็นพายสับปะรดกับน้ำเปล่า แจกจนครบแล้วแต่ในมือผมยังว่างเปล่า...

“ของผมอะ” มองพี่เก้าตาเขียวเลยครับ ยิ่งไอ้ไผ่กับเชี่ยนาวานั่งกินพายยั่วทำหน้าอร่อยเหาะแกล้งผมแล้วยิ่งรู้สึกหิวเป็นเท่าตัว

พี่เก้าทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “พายหมดแล้วครับ”

“แล้วน้ำเปล่า” ไม่ได้กินพายก็ได้กินน้ำ

“หมดเหมือนกันครับ” พี่เก้าให้ดูถุงที่ว่างเปล่า

“กินของเราก็ได้” ขวดน้ำเปล่าเย็นๆ ที่ยังไม่ได้ดื่ม เป็นแบร์ที่ยื่นให้ผม

“ขอบใจ” เบะปากใส่พี่เก้าไปรอบแล้วยื่นมือจะไปหยิบขวดน้ำแต่ก็ถูกมือพี่เก้ามาขวางก่อน “อะไรของพี่อีกเนี่ย”

ยื่นมือมาบีบแก้มผม “หยอกเล่นเอง” แล้วก็ปล่อยมือออกโดยไม่สนใจสายตาสาระแนของคนอื่นๆ “รอแป๊บ”

แล้วเขาก็เดินจากไปโดยทิ้งระเบิดไว้ ผมเป็นแกะน้อยในดงหมาป่าทันที...

“กรี๊ด ไอ้นับ! แกมีซัมติงรองกับพี่เก้าเหรอ” พิ้งค์ ดาววิศวะถลามาก่อนเพื่อนเลยแต่คือมึงช่วยกินพายในหมดปากก่อนได้มั้ยวะครับ เต็มหน้ากูเลย

ได้เสียกับเขาแล้วนับว่ามีซัมติงมั้ย

“แอบไปกุ๊กกิ๊กกันตอนไหนๆ” อุ๋งอิ๋งเขย่าแขนผมตาเป็นประกาย

ผมพยายามควบคุมสติแล้วยิ้มแห้งๆ ส่ายหน้า “คิดมาก ไม่มีอะไรหรอก” ตอบแบบดาราไปอีก

“ตอแหล!” พิ้งค์หยิกแขนผมจนเขียว “กูไม่เชื่อ เมื่อกี้เขาหยิกแก้มมึงด้วย”

“ใช่ๆ เราถ่ายรูปไว้ทันด้วย” อีกคนก็เสริมพร้อมโชว์รูปให้ดู... อืม ขอได้มั้ยจะเก็บไว้ทำพรีเวดดิ้ง แค่กๆ

ผมก็อยากบอกนะแต่ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ให้พี่เก้า “ไม่มีอะไรจริง ตอนนี้ก็ไม่มีอะไร”

“แปลว่าอนาคตมันมีไง” จินเข้ามาผสมโรงไปอีกแต่ก็ถือว่าคำพูดมันช่วยได้เยอะเหมือนไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ปฏิเสธ

พวกผู้หญิงที่เป็นสาววายก็ทำหน้าฟินไปสิ กำลังจะรุมทึ้งถามต่อก็เห็นพี่เก้าเดินหิ้วถุงดูดีมีสกุลเข้ามาก็แหวกทางให้กันเตรียมพร้อมกันอยู่แล้ว

ผมมองพี่เก้าอย่างหงุดหงิด ตัวผมก็ไม่อยากให้เด่นแต่พี่มันก็ขยันสร้างสตอรี่จริงๆ ถุงในมือของพี่เก้าเป็นโลโก้ร้านชินพิสนี่ที่อยู่ตรงหน้ามอพอดี

“โกโก้ปั่นกับคุกกี้ธัญพืช” เขานั่งลงตรงข้ามแล้วหยิบออกมาให้ผม

“ผมไม่ชอบคุกกี้ธัญพืช” หยิบโกโก้ไปกินแล้วพบว่ามันหวานๆขมๆ กำลังพอดีเลย พี่เก้าผงกหัวรับรู้แล้วหยิบแยมโรลเนื้อนุ่มออกมา “อันนี้กิน”

หิวครับหิว คนซื้อมาก็แกะกล่องแล้วส่งให้ผมอย่างเอาใจ

โดยมีสายตาคนรอบข้างจ้องตาไม่กะพริบแล้วก้มมองมือตัวเอง...


น้ำเปล่าขวดละสิบกับพายสับปะรดธรรมดาสามัญ

ส่วนในมือนับสอง...

โกโก้ปั่นแก้วละร้อยกับแยมโรลนุ่มนิ่มละลายในปาก


“วันนี้กูรู้ซึ้งของคำว่าสองมาตรฐานแล้ว”

“...กูอยากได้แบบนั้นบ้าง”

“มึงไม่ได้หรอก”

“ทำไม”

“มึงไม่ใช่นับสอง”




---------------



“โอ๊ยยย เลิกซ้อมแล้วเว้ย”

“ขากูไปหมดแล้ว ฮือ”

“กูไม่เป็นดาวแล้ว! เจ็บขา!

เสียงโอดครวญส่วนใหม่มาจากผู้หญิง พวกผมก็ได้แต่บริการส่งน้ำบีบไหล่ให้เหล่าสาวๆ เพราะยังไงก็สนิทกันก็ต้องดูแลกันสักหน่อยสร้างภาพสามัคคีร่วมใจของแต่ละคณะ

“ให้กูไปส่งมั้ยพิ้งค์” ผมถามเพราะเห็นว่ามันก็ทุ่มหนึ่งแล้ว

“เดี๋ยวพ่อกูมารับ” แม่นางนั่งแหกแข้งแหกขามีส้นสูงถอดทิ้งส่งๆ อยู่ข้างๆ

“พ่อนี่พ่อแบบไหน”

“พ่ออะ พ่อออออ” ลากเสียงยาว “พ่อที่ไม่ใช่แด๊ดดี้อะ”

เป็นอันเข้าใจทันที แล้วก็หันไปหาจิน “มึงกลับยังไง”

“...มารับ” เว้นคำไว้ให้ผมเติมเอง เป็นอันรู้เรื่อง

ผมนิ่งไปนิดหน่อยแล้วหลุบตาลงต่ำแล้วถาม “มึงเคยบอกป๋ามั้ยว่ามึงมีแฟนแล้ว”

จินกระดกน้ำดื่มก่อน “เขายังไม่ใช่แฟนกู ส่วนป๋ามึงเหรอ” พ่นลมหายใจอย่างเบื่อหน่าย “กูบอกไปตั้งปีกว่าแล้ว เขาหาว่ากูอ้าง ไม่เชื่อ เอารูปให้ดูก็หาความกูตัดต่อ...กูเหนื่อยกับป๋ามึงจริงๆ”

งั้นก็เป็นที่ป๋าดันทุรังเอง จะสมน้ำหน้าดีมั้ยนะ

“ทำไมจู่ๆ ถึงถาม” จินถามกลับบ้าง

“ไม่มีอะไร” แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง “งั้นกูกลับล่ะ หิวข้าว”

บอกลาเพื่อนรักเพื่อนเลิฟเสร็จก็ถลาไปหาพี่เก้าที่นั่งดูแท็บเล็ตอยู่ ผมไม่ค่อยเห็นพี่แกใช้แท็บเล็ตสักเท่าไหร่เลยรู้สึกแปลกตานิดๆ

“พี่ขอตอบงานแป๊บ” พูดขึ้นก่อนที่ผมจะอ้าปากเรียกให้ลุก

มองดูก็เหมือนว่าจะเป็นงาน พี่เก้าสลับเลื่อนดูไฟล์งานกับตอบเพื่อน หยิบแก้วโกโก้ปั่นที่ละลายจะหมดแล้วขึ้นมากิน หลับตาเอนหลังพิงกับเก้าอี้เกือบสิบนาทีได้ก็รู้สึกถึงแรงเขย่าที่หัวไหล่

“กลับกันเถอะ” รอยยิ้มของพี่เก้าวันนี้ดูจะอ่อนล้ากว่าทุกที

ขยี้ตานิดหน่อยแล้วลุกขึ้นเดินตามไป “กินข้าวที่ไหนดีครับ”

“ซื้อแถวหน้ามอไปกินที่ห้องเถอะ” ปิดปากหาวหวอด

“ก็ดี คืนนี้พี่ต้องทำรายงาน” พี่เก้าบอกก่อนจะก้าวขึ้นรถฝั่งคนขับ ผมก็เปิดประตูขึ้นตามแต่ทุกอย่างจะเชื่องช้านิดนึงเพราะง่วงนอน

“งานเยอะมากเลยเหรอวันนี้” เปิดประเด็นพลางกดเปิดเครื่องเล่นเพลง

“ก็นิดหน่อย เป็นงานระหว่างที่พี่ไปเชียงใหม่แล้วก็งานใหม่ของวันนี้” ใช้มือบังคับพวงมาลัยข้างเดียวส่วนอีกมือก็ลูบหน้าลูบตา “หน้าพี่ดูเหนื่อยเหรอ”

“นิดนึง” หันไปเห็นร้านหอยทอดเจ้าดังก็บอกให้พี่เก้าหยุดรถ “พี่กินอะไร”

“พี่กินทะเลสอง” หยิบไอโฟนมากดรัวๆ “แล้วก็เอาทะเลไม่ใส่ผักหนึ่ง หอยนางรมสี่”

กะพริบตาปริบๆ แปลกใจกับจำนวนห่อ พี่เก้าเลยพลิกหน้าจอไอโฟนให้ดูพบว่าเป็นกลุ่มไลน์พี่น้องของเขา ผมพยักหน้าแล้วเดินลงไปซื้อ

เพราะเป็นร้านใหญ่และดังมาลูกค้าแน่นเอี๊ยดเลยรอเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ครบ... ยืนรอหน้าเตานานจนหน้ามันเยิ้มไปหมดแล้ว รู้แบบนี้ใช้พี่เก้าลงมาซื้อซะก็ดี

“ได้แล้ว” ว่าเสียงอ่อนระโหย เอาสารพัดถุงหอยทอดเจ้าดังไปวางที่เบาะหลัง

“ร้อนเลยสิ” ยื่นทิชชูมาให้

ดึงออกมาสามสี่แผ่นแล้วเช็ดเหงื่อ “ร้อนตับแตก ”

พี่เก้าเลยเปิดเร่งแอร์ให้แล้วขับรถต่อไปเงียบๆ ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงคอนโดหรูใจกลางเมือง พี่เก้าถือถุงหอยทอดโดยไม่ได้พูดอะไร

วันนี้ต่างคนต่างเหนื่อยล่ะมั้งเลยออกอาการนิ่ง ส่วนผมก็ใช้พลังงานไปเยอะเกินจำเป็นจริงๆ สำหรับช่วงบ่าย

“จริงสิ พี่ได้ยินว่าเขาจะเริ่มซ้อมการแสดงแล้ว” พี่เก้ากะพริบตาถี่แล้วมองผม “นับสองแสดงอะไร”

“ความลับ” ทำตัวลึกลับแป๊บ

“บอกหน่อย” กระทุ้งแขนใส่เอวผม

“รอวันงานสิ” ขยับตัวออกห่างให้พ้นรัศมีแขนพี่มัน “เดี๋ยวไม่ลุ้น”

“คงไม่พ้นร้องเพลงสินะ” ความสามารถของผมไม่ได้มีมากมายไม่ดนตรีก็กีฬา คนส่วนใหญ่เลยจะคิดว่างานเฟรชชี่ไนท์ผมจะร้องเพลงโชว์...

“ก็รอดู” ก้าวเท้าออกไปหลังประตูลิฟต์เปิดออก

“พูดซะอยากกด Skip ไปให้ถึงวันงานแล้วสิ” พี่เก้าบ่นงึมงำขณะแสกนม่านตาปลดล็อกประตู

“ก็อีกไม่กี่วันเอง” ผมเป็นผลักประตูเปิดเข้าไปก่อน พี่เก้าเดินตามหลังมา

“หลังเสร็จเฟรชชี่ไนน์เว้นสองอาทิตย์จะเอามหาลัยเกมส์แล้วก็จะไปงานกระชับมิตรกับสี่มหาลัยเพื่อนบ้านจัดทุกสองปี แล้วดันตรงปีนี้พอดี” พี่เก้าร่ายรายการกิจกรรมยาวเหยียด

“อย่าบอกนะว่าวันนี้พี่มีประชุมเรื่องพวกนี้” ไม่แปลกเลยที่ดูเหนื่อยฉิบหายขนาดนี้

“อื้อ ตอนแรกจะไปเฝ้ารุ่นน้องแข่งกีฬาแต่ก็โดนเรียกประชุมก่อน” มีช่วงหนึ่งที่พี่ประธานหายหัวไปจากหอประชุมกลาง สงสัยไปเปิดประชุมเรื่องกีฬา

“เอาถุงมานี่ แล้วพี่ไปอาบน้ำให้ตื่นก่อนไป” พี่แกบอกเองว่าคืนนี้จะทำรายงาน

“ได้ครับ” ยิ้มอ่อนโยนให้แล้วส่งถุงหอยทอดมาให้ผมแล้วเดินขึ้นไปห้องนอน ผมเดินต่อมาถึงห้องโถงใหญ่ก็เห็นคนอยู่กันครบเลยบวกเพิ่มชายาที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นแขกประจำไปแล้ว

                “กลับมาแล้วเหรอกำลังรอเลย” เสียงพี่ไนน์ทักทายแต่ตาจ้องมองที่ทีวี

                “รอผม หรือรอหอยทอดกันแน่”

                “โอ๋เอ๋ ต้องรอน้องนับสิครับ” พี่ไนน์ละสายตาจากภาพยนตร์เรื่องแฮรี่พอตเตอร์มาสนใจผม วางถุงหอยทอดมากมายลงที่โต๊ะกระจก

                “หลบไปหน่อย จะนั่ง” พื้นที่ว่างมีแค่ข้างพี่คิวเลยต้องไปคุยกับเฮียแก

                “ไหนๆ ก็ยืนอยู่แล้ว ไปหยิบจานกับช้อนส้อมมาหน่อย” ใช้อีกแหละ

                “ผมไม่...”

                “วันนี้กูมีวุ้นตัวการ์ตูน”

                “หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก จานหกชุด โอเค!” แบมือมาจำนวนจานก่อนแล้วก็ตรงรี่ไปในห้องครัวพร้อมกับเรื่องหัวเราะของพี่อ๋องพี่ไนน์ตามหลังมา

                เสือนับไม่ได้เห็นแก่กินนะ

                แค่รู้สึกว่าอาศัยบ้านเขาก็ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์เท่านั้นเอง

                หยิบจานมาครบพร้อมช้อนส้อมแล้วก็เดินกลับมาวางที่โต๊ะกระจก แล้วหยิบของตัวเองขึ้นมาแกะเทใส่จาน อือหือ กลิ่นหอมดีชะมัด

                “ร้านไหนวะ ดูอร่อยชะมัด” พี่ไนน์ตาวาวขณะแกะเทใส่จานบ้าง

                “หน้ามอผม” กัดก้นถุงน้ำจิ้มแล้วเทราดหมดถุง

                “กูก็ทำเป็น” เสียงอวดสรรพคุณตัวเองดังมา

                “งั้นมึงไม่ต้องกิน” พี่ไนน์เตรียมหยิบส่วนของพี่คิวมาเทใส่จานตัวเอง

                แต่คนขี้บ่นก็ชิงมาเทใส่จานก่อน “แต่เผอิญวันนี้ขี้เกียจทำ ยอมกินข้างนอกบ้านสักวันก็ได้” จำเป็นต้องท่าเยอะขนาดนี้มั้ยพี่ครับ

                คร้านจะสนใจแล้วนั่งกินเงียบๆ พร้อมดูหนังไปด้วย พี่อ๋องก็แกะห่อที่ไม่มีผักให้ชายา เห็นมันสำรวจหมุนจานไปมองแล้วก็ถามคำถามชวนปวดหัว

                “มันคืออะไร”

                “เรียกว่าหอยทอด” พี่อ๋องลองกินส่วนของตัวเองก่อนเพื่อชิมรสน้ำจิ้ม เห็นว่าไม่มีปัญหาก็ถึงจะเทใส่จานให้ชายา “มีส่วนผสมเป็นแป้ง ไข่แล้วก็หอยแมลงภู่”

                “โอ้” ดวงตาใสเหมือนลูกแก้วเปล่งประกายก่อนจะจับอาวุธแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย

                ผมมองดูแล้วรู้สึกหนาวๆ ในอกถ้าแบบชายารู้ว่าภายใต้การดูแลเอาใจใส่ของคนพวกนี้มีเรื่องแฝงอยู่จะเสียใจมั้ยนะ... ไม่สิ มันจะเข้าใจรึเปล่าดีกว่า

                คิดเรื่องชายาให้ปวดหัวทำไมแค่เรื่องของพี่เก้าตอนนี้ผมก็ปวดกะโหลกจะแย่แล้ว จริงสิ

                “พี่คิว ตารางงานของพี่เก้าในมือพี่ถึงสิ้นปียัง” ผมโพล่งถามขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแบบนี้สามพี่น้องถึงกับเงยหน้ามองจ้องทันที

                “งานของไอ้เก้าที่กูลงไว้ก็แค่สองเดือน” พี่คิวตอบเอื่อยๆ ก่อนจะฉุกคิดได้ “เมื่อกี้บอกว่าสิ้นปี ทำไมมีอะไรรึเปล่า”

                ส่ายหัวพรืดใหญ่ “ไม่มีๆ แค่แบบ...ปลายปีอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นสักสองอาทิตย์แต่กลัวชนกับงานพี่เก้า” สีข้างผมเป็นแผลใหญ่มากเลยแม่

                พี่ไนน์เอียงคอสงสัย “มึงถามเร็วไปมั้ย นี่มันเพิ่งจะเดือนแปด”

                “เตรียมตัวไว้ก่อนไง ผมเห็นพี่เก้าช่วงนี้มีงานเยอะมาก” บ่นกระปอดกระแปดทำหน้าเล่นหูเล่นตากลบเกลื่อน “ก็อยากจองตัวไว้ก่อน ผิดรึไง”

                พี่ไนน์เห็นว่าผมพูดมีเหตุผลก็เลยไม่ติดใจอะไรแล้วหันไปพูดกับพี่อ๋อง “สิ้นปีเราไปฉลองปีใหม่กันที่ญี่ปุ่นดีมั้ย”

                “ชายาอยากไปญี่ปุ่นมั้ยครับ” ไม่ตอบน้องชายแต่หันไปถามความเห็นอีกคน

                “...” ไม่ตอบเพราะกำลังกินหอยทอด

                “เป็นอันว่าสิ้นปีไปญี่ปุ่น” พี่ใหญ่สรุปให้แล้วมองไปที่คิว “สิ้นปีก็ไม่ต้องรับงานให้เก้า”

                “ผมรู้แล้ว ขอแค่ไม่ให้ไอ้ประธานเฮงซวยมาแทรกงานก็พอ ช่วงนี้เป็นบ้าอะไรไม่รู้มีงานติดๆ กันเลย” พี่คิวส่ายหน้าแล้วชำเลืองมองที่ผม “พี่มึงไม่ใช่เหรอ”

                “คง...ใช่มั้ง” ทะเลาะกันมาวันนี้ทำให้ผมกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยเลยจริงๆ “ป๋ายุ่งกับตารางงานพี่เก้าเหรอ”

                หนูไม่เห็นรู้เรื่องเลยยยย

                เพิ่งรู้จากปากพี่คิวนี่แหละ!

                เฮ้ย! ตกใจอะ

                ...ตอแหลกว่าผมยังมีอีกมั้ยครับ...

                “เออสิ ของเดือนนี้ปาไปเจ็ดงาน” ไปหยิบแท็บเล็ตบนโต๊ะมาส่งให้ผมดูคงกะให้ผมไปเอาเรื่องกับป๋าแทนสินะ ร้ายกาจ! “ถ้างานดีกูไม่บ่น แต่งานที่ได้มันไม่ได้เรื่อง”

                “บ่นเป็นตาแก่เลยพี่คิว เพิ่งอายุเท่าไหร่เอง” ทำเสียงหยอกแซวในขณะที่ตาก็จ้องวันที่และชื่องานในเดือนนี้ของพี่เก้าไว้ในสมองอย่างรวดเร็ว “พี่เก้ายังไม่บ่นสักคำเลย”

                เพราะเขาไม่บ่นและเก็บไว้... ยิ่งทำให้ผมยิ่งปวดใจ

                “มันว่าคิวแก่อะ” พี่ไนน์เข้ามาทับถมเพิ่มด้วยความสนุก

                “กูพี่มึงนะไนน์ เข้าข้างกูสิ!” ละความสนใจจากผมแล้วไปโต้เถียงจิกกัดกับน้องชายตัวเอง

                เมื่อทุกคนเลิกสนใจผมแล้ว ผมก็ทุ่มเทเพ่งความคิดไปที่ตารางงานของพี่เก้าแล้วก็แอบเปิดดูอีเมล์ของพี่คิวแล้วกพบว่ามีเมล์เฉพาะสำหรับงานพี่เก้าเลย ผมเห็นเมล์งานเยอะมากแล้วก็กัดปากอยากได้

                เอาเถอะ เดี๋ยวไปตะล่อมขอจากพี่เก้าดีกว่า

                “คนดี ทำอะไรอยู่” เสียงทุ้มที่ดูสดชื่นขึ้นกว่าตอนกลับมาจากมหาลัยดังเหนือหัว “สืบงานพี่เหรอ”

                เพราะมาจากด้านหลังทำให้ผมปิดเมล์ไม่ทันเลยยอมรับไปอย่างคนหน้าด้าน “ก็พอดีอยากจองเวลานายแบบคนดังบ้าง เห็นช่วงนี้คิวทองเหลือเกิน”

                พี่เก้าเดินไปแกะห่อหอยทอด “คนอื่นต้องจองแต่สำหรับนับสอง พี่ลัดคิวให้ได้เสมอครับ”

                ...บ้า ไม่เขินหรอก

                “กูจะอ้วก!!” เสียงแว้ดๆ ของพี่ไนน์ทำลายอารมณ์สีชมพูหมด ชิ!

                “ไม่มีก็ต้องอิจฉาต่อไปนะ”

                “อย่าให้กูมีบ้างนะ!” ชี้นิ้วใส่หน้าพี่เก้าแล้วไล่ไปที่พี่อ๋องพี่คิว “พวกมึงต้องเสียใจ! ที่เสียน้องชายผู้น่ารักอย่างกูไปให้คนอื่น”

                “กูแถมหุ้นให้สองเปอร์เซ็นต์เลย / พี่จะให้รถสองคัน / กูให้บ้านเลย”

                “ไอ้พวกพี่บ้า!

                ผมแทบสำลักแป้งหอยทอดที่กำลังเคี้ยว ข้าวสารของผมที่ว่าหนักแล้วเจอของพี่ไนน์นี่หนักกว่าอีก สงสารอะ แต่ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน...

                เกิดความเปรียบเทียบกับพี่น้องตัวเองขึ้นมาแล้วก็หดหู่ ป๋าดูแลผมดีแต่ลึกๆ เขาก็คิดว่าผมไม่เอาไหนตลอดเพราะตัวเขาต้องจัดการเรื่องที่ผมชอบก่อไว้เสมอ แล้วมีอะไรก็วิ่งแจ้นไปหาเขาก่อน เอ้า ก็แด๊ดกับแม่อยู่เชียงใหม่จะให้วิ่งไปหาเขาเหรอ แบบนั้นผมคงก่อเรื่องไว้เป็นร้อยแล้ว

                ส่วนเฮียไอศูนย์... ก็ติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าไปทำงานอยู่มุมไหนของโลก... สองสามปีจะเจอสักครั้ง หลังจากผมแปดขวบก็ได้เจอหน้าเฮียแค่ห้าครั้งเองคิดถึงว่ะ

                คิดถึงพี่ขึ้นมาก็เลยไปจ้องหน้าพี่อ๋องเงียบๆ กะให้รู้สึกคลายความคิดถึงพี่ชายสักหน่อยเพราะพี่ผมก็คล้ายๆ กับพี่อ๋อง ผมยาวเหมือนกัน จ้องนานจนพี่เก้าเริ่มสังเกตเห็น “มองอะไรนับสอง” อือหือ มีเสียงเขียวกว่านี้มีอีกมั้ย

                รีบดึงสายตากลับแล้วยิ้มให้พี่เก้า “ผมแค่กำลังคิดถึงพี่”

                “แล้วมองหน้าอ๋องเนี่ยนะ” คิ้วเข้มๆ ยังไม่ยอมคลายออก

                “พี่ผมคล้ายๆ กับพี่อ๋อง” ตอบอย่างไม่ปิดบัง

                พี่คิวนั่งข้างผมแน่นอนว่าต้องได้ยิน “คล้ายตรงไหนวะ”

                “ไม่ใช่ท่านประธานสิ” ผมส่ายหน้าแล้วตักหอยทอดคำสุดท้ายเข้าปาก


                เคร้ง!


                เสียงอะไรหล่นน่ะ...

                ผมไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคำพูดของผมจะสั่นประสาทการทำงานของคนได้มากถึงสามคนเพราะกำลังก้มหน้าอ่านอีเมล์ คนที่อาการหนักสุดคือพี่อ๋อง สีหน้าเขาเปลี่ยนสีไปมาแล้วยังทำส้อมตกกระทบจาน

                “นับสองมีพี่อีกคนเหรอ” เป็นพี่เก้าที่เริ่มต้นถามหลังจากเงียบกันจนน่าอึดอัด

                “อื้อฮึ” ยังคงไม่รับรู้อารมณ์ของใครเพราะเปิดเมล์เจองานที่น่าสนใจเข้ามาแถมเป็นยังเป็นต่างประเทศอีก

                “พี่แท้ๆ เลยเหรอ” ถามต่อ

                “ใช่” ละสายตาจากแท็บเล็ตไปมองพี่เก้า “ผมไม่เคยบอกเหรอ”

                พี่เก้าเป็นคนที่เปลี่ยนสีหน้าไวมากทำให้ผมไม่ทันได้จับสังเกต “ไม่เคยบอก หรือเพราะพี่ไม่เคยถามก็ไม่รู้”

                พยักหน้ารับไม่เพราะผมก็ไม่ได้คิดมาก... แค่เรื่องมีพี่ชายอีกคนมันน่าตื่นเต้นนักรึไง ก้มหน้าจะอ่านต่อก็ถูกพี่คิวยึดแท็บแลตคืนซะแล้ว เบะปากใส่ทันที ขี้งก!

                “พี่คิว ผมยังอ่าน...” จะขออ่านต่อแล้วจานเปล่าในมือก็ถูกพี่เก้าดึงไป

                “กินเสร็จก็ไปอาบน้ำ ตัวเหม็นแล้ว” ย่นจมูกแสดงสีหน้าแหยงๆ ใส่

                “เดี๋ยวอาบ พักท้องก่อน” หันไปจะแย่งแท็บแลตคืนแต่พี่คิวตวัดตาจ้องมาดุๆ เลยรู้สึกกลัวขึ้นมานิดๆ อิดออดเล็กน้อยแล้วหดมือกลับ

                ไม่เล่นก็ได้!

                คิดว่าอยากได้นักเหรอ! ชิชะ บ้านเสือนับมีเป็นสิบ!

                เพราะโดนพี่คิวทำตัวไม่น่ารักใส่เลยหงุดหงิดไปเลย เพราะผมกำลังอ่านถึงช่วงเนื้อหาสำคัญของอีเมล์ฉบับหนึ่งอยู่พอดี “ผมไปอาบน้ำก่อนนะ” ชักสีหน้าใส่พี่คิวให้รับรู้ว่าไม่พอใจแล้วลุกเดินขึ้นห้องไป

                พี่เก้าตำหนิพี่คิวให้ผม “น้องอยากเล่น มึงก็ให้น้องเล่นสิ”

                “แท็บเล็ตกู!” เจ้าของแท็บเล็ตแทบร้องไห้หลั่งเลือด เขาเป็นเจ้าของแท็บเล็ตแท้ๆ ทำไมต้องมาโดนด่าวะ

                “ถ้านับสองอยากเล่นก็ต้องให้!

                “...” ไอ้นับ! มึงเอาน้ำมันพรายที่ไหนมาสาดน้องกู!

                อารมณ์ของผมแสดงออกไปให้เห็นว่าไม่พอใจพี่คิวแต่เมื่อปิดประตูลงพ้นจากสายตาทุกคนแล้วร่างกายของผมมันก็โอนเอนก่อนจะพิงบานประตูแล้วไถลตัวลงไปนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง

                วันนี้ผมใช้เรี่ยวแรงไปมากและยังต้องปรับอารมณ์ให้เป็นปกติอีกทั้งที่มันย่ำแย่จนไม่รู้จะแย่ยังไงแล้ว ยกมือลูบหน้าอกตำแหน่งหัวใจแล้วก็ได้แต่ปลอบตัวเอง...

                ช่างเถอะ ผ่านมานานแล้ว... ลืมไปสักทีเถอะ

                ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจกลไกของสมองนะ

                เรื่องที่เจ็บปวดเป็นบ้าแทบเสียสติกลับจำได้จำดี

                ไอ้เรื่องที่มีความสุขจนหลังน้ำตาช่างแสนเลือนราง...

                อันที่จริงผมก็หัวร้อนตั้งแต่เห็นตารางงานสองเดือนในแท็บเล็ตแล้วแต่ก็ต้องเก็บความไม่พอใจไว้ ได้จังหวะที่พี่เก้าบอกให้มาอาบน้ำพอดีก็เลยไหลตามน้ำแล้วออกมา...

                หยิบผ้าขนหนูกับเสื้อผ้าแล้วเข้าไปในห้องน้ำด้วยสภาพจิตใจไม่สู้ดี เวลาผมรู้สึกแย่ก็มักแช่น้ำให้ผ่อนคลายจนผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ยังไม่ออกจากห้องน้ำ

                “นับสอง เป็นอะไรรึเปล่า”

                เสียงพี่เก้าปลุกผมให้หลุดจากห้วงความคิดมืดหม่น กระแสความห่วงใยอบอุ่นอีกฟากหนึ่งของประตูช่วยดึงผมออกมาจากก้นทะเลลึก... กวักน้ำขึ้นมาลูบๆ หน้าแล้วเปล่งเสียงง่วงงุนออกไป

                “อา... ผมเผลอหลับซะแล้ว”

                “รีบลุกเลย เดี๋ยวปอดบวม” เสียงดุดังว่ามาทำให้ผมอมยิ้ม

                ส่งเสียงตอบกลับไปอย่างแสร้งรำคาญแล้วค่อยลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาซับตัวให้แห้งหลังจากนั้นก็หยิบเสื้อผ้ามาใส่ให้เรียบร้อย ชุดนอนผมต่างกับพี่เก้ามาก เสื้อเชิ้ตบางๆ ยาวๆ กับกางเกงขาสั้น ส่วนพี่เก้ามักใส่ชุดนอนแบบผู้ลากมากดีสุภาพแม้กระทั่งตอนนอน ยอมใจเลย

                ตอนผมเดินออกจากห้องน้ำก็เห็นพี่เก้านั่งอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแถมยังสวมแว่นตาด้วย...

                ลุคนี้ทำใจบางได้เลยนะ...

                ผมเดินไปที่หน้าโต๊ะกระจกหยิบแป้งหยิบครีมมาทาเสร็จก็เอายาสำหรับแผลฟกช้ำมาทาที่โหนกแก้มแล้วก็หางคิ้ว ตอนนี้รอยช้ำเริ่มจางแล้วจะกลับมาหล่อแล้วครับ ปลื้ม

                “วันนี้เหนื่อยมากเหรอ” คนที่พิมพ์งานอยู่ถามขึ้น

                “ก็นิดนึง” แต่ตอนนี้เริ่มตาสว่างแล้ว “พี่ทำรายงานเหรอ”

                “อีกสักพัก นับสองนอนก่อนได้เลย” หันไปมองนาฬิกาบนห้องบอกเวลาว่าสี่ทุ่ม... เดี๋ยวนะ ให้ผมเข้านอนตอนนี้เลยเหรอ เด็กอนามัยไปมั้ย

                “ไม่ง่วงแล้ว ผมว่าจะทำงานสักหน่อย” แล้วก็ย่นหน้า “พี่มีโน้ตบุ๊คให้ผมยืมมั้ย”

                “ตรงโต๊ะหนังสือ หยิบได้เลย” พี่เก้าขมวดคิ้วเพ่งสมาธิอยู่ที่หน้าจอไม่ได้มองผม

                ได้ยินแล้วก็เดินไปหยิบโน้ตบุ๊คมาวางที่โต๊ะกระจกหน้าโซฟาตัวใหญ่แล้วก็ลากสายชาร์ตตามมาด้วย เปิดเครื่องทิ้งไว้ก่อนจากนั้นก็ไปหยิบสมุดจากในกระเป๋าเป้

                “พี่เก้า ยืมสมุดเล่มใหญ่ๆ หน่อย” ต้องจัดระเบียบงานของพี่เก้าสักหน่อย “เอาเล่มที่มีปฏิทินด้วย”

                สั่งมันทุกอย่างครับ

                ไม่รู้ทำไมถึงกล้าไปสั่งพี่เก้าก็ไม่รู้

                เอ๊ะ หรือความเมียมันเริ่มมานะ

“เหมือนจะอยู่ที่ชั้นหนังสือที่สองบล็อกที่หนึ่งจากขวามือ” พี่มันกินอะไรเข้าไปทำไมความจำเป็นเลิศขนาดนี้

และเมื่อไปหยิบดูก็พบว่าตรงตามที่พี่เก้าบอกจริงๆ ผมไม่ได้รบกวนอะไรอีก กระโดดไปนั่งโซฟาแล้วเริ่มทำงานของในส่วนการเรียนก่อน

เดี๋ยวหาว่าผมไม่รักเรียน

ใช้เวลาทำงานของวิชาเรียนจนถึงห้าทุ่มก็เรียบร้อย ผมส่งไปให้ไวท์ดูด้วยให้มันช่วยดูว่าผมทำถูกต้องรึเปล่า ไวท์ส่งสติ๊กเกอร์แมวตกใจกลับมาเป็นสิบหาว่าผมผีเข้ารีบทำงานตั้งแต่ได้รับวันแรก

อันที่จริงงานนี้อีกอาทิตย์ถึงจะส่ง...

ทำไม! เสือนับขยันมันแปลกเหรอ!

                เซฟงานส่งเข้าเมล์ตัวเองไปก่อนแล้วค่อยไปโหลดตารางจากของพี่เก้าทั้งปีจากพี่ควินซ์ในเมล์ลงมาเปิด จากนั้นผมก็เริ่มหาวิธีกำจัดงานเจ็ดงานในช่วงสองเดือนที่ป๋าลงไว้ให้พี่เก้าทิ้งก่อน หลังจากรวมตารางงานของพี่คิวกับของพี่ควินซ์เข้าด้วยกันแล้วผมก็แทบกระอักเลือดแทนพี่เก้า

                วันหยุดน้อยมาก...

                นี่ผมยังไม่ลงรายละเอียดงานใหม่ที่เห็นในอีเมล์ของรับงานของพี่เก้านะ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ตอนผมกำลังคิดหาทางขอเอาเมล์งานจากพี่เก้า ก็เป็นพอดีกับที่พี่เก้าทำงานเสร็จแล้วกำลังล็อกอินเข้าเมล์นั้นพอดี

                ด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่โตทำให้ผมเห็นได้ชัดเจนแต่ในส่วนของรหัสต้องหลับตาแล้วเงี่ยหูฟัง...

                ...เสียงเคาะแป้นพิมพ์ทั้งหมดแปดตัว...

                ขมวดคิ้ววุ่นวายก่อนจะลองกรอกเลขที่แกะออกมาจากการฟังเสียง... กด Enter มองดูอย่างลุ้นระทึกก่อนที่มันจะเปลี่ยนหน้าเว็บใหม่เป็นกล่องข้อความจดหมาย...

                ผมก้มหน้าต่ำแล้วยิ้มบางๆ ในความสำเร็จ... กำลังจะเปิดเมล์ที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่อก็ได้ยินเสียงลากเก้าอี้เลยรีบกดหน้าเวิร์ดรายงานขึ้นมาแทนที่

                พี่เก้ายืนบิดขี้เกียจอย่างเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว

“ทำรายงานเสร็จแล้วเหรอพี่เก้า” ผมทำท่าทางแง่งอน “เสร็จก่อนผมได้ไง!

คนสวมแว่นหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ “นับสองก็เสร็จ ก่อนพี่ตั้งหลายครั้งแล้วนะ”

“อะไรเสร็จ พูดมาชะ...” กำลังงงอยู่ก็มีบางอย่างวิ่งแล่นเข้ามาในหัว “ไอ้ ไอ้คนหื่นกาม!

“คิดเหมือนกันก็หื่นเหมือนกันนั่นแหละ” เลียปากอย่างร้ายกาจแล้วเดินมานั่งข้างผม “ยังเหลืออีกเยอะมั้ย”

“เยอะมาก เยอะโคตรเลย” ใช่ๆ มึงไปนอนก่อนเลย ชิ่วๆ

ดันไปทำตามบทที่ผมเขียนอีก “ให้พี่ช่วยมั้ย”

อย่ามาคนดีผิดที่ผิดเวลาจะได้มั้ย!

ผมส่ายหน้าแล้วพูดอย่างห่วงๆ “วันนี้พี่เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปนอนเถอะ” แล้วก็ชี้ที่หน้าจอโน้ตบุ๊ค “ผมว่าจะทำอีกสักห้าหน้าก็จะไปนอน”

“อย่าหักโหมมากนะ พักบ้างก็ได้” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยเต็มรัก เขาลูบหัวผมแล้วหอมเบาๆ ที่เส้นผม “งั้นพี่นอนก่อนนะ”

ผมพยักหน้าแล้วพยายามดึงตาแดงๆ ไปอีกทางไม่ให้พี่เก้าสังเกตเห็นว่ามันกำลังรื้นด้วยน้ำตา...

ผมเองก็อยากบอกเขานะ...

พักบ้างก็ได้ พี่เก้า

ไม่กล้าผลีผลามเปิดหน้าอีเมล์เพราะผมนั่งหันหลังให้เตียงเลยต้องรอให้พี่เก้าหลับไปจริงๆ ก่อน ดังนั้นผมเลยเปิดหน้าสมุดโน้ตเล่มใหม่ที่หน้าปฏิทินเดือนแปดเลยลงงานใหม่ทั้งหมดอันไหนที่ดีเว่อร์ๆ ผมก็ใส่ลงไปโดยไม่ต้องเสียเวลาให้คิดมาก ส่วนวันที่มีงานแย่ๆ ผมใช้ปากกาสีแดงเขียนตัวซีแทนคำว่าแคนเซิล

ลงงานไปได้แค่สิบนาทีผมก็ได้ยินเสียงกรนแผ่วๆ จึงเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองพี่เก้า ผมวางสมุดในมือลงแล้วเดินไปที่เตียง พี่เก้านอนหงายห่มผ้าเรียบร้อย สีหน้าก็ดูผ่อนคลายฟังจากเสียงลมหายใจแล้วก็สม่ำเสมอเป็นธรรมชาติ

ผมค่อยๆ หย่อนสะโพกนั่งลงข้างเตียงแล้วลูบแก้มเนียนละเอียดของพี่เก้าอย่างเหม่อลอย...

“วันนี้ผมโคตรเหนื่อยเลยพี่” เอ่ยเล่าแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน

                “ผมเจอเรื่องน่าหงุดหงิดเยอะจริงๆ”

“แต่มันก็ทำให้ผมคิดได้” คิดได้ว่าควรเลิกทำตัวไม่เอาไหนสักที... ผมไม่เอาไหนในสายตาใครก็ได้แต่ในสายตาพี่เก้า... ผมต้องดีที่สุด

แล้วก็หันมามองคนที่นอนอยู่...ไล้นิ้วลูบเปลือกตาที่ปิดสนิทช้าๆ ไม่รู้ว่ามีหยดน้ำจากไหนหล่นลงมาที่หน้าผากของพี่เก้า ผมก็เช็ดให้แต่เช็ดไปหนึ่งก็มาอีกสองสามสี่...

สงสัยน้ำแอร์มันจะหยดล่ะมั้ง

“ผมขอโทษ... ขอโทษที่ทำให้ลำบาก”

ถ้าผมฉลาดกว่านี้สักหน่อยคงตามเกมปัญญาอ่อนของป๋ากับแด๊ดทันแล้ว... เพราะเขาเป็นคนในครอบครัวที่เชื่อใจจึงไม่ได้ระแวดไม่ได้ตั้งป้อมป้องกัน

แต่ผมลืมไป...

สิ่งที่ผมเรียกว่าครอบครัวนั้น

มันพังพินาศมานานแล้ว

ความรู้สึกที่สูญเสียไปต่อให้ได้รับการชดเชยกี่พันครั้ง

ก็ไม่มีวันเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายได้

ผมแนบหน้าผากลงกับหน้าผากของพี่เก้าสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอุ่นๆ จากผิวกาย... เพราะอยู่ใกล้จึงได้ยินเสียงลมหายใจและลมร้อนๆ จากการหายใจเข้าออก...

ลมหายใจที่บ่งบอกถึงการมีชีวิตอยู่...

ผมและเขา...ยังมีชีวิตอยู่

“พี่เก้า... ผมมีพี่แค่คนเดียวนะ”

                “...”

                “พี่ไม่ต้องสู้คนเดียวอีกแล้ว”

                ผมลูบเส้นผมของพี่เก้าอย่างอ่อนโยนแล้วดึงตัวเองขึ้นกลับมานั่ง มองคนกำลังหลับสบายก็ให้เขานอนต่อไปไม่คิดจะทำให้ตื่น ลูบตรงปมคิ้วของพี่เก้าออกแรงนวดคลึงเบาๆ ให้ความยุ่งเหยิงบนหน้าคลายลง...

                “ผมจะอยู่ข้างพี่เอง”

               

                ต่อให้โลกนี้ทอดทิ้งพี่

                แต่ผมจะไม่มีวันทิ้งพี่

    พี่ก็จะมีผมอยู่ข้างกายเสมอ

               

                ลูบไล้จมูกโด่งของพี่เก้าอย่างหลงใหลลากไล้ปลายนิ้วมาถึงริมฝีปากเจ่อแดงสุขภาพดีแม้จะสูบบุหรี่ พยายามหักห้ามใจไม่ลวนลามคนนอน กัดฟันดึงมือกลับแล้วเหยียดตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน...

                เดินไปหยุดหน้าโน้ตบุ๊คเครื่องเก่งก่อนจะหักนิ้ววอร์มนิ้วให้พร้อม...

                “คิดว่าจะรังแกพี่เก้าของผมได้ง่ายๆ เหรอ”

                รอยยิ้มเพิ่มความเหี้ยมเกรียมขึ้นอีกระดับ

                “ไม่มีทาง”

                 

                การต่อสู้ของจริง

    มันจะเริ่มต่อจากนี้





-------------------

ร้อนเเรงงงงง

-------

ก็จะไบโพล่าร์หน่อยๆ นะคะ

ปามาสามสิบกว่า...ยังไม่ถึงเฟรชชี่ไนท์.... ร้องห้ายเเป๊บ

-----------------------

และเราก็จะก้าวสู่ภาคใหม่ที่เข้มข้นขึ้น!!

#นับเก้ารัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14.438K ครั้ง

1,431 ความคิดเห็น

  1. #54965 May Ling Pcm (@maylingpcm) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 18:46
    ปมช่างเยอะแยะมากมายสะจิง สู้ๆพี่เก้านับสอง
    #54965
    0
  2. #54771 LHMxoxo. (@0990990) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 03:59
    ให้ทายพันตอนจะจบมั้ย เหมือนมันยังไม่ถึงครึ่งของครึ่งของครึ่งเรื่องเลย55555
    #54771
    0
  3. #54696 beeya1 (@beeya1) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 13:43
    ภาคแรก

    แค่เปิดว่ามีปม มีกันทั้ง2 ฝ่าย

    ภาคต่อไป จะทันได้คลี่คลายปมรึป่าว

    หรือจะลากยาวไปถึงภาค3

    รักนับเก้าไตรภาคเลย
    #54696
    0
  4. วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 23:39
    ก็คือป๋าพูดถึง เรื่องไรอะ ไหนจะที่นับสองนั่งฟังเสียงจิ้มแป้นอีก ไม่ธรรมดาแล้ว สองตระกูลนี้
    #54055
    0
  5. #53973 puppywang (@2543660) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 11:14
    ความลับเยอะมากสองตระกูลนี้
    #53973
    0
  6. #53577 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 23:29
    เอาหล่ะนะ นับสองเปลี่ยนโหมด
    #53577
    0
  7. #52858 Bee Pee Wee (@soohot) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:45
    อยากรู้เรื่องในอดีตแล้วว
    #52858
    0
  8. #51017 NaPretty (@NaPretty) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:54

    นับสอง เรียนไม่เก่งเหรอ แล้วมาเรียนวิศวะฯได้ไง มันง่ายมากเลยเหรอ ต่อให้มีเพื่อนติวให้ ถ้าไม่ได้จริงๆก็ติวไม่เข้าใจหรอกนะ

    #51017
    0
  9. #50604 EAKAE (@EAKAE) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:31
    เค่าสองคนต้องเคนเจอกันตอนเด็กใช่มั้ย ที่ว่าเกือบตายนั่นน่ะ จำกันได้ด้วยใช่มั้ย ที่นับบอกว่าถ้าพี่เก้าไม่มาเป็นนานแบบคงหาไม่เจอก็เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย อดีตที่ทำให้สองคนนี้รู้สึกรักอีกฝ่ายมากเลยมันคืออะไรนะ อยากรู้เลย ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องเฮฮาใสๆ ตอนนี้เครียดตามมากเลย 5555
    #50604
    0
  10. #49585 Chimarada (@Chimarada) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 21:10
    พี่ของนับสองที่ชื่อไอศูน นี่ใช่คนเดียวที่ปลอมตัวเป็นออสตินเเล้วไนน์ลวนลามใช่ไหม555ผมยาวเหมือนกันด้วยชวนสงสัยยยย
    #49585
    0
  11. #45999 MINERVA09 (@morakot3014) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 23:54
    สกิลของนับนี่เทพจริงนะ#ปล.ชอบพี่คิวอ่ะน่ารักชิบมีเรื่องของพี่เขาบ้างไหมม
    #45999
    0
  12. #45739 FDB88 (@FreedomBlood88) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 22:45

    เข้าใจนับเลยการที่โดนคนมองว่าไม่เอาไหน โดยเฉพาะคนในครอบครัวตัวเอง มันเจ็บปวดขนาดไหน น้องเป็นคนเฮฮา เหมือนไม่เอาอ่าว คนอื่นเลยดูไม่ออก

    น้องลูก ต้องเจอเรื่องที่หนักแค่ไหนกัน ถึงต้องสร้างความสดใสเพื่อปิดบังความเศร้าของตัวเองขนาดนี้ ตัวพี่ก็เหมือนกันต้องแบกรับอะไรมามากมายขนาดไหน ถึงต้องอยู่แบบนี้ ขอแค่น้องกับพี่สู้ไปด้วยกัน ทุกอย่างต้องผ่านพ้นไปด้วยดีแน่นอน

    #45739
    0
  13. #45673 Miko_Chan2002 (@Miko_Chan2002) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 22:42
    เข้าใจอารมณ์นับสองนะ ความเชื่อใจถ้าทำลายแล้วก็ยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แล้วคิดว่าอดีตน้องต้องเศร้ามากแน่ๆ แต่น้องก็พยายามทำตัวร่าเริง ก็คิดแล้วแหละว่ามีปัญหาไรก็เหมือนปลอบตัวเอง น่าสงสารมากนะคนแบบนี้ เชื่อว่าหลังจากนี้จะเห็นน้องมุมร้ายๆเยอะขึ้น เหมือนที่พี่เก้าบอก ครอบครัวนี้ร้ายลึก หึหึ
    #45673
    0
  14. #45672 Miko_Chan2002 (@Miko_Chan2002) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 22:34
    โอ้ย รอน้องโชว์เทพมานาน ในที่สุดน้องจะโชว์เทพแล้วววว เชื่อว่าน้องนับกับพี่เก้าต้องมีอดีตแย่ๆมาแน่ๆ น่าจะเป็นเรื่องที่ไนน์คิดในอดีตอ่ะ ปมดราม่ามาแล้ว โอ้ย ตื่นเต้น
    #45672
    0
  15. #45539 ปาาปิยอง (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 13:39

    แกๆ ฉันปรับอารมณ์ตามอินับมิทันว่ะ ตั้งแต่ตอนที่เข้าบริษัทป๋าล่ะ แต่ฉันชอบนะ อยู่ดีๆก็หลงรัก รอนับสองโชว์เมพ

    #45539
    0
  16. #45529 PATASIQI (@PATASIQI) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 21:17
    ฮือออออ อ่านตอนนี้แล้วน้ำตามันไหลพรากเลยย ได้ฟิลมากกกก
    #45529
    0
  17. #44320 BMinePiggyPig (@kirei_utsukushi) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 23:19
    รู้สึกยังไงก็ไม่รู้กับประโยคนี้ "พี่เก้า ผมมีแค่พี่คนเดียวนะ" มันดีมันอบอุ่นมันเศร้ามันลึกซึ้งมันซับซ้อน?
    รู้แค่ว่าชอบมากก
    #44320
    0
  18. #42230 น่องขาหมู (@bellzatail) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 01:32

    ห่างจากฟีลก๊ดไปเรื่อยๆ55 น้องมีสมองแล้ว โอ๊ดซีเครียดยิ่งอ่านยิ่งลงลึกกก
    #42230
    0
  19. #41621 Zer_Cya (@Zer_Cya) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 23:16
    สรุปพวกแกเคยเจอกันชะ
    #41621
    0
  20. #41558 แสนดี ว๊าวว๊าวว (@1queenpelz1) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 21:13
    ครอบครัวนับสองก็มิธรรมดาสินะ
    #41558
    0
  21. #41471 97line (@mysocute) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 14:23
    อยากรู้ความหลังนับสอง
    #41471
    0
  22. #40977 UDiE47 (@UDiE47) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 06:26
    น้องนับของแม่สู้ๆนะคะลูกกก
    #40977
    0
  23. #40628 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 04:04
    เรื่องที่นับสองพูดถึงว่าถูกทิ้งตอนนั้นอาจจะเหตุการณ์เดียวกันกับที่พ่อของใต้ฝุ่นเคยพูดถึงว่าตอนนั้นไม่ได้ทิ้งเก้าหรือเปล่า แล้วสามแฝดก็น่าจะเคยเจอพี่ชายของน้องนับ ปมผุดมาเต็มไปโม้ดดดดดดดด
    #40628
    0
  24. #40060 nmspn (@0986654729) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2561 / 21:41
    นับสองลูก;-;
    #40060
    0
  25. #38892 someonelol (@someonelol) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 05:48
    หน่วงอีกแล้ว นับต้องstrongขนาดไหนเนี่ย
    #38892
    0