นับ เก้า รัก [YAOI]

  • 300% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 3,349,000 Views

  • 57,123 Comments

  • 57,919 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    157,119

    Overall
    3,349,000

ตอนที่ 36 : อ้อยคว่ำครั้งที่ 34

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12145 ครั้ง
    1 พ.ย. 61

บทที่ 34

 



                “คือคุณอา...” 

                “โนๆ เรียกแด๊ดเถอะ แด๊ด” แด๊ดโบกไม้โบกมือ “ข้าวสารห้าสิบกระสอบพอมั้ย แปดสิบก็ได้นะ!

                “แด๊ด!” ยังไม่หยุดอีก!

                เสียงเข้มไม่พึงใจของผมเอ่ยแทรกการต่อรองลดแลกแจกแถมของแด๊ดทันทีด้วยสีหน้าแดงก่ำอยากจะพ่นไฟใส่บุพการีตรงหน้า นี่นับสองลูกแด๊ดนะ!

                แด๊ดชะงักการต่อรองข้าวสารแปดสิบกระสอบแล้วมองผมอย่างซื่อๆ “ทำไมทำหน้าโกรธแด๊ดแบบนั้นเล่า”

                “มีพ่อที่ไหนเขายกลูกให้ง่ายๆ แบบนี้บ้าง!” ผมโวยใส่ “แด๊ดไม่เล่นตามบทในนิยายเลย!

                เออ นิยายเขามีอุปสรรคกีดกันสารพัด

                ผมนี่อุตส่าห์วางแผนมาอย่างดี

                จะพิสูจน์ตัวอย่างนั้นอย่างนี้

                จับมือ  ฝ่าฟันด้วยรัก!

                แต่ดูแด๊ดทำสิ! พังหมดเลย!

                ผู้ใหญ่วัยกลางคนยกมือขึ้นปิดปากทำตาโต “โอ้ เหมือนแด๊ดจะเล่นผิดบทจริงๆ” แล้วเขาก็หันไปหาพี่เก้าที่มึนอึนงงจนเผยหน้าโง่ๆ ออกมาเป็นครั้งแรก “เอาใหม่ ตามนิยายแล้วเขาต้องหวงลูกมากๆ ถูกมั้ย งั้นเอาประโยคบอกที่เป็นคนรักใหม่นะ แล้วเดี๋ยวแด๊ดจะทำเป็นโมโหเกรี้ยวกราดใส่”

                ผมอยากจะเอาหัวโขกโต๊ะให้รู้แล้วรู้รอด “มันไม่ทันแล้วแด๊ด!!

“อ้าวเหรอ” แด๊ดทำหน้าตกใจรอบสอง

เห็นท่าทีเด็กๆ ของแด๊ดแล้วก็รู้สึกถึงสายตาประเมินจากพี่เก้า เขาดูจะตกใจไม่น้อยที่แด๊ดของผมดูจะเหนือความคาดหมายมาไกลขนาดนี้

“ตกลง...แด๊ดไม่มีปัญหาใช่มั้ย” ผมปัดเรื่องจะหวงไม่หวงทิ้งไปแล้วเข้าถามถึงประเด็นหลักพร้อมส่งสายตาให้พี่เก้ามานั่งข้างๆ พี่แกก็เหมือนยังตามสถานการณ์ไม่ทันเลยดูจะมึนๆไปหมด

ประธานหัวโต๊ะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบทีหนึ่ง “แล้วทำไมแด๊ดต้องมีปัญหาด้วย”

“ก็ผมชอบผู้ชายไม่ได้ชอบผู้หญิง...”

“แด๊ดก็เห็นนับชอบผู้ชายตั้งแต่สิบขวบแล้ว มีตรงไหนน่าตกใจกัน” แววตาคมสีเข้มของแด๊ดสะท้อนความงงงวยออกมา “ถ้าแฟนนับเป็นผู้หญิงสิ แด๊ดถึงตกใจ”

“แด๊ดรู้เรื่องนี้ได้ไง!

ผมว่าผมเนียนแล้วนะ!

ทำไมถึงจับได้

“นั่งส่องนักบอลทุกวันหลังเลิกเรียน แด๊ดคงไม่รู้มั้ง” ย่นคิ้วแล้วส่ายหน้า “แด๊ดกินข้าวไม่ได้กินหญ้านะ”

                ผมหมดคำจะพูดทันทีแล้วรู้สึกอยากเอาหน้าไปไถกับพื้นจริงๆ กระตุกยิ้มขึ้นอย่างลำบากแล้วว่าเสียงอ่อย “แด๊ดก็รู้มาตลอดเลยเหรอว่าผมชอบผู้ชาย”

                คนเป็นพ่อผงกหัวรับ “แด๊ดเป็นพ่อ ถ้าพ่อไม่รู้จักลูกตัวเองดีก็ไม่สมควรเป็นพ่อแล้ว”

                “...แด๊ด” รู้สึกถึงความอบอุ่นอดไม่ได้ที่จะทำหน้าปลื้มปริ่ม

                แด๊ดยิ้มรับก่อนจะหุบยิ้มแล้วเอียงคอไปมาจากนั้นก็ตีมือดังฉาด “คมมาก! แด๊ดจดแป๊บ เดี๋ยวไปโพสต์หน้าเฟซเรียกไลค์ดีกว่า”

                “...” หุบยิ้มแทบจะไม่ทัน น้ำตาที่จะไหลกลับคืนสู่ดวงตาแทบจะทันที

                ผมแอบขึงตาใส่แด๊ดที่พึมพำอุบอิบจดคำคมลงในโทรศัพท์ แต่ก็ช่างเถอะ นิสัยเกรียนแตกของแด๊ดก็ไม่ต่างจากผม เอ๊ะ หรือต้องบอกว่าผมเกรียนไม่ต่างจากแด๊ดนะ

                “พี่รู้แล้วว่านับสองเหมือนใคร” เสียงทุ้มเจือขบขันว่าข้างหูผมหลังจากพี่มันทำตัวเป็นอากาศมานาน “นับสองเหมือนพ่อไม่มีผิดเลยจริงๆ นะ”

                “ไม่ได้อยากเหมือนสักหน่อย” ผมตอบไปอย่างฉุนๆ แล้วกระทุ้งศอกใส่พี่เก้าไปอย่างหมั่นไส้ “ฮึ พี่ก็มีเวลาที่ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกันนะ”

                “ใครมันจะเพอร์เฟคทุกด้านเล่า” พี่เก้าแย้งแอบมีสีแดงที่ใบหู “พี่ก็กลัวพ่อนับไม่ชอบพี่”

                ผมแลบลิ้นใส่ไปทีแล้วหันไปหาแด๊ด “แด๊ด แด๊ดให้พี่เก้าผ่านใช่มั้ย”

                “มีตรงไหนไม่ผ่าน” หันไปกวาดตามองพี่เก้า “หน้าตาดี ดูมีสกุลรุนชาติ”

                “ใช่มั้ยๆ” ผมรีบสนับสนุน

                “ทำไมตาถั่วมาเลือกแกได้”

                “แด๊ด!!” นี่ลูกแด๊ดนะ ลูกกกกก!

                “ฮ่าๆๆ” เขาตกเข่าหัวเราะร่าอย่างเปิดเผยก่อนจะหันไปยิ้มให้พี่เก้า “นับจะชอบใครก็เรื่องของนับ แด๊ดไม่ยุ่งหรอกแค่ไม่พากันเสียก็พอ”

                “ผมไม่พาน้องเสียแน่ๆ ครับ” พี่เก้ารีบให้คำมั่น

                “แด๊ดกลัวว่านับจะพาเก้าล่มจมมากกว่านะ” ทำหน้าตาเคร่งเครียดสุดๆ

                ...บอกผมมาที

                ผมเป็นลูกเก็บมาเลี้ยงใช่มั้ย

                ลูกรงลูกรักมันเป็นแค่ภาพมายาใช่มั้ย! ผมสะบัดหน้าหนีอย่างงอนๆ ปนน้อยใจแล้วคว้าส้อมไปจิ้มปอเปี๊ยะทอดมากินอย่างหมดความสนใจในตัวแด๊ดพร้อมฉลองเงียบๆที่แด๊ดให้ไฟเขียวพี่เก้า

                “ไม่หรอกครับ นับสองน่ารักมากครับ” พี่เก้าแก้ตัวให้ผม เนี่ยยย รักพี่เก้าที่สุด!

                “เพราะมีแด๊ดที่น่ารักคอยสั่งสอนไง” ตบอกตัวเอง

                พี่เก้าหัวเราะเบาๆแล้วพยักหน้า “ครับ ใช่ครับ” เห็นช่องทางทำคะแนนได้ก็รีบเลยนะ

                จะว่าไปยังไม่เห็นป๋าเลยตอนที่ผมจะหันไปถามแด๊ด เขาก็หันมาชิงตัดบทก่อน “อา! แด๊ดลืมกระเป๋าตังค์ไว้ในรถ”

                อ้าว เดี๋ยวก็ไม่มีจ่ายค่าอาหารพอดี

                พี่เก้าจะเปิดปากเสนอตัวแต่ก็เงียบไปพร้อมแววตาที่ดูจะเข้มขึ้นแต่ผมก็ไม่ทันสังเกต ผมหยุดมือกินแล้วชี้ตัวเอง “จะให้ผมลงไปเอา”

                ....สภาพผมแบบนี้อย่าให้เดินเลยเถอะ

                แต่ถ้าบ่ายเบี่ยงก็คงไม่ดีแน่ๆ

                “แด๊ดก็บอกเฮียหนึ่งเอามาให้สิ เขาก็น่าจะมาถึงแล้วนะ” พยายามหาข้ออ้างที่ไม่ต้องเดินให้สะเทือนแผล

                เขาส่ายหน้า “หนึ่งมาไม่ได้ วันนี้เขาบอกแด๊ดแล้วว่าไปดูงานที่ญี่ปุ่น”

                คลับคล้ายว่าจะได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกจากพี่เก้า ผมเองก็โล่งใจไปไม่น้อยที่ป๋าไม่ได้มาไม่งั้นศพพี่เก้าไม่สวยแน่ๆ

                ไม่ได้นะ ผมเพิ่งมีผัว

                ผัวจะรีบตายไม่ได้!

                “งั้นผมไปหยิบให้ก็ได้” ผมยื่นมือออกไปรับกุญแจรถจากแด๊ดจากนั้นแด๊ดก็บอกถึงตำแหน่งของรถ

                ผมหันไปมองพี่เก้าเล็กน้อยแล้วก็มองแด๊ดก่อนที่จะลุก แด๊ดเห็นผมมีท่าทางกังวลใจก็เอ่ยหยอกเย้า

                “แด๊ดไม่ทำอะไรหรอกน่า” แล้วก็หน้าบึ้ง “เห็นแด๊ดเป็นคนยังไง”

                “เป็นคนกลัวเมีย” ยิ้มอ่อนใส่ก่อนจะเห็นใบหน้าแดงซ่านของแด๊ด

“เขาเรียกให้เกียรติต่างหาก!

                โคลงหัวโยกไปมาอย่างไม่เชื่อแต่ก็ขี้เกียจเถียงรีบเดินออกจากห้องไป ก่อนออกมาผมก็ตบไหล่พี่เก้าไปสองทีให้เขาผ่อนคลายใจ

                “เดี๋ยวผมมา” กระซิบเบา

                “อืม” เขาเงยหน้ามองผมแล้วก็ยิ้ม

                ผมเดินออกจากห้องให้ดูปกติที่สุดและในตอนที่ผมหันหลังก็ไม่ได้รู้สึกถึงแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างแด๊ดแม้แต่น้อยยามก้าวเดินจนมาถึงข้างนอกในลานจอดรถแล้วก็ต้องขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นคนนั่งอยู่ในตัวส่วนตัวของแด๊ด...

                ผู้ช่วยของแด๊ดก็มีแล้วทำไมต้องให้ผมถ่อสังขารลงมาด้วย...

                ผมถามผู้ช่วยของแด๊ดถึงกระเป๋าตังค์ เขาก็ทำหน้างงๆ แล้วตอบ “ท่านเอากระเป๋าขึ้นไปแล้วครับ ในรถไม่มีครับ”

                คิ้วกระตุกอย่างแรงปากก็เม้มแน่นกดอารมณ์ขุ่นเคืองลงไปแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่... ผมส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองไปที่ชั้นสามของร้านอาหาร

 

ไม่ได้การแล้ว

ผมต้องหาวิตามินมาบำรุงความจำแด๊ดแล้ว

ยังไม่แก่สักหน่อยแต่ขี้ลืมแล้วเหรอ




--------------



[เก้า]

 

บรรยากาศในห้องอาหารหลังจากนับสองเดินออกไปก็เงียบกริบจนผมแทบไม่กล้าแม้แต่หายใจแรงๆ เลยด้วยซ้ำ ดวงตาหลุบต่ำมองมือบนหน้าตักมันสั่นเล็กน้อยไม่นานก็หยุดลงพร้อมกับใจที่ค่อยๆ สงบเข้าสู่ความเย็นเยียบ...

ผมเงยหน้าขึ้นมองพ่อของนับสองอย่างตรงไปตรงมา... ซึ่งเขาก็กำลังเอียงคอทำหน้านิ่งพิจารณาผมอยู่ ตาต่อตาฟันต่อฟันเลยทีเดียว เดาไม่ออกเลยสักนิดว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

ตั้งแต่ที่เข้ามาพบเจอกับพ่อของนับสองบอกตามตรงว่าเหนือความคาดหมายพอสมควรแต่พอมาอยู่ตัวต่อตัวปราศจากนับสองแล้วท่าทีของประธานที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็เปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย

“...เธอ” สุดท้ายเขาก็เปิดปากพูด

แววตาของผมเข้มขึ้นกล้ามเนื้อในร่างกายบีบเกร็งขึ้นมา

ว่าที่พ่อตาจ้องเขม็งไม่ปล่อยแล้วยื่นมือไปหยิบสมุดโน้ตปกหนังสีดำแล้วเปิดหน้าสมุดช้าๆ หัวใจของผมคล้ายถูกบีบแน่นตามการเปิดหน้ากระดาษ

จนกระทั่งเขาหยุดลงที่หน้าว่างขาวสะอาด...

อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายอย่างกริ่งเกรง


“ขอลายเซ้นต์หน่อย!!


ฮะ... เมื่อกี้เขาว่าอะไรนะ

ท่าทีผมอึ้งๆ เบิกตาคมจนโตแทบถลนแล้วมองใบหน้าหล่อเหลาฉบับลูกครึ่งกำลังยิ้มกว้างแสดงสีหน้ากระตือรือร้นในมือก็ประคองสมุดยื่นมาให้ผมพร้อมปากกา

เดี๋ยว นี่มันเรื่องอะไรกัน

“เร็วสิ เซ้นต์เร็วๆ เดี๋ยวนับสองก็ขึ้นมาพอดี!” คุณพ่อว่าอย่างเร่งร้อนใจพร้อมกับยัดสมุดในมือผม

รับมืออย่างงงๆ และเซ้นต์ลายเซ้นต์ลงไปอย่างมึนๆ อึนๆ สติแทบจะประคองไม่อยู่ เหมือนตอนนี้ความเฉลียวฉลาดของผมถูกคนตรงนี้ทุบจนแหลกไปหมดแล้ว

“เอ่อ... นี่ครับ” จรดปากกากดลงจุดอย่างสวยงามแล้วดึงสติกระเจิงให้กลับมาพยายามควบคุมสติแล้วสูดหายใจลึกยื่นสมุดกลับไปให้ผู้ชายวัยกลางคนตรงหน้า

คุณพ่อรับไปอย่างตื่นเต้นแล้วทำหน้าดีใจก่อนจะบอกเล่า “เธอเคยขึ้นปกนิตยสารอันดับหนึ่งเมื่อปีที่แล้วที่ถ่ายรูปกับงู มันเจ๋งมาก!” เขาชื่นชมแล้วยิ้มให้ผม

ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจก่อนจะยิ้มตอบ “ผมยังต้องพัฒนาอีกเยอะ” ไม่กล้าที่จะอวดตัว แล้วถ้าจำไม่ผิดนิตยสารแม็กกาซีนปกนั้นที่ผมถ่ายกับงูไปขายหมดภายในสองวัน

“ถ้าพัฒนากว่านี้คงเทียบกับเจอาร์แล้ว” ลูบคางไปมาอย่างครุ่นคิดเปรียบเทียบ

ผมส่ายหน้า “ผมเทียบเขาไม่ได้หรอกครับ” เจอาร์คือนายแบบนานาชาติมีพรสวรรค์สูงไม่ว่าจะถ่ายอะไรก็ดีไปหมด มุมกล้องแสงก็เพอร์เฟคเหมือนเขาเกิดมาเพื่อเป็นนายแบบจริงๆ

แล้วมือสมัครเล่นไม่จริงจังแบบผมจะไปสู้เขาได้ยังไง?

คุณพ่อยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เธอ...ไม่ได้มีแค่นี้สักหน่อย”

แววตาผมเย็นขึ้นอีกสามส่วนแต่ปากยังคงยิ้มอบอุ่น “ผมก็มีแค่นี้แหละครับ”

“แต่ฉันรู้สึกว่ามีมากกว่านี้นะ” เขาเอ่ยเอื่อยๆ เรื่อยๆ ดูท่าแล้วคงไม่ได้หมายถึงความสามารถของผมแล้วแน่ๆ “เจ้าหนึ่งเองก็ลำบากไม่น้อย... ในการดูแลนายแบบคนดัง”

รอยยิ้มของผมกว้างขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้แววตายิ่งมีประกายแฝง “ต้องให้ประธานเหน็ดเหนื่อยแล้ว”

 “แต่ก็ดูแลไม่ค่อยทั่วถึงเท่าไร เธอคงไม่ติดใจนะ” คุณพ่อยิ้มอบอุ่นประหนึ่งผู้ใหญ่ใจดี

ดูแลไม่ทั่วถึงแปลว่ายังเข้าถึงข้อมูลได้เพียงไม่กี่ส่วน

แต่ไม่กี่ส่วนก็เข้าถึงความลับผมได้...

ตกลงพวกเขาสืบเรื่องผมไปได้เท่าไรแล้ว!

“ไม่ติดใจหรอกครับ ผมดีใจดีที่พวกท่านเอาใจใส่ผมขนาดนี้” พยายามพูดอย่างระมัดระวังที่สุด

คุณพ่ออมยิ้มน้อยๆ “ต่อไปก็ต้องใส่ใจมากขึ้น” แววตาแปรเปลี่ยนไปมาก่อนจะสงบนิ่ง “จริงๆ แล้วฉันก็ชอบเธอมากๆ เลยนะ หน้าตาดีแต่ก็น้อยกว่าฉัน”

ผมบอกแล้วใช่มั้ยว่านับสองกับพ่อเหมือนกันไม่มีผิด

นิสัยหลงตัวเองไม่ต่างกันเลยสักนิด

“แถมยังเป็นคนของทีสโตนอีก” นัยน์ตาคมเหลือบมองผมอย่างพอใจ “ฉันชื่นชมท่านอ๋องน้อยของทีสโตนที่สุด แต่น่าเสียดายที่เคยได้ยินแค่ชื่อแต่ไม่เคยได้พบหน้า” น้ำเสียงแสดงออกมาถึงความเสียดายจากใจจริง “คนที่เก่งด้านธุรกิจนี่มันดีจริงๆ เลยนะ”

คิ้วกระตุกยิกเลยครับ... กัดฟันแน่นแล้วหลุบตาต่ำลง...

แน่นอนว่าท่านอ๋องน้อยก็คือพี่ชายคนโตของผมอย่างพี่อ๋อง ผู้ชายที่มากด้วยเล่ห์กลในวงการธุรกิจแต่ไม่ชอบออกงานสังคมกระนั้นก็ยังมีคนรู้จักทั่ว

ผมเทียบเขาไม่ได้จริงๆ

“ถ้าคุณอาอยากพบ ผมสามารถทำได้” ผมเสนออย่างจริงใจ

“ก็ดี” เขายิ้มแล้วพยักหน้าหงึกๆ “ต่อหน้านับสองเรียกแด๊ดนะ จำไว้”

รอยยิ้มของผมแข็งทื่อไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลือก “ผมจะจำไว้ครับ”

“เธอว่ามีรางวัลสักชิ้นสองชิ้นประดับตัวจะดีขนาดไหนนะ” พูดอย่างอ่อนโยนราวกับการพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ“หรือ...ทำอะไรได้มากกว่านี้”

“คุณอาหมายถึง...” ผมเริ่มจะหมดความอดทนกับความอ่อนโยนที่แฝงด้วยมีดคมๆ เต็มที่ เริ่มไม่ไหวที่จะแปลและตีความหมายลึกลับซับซ้อน

แต่รอยยิ้มของคุณพ่อนับสองก็ยังคงเต็มใบหน้าจิบไวน์อย่างเพลิดเพลิน ...พยัคฆ์ย่อมไม่หวั่นไหว

“นับสองเป็นเด็กที่เก่งมากๆ” ยามพูดถึงลูกชายสุดที่รักก็อบอุ่นและอ่อนโยนทั้งสีหน้าและแววตา “ทั้งดนตรีทั้งกีฬา”

อันนี้ผมไม่เถียงหรอกเพราะพรสวรรค์ของนับสองในสองด้านนี้ก็มีเยอะมากจริงๆ... ผมอาจจะสู้น้องในด้านดนตรีไม่ได้แต่กีฬา ผมกล้าพูดว่าผมเก่งกว่า

หลังชมลูกชายไปก็มองหน้าผมย่นคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้

“แล้วเธอมีอะไรดีบ้างเหรอ”

เป็นคำถามง่ายๆ ที่เหมือนเอาค้อนมาตบหน้าผม แต่ผมก็พูดอะไรไม่ออกเพราะสิ่งที่ผมทำได้ดีมันก็มีแต่จะให้พูดออกไปก็ไม่ได้...

                เห็นผมนิ่งไม่ตอบ รอยยิ้มใจดียิ่งแผ่กลิ่นอายแปลกประหลาดออกมา มือกร้านใช้ส้อมและมีดหั่นเนื้อสเต็กอย่างเชื่องช้า

                “งานของฮันหยูก็น่าสนใจไม่น้อย” จู่ๆ เขาก็เอ่ยถึงห้องเสื้อในต่างประเทศขึ้นมาลอยๆ “คล้ายๆ ได้ยินว่าจะมีการแข่งขันนายแบบเอเชียอยู่ เธอเคยได้ยินรึเปล่า”

                ทำหน้าสงสัยได้อย่างแนบเนียนจนผมอยากมอบรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมให้เขาจริงๆ

                “ไม่เคยได้ยินครับ” มุมปากผมกระตุกเล็กน้อยเพราะเรื่องนี้ไม่เคยได้ยินจริงๆ แต่เคยดูรายการในยุโรปอยู่และเจอาร์ก็คือผู้ชนะการประกวดนายแบบของยุโรป หรือตอนนี้จะมีจัดในเอเชีย?

                “โอ้ อย่าเสียใจเลย” เอ่ยปลอบโยน “ส่วนมากคนที่รู้ข่าวก็ต้องเป็นนายแบบชั้นนำน่ะ”

                เขาจะบอกว่าผมไม่ใช่นายแบบชั้นนำ?

                โทษนะ ตอนนี้นายแบบไทยที่อยู่แถวหน้าและค่าตัวแพงที่สุดก็คือผม

                แล้วคนที่ทำเงินให้บริษัทลูกชายคุณเป็นอันดับหนึ่งก็คือผม

                แม้จะไม่พอใจและอยากตอบโต้กลับแต่ผมก็พอรู้แหละว่าที่เขามีท่าทีบลัฟและกดผมต่ำเป็นเพราะกำลังระบายความขุ่นเคืองในใจเรื่องนับสอง

                ไม่หวงลูกบ้าอะไร!

                หวงยิ่งกว่าหมาหวงก้างผสมพันธุ์กับงูหวงไข่อีก!

                “ถ้าว่างๆ ผมไม่ติดเรียนจะลองไปแคสเล่นๆ ดูแล้วกันนะครับ” ยื่นมือไปจับแก้วไวน์แล้วชูขึ้นจากนั้นก็ดื่มมันลงไปด้วยท่าทีสบายๆ ที่ทำให้คุณพ่อเขายิ้มกระตุกไปที “จะว่าไปคุณอารู้จักนายน้อยทีสโตนรึเปล่าครับ”

                ได้ยินแบบนั้นคู่สนทนาของผมก็ทำหน้างงๆ แล้วมองผมอย่างไม่เข้าใจ “นายน้อยก็อ๋องน้อย หรือเป็นน้องชายฝาแฝดเธอล่ะ ได้ยินว่าพวกเธอเป็นแฝดสาม เธอเป็นแฝดคนที่สอง”

                รู้จักแค่เบื้องหน้าของทีสโตนสินะ

                ไม่ได้รู้ตัวจริงของนายน้อยทีสโตน

                รู้สึกโล่งอกไม่น้อยแต่ก็ยังติดใจเรื่องที่ประธานพญานกสืบรู้เรื่องของผมได้ยังไงแต่ดูแล้วเหมือนคุณพ่อตาจะยังไม่รู้ เพราะถ้ารู้คงไล่ตะเพิดผมไปแล้ว

                ตอนนี้รู้สึกเหมือนไปออกรบมาไม่มีผิด พูดคุยไม่ถึงสิบนาทีแต่เหนื่อยเหมือนสิบปี

                “เอ่อ ผมหมายถึงคุณอารู้จักกับท่านอ๋องน้อยเป็นการส่วนตัวรึเปล่าครับ” พลิกลิ้นอย่างรวดเร็วแล้วเสริม “บางทีถ้ารู้จักหรือมีอะไรน่าสนใจบางทีพี่ชายผมน่าจะตอบรับการกินข้าวเย็นสักมื้อ”

                แววตาคนฟังเป็นประกายทันที “ฉันไม่รู้จักเป็นส่วนตัวมาก่อนแต่ว่า...ฉันก็มีที่ดินดีๆ แนะนำนะ”

                ร้องอ้อในใจ “เหมือนเขาก็กำลังมองหาอยู่พอดีเลยครับ คุณอามาในช่วงจังหวะดีจริงๆ”

                ผมกับเขาพูดคุยกันต่อได้อีกสามสี่ประโยค ประตูห้องอาหารก็ถูกเปิดออกพร้อมกับใบหน้าบึ้งตึงของนับสองที่เดินเข้ามาอย่างฉุนเฉียว

                “อุ๊ย หนูน้อย...” แทบไม่ต้องเปลี่ยนสีหน้าแค่เพียงเก็บความเย็นยะเยือกในดวงตาออกไปแล้วก็เพิ่มเสียงซุกซนอารมณ์ดีลงไปให้มากหน่อย “คือแด๊ด เอ่อ”

                “แด๊ดไม่ได้ลืมกระเป๋า!” นับสองแยกเขี้ยวใส่บุพการีอย่างโมโห “ให้ผมเดินลงไปเสียเวลากินหมด!

                ทั้งผมทั้งคุณพ่อต่างตากระตุกมองนับสองอย่างพูดไม่ออก...

                “ขี้ลืมจริงๆ นะแด๊ด แบบนี้ต้องบำรุงสมองเยอะๆแล้ว!” น้องบ่นอย่างหงุดหงิดที่ต้องแบกร่างกายเจ็บๆ เมื่อยๆ ไปข้างนอกแต่ในน้ำเสียงที่อารมณ์ขุ่นมัวกลับมีความห่วงใยในสุขภาพแด๊ดของเขาอยู่มาก “อาหารเย็นหมดแล้ว!

                คนเป็นพ่อทำหน้าสลดเบะปากน้ำตาคลอได้อย่างเป็นธรรมชาติ “ก็แด๊ดเพิ่งนึกได้ว่าหยิบกระเป๋าตังค์มาแล้วก็ตอนหนูน้อยเดินลงไปแล้ว แด๊ดเรียกไม่ทัน”

                “สั่งหูฉลามให้ผมเลยนะ!

                “ได้สิ อยากจะเอาหูฉลามเหาฉลามหางกระเบนครีบวาฬก็สั่งได้หมด!

                “เอาหูฉลาม! ปูอลาสก้า เนื้อวากิว!” โอ้โห คนดีของผมล่อแต่ของแพงทั้งนั้นเลยครับ

“เพิ่มกุ้งมังกรไปด้วย! แด๊ดรู้ว่านับชอบ” เอาใจลูกชายไม่พอแถมเผื่อแผ่มาให้ผมด้วย “แล้วเก้ากินอะไรดี ไม่ต้องเกรงใจนะ แด๊ดเลี้ยงไม่อั้น!

                ผมควรเรียนคอร์สการแสดงจากเขาดีมั้ยนะ

                “แค่บนโต๊ะก็เยอะแล้วครับแด๊ด” เขาอยากแสดงให้นับสองเห็นว่าเขาเข้ากันได้กับผมก็ได้! ผมยินดีเล่นด้วย

                ทำหน้าพออกพอใจแล้วหันไปตำหนินับสอง “ดูพี่เขาเป็นตัวอย่างสิ ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี!

                “ผมถือคติด้านได้อายอด!

                ผมมองนับสองกับคุณพ่อตาตอบโต้หยอกล้อด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเข้าผสมโรงเป็นบางครั้งมันดูเป็นภาพครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ ยิ่งรอยยิ้มที่เจิดจ้าของนับสองที่ดูดีใจมากที่ผมกับคุณพ่อตาเข้าขากันได้ดีมากเท่าไหร่ใจของผมก็ยิ่งเหน็บหนาว

                ...ยิ้มเหยียดบางๆ ขณะที่กำลังแกะเปลือกกุ้งให้นับสอง ผมเห็นแก้มขาวเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างน่ารักท่าทางไม่มีอะไรเดือดเนื้อร้อนใจแล้วก็รู้สึกในอกอ่อนระทวยเป็นเนยเหลว

                หลังจากนั้นแววตาของผมก็ยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้า...

 

                แค่คนคนนี้... ไม่ว่ายังไงต้องเหนื่อยสักแค่ไหน

                ผมจะไม่มีวันปล่อยมือเด็ดขาด


------


ใช้เวลาไปกับมื้อค่ำเพียงแค่ชั่วโมงกว่าๆ คุณพ่อตาก็ขอตัวกลับก่อน ผมกับนับสองไม่ได้ลงไปส่งข้างล่างเพราะเจ้าเด็กตะกละมันยังไม่อิ่ม แล้วพ่อผู้รักเอาใจลูกคนนี้เว่อร์ๆ ก็ไม่ถือสาหาความบอกให้กินเยอะๆ อีก

                ผมมองแผ่นหลังแข็งแรงกว้างใหญ่ของชายวันกลางที่ลับสายตาไปแล้วก็รู้สึกหายใจได้คล่องคอขึ้นมาบ้าง เหล่มองไปทางนับสองก็เห็นน้องกำลังเคี้ยวเนื้อวากิวอย่างเอร็ดอร่อย

                “ท่าทางสบายใจเหลือเกินนะ” เอ่ยแซวยิ้มๆ แล้วนั่งเท้าคางมองนับสองกิน

                นับสองเคี้ยวๆ กลืนลงคอแล้วเลิกคิ้ว “แด๊ดชอบพี่ขนาดนี้จะไม่ให้ผมสบายใจได้ไง”

                ผมรู้สึกปากตากระตุกไปเลยจริงๆ... จะว่าน้องโง่ที่ตามไม่ทันพ่อตัวเองก็แรงไป

                แค่เด็กผมเป็นคนซื่อๆ ครับ

                ซื่อบื้อ!

                แต่นั่นก็พ่อเขาจะไปยุแยงบอกด้านมืดให้ลูกเขาฟังก็ไม่ใช่ ดังนั้นแล้วความลับและข้อตกลงระหว่างผมกับคุณพ่อตาก็คงต้องปิดปากเงียบเข้าไว้

                “พี่เก้าก็ไม่คิดว่าแด๊ดจะชอบพี่เก้า กังวลจนเหงื่อแตกไปหมด” ผมพูดอย่างไหลลื่นและยังคงเรียกคนคนนั้นว่าแด๊ดเพื่อให้นับสองสบายใจ

“พี่คิดมาก แด๊ดออกจะใจดี” มือเอื้อมไปหยิบแตงกวาประดับจานมากัด

ใจดีกับผีน่ะสิ!

“เจอพ่อตาไฟเขียวแบบนี้เป็นโชคดีของพี่เก้าจริงๆ” ปากว่าอย่างยิ้มๆ แต่ในใจกำลังด่ากราดสาดเสีย... ไฟเขียวบ้าอะไร เขียวแค่หนึ่งจากแยกไฟแดงเป้นร้อยสิไม่ว่า!

นับสองทำหน้าไม่พอใจ “แต่เสียดาย”

“เสียดายอะไรครับ” ผมหยิบผ้าเช็ดปากมาเช็ดคราบน้ำมันตรงมุมปากของนับสองอย่างเบามือเพราะมุมปากน้องยังมีแผลช้ำอยู่

“เสียดายที่ไม่มีอุปสรรคในความรัก” นับสองเบ้ปากอย่างเซ็งๆ หันมามองผม “พี่ก็คิดเหมือนผมใช่มั้ย แบบนี้มันง่ายไป ไม่สนุกเลย!

...จะผิดมั้ยถ้าผมเอาจานฟาดหัวน้อง

ไม่มีอุปสรรคน่ะดีแล้วเว้ย!

“อุปสรรคมีแต่แค่มันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ครับ” เอ่ยกำกวมพลางใช้ปลายนิ้วจิ้มแก้มนับสองอย่างคนไม่มีอะไรทำ ผมไม่ใช่คนกินเยอะเพราะต้องควบคุมหุ่น

คนฟังหันขวับมาจ้องเขม็ง “พี่หาว่าผมเด็กเหรอ”

“อื้อ” ตบแก้มเบาๆ แล้วยิ้มอ่อย “เป็นเด็กน้อยของพี่เก้าไง”

พบคนหน้าแดงหนึ่งอัตรา

“ใครเป็นของพี่ มั่ว!

จะทบทวนอีกรอบก็ได้นะเมีย

นับสองเบือนหน้าหนีแล้วยัดเนื้อไก่อบไวน์หนีสภาพเขินอาย ผมยิ้มกริ่มมองสักพักแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลารอ มันติดเป็นนิสัยไปแล้วยากที่จะแก้แบบว่างก็หยิบงี้

ผมยกไอโฟนขึ้นถ่ายอาหารบนโต๊ะที่ยังเหลืออย่างละนิดอย่างละน้อยลงในสตอรี่ไอจี เสร็จแล้วก็เข้าไปดูกล่องอีเมล์เช็กงานดูพบว่ามีประมาณสิบอีเมล์ได้ที่ยังไม่ได้เปิดอ่านมันเพิ่งส่งเข้ามาในสองวันนี้

มีเจ็ดฉบับเป็นภาษาไทยอีกสามฉบับเป็นภาษาอังกฤษ ช่วงนี้ท่านประธานนกอินทรีย์คงว่างมากสินะถึงได้ส่งมาขนาดนี้ ในขณะที่เขาพยายามยัดงานให้ผมไม่มีเวลาอยู่กับนับสองแต่มันคือการเปิดเส้นทางสู่นายแบบนานาชาติให้ผมชัดๆ

พ่อลูกเขาควรปรึกษากันก่อนจริงๆ นะว่าจะจัดการผมยังไง...

อันที่จริงแล้วงานของผมจะมีคิวรับดูแลให้โดยตรงคัดเลือกงานดีๆ จัดเวลาไม่ให้ผมเหนื่อยเกินไปแต่พอตั้งแต่ประธานพญาฟีนิกซ์รู้เห็นเรื่องผมกับนับสองก็ดึงงานนั้นนี่มาให้

เขาเป็นคนฉลาดที่ยัดงานให้ผมจนไม่มีเวลาและเขาก็ทำเงินให้บริษัทได้เพิ่มขึ้นอีก ทำไมผมถึงรู้สึกว่าบ้านนับสองแม่งตอแหลกันทั้งบ้านเลย

ท่าทางอารมณ์ดีแต่ร้ายลึกทั้งนั้น

เว้นนับสองไว้นะครับ

น้องไม่ร้าย แค่น้องแรด

ไม่ได้สิเก้า เราจะโมโหพ่อแล้วไปลงที่ลูกไม่ได้ พยายามใช้เหตุผลสยบความไม่พึงพอใจในอกแล้วไล่เปิดอ่านอีเมล์งานใหม่ๆ มีสองงานที่รับไม่ได้เพราะต้องถ่ายเปลือยแผ่นหลังซึ่งตอนนี้หลังของผมก็มีแต่รอยข่วนของนับสอง

เอาแผ่นหลังแบบนี้ไปถ่ายแบบคงยี่สิบบวกเกินไป ไม่ดีต่อเยาวชนเท่าไหร่

ส่วนงานของต่างประเทศเป็นที่ญี่ปุ่นและเกาหลีอีกหนึ่งเดือนไม่มีปัญหา ผมเปิดเมล์ฉบับสุดท้ายพบว่าเป็นงานถ่ายเอ็มวีก็ค่อนข้างตกใจอยู่เพราะผมไม่เคยถ่ายมาก่อนเลยตื่นเต้นกระตือรือร้นขึ้นมาหน่อยแถมยังเป็นนักร้องที่ชื่นชอบด้วย นัยน์ตาคมกริบกวาดสายตาอ่านรายละเอียดอย่างรวดเร็วแล้วก็รู้สึกพอใจไม่ได้ยากเย็นอะไร

เพลงเกี่ยวกับความรัก

ผมมีความรักอยู่แล้วก็เข้าใจได้ง่าย

คนไม่มีความรักก็คงเข้าไม่ถึงความรู้สึก เพราะงั้นไปหาแฟนซะ

ผมเลือกงานไปแค่แปดจากนั้นก็ส่งไปให้คิวตรวจดูอีกที ตอนที่ผมอ่านครบทั้งสิบงานลดหน้าจอไอโฟนลงก็เห็นนับสองกำลังดื่มน้ำเปล่าลูบพุงป่องๆ อย่างจุกๆ

ผมว่าผมก็ไม่ได้เลี้ยงให้น้องอดยากนะ

ใครมาเห็นสภาพนี้เข้าไม่ประณามผมเหรอ

“กินของหวานอีกมั้ย” ผมถามอยากเอาใจเพราะรู้ว่าน้องชอบกินหวานล้างคาวเป็นประจำ

“ขนมเหรอ” แววตาดูมีแสงระยิบระยับขึ้นมา “งั้นไปร้านปั้นปิ้งแถวรังสิต ผมอยากกินปังปิ้ง”

ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย “ปังปิ้งหน้าคอนโดพี่เก้าก็มีนะ” จำได้ว่ามีร้านขนมหวานอยู่หน้าคอนโดเป็นร้านดังเลยนะแต่ผมยังไม่เคยเข้าไปลอง

นับสองเห็นผมแย้งก็หุบยิ้มแล้วหรี่ตามองผมอย่างไม่พอใจที่ทำเอาแผนหลังผมเย็นวาบขึ้นมาดื้อๆ

“ผมจะกินปังปิ้งที่รังสิต” เอ่ยช้าๆ ด้วยน้ำเสียงต่ำไหนจะดวงตาที่หรี่มองอย่างกดดัน

เดี๋ยวสิ ไอ้ความรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ นี่มันอะไร

“รังสิตมันไกลอยู่...” จากตรงนี้ไปก็ไกลแล้วยังอ้อมคอนโดผมอีก

“จะไปไม่ไป” น้องตัดบทด้วยคำถามเด็ดขาด

ผมอ้าปากพะงาบๆ แล้วจะแนะนำร้านใหม่ก็เห็นสีหน้าบึ้งตึงของน้องจึงต้องยิ้มอ่อนแล้วตอบรับ “ปังปิ้งที่รังสิตก็รังสิตครับ”

แค่นั้นก็เหมือนได้รับอภัยโทษเลยพอให้คำตอบที่พึงพอใจไปแล้วรอยยิ้มกริ่มก็ฉาบบนใบหน้าของนับสอง ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันที่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่ควรไปขัดใจนับสอง

นี่ผมเป็นอะไรไปเนี่ย

“งั้นไปกัน” เหมือนน้องจะเดินได้คล่องขึ้นแล้วลุกพรวดคว้าแขนผมแล้วเดินออกจากห้องอาหาร มื้อนี้แด๊ดเขาจ่ายให้เรียบร้อยแล้ว

หลุบตามองมือของนับสองที่กำลังจับข้อมือผมแน่นแล้วก็ยิ้มโง่ๆ ออกมาอยู่นานก่อนจะกลับเป็นสีหน้าปกติ...

“นี่พี่เก้า” เสียงแหบดังขึ้น

ผมมองถนนข้างหน้าปากก็ตอบรับ “ว่าไงครับ”

“ผมจะมีโอกาสได้เจอพ่อพี่บ้างปะ” น้ำเสียงฟังดูคาดหวังไม่น้อยสายตาเลื่อนไปสบตานับสองเล็กน้อยก็เห็นน้องจ้องผมอย่างลุ้นๆ ท่าทีดูน่าเอ็นดู

ผมพยักหน้า “แต่คงอีกสักพักเพราะพ่อของพี่ทำงานอยู่ที่จีน” ใช่แล้ว พ่อของผมดูแลงานอยู่ในต่างประเทศนานๆ ทีถึงจะกลับ “เขากลับทุกๆ สามเดือน เดือนหน้าก็มาแล้วถ้าไม่มีปัญหาอะไรนะ”

นับสองดูผิดหวังเล็กน้อยแต่เห็นว่าผมไม่ได้ปฏิเสธก็ยิ้มเต็มใบหน้าเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกขมปร่าในอกขึ้นมา... ไม่ว่ายังไงนับสองก็ยังคงไม่มั่นใจในความรู้สึกของผม

ช่างเถอะ เป็นผมเองที่ยังจัดการตัวเองไม่เรียบร้อย

ตลอดทางไปร้านปั้นปิ้งที่รังสิตมีแต่ความเงียบตอนแรกผมก็ตกใจที่เด็กช่างจ้อไม่ยอมพูดแต่พอหันไปเห็นว่าผล็อยหลับไปแล้วจึงลดเสียงเพลงในวิทยุลงแล้วปรับแอร์ให้ไม่หนาวเกินไป

ผมมาถึงร้านปั้นปังแล้วก็เห็นนับสองยังไม่ตื่นก็ไม่รู้จะทำยังไงดี อยากให้น้องพักก็อยาก แต่ถ้าตื่นมาไม่ได้กินปังปิ้งก็คงโมโหโกรธผมแน่ เลยตัดสินใจที่จะลงไปซื้อปังปิ้งเอากลับไปกินที่คอนโดแล้วกัน

ร้านปั้นปิ้งเป็นร้านขนมหวานที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงมีคนเข้าออกร้านตลอดส่วนมากก็เป็นนักศึกษา ตอนที่ผมเข้าร้านไปก็มีสาวๆ มองไม่น้อย ผมยิ้มตอบพวกเธอไปอย่างเคยชินก่อนจะเลือกสั่งขนม

กวาดสายตามองดูรายชื่อหน้าของปังปิ้งที่มีเกือบยี่สิบอย่างอย่างตื่นตระหนก หน้าอะไรมันจะเยอะแยะขนาดนี้ครับ มองภาพปังปิ้งหน้าต่างๆ ที่ดูน่าทานแล้วก็ยิ่งเลือกไม่ถูก

ใช้เวลาอยู่นานคัดเฉพาะที่คิดว่าน้องชอบออกมาประมาณเจ็ดแปดหน้าแล้วก็ไปสั่งที่เคาน์เตอร์ จากนั้นก็กลับมานั่งรอที่โต๊ะตัวเดียวแต่ต้องแปลกใจเมื่อมีคนมานั่งที่โต๊ะของผม

คนคนนั้นนั่งเท้าคางมองผมนิ่งๆ มีรอยยิ้มสุภาพประดับหน้าที่ทำให้ผมรู้สึกคันเท้าขึ้นมา...

“มาได้ยังไง” ผมถามคนไร้มารยาทมาแย่งโต๊ะคนอื่นและทรุดตัวนั่งลงในเก้าอี้ตรงข้าม

“มาซื้อขนมให้พี่ลม” ตอบตามตรงพร้อมรอยยิ้มบางๆ “บังเอิญจังเลย”

เลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยแต่มันก็บังเอิญจริงๆ นั้นแหละ “แล้วทำไมต้องมาซื้อให้มัน” เหอะ ผมเกลียดไอ้ลมจริงๆ นะ คราวก่อนที่ผมโทรหามันเรื่องนับสองกับคลาวด์มันก็จงใจไม่ยอมรับสายของผมจนผมสติแตก

“พี่เขาบ่นอยากกินขนมปังอร่อยๆ ผมนึกถึงร้านนี้เลยมา” น้องตอบตาใสแล้วจ้องหน้าผม “แล้วพี่...มาซื้อขนมให้ใคร”

“คิดว่าใครล่ะ”

พลันบรรยากาศสบายๆ ก็มีความกดดันแทรกเข้ามาปกคลุม ผมเงยหน้าสบตาอีกฝ่ายนิ่งๆ ไม่พูดอะไรแต่ก็ไม่ปล่อยให้น้องกดดันอยู่ฝ่ายเดียว

“พี่ควรจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยวุ่นวายกับนับสอง” ไต้ฝุ่นเอ่ยเสียงต่ำขมวดคิ้ว “ถึงจะยังไม่ได้สนิทกับนับสองมากนักแต่นับสองก็เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของผม”

“พี่ก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้รึเปล่า”

ผมสวนกลับไปอย่างอัดอั้นแววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกเกรี้ยวกราดจนไต้ฝุ่นสะดุ้งและตกใจหน่อยๆ ก่อนจะกลับคืนสู่ความเยือกเย็น

ทุกคนเอาแต่พูดว่าเพราะผมใจร้อน

ไม่รอให้อะไรเรียบร้อย

แล้วมีใครแคร์ความรู้สึกผมบ้าง

อดทนและรอ

แล้วมีใครบอกผมได้บ้างว่าเรื่องมันจะจบเมื่อไหร่

“...ถึงนับสองเข้าหาพี่ก่อน” ไต้ฝุ่นไม่ยอมสบตาผมเพราะสีหน้าผมมันคงแย่เอามากๆ “แต่พี่ก็ควรถอยออกไปก่อนหรือไม่ก็รุ่นพี่รุ่นน้องธรรมดาไปก่อน”

ผมยิ้มขม “อยู่ต่อหน้าคนที่รักจะมีสักกี่คนที่จะทนไม่ยอมทำอะไร” ใช้แววตาเย้ยหยันมองญาติสนิทตรงหน้า “อย่ามาสั่งสอน ถ้ายังไม่รู้จักว่าอะไรสำคัญ”

“ความปลอดภัยของคนรักไม่ใช่เรื่องสำคัญรึไง” ความเย็นชาไม่แพ้กันตอบโต้ใส่ บอกผมทีว่าไอ้เด็กตรงหน้ามันอายุแค่สิบเก้า “ความรักแล้วยังไง รักแล้วดูแลไม่ได้ก็ไม่ควรมี”

                คล้ายหัวใจถูกบีบขยี้อย่างรุนแรงจนหายใจไม่ออก ผมเม้มปากเล็กน้อยก่อนยิ้มเหยียดมองไต้ฝุ่นด้วยแววตาเฉยชาและล่องลอยแต่น้ำเสียงกลับเหยียดหยามถึงที่สุด “เด็กที่ต้องอยู่ใต้ปีกฉันมาตลอดแบบนาย ยังกล้าที่จะสั่งสอนฉันอีกเหรอ”

                สีหน้าของไต้ฝุ่นแข็งทื่อไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยแผ่ว “ผมขอโทษ”

                ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโบกมือไม่สนใจแล้วมองไปทางอื่น “บางทีอยู่สบายเกินไปก็มักหลงลืมว่าใครต้องเป็นคนรับเคราะห์แทน”

                ยิ่งท่าทีของผมเย็นชามากเท่าไหร่สีหน้าของไต้ฝุ่นก็ยิ่งหม่นหมอง ก็สมควรที่เขาต้องละอายใจต่อผม ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็เป็นผมที่รับไว้หมด ไต้ฝุ่นหลบอยู่ใต้เงาของผมมาตลอดเช่นเดียวกันกับไนน์

                “ผมขอโทษที่ลืมตัว” ไต้ฝุ่นก้มหน้าต่ำลงแต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์ผมดีขึ้นนักยิ่งไม่ชอบใจมากกว่าเดิมที่น้องมาก้มหัวให้แบบนี้

                เอ่ยสั่งสอนเสียงเย็น “ทายาททีสโตนไม่ควรที่จะก้มหัวให้ใครง่ายๆ ญาติพี่น้องก็ไม่สมควร”

                “ตอนนี้พี่ต่างหาก...” ไต้ฝุ่นปฏิเสธ “พี่ก็เป็นทายาททีสโตน”

                “เราต่างรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร” ผมพูดตามความจริง “ไม่ต้องมาปลอบใจ ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” อย่ามาทำเหมือนผมอ่อนแอขนาดที่ต้องมารับฟังคำปลอบโยนจากเด็กที่ยังไม่เคยเจอโลกที่แท้จริง

                ทายาททีสโตน...

                ตำแหน่งที่ถูกหมายหัวทุกทาง

                คิดว่าผมอยากจะกอดมันไว้รึไง

                “...ผมจะพยายามมากกว่านี้” ประกายสังหารเต็มแน่นในดวงตาของไต้ฝุ่นแต่เพียงครู่เดียวก็จางหายไป

                เคาะนิ้วลงบนโต๊ะอย่างเป็นจังหวะ “ถ้าจะพยายามจริงๆ ไปเรียนรู้จากเปรม” กล่าวถึงลูกพี่ลูกน้องบุญธรรมหรือพี่ชายบุญธรรมของไต้ฝุ่น

                เมื่อพูดถึงคนคนนั้นแววตาของไต้ฝุ่นก็วูบไหวไปมาอย่างคาดไม่ถึงก่อนจะพยักหน้ารับคำ ถ้างานที่เปรมมันทำเป็นงานสบายๆ ชิวๆ ชิลๆ จับปากกาเปิดแฟ้มเซ็นเอกสารแบบอ๋อง ไต้ฝุ่นคงไม่เผยสีหน้าลำบากใจออกมา

                “ยังไม่ต้องรีบก็ได้ เด็กอย่างนายก็เรียนไปก่อน” ทำเป็นไม่ใส่ใจแต่คิดว่าคำพูดผมคงไปกระตุ้นอะไรบ้าง คนบางจำพวกมีหน้าที่ที่ต้องแบกรับไม่สามารถเที่ยวเล่นได้อย่างคนปกติ

                ผู้ชายเวลาถูกสบประมาทก็ไม่มีใครพอใจทั้งนั้นแน่นอนว่าไต้ฝุ่นก็เช่นกัน ผมลุกขึ้นเพื่อไปรับปังปิ้งก็เดินไปตบไหล่ไต้ฝุ่นเบาๆ...

                “โตได้แล้ว ไต้ฝุ่น”

                “!!” ร่างกายของน้องเขาสั่นขึ้นมาเล็กน้อยแล้วก็ไม่ปริปากพูดอะไร

                ผมเตรียมจะเดินจากไปแต่ก็นึกอีกเรื่องได้ “บอกหน่วยไอทีด้วย เพิ่มการป้องกันฐานข้อมูลให้ดีกว่านี้โดยเฉาพะของฉัน”

                “ครับ” สายตาคมกริบหันมาแทบจะแทงร่างผมทันทีที่พูดประโยคเมื่อกี้ ความหมายของประโยคก็ชัดเจนว่ามีคนเจาะระบบฐานข้อมูลของพวกเราได้แล้ว ถ้าผมจำไม่ผิดคนที่เขียนโปรแกรมป้องกันขึ้นมาก็เป็นไต้ฝุ่น...

                เห็นท่าทีโมโหของไต้ฝุ่นแล้วก็รู้สึกเบิกบานขึ้น... ผมก้าวเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อรับขนมปังปิ้งของนับสองแต่ก็มีคำถามหนึ่งดังตามหลังมา

                “ถ้าเลือกเกิดได้ พี่คงอยากเป็นแค่คนธรรมดาใช่มั้ย”

เป็นคนธรรมดาน่าขำจะตาย ผมไม่ได้เดินอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์นะ   ผมหันไปมองหน้าไต้ฝุ่นด้วยแววตาไร้คลื่นแล้วส่ายหัวอย่างหมดความเชื่อมั่น

                บางที...ผมควรคิดเรื่องการแย่งตำแหน่งประธานทีสโตน...

 

                “ฉันไม่ใช่พวกหมาขี้แพ้แบบนาย ไต้ฝุ่น”

 


----



ไม่หันหลังกลับไปมองอีก ผมไปยืนหน้าเคาน์เตอร์รับถุงปังปิ้งนับแปดถุงมาถือเต็มไม้เต็มมือ แววตาเย็นชาคลายความหนาวเย็นของมันลงบ้างแล้วยามมองถุงขนมหวานในอุ้งมือ

                ก่อนจะออกจากร้านมีสาวๆ ขอเซลฟี่ก็ถ่ายด้วยสองสามนาทีจากนั้นก็เร่งเท้าเดินไปที่รถของตัวเองเอาขนมไปวางไว้ที่เบาะหลังดีๆ ไม่ให้ซ้อนทับหรือเกยกันเพราะเกรงว่าหน้าจะเละแล้วไม่น่าทาน

                กลับมานั่งที่ประจำคนขับหันไปมองนับสองก็เห็นว่าน้องยังหลับปุ๋ยอยู่ก็ยื่นมือไปบีบแก้มแรงๆ อย่างหมั่นเขี้ยว แต่น้องก็ยังนิ่ง...

                บางทีผมก็ชักสงสัยแล้วว่าทำไมนับสองถึงได้หลับลึกขนาดนี้ หลับหรือซ้อมตายกันแน่นะ

                คิดจะปลุกแต่ก็เห็นว่าอีกใกล้กว่าจะถึงคอนโดเลยปล่อยให้น้องนอนต่อไปไว้ถึงคอนโดค่อยปลุก ขับรถออกมาได้ระยะหนึ่งก็มีโทรศัพท์เข้า ผมหยิบบลูทูธขึ้นมาใส่ที่หูแล้วกดรับ

                “สวัสดีครับ” ผมไม่ได้ดูว่าใครโทรมา

                (...อาเองนะเก้า) รู้สึกลำคอตีบตันเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงจากปลายสาย มันทั้งทรงอำนาจและเย็นชาแต่ก็มีความเอ็นดูหลายส่วน

                “อาเมฆจะตำหนิผมเหรอ” ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกลอกตามองบนเล็กน้อย ทำไมเรื่องมันไปถึงหูไวขนาดนี้นะไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีคนแฝงตัวตามประกบไต้ฝุ่นอยู่ตลอดเวลา

                เสียงหัวเราะเบาๆ ดังลอดมา (อาจะตำหนิทำไม เป็นลูกชายอาที่ไม่ได้เรื่องเอง)

                คงไม่ต้องให้พูดมากนักว่าปลายสายคือใคร... เมฆา...ประธานบริษัททีสโตนกรุ๊ปคนปัจจุบัน พ่อของไต้ฝุ่นและเป็นน้องชายของพ่อผมเอง ถามว่าทำไมพ่อผมผู้เป็นพี่ชายกลับไม่ได้ตำแหน่งประธานก็เพราะคนที่สร้างอาณาจักรทีสโตนขึ้นมาก็คืออาเมฆ

                “เขาไม่ได้เรื่อง ผมก็คงไม่เอาไหนแล้วครับ” ยิ้มประชดไป

                (เธอจะเอาเรื่องที่ตัวเองไม่ถนัดไปเปรียบเทียบกับคนอื่นทำไม) ผู้ใหญ่ว่าอย่างสั่งสอน (เธอสู้อ๋องในเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจไม่ได้แต่เรื่องการปกครองรากฐานของบริษัทอ๋องก็สู้เธอไม่ได้)

                “อาชมเกินไปแล้วครับ” ความรู้สึกในนัยน์ตาอ่อนลงไปหลายส่วน ถ้าเขาไม่พูดถึงผมคงลืมไปแล้วเหมือนกัน

                (ทีสโตนมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะเธอด้วยนะ)

                “เพราะทีสโตนมีผู้นำที่แข็งแกร่งแบบอามากกว่า” แบ่งรับแบ่งสู้อย่างถ่อมตัว

                (ฮ่าๆๆ คุยกับเธอแล้วสบายใจกว่าไต้ฝุ่นเยอะเลยจริงๆ) เสียงหัวเราะอย่างเปิดเผยที่จริงใจ

                “อาแค่ต้องให้คนสอนเรื่องการพูดเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว”

                ขืนยังปล่อยให้พูดจาแบบนี้ต่อไปคงได้ตายไวขึ้น หากถามว่าคนแบบไหนที่จะอยู่รอดได้นานคงไม่พ้นแด๊ดของนับสอง... ถ้าไม่ฉลาดจริงคือแปลคำพูดแด๊ดนับสองไม่ออกเลยนะ

                (อยู่กับเปรมมากไปเลยติดนิสัยมาล่ะมั้ง) บ่นงึมงำเบา

                “ผมบอกน้องไปว่าให้ลงปฏิบัติงานจริงได้แล้ว”

                ปลายสายเงียบ (อาคิดว่าร่างกายเขาก็น่าจะพร้อมแล้ว)

                ขนตากระพือถี่เพื่อปกปิดความหม่นหมองในดวงตา “ตอนนี้เขาจะยี่สิบแล้วแต่อายังแค่ให้เขาไปจับงานในบ่อน แถมยังเป็นบ่อนในไทยที่แทบไม่มีอะไร ผมว่ามันไม่ใช่”

                “ผมตอนสิบสอง อาก็โยนผมไปในเรียนรู้งานในคาสิโนที่มาเก๊าแล้วนะ สิบสามผมกับคิวเข้าฝึกในหน่วยรบพิเศษ” ใช่... นี่คือความแตกต่างระหว่างผมกับไต้ฝุ่น ความต่างที่เยอะเกินไป “แล้วยังตอน...”

                (อย่าลืมว่าไต้ฝุ่นมีปัญหาอะไร...)

                น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมลอดไรฟันที่ผมให้หัวใจผมเกือบหยุดเต้น ใบหน้าตกตะลึงจนซีดไปหมด กลิ่นอายกดดันจากน้ำเสียงต่ำๆ ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกหวาดกลัวตอนที่ถูกปืนจ่อหัวครั้งแรก...

                อารมณ์พุ่งพล่านถูกสาดน้ำเย็นใส่อย่างหนักจนผมไม่กล้าจะพูดอะไรต่อแล้ว..

                “ขอโทษครับอา” กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “วันนี้ผมเจอมาหลายเรื่อง ขอโทษที่พูดจาเลอะเลือน” มือที่กำพวงมาลัยรถบีบเกร็งจนข้อนิ้วขาวซีด

                (ช่างเถอะ...)

                “...” หายใจอย่างระมัดระวัง

                (ถ้าน้องทำอะไรผิดก็สั่งสอนไปได้เต็มที่... มีอะไรก็ช่วยๆ สอนๆ ไปด้วย นิสัยไต้ฝุ่นยังต้องขัดเกลาอีกเยอะ พวกเธอช่วยอดทนอีกหน่อย) น้ำเสียงฟังดูขรึมเคร่งยามพูดถึงลูกชาย ต้องบอกว่าอาเมฆเข้มงวดกับไต้ฝุ่นมากจริงๆ แต่นิสัยของไต้ฝุ่นก็ติดจากอาสะใภ้มากกว่า ผมจำแม่ของไต้ฝุ่นไม่ได้แล้วเพราะเธอจากไปตั้งแต่พวกเรายังเล็กๆ รู้เพียงว่าอาสะใภ้ทำขนมอร่อยและใจดีเหมือนนางฟ้า

                “อย่างไต้ฝุ่นยังต้องให้สอนอีกเหรอครับ” อดไม่ได้ที่จะกลั้วหัวเราะขำๆ จะให้ไปสอนจระเข้ว่ายน้ำรึไงกัน

                (เรื่องอาวุธไม่มีใครเทียบเธอได้) เขายังดึงดัน

                “ผมไม่ได้ฝึกอาวุธมานานแล้ว” มันห่างมือผมมานานแล้วจริงๆ ตั้งแต่เป็นนายแบบอยู่ในวงการก็ไม่ได้แตะอีก

                เขาเงียบไปก่อนแล้วก็โพล่งขึ้น (เรื่องที่เธอขอไว้...อาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่มันแค่ต้องใช้เวลาสักหน่อยผลกระทบของเรามันเป็นวงกว้าง ใจร้อนไม่ได้) เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาส่วนผมก็เลิกคิ้วขึ้นไม่คิดว่าเขาจะยกเรื่องนี้มาต่อรอง (เก้าต้องเข้าใจว่าตอนนั้นอาอยู่ที่รัสเซีย อาไม่ได้ทอดทิ้งเก้า)

                ริมฝีปากของผมปริแตกจนเลือดไหลซึมออกมา คลื่นความรู้สึกอบอุ่นไหลเข้ามาไล่ความเย็นชาในหัวใจแต่ไม่นานก็กลับมาเป็นดั่งเดิม จะช่วยผมยังต้องมีข้อต่อรองอีกเหรอ... แต่ผมก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่เป็นต่อขนาดนั้น ถ้าเขาสัญญาว่าจะลงมือเองยังไงก็ต้องทำอย่างถึงที่สุด

                อาเมฆเขาไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ได้ยินว่าตอนนี้กำลังมีปัญหาในเม็กซิโก

พ่นลมหายใจเบาๆ ค่อยพูดตอบ “ถ้าผมว่าง ผมจะสอนให้”

                (เรื่องที่อ๋องกำลังคิดจะเอาอำนาจเจ้าสัวชานินทร์มาหนุนก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมมาก เรื่องก็จะง่ายขึ้น) อาเมฆพูดถึงเรื่องที่พวกเรากำลังวางแผนขึ้นมาชื่นชม (ก็ต้องเจรจากันสักระยะหนึ่ง)

                “ครับ ตรงนี้ผมเข้าใจ” อดนึกถึงวีรกรรมที่ทีสโตนเคยไปทำกับเจ้าสัวชานินทร์ไว้หลายปีก่อนแล้วอยากจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก

                ไปแย่งลูกค้าเขาแล้วตอนนี้กลับต้องคลานเข่าไปพึ่งบารมีเขา

                (เด็กที่ชื่อชายา... อาไม่ค่อยอยากยุ่งด้วยเท่าไร) อาเมฆว่าอย่างสับสน (ถึงอาจะทำชั่วมาเยอะแต่กับเด็ก สตรี คนพิการก็...ไม่นะ ชายาก็ ก็ไม่ปกติ เก้ารู้ใช่มั้ย)

                ผมเข้าใจความลำบากใจของทุกคนดีที่ไม่มีใครกล้าจะลงมือกับชายาจริงๆ จังๆ

                “อ๋องบอกว่าให้ใช้ไม้อ่อน”

                (อาก็คิดแบบนั้น) รีบส่งเสริม (แล้วอาก็ได้ยินเรื่องคนรักของเธอด้วยนะ) น้ำเสียงฟังดูเคร่งเครียดไม่น้อย (มีคนรักแล้วจริงๆ เหรอเก้า)

                สีหน้าผมยิ่งเพิ่มความระมัดระวัง “มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”

                (...ไม่มีหรอก) เงียบไปอึดใจหนึ่งแล้วก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้นิ่งเฉย (ว่างๆ ก็พากลับมาบ้านสักหน่อยนะ อาอยากเห็นหน้า)

                “ได้ครับ” ผมรู้สึกรู้ว่ามีอะไรแปลกๆ แต่ไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน

                ผมครางรับในลำคอแล้วกล่าวต่ออีกสามสี่คำจากนั้นก็ตัดสายไป ผินหน้าไปมองนับสองที่หลับไม่รู้เรื่องแล้วก็อิจฉา หลับสบายไปแล้วตัวแสบเอ๊ย!

                “เป็นพี่เก้านี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ นะนับสอง”

เสียงเหล่านั้นเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยินมันไม่ต่างจากเสียงกระซิบแผ่ว ส่ายหน้าไปมาแล้วเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น... หากเป็นเมื่อก่อนการขับรถกลางคืนที่มืดสงบจนอ้างว้างคงแย่ไม่น้อย แต่เมื่อมีคนเพิ่มเข้ามาข้างๆ แบบนี้คืนที่มันอ้างว้างก็จบลง

คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างรวดเร็วเมื่อรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง... มองซ้ายมองขวาก็ว่างเปล่า ส่วนนับสองก็นอนคอพับคออ่อนลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าหลับสนิท

...ผมคงคิดระแวงมากไปจนวิตกจริต

ไม่พบความผิดปกติก็หันกลับไปตั้งใจขับรถ วินาทีที่ผมละสายตาไปนั้นทำให้ไม่ทันเห็น...

 

แววตากระจ่างใสไร้แววความง่วงงุนก็ลืมขึ้น... ไม่นานก็ปิดลง

 

ไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่า...ใครอีกคน

ตื่นอยู่ตลอดเวลา

 

-------------


 

[นับสอง]

 


                “เสด็จมาเรียนได้แล้วเหรอครับเพื่อน”

                ไม่ต้องหันไปตามเสียงกระแหนะกระแหนก็รู้ว่าออกมาจากปากของเหี้ยมาร์คเพื่อนรักเพื่อนเลิฟที่นานๆ จะเห็นหน้าเห็นตา ข้างๆ มันก็ดูเหมือนว่าจะเป็นแฟนสาว เอ๊ะ หรือยังไม่ใช่ก็ไม่รู้นั่งอยู่ด้วย

                “แล้วทำไมกูจะไม่มาเรียน”

                เออ กูก็จ่ายค่าเทอมมั้ยอะ

                พ่อแม่ส่งให้มาเรียนนะ ต้องทำตัวดีๆ สิ!

                ผมทิ้งตัวลงข้างๆ กับไวท์ที่กำลังเล่นพีเอสพีอยู่ ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงกว่าๆ ได้ ผมมีเรียนสิบโมงแต่ว่าพี่เก้ามีเรียนเก้าโมงเลยต้องออกมาพร้อมกัน ตอนแรกพี่เก้าก็ยืนกรานไม่ยอมให้ผมมาเรียนจะให้นอนพักอีกวัน

                คือพี่มึงครับ

                กูแค่โดนเอา

                ไม่ใช่กำลังจะตาย! ไม่ต้องดูแลขนาดนี้ก็ได้

แบบไม่ได้อยากอวดอะไรมากนะ แต่ก็ขออวดหน่อย

                แต่พี่เก้าดูแลผมดีมาก ดีเว่อร์ๆ ดีที่สุด

                อิจฉากันต่อไปนะ

                “จินบอกว่ามึงกำลังย้ายไปอยู่ห้องพี่เก้า?” ไวท์กดหยุดเกมก่อนจะหันมาเสือกเรื่องของผมอย่างสนใจ “ทำไมจู่ๆ ถึงไปอยู่ปุบปับแบบนี้อะ”

                ก็ไม่มีอะไรมาก

                เป็นเมียเขาก็ต้องอยู่ห้องเขารึเปล่า

                ไม่มีแฟนก็อยู่คนเดียวไปก่อนนะน้องไวท์

                ผมเท้าคางแล้วมองสบตาไวท์ “ทำไม? หึงเค้าเหรอตัวเอง” ยื่นมือจะไปเกาคางเพื่อนตัวเล็กก็ถูกมันตีมือใส่

                “อย่ามานอกเรื่อง!” ใบหน้าเล็กถลึงมองผม “แล้วไปอยู่ห้องพี่เขา เขาได้พูดอะไรรึเปล่า ไปอยู่ฐานะอะไร สถานะอะ” ที่แท้มันก็ยังกังวลเรื่องนี้อยู่

                แต่เรื่องอะไรที่ผมจะพูดไปเล่าว่าโดนเสียบมา ไม่มีทาง! “พูด”

                ไวท์ตาเป็นประกายแล้วขยับมาใกล้ผมโดยไม่รู้ตัว รวมถึงไอ้มาร์คที่ละความสนใจจากแฟนสาวมาจ้องผม โอ้โห ถ้าพวกมึงจะเสือกกันขนาดนี้นะ

                คลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วโน้มหน้าต่ำไปกลางโต๊ะ เพื่อนสองคนก็โน้มลงมาตามสีหน้ากระหายใคร่รู้จนหน้าขำ

                “พี่เก้าบอกว่า...”

                พวกมันกลั้นหายใจแล้วทำหน้าลุ้นระทึก

                “บอกว่า...”

                 “...ว่า” กลืนน้ำลายกันดังอึก

                “ไม่ใช่เรื่องของพวกมึง ไม่เสือกครับ!!

                ผมตะโกนใส่หูพวกมันไปอย่างอารมณ์ดีส่วนพวกมันก็หลบไม่ทันสีหน้าจึงเหยเกปวดแก้วหูกันเลยทีเดียว จากนั้นผมก็ได้รับฝ่ามือพวกมันฟาดใส่หัวไม่หยุด แขนก็ถูกไวท์ตีจนแสบไปหมดแล้ว

                “พอแล้วๆ เดี๋ยวเพื่อนก็ตายพอดี” เสียงหวานเอ่ยห้ามทัพพร้อมกับช่วยดึงไอ้มาร์คออก ผมจึงรวบมือไอ้ไวท์ได้สำเร็จ ไอ้เพื่อนตัวเล็กตอนนี้จึงดิ้นอยู่ในอ้อมกอดผมด้วยสีหน้าบึ้งตึง

                ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้พูดห้ามผมก็คงไม่ได้ให้ความสนใจ แต่พอเธอพูดขึ้นก็เลยต้องหันไปมองสักหน่อย อนาคตว่าที่แฟนเพื่อนนี่ครับ ไม่ใส่ใจสักหน่อยคงดูไม่ดี

                “มึงไม่แนะนำให้กูรู้จักหน่อยเหรอ” ย่นคิ้วนิดๆ แล้วมองหน้าเธอเงียบๆ เอ๋ เหมือนเคยเจอที่ไหนหว่า คุ้นๆ นะ

                มาร์คเหมือนเพิ่งนึกได้ “เออ กูก็ลืมไปว่ามึงยังไม่เคยเจอ”

                “มึงเจอแล้วเหรอไวท์” ผมก้มมองไวท์

                ไวท์พยักหน้าแต่สีหน้าดูไม่ชอบใจนัก “สองสามครั้ง”

                พบเห็นความไม่พอใจในตาของไอ้ไวท์แล้วผมก็ไม่ได้พูดอะไรหันไปยิ้มให้ผู้หญิงคนนั้นแล้วแนะนำตัวไป เธอเองก็ยิ้มตอบแล้วบอกชื่อ

                “เราชื่อนับดาว” ยิ้มกว้างแล้วหัวเราะคิกคัก “เรียกเราดาวก็ได้ เรียกนับคงซ้ำกับนับสอง”

                ทำไมต้องเรียกหวานหยดขนาดนั้นวะ

                ความรู้สึกแปลกๆ ยิ่งแผ่ขยายในอกแต่ผมก็ไม่ได้ทำทีแปลกๆ ออกไป

                ไม่ได้ตอบอะไรไปเพียงยิ้มบางๆ ปกติแล้วผมก็ไม่มีความสนใจในตัวผู้หญิงเป็นพิเศษ อาจจะมีบ้างที่มองๆ ดูแล้วสบายตาไรงี้ นับดาวเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างมีรสนิยมเลยดูเปรี้ยวๆ น่าจะแรงอยู่เหมือนกันนะ

                “กูจำได้ว่าห้องข้างบนว่าง ไปนั่งตากแอร์รอกันมึง” พูดกับไวท์ที่ถูกผมกอดอยู่

                ไวท์หยิกแขนผมจนแทบเขียว “ก็ดี แต่มึงช่วยปล่อยกูก่อนเถอะ”

                “อร๊าย น้องไวท์หวั่นไหวเหรอคะ” ทำหน้าเสียงเจ้าเล่ห์แล้วโน้มหน้าไปชิดแก้มขาวๆ

                “กูกลัวพี่เก้าของมึงมาตามฆ่าต่างหาก”

                ว่าอย่างเย็นชาแล้วผลักหัวผมออกอย่างหมั่นไส้ ผมจิ๊ปากแล้วแลบลิ้นใส่ไวท์ก่อนจะหยิบกระเป๋าของไวท์มาถือให้ส่วนไวท์ก็มองที่มาร์คครั้งหนึ่งก่อนจะเดินนำผมขึ้นไปในตึก

                “ก.ข.ค. ไปก่อนน้า” พูดแซวๆ แล้วก็ได้รับนิ้วกลางงามๆ กลับมาเป็นรางวัล

                ผมเดินตามไวท์มาถึงห้องเรียนก็เห็นว่าในห้องมีคนอยู่สองสามกลุ่มไม่เยอะไม่น้อย ทักทายกันไปก่อนจะรีบเข้าประเด็นทันที

                “มึงไม่ชอบนับดาวเหรอไวท์” โพล่งขึ้นมาแบบไม่อ้อมค้อมทำให้ไวท์ตกใจเล็กน้อย

                มันหยิบพีเอสพีมากด “ไม่รู้สิ กูแค่ไม่ถูกชะตา”

                “อ้อ” ถ้าพูดแบบนี้ก็ไปต่อไม่ถูกเลยสิครับ “แต่กูคิดว่านับดาวไม่เหมาะกับเหี้ยมาร์คเท่าไหร่”

                คนติดเกมพยักหน้า “กูกลัวไอ้มาร์คจะเสีย”

                “ยังไง” อย่าว่าแต่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยอยู่กับเพื่อนเลย ไอ้มาร์คก็หนักพอกัน

                “มันไม่ได้กลับห้องมาหลายวันแล้ว” น้ำเสียงเจือความห่วงใย

                “ทีกูไม่กลับห้อง มึงไม่เห็นจะห่วงเลย!” ตัดพ้อบีบน้ำตา


                โลกนี้ช่างโหดร้ายนัก

                นอกจากพี่เก้าแล้วคงไม่มีใครห่วงผมหรอก กระซิก

                วิ่งไปซบอกพี่เก้าแป๊บ


                ดวงตาเรียวไม่ละจากเกมในมือแต่ก็สะท้อนแววความเอือมระอา “มึงท้องไม่ได้จบนะ ต่อให้มึงเสียตัวไปสิบรอบมึงก็ท้องไม่ได้”

                “...” เย็นชากว่านี้มีอีกมั้ย!

                แต่สิ่งที่ไวท์กำลังสื่อเป็นนัยก็คือนับดาวเป็นผู้หญิงซึ่งถ้ามันเกิดอะไรขึ้นมาก็เสียหายหนัก แล้วเรื่องเซ็กส์มันก็เปิดกว้างมากขึ้นถ้าไอ้มาร์คพลาดก็... ก็จะแย่หน่อยๆ

                “แต่ตอนนี้ที่กูสงสัยมาก” กดหยุดเกมแล้วมองผม “เมื่อวานมึงหยุดเรียนทำไมวะ”

                ผมไม่ได้สะดุ้งตกใจเพราะเตรียมพร้อมมาแล้ว“อ้อ กูไม่สบาย มึงก็เห็นว่าร่างกายกูสามสี่วันมานี้ย่ำแย่แทบไม่ได้พัก”

                “กูก็คิดว่ามึงน่าจะเหนื่อยแหละ” ไวท์ไม่ได้สงสัยอะไรอีก


                แน่นอนสิ นี่ใครครับ

                นับสอง เจ้าของรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมสิบสมัยซ้อน

ออสก้าร์เหรอ ไม่อยากจะคุย

เพราะมันไม่มีสักอัน แฮ่!


สมควรที่จะไม่ติดใจสงสัยเพราะวันนี้ผมเดินปกติแถมคอก็กลบรอยมาอย่างดีจนไม่มีรอยอะไรให้จับผิด ข้ออ้างก็ผ่านฉลุยเพราะผมทั้งเล่นกีฬาทั้งฟัดกับหมา

จะชวนคุยต่อก็เห็นมันสนุกกับเกมเลยล้มเลิกไปแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น อ้อ เย็นนี้หลังผมซ้อมเดินเสร็จ พี่เก้าบอกว่าจะพาไปซื้อโทรศัพท์ใหม่แหละ

สวัสดิการความเมียนี่มันดีจริงๆ นะ

รู้ว่าดีแบบนี้เป็นเมียไปนานแล้ว แค่กๆ

                ไม่ใช่สิ เสือนับ! เราต้องพลิกกู้ฝ่ายรุกคืนสิ!

เมื่อคืนพี่มันก็ซื้อปังปิ้งมาเยอะมากจนผมกินไม่หมดต้องไปเรียกพี่ไนน์มาช่วยกิน โชคดีที่พี่มันกินขนมได้ไม่เหมือนพี่คิวที่แม่งด่าซะเละหาว่าฟุ่มเฟือยซื้อมากินไม่หมด

แต่ขอโทษเถอะ พอดีคนซื้อไม่ใช่ผมแต่เป็นพี่เก้า

ไอ้ที่ด่ามาทั้งหมดก็เข้าตัวน้องพี่นั้นแหละ!

เปิดโทรศัพท์ก็เหมือนเคยดูไอจีพี่เก้าดูทวิตเตอร์แล้วก็เฟซบุ๊ค มันติดเป็นนิสัยไปแล้วทุกครั้งที่หยิบโทรศัพท์ มีรูปใหม่ในไอจีเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เซลฟี่หน้าหล่อๆ คู่กับพี่ซีนในห้องเรียนแคปชั่นก็แจกอ้อยตามเดิม

 

KAO_RATKAO : ตั้งใจเรียนนะคนดี

45,148 Likes


FC_KAO : ค่ะที่รัก เราจะตั้งใจเรียนนะ

Mingming : ตั้งใจเรียนแล้วได้รางวัลอะไรมั้ยคะ

OO_Pinkky : คนบ้า เราเขินนะ!

 

เขินพ่อมึงสิ!

เขาบอกกู!

                แฟนมโนหลบไป

                แฟนตัวจริงจะเดิน!

 

ผมบ่นอุบอิบอย่างหึงหวงก่อนจะกดเลิฟให้รูปนั้นก่อนค่อยออกจากไอจีพยายามสลัดอารมณ์กรุ่นๆ ออกไป เออ เข้าใจครับว่าภาพลักษณ์พี่เก้าต้องเป็นแบบนั้นแต่มันก็หวงอยู่ดี นิ้วเข้ากูเกิ้ลแล้วค่อยๆ พิมพ์คำค้นหาหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวมาสักพักแล้ว

 

ทีสโตน กรุ๊ป

 

กวาดตามองคร่าวๆ พบว่ามีข่าวมากมายเกี่ยวกับบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ ผมใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างใช้ความคิดแล้วเลือกอ่านประวัติของทีสโตน กรุ๊ป

มีเรื่องราวพื้นฐานประมาณว่าใครก่อตั้งวันที่เท่าไหร่ครอบคลุมธุรกิจอะไรเท่านั้น ผมสะดุดที่นามสกุลของประธานคนก่อตั้งเหมือนว่าจะเป็นนามสกุลของไต้ฝุ่นกับพี่เก้า

สองคนนี้เป็นญาติกันเหรอ...

จะว่าตกใจก็ตกใจแต่พอดูหนังหน้าที่หล่อเกินใครของพวกเขาแล้วก็... เออ สมควรจะเป็นญาติกันแหละ พี่ก็หล่อน้องก็งานดี

...ขอเหมาสองได้มั้ย

                แขนไต้ฝุ่นน่ากัดน่าเคี้ยวมากเลย

                หลุดประเด็นอีกแล้ว โอ๊ย ผมพยายามตั้งสติใหม่แล้วอ่านๆ เนื้อหาข่าวดูก็พบว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของทีสโตนกรุ๊ปเป็นโรงพยาบาล โรงแรม รีสอร์ท คอนโด แล้วก็ยังมีธุรกิจในเครืออีกเป็นตะกร้า

                นั่งอ่านไปก็ครุ่นคิด... มันก็ดูปกติดีไม่มีอะไร แต่ความจริงมันใช่แน่เหรอ

                นึกถึงคำพูดในโทรศัพท์ของพี่เก้ากับใครก็ไม่รู้ในรถแล้วก็ได้แต่ยิ้มและหัวเราะ...

                ฮือ พี่เก้ามันพูดอะไรก็ไม่รู้

                ไม่เข้าใจสักนิด!

                อยากเสือกอะแม่จ๋า แต่หนูโง่เกินไป ฮือ

                อยากจะร้องไห้เพราะความอยากเสือกแต่เสือกไม่ได้ ไม่รู้จะเริ่มต้นเสือกที่ตรงไหนก่อนดี แต่อย่างน้อยผมก็พอรู้คร่าวๆ แหละว่าพี่เก้ามันไม่ธรรมดา

                มันดีมากเลยแม่

                นับตื่นเต้นสุดๆ เร้าใจมากๆ

                แบบนี้สิ ชีวิตถึงมีรสชาติ

                รสแซ่บพริกทั้งสวน คอนเฟิร์ม!

                สมุดโน้ตสำหรับเลคเชอร์ถูกผมกางออกหาหาที่ว่างเปล่าแล้วหยิบปากกาขึ้นมาเขียนคีย์เวิร์ดของเรื่องที่รู้ลงไปก่อน จากนั้นก็ไล่อ่านดูอีกรอบต้องขมวดคิ้วมองดูคำที่มันไม่น่ามีอยู่สี่ห้าคำด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ

                หยิบปากกาสีแดงมาวงรอบคำบางคำและก็ได้ออกมาเป็น...

 

                บ่อน

                ‘อาวุธ

                ‘หน่วยรบ

                คาสิโน

                มาเก๊า

 

                หรี่ตามองคำพวกนี้ก่อนจะขีดโยงไปที่คำว่า...ไม่ธรรมดา... พี่เก้าเคยบอกผมว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป และผมก็สัมผัสได้ว่าเขามีอะไรที่เหนือคนทั่วไปเยอะมาก

                อืมๆ หน้าตาเกินชาวบ้าน

                เป็นข้อที่ผมชอบที่สุดแล้ว

                อย่าเพิ่งนอกเรื่องสินับ! นี่มันเรื่องเครียดนะเว้ย! ผมกลับมาตีหน้าขรึมตั้งใจอีกครั้งแล้วลองไล่เขียนธุรกิจของทีสโตนกรุ๊ปไว้ข้างๆ

                มองรายชื่อแล้วก็อดพึมพำไม่ได้ “นี่มันผู้ทรงอิทธิในวงการธุรกิจชัดๆ”

                พอพูดออกไปแล้วก็ต้องชะงักกึก แววตาสะท้อนบางอย่างออกมาแล้วเขียนคำว่า ผู้มีอิทธิพลข้างๆ กับคำว่าไม่ธรรมดา

                แล้วเมื่ออ่านรวมสองคำนี้เข้าด้วยกันก็ตกใจ...

 

                ไม่ธรรมดาผู้มีอิทธิพล!!

 

                เอ๊ะ เหมือนจะอ่านผิด แหะๆ เอาใหม่ๆ เอาแบบตื่นเต้น คูลๆ ด้วยนะ

                ผมกระแอมไอแล้วทำเป็นขรึมหน้านิ่วคิ้วขมวดคิ้วให้อินกับความตึงเครียดบนกระดาษ... เมื่อผมอ่านสองคำนี้เข้าด้วยกันเรียบเรียงให้ดีมันจะได้คำว่า...

               

ผู้มีอิทธิพลที่ไม่ธรรมดา

 

                และเมื่อพูดถึงผู้มีอิทธิพลที่ไม่ธรรมดาแล้วก็มีคำหนึ่งโดขึ้นมาในหัวของผม ยิ่งรวมกับคำว่าบ่อน มาเก๊า คาสิโนด้วยแล้วยิ่งทำให้ผมมั่นใจมากขึ้น

                เขียนด้วยปากกาสีแดงตัวใหญ่กลางหน้ากระดาษ... ริมฝีปากเผลอเม้มเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้และยังรู้สึกพลังอำนาจของคำนี้ที่แผ่ขยายออกมากัดกินใจ

                มองมันแล้วก็รู้สึกใจสั่นๆ... อ่านคำนั้นซ้ำๆ ด้วยสมองมึนงง

 

                ...มาเฟีย...

 

                ...

                ...

                ...

 

                เฮ้ย! ผมคิดได้ด้วย

                แสดงว่าผมก็เก่งนี่หว่า!

                ไม่ต้องชมๆ คนมันเก่งครับๆ

                



---------------------

...เกือบจะดีเเล้วลูก

ปล.อย่าคาดหวังกับน้องเลย 555555555

#นับเก้ารัก


อะเเฮ่ม เตรียมพร้อมกับหนังสือ นับเก้ารัก ภาคเเรก ยังงงงงง


            ติดตามเดือนพรายกันได้เพจเเละทวิตเตอร์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12.145K ครั้ง

1,008 ความคิดเห็น

  1. #57073 n_na_nw (@n_na_nw) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 15:29
    เหมือนนับสองกำลัวแก้โจทย์สมการคณิต
    #57073
    0
  2. #54960 May Ling Pcm (@maylingpcm) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 11:22
    นับสองหนูเคยเครียดมั้ยลูก
    #54960
    0
  3. #54942 ผีขนมหยก (@yokandmom) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 11:27
    เครียดๆอยู่อ่านแล้วฮาเลย นับสองลูกกก โชว์เท่บ่อยๆก็ด้ายย
    #54942
    0
  4. #54913 kanyallapo (@kanyallapo) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 19:25
    1.อยากรู้ใครมาห้องจินตอนนับไปเจอ
    2.อยากรู้เกี่ยวกับธุรกิจของบ้านพี่เก้า
    3.ปมเยอะมากกก
    4.สนุกเกินไปแล้ววววว
    ร้ากกกกกกก
    #54913
    2
    • #54913-1 Lotsarin (@Lotsarin) (จากตอนที่ 36)
      3 เมษายน 2562 / 00:09
      ตอนไหนใครมาห้องจินอะไรตอนที่เท่าไร? ฉันอ่านข้ามหรือจำไม่ได้กันฮืออ
      #54913-1
    • #54913-2 TILLSON (@TILLSON) (จากตอนที่ 36)
      12 เมษายน 2562 / 22:27
      ใช่ๆๆ ยังไม่เฉลยเลยย ผชของน้องจิน
      #54913-2
  5. #54768 LHMxoxo. (@0990990) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 02:50
    ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่ายังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ทั้งเกี่ยวกับนัลสิบ เกี่ยวกับพี่เก้า ไม่แปลกใจที่จะมีภาค2 คุณเดือนพรายคนแต่งก็เก่งเกิ้น พล็อตเรื่องมั้นต้องซับซ้อนแน่ๆ จะติดตามต่อไปน๊าาาาา <3
    #54768
    0
  6. #54256 RollzJI (@hgnn) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 17:13

    กำลังคิดว่านับสองเป็นโรคสองบุคลิก

    #54256
    0
  7. #54105 มิคาเสะจัง (@Mikhasea) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 16:48
    ไม่ ที่สงสัยมากที่สุดคือนับสองเป็นใคร มีพื้นหลังยังไงมากกว่า
    #54105
    0
  8. วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 23:03
    ก็คือบ้านเก้าดูโหดจังวะ พี่เก้ากับไต้ฝุ่นมีอะไรขัดกันป่าวว

    พ่อนับสองควรได้ออสการ์นะ
    #54048
    0
  9. #53903 puppywang (@2543660) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 01:58
    โอ้ยยยน้องลูกกกกก 555555 ช่วยเครียดให้แม่สักสิบสิสิลูก
    #53903
    0
  10. #53534 soul_hyukjae (@soul_hyukjae) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 19:27
    ซื้อบื้ออ่ะ นับสอง
    #53534
    0
  11. #53172 smkhaphic (@smkhaphic) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 09:05
    กลัวเมียอ่ะพี่
    #53172
    0
  12. #53151 pearrysis (@pEArry1230) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 20:08
    เกลียดใต้ฝุ่นอ่ะ ชอบสะเอือกเรื่องชาวบ้าน นับสองทีหนึ่งละก็ยังมาเก้าอีก แม่จะตบให้หน้าหัน
    #53151
    0
  13. #51622 WangEn_Tuan (@WangEn_Tuan) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:52
    มาเฟียดีๆนี้เอง555555555
    #51622
    0
  14. #47432 Linhooneiei (@Linhooneiei) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 12:56
    น้องไม่ร้าย แต่น้องแรด
    ขำ 555555555555555555555
    #47432
    0
  15. #47410 RainnieTC (@rainnietc) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 17:53

    น้องเป็นเด้กซื่อๆจริงๆด้วยอ่ะ ซื่อบื้อออ น้องโว้ยยยยยยยย เอ็นดู ไม่ไหวแล้วว

    #47410
    0
  16. #45998 MINERVA09 (@morakot3014) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 23:15
    เห้อไอเราก็นึกว่าน้องจะรู้แล้วสุดท้ายคุยภาษาอื่นอีก(==")เครียดแทน
    #45998
    0
  17. #45983 golf8 (@golf8) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 17:02
    บางทีก้อเครียดกับลูกนับ ลูกเอ้ยยยเคยเครียดกะเค้าบ้างป่าว แม่ละเครียดล่วงนี้ไปละ... แล้วไง ลูกมาหักมุมตลอด อุส่าแอบนอนเผือกฟังพี่เค้าคุย.. ไม่ได้ไร.. อุส่าเจอไดอารี่พี่ แล้วไง อ่านมะออก... อิลูกนับบบบ
    #45983
    0
  18. #45547 papillxns (@papillxns) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2561 / 20:12
    น้องนับโว้ยยยยยยย ปวดหัวทุกที
    #45547
    0
  19. #45475 Scintillating (@Thelasista) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 21:53
    ว้อยยยย นับส๊องงงงงง
    #45475
    0
  20. #45070 ลิลิว (@lililoon) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 21:48

    เจ็บตรงที่ว่า อย่าคาดหวังกับน้องงงง

    บอกช้าไปนะไร้ทททท

    #45070
    0
  21. #44839 Just Right (@kae-7-) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2561 / 17:05
    นับสองอย่างเกรียน555~
    #44839
    0
  22. #42226 น่องขาหมู (@bellzatail) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 00:47
    แกทเชื่องโยง.....
    ล่าสุดเรื่องนี้ถ้าพาร์ทพี่เก้าจะแบบอึดอัดสุดไรสุดแบบจะดราม่าอ่อว่ะ!!!
    ตัดภาพมาที่!
    พาร์ทแรดหนึ่งตัวที่ชื่อนับสอง555 คือแบบ...ลู๊ก!มันไม่ใช่น้าา มันไม่ใช่!5555
    #42226
    0
  23. #41512 Zer_Cya (@Zer_Cya) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 17:20
    พี่เก้าความลับแตก
    #41512
    0
  24. #41011 97line (@mysocute) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 20:15
    นับสองเกรียนว่ะ
    #41011
    0
  25. #40627 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 02:55
    นับสอง เดี๋ยวแม่ส่งปลากับวิตามินบำรุงสมองไปให้นะลูก 5555555 ตลกน้องนับ นางร้ายจริงแหละ นางเหมือนพ่ออะ แต่อาจจะต้องสะสมความร้ายภายใต้หน้าซื้อ ๆ ดูอารมณ์ดีอีกหน่อย
    #40627
    0