ตอนที่ 3 : บทที่สอง - ยังคงขายหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12866
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 487 ครั้ง
    24 พ.ย. 61

 
**Rewrite 24/11/18


 

บทที่สอง ยังคงขายหน้า

     เก้าอี้ทุกตัวในโถงรับแขกของจวนใหญ่อูลาน่าลาถูกจับจองโดยเหล่าบุรุษตั้งแต่ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันไปจนถึงหลานชายทั้งสาม ม่างกู่ซือผู้ดำรงตำแหน่งกงขั้นหนึ่งสบตากับบุตรชายคนโตหย่งท่าและบุตรชายจากอนุนามซ่านชิ่งก่อนระเบิดเสียงหัวเราะกังวานกับเรื่องเล่าชวนหัวของหลานชายคนเล็กอย่างจิ้นเหอ

     “เหลือเพียงจิ่วอิงกับหานตง...” ชายชรายิ้มแย้มอารมณ์ดี เพราะมีงานมงคลเป็นระยะให้ชื่นใจสหายรุ่นเดียวกันต่างพากันอิจฉาว่าตนมีเหลนชายมากความสามารถ ทั้งยังตบแต่งสะใภ้เตรียมแตกกิ่งก้านสาขานำพาตระกูลสู่ความรุ่งเรือง

     “ช่างอิ่น เจ้าต้องคัดเลือกบุตรเขยให้ดี อย่าปล่อยให้หมิงเฉียนออกเรือนไปตกระกำลำบากเด็ดขาด” ม่างกู่ซือวางสีหน้าขึงขัง กำชับหลานชายคนกลางเกี่ยวกับเหลนสาวเพียงผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ

     “ขอรับ” ต่อให้ผู้เป็นปู่ไม่กล่าวเช่นนี้ ช่างอิ่นหาได้มีความคิดผ่อนปรนเรื่องบุตรเขยในอนาคต “ข้าเองคิดว่าผิงจิงยังต้องสร้างผลงานพิสูจน์ตัวเองเสียก่อนจึงจะยอมรับเทียบหมั้นหมายเป็นทางการจากทางเหอเซ่อลี่ขอรับ”

     ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในสายตาของบิดาอูลาน่าลาหมิงเฉียนยังคงเป็นบุตรสาวตัวน้อยอยู่วันยังค่ำ ยิ่งเป็นสตรีเพียงคนเดียวของตระกูลยิ่งทำให้เหล่าบุรุษทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพี่ชายแท้ๆ หรือลูกพี่ลูกน้องพากันปกป้องนางดุจไข่ในหิน

     “เจ้าจัดการตามเห็นสมควร ก่อนรับเทียบหมั้นค่อยหารือกันอีกครั้ง”

     ฟากหนึ่งในเหลนชายของม่างกู่ซืออย่างลู่ฉินกลับถึงเรือนช่วงปลายยามซวี เรือนนอนของเขาถูกขยับขยายบนพื้นที่ว่างฝั่งขวาของจวนบิดาซึ่งแต่เดิมเป็นสวนผักเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน ในขณะที่เรือนของพี่ชายฝาแฝดนั้นสร้างขึ้นทางฝั่งซ้าย เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบเดิมของจวน ตรงกลางมีประตูพระจันทร์โค้งเป็นทางเข้าออก ทั้งหนิงเฉิงและลู่ฉินล้วนได้รับเรือนหมู่โดยเท่าเทียม เพียงแต่เรือนปีกซ้ายขวาของบุตรชายมีสวนขนาดย่อมกว่า การตกแต่งจัดสวนก็คงต้นไม้ใหญ่ไว้ไม่โค่นทิ้ง เพียงปลูกพันธ์ุไม้อื่นเพิ่มตามเห็นสมควร

     ราตรีดึกสงัด อากาศช่วงต้นยามสารทเย็นสบายกว่าฤดูร้อนหลายเท่า ชายหนุ่มแหงนมองจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า ยังคงไม่คุ้นชินเมื่อคิดว่ามีใครบางคนอยู่ในห้องนอนของเขา

     อูลาน่าลาลู่ฉินแต่งท่านหญิงปันจินเป็นภรรยา งานมงคลครั้งนี้สร้างความยินดีและแปลกใจไปทั่วทั้งเมืองหลวง ท่ามกลางความเคลือบแคลงใจของบรรดาสตรีที่หมายปองบุตรชายคนรองของราชองครักษ์ช่างอิ่น เจ้าบ่าวดูเหมือนจะวางตัวได้สงบนิ่งที่สุด คลับคล้ายจัดงานเลี้ยงรับคนเข้าตระกูลเพิ่มอีกหนึ่งชีวิต กระทั่งหนิงเฉิงแฝดพี่ผู้ผ่านช่วงเวลาสวมอาภรณ์มงคลมาก่อนยังมองไม่ออกว่าน้องชายพึงพอใจหรือไม่ คงมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่ทราบ

     “ท่านหญิงยังไม่หลับอีกหรือ” เห็นคนสนิทของภรรยาและสาวใช้อีกสองคนออกมาจากห้องนอนทำให้อดแปลกใจไม่ได้ อาเถาย่อกายให้ชายหนุ่มพลางรายงาน “ท่านหญิงเพิ่งอาบน้ำเสร็จเจ้าค่ะ ท่านเขยให้พวกบ่าวเตรียมยกน้ำเลยดีหรือไม่”

     ลู่ฉินพยักหน้าก่อนเปิดประตูเข้าห้องนอน

     “ท่านพี่” สตรีนั่งสางผมสีน้ำหมึกอยู่ข้างเตียง เขาตระหนักว่าสีหน้านางดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ผ่านคืนเข้าหอมา ดูเหมือนไม่มีรอยคล้ำใต้ตาซึ่งต้องพึ่งพาเครื่องประทินโฉมปกปิดไว้อีกแล้ว “เจ้าเข้านอนเถอะ ไม่ต้องรอข้า”

     ปันจินขานรับ มองเขาตรงไปห้องเล็กติดกัน ไม่นานนักสาวใช้สองคนยกถังน้ำเข้ามาก่อนออกไปเงียบๆ นางล้มตัวลงนอนตามเขาสั่ง ยังคงปล่อยแสงจากเปลวเทียนสว่างไสวต่อไป แม้พยายามข่มตาหลับแต่พอได้ยินเสียงสวบสาบของอาภรณ์พลันวางสีหน้าไม่ถูก ยังคงไม่คุ้นชินรวมถึงเขินอายแม้ร่วมเรียงเคียงหมอนกันแล้วก็ตามที

     หลังบุกไปดักพบเขาหน้าร้านเครื่องเขียนทางฝั่งประตูตะวันออกได้แปดวัน ฤกษ์แต่งได้ถูกกำหนดขึ้นในช่วงปลายฤดูร้อนตามประสงค์ผู้อาวุโส ทุกอย่างรวดเร็วจนปันจินแทบมิทันตั้งตัว ปุบปับงานมงคลของอูลาน่าลาหนิงเฉิงพี่ชายฝาแฝดของเขากับคุณหนูใหญ่สกุลเหอเซ่อลี่ก็ถูกจัดขึ้นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ถึงคราวตนเองสวมชุดแดงท่านหญิงยังสับสนอยู่บ้าง นางนั่งมองตนเองถูกคนสนิทของมารดาจับแต่งหน้าทำผมตั้งแต่เช้าตรู่ อาเถามองดูเจ้านายด้วยความปลาบปลื้มอยู่ด้านหนึ่ง วิญญาณสตรีโฉมงามเองยังมีสีหน้ายินดีราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่อีกคน ระหว่างนั่งรอเจ้าบ่าวในห้องหอไม่พ้นถูกสอนสั่งให้รู้จักปรนนิบัติเอาใจสามี

     “มารยาหญิงน่ะเคยได้ยินไหม” นางจีบปากจีบคอ แต่เพราะมีหน้าตางดงามจึงดูไม่น่าเกลียด “รู้จักช้อนตามองเขา เวลาเดินก็ก้าวช้าหน่อยให้มีจังหวะเยื้องย่าง ยามเขากลับถึงเรือนก็ต้องต้อนรับด้วยเสียงหวานๆ พร้อมรอยยิ้ม”

     นอกจากอธิบายแล้วยังแสดงให้ดูอีกด้วย

     “เหนื่อยหรือไม่...” ท่านหญิงสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้เพราะสาวใช้ซึ่งติดตามนางมาล้วนเฝ้าอยู่หน้าห้อง

     เสียงดนตรีครื้นเครงบริเวณลานกว้างกลางเรือนชั้นหน้าดังมาจนถึงห้องหอซึ่งอยู่เรือนฝั่งขวาด้านในสุด ดังนั้นไม่ว่านางจะสนทนาเสียงดังเพียงใดก็ปราศจากความกังวลว่าจะมีใครได้ยินเข้า

     วิญญาณสาวตาเป็นประกายระยับ ภูมิใจในความหัวไวของปันจิน “ใช่ๆ เจ้าต้องถามสามีว่า ท่านพี่เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ”

     ปันจินหลุดขำ ส่ายหน้าขบขันกับท่าทางชม้อยชายตานั่น “ข้าหมายถึงท่านพูดมากขนาดนี้เหนื่อยหรือไม่”

     “สอนเรื่องดีๆ ให้ยังมาพูดไร้สาระอีก! จำเอาไว้ว่ายามพูดจาต้องขบคิดให้รอบคอบ พ่อแม่สามีต้องช่วยดูแล พี่น้องสามีต้องให้เกียรติ วิญญูชนอาจท้วงติงเรื่องบางอย่างแต่สตรีออกเรือนไม่เหมือนกัน แต่ละตระกูลมีกฎแตกต่าง เจ้าอย่าได้ทำอวดดีไปค้านเรื่องไม่เป็นเรื่องเข้าเชียว

     “พี่สาวเคยเห็นข้ายุ่งเรื่องผู้อื่นหรืออย่างไร” ปันจินยังเกรงใจนางอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงดึงผ้าคลุมหน้ากลับลงมาบังเอาไว้เพื่อประกาศทางอ้อมว่าต้องการจบบทสนทนา หรือต่อให้นางทำจริง วิญญาณสาวก็คงไม่เก็บมาใส่ใจ วางตัวราวผู้อาวุโสฝั่งเจ้าสาวต่อไป

     “จำเป็นต้องเตือนล่วงหน้าไว้ก่อน เจ้าบ่าวของเจ้าทำให้ข้าปรากฏตัวลำบากนัก ต่อไปหากข้าปรากฏกายไม่ได้อีกใครจะคอยอบรมน้องสาวกันเล่า” วิญญาณสาวเคลื่อนกายมานั่งอยู่ข้างๆ “เจ้าใส่ติดตัวเอาไว้นะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นข้าจะพยายามช่วยเหลือเต็มที่”

     ปันจินยกมือขึ้นลูบจี้หยกขาวรูปดอกถานบนคอ ท่านหญิงได้รับมันเป็นของขวัญจากบิดาตอนอายุสิบเอ็ด นางใส่มันติดกายเรื่อยมาด้วยคือตัวกลางทำให้นางได้พบกับวิญญาณสตรีโฉมงามไร้ชื่อ เวลาผ่านไปต่างฝ่ายต่างเรียกกันว่าพี่สาวน้องสาวอย่างสนิทสนม หลายต่อหลายครั้งที่ถูกวิญญาณผู้มีห่วงนอกจวนตามติดขอความช่วยเหลือ ก็ได้วิญญาณสตรีผู้นี้ช่วยให้รอดพ้นมาได้

     “เอ๊ะ จู่ๆ ทำหน้าซาบซึ้งทำไมกัน ข้ายังสอนเรื่องการเป็นศรีภรรยาที่ดีไม่ครบเลยนะ”

     “พี่สาว ท่านอย่าจากข้าไปไหน อยู่กับข้า แม้มองไม่เห็นแต่ข้ารู้สึกได้ว่าท่านอยู่ใกล้ๆ”

     “เด็กโง่” วิญญาณสาวเม้มปาก อารมณ์เปลี่ยนแปลงฉับพลัน “ไม่อยู่กับเจ้าแล้วข้าจะไปไหนได้ ยังต้องดูอีกว่าเจ้าใช้มารยาหญิงได้คล่องแคล่วดีไหม หลักพึงปฏิบัติมากมายก่ายกอง...”

     “ประเดี๋ยวสอนให้วางตัวเป็นศรีภรรยามีศีลธรรม ประเดี๋ยวสอนให้ใช้เล่ห์กับสามี ตกลงท่านจะเอายังไงกันแน่” ปันจินบ่นอุบอิบ ทว่าความอบอุ่นใจแผ่ล้นหลังอีกฝ่ายรับปากไม่ทอดทิ้งนาง

     “...คืนวสันต์ต้องมัดใจสามีให้อยู่ ตำราก้นหีบเจ้าได้เปิดดูบ้างหรือยัง นี่! อย่าคลุมผ้าหนีหน้าข้านะ เด็กคนนี้เสียมารยาทจริงๆ” เจ้าสาวถอนหายใจ หงุดหงิดระคนเอียงอาย รู้ดีว่าคืนนี้หลีกเลี่ยงเรื่องนั้นไม่ได้แน่นอน...


     “ปันจิน” เสียงทุ้มเรียกนางให้สะดุ้งจากการหวนคิดถึงคืนแต่งงาน

     “ท่านพี่ มีอะไรหรือ” สามียืนอยู่ข้างเตียง แสงในห้องสลัวมากเพราะเหลือเทียนอยู่เพียงเล่มเดียวที่ยังคงมีเปลวไฟ

     “ข้าบอกว่าจะดับไฟแล้ว เห็นเจ้านอนลืมตาอยู่แต่เรียกไม่ตอบจึงคิดว่ามีเรื่องอะไรจะพูดกับข้า”

     “ไม่มีอะไร ดับไฟเถิด” ท่ามกลางความมืดปันจินได้ยินเสียงลมหายใจเขาชัดเจน

     หญิงสาวข่มตาหลับขณะคนข้างกายยังไม่ได้เข้าสู่นิทรา

     ลู่ฉินทบทวนข่าวลือแปลกๆ ที่เคยได้ยินเกี่ยวกับท่านหญิงปันจินในใจ

     ว่ากันว่านางออกไปไหนต้องมีผ้าปิดตา... เขาเคยประสบด้วยตาตนเองมาแล้วว่าเป็นความจริง

     ตกกลางคืนต้องเรียกสาวใช้ห้าหกคนมานอนเฝ้าหน้าเตียง... เรื่องนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ อาจเป็นเพราะแต่งงานมีสามีนางจึงไม่ได้ทำเรื่องดังกล่าวอีกต่อไป

     ไม่สุงสิงผู้อื่น ชอบปลีกวิเวกลำพัง... เท่าที่เห็นท่านหญิงผู้นี้สามารถปรับตัวเข้ากับมารดาและพี่สะใภ้ของเขาได้ดีทีเดียว อาจพูดน้อยอยู่บ้าง ส่วนเรื่องชอบอยู่ลำพังนั้นนางเพียงชอบวาดรูปเป็นพิเศษ บางครั้งหมกตัวอยู่ในห้องหลายชั่วยามจนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็น

     หากถามถึงความเปลี่ยนแปลงหลังแต่งงานของนางหลังพบกันในตรอกเล็กๆ วันนั้น คงเป็นสีหน้าแจ่มใสกับแววตาเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ไม่เอาแต่ก้มมองพื้นหรือสอดส่ายไปรอบๆ ระหว่างสนทนาอีก กระนั้นบางครายังคงหลบเลี่ยงสายตาเขา นั่นอาจเพราะความเขินอายมิคุ้นชิน กับบ่าวไพร่ในเรือนที่กริ่งเกรงยศศักดิ์ของปันจิน กลัวว่านางอาจเป็นเจ้านายประเภทเอาแต่ใจเรียกร้องความสมบูรณ์แบบล้วนโล่งอกกันถ้วนทั่ว นางไม่เคยแสดงความเกรี้ยวกราดใช้ความเป็นเชื้อพระวงศ์ข่มเหงใคร เพียงรักษากิริยาสงบเรียบร้อยเสมอต้นเสมอปลายให้ผู้อื่นนับถือ

     เวลาอยู่ใกล้ๆ ชายหนุ่มสังเกตพบความเหนื่อยหน่ายระคนอับจนปัญญาจากท่าทางกับน้ำเสียง ไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุใด นางมักมีสีหน้าเหมือนยามเขาถูกบิดาเรียกไปอบรมสมัยเยาว์วัย

     ลู่ฉินกล่าวได้ไม่เต็มปากว่าภรรยามีความสุข ครั้นจะบอกว่าเป็นทุกข์ก็ยิ่งไม่ใช่

     เขาอยากทราบว่าอะไรกันแน่ที่กวนใจนางอยู่

     “อือ”

     เรียวขานุ่มนิ่มของสตรีพาดมาบนต้นขากำยำ หลายคืนมานี้พบว่าท่านปันจินไม่ใช่คนนอนดิ้น แล้วไฉน...

     “ข้าไม่ฟัง...ก้นหีบ...พอเถอะ” นางงึมงามท่ามกลางความมืด ลู่ฉินขมวดคิ้วเมื่อจู่ๆ ปันจินหันตะแคงมาหาเขา จำต้องเพ่งมองสักครู่โดยอาศัยแสงจันทร์ที่ไม่สว่างเอาเสียเลย แพขนตาหนานั่นขยับยุบยิบ คิ้วขมวด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น

     คงฝันร้ายกระมัง

     “ปันจิน”

     “.......”

     “ปันจิน”

     “ข้าบอกว่าไม่ดูไง ตำราอะไรนั่น...” สุ้มเสียงกระเง้ากระงอดเป็นพิเศษ ลู่ฉินไม่เคยได้ยินนางพูดในลักษณะนี้อดอึ้งงันไปไม่ได้ “ตำราอะไร บอกข้าได้หรือไม่”

     “พี่สาว อย่าเซ้าซี้...” ขานางก่ายอยู่ก็จริงทว่ากลับเอามือผลักเขา แรงเท่ามดนั่นไม่ทำให้บุรุษข้างกายขยับเขยื้อน แต่เพิ่มความกระหายใคร่รู้ให้มากยิ่งขึ้น

     “บอกข้าสิว่าตำรา...นี่เจ้า!” แม้อยู่ในอารามตกใจแต่ลู่ฉินหาได้โวยวายแตกตื่นเมื่อทั้งร่างของสตรีก่ายเกยขึ้นมา ควรซักถามให้รู้ความโดยเร็ว มิเช่นนั้นอาจแปรเปลี่ยนความตั้งใจไปทำเรื่องอื่นจนได้

     “เร็วเข้าภรรยา บอกข้าว่าเจ้า...อา” ไม่ทันเสียแล้ว เนินเนื้อนุ่มนิ่มแนบชิดบดเบียด ลู่ฉินกลั้นลมหายใจ หากลงมือตอนนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด การแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความรักใคร่ชอบพอ ถึงกระนั้นก็ยังถูกต้องตามประเพณี เขามีสิทธิ์ในตัวนางเต็มที่ไร้ข้อกังขา

     ฝ่ามือนุ่มทั้งสองข้างไม่ขยับ แต่เป็นเรียวขาของนางทำหน้าที่คล่องแคล่วชวนหวานเสียว หัวคิ้วลู่ฉินผู้ตกที่นั่งลำบากกดลึกกว่าเดิม ความอยากรู้เหือดหาย แทนที่ด้วยอารมณ์ร้อนรุ่มดั่งไฟสุม การควบคุมเกือบพังทลายเมื่อเข่านางชนต้นขาด้านในของเขาเบาๆ สองสามครั้ง

     “เจ้า” อาจเพราะเสียงเรียกครั้งนี้ดังไปสักหน่อยเปลือกตาของสตรีจึงเริ่มขยับ

     “ทะ ท่านพี่” เพราะรู้สึกว่าตนเกาะก่ายอยู่บนอะไรบางอย่างเลยได้สติ ลืมตาเห็นว่าอยู่ในท่าทางไม่เหมาะสมพลันเกิดความกระดากตีม้วนขึ้นจนรีบกระเถิบถอยไปเกือบสุดผนังด้านใน

     “ขะ ข้าช่วยห่มผ้าให้ท่านเอง” นางรีบจัดการผ้าห่มมือไม้เป็นระวิง ในใจก่นด่าตนเองว่าทำเรื่องขายหน้าอีกแล้ว

     “ท่านรีบพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องออกไปเข้าเวรแต่เช้า”

     “แล้วเจ้ามีเรื่องอันใดต้องทำหรือไม่”

     “พรุ่งนี้ช่วงยามซื่อข้าต้องไปวัดกับท่านแม่” ลู่ฉินฟังนางกล่าว ไม่ได้ตอบโต้อันใดเป็นนานสองนาน

     เรือนเขามีผู้อาวุโส ปล่อยให้ภรรยานอนไม่พอตื่นไปพบมารดาด้วยท่าทางไม่กระฉับกระเฉงต้องดูไม่ดีแน่ ลู่ฉินริมฝีปากกระตุกระหว่างมองเงาร่างของปันจินสอดกายลงในผ้าห่มหันหน้าเข้าหากำแพง ใช้เวลาข่มอารมณ์ที่ถูกหยอกเย้ากลับสู่ความสงบ แต่ความคิดกับการลงมือทำนั้นยากง่ายต่างกันลิบลับ ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจ แค่นยิ้มเยาะเย้ยความทรมานของตนเอง

     เช้าวันรุ่งขึ้นหลังเรียกบ่าวไพร่ช่วยล้างหน้าสางผม ปันจินพบว่าสายตาของคนสนิทแฝงไปด้วยความวิตกกังวล

     “บ่าวขอขมาท่านล่วงหน้าเจ้าค่ะ” อาเถาก้มหน้าลงขณะรอให้สาวใช้อีกสองคนยกอ่างน้ำออกไปข้างนอก ด้านปันจินยังจับต้นชนปลายไม่ถูก “เจ้าขอขมาข้าทำไมน่ะอาเถา”

     “เมื่อเช้าบ่าวเห็นสีหน้าท่านเขยไม่สู้ดีเลย พวกท่านทะเลาะกันหรือเจ้าคะ” สาวใช้ร่างอวบเป็นห่วง “บ่าวเคยได้ยินผู้อาวุโสกล่าวไว้ คนเป็นภรรยาหนักเบาให้ผ่อนปรน มีอะไรรีบปรับความเข้าใจกัน ท่านเอาใจท่านเขยเข้าหน่อยประเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้น”

     “อืม ข้าเห็นด้วยกับนางนะ” ไม่ทันขาดคำสาวใช้ ร่างของวิญญาณสาวก็ปรากฏขึ้น ปันจินเพียงรับฟังทั้งสองด้วยสีหน้างุนงง

     นางไปสร้างความขุ่นเคืองอะไรให้แก่ลู่ฉินงั้นหรือ


     หลังออกไปวัดชานเมืองและรับประทานอาหารมังสวิรัติพร้อมแม่สามีกับพี่สะใภ้ใหญ่นามไป๋หลิง ปันจินกลับมาพักผ่อนในเรือนด้วยความสุขใจ เป็นเมื่อก่อนนางคงหวาดระแวงสารพัดว่าอาจสบตากับวิญญาณมีห่วงทั้งหลาย จากนั้นก็ถูกกลุ้มรุมร้องขอให้ช่วยชำระแค้นหรือทำให้สิ่งค้างคาในภพนี้ นึกไม่ถึงว่านอกจากแม่สามีอย่างลู่จิวจะไม่ถือสาเรื่องนางใช้ผ้าแพรคาดตาแล้ว ยังกำชับกำชาสาวใช้ช่วยดูแลเป็นอย่างดี พอนางอ้างกับพี่สะใภ้ใหญ่ว่าทำเช่นนี้เพราะมีอาการเจ็บตา สู้แสงแดดจัดจ้านานๆ ไม่ได้ ไป๋หลิงยังมีสีหน้าห่วงใย คอยถามไถ่อาการเป็นระยะ

     ได้ใช้ชีวิตกับตระกูลสามีดีๆ เช่นนี้ นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่

     “น้องสาว!” วิญญาณสตรีร้องเรียกนางหลังหย่อนกายลงบนเก้าอี้จิบชาฤดูเก็บเกี่ยวอย่างสบายใจ “น้องสาวตามข้ามาเร็วเข้า”

     “พี่สาวใจเย็นก่อน ท่านมีปัญหาอะไร” ท่าทางเหมือนปีติยินดีกึ่งๆ เลื่อนลอยนั่นชวนให้สงสาร

     “ข้าเห็นคนผู้หนึ่งแล้วรู้สึกคุ้นหน้านัก” ปันจินลุกตามร่างของผีพี่สาวออกไป

     น้ำหนึ่งหยดยังต้องทดแทน นับประสาอะไรกับที่ผ่านมาอีกฝ่ายล้วนเอาตัวเป็นปราการป้องกันนางจากวิญญาณอื่น ปันจินย่อมเต็มใจทุ่มเทช่วยเหลืออีกฝ่ายเต็มที่

     “ท่านเห็นคนผู้นั้นที่ไหน”

     “ตรงสวนใหญ่” สวนใหญ่ที่สุดในจวนของพ่อสามีอยู่ตรงเรือนกลาง ทั้งสองเร่งรุดออกไปทันที ครั้นเห็นสาวใช้เดินสวนมาปันจินจำต้องชะลอฝีเท้าลงเพื่อรักษาภาพพจน์สะใภ้รองเอาไว้ กว่าจะพ้นมาได้สีหน้าวิญญาณสาวยิ่งกระวนกระวายหนักกว่าเดิม

     “เจ้าต้องช่วยข้าจำหน้าเขา ไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็ไร้ความหมาย” พอถึงสวนใหญ่กลับไม่พบใครสักคน วิญญาณร้อนรน นางพุ่งทะลุกำแพงฝั่งนู้นฝั่งนี้ไปมา กระทั่งเห็นพ่อบ้านยืนส่งแขกหน้าประตูใหญ่ ทิศทางที่คนผู้นั้นเดินไปมีรถม้าธรรมดาคันหนึ่งจอดรออยู่ข้างกำแพงฝั่งขวา

     “เขาอยู่ทิศนั้น” นางชี้ไปด้านนอก “น้องสาวรีบออกไปเร็วเข้า...ไม่สิ ไม่ทันแน่” กว่าปันจินจะกระหืดกระหอบออกไปอีกฝ่ายคงขึ้นรถม้าออกไปไกลแล้ว “ขึ้นไปบนนั้นเร็วเข้า เจ้าต้องมองเห็นหน้าเขาได้ชัดเจนแน่นอน!”

     ปันจินมองต้นไม้ใหญ่ในเขตเรือนปีกขวาของตนพลางละล่ำละลัก “ข้าไม่เคยปีนต้นไม้”

     “เร็วเข้าเถอะ” นี่วิญญาณสตรีตรงหน้าไม่ฟังที่ตนพูดเลยใช่หรือไม่

     “ข้าปีนต้นไม้ไม่เป็นจริงๆ ท่านจำหน้าเขาแล้วค่อยบอกข้าภายหลังเถอะ”

     “ไม่ได้ๆ ถ้าวันหน้าเจ้าบังเอิญพบเขายามอยู่พร้อมหน้ากับสามีข้าก็บอกเจ้าไม่ได้น่ะสิ” อีกฝ่ายพูดมีเหตุผล

     ปันจินจนปัญญา ถูกเร่งเร้าหนักเข้ายิ่งคิดแผนการไม่ออก สุดท้ายนางตัดสินใจยกชายกระโปรง เร่งฝีเท้ากลับไปในสวนเขตเรือนปีกขวาก่อนเริ่มปีนต้นไม้ “หากมีคนมาต้องรีบบอกทันทีนะ” ยังไม่วายร้องสั่งต้นตอความคิดแผลงๆ

     ท่านหญิงคิดภาพที่เคยเห็นผู้อื่นปีนต้นไม้ก็ทำตาม ไม่น่าเชื่อว่าด้วยเสียงเร่งเร้าและความตั้งใจครู่เดียวนางก็ขึ้นมาสูงพอสมควร

     “เร็วเข้าๆ” ท่านหญิงปีนขึ้นไปสูงจนพอมองเห็นตรอกข้างนอก ต้องยกความดีทั้งมวลให้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เยื้องไปทางกำแพง ทำให้สามารถมองเห็นทุกสิ่งชัดเจน ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งแต่งกายด้วยสีน้ำตาลเข้ม ดูสุภาพเหมือนพวกหรงจู๊ตามโรงเตี๊ยมใหญ่กำลังขึ้นรถม้า

     “ว่าอย่างไร เจ้าเห็นหรือไม่ เขาใส่ชุดสีน้ำตาล” วิญญาณสาวลอยขึ้นมาอยู่ข้างๆ ทันได้มองสารถีขยับบังเหียน เคลื่อนรถม้าออกไปพอดี “เห็น หากมีโอกาสพบกันข้าจำได้แน่นอน ว่าแต่เขามีความสัมพันธ์ใดกับท่านเล่าพี่สาว”

     “ข้า...ข้า ข้ายังนึกไม่ออก รู้เพียงคุ้นหน้าเขาอยู่บ้าง” นี่เป็นปัญหาใหญ่ วิญญาณสาวไม่ทราบชื่อแซ่ของตนเอง ทำให้ลำบากในการหาที่มาที่ไป

     “อย่าเพิ่งวิตก ค่อยๆ ช่วยกันคิดย่อมต้องมีทางออกแน่นอน” สายตาปันจินอ่อนลงก่อนเปลี่ยนเป็นแตกตื่นตกใจเมื่อลมเย็นวูบหนึ่งพัดมา นางโผยึดเหนี่ยวบริเวณลำต้นไว้แน่น ระลึกได้ว่าตนอยู่บนที่สูง

     “เจ้าลงไปข้างล่างเถอะ ประเดี๋ยวสาวใช้ตามหาไม่เจอจะเป็นเรื่อง”

     ยังมีหน้ามาพูดกับนางเช่นนี้อีกหรือ ขึ้นหลังพยัคฆ์ย่อมยากต่อการหาทางลง บอกอยู่ปาวๆ ว่าปีนต้นไม้ไม่เป็นยังบีบคั้น

     “ทำไงดีพี่สาว ข้าไม่กล้า” อีกฝ่ายรีบร้องสั่งไม่ให้ปันจินมองลงไปเบื้องล่าง

     “ข้าว่าคงต้องยอมเสียหน้าเรียกบ่าว...” จู่ๆ วิญญาณสาวเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ปันจินทราบทันทีว่าใครบางคนกลับมาถึงจวนแล้วอีกทั้งคงอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

     สวรรค์ นางยินยอมให้เขาหัวเราะเยาะดีกว่าให้ข้ารับใช้ภายในจวนพบเห็นแล้วนำไปฟ้องพ่อแม่สามี

     ความคิดโลดแล่นไม่ทันไร ร่างของใครบางคนก็เดินเข้ามาในสวนเรือนปีกขวา

     ลู่ฉินในชุดราชองครักษ์มองหาร่างท่านหญิงผู้เป็นภรรยาเนื่องจากมีเรื่องสำคัญบางอย่างต้องแจ้งแก่นาง ทว่ามองไปรอบๆ ยังไม่เห็นแม้เงา ก่อนหน้านี้พ่อบ้านยังบอกว่าฮูหยินกับสะใภ้ทั้งสองกลับจากวัดตั้งแต่ช่วงบ่าย เขาเข้าไปในห้องวาดรูปของนางก็พบเพียงอาเถากับบ่าวหญิงซึ่งถูกสั่งให้จัดห้องและทำความสะอาดพู่กัน ไม่รู้เจ้าตัวหายไปที่ใด

     “ท่านพี่ ท่านพี่ ข้าอยู่บนนี้” เสียงเรียกแว่วมา

     “ท่านพี่” ปันจินใช้มือเดียวป้องปากพลางเร่งเสียงให้ดังขึ้นอีกเล็กน้อย

     “ภรรยาข้า เจ้าทำอะไรน่ะ” ลู่ฉินแหงนหน้ามองสตรีบนต้นไม้ใหญ่ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยมากกว่าแตกตื่น ภาพหญิงสาวเกาะเกี่ยวกิ่งก้านของต้นไม้นั่นดูไม่จืดจริงๆ “รีบลงมาเถอะ หากผู้อื่นพบเข้าคงไม่ใช่เรื่องดี”

     ไม่ต้องให้เขาบอกนางก็ทราบว่าท่าทางของตนชวนขายหน้าเพียงใด

     “ขะ ข้า...” เสียงใสตะกุกตะกัก มองปลายเท้าตนเองซึ่งอยู่สูงเหนือพื้นหลายจั้งพลันรู้สึกวูบโหวงพิกล

     “ข้าลงไปเองไม่ได้ ข้ากลัว” คำสารภาพนี้ทำให้คิ้วสามีขมวดเป็นปม

     “แล้วก่อนหน้านี้ขึ้นไปได้อย่างไร” จะกล่าวว่ากลัวความสูงก็ต้องไม่ปีนขึ้นตั้งแต่แรก “ค่อยๆ ลงมา ข้าอยู่ตรงนี้ไม่ปล่อยให้เจ็บตัวแน่” คำพูดนี้สมควรสร้างความเชื่อมั่น แต่นางยังอดมือสั่นเทาไม่ได้

     “ตกลง ท่านอย่าไปไหนนะ”

     ลู่ฉินคอยแนะให้นางเหยียบกิ่งไม้ที่ดูมั่นคงแข็งแรงเป็นระยะ ปันจินลงมาได้ครึ่งทางโดยไร้เรื่องชวนขวัญเสีย คงต้องขอบคุณต้นไม้ใหญ่นี้ที่แข็งแรงไม่โยกคลอนแม้แต่น้อย “อีกนิดเดียว มีสมาธิอย่ามัวพะวงเรื่องอื่น”

     ปันจินได้ยินพลันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกขึ้นมา ผู้อื่นต้องมีสมาธิทบทวนตำราเล่นดนตรีฝึกซ้อมอาวุธ ส่วนนางต้องมีสมาธิไต่ลงต้นไม้

     ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย

     “อ๊ะ” กิ่งไม้ยังแข็งแรงทว่าเป็นรองเท้าเจ้ากรรมของนางเอกที่ลื่นเสียหลัก ร่างผอมบางออกแรงยึดกิ่งไม้เหนือศีรษะสุดกำลัง “ลู่ฉิน!” เสียงร้องแตกตื่นของสตรีทำเอาบุรุษอยู่ไม่เป็นสุข

     “ปล่อยมือ”

     “หา!?” ท่านหญิงเบิกตากว้างตะลึงพรึงเพริดกับคำสั่ง

     “ปล่อยมือ ข้าจะรับเอง” ระยะห่างไม่เยอะแล้ว ไม่เยอะในสายตาของคนด้านล่าง แต่ยังคงห่างนักในความรู้สึกของปันจิน ท่านพี่ ท่านเสียสติหรือ ข้าไม่ปล่อย” เมื่อปลายเท้าไม่ได้ช่วยกระจายน้ำหนัก จึงกลายเป็นภาระของกิ่งไม้ด้านบนโดยตรง ต่อให้แข็งแรงเพียงใดแต่เพราะก่อนหน้าหาได้มีน้ำหนักถ่วงเอาไว้ทั้งหมดก็ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลง อีกทั้งหญิงสาวยังขยับยุกยิกไม่อยู่นิ่ง สักพักเสียงปริแตกของเนื้อไม้ก็ดังขึ้น เร่งปันจินให้ลนลานกว่าเดิม

     “ทำเช่นไรดี” นางน้ำตาปริ่ม ไม่กล้าขยับมาก ได้แต่ส่งเสียงอย่างระมัดระวัง “ท่านพี่ข้าไม่อยากพิการ”

     ขนาดมีขาแท้ๆ ยังวิ่งหนีวิญญาณเหล่านั้นพ้นบ้างไม่พ้นบ้าง หากขยับไม่ได้ย่อมตกเป็นเป้านิ่งแน่นอน

     “เชื่อข้า ปล่อยมือ!” เสียงทุ้มเฉียบขาด หัวของนางสั่งให้ทำตามโดยไม่ทันตั้งตัว ปันจินทำได้เพียงหลับตาแน่นยามรู้สึกว่าร่างของตนร่วงผ่านอากาศ ภาพนางหลับตากางแขนกางขา สะบัดไปมาราวกับกำลังว่ายน้ำอยู่ในประทับลงในความทรงจำของลู่ฉิน เขาย่อกายเอนหลังเล็กน้อย โอบอุ้มร่างของภรรยาที่ร่วงเข้าหาแน่น ไม่ปล่อยส่วนใดให้ต้องพื้นดิน

     “.......” สัมผัสแข็งแกร่งโอบประคองหลังกับขานางไว้ในชั่วพริบตา ปันจินค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่าลู่ฉินกำลังจ้องมองมา คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้น ท่าทางติดยียวนเหมือนยามกระเซ้าเย้าแหย่พี่ชายน้องสาว

     “ไฉนในเรือนข้าถึงมีลูกลิงเล่า”

     นางกะพริบตาเพียงสองสามครั้ง หยดน้ำตาซึ่งเดิมปริ่มอยู่ร่วงหล่น พร้อมปล่อยเสียงร้องไห้โฮ

     “ท่านพี่” รู้ว่าเขาใช้ร่างรับนางลงพื้นได้อย่างปลอดภัยพลันรู้สึกโล่งอก

     “เจ้าบาดเจ็บตรงไหน บอกข้าเร็วเข้า” มือนวลเนียนเรียบลื่นดุจหยกคลำไปทั่วร่างตนเอง ลู่ฉินเห็นนางก้มๆ เงยๆ จึงถามย้ำ “ว่าอย่างไร เจ้าร้องไห้เสียงดังคงไม่ใช่แข้งขาหักหรอกนะ”

     แม้ร่างนางเกยอยู่บนกายเขาแต่อุบัติเหตุนั้นคาดเดายาก เห็นภรรยาปล่อยโฮเป็นเด็กน้อยย่อมไม่มั่นใจ

     ปันจินจ้องอีกฝ่ายนิ่ง สองแก้มร้อนขึ้นมาอีกรอบ สูดน้ำมูกครั้งหนึ่งอ้อมแอ้มตอบเขาแผ่วเบา

     “ไม่มีส่วนใดหัก ยะ...ยังอยู่ดีทุกประการ” ลู่ฉินผู้สง่างามกะพริบตาก่อนเบือนหน้าหนี

     “ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะจนแผ่นอกกระเพื่อม ขยับกายนั่งรั้งนางให้ลุกตาม เห็นภรรยาร่ำไห้ด้วยความเสียขวัญลู่ฉินยังคงกักเก็บความขบขันเอาไว้ไม่ไหว ภาพนางทำหน้าแตกตื่นแล้วปล่อยโฮมันช่างสร้างความเบิกบานในใจดีแท้

     “.......” ผู้อื่นนินทาหรือหัวเราะเยาะนางลับหลังใช่ไม่เคยพบ ทว่าถูกเขาหัวเราะใส่หน้าตรงๆ ซ้ำยังหัวเราะเอาเป็นเอาตายไม่เหลือทางหนีทีไล่ไว้ให้ก็เกิดความอับอายขึ้น สีหน้าซีดขาวเริ่มขึ้นสีระเรื่อ

     กลับไปเป็นบุรุษผู้ดูสุภาพและสุขุมเช่นเก่าเถอะ เป็นเช่นนี้นางหาทางรับมือไม่ถูกจริงๆ

     ลู่ฉินกระแอมไอเพื่อตั้งสมาธิ วางท่าสุขุมกลบเกลื่อนหลังเสียมารยาทหัวเราะใส่ “ใครใช้ให้ขึ้นไปเล่นซนบนต้นไม้กันเล่า” ประโยคแรกยังคงมีรอยยิ้มและสีหน้าแกมจนใจตามมา ทว่าประโยคถัดไปดูเป็นการเป็นงาน “ขึ้นไปแล้วลงไม่ได้เช่นนี้อันตราย อย่าได้ทำอีกเข้าใจหรือไม่”

     “ข้าเข้าใจแล้ว”

     “เช่นนั้นก็ดี เรามีเรื่องต้องคุยกัน กลับไปที่ห้องเถอะ”

     ปันจินก้มหน้าสงบเสงี่ยมตามเขาไป นางแก้ตัวไม่ได้ ครั้นจะบอกความจริงว่าเหตุใดถึงขึ้นไปทั้งที่กลัวสุดใจก็ยิ่งไม่ได้

     ไม่รู้ว่าเขาคิดเห็นเป็นประการใดบ้าง อาจดูถูกว่านางช่างไม่สมเป็นกุลสตรีหรือร้ายหน่อยอาจคิดว่านางไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน

     ฝ่ายคนเดินนำหน้าไม่นำพาความกลุ้มใจของภรรยา เขาพยายามลบภาพนางกางแขนหลับตาร่วงลงจากต้นไม้

     ดูไม่จืด

     คราแรกยังคงมองความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่กระจ่างนัก ทว่าเมื่อท่านหญิงเห็นไหล่ของชายหนุ่มที่เดินนำหน้าสั่นไหวน้อยๆ จึงแจ้งแก่ใจ

     “กลั้นไปทรมานเปล่าๆ ท่านหัวเราะออกมาเถอะ”

     ความอับอายครั้งนี้นางต้องหอบเอาไว้อีกนานเพียงใด ครั้นจะเอาคืนชายหนุ่มเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตนเองก็ใช่ที่เพราะเขาเป็นคนช่วยเอาไว้ ปันจินไม่เข้าใจเลย เหตุใดลู่ฉินชอบทำให้นางไม่เหลือที่ยืน

     “ข้าซุกซนหาเรื่องเอง ตั้งแต่เด็กก็ดื้อด้านเหลือจะกล่าว ไม่ว่าท่านแม่หรือใครๆ เตือนล้วนไม่ฟัง” ชายหนุ่มฟังคำแก้ต่างให้มารดากับคนในจวนเป้ยจื่อก็เข้าใจ ปันจินหวังปกป้องไม่ให้เขาดูแคลนว่านางไม่ได้รับการอบรมจึงรีบออกตัว

     นางดื้อจริงหรือไม่ ซุกซนจริงหรือไม่ ไยเขาจะมองไม่ออก

     ตั้งแต่แต่งงานมานางมักปฏิบัติต่อบ่าวไพร่ในเรือนด้วยความอารี ยามทำสิ่งใดมักแฝงความไม่มั่นใจฉายผ่านให้เห็นทางแววตา ถ้าเล่นซนมาตั้งแต่เด็กสมควรร่าเริงสดใส มีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมต่างหาก จริงอยู่ว่าออกเรือนเป็นสะใภ้นั้นต้องมองสีหน้าสามี อ่านอารมณ์คนในตระกูล แต่ท่านพ่อท่านแม่ของเขาล้วนไม่มีอะไรให้น่ากังวล ลู่ฉินคิดไม่ตกว่าไฉนนางยังคงทำท่าเหมือนนั่งบนพรมเข็มอยู่เนืองๆ

     “ท่านหญิง บ่าวนำน้ำ เอ่อ...ท่านเขย” อาเถาและสาวใช้อีกคนซึ่งยกอ่างน้ำอุ่นมาหวังนวดเท้าและให้ผู้เป็นนายได้แช่รีบหลบไปยืนอีกฝั่งพลางก้มหน้า ปล่อยให้ลู่ฉินเปิดประตูเดินนำเข้าห้องไป ท่านหญิงเดินตามผู้เป็นสามีปิดบานประตูลง นางไม่ทราบว่าเขาได้พินิจพิเคราะห์ตนเองจนกระจ่างแจ้งดุจนิ้วบนฝ่ามือ ถ้าปันจินรู้คงตื่นตกใจเพราะคิดว่าตนเองปกปิดทุกอย่างได้แยบคายยิ่ง

     “ข้าสัญญาว่าจะไม่สร้างปัญหาอีก” บนใบหน้าคมคายชวนมองของบุรุษมีรอยยิ้มจนใจชนิดหนึ่งประดับอยู่ หญิงสาวมองไม่ออกว่าเขาใส่ใจหรือไม่ใส่ใจกับคำสัญญากันแน่

     “ข้าจะเรียกคนเข้ามาช่วยท่านผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า” นางทำท่าจะลุกไปเรียกสาวใช้กลับถูกบอกให้นั่งลง เห็นชัดว่าเขาต้องการสนทนาเรื่องสำคัญ

     “แต่เล็กข้ามักเห็นท่านแม่จัดการเรื่องเครื่องแต่งกายให้ท่านพ่อ ข้าไม่มีเจตนาให้สาวใช้จากจวนเป้ยจื่อเป็นสาวใช้ข้างห้อง เช่นนั้นก็อย่าทำให้นางลำบากใจเลย” ปันจินลอบเม้มริมฝีปากตนเอง รู้สึกราวเขาต่อว่านางเรื่องโยนหน้าที่ดูแลปรนนิบัติสามีไปให้ผู้อื่นกระทำ ธรรมเนียมแต่ละครัวเรือนล้วนแตกต่าง จวนเป้ยจื่อเป็นอย่างหนึ่ง จวนของราชองครักษ์เป็นอย่างหนึ่ง นางเองแม้สนิทสนมกับมารดาแต่ไม่เคยเห็นท่านยามอยู่ในห้องหับกับบิดา อีกทั้งไม่ว่าทำอะไรตั้งแต่เล็กล้วนมีบ่าวไพร่ลงมือแทน

     ในเมื่อลู่ฉินเอ่ยปาก หากนางไม่ทำเห็นทีคงเป็นภรรยาที่ไม่ได้ความ

     “ต่อไปนี้ข้าจะช่วยท่านผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเอง”

     ลู่ฉินเห็นสีหน้าของภรรยาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ชัดเจนว่าบางทีตนอาจพูดอะไรทำร้ายจิตใจนางเข้าจึงรีบเอ่ยเรื่องสำคัญเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

     “อีกห้าวันข้างหน้าสกุลถงเจียมีงานมงคล หลานชายสายหลักคนที่สามของพวกเขาแต่งกับหลานสาวของผู้พิพากษาศาลซุ่นเทียน พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ต้องไปงานวันเกิดของใต้เท้ากระทรวงพิธีการ ดังนั้นเจ้าต้องรับหน้าที่จัดการเรื่องของขวัญสกุลถงเจียเอง ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามท่านแม่ได้” ปันจินฟังแล้วคิดไตร่ตรอง การเลือกของมีค่าในวาระต่างๆ ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง นางเป็นท่านหญิงได้รับการอบรมเรื่องนี้จากมารดาอย่างเข้มงวด

     “ข้าจะตระเตรียมของขวัญให้เรียบร้อย” ถึงเวลานำรายการของเหล่านั้นให้แม่สามีได้ดูสักนิดว่าเหมาะสมดีเป็นอันเสร็จสิ้น

     “อืม เลือกอาเถากับสาวใช้อีกคนติดตามไปก็พอ” ปันจินเกือบพยักหน้าตามคำพูดนั้นแต่แล้วพลันกระจ่างถึงความหมาย

     “ข้าต้องไปด้วยหรือ!?” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเมื่อได้ยินภรรยากล่าว

     “แน่นอน ยามนี้ข้าหาใช่บุรุษตัวคนเดียวอีกแล้ว” เขาดึงเทียบเชิญออกมาและเลื่อนไปให้ภรรยา

     ดูเหมือนว่าความตั้งใจของปันจินคงไม่เป็นไปดั่งใจหมาย

     “มาช่วยข้าเปลี่ยนชุดเถอะ” ลู่ฉินลุกขึ้นด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงไปยังห้องเล็กด้านข้าง นางได้แต่ก้มหน้าตามไปหลังฉากบังตา วางมือชื้นเหงื่อลงบนเสื้อตัวนอกของเขา เพราะมัวแต่พยายามตั้งสมาธิจึงไม่สังเกตเห็นแววตาระยิบระยับจากชายหนุ่ม


     ลู่ฉินกระหายใคร่รู้ แท้จริงนางเป็นสตรีเช่นไร



ยามซวี - ช่วงเวลาประมาณ ๑๙.๐๐-๒๐.๕๙ น

ถานฮวาหรือดอกถานได้รับการยกย่องให้เป็นราชินีแห่งรัตติกาล บานเพียงช่วงเวลากลางคืนและโรยราไปตอนรุ่งเช้า ดอกเป็นสีขาวมีกลีบซ้อนกัน

ยามซื่อ - ช่วงเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ ถึง ๑๐.๕๙

กระจ่างแจ้งดุจนิ้วบนฝ่ามือ หมายถึง มองออกได้กระจ่างราวกับเป็นนิ้วมือของตนเอง



ช่วงเม้ามอยกับซือซิง ʕ •ᴥ• ʔ
ไปรับน้องแมคลูกรักกลับมาจากศูนย์ซ่อม ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูก โอ๋ๆๆ
สัญญาว่าแม่จะเลิกเซฟรูปหนุ่มจีนมาเก็บจนเครื่องอืด... (  '__'  )

บทนี้จัดยาวหน่อย แทนคำขอโทษที่หยุดไป มีจุดเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่เฉลยมากมาย อ่านไปเรื่อยๆ นักอ่านจะค่อยๆเก็ตเองเนอะ อะไรนะคะ... ยังไม่ได้เข้าหอ เข้าไปแล้ววววววว กรี๊ดดดด แม้ซือซิงไม่เขียนคืนเข้าหอตามธรรมเนียมของทั้งสองแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเลิฟซีนนะ เพียงแต่จะเป็นเมื่อไหร่ต้องคอยติดตาม

ด้วยรัก

ซือซิง
19/06/18

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 487 ครั้ง

1,056 ความคิดเห็น

  1. #735 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 20:31
    ไม่น่าจะใช่คนสุขุม สุภาพบุรุษอย่างที่ปันจินคิดซะเเล้ววววว
    พี่สาว ใช่คนคนนั้นตอนต้นเรื่องที่เข้ามาปลุกใครสักคนหรือเปล่านะ
    #735
    1
    • #735-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 3)
      14 พฤศจิกายน 2561 / 21:12
      ต้องดูกันค่าว่าใช่หญิงสาวในบทนำหรือเปล่า
      #735-1
  2. #602 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 11:33
    นางเอกมี six sense นี่เอง
    #602
    0
  3. #351 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 11:17

    งงกับชื่อมาก มีความเยอะ

    #351
    1
  4. #99 miramari (@miramari) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 01:29
    จริงๆแล้วเฮียเป็นคนยังไงเนี่ย
    #99
    1
    • #99-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 3)
      11 กรกฎาคม 2561 / 22:27
      ต้องค่อยๆ ดูไป จะเริ่มแตกฉานว่าฮีไม่ธรรมดา 555
      #99-1
  5. #89 Monqter (@Monqter) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 20:59
    จำลำดับญาติพี่น้องไม่ถูกฮือออ
    #89
    1
    • #89-1 (@FrostyNight) (จากตอนที่ 3)
      10 กรกฎาคม 2561 / 13:15
      โอ๋ๆ จำแค่ลู่จิวกับช่างอิ่นเป็นพ่อแม่สามีพอ อิอิ
      #89-1
  6. #51 Wanone2548 (@Wanone2548) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 15:08
    อ่านแบบงงๆต่อไปค่ะ เข้าหอตอนไหนคะ?
    #51
    1
    • #51-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 3)
      22 มิถุนายน 2561 / 20:32
      ไรต์จงใจเขียนข้ามคืนเข้าหอไปเลยค่ะ ถือว่าตกเป็นของกันและกันไปแล้ววว 555
      แต่ฉากหวานจิกหมอน กำเดากระฉูด มีแน่นอน หุหุ
      #51-1
  7. #49 mee_pa (@mee_pa) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 10:00
    อ้าว ต้องกลับไปอ่านใหม่ เข้าหอตอนไหนเนี่ย
    #49
    1
    • #49-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 3)
      22 มิถุนายน 2561 / 20:33
      ไรต์จงใจเขียนข้ามคืนเข้าหอไปเลยค่ะ เราจะร้องว้าวกันหลังจากนี้ หุหุ =.,=
      #49-1
  8. #48 pimpim (@pimpimwall) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 22:13

    แกล้งภรรยาตลอด

    #48
    1
    • #48-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 3)
      20 มิถุนายน 2561 / 00:23
      ไปติดเชื้อสหายบิดาอย่างตันหลิวมาแน่เลยค่ะ
      #48-1
  9. #47 avid reader (@naru712) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 21:04
    แหมตาต้องระยิบระยับขนาดนั้นไหม
    #47
    1
  10. #46 niceday777 (@niceday777) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 20:37
    ขอบคุณที่ทำผังตัวละครค่ะ เข้าใจขึ้นเยอะเลย
    #46
    1
  11. #45 151119 (@151119) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 20:10
    คืนนี้เข้าหอเลยเจ้าค่ะ....
    #45
    1
    • #45-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 3)
      20 มิถุนายน 2561 / 00:22
      ว๊ายยยยย =.,= ติดตามไปก่อน มีเรียกเลือดเป็นระยะ 555
      #45-1
  12. #44 ped.ped (@pedpd1122) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 20:06
    น่ารักกกก รออเลย
    #44
    1
  13. #43 jinJKT (@jinJKT) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 20:04

    พี่สาว ท่านเกือบทำน้องตกต้นไม้โครมครามแล้วนะ

    #43
    1
  14. #42 C_chadarat (@C_chadarat) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 20:02
    โอ้ยรอติดตามนะคะ นี่อยากเห็นลูกแฝดของช่างอิ่นมีเรื่องเป็นของตัวเอง วันนี้ได้อ่านแล้ว เย้ๆๆ
    #42
    1
    • #42-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 3)
      20 มิถุนายน 2561 / 00:21
      ^^ ขอบคุณมากเลยค่ะ พาหนุ่มๆ รุ่นใหม่มาหานักอ่านแล้ว
      #42-1
  15. วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 19:47
    สนุกกกกกก
    #41
    1
  16. #40 GTuiar (@maybe-shop) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 19:15
    น่าร้ากกกก ชอบอะ รอติดตามต่อเลยค่าา
    #40
    1