Fic Winner - Apartmate (Yoonwoo)

ตอนที่ 56 : ♫ OS Red Thread -Hoonnam-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 323
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    12 เม.ย. 59


{OS} Red Thread

–Hoonnam-

 

“ตาหนูคนนี้ชื่ออะไรจ๊ะ?”

 

นัมแทฮยอนครับ”

 

“วันเกิดหล่ะจ๊ะ?”

 

10 พฤษภาคม 94

 

เด็กหนุ่มมองหญิงชราจรดปลายปากกาเขียนชื่อและวันเกิดของเขาลงบนกระดาษที่ว่างเปล่าแผ่นหนึ่ง เกิดเสียงแกรกกรากจากการลากปลายปากกาขูดขีดไปมาอยู่พักใหญ่ ก่อนที่หญิงชราจะเงยหน้าขึ้น แล้วขยับริมฝีปากบางเฉียบถามเขา

 

“ตาหนู  ตาหนูเชื่อเรื่องด้ายแดงแห่งพรหมลิขิตไหม?”

 

แทฮยอนเลื่อนสายตาจากแผ่นกระดาษในมือหญิงชราที่มีรอยขีดเขียนยุ่งเหยิง ขึ้นมองตอบสายตาคมเฉียบราวกับกำลังต้องการจะอ่านเขาให้ขาดคู่นั้นของหญิงแก่

 

“เป็นหมอดูไม่ใช่เหรอ? ต้องเดาได้สิว่าผมคิดยังไง”

 

เเทฮยอนยกเเขนขึ้นเพื่อวางศอกบนโต๊ะ เด็กหนุ่มประสานปลายนิ้วมือทั้งสองเข้าหากันแล้วรองที่ใต้คาง รอฟังว่าหญิงชราจะพูดอะไรต่อ แต่สีหน้าคงออกมากจนซึงยุนที่นั่งอยู่ขวามือเขาถึงกับบิดต้นขาเขาแล้วกระซิบเสียงเขียวว่า อย่ากวนตีน

 

“เห็นแววตาหนูตอนเข้ามาในร้านนี้ ฉันก็รู้แล้วว่าหนูไม่เชื่อเรื่องพวกนี้”

 

แทฮยอนพยักหน้ารับไปตามตรง เพราะเขาไม่เชื่อเรื่องดวง เรื่องพรหมลิขิต โชคชะตา หรือคำทำนายอะไรแม้แต่นิดเดียว เพียงแต่ซึงยุนรบเร้าขอให้เขามาดูดวงเป็นเพื่อนเพราะได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่าหญิงชราคนนี้ดูดวงแม่นก็เท่านั้นเอง

 

“อย่าไปสนใจไอ้หมวยมันเลยครับคุณย่า ว่ามาเลยครับ เป็นยังไงบ้าง?”

 

แทฮยอนกลอกตาใส่ซึงยุนแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เรื่องวอแววุ่นวายนี่ยกให้คังซึงยุนเขาหล่ะ

 

“แทฮยอนกำลังจะได้เจอเนื้อคู่ของเขาจ้ะซึงยุน”

 

“เนื้อคู่เหรอครับ?”

 

ก็เป็นซึงยุนอีกนั่นแหล่ะที่เอ่ยปากถาม แทฮยอนเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วยกขาขึ้นไขว่ห้าง เพราะคิดว่าเรื่องมันเริ่มขยับเข้าใกล้คำว่าไร้สาระเข้าไปทุกทีแล้ว

 

“เนื้อคู่ของเขาจ้ะ คนที่ด้ายแดงบนนิ้วก้อยของเขาเชื่อมกับด้ายแดงบนนิ้วก้อยของแทฮยอน”

 

“แล้วเนื้อคู่หมวยหล่อไหมครับคุณย่า?”

 

หญิงชราหัวเราะน้อยๆกับความซุกซนของเด็กหนุ่มหน้าตี๋ ในขณะที่แทฮยอนเหยียบเท้าซึงยุนไปเต็มแรงทีหนึ่ง

 

“ฉันเป็นผู้ชาย!

 

“ฉันไม่รู้ชัดขนาดนั้นหรอกจ้ะ แต่พ่อหนุ่มคนนั้นมีรูปร่างสูง แล้วก็มีบุคลิกเป็นคนอบอุ่นใจดีจ้ะ”

 

“โว้วว นี่มันสุดยอดอ่ะ แล้วคู่นี้เขาจะเจอกันเมื่อไหร่ครับ”

 

“เมื่อแทฮยอนเชื่อจ้ะ”

 

.....

 

“งั้นชาตินี้ก็คงไม่เจอหรอกหว่ะ ถ้ามึงเชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ ไก่คงออกลูกเป็นแมวแน่ๆ”

 

ซึงยุนว่าพลางซุกตัวลงในผ้าห่มผืนนุ่มบนเตียงของเพื่อนรัก ในขณะที่แทฮยอนนั่งเอนๆพิงหัวเตียง เสิร์ชหาข้อมูลในโน๊ตบุ๊คเครื่องบาง

 

“ด้ายแดงนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่เป็นเนื้อคู่กันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน”

 

แทฮยอนอ่านออกเสียงพลางส่ายหัว ในขณะที่ซึงยุนขยับตัวเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะชะโงกหน้าข้ามแขนมาอ่านบทความต่อจากแทฮยอน

 

“ตามตำนานเล่าว่า มีชายหญิงที่รักกันม๊ากมากกกก แต่มิอาจอยู่ครองคู่กัน ก่อนที่ทั้งคู่จะจากกันไปได้ตั้งสัจอธิษฐานแก่สรวงสวรรค์เพื่อให้ทั้งคู่ได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง โดยขอให้มีหลักฐานปรากฎให้รับรู้ว่าคนนั้นคือคนที่เฝ้ารอคอย”

 

“แค่บอกว่าชาติปางก่อนก็ไม่น่าเชื่อละ”

 

แทฮยอนว่า เขายกโน๊ตบุ๊คหนีเตรียมจะพับฝาปิดแต่ซึงยุนก็แย่งไปจากมือเขาเสียก่อน

 

“เอามานี่ก่อนหมวย กูจะอ่าน”

 

“ไร้สาระปะวะ”

 

“นี่ เขาบอกว่า หลังจากที่กลับมาเกิดใหม่ ทั้งคู่ก็ไม่สามารถจดจำกันและกันได้ แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากันตรงๆ ก็ปรากฏด้ายสีแดงจางๆ ผูกโยงนิ้วก้อยของกันและกันเอาไว้ และเพียงพบหน้ากันครั้งแรกแต่พวกเขากลับรู้สึกเหมือนว่ารู้จักกันมานานแสนนาน หัวใจก็จะเต้นระรัวราวกลับจะทะลวงออกมานอกอกอีกด้วย”

 

แทฮยอนยกนิ้วก้อยข้างขวาของตัวเองขึ้นมาพิจารณา นิ้วก้อยเนี่ยหน่ะหรือ ที่มีด้ายแดงผูกโยงเขากับใครอีกคนเอาไว้

 

“งั้นก็แสดงว่า ถ้าไม่ได้สัญญากันไว้ชาติที่แล้ว ชาตินี้ก็จะไม่มีด้ายแดงถูกไหม?”

 

“เออนั่นดิ แสดงว่ามีเฉพาะคู่รักที่สัญญากันเอาไว้เหรอวะ แหมมมม โรแมนติกนะเราเนี่ย”

 

ซึงยุนหัวเราะคิกคักแล้วเอามือไปเกาคางเพื่อน แทฮยอนที่ขี้รำคาญเลยใช้มือยันศีรษะของเพื่อนออกไปไกลๆ

 

“กูว่ามันมีจริงๆนะเว่ยด้ายแดงที่ผูกเรากับเนื้อคู่ของเราเอาไว้อ่ะ”

 

“อือ”

 

แทฮยอนครางรับพลางซุกตัวลงกับหมอนและผ้าห่ม

 

งั้นถ้าเชื่อ...ก็คงจะได้เจอกันเร็วๆนี้สินะ...

 

.....

 

- หนูรออยู่แถวๆหน้ามหาวิทยาลัยนะ อีก 10 นาทีแม่จะไปถึง

 

แทฮยอนกลอกตาแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ วันนี้ซึงยุนมีซ้อมดนตรีเขาเลยไม่มีคนกลับบ้านด้วย พอโทรบอกแม่ นางก็บอกว่าจะขับรถมารับที่หน้ามหาวิทยาลัยเลยทันที เพียงแค่เขาบอกว่าวันนี้ซึงยุนซ้อม... ยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ

 

แทฮยอนตั้งใจว่าจะหาร้านนั่งเอนหลังรอ เด็กหนุ่มเดินทอดน่องไปเรื่อย จนกระทั่งสะดุดตาเข้ากับร้านเล็กๆขนาดสองห้องที่เเสนจะดึงดูด ด้วยบานกระจกใสบานใหญ่เปิดโล่งเห็นทั้งร้าน ร้านครึ่งหนึ่งถูกเเบ่งเป็นร้านหนังสืออิสระ บนชั้นไม้ที่สูงจรดเพดานอัดเเน่นไปด้วยหนังสือมากมาย ส่วนอีกฝั่งเป็นคาเฟ่เล็กๆ มีโต๊ะกับเก้าอี้เเละโซฟาสี่ห้าชุดพอให้นั่งเอนกายสบาย มุมเล็กๆมุมหนึ่งของร้านถูกจัดไว้สำหรับให้เลือกซื้อเเละทดลองฟังเพลง

 

แทฮยอนผลักประตูเข้าไปด้านใน เสียงกระดิ่งกรุ๋งกริ๋งรื่นหูกับกลิ่นหอมอบอวลของกาแฟและเบเกอรี่ทำให้ใจของเด็กหนุ่มเริ่มสงบนิ่งลง

 

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

 

เสียงพนักงานสาวร้องบอกพร้อมรอยยิ้ม แทฮยอนยิ้มรับก่อนจะเดินตรงไปที่เคานท์เตอร์ ดวงตาเรียวเล็กเลื่อนขึ้นพิจารณาเมนูบนกำแพง

 

“ขอไวท์มัคคิอาโต้เย็น ลดไซรัปครับ”

 

“สี่พันห้าร้อยวอนค่ะ รบกวนลูกค้ารอเครื่องดื่มสักครู่นะคะ”

 

แทฮยอนๆพยักหน้ารับพลางกวาดตามองไปรอบๆร้านเพื่อหาที่นั่งที่จะไปซุกตัว หลังจากรับกาแฟเขาก็เลือกที่นั่งมุมหนึ่งที่มองออกไปเห็นถนนและผู้คนพลุกพล่านเดินผ่านไปมา เด็กหนุ่มหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมนิ่มสบาย ดื่มกาแฟรสละมุนลิ้นแล้วปล่อยสายตาไปกับผู้คนที่เดินผ่านเข้ามาในลานสายตา

 

แล้วเขาก็สะดุดกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังรอข้ามถนน โดยไม่รู้ตัว แทฮยอนที่นั่งตัวงอๆอยู่ขยับยืดตัวตรง ดวงตาเรียวมองตามชายหนุ่มในเสื้อฮู้ดดี้สีแดงโดดเด่นคนนั้นที่กำลังข้ามถนนมาพร้อมกับฝูงชน หัวใจของแทฮยอนเต้นตึกตักเมื่อเขาถูกกลืนหายไปกับฝูงชนที่เกาะกลุ่มกันข้ามถนนมายังฝั่งหน้ามหาวิทยาลัย ก่อนมุมปากจะยกยิ้มขึ้นมาเมื่อเขาปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งภายในรัศมีการมองเห็น

 

สังเกตจากผิวที่โผล่พ้นกางเกงยีนส์ขาสั้น ชายหนุ่มมีผิวขาว อาจจะขาวไม่เท่าเขาแต่ก็ขาว ส่วนสูงอาจจะเท่ากันหรือมากกว่าเขานิดหน่อย ส่วนใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดดี้สีแดงนั่นแทฮยอนยังมองได้ไม่ชัด และนั่นทำให้หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

 

แทฮยอนไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะเดินมาจนถึงหน้าร้านไหม หรือเขาจะเลี้ยวหายไปตรงส่วนไหนของถนน แต่เขาไม่อยากจะพลาดวินาทีที่ได้เห็นหน้าชายหนุ่มคนนั้นเต็มตา แทฮยอนลุกจากเก้าอี้แล้วเดินตรงออกไปนอกร้าน เขาเดินสวนผู้คนขึ้นไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังเดินตรงขึ้นมาทางเขา

 

หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัว กระแสความรู้สึกอุ่นวูบวาบราวกับเลือดลมกำลังสูบฉีดอย่างบ้าคลั่งไหลวนไปทั่วร่าง ยามที่เขาได้สบตากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น

 

ปิ๊น!!

 

แทฮยอนสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแตรรถบีบจ่ออยู่ด้านหลัง เขาเหลือบตาไปมองก็เห็นว่าเป็นรถของมารดา นางลดกระจกรถจนเผยใบหน้าที่ติดจะหงุดหงิด เสียงแหลมตะเบ็งถาม

 

“นั่นหนูจะเดินไปไหน แล้วทำม...นั่นลูกร้องไห้ทำไม?”

 

แทฮยอนยกมือขึ้นแตะบนผิวแก้ม ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงของเหลวอุ่นๆที่ชื้นแฉะ

 

“แม่...แม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม”

 

“ไร้สาระ ขึ้นรถเดี๋ยวนี้!

 

เขาเปิดประตูขึ้นรถแต่สายตายังกวาดมองหาเขาคนนั้น คนที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว วูบไหวสับสน ไม่เป็นตัวของตัวเอง และร้องไห้ออกมา

 

“แทฮยอน แม่บอกให้ขึ้นรถ”

 

“ครับ”

 

“ไหนบอกแม่ซิว่าไปเจออะไรมา”

 

แทฮยอนรู้สึกได้ถึงความร้อนใจในน้ำเสียงนั้น เขารู้ว่าถ้าบอกไปคงเกิดเรื่องวุ่นวายตามมา เลยเลือกที่จะโกหกออกไป

 

“เมื่อกี้อ่านหนังสือในร้านนั้น เขาเล่าตำนานเกี่ยวกับคู่รักที่ผูกด้ายแดงกันเอาไว้ เศร้ามากๆเลย”

 

แทฮยอนว่าพลางยกแก้วกาแฟขึ้นมาดูดกลบเกลื่อนความรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ และเสียงหัวใจที่ยังไม่ยอมสงบลง

 

“แล้วเมื่อกี้จะเดินไปไหน?”

 

“เขาบอกว่าเล่มนั้นเป็นเล่มตัวอย่าง สภาพมันไม่สมบูรณ์ เขาไม่ขาย แล้วหนังสือก็คงจะไม่เข้าเร็วๆนี้ ให้ลองไปดูร้านหนังสือใหญ่ตรงหัวมุมดู”

 

“ก็แล้วไป แต่ถ้ามีอะไรแปลกๆต้องบอกแม่นะ”

 

“ครับ”

 

“แม่ไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับหนูหรอก จะไม่ยอมให้ใครมาพรากหนูไปจากแม่หรอกนะ”

 

เสียงของแม่แผ่วเบาราวกับกำลังพูดเตือนตัวเอง แทฮยอนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะแม่ไม่เคยเล่ารายละเอียดให้ฟัง แต่เขามักจะได้ยินแม่พูดอะไรทำนองนี้อยู่เสมอ ทั้งพูดกับตัวเอง แล้วก็ทั้งพูดกับเขา

 

แม่จะไม่ยอมให้ใครมาพรากหนูไปหรอกนะ

 

“แม่ ใครที่พูดถึงไม่ได้หมายถึงพ่อใช่ไหม?”

 

ครอบครัวของเขาไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันมานานแล้ว พ่อกับแม่ของเขาแยกทางกันตั้งแต่แทฮยอนยังเด็ก ดงฮยอนที่เป็นน้องชายไปอยู่กับพ่อ ส่วนเขาอยู่กับแม่ แต่เขายังได้ยินเสียงแม่ทะเลาะกับพ่อทางโทรศัพท์อยู่เสมอเรื่องอยากรับเขาไปอยู่ด้วย

 

แทฮยอนได้ยินเสียงมารดาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

 

“มันซับซ้อน หนูไม่จำเป็นต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าทุกอย่างที่แม่ทำ ที่แม่เข้มงวด แม่คอยไปรับไปส่ง ที่หนูต้องอยู่ใกล้ตัว อยู่ในสายตาแม่ เพราะแม่รักหนู แม่ไม่อยากให้ลูกไปไหน เข้าใจไหม”

 

คำตอบเดิมๆ...

 

ไม่เคยได้รับคำอธิบายอะไรเลย...

 

.....

 

“วันนี้เป็นไรวะ?”

 

ซึงยุนที่นั่งเกากีต้าร์อยู่ในห้องชมรมเอ่ยปากถามแทฮยอนที่นั่งอยู่ด้านข้างบนโซฟา แต่เพื่อนกลับไม่หือไม่อือ เขาโน้มตัวเอามือไปโบกตรงหน้า แต่แววตานั้นเลื่อนลอย ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่กับตัวเอง ซึงยุนถอนหายใจออกมาแล้วขยี้ผมเพื่อนเบาๆ ก่อนจะกลับไปง่วนเกากีต้าร์ของตัวเองต่อ

 

“คนเราจะใจเต้นแรงกับคนที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเพราะอะไรได้บางวะซึงยุน?”

 

“ตกหลุมรักมั้ง”

 

“แล้วถ้าตกหลุมรักใครซักคนนี้ต้องรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัวด้วยเหรอ ต้องรู้สึกโหยหา ต้องมือไม้สั่นไหม?”

 

“นี่อย่าบอกนะว่า...”

 

“ไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลยหว่ะ ต้องทำไงวะ”

 

แทฮยอนถอนหายใจแล้วเอนตัวพิงไปกับพนักโซฟา ดวงตาเรียวรีกลอกขึ้นมองเพดานห้องสีขาวนวลว่างเปล่า เขาไม่เคยมีความรัก เลยไม่เข้าใจว่าความรู้สึกปั่นป่วนในท้องนี้คืออะไร เวลาหลับตาทีไรแล้วเห็นแต่ดวงตาคู่นั้นมันคืออะไร

 

“วันนั้นบอกให้ฟังคุณย่าก็เสือกลุกหนีมา เป็นไงหล่ะ”

 

“แค่เชื่อแล้วจะเจอเนื้อคู่เนี่ยนะ แถมเนื้อคู่เป็นผู้ชายด้วยเนี่ย บ้าเปล่าวะ?”

 

“แล้วเจอปะหล่ะ? เป็นผู้ชายจริงอย่างที่คุณย่าบอกป้ะหล่ะ”

 

“...”

 

ก็คงจะจริง...

 

“เดี๋ยวมานะ ถ้าแม่โทรหาบอกว่าหลับอยู่ละกัน ซ้อมเสร็จละโทรมาด้วย”

 

“ไปไหนอ่ะ? เฮ้ย”

 

แทฮยอนไม่อยู่ตอบ เขาเดินอย่างเร่งรีบออกมาที่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นเขาเจอชายหนุ่มคนนั้นตอนประมาณห้าโมงเย็น ตอนนี้เกือบห้าโมงแล้ว ถ้าเร่งฝีเท้าไปก็อาจจะได้เจอเขาก็ได้

 

วันนี้คนบนถนนพลุกพล่านกว่าปกติ แต่แทฮยอนก็ยังสามารถเห็นเขาคนนั้นได้ชัดเจน เจ้าของฮู้ดดี้สีแดงกับยีนส์ขาสั้นและรองเท้าผ้าใบ วันนี้ฮู้ดดี้ไม่ได้ถูกดึงขึ้นคลุมศีรษะ แทฮยอนเลยสามารถพิจารณาใบหน้านั้นได้ชัดๆ เมื่อร่างสูงนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้

 

เขามีใบหน้าตี๋จัด ขอบตาลากจากหัวตาขีดเป็นเส้นเดียวและมีดวงตาเรียวเล็กที่สะท้อนประกายอบอุ่น โหนกแก้มยกขึ้นเล็กน้อยตามลักษณะคนเกาหลีแท้ ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มอ่อนโยนให้เขาตอนที่เจ้าตัวก้าวมาประชิดตัวเขานั้นบางเฉียบ

 

มือไม้ของแทฮยอนเย็นเยียบ ก้อนเนื้อในอกเต้นระรัว แข้งขาอ่อนแรงราวกับจะไม่มีแรงยืน

 

“ร้องไห้อีกแล้วเหรอเด็กน้อย”

 

แล้วปลายนิ้วเย็นๆก็แตะลงมาบนแก้มเพื่อปาดน้ำตาของเขาออกไป บนมือข้างนั้น แทฮยอนต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เพราะบนนิ้วก้อยของเขา มีด้ายสีแดงผูกเอาไว้จริงๆ

 

“นี่มันเรื่องจริงเหรอ...”

 

แทฮยอนมองตามด้ายสีแดงนั้นไป และอย่างที่คิดไว้ มันผูกอยู่กับนิ้วก้อยของเขา ครู่หนึ่งสีของมันสดสว่างขึ้นมาจนแสบตา ก่อนที่จะเลือนหายไปจากปลายนิ้วของเขาทั้งคู่ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกวูบวาบที่ปลายนิ้วเท่านั้น

 

“ทีนี้เชื่อหรือยังครับ?”

 

แทฮยอนพยักหน้า เขากางแขนที่ทิ้งอยู่ข้างตัวออกเล็กน้อยเพื่อให้วงแขนนั้นสอดเข้ามาที่รอบเอวแล้วดึงตัวเขาเข้าไปกอด อ้อมกอดและวงแขนนั้นให้ความรู้สึกปลอบประโลมอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ความขุ่นข้องใจที่หนักอึ้งปลิวหายไปในพริบตา

 

“กว่าจะเชื่อ ฮยองรอเราตั้งนานแน่ะรู้ไหม?”

 

“หมายความว่ายังไงเหรอ?”

 

แทฮยอนผละออกมาจากอ้อมกอด เขามองมือที่ลูบผมเขา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองหน้าอีกฝ่าย

 

“สิ่งแรกที่เราต้องรู้คือฮยองตายแล้วนะ...”

 

“ไม่มีทาง”

 

“ตายตรงนั้น ตอนสี่โมงสี่สิบห้านาที”

 

ชายหนุ่มชี้นิ้วไปยังทางม้าลายที่เขาเคยเห็นอีกฝ่ายข้ามถนนเมื่อวันก่อน เขาจับมืออีกฝ่ายที่ส่ายหน้าแรงๆเพราะไม่เชื่อเอาไว้ แล้วจ้องเข้าไปในตาของแทฮยอนอย่างจริงจัง

 

“ตายแล้วจริงๆ ไว้จะพามาดู”

 

แทฮยอนยังคงส่ายหน้าด้วยความไม่เชื่อ

 

“ก็เมื่อกี้ยังกอดกันอยู่เลย มือผมก็จับมือฮยองอยู่นี่ แล้วจะตายแล้วได้ยังไง ถ้าเป็นผีก็ต้องจับไม่ได้สิ”

 

“ไม่มีใครเห็นหรือสัมผัสฮยองได้หรอก นอกจากหนูหน่ะ”

 

“เพราะด้ายแดงน่ะเหรอ?”

 

“ใช่ครับ”

 

แทฮยอนกวาดตามองไปรอบๆ คนที่เดินผ่านไปมาหลายๆคนต่างมองมาทางเขาแปลกๆ

 

“หนูกำลังพูดอยู่คนเดียวในสายตาพวกเขานะรู้มั้ย เราควรกลับบ้านกันก่อน ไปเรียกแท็กซี่ซะสิ”

 

แทฮยอนมองชายหนุ่มตลอดเวลาภายใต้ความเงียบงันบนรถ อีกฝ่ายก็มองเขาตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆแล้วกุมมือเขาเอาไว้

 

“แล้วไม่มีใครเห็นฮยองอีกเลยนอกจากผมเหรอ?”

 

แทฮยอนถามพร้อมกับเปิดประตูเข้าไปในตัวบ้าน โดยที่มืออีกข้างของเขายังจับกับมือชายหนุ่มไว้แน่น แทฮยอนยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก แต่รู้สึกว่าเขาไม่อยากปล่อยมืออีกฝ่าย แม่ของแทฮยอนที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่นไม่ได้กล่าวอะไรถึงชายหนุ่ม แม้อีกฝ่ายจะยืนอยู่ข้างเขาก็ตาม

 

“อ้าว ไหนแม่โทรหาซึงยุน เขาบอกว่าลูกหลับอยู่ไง”

 

“อ๋อ หลับอยู่บนรถ ตี๋มาส่งเมื่อกี้อะแม่”

 

“จ้ะ ขึ้นไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวข้าวเย็นเสร็จแม่จะเรียก”

 

“ครับ”

 

แทฮยอนมองอีกฝ่ายที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ คงจะไม่มีใครเห็นเขาจริงๆด้วย

 

“เชื่อหรือยังหล่ะครับ?”

 

แทฮยอนเบะปาก บอกผ่านสีหน้าว่าเขายังไม่ปักใจเชื่อสักเท่าไหร่ แทฮยอนเดินนำอีกฝ่ายขึ้นไปด้านบนในห้องของตัวเอง เขาดันอีกฝ่ายให้นั่งลงบนเตียง ส่วนตัวเองยืนกอดอกอยู่ตรงหน้า

 

“ฮยองต้องเล่าทุกอย่างที่รู้มาให้หมด”

 

ชายหนุ่มหัวเราะ เขาดึงมือที่รัดรอบอกนั้นมากุมไว้ ก่อนจะบีบมือขาวนั้นแน่นๆ

 

“วันนี้คิดอะไรมาเยอะแล้ว ไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อน แล้วเดี๋ยวฮยองจะเล่าให้ฟังนะ”

 

“อ้อ...ฮยองชื่ออีซึงฮุน เมื่อก่อนเราเรียกฮยองว่าฮุนฮยอง”

 

แทฮยอนพยักหน้าแล้วรีบเดินจ้ำเข้าห้องน้ำ แค่อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่แบบนั้น ทำไมหน้าต้องร้อนผ่าวขึ้นมาก็ไม่รู้

 

“จะเล่าได้หรือยัง?”

 

ออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนเรียบร้อยแทฮยอนก็เดินไปจับแขนอีกฝ่ายที่กำลังพลิกอัลบั้มรูปถ่ายของเขาอยู่พร้อมกับรอยยิ้ม ซึงฮุนหมุนตัวกลับมาก่อนจะกางแขนใส่เขา และแทฮยอนไม่ปฏิเสธที่จะสวมกอดชายหนุ่ม ก่อนที่ซึงฮุนจะจูงมือเขาไปนั่งด้วยกันบนเตียง

 

“เอาเรื่องไหนก่อนดี”

 

“ฮยองเป็นใคร? รู้ได้ไงว่าด้ายแดงผูกเราเอาไว้”

 

“เรื่องก่อนหน้านี้จำไม่ได้แล้วหล่ะ จำได้หลังจากตอนถูกรถชน ตอนนั้นมีเสียงกระซิบบอกว่า ฮยองยังไปไหนไม่ได้แม้จะหมดอายุขัยแล้ว เพราะชาติที่แล้วทำสัญญาบางอย่างกับใครคนหนึ่งไว้”

 

“หมายถึงด้ายแดงที่ผูกเราไว้ด้วยกันหน่ะเหรอ?”

 

“คงอย่างงั้นแหล่ะ ตอนที่ตายแรกๆที่นิ้วก้อยฮยองมีด้ายแดงผูกเอาไว้ แต่จางมาก เลือนลางแทบมองไม่เห็น แต่ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามันก็ชัดขึ้น แล้วก็ได้ยินเสียงคนเรียกบ่อยๆ ว่า ฮุนฮยองๆ

 

“เสียงผมเหรอ?”

 

“ก็เสียงเราหน่ะสิ”

 

ซึงฮุนขยี้ผมนิ่มๆของอีกฝ่ายๆเบาๆ ก่อนเขาจะลูบที่แก้มขาว ไล่ลงมาที่ริมฝีปากหยักบางเฉียบ

 

“ตอนสบตากับเราแล้วหัวใจเต้นตึกตัก รู้สึกโหยหา อยากกอดเราเอาไว้ ก็รู้แล้วว่าที่ผ่านมารออะไร”

 

“ฮยองก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหม แล้ว...รู้สึกว่ารักมาก...เหมือนกันด้วยหรือเปล่า?”

 

“รักสิ รักแบบไม่มีข้อสงสัยเลย”

 

แทฮยอนพยักหน้า โน้มตัวไปซุกหน้าลงกับบ่าของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเลยสักนิดที่เขาจะรู้สึกรักใครสักคนได้มากขนาดนี้ โหยหาใครสักคนได้มากขนาดนี้ รู้สึกอบอุ่นเวลากอดใครสักคนทั้งๆที่พึ่งจะเจอกันแค่วันเดียวได้มากขนาดนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว...

 

“อย่าทิ้งผมไปไหนนะ ฮุนฮยอง”

 

....

 

หลังจากนั้นแทฮยอนก็มีซึงฮุนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต...

 

“อ้วน ต้องตื่นได้แล้วนะ”

 

ซึงฮุนกระซิบเบาๆกับกลุ่มผมที่ซุกอยู่แถวอกของเขา เขาได้ยินเสียงเด็กขี้เซาครวญครางในลำคอ แต่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา

 

“อีกไม่นานซึงยุนคงมารับแล้ว เดี๋ยวแต่งตัวไม่ทันหรอก”

 

แทฮยอนถูหน้าลงกับอกเสื้อของอีกฝ่ายก่อนจะยันตัวขึ้น แล้วแนบริมฝีปากลงบนปลายคางของซึงฮุนก่อนจะผละตัวออกไปอาบน้ำ

 

อาบน้ำเสร็จแทฮยอนก็จัดการเสื้อผ้าของตัวเองก่อนจะเดินลงไปชั้นล่างของบ้านกับซึงฮุน เด็กหนุ่มสวมกอดแม่ แอบโบกมือบ๊ายบายให้ซึงฮุน ก่อนจะเดินออกไปหาซึงยุนที่ยืนพิงรถอยู่หน้าบ้าน

 

“เดี๋ยวนี้สายทุกวันอ่ะ มัวแต่สวีทกับ โอ๊ย!

 

เด็กหนุ่มร้องลั่นเมื่อฝ่ามืออีกฝ่ายฟาดเข้ามาที่ปากเต็มแรง

 

“รู้มาก ไปขึ้นรถ”

 

แทฮยอนเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นรถ เขาเล่าให้ซึงยุนฟังเกือบทุกเรื่อง ยกเว้นก็แต่เรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรจะเล่าให้เจ้าเด็กขี้โวยวายนี่รู้

 

“แล้วเย็นนี้ไปกินบาร์บีคิวกับคริสตัล อึนจี แล้วก็จงซอกฮยองด้วยกันป่ะ”

 

“ไม่อ่ะ”

 

“นั่นแง่ะ ทำตัวติดผัว”

 

“คังซึงยุน เดี๋ยวต่อยให้หรอก”

 

เขาแหว ถึงแม้ว่าซึงยุนจะพูดความจริงก็เถอะ

 

“วันนี้อ่ะ...ฮุนฮยองจะพาไปดูว่าฮยองเขาตายยังไง”

 

“...”

 

“กูจะรับไหวได้ไงวะ ถ้าต้องเห็นคนรักของตัวเองตายต่อหน้า”

 

แทฮยอนบีบมือตัวเองแน่น ฟันกระต่ายคู่หน้าขบลงบนริมฝีปากล่าง

 

“ถ้ามันจะกระทบกระเทือนจิตใจมาก เขาก็คงไม่ให้ดูป่ะ อยู่ด้วยกันมาจะเดือนละ ต้องรู้ดิว่าหมวยอ่อนไหวขนาดไหน”

 

“อือ...ก็คงงั้น”

 

“มีอะไรก็บอกละกัน ถ้าช่วยได้ก็จะช่วยเต็มที่”

 

“ขอบใจนะซึงยุน”

 

...

 

16.40 น.

 

แทฮยอนยืนอยู่บนฟุตปาธห่างจากท้างม้าลายที่ซึงฮุนบอกไปเล็กน้อย มันเป็นเวลายามเย็นที่มีผู้คนพลุกกพล่าน  คนหลายคนเกาะกลุ่มกับคนอื่นข้ามถนน บางคนก็วิ่งข้ามมาคนเดียว แต่แทฮยอนยังไม่เห็นซึงฮุน

 

16.43 น.

 

ซึงฮุนยืนอยู่บริเวณที่รอข้ามทางม้าลายในชุดฮู้ดดี้สีแดงที่เขาคุ้นเคย หัวใจแทฮยอนเต้นตึกตัก มือไม้เย็นเฉียบเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายข้ามถนนตรงกับสัญญาณเขียวให้คนข้าม แต่มีรถยนต์คันหนึ่งพุ่งมาด้วยความเร็วสูง และชนเข้ากับร่างของอีซึงฮุนอย่างแรง ร่างสูงนั้นลอยขึ้นในอากาศเพราะแรงอัดจากรถคันใหญ่ก่อนร่างจะตกลงกระแทกกับพื้นถนน แทฮยอนเห็นเขาหอบหายใจเอาอากาศเฮือกสุดท้ายอยู่สองสามครั้ง ก่อนที่จะแน่นิ่งไป

 

น้ำตาของเขาไหลออกมาอีกแล้ว ทั้งเข่ายังทรุดจนต้องลงไปนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ร่างของอีซึงฮุนที่ช้ำเขียวและมีเลือดสีแดงอาบโชกเดินตรงเข้ามาหาเขา เมื่อเข้าใกล้ หยดเลือดนั้นก็ค่อยๆเหือดจากไป รอยช้ำสีเขียวเปลี่ยนเป็นอมม่วงก่อนจะกลืนหายไปกับผิวขาว

 

“ไม่เอาแบบนี้แล้วนะ ไม่เอาอีกแล้วนะ”

 

แทฮยอนโถมตัวเข้ากอดคนที่นั่งลงตรงหน้า พร้อมกับน้ำตาอาบแก้มสองข้าง ในวันนั้นเมื่อสามเดือนก่อน เขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แทฮยอนนั่งอยู่บนรถกับซึงยุน พวกเขาสองคนได้ยินเสียงล้อรถเบียดถนนแสบหู ได้ยินเสียงเบรกทำงาน แต่ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะกำลังสนุกสนานกับการร้องเพลง และขับรถผ่านบริเวณนั้นไปเพราะนัดเพื่อนกลุ่มหนึ่งเอาไว้

 

ทั้งๆที่ซึงฮุนฮยองกำลังเผชิญเหตุการณ์ที่เจ็บปวดอยู่แท้ๆ ...

 

“ฮยองเจ็บไหม ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า? ผมขอโทษ ขอโทษนะ ถ้าผมสนใจคนรอบข้างสักหน่อย วันนั้นเราคงได้เจอกันแล้ว ผมมันแย่ แย่จริงๆ ”

 

มือขาวๆลูบไปตามแขนและเนื้อตัวของอีกคน  ไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าคนที่ผ่านมาจะมองด้วยสายตาอย่างไร ส่วนซึงฮุนหัวเราะกับท่าทีแบบนั้น แทฮยอนของเขาน่าเอ็นดูจริงๆ

 

“ตอนโดนชนก็เจ็บ แต่ตอนนี้หายแล้วไง ฮยองไม่เป็นไรแล้ว ลืมมันซะ ไม่ใช่ความผิดของหนูเลยสักนิด กลับบ้านกันนะคนเก่ง”

 

แทฮยอนพยักหน้า จับมือกับซึงฮุนเดินไปโบกแท็กซี่ที่ข้างทาง

 

....

 

“ตายแล้ว ทำไมตาบวมขนาดนั้น?”

 

“ไปดูหนังมาอ่ะแม่ พระเอกตาย”

 

“รู้ว่าตัวเองอ่อนไหวกับอะไรง่ายๆแล้วยังจะไปดูหนังแบบนี้อีกนะลูกหน่ะ”

 

แทฮยอนยู่ปาก เขาเดินเข้าไปหอมแก้มคนเป็นแม่ กอดอีกทีก่อนจะเดินขึ้นห้อง แทฮยอนเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียง คว้าผ้าห่มมาซุกแล้วก็สะอื้นออกมาอีก

 

“ยังรู้สึกแย่อยู่อีกเหรอ?”

 

ซึงฮุนนั่งลงข้างๆ เขาลูบผมแทฮยอนเบาๆ รู้แท้ๆว่าแทฮยอนเป็นคนอ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้ แต่ก็ยังอยากให้น้องเห็น ให้น้องจำได้ แย่จริงๆอีซึงฮุน

 

“ฮยองตายมาสามเดือนแล้ว แล้วตลอดสามเดือนที่ผ่านมา...”

 

“ใช่ ตอนหกโมงสี่สิบห้าของทุกๆวัน”

 

“เรื่องในอดีตก็จำไม่ได้ โดดเดี่ยวไหมที่ต้องรอผมอยู่ตรงนั้นตั้งหลายวัน”

 

“ตอนนี้ก็ได้เจอหนูแล้วไง”

 

ซึงฮุนโน้มตัวลงไปจูบแก้มชื้นน้ำตาและเปลือกตาบวมช้ำของคนที่นอนคู้ตัวอยู่บนเตียง

 

“แล้วฮยองจะไม่หายไปไหนอีกใช่หรือเปล่า?”

 

“...”

 

ไม่มีคำตอบจากอีซึงฮุน...

 

................

 

“หมดกระป๋องนี้ก็พอแล้วนะ”

 

ซึงฮุนบอกคนที่กำลังระดกเบียร์เข้าปากเป็นกระป๋องที่สี่ ดวงตาเรียวเล็กทอดมองผืนน้ำของแม่น้ำฮันที่กระเพื่อมเคลื่อนไหวนิ่ง เจ้าเด็กนี่โทรไปของร้องให้ซึงยุนมารับแล้วมาส่งที่สวนริมแม่น้ำฮันบริเวณที่คนไม่พลุกพล่าน

 

“อยู่กับฮยองมีความสุขมากเลยนะ”

 

แทฮยอนเบนสายตาจากผืนน้ำกลับมายังคนรักที่นั่งอยู่ข้างๆ ใบหน้าอบอุ่นนั้นยิ้มตอบ ก่อนที่มือใหญ่จะเอื้อมมาลูบผมเขาเพื่อปลอบประโลม

 

“แต่กลัว กลัวทุกวันเลย เพราะไม่รู้ฮยองจะหายไปตอนไหน ...”

 

แทฮยอนวางกระป๋องเบียร์ในมือลง เขาขยับตัวหันข้าง แล้วเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ๆกับใบหน้าตี๋ๆ ริมฝีปากบางประทับจูบลงบนริมฝีปากของอีกฝ่ายพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ซึงฮุนยกมือขึ้นมาประคองใบหน้าของแทฮยอนไว้ทั้งสองข้าง ก่อนจะจูบซับน้ำตาบนเปลือกตา ผิวแก้ม จบลงที่ริมฝีปากหอมหวานเย้ายวน

 

วงแขนสองข้างเลื้อยโอบที่รอบคอชายหนุ่ม ปล่อยให้ซึงฮุนคลอเคล้าบดเบียดริมฝีปากอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน

 

“แทฮยอน...”

 

ปลายนิ้วแตะลูบเบาๆลงบนริมฝีปากบวมฉ่ำจากฝีมือของตัวเอง เขาเลื่อนริมฝีปากเข้าไปใกล้แล้วจูบแทฮยอนเบาๆอีกครั้ง ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว

 

“อีกไม่นานฮยองคงต้องไปแล้วนะ”

 

แทฮยอนคิดว่าเขาเข้าใจว่าซึงฮุนหมายถึงอะไร คนที่ตายแล้วก็จะต้องไปอยู่ในที่ที่สมควรอยู่ ซึงฮุนคงจะได้ไปอยู่ในที่แบบนั้นแล้ว แต่ติดที่เจ้าตัวยังไปไหนไม่ได้เพราะยังไม่เจอกับเขา

 

“ต้องไปจริงๆใช่ไหม”

 

“ไม่ต้องห่วงนะคะ เราจะได้เจอกันอีกแน่นอน”

 

....

 

แผ่นหลังเปลือยเปล่าทิ้งแนบลงบนเตียงเพราะน้ำหนักของร่างสูงที่คร่อมทับลงมา แทฮยอนร้องไห้ออกมายามที่ริมฝีปากของซึงฮุนกดลงมาแนบ ปลายลิ้นที่สอดแทรกเขามานั่นอบอุ่นจนร้อน รสจูบนั้นหวาน แต่ก็ขมปร่า

 

มือขาวเลื้อยเลื่อนจากอกเปลือยขึ้นไปโอบรอบลำคอของซึงฮุน เรียวขาขาวอ้าออกตามสัญชาติญาณเมื่อโดนลุกล้ำร่างกาย

 

“อะ...”

 

“แทฮยอน...เด็กดี”

 

“ฮยอง...อะ...ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้เราได้เกิดมารักกันอีกนะฮุนฮยอง

 

.......

 

ซึงฮุนฮยองจากเขาไปได้สามวันแล้ว แต่แทฮยอนก็ยังไม่ค่อยอยากจะยอมรับความจริง ทุกๆวันในตอนเย็นช่วงเวลาประมาณสี่โมงครึ่ง แทฮยอนจะมาเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวด้านหน้ามหาวิทยาลัยเพราะหวังว่าจะเจอซึงฮุน แต่ก็ไม่เจอ

 

16.43 น.

 

แทฮยอนเกาะกลุ่มกับกลุ่มคนจำนวนมากเพื่อจะข้ามทางม้าลายหลังจากที่เลือกซื้อของสำหรับทำงานเสร็จ เขาเดินทอดน่องตามกลุ่มคนไปเรื่อยเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว

 

“ระวัง!!!!!

 

จู่ๆก็มีรถบรรทุกคันใหญ่พุ่งแถออกมาจากถนนอีกเลนส์ด้วยความเร็วสูง แทฮยอนเบิกตากว้าง หูได้ยินเสียงหวีดร้องลั่นจากคนใกล้ตัว เสียงฝีเท้าวิ่งหนีเอาชีวิตกระจัดกระเจิง และความรู้สึกราวกับถูกของแข็งกระแทกเข้ามาเต็มแรงจนร่างชาดิก แล้วเขาก็แน่นิ่งไป

 

“ไปอยู่กับฮยองนะ นัมแทฮยอน”

 

.....

 

“ดวงลูกชายฉันเป็นยังไงบ้างเหรอคะแม่หมอ?”

 

หญิงสาวอุ้มลูกชายคนโตที่กำลังจะปีนขึ้นโต๊ะให้ขึ้นมานั่งบนตักของเธอดีๆ เด็กตัวน้อยมีใบหน้าจิ้มลิ้ม ผมยาวสลวยสีดำเหมือนมารดาถูกหวีแสกออกเป็นสองฝั่ง ดวงตาของเด็กน้อยสวยใส รับกับปลายจมูกจิ้มลิ้มและฟันกระต่ายคู่หน้าที่เสริมให้ยิ่งดูน่ารัก

 

“จากที่ผูกดวงดูแล้ว โชคชะตาของเขาหยุดที่ช่วงอายุยี่สิบเท่านั้น”

 

“...”

 

“หนูเข้าใจที่ฉันพูดไหม?”

 

“เขาจะตายหรือคะ?”

 

“พูดให้ถูกคืออายุขัยเขาหมดแค่นั้น”

 

ปลายนิ้วของหญิงวัยสี่สิบปลายๆแตะลูบลงบนคิ้วตกๆของเด็กน้อย แล้วไล่ไปบิดจมูกจิ้มลิ้มอย่างเอ็นดู

 

“แต่ตลอดเวลาที่เขาอยู่กับหนูเขาจะเป็นเด็กดีนะ ดื้อบ้างตามประสาเด็กผู้ชาย แต่โดยรวมแล้วเขาก็จะเป็นเด็กดีแล้วก็น่ารัก”

 

“แล้วทำไมเขาถึงอายุไขสั้นนักหรือคะ?”

 

“ชาติที่แล้วเขาทำสัญญากับคู่ของเขาไว้ ว่าขอให้ได้เจอกันอีกในชาตินี้ ตอนนั้นที่ทั้งสองคนถูกพรากจากกันคือช่วงอายุเท่านี้นี่แหล่ะ เพราะฉะนั้นในชาตินี้เมื่อเขาได้กลับมารักกันแล้ว เขาก็จะหมดอายุขัยของเขาเท่านั้น เมื่อเขาจากไปแล้วเขาจะได้ไปอยู่ในภพภูมิดีๆที่เขาสองควรควรได้ไปอยู่ ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ”

 

“แล้วมีทางไหนที่จะรั้งเขาไว้ไหมคะ ฉันก็มีแทฮยอนแค่คนเดียวแล้วตอนนี้

 

“ฉันบอกหนูเพื่อที่หนูจะได้เตรียมใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆนะจ๊ะ เพราะเขาเป็นคู่กัน ไม่มีทางไหนที่จะสามารถฝืนโชคชะตาของพวกเขาได้หรอกจ้ะ

 

“อีซึงฮุนกับแทฮยอนน่ะนะ พวกเขาเป็นเจ้าของด้ายแดงแห่งโชคชะตาตัวจริง”

 

____________


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,071 ความคิดเห็น

  1. #899 Mo_mo (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 11:23
    โห้ยยยยยย เศร้าไปอีกนึกว่าจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว แต่ชาติหย้าคงอยู่ด้วยกันแล้วเนอะ
    #899
    0
  2. #731 mminnieew (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 23:28
    .......เศร้าอ่ะ เสียใจแต่ก้ดีใจ เอ้ะยังไง? เห้อออออ สนุกมากเลยค่ะไรท์ อินจัดแล้วอ่ะแง
    #731
    0
  3. #696 jhytm (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 12:07
    มันมีความโรแมนติกในเรื่องภพชาติ อ่านตอนแรกก็ถูกดึงดูดในโชคชะตาของทั้งคู่เลยนะว่าจะมีเจอกันยังไง ไม่คิดว่าจะจบเศร้าแบบนี้ ฮือ แต่เขาต้องได้เกิดมารักกันในภพต่อๆไป ชอบความรักที่มีให้กันมากเลย มันมาตามความรู้สึก อบอุ่นแต่ก็สยองขวัญไปด้วยตอนมีเสียงซึงฮุนมาบอกว่าไปอยู่กับฮยองนะ เขาเกิดมาเพื่อรักกันแล้วตาย มันเศร้าจริงๆ????
    #696
    0
  4. #675 Ndlim (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 / 20:24
    ตอนแรกก่อนที่จะรู้ว่าฮุนฮยองจากไปก่อนแล้วก็คิดอยู่ว่าเรื่องนี้จะhorrorยังไง จริงๆอ่านแล้วละมุนมากเลยนะคะ เป็นhorrorที่ไม่โหดแต่เล่นกับความรู้สึกคนอ่านได้ดีเลยค่ะ แต่แอบขนลุกตอนที่บอกว่า"ไปอยู่กับฮยองนะ นัมแทฮยอน" เหมือนได้ยินเสียงกระซิบนี้ไปด้วยเลย ขอบคุณสำหรับOSดีๆนะคะ^^
    #675
    0
  5. #585 SaiKhiM (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 26 เมษายน 2559 / 10:33
    หวานปนขม คือดีมากน้องเม พี่เพิ่งจะได้อ่านชอบมากเลย อ่านเพลินเขียนดีเหมือนเดิม ชอบพล็อตเรื่องมากจ้า เศร้าด้วยน่ารักด้วยทำอารมณ์ไม่ถูก เเต่สุดท้ายเค้าก็ได้อยู่ด้วยกันเนอะ

    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ จ้า
    #585
    0
  6. #576 taooooooooo (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 24 เมษายน 2559 / 15:15
    หน่วงอะ
    #576
    0
  7. #551 YimPaew (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 เมษายน 2559 / 13:49
    ฮือออออออ อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ จะว่าดีก็มีความหน่วงพุ่งมาเต็ม
    แงงงงงง ทำไมต้องตายทั้งคู่ด้วย ฮือออออออออ
    #551
    0
  8. #550 lolodebkk (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 เมษายน 2559 / 02:23
    อ่านแล้วรุ่สึก ตึงงงง ไปห้าวิ เอ๊ะ ยังไงต่อดี 555555 เศร้าดีไหม แต่เค้าก็รักกันนะ เอ๊ะ แต่ก็ตายอ่ะ ฮือๆๆๆ

    ไรท์เขียนได้ดีอ่ะ ชอบๆ
    #550
    0
  9. #549 A' Kream (: (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 23:03
    ต้องให้อิชั้นรู้สึกยังไงดีคะ 
    ทำไมถึงให้รักกันตอนมีชีวิตทั้งคู่ไม่ได้คะ T_T
    #549
    0
  10. #548 kyotangmo (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 22:34
    TT โฮ ทั้งหวานทั้งขม เวลาความสุขมันสั้นจริงๆเลย ตอนมีความสุขอ่านแล้วก็ยิ้มตาม แต่ก็รู้ว่าอีกไม่นานก็จะเศร้า เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเศร้าแบบนี้ OTL เป็นวันช็อตที่ดีมากจ้า ชอบๆ อ่านแล้วไม่สะดุดดี ไม่รู้สึกว่าสั้นไปด้วย
    #548
    0