ตอนที่ 2 : บทที่หนึ่ง - ท่านหญิงปันจิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16982
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 552 ครั้ง
    15 พ.ย. 61


**Rewrite 15/11/18

 

บทที่หนึ่ง ท่านหญิงปันจิน


     อ้ายซินเจวี๋ยหลัวปันจิน

     ไม่ใคร่สังสรรค์ในงานรื่นเริง

     ไม่ชอบออกไปนอกเขตจวนบิดา

     ในสายตาของผู้คนนางช่างแปลกแยกแตกต่างจากท่านหญิงอื่นๆ

     ทว่ามีสิ่งหนึ่งท่านหญิงโปรดปรานเสียเหลือเกิน มันคือการวาดภาพ จิตใจของนางสงบลงได้เมื่อจับพู่กันลากเส้นสายไปตามความรู้สึก ทั้งเป้ยจื่อและพระชายาล้วนไม่บังคับธิดา ปล่อยให้นางมีอิสระกับการทำในสิ่งที่ชอบ

     “ท่านหญิง ของว่างมาแล้วเจ้าค่ะ” ปันจินตอบรับเบาๆ สาวใช้ร่างอวบก็ยกถาดของว่างเข้ามา

     อาเถาเป็นสาวใช้ประจำตัวของนางมาได้หกปี อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน อีกทั้งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทราบความลับของนาง

     “อาเถา ข้าอยากออกไปข้างนอก” คนฟังแทบรินชาหก เบิกตากว้างมองเจ้านายด้วยความฉงน

     “ท่านอยากออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ”

     ร้อยวันพันปีท่านหญิงไม่เคยคิดอยากออกไป แม้กระทั่งพระชายายังต้องเสียเวลาเกลี้ยกล่อมยกใหญ่ ไฉนวันนี้ครึ้มอกครึ้มใจต้องการออกไปข้างนอกขึ้นมาเล่า

     “ข้าก็บอกเจ้าอยู่นี่ไง” ปันจินถอนหายใจ วางพู่กันลง “ได้ยินมาว่าตรอกแห่งหนึ่งใกล้ๆ ประตูตะวันออกมีร้านเครื่องเขียนเปิดใหม่ ข้าอยากไปเลือกดูพู่กันเสียหน่อย” นางละเลียดลิ้มรสชาหิมะ ดวงตากลมโตทว่าขาดชีวิตชีวาทอดมองไปด้านนอก เหม่อลอยราวจิตใจมิได้จดจ่ออยู่กับของกินตรงหน้า

     “เช่นนั้นบ่าวจะไปแจ้งพ่อบ้านนะเจ้าคะ”

     “ไม่ต้อง” ปันจินวางถ้วยชารวดเร็ว ปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ต้องบอกใครทั้งนั้น เจ้าไปสั่งให้คนเตรียมรถม้าก็พอ”

     “ท่านหญิง!” อาเถาอ้าปากน้อยๆ จะยอมให้ผู้เป็นนายทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ต่อให้เป้ยจื่อกับพระชายาอนุญาตให้ท่านหญิงออกไปข้างนอกได้ แต่ดีร้ายตัวนางซึ่งเป็นเพียงบ่าวไพร่ต้องรายงานพ่อบ้านเพื่อจัดการเรื่องคนติดตามปรนนิบัติคุ้มกัน

     “ท่านหญิงเจ้าคะ หากไม่แจ้งพ่อบ้านบ่าวอาจถูกลงโทษว่าไม่รู้จักเตรียมการรับใช้ให้เหมาะสม”

     “อะไรน่ะอาเถา แค่ออกไปซื้อพู่กันทำราวกับข้าจะออกไปก่อเรื่อง” ทั้งที่เป็นประโยคแสดงความไม่พอใจทว่านางไม่คุ้นชินกับการวางอำนาจบาตรใหญ่ น้ำเสียงของปันจินจึงออกไปในเชิงตัดพ้อ “ไม่รู้ล่ะ ทำตามข้าบอกหากเจ้าไม่อยากย้ายไปทำงานซักล้าง”

     อาเถาหน้าซีดรีบคุกเข่า ปันจินเม้มริมฝีปากแน่น มองเมินไปทางอื่นขณะในใจแทบอยากตรงเข้าพยุงอีกฝ่ายขึ้น

     ถ้าต้องการบรรลุจุดประสงค์นางจำเป็นต้องใจแข็งเอาไว้ อย่างไรเสียกู้ซานเก๋อเก๋อเช่นนางมีสิทธิ์ลงโทษบ่าวไพร่ตามต้องการ แม้ไม่เคยสั่งลงโทษใครจริงจังมาก่อน แต่อาเถาย่อมต้องมีความกริ่งเกรงเพราะทราบสถานะของตน

     “แต่ว่าท่านหญิงเจ้าคะ...”

     อาเถาเอ๋ย เจ้าเลิกมองข้าด้วยสายตาวิงวอนเสียที ข้าพยายามใจแข็งอยู่นะ

     “ข้าไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุผลกับพ่อบ้านในการย้ายเจ้านะอาเถา” ใคร่ครวญดูว่าไม่มีทางเลือกอื่นอีก อาเถาจึงพยักหน้า

     “บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”

     สำเร็จ!

     ปันจินมองตามสาวใช้ซึ่งตัวสั่นน้อยๆ พลางถอนหายใจ สาเหตุการออกไปข้างนอกครานี้เกิดขึ้นหลังถูกมารดาบังคับไปร่วมงานชมบุปผาที่จวนเป้ยเล่อท่านหนึ่งเมื่อหลายวันก่อน ระหว่างผู้อาวุโสสนทนา ด้านบุตรหลานทั้งหลายเองก็จับกลุ่มพูดคุยเช่นกัน ส่วนใหญ่มักร่ายบทกวีหรือต่อกลอน บางคนสนิทสนมเป็นการส่วนตัวถึงขั้นสนทนาเกี่ยวกับบุรุษผู้น่าจับตาในเมืองหลวง แน่นอนว่าต้องป้องปากกระซิบกระซาบราวฝูงนกน้อยพร้อมท่าทางเอียงอาย คงมีเพียงนางกระมังนั่งจิบชาชื่นชมดอกไม้ตามจุดประสงค์ในการจัดงานจริงๆ

     อย่างไรก็ดี ยามได้ยินใครบางคนเอ่ยถึง'เขา'ผู้นั้นพาลอดเงี่ยหูฟังสักหลายประโยคมิได้

     “ข้าได้ยินมาว่ามีร้านเครื่องเขียนเปิดใหม่ตรงตรอกใกล้ๆ ประตูตะวันออก ชอบมีบุรุษของสกุลใหญ่ไปพบปะสนทนา”

     ผู้เปิดบทสนทนาเอ่ยนามเหล่าคุณชายสกุลดังซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสมัครพรรคพวกกัน ไม่มีใครถามถึงที่มาที่ไปของแหล่งข่าว ต่างทำเพียงรับฟังด้วยความตั้งใจ “กัวเอ่อเจีย อูลาน่าลา เหอเซ่อลี่ ถงเจีย และยังมีเชื้อพระวงศ์ชายท่านอื่นด้วย”

     “แลกเปลี่ยนความรู้ในร้านเช่นนั้นจะมีบรรยากาศได้อย่างไร สู้ไปหอสุรามิดีกว่าหรือ”

     “วิญญูชนไม่ควรถูกมอมเมา ร้านเครื่องเขียนแห่งนั้นได้ยินว่าเป็นกิจการหนึ่งของตระกูลบัณฑิตหลวง บรรดาคุณชายทั้งหลายไปพบปะย่อมเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม” ผู้พูดปรายตามอง

     “ก็ข้าไม่รู้นี่” ท่านหญิงซึ่งแสดงความเห็นเกี่ยวกับหอสุราบ่นอุบอิบพลันรีบหาแนวร่วม “ท่านก็คิดเหมือนข้าใช่หรือไม่”

     ปันจินกะพริบตา นั่งพิศมวลบุปผาดีๆ คนทั้งวงสนทนาต่างหันมาจับจ้องเป็นตาเดียว นางสู้อุตส่าห์ทำตัวนิ่งๆ ไม่ให้สะดุดตาผู้อื่นมาได้ตั้งนาน ไฉนโดนท่านหญิงเจ้าปัญหาลากเข้ามาร่วมวงด้วยไม่รู้ จะเข็นเรือตามน้ำก็กลัวไปลอยขวางทางใครเข้า อาจกลายเป็นล่วงเกินผู้อื่นแทน

     “ขออภัยจริงๆ ข้ามัวแต่ชมความงามของดอกไม้ในสวนอันกว้างขวางเลยไม่ได้ฟัง”

     คนอื่นได้ยินดังว่าก็พากันปิดปากหัวเราะ ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายรู้สึกผิดจริงหรือเป็นเพียงพูดเพื่อเอาตัวรอด ครั้นหาแนวร่วมไม่ได้ท่านหญิงซึ่งดูน่าจะอ่อนวัยที่สุดจึงก้มหน้าจิบชาไม่พูดไม่จาอีก ปันจินลอบพรูลมหายใจ เบื่อหน่ายเรื่องพรรค์นี้เต็มทน

     “ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่สกุลเหอเซ่อลี่จะมีงานมงคลในเร็ววัน” หัวข้อถูกหันเหอย่างรวดเร็ว เรื่องของอูลาน่าลาหนิงเฉิงและเหอเซ่อลี่ไป๋หลิงถูกยกมาแทน “คราวนี้เหลือเพียงน้องชายฝาแฝดของเขา ไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นเจ้าสาว...”


     “รถม้าพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”

     เสียงอาเถาปลุกปันจินออกจากภวังค์ นางฉวยผ้าคลุมเนื้อลื่นมาพร้อมผ้าแพรสำหรับคาดดวงตา

     “ท่านหญิง เอ่อ ท่านหญิงเรียนพระชายาหรือยังเจ้าคะ” อาเถากลั้นใจถามรวดเดียว ฝ่ายนายสาวอึ้งไปเล็กน้อย ยังคงรักษาสีหน้าเอาไว้ทันท่วงที

     “ท่านพ่อท่านแม่ไม่เคยห้ามข้าออกไปไหนมาไหน เจ้าก็รู้”

     ไอ้รู้น่ะรู้อยู่หรอก แต่นั่นเพราะเป้ยจื่อกับพระชายาไม่คิดว่าท่านจะกล้าออกไปข้างนอกโดยพลการไม่ใช่หรือเจ้าคะ

      “ดะ เดี๋ยวเจ้าค่ะ” อาเถามองการแต่งเนื้อแต่งตัวของคนตรงหน้า ชั่งใจว่าสมควรขอร้องให้นางเปลี่ยนชุดดีหรือไม่ แม้เสื้อผ้าอาภรณ์ของท่านหญิงตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีราคาสูง แต่นางชอบแต่งกายด้วยสีสันจืดชืดไร้ชีวิตชีวา ยิ่งเครื่องประดับไม่ต้องพูดถึง มักใช้ของไม่สะดุดตา สาวใช้ร่างอวบกลัวว่าด้วยรูปลักษณ์ธรรมดานี้อาจทำให้ผู้อื่นไม่เคารพยำเกรง ถูกดูหมิ่นล่วงเกินเอาได้ “ท่านเปลี่ยนชุดดีกว่าเจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวจะรีบไปเตรียม...”

     ท่านหญิงส่ายหน้า “เสียเวลา รีบไปเถอะ”

     การออกไปหาซื้อพู่กันใหม่นั้นเป็นเพียงข้ออ้าง ปันจินอยากพบใครบางคนต่างหาก


     “คุณชายรอง” เสียงบ่าวไพร่ภายในจวนเรียกให้ชายหนุ่มเรือนกายสูงใหญ่เร่งฝีเท้าตามหลังน้องชายไปติดๆ

     “ลู่ฉิน จะไปไหนน่ะ” อูลาน่าลาลู่ฉินหันกายกลับมามองพี่ชาย เขาอยู่ในชุดสีเขียวอ่อนจาง ดูสุภาพสง่างาม ชวนให้รู้สึกถึงความสงบ “จะออกไปพบเจ้าพวกนั้นอีกแล้วหรือ”

     เจ้าพวกนั้นย่อมหมายถึงสหายสนิททั้งหลาย หนิงเฉิงเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าพลางเอ่ยชวนจึงได้แต่โคลงศีรษะแทนการปฏิเสธ “ข้าต้องออกไปทำธุระ ไว้คราวหน้าเถอะ”

     “ธุระ?”

     “ก็...” เห็นพี่ชายกล่าวตะกุกตะกัก ท่าทางมีลับลมคมในคงไม่พ้นเป็นเรื่องของว่าที่พี่สะใภ้

     “ท่านไปเถอะ ต่อให้เจ้าพวกนั้นโวยวายข้าจะแก้ต่างให้เอง” อูลาน่าลาลู่ฉินมองประกายเจิดจ้าในดวงตาคมพลันส่ายหน้า ตั้งแต่มารดาของเขากับท่านน้าหลินหลางหาฤกษ์มงคลได้ ดูเหมือนพี่ชายฝาแฝดจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

     อันที่จริงสมควรกล่าวว่าดีมากเกินไปจนน่าขนลุก

     คนในจวนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียว คุณชายใหญ่ผู้ยิ้มยากและจริงจังได้เปลี่ยนไปแล้ว อานุภาพความรักน่ากลัวยิ่งนัก

     “แล้วเรื่องของเจ้าเล่าไปถึงไหน เห็นท่านปู่กับท่านลุงพาไปพบเป้ยจื่อที่จวนเมื่อหลายวันก่อน เจ้าได้เห็นหน้าของนางหรือไม่” ปล่อยให้น้องชายส่งสายตาล้อเลียนฝ่ายเดียวรู้สึกกระดากเกินไป หนิงเฉิงรีบสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแต่งงานของน้องชาย

     “ข้าได้พบเพียงเป้ยจื่อกับพระชายา เรื่องนี้ให้ท่านปู่จัดการ ข้าไม่มีความเห็นใด”

     ลู่ฉินวางเฉยในเรื่องคู่ครองจนหนิงเฉิงรู้สึกกังวลแทน

     “เจ้าไม่มีความเห็นอื่นใดจริงๆ น่ะหรือ” แฝดพี่มีสีหน้าจริงจัง เขาตบบ่าอีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจ “เอาเถอะ ข้าเชื่อในตัวท่านปู่กับท่านลุง พวกท่านย่อมไตร่ตรองดีแล้วว่าท่านหญิงเหมาะสมกับเจ้า”

     ลู่ฉินฟังจบทำเพียงผงกศีรษะ ส่งยิ้มให้หนิงเฉิง เขาไม่เหมือนกับพี่ชายซึ่งได้หมั้นหมายและเตรียมเข้าพิธีกับคุณหนูใหญ่สกุลเหอเซ่อลี่ที่เป็นสตรีในดวงใจตั้งแต่เยาว์วัย ในเมื่อผู้อาวุโสเป็นผู้ตัดสินใจย่อมต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น


     ตลอดทางบนรถม้าปันจินผูกผ้าแพรเนื้อบางปิดตาไว้ เหม่อมองออกนอกหน้าต่าง อาเถานั่งกุมมือเจ้านาย คอยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

     “ไหวหรือไม่เจ้าคะ”

     “ไหวสิ เจ้าไม่ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดถึงเพียงนั้นหรอก” แม้อาเถาไม่เข้าใจเหตุผลกับท่าทีข่มขู่ของท่านหญิงก่อนหน้านี้ แต่สาวใช้ยังคงดูแลนางด้วยความระมัดระวัง “หากท่านรู้สึกไม่ดีต้องรีบบอกบ่าวเลยนะเจ้าคะ”

     “แน่นอน เจ้าวางใจได้”

     น่าประหลาดใจ วันนี้นางไร้ซึ่งความกังวลโดยสิ้นเชิง หรือเป็นเพราะกำลังจะได้พบคนผู้นั้นถึงมีกำลังใจขึ้นมาก็สุดรู้

     “เจ้าใจกล้ากว่าที่คิด” เสียงหัวเราะคิกคักดังชิดหู มีไอเย็นสายหนึ่งลามเลียต้นคอก่อนจางไป ปันจินย่นคิ้วนิ่วหน้า โชคดีอาเถาไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ

     “น้องสาว มั่นใจหรือว่าจะได้พบเขา” ท่านหญิงเม้มริมฝีปาก บ่งบอกว่าไม่มั่นใจ

     “ข้าเพียงหวัง...หวังเท่านั้น” หากวันนี้คลาดกัน นางยินดีข่มกลั้นความกลัวออกมานอกจวนจนกว่าจะพบบุรุษผู้นั้น

     “ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ” อาเถามองนายสาวพึมพำอะไรบางอย่างด้วยความงุนงง ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงฝ่ามือเย็นของอีกฝ่ายกระชับมือตนแน่นขึ้นกว่าเดิม

     ตรอกห่างจากประตูตะวันออกไม่ไกลมีร้านค้าเครื่องเขียนตั้งอยู่ ฝั่งตรงกันข้ามมีรถม้าจวนเป้ยจื่อจอดนิ่งเฝ้าคอยใครบางคน ต่อให้เป็นที่ไม่สะดุดตาทว่ายังดูโอ่อ่ายามเทียบกับรถม้าทั่วไป ปันจินมองผ่านผ้าแพรคาดตาออกไปยังหน้าร้าน ด้านหน้าทางเข้ามีผู้คนขวักไขว่ บ้างใส่ชุดขอทาน บ้างใส่ชุดทหาร ยังมีหญิงวัยกลางคนเดินร้องตะโกนหาหลานซึ่งพลัดหลงกันตั้งแต่ตอนเกิดสงคราม

     สงครามกลางเมืองครั้งกบฏชาวนาลุกฮือขึ้นใส่ราชสำนักต้าหมิง ก่อนชาวแมนจูเข้ายึดเมืองหลวง...

     “ท่านหญิงไม่ลงไปเลือกซื้อพู่กันหรือเจ้าคะ”

     “น้องสาว เจ้าไม่เข้าไปในร้านหน่อยหรือ”

     ปันจินถอนหายใจ ทั้ง'พี่สาว'กับอาเถาถามคำถามใกล้เคียงกันออกมาโดยมิได้นัดหมาย ช่างบังเอิญจนน่าอัศจรรย์เหลือเกิน

     “คนไม่พลุกพล่าน ถ้าไปตอนนี้ไม่แออัดนะเจ้าคะ” สาวใช้เสนอความเห็น นางไม่ต้องการให้ท่านหญิงต้องพบปะหรืออยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าจำนวนมาก นั่นอาจทำให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

     “รออีกประเดี๋ยว” นางแจ้งแก่ใจดีว่าคนสนิทหวาดเกรงสิ่งใด

     อาเถาเป็นดั่งนกเคยต้องเกาทัณฑ์ เพียงฟังเสียงปล่อยสายต่อให้ไร้ลูกศรก็ยังอกสั่นขวัญแขวนหน้าตาซีดเซียว บิดามารดากลัวว่าธิดาต้องพบเจอเหตุการณ์ร้ายซ้ำรอยคอยจึงกำชับสาวใช้ประจำตัวนางให้คอยระวังความเสี่ยงรอบด้าน ความวิตกลึกๆ ในใจเปลี่ยนอาเถาผู้ร่าเริงยามอยู่ในจวนให้เป็นผู้เฝ้าคิดกังวลล่วงหน้าเสมอเวลาต้องออกมาข้างนอก

     “นั่นๆ บุรุษในชุดสีน้ำตาลใช่หรือไม่” ปันจินชะเง้อมองตาม พบว่านั่นหาใช่คนที่ตนเฝ้ารอ

     “ครึ่งชั่วยามเข้าไปแล้ว คนที่เจ้าอยากพบยังไม่มาอีกหรือ” เสียงหวานติดไม่พอใจอยู่บ้างประสาคนใจร้อน ปันจินลอบชำเลืองโฉมงามซึ่งเห็นใบหน้าได้เลือนรางผ่านผ้าคาดตา

     “เจ้ากำลังทำตาดุใส่ข้า ข้าเห็นนะ” อีกฝ่ายบ่นหงุงหงิงลำพัง แต่แล้วก็ยกนิ้วชี้ออกไปนอกหน้าต่างรถม้า “เจ้าดูสิว่าใช่คนผู้นั้นหรือไม่”

     ปันจินหัวใจเต้นแรงขึ้นขณะมองกลุ่มผู้คนหน้าร้านค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาทีละร่างจนบริเวณนั้นว่างเปล่า เหลือเพียงคนที่ยังมีเลือดเนื้อกายหยาบจริงๆ เท่านั้น

     นางเร่งให้อาเถาพยุงลงไปยืนข้างล่าง

     เรือนกายสูงโปร่งของลู่ฉินก้าวออกจากร้าน จิตใจผ่องใสหลังนั่งเดินหมากบนชั้นสองกับสหาย ยามว่างเขามักหาอะไรทำฆ่าเวลาเช่นนี้เพื่อผ่อนคลาย ชายหนุ่มเตรียมยกมือส่งสัญญาณแก่สารถี จู่ๆ กลับถูกร่างหนึ่งพุ่งเข้าขวางหน้าไว้

     สตรีผอมบางรีบดึงผ้าแพรคาดตาของตนออกอย่างไม่ไยดีพลางเอ่ยละล่ำละลัก

     “ท่านคืออูลาน่าลาลู่ฉินใช่หรือไม่?” เขาหาได้ผงะถอยหลัง เพียงเพ่งพิศตรึกตรองว่าเคยพบนางมาก่อนหรือไม่ ทั้งที่นางถามเหมือนไม่แน่ใจ ไยน้ำเสียงและแววตากลับเชื่อมั่นว่าเขาคือลู่ฉิน

     “แม่นางคือใคร?” ท่าทางเร่งรีบของนางดูเหมือนเหยื่อซึ่งถูกนายพรานตามล่า หวาดระแวงทั้งยังตื่นกลัว นางมองไปรอบๆ สูดหายใจเข้าก่อนแนะนำตัว

     “ขะ ข้าคือปันจิน”

     ปันจิน ปันจิน เป็นนางนั่นเอง ว่าที่เจ้าสาวของเขา!?

     “ท่านหญิง” ลู่ฉินกดเสียงให้ดูเป็นการเป็นงานมากขึ้น “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”

     “ท่านตอบตกลงเรื่องแต่งงานแล้วหรือยัง” นางครางด้วยใบหน้าชวนสงสาร หากตัดความยุ่งเหยิงของเรือนผมราวน้ำหมึกที่หลุดลุ่ยบางส่วนทิ้ง ท่านหญิงปันจินถือเป็นสตรีผู้มีดวงตางดงามชุ่มฉ่ำทรงเสน่ห์ เว้นเสียแต่เจ้าตัวออกจะผอมแห้งเกินไปสักหน่อย ดูบอบบางไม่แข็งแรง “ท่านตอบตกลงแล้วใช่หรือไม่”

     ปากนางคาดคั้นเร่งเร้าเอาคำตอบ สายตาเอาแต่สอดส่องไปรอบๆ สักครู่จึงเผยความโล่งใจทางสีหน้า ทำเอาลู่ฉินยืนนิ่งด้วยไม่เข้าใจกิริยาเหล่านั้นเท่าใดนัก

     “เราเพิ่งพบหน้ากัน ท่านหญิงกลับอยากแต่งงานกับข้าแล้วอย่างนั้นหรือ”

     ปันจินเม้มริมฝีปาก เม็ดเหงื่อผุดตามไรผมอย่างที่เกิดเป็นประจำยามรู้สึกประหม่า นางลืมไปได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายไม่รู้เรื่องความลับ เช่นนี้บุรุษจากสกุลน่าลามิคิดว่าตนเป็นหญิงหน้าไม่อาย เที่ยวตามตื๊ออยากได้เขาเป็นสามีหรอกหรือ

     “คือ คือ คือข้ามีเหตุผล” นางอ้อมแอ้มตอบ

     “เหตุผล ขอข้าทราบถึงเหตุผลของท่านสักหน่อยเถิด” ลู่ฉินยืนประสานด้วยท่าทีสุภาพเพื่อรับฟัง ระหว่างนั้นเขาลอบกวาดสายตาไปทั่วบริเวณ ร้านเครื่องเขียนแห่งนี้เป็นร้านเล็กๆ ไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านการค้าของเมืองหลวง ถัดไปจึงมีร้านค้าเพียงไม่กี่ร้าน เขามองไม่เห็นวี่แววผู้ติดตามหรือคนคุ้มกันของนางนอกเหนือไปจากรถม้าซึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม อีกทั้งมีหญิงผู้หนึ่งทำท่ามีลับลมคมในคอยชะเง้อมองมาทางนี้บ่อยครั้ง

     “ท่านหญิง...” ลู่ฉินลากเสียงเย็น มองดูความกระวนกระวายสั่นระริกในดวงตาคู่โต “ท่านมาพบข้า เป้ยจื่อและพระชายาไม่ทราบใช่หรือไม่”

     ปันจินกะพริบตา เผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งหลังถูกร่างสูงโปร่งจ้องคาดคั้น

     “ขะ ข้าเรียนท่านแม่แล้ว” นางโกหก ชายหนุ่มคิดว่านางช่างโกหกไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว

     “เช่นนั้นไฉนไม่มีบ่าวไพร่ติดตามปรนนิบัติท่านแม้แต่คนเดียว” ลู่ฉินเลิกคิ้วขณะปันจินลนลาน

     นางเคยแอบฟังบทสนทนาของเขากับบิดา ตอนนั้นเสียงทุ้มช่างฟังดูไพเราะนุ่มนวล มีจังหวะจะโคน บทจะใช้น้ำเสียงข่มขู่เขากลับทำได้ลื่นไหลจนน่าหวาดหวั่น “ขะ ข้าบอกท่านแม่แล้วจริงๆ”

นางบอกในใจก็นับว่าบอกใช่หรือไม่

     “ท่านหาสิ่งใดหรือท่านหญิง ไยพูดกับข้าเอาแต่ก้มมองพื้น”

     สวรรค์ นางทราบว่าโกหกไม่แนบเนียน แต่ไฉนเขาต้องโรยเกลือลงบนแผลด้วยเล่า ปันจินโกหกไม่เก่งหรืออันที่จริงต้องกล่าวว่าโกหกไม่เป็นเลยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นยามพูดโป้ปดถึงไม่กล้าสบตาคู่สนทนา นางเป็นสตรีเขาจำต้องไล่บี้จนมุมเลยหรืออย่างไร ดีร้ายช่วยรักษามารยาทเหลือที่เอาไว้ให้นางยืนบ้างเถิด

     “รูปงามจริงๆ น้องสาวช่างมีวาสนา” เมื่อเงยขึ้นปันจินก็พบแววตาล้อเลียนของสตรีที่กำลังชะโงกหน้า พิจารณาบุรุษในระยะประชิด ท่านหญิงถึงกับชะงัก

     ต่อให้เขามองไม่เห็นท่าน แต่เข้าใกล้บุรุษถึงเพียงนั้นได้อย่างไรเล่าพี่สาว!

     “ท่านหญิงมาเพื่อฟังคำตอบของข้าหรือ ท่านทราบได้อย่างไรว่าจะพบข้าที่นี่” ลู่ฉินย่อมไม่เข้าใจถึงความลำบากใจของท่านหญิง ประการแรกนางไม่กล้าสบตาเขาเพราะกลัวว่าจะโกหกต่อไปไม่สำเร็จ ประการที่สองนางอึดอัดกับการมองสตรีผู้หนึ่งสำรวจเขาอย่างโจ่งแจ้ง

     “หุ่นกำยำล่ำสัน เขาต้องสุขภาพดีแน่...โบราณว่าไว้สามีแข็งแรงเป็นเรื่องอันประเสริฐ ภายภาคหน้าภรรยาจะ...” ยังไม่ทันแจกแจงว่าประเสริฐในแง่ใดบ้าง ปันจินพบว่าเงาร่างสตรีช่างจำนรรจากลับค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาเหมือนกับอีกหลายๆ คนก่อนหน้านั้น

     “ท่านหญิงปันจิน” เสียงทุ้มเข้มขึ้น

     ลู่ฉินสะกดกลั้นความหงุดหงิดลงในอก สำหรับสตรีแต่ละประเภทมีวิธีรับมือแตกต่างกัน แต่กับหญิงสาวซึ่งมาถามเรื่องสำคัญเช่นนี้ด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ เขารู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกปั่นหัว

     “ท่านว่าอะไรนะ”

     “เรื่องแต่งงานเป็นหน้าที่ของผู้อาวุโส ท่านไปถามเป้ยจื่อกับพระชายาคงเหมาะสมกว่า”

     สติของปันจินแจ่มแจ้งเมื่อได้ฟังประโยคนี้ จับความไม่พอใจในน้ำเสียงเขาได้นางจึงตระหนักว่าทำตัวเสียมารยาทออกไปแล้ว “คุณชาย ขออภัยจริงๆ เมื่อครู่ข้าเกิดเวียนหัวจึงมึนงงไปชั่วขณะ ไม่ได้ตั้งใจละเลยคำพูดท่าน”

     ลู่ฉินคร้านจะไล่บี้ข้ออ้างจากนาง “ข้าไม่ถือสา เพียงแต่เรื่องแต่งงานนั้นเป็นไปตามผู้อาวุโสของสองฝ่ายเห็นควร ท่านไปถามเป้ยจื่อกับพระชายาเถอะ” จบคำเขาก็ขอตัวจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งนางให้ยืนเคว้งคว้างลำพัง

     อูลาน่าลาลู่ฉินคนใจแคบ! มีหรือเขาจะไม่ทราบว่างานมงคลครั้งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ รู้แต่อมพะนำไม่ยอมบอกเพื่อกลั่นแกล้งนางเสียมากกว่า

     “น้องสาว ข้าสัมผัสได้ว่าว่าที่เจ้าบ่าวของเจ้าไม่ค่อยพอใจนะ แต่ว่ากันตามจริงเจ้าไม่ควรออกมาพบเขาเช่นนี้ มันขัดหลักสตรี...” ปันจินสาวเท้ากลับรถม้าไปหาอาเถา ทว่าคนทำตัวเป็นผู้ใหญ่พร่ำสอนยังตามติดไม่ลดละ

     “ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นข้าจะต้องดั้นด้นมาให้เขาเหม็นหน้าถึงนี่ไหมเล่า” ปันจินโพล่งออกมาอย่างหงุดหงิดพลางหยิบผ้าแพรขึ้นผูกตาเอาไว้ดังเดิม

     “ท่านหญิง!” อาเถารีบโอบนางไว้และลูบหลัง เห็นนายสาวขึ้นเสียงใส่ความว่างเปล่าเกรงผู้อื่นจะพากันตกอกตกใจ

     รถม้าของจวนเป้ยจื่อเคลื่อนออกจากตรอกไปช้าๆ เมื่อท่านหญิงมองออกไปด้านนอกจึงเริ่มพบเห็นภาพเหล่านั้นอีกครั้ง ภาพที่ทำได้เพียงปิดกั้นให้เลือนรางเพื่อหลีกเลี่ยงความน่ากลัว

     ทางด้านลู่ฉินที่อยู่บนรถม้าเองยังคงตกอยู่ในภวังค์


     นั่นคือสตรีที่จะมาเป็นภรรยาเขา ไฉนถึงดูประหลาดนัก?


เป้ยจื่อ ตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ ๔ แห่งราชวงศ์ชิง

กู้ซานเก๋อเก๋อ หรือเรียกในภาษาฮั่นว่าเซี่ยนจุน คือฐานันดรศักดิ์ชั้นที่หกของเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิงในสมัยราชวงศ์ชิง



ช่วงเม้ามอยกับซือซิง ʕ •ᴥ• ʔ
เราว่าหลายคนสังเกตเห็นความผิดปกติของเหตุการณ์ที่บรรยายออกมาได้และน่าจะทราบแล้วว่าน้องจินของเรามีอะไรพิเศษ ประเด็นคือความพิเศษนี้จะสร้างเรื่องอะไรให้พี่ลู่ฉินบ้าง
บอกเลยว่าปันจินไม่ได้มาเล่นๆ นะเออ 555
เป็นกำลังใจให้ไรต์ด้วยนะคะ

ด้วยรัก

ซือซิง
12/06/18

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 552 ครั้ง

1,056 ความคิดเห็น

  1. #1002 rapipat2633 (@rapipat2633) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 15:06
    ชื่อยาวจริง
    #1002
    1
    • #1002-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 2)
      28 พฤศจิกายน 2561 / 16:51
      เป็นแซ่ของชาวแมนจูค่ะ
      ชาวแมนจูกับมองโกลมีนามสกุลที่ยาวกว่าชาวฮั่น
      #1002-1
  2. #734 ฺBedroom (@154356) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 19:29
    การเเต่งงาน จะทำให้ความสามารถพิเศษนี้ของน้องหายไปงั้นเหรอ ทำไมปันจินต้องอยากเเต่งงานขนาดนั้น
    #734
    2
    • #734-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 2)
      12 พฤศจิกายน 2561 / 19:44
      ไม่หายค่ะ แต่จะเป็นยังไงต้องติดตามน้า >__<
      #734-1
    • #734-2 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 2)
      12 พฤศจิกายน 2561 / 19:46
      ไม่หายค่ะ แต่จะเป็นยังไงต้องติดตามน้า >__<
      #734-2
  3. #601 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 06:48
    ใช่ฝาแฝดนางเอกมั้ย
    #601
    0
  4. #540 t_g_k (@rasberry-kwa) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 19:50
    น้องงง น้องเห็นผีด้วยหรอ
    #540
    0
  5. #536 0884227133 (@0884227133) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 13:14
    ปันจินเห็นผีใช่หรือไหม
    #536
    1
  6. #514 หลิน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 10:18

    มาเป็นกะลังจายน้าค่ะ ขอบคุณ

    #514
    1
  7. #350 pemipond (@pemipond) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 10:46

    ก็ว่าอยู่ ว่าคุยกับใคร

    #350
    1
  8. #298 lengko (@lengko) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 กันยายน 2561 / 16:01
    น้องอยู่กับผี.. ฝาแฝดผู้พี่เหรอ
    #298
    1
    • #298-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 2)
      14 กันยายน 2561 / 23:34
      ประโยคแรกถูก ประโยคหลังไม่ใช่น้า อ่านบทที่สองจะกระจ่างค่ะ
      #298-1
  9. #94 mtrain (@mtrain) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 12:16
    น้องเห็นผี ?
    #94
    1
  10. #38 ped.ped (@pedpd1122) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 15:20
    นิยายของไรท์อ่านแล้วเขิลทุกเรื่องเลย เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามีคำว่าน่ารักเต็มไปหมด รอน้าค้าา เลิฟฟ
    #38
    1
  11. #37 niceday777 (@niceday777) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 09:35
    ขอสารภาพว่าลืม ไรท์เรียงลำดับรุ่นลูกๆหน่อยได้ไหม
    #37
    1
  12. #36 Nildara (@-nut16-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 21:59
    จินเอ๋อร์ผู้เห็นผีจะช่วยลู่ฉิน
    เรื่องอะไรหว่า? รออ่านต่อดีกว่า~
    #36
    1
    • #36-1 ซือซิง/FrostyNight (@FrostyNight) (จากตอนที่ 2)
      19 มิถุนายน 2561 / 19:09
      มาดูกันว่าความสามารถนี้นำไปทำอะไรได้บ้าง
      #36-1
  13. #35 pimpim (@pimpimwall) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 21:30

    มีวิญาณติดตามด้วย


    น่าสนุก รอต่อค่าา

    #35
    1
  14. #34 Whanzaaaa (@Whanzaaaa) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 17:15
    ปันจินคนเห็นผีสินะ
    #34
    1
  15. #33 avid reader (@naru712) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 07:28
    นางมีความสามารถพิเศษ
    #33
    1
  16. #32 jinJKT (@jinJKT) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2561 / 03:51

    นั่นไง

    #32
    1
  17. #31 icecreamzoda (@icecreamzoda) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 23:02

    ปันจิน สามารถมองเห็นวิญญาณได้แน่เลย

    #31
    1
  18. #30 OpinPpsakunchai (@OpinPpsakunchai) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 22:45
    She see dead peoples..!!!
    #30
    1
  19. #29 VKK42 (@VARANTHITA) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 22:36
    ดิอาย....คนเห็นผี
    #29
    2
    • #29-1 (@FrostyNight) (จากตอนที่ 2)
      12 มิถุนายน 2561 / 22:37
      ส่วนผีก็ส่องหนุ่มซะงั้น 5555
      #29-1