(Fic รามเกียรติ์) พานรินทร์อสุราย้อนเวลา

ตอนที่ 6 : อสุรผัดถวายแหวน (๑๐๐%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 240
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    21 มิ.ย. 62

อสุรผัดเล่า


ฟิ้ว...


 หลังจากที่ข้า และท่านพ่อ เหาะจากเขาเหมติรันแล้ว พวกข้าก็เหาะบนมหาสมุทร และพวกข้าก็เหาะไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง...


บุ๋งๆๆ

ตูม!!...ซ่า...

"ห๊า!! อะไรน่ะ?"


 ข้าร้องขึ้นมา ด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ แม่น้ำสมุทร ที่นิ่งสงบ ก็มีบางอย่าง โผล่ออกมา จนพบว่าเป็นนางยักษ์ ที่มีร่างกาย ที่ใหญ่โตมโหฬาร ยิ่งกว่าภูเขา ชักตะบอง มาไล่รบกับพวกข้า...แต่มันน่าแปลกนัก เพราะตั้งแต่ที่ข้าเกิดมา


 ข้าไม่เคยเห็นนางยักษ์ ที่ตัวใหญ่เช่นนี้ และอยู่ในมหาสมุทรมาก่อน...แต่ช่างเถอะ ในเมื่อตอนนี้น่ะ...พวกข้าต้องจัดการนางยักษ์ก่อน!!! แต่ก่อนอื่น ข้าต้องจำถามนางก่อน ข้าจึงตะโกนถามขึ้นมา "เฮ้ย!! นางยักษ์ตัวใหญ่เท่าภูเขา!!!"


"เจ้ามีนามว่าอะไร?" "หน๊อยแน่ะ!! บังอาจเรียกข้า ผีเสื้อสมุทรแบบนี้ได้อย่างไรกัน ห๊า!! เจ้ายักษ์หน้าลิงปากเสีย!!!" โห...ผีเสื้อสมุทร นั่นชื่อของนางรึเนี่ย...มิอยากจะนึกรู้นัก...แต่เมื่อครู่นี้...นางด่าข้ารึ? มันจะมากไปแล้วนะ!!!(=_=****)


"หน๊อย...บังอาจมาว่าทหารขอ..." "ท่านหนุมาน...ท่านไม่ต้องหรอกขอรับ..."


"กระผมจะจัดการเอง..."


.........................

....................

...............

(หนุมานเล่า)


"ฮึ่ย..."

"...."

"....(- -;;;)"


 อะไรกัน...แรงกดดันที่น่ากลัว ที่แผ่ออกมาจากทั้งคู่นั่น...ตอนที่ข้าจะรบ เพราะเห็นว่านางยักษ์ มันว่าอสุรผัด ซึ่งเป็นทหารชั้นผู้น้อย แต่จู่ๆทหารผู้น้อยนั่น ก็เอาแขนมาขวางข้าไว้ แล้วจ้องมองนางยักษ์ อย่างไม่เกรงกลัว แต่เอ่อ...ดูจากสีหน้าแล้ว


 เขาคงจะโกรธ เรื่องที่นางอสุรี ไปมาเขาแน่ๆเลย(- -;;;)... "หน๊อย...ตายซะเถอะ ไอ้ยักษ์หน้าลิงเอ๊ย!!!" "แกก็พอๆกันแหละ นางยักษ์น่าเกลียด!!!!" แหม...ด่าเก่งพอๆกันเลยซะด้วย ข้าคงต้องนั่งดู ทั้งที่ยังเหาะอยู่บนอากาศล่ะนะ แต่พอข้าจะนั่งเนี่ยสิ...


โครม!!!

"อ๊ากกกก!!!!!"

"!!!!!(๏_๏)"


 ข้าถึงกับตะลึงค้าง เมื่อเห็นอสุรผัด ได้ใช้ตะบอง ที่เป็นอาวุธ ฟาดไปที่คอของนางยักษ์ จนขาดกระเด็น ทำให้ทั้งหัว และร่างของนาง ลงหายสู่มหาสมุทร จนแดงชาดไปทั่วบริเวณ ก่อนที่อสุรผัด จะกล่าวกับข้า อย่างไม่รู้สาอะไร


"ท่านหนุมาน รีบไปกันต่อเถอะขอรับ" "...อะ...อื้ม" ข้าไม่ว่าอะไร ก่อนที่พวกข้า จะเหาะออกไป สู่กรุงลงกาต่อไป...


...................

.............

.......

ณ เขาโสฬส


ฟิ้ว...

"อ๊ะ! ท่านหนุมาน ดูตรงนั่นสิขอรับ"


 อสุรผัด ที่เหาะทากับข้า ได้ร้องบอกกับข้า พลางชี้ประกอบ จนข้าต้องหันตาม ที่เขาชี้ไปข้างล่าง จนข้าพบว่า มีสิ่งที่คล้ายอาศรม และมีฤาษีผู้หนึ่ง ที่นั่งบำเพ็ญตบะด้วย ทั้งข้ากับอสุรผัเ จึงต้องเหาะลงสู้พื้น แล้วกล่าวปรึกษากัน ด้วยความแปลกใจ


"นี่ อสุรผัด ข้าว่าแปลกนะ มีฤาษีอยู่บริเวณเมืองยักษ์ด้วย ข้าลองไปถามท่านดูไหม?" "ขอรับ กระผมก็เห็นด้วย เพราะกระผมก็รู้สึกว่า...พวกเราจะเหาะเลยกรุงลงกาแล้วขอรับ" "..." คำพูดของอสุรผัด ทำเอาข้าแทบพูดไม่ออก


 แต่ข้าก็ไม่คิดอะไร ก่อนที่ข้าจะแปลงกาย เป็นวานรสีขาว ส่วนอสุรผัด ก็แปลงกายเป็นวานร เช่นเดียวกับข้า หากแต่ปัญหาของเขาก็คือ...


ปุ๋ง!


"สำเร็จแล้ว ท่านหนุมาน กระผมแปลงกายเสร็จแล้...เอ่อ...ท่านหนุมานขอรับ?" โธ่...อสุรผัดเอ๋ย...เจ้าน่ะเหมือนลิงทุกอย่าง ยกเว้นสีของตา กับเขี้ยวที่ยาวงอกออกมา เหมือนกับยักษ์เท่านั้นแหละ...


 แต่ก็ช่างประไร ข้าต้องไปหาฤาษีก่อนแล้วล่ะ อีกอย่างหนึ่ง นี่ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย "อสุรผัด ไปหาฤาษีผู้นั้นเถิด" "ขอรับ" อืม...เขาก็ว่าง่ายนี่นา คงไม่เป็นอะไรมากนัก ข้ากับอสุรผัด จึงเดินไปหานักพรตผู้นั้นทันที...


........................

...................

..............

(ผู้เขียนเป็นผู้เล่า)


ณ บริเวณอาศรม


ตึก ตึก ตึก

"ข้าแต่ท่านฤาษีผู้ทรงศีล"


 ทั้งหนุมาน กับอสุรผัด ที่อยู่ในรูปของวานร ต่างพนมกร และกล่าวพร้อมกัน จนฤาษีที่นั่งญาณอยู่ ถึงกับลืมตาขึ้นมา จนพบว่าเป็นพานรสองตัว แต่ที่จะน่าแปลก ก็อยู่ตรงที่วานรตนหนึ่ง ที่มีตาแดง และสองเขี้ยวยาว เหมือนกับยักษ์


 ทำเอาพระดาบส แทบจะตะโกนทันที "เฮ้ย! เจ้าลิงประหลาด มีลิงที่ไหน จะมีเขี้ยวเหมือนยักษ์เช่นนี้!?" คำของฤาษี ทำให้วานรอสูร ต้องแหล่ตา มาที่วานรขาว ที่เหงื่อแตก เพราะพระฤาษี เห็นลักษณะที่ผิดแปลกเข้า


 แต่สำหรับอสุรผัดนั้น ไม่มีปัญหานัก เขาได้หาข้ออ้าง มาเป็นข้อแก้ตัว "เอ่อ...กระผมเป็นเช่นนี้ มาตั้งแต่กำเนิดแล้วขอรับ ท่านอย่าได้ถือสา เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเลยขอรับ (^ ^;;)" "เออ อาตมาไม่วะอะไรหรอก ว่าแต่พวกเจ้าเถอะ"


"พวกเจ้ามาจากไหนกันรึ?" พระมุนีเอ่ยถาม ด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่ถือศีล ที่เขาโสฬสนี้ ก็ไม่เคยเห็นลิงมาก่อน หนุมาน ในร่างวานรน้อย จึงกล่าวตอบขึ้นมา "เอ่อ...พวกระผมนี้ ใคร่จะชมกรุงลงกา ที่เขาว่ากันว่างดงา..."


"อ๋อ! พวกเจ้าน่ะมาผิดที่แล้วล่ะ ภูเขาที่พวกเจ้าอยู่ มันเขาโสฬสต่างหาก ส่วนเขานิลกาลา มันอยู่ตรงโน้นน่ะ" คำของฤาษี ที่เหมือนจะรู้ทัน ทำเอาวานรแปลงทั้งสอง ถึงกับพูดไม่ออก แต่ก็ไม่ว่าอะไร อีกทั้งเนื่องจากใกล้จะมืด


 ทั้งคู่จึงรีบกล่าวทันที "อ๋อ! พวกกระผมเข้าใจแล้วขอรับ! แต่ขออาศัยอยู่ที่นี่ หนึ่งคืนก่อนนะขอรับ!!" "เออๆ ได้สิ งั้นพวกเจ้า ก็ไปนอนที่ศาลาตรงโน้นสิ" พระดาบสกล่าว พลางชี้ไปที่ศาลา ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล จากอาศรมของตน


 ซึ่งทั้งสองต่างก็ก้มกราบ แต่ตอนที่หนุมานนั้น พระฤาษี ที่ทราบด้วยญาณ ก็กวักมือดข้าหาตัว พลางเรียกชื่อ ของอสูรวานร "อสุรผัด เจ้ามาหาอาตมาสิ" "เอ๊ะ!?" อสุรผัดถึงกับร้อง อย่างนึกตกใจ เมื่อจู่ๆพระฤาษี ก็เรียกด้วยชื่อของเขา


 ก่อนจะเดินไปหา ด้วยความฉงนใจ แต่ก่อนจะได้ถาม พระมุนีก็ชิงตอบเสียก่อน "ถ้าจะถามว่าอาตมา รู้ชื่อของเจ้าได้อย่างไรล่ะก็ ฤาษีชฎิลบอกกับอาตมาแล้วล่ะ"


"เจ้าคงจะลำบากใจ ที่ต้องปิดบัง เกี่ยวกับความเป็นมา และความเป็นไปของเจ้า ใช่หรือไม่?" "ชะ...ใช่แล้วล่ะขอรับ กระผมแค่พูด เพราะรู้สึกเบื่อ กับงานราชการ และชีวิตที่ซ้ำๆ ของกระผมเอง ไม่นึกว่าจะย้อนอดีต ที่เกี่ยวกับท่านพ่อ และคนอื่นๆเช่นนี้"


"มิหนำซ้ำ ท่านพ่อกับคนอื่นๆ ที่กระผมรู้จัก กลับไม่รู้จักกระผมเอง แถมต้องมาเจอคนอื่นๆ ที่กระผมไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยเห็นอีกด้วยน่ะขอรับ" คำตอบและคำบอกเล่า ของวานรอสูร ฤาษีผู้ทรงศีล จึงลูบเคราเบาๆ


 ก่อนจะตอบกลับไป "อืม...ถ้าอาตมาเดานะ...โลกที่เจ้าอยู่นี้ มันเป็นโลกที่เจ้า ยังไม่เกิดเลย และน่าจะเป็นโลก ที่พ่อกับแม่ของเจ้า ได้พบกันตอนอยู่ในค่ายทัพ โลกที่เจ้าไม่คุ้นเคย คงเป็นโลกที่เจ้ายังไม่เกิด"


"เจ้าจึงเห็นว่าคนอื่นๆ จำเจ้าไม่ได้ แต่มันก็ถือว่า เป็นการเรียนรู้อดีต เข้าไปในตัวด้วย เจ้าจะได้เอาสิ่งที่เจ้า หรือผู้อื่นได้กระทำ มาเป็นบทเรียนในชีวิต เจ้าจะได้รู้จัก ถึงการมีชีวิตอยู่ จำเอาไว้นะ" คำของพระฤาษี


 ทำให้อสุรผัด เริ่มจะมีกำลังใจ ที่จะพยายามปรับตัว ให้เขากับโลก ที่เขาไม่คุ้นเคย ก่อนจะเอ่ยถาม ถึงชื่อเสียงเรียงนามของฤาษี "...ขอรับ ท่านฤาษี...เอ่อ..ท่านมีนามว่า..." "นารท คือนามของอาตมาเองแห..."


"โอ๊ย~ ท่านฤาษี~ ศาลานี้เล็กเหลือเกิน ทำไมท่านถึงไม่เสกให้ใหญ่กว่านี้ล่ะขอรับ?"

"หือ?/เอ๊ะ?"


 ทั้งสองที่กำลังพูดคุย ถึงกับหยุดคุย เมื่อได้ยินเสียงวายุบุตร ที่ดังมาแต่ไกล ทั้งสองมองหน้ากัน อย่างนึกฉงนใจ เพราะศาลาที่ว่านั้น...มันก็ใหญ่อยู่แล้ว!? ทั้งคู่จึงเดินมุ่งหน้า ไปที่ศาลาทันที...


.......................

..................

.............

ณ ศาลา


"มีอะไรรึขอ...แว๊ก!!!"


 อสุรผัด ที่พอเดินมาถึง ก็ถึงกับร้องเสียงหลง ส่วนฤาษีนารทนั้น ก็ถึงกับตกตะลึง เมื่อวานรขาว ที่มีเป็นแค่วานรธรรมดา กลับกลายเป็นวานรขาว ที่มีขนาดใหญ่ จนคับศาลาไปแล้ว ทำให้วานรอสูร ถึงกับร้องถามทันที


"นะ...นี่...นี่ท่านเล่นพิเรนทร์อะไรของท่านเนี่ย!?" "ข้าไม่ได้เล่นพิเรนทร์นะ แต่มันคับจริงๆน่ะ~" หนุมานร้อง อย่างกวนบาทา จนน่าหมั่นไส้ และเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้พระดาบส พอจะทราบได้ทันที...


ว่าตนกำลังถูกลองดี จากวานรขาวเสียแล้ว...


"หน๊อย...เจ้าวานรเผือกตัวนี้ บังอาจกับกูเลยรึเนี่ย...งั้นก็ดี มันจะได้เจอดีกับกู...(- -*****)" พระดาบสนารทนึก อย่างนึกโมโห ก่อนจะร่ายมนต์ บันดาลให้หมู่เมฆ เกิดมืดครึ้ม แล้วจากนั้น...


ครืน...

ซ่า!!!.....

"จ๊ากกกก!!! หนาว!!!!!"


 หนุมานร้องเสียงหลง เมื่อร่างของเขา ได้สัมผัสเข้า กับหยดฝนที่เย็นยะเยือก ที่ตกมามากมาย ความเหน็บหนาว ได้เข้าสู่ทั่วกาย จนวานรขาว ถึงกับทนไม่ไหว ทำให้ร่างต้องหดลงทันที ก่อนจะนอนตัวสั่น ด้วยความเหน็บหนาว ที่สุดแสนจะทรมาน


 จนดูน่าสงสาา สำหรับอสุรผัด ที่ต้องมาเห็นพ่อในอดีต ที่ต้องถูกลงโทษ เพราะความอยากลองดี และนึกคึกคะนอง จึงนั่งพนมมือ ก่อนจะขอโทษ แทนผู้เป็นพ่อ "...ข้าแต่พระดาบส ตอนนี้เขาได้รับบทลงโทษแล้ว"


"ขอท่านได้โปรด ให้อภัยเขาเถิดขอรับ" พระมุนีที่กำลังโมโห เมื่อเห็นความอ่อนน้อม ที่มอบให้กับตน และความรักที่มีต่อพ่อ ของอสุรผัด ก็ถอนหายใจ แล้วกล่าวอย่างใจอ่อน "เอาเถอะ อาตมาเห็นแก่เจ้า อาตมาจะให้เขา ผิงกับไฟก็แล้วกันนะ"


 ว่าแล้ว พระมุนีก็กล่าวว่า กับวายุบุตร อย่างเคืองไม่หาย "เจ้าวายุบุตร นี่ถ้าไม่เห็นแก่ที่ทหาร ที่ติดตามเจ้ามา ขอร้องอาตมาล่ะก็นะ อาตมาจะปล่อยให้เจ้าหนาวแล้วล่ะ" คำของฤาษีนั้น ทำให้หนุมาน รู้ได้ในทันที ว่าฤาษีผู้นี้


 ทราบแล้วว่าตนเป็นใคร จึงยอมกลับร่างเดิม และพนมกร พลางก้มหน้าอย่างสำนึก แล้วพระดาบส ก็ร่ายมนต์ ให้เกิดเป็นฝืน ที่มีแสงไฟที่ลุกโชน วานรขาว จึงรีบไปพิงกับไฟทันที เมื่อหายหนาวแล้ว ก็จูงมือของอสุรผัด ไปที่ศาลา


 เมื่อทั้งสองไปถึง วานรขาว ก็กล่าวออดอ้อนขึ้นมา "นี่ อสุรผัด~ ข้าขอนอนหนุนตักได้หรือไม่~?" คำออดอ้อน ของหนุมาน ทำเอาอสุรผัด ถึงกับไปไม่ถูก แต่ก็ไม่ว่าอะไร วานรอสูร ที่กลับร่างเดิมแล้ว ก็นั่งพับเพียบ แล้วกล่าวเอ่ยชวนขึ้นมา


"อะ...เอ่อ...ท่านหนุมาน ท่านนอนหนุนเศียร บนตักของกระผมได้เลยขอรับ...(0///0)" เมื่อวายุบุตร ได้ฟังเช่นนั้น หัวใจของความเป็นชาย ก็เริ่มสั่นคลอน ยิ่งเมื่อเพ่งพินิจ ในสองเรียวขา ที่มีสีขาวนวล ที่ดูงดงาม จนน่าหลงใหล


 และคำชักชวน ที่ฟังแล้วดูเย้าย้วนใจ ก็ยิ่งทำให้สั่นสะท้าน ไปทั่วทั้งใจ แต่ก็เรียกสติได้ทัน จึงนอนหนุนศีรษะ บนตักของทหารหนุ่ม ก่อนที่ทั้งคู่ จะหลับใหลไป โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลย...ว่าในภายภาคหน้า...สัมพันธ์ของทั้งคู่...


จะเปลี่ยนแปลงไป...โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว...


....................

...............

...........

เช้าวันต่อมา


"...อือ..."

พรึ่บ!

"ฮ้าว..."


 เสียงหาวในยามอรุณ ของโอรสพระพาย ที่เพิ่งลุกจากตัก ของทหารชั้นผู้น้อย จนมีดวงจันทร์และดวงดาว ออกมาจากปากของเขา ก่อนจะหันมามอง ทางผู้ที่ให้เขานอนหนุนตัก แล้วยิ้มออกมา ก่อนจะเข้าไปอุ้ม


 จากนั้นวางลงบนพื้นไม้ แล้วเขาก็เดินออกไป โดยไม่ได้ปลุกอสุรผัดเลย...


.......................

..................

.............

ผ่านไป ๓๐ นาที (อสุรผัดเล่า)


"คร่อก...ฟี้~...คร่อก...ฟี้~...คร่อ..."

"อ๊ะจ๊ากกกกกก!!!!!!!!!"

"ห๊า!!"


 ข้าที่กำลังนอนหลับอยู่ ถึงกับสะดุ้งตื่น เมื่อได้เสียงของใคร ที่ร้องด้วยความตกใจ ซึ่งเสียงนั้น ข้าก็เดาได้ไม่ยากนัก "...เสียงนี้มัน...เสียงของท่านพ่อนี่นา" ข้าที่เป็นห่วงท่านพ่อ ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น จึงรีบลุกขึ้น แล้ววิ่งออกจากศาลาไป...


.....................

................

...........

ณ สระบัว


ตึก! ตึก! ตึก!

"ท่านหนุมาน เกิดอะไรขึ้นรึขอรั...!?"

"ฮือๆ~ อสุรผัด ช่วยข้าเอามันออกไป...ฮือ...(T T)"


 ท่านพ่อร้องอย่างขยะแขยงเต็มที ซึ่งสิ่งที่ข้าเห็น ก็ทำเอาข้านั้น นึกขยะแขยงด้วย เพราะที่คางของเขา มีปลิงตัวใหญ่เกาะอยู่...งั้นเสียงที่ข้าได้ยิน คงจะเป็นเพราะเขาตกใจ ที่จู่ๆก็มีปลิงตัวนี้ โผล่ออกมาตอนที่เขา กำลังอาบล้างหน้าแน่ๆเลย


"อสุรผัด ช่วยข้าทีเถิด~ ข้าจะแย่อยู่แล้วนะ~!!!" "อ๊ะ! ขอรับ! เดี๋ยวกระผมไปช่วยเดี๋ยวนี้ขอรับ!!" ข้ากล่าวรับความช่วยเหลือ ด้วยความสงสาร แม้จะนึกขยะแขยงก็ตาม แต่ข้าก็อยู่แค่ว่า...


ข้าต้องช่วยพ่อให้ได้ก่อน!!


หมับ!

"เอาล่ะนะ...ฮึ่บ!!!"


 ข้ากล่าวพลางดึงปลิงใหญ่ ด้วยหมายจะทำให้มัน ออกจากคางของท้านพ่อ แต่สิ่งที่ข้าไม่คาดคิด ก็บังเกิดขึ้น เมื่อท่านพ่อร้องบอกกับข้า... "อสุรผัด! มันไม่หลุดเลย! แถมตัวมันยาวอีกด้วย!! อี๋!!!" "ห๊า?...เฮ้ย!!!"


 ข้าด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าปลิง มันไม่ยอมหลุด แถมตัวยาวเรื่อยๆ อย่างที่เขาว่าไว้จริงๆ...เอ๊ะ!? ประเดี๋ยวก่อนนะ ปกติแล้ว...มันต้องดูดเลือด ที่ต่ำกว่าเอว และมันจะต้องออก เมื่อถูกแกะออกแล้วนี่นา!?...หรือว่าเจ้าปลิงตัวนี้!?...


หมับ!

"มะ...มีอะไรกันเล่า!?"


"ท่านหนุมาน! ตอนนี้กระผมเข้าใจแล้วล่ะ...ท่านต้องไปขอโทษพระฤาษีนะขอรับ!" "???...เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนนะ! เจ้าขอโทษแทนข้า กับพระฤาษีเมื่อวานมิใช่รึ?" ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจ ข้าจึงต้องอธิบายให้เขาฟัง "ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกขอรับ"


"กระผมว่าวันนี้ เขาอยากลองดีกับท่าน ว่าท่านจะมีฤทธิ์มาก พอที่จะแกะปลิงตัวนี้หรือไม่ต่างหากขอรับ!" "มะ...หมายความว่าอย่างไร?...ห๊า! เจ้าจะบอกว่าปลิงตัวนี้...!!!!" เขากล่าวเหมือนจะทราบ ว่าปลิงที่เกาะคางอยู่


 จะต้องเป็นเวทมนต์ ของพระดาบส ที่ได้ส่งมาให้ลงโทษ ซึ่งข้าก็จะเดาเช่นกัน เพราะข้าเห็นว่าปลิงตัวนี้ ไม่ใช่ปลิงธรรมดา!!...ข้ายังคงวิ่งนำหน้า โดยที่จูงมือท่านพ่อ โดยเป้าหมายก็คือ...อาศรมของพระฤาษี!!!...


..........................

....................

...............

ณ อาศรมของฤาษีนารท


ตึก! ตึก! ตึก!

"ท่านฤาษีนารทขอรับ!"


 ข้าร้องตะโกนเรียกพระฤาษี ที่นั่งขัดสมาธิ พลางมองมาทางท่านพ่อ แล้วยิ้มออกมา คล้ายกับว่าเขา รู้เหตุการณ์อยู่แล้ว ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...นั่นไง ข้าก็ว่าแล้ว...ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้(-_-;;)...


"เหอะๆๆ เป็นไงล่ะ ไหนว่าเจ้ามีฤทธิ์ ไฉนถึงไม่เอาปลิงออกเองล่ะ?" "โธ่...ท่านฤาษี ตัวกระผมนี้ ผิดไปแล้วขอรับ...ได้โปรดให้อภัยด้วยขอรับ...ฮือ..." คำอ้อนวอน ของท่านพ่อ ที่ทำหน้าตา น่าสงสาร จนท่านฤาษีนารท ต้องเอื้อมมือไปจับตัวปลิง


 ก่อนที่ปลิงตัวนั้น จะหลุดออกอย่างง่ายดาย แล้วกลายเป็นไม้เท้าทันที นั่นทำให้ท่านพ่อ ก็รู้แล้วว่าเขา คงจะถูกลงโทษจริงๆ เขาจึงกล่าวขอโทษ ก่อนที่พวกข้า จะอำลาพวกเขาไป แต่ก่อนที่ข้าจะไปนั้น พระดาบสก็เรียกข้าเสียก่อน


"อสุรผัดเอ๋ย! เจ้ามาหาอาตมาสิ" "อ๊ะ! ขอรับ มีอะไรรึขอรับ?" ข้าเอ่ยถามเขา ด้วยถวามสงสัย เขาจึงบอกกับข้าอีกครั้ง "เจ้าเอาหูมาหาตาสิ ถ้าเกิดพ่อของเจ้า ไม่เจอพระนางสีดา ในวังล่ะก็นะ...ซุบซิบ ซุบซิบ..."


 ท่านนารทฤาษี กระซิบบอกบางอย่างกับข้า จนข้าเข้าใจ ในสิ่งที่เขาอยากจะบอก ก่อนจะกล่าวขอบคุณ จากนั้นทั้งข้าและท่านพ่อ จะอำลาเขา แล้วเหาะจากไป...


.............................

.......................

.................

ในระหว่างทาง


ฟิ้ว....

ฟิ้ว!!

"หือ! อันตรายขอรับ!!"


 ข้าร้องเตือน พลางผลักท่านพ่อ ให้พ้นจากบางอย่าง ที่พุ่งมาทางพวกข้า เมื่อพวกข้ามองดีๆ ก็พบว่าเป็นจักร ที่พุ่งมาที่พวกข้า ก่อนจะมีเสียงหนึ่ง ที่คล้ายกับเสียงของอิสตรี ได้ดังขึ้นมา ท่ามกลางกลุ่มเมฆ ที่ปกคลุมไปทั่ว...


"...หึ หลบได้ดีนี่ เจ้าก็ไม่เลวเหมือนกันนะ เจ้ายักษ์หน้าลิง"

ปึก!


 อะไรกัน...มันจงใจด่าข้ารึ? จะมากไปหน่อยแล้วกระมั้ง... "เหวยๆ ใครเป็นคนด่าข้า!? เป็นผู้หญิงแต่ทำเสียงห้าว เหมือนเป็นผู้ชายเลย ออกมาเสียเดี๋ยวนี้ นางยักษ์ผิดลักษณ์เพศ!!" ข้าตะโกนว่า อย่างขุ่นเคือง ที่ถูกเรียกด้วยคำ ที่ชวนให้โมโห...


 เอาสิ! ในด่าข้าก่อน ข้าจะเอาเรื่อง ให้ถึงที่สุดด้วย!!...


พรึ่บ!!

"!!!!!"


 ทันทีที่ข้าด่าจบ ก็มีบางอย่าง พุ่งมาที่ข้า จนข้าแทบจะใช้ตะบอง มาเป็นโล่ไม่ทัน และสิ่งที่ข้าและท่านพ่อเห็น ก็อดที่จะตกใจไม่ได้ เพราะร่างที่ปรากฎ เป็นยักษ์ตนหนึ่ง ที่มีกายสีแดงเสน มีสี่หน้าแปดมือ ที่ใช้อาวุธทั้งหมด ที่อยู่ทุกมือ เข้ารบกับข้า


 ดูจากลักษณะแล้ว คงจะเป็นผู้หญิง เพราะห่มสไบ แต่ที่ดูแปลกตา ถ้าไม่ติดว่าข้า ไม่รู้ว่าเป็นหญิงหรือชาย เพราะสิ่งที่โคตรขัดตา เป็นช่วงท่อนล่าง ที่ดันนุ่งโจนกระเบนซะงั้น!?


"...เมื่อตะกี๊นี้...เจ้าด่าข้าเหรอ!?" นางยักษ์ร้องตะโกนใส่ข้า ด้วยความโกรธ ก่อนจะเงื้ออาวุธ ที่อยู่ในมือของนาง แต่ยังไม่ทันที่นาง จะได้สังหารข้านั้น...


ฉัวะ!

"!!!!"


 ภาพที่ข้าเห็น ทำเอาข้านึกไม่ถึงทีเดียว เมื่อท่านพ่อ ได้ใช้ตรีเพชร ฟันที่คอของนาง ทำให้ร่างของนาง ร่วงลงน้ำไป...อ๊ะ! ข้านึกออกแล้ว! เท่าที่ข้าจำความได้ ท่านตาของข้า เคยเล่าให้ข้าฟัง ว่าตอนที่ท่านพ่อ กำลังสืบหาพระนางสีดา


 ได้นางยักษ์ตนหนึ่ง ที่เป็นยักษ์เสื้อเมือง ทางอากาศของกรุงลงกา นางมีนามว่าอากาศตะไล แต่ที่ค่อนข้างจะแปลกหน่อย งั้นก็คือนาง...เป็นทั้งชายและหญิง!?


"อสุรผัด รีบไปต่อเถิด" เสียงเรียกของท่านพ่อ ทำให้ข้าตัดสินใจ เหาะตามท่านพ่อไป....


..................................

.............................

.........................

ณ กรุงลงกา ในช่วงกลางคืน


ตึก!

"โอม..."


 เมื่อท่านพ่อกับข้า ไปถึงที่กรุงลงกา เขาก็จัดการ ร่ายมนต์สะกด ให้พวกยักษ์ทั่วเมือง หลับใหลเพราะต้องมนต์ โชคดีที่ข้า มีเชื้อสายมาจากท่านพ่อ อีกทั้งยังรู้วิธีป้องกัน จากมนต์สะกดอีกด้วย ข้าจึงไม่เป็นอะไรมากนัก...


 เอาล่ะ! ต่อไปพวกข้า ต้องตามหา พระนางสีดา!...แต่ก่อนอื่น พวกข้าต้องสำรวจ ในปราสาทแต่ละหลังเสียก่อน ข้ากับท่านพ่อ จึงเริ่มสำรวจไปรอบๆ ก็พบปราสาทหลังแรก เมื่อพวกข้าเข้าไปข้างใน ก็พบอสุราตนหนึ่ง


 ที่นอนบนเตียง โดยถือกระดานชนวน...เอ๊ะ!? รู้สึกคุ้นๆนะ...โอ้!? ที่แท้ก็เป็นท่านตา ในโลกกาลปัจจุบัน ของข้านี่เอง มิน่าล่ะ ข้าถึงรู้สึกคุ้นต่นักทีเดียว แถมนางยักษ์ ที่นอนข้างๆท่านตา เป็นท่านยายของข้าด้วย...


 ต่อมาก็เป็นปราสาท หลังที่สองแล้ว เมื่อพวกข้าเข้าไปข้างใน ข้าก็ถึงกับตะลึงค้าง เพราะที่อยู่ตรงหน้าข้า...เป็นยักษ์ตัวใหญ่มหึมาเนี่ยสิ!! เจอนางยักษ์ใหญ่ อย่างนางผีเสื้อสมุทรแล้ว ยังจะเจอแบบนี้อีก อูย....อยากจะบ้าตายล่ะ!?


 แถมมีนางสนมกำนัล ที่มีพวกเครื่องดนตรี สำหรับขับกล่อมอีก หูว...จะสบายอะไรขนาดนั้นน่ะเนี่ย!?...เมื่อพวกข้าออกมาแล้ว ก็ไปต่อที่ปราสาทหลังที่สาม ในปราสาทหลังนั้น ข้าก็พบยักษ์หนุ่ม มีกายสีเขียว เช่นเดียวกับท่านตา และยักษ์ที่นอน ในปราสาทหลังที่สอง


 ที่ข้างกายเขา เป็นคันธนูศร เท่าที่ดูลักษณะแล้ว เขาจะต้องเป็นยุพราชแน่ๆ และที่นอนข้างๆเขา เป็นสตรีที่งดงามมาก แต่เท่าที่ดูแล้ว นางเป็นนางยักษ์ ที่น่าจะมีลูกแล้วซะมากกว่า...เอาล่ะ ต่อไปก็หลังสุดท้ายแล้ว


 เมื่อพวกข้าเข้าไปข้างใน ก็พบยักษ์ตัวเขียว ซึ่งเป็นตัวที่สี่ คล้ายกับหลังที่หนึ่ง สอง และสาม แต่ที่ต่างกันก็คือ...เท่าที่ข้านับจำนวน เขามีสิบหน้า!? แสดงว่าชื่อทศกัณฐ์นั่นก็...อ๋อ! แปลว่ามีสิบหัว...ห๊า!? สิบหัว! สิบหัวจริงๆด้วย!?


"ชิชะ! อีนางสีดากาลี!! พระทรงจักร ทรงอุตส่าห์อย่างยากลำบาก เพื่อช่วยนางกลับมา แต่นี่กลับแปรผัน ไปรักกับไอยักษ์สิบหน้า กูจะตัดคอมึง ไปถวายแก่องค์พระราม!!!" "!!!(๏_๏;;)" คำด่าว่าของท่านพ่อ


 ทำเอาข้านึกตกใจ ที่จู่ๆท่านพ่อ ก็ด่าว่าถจงพระนาง แต่เมื่อข้ามองที่เตียง ข้าก็ถึงกับแประหลาดใจ เมื่อเห็นสตรีนางหนึ่ง ที่งดงามไม่แพ้นางสวรรค์ งามจนไม่มีนางใด ในเมืองนี้ ที่เทียบทัดได้...แต่บัดเดี๋ยวก่อนนะ!


 พระนางสีดา ไม่ได้ดูอายุมากนี่นา! แถมสตรีนางนั้น ก็ดูคราวแม่ด้วย แสดงว่านางนี้...ห๊า!! แย่ล่ะสิ ท่านพ่อชักตรีเพชร จะฆ่านางแล้ว แบบนี้ต้องห้ามแล้ว!!! "ท่านหนุมาน! ช้าก่อนขอรับ!!" ข้าร้องห้ามปราม พลางจับแขน ที่เงื้อตรีเพชรไว้


 ทำให้ท่านพ่อ ที่กำลังฉุนขาด ถึงกับหันมามองข้า ด้วยความขุ่นเคืองใจ "อสุรผัด! เอ็งจะขวางข้าทำไมกันห๊า!!" "ท่านหนุมาน...นางมิใช่พระนางสีดา พระนางอยู่ในสวน หาใช่ที่นี่ไม่ขอรับ" "!?(๏_๏)" คำตอบของข้า


 คงทำให้ท่านพ่อ ถึงกับชะงัก และเมื่อมองหน้านางดีๆ ก็พบว่าเป็นคนอื่นจริง เขาก็เลยดูสบายใจขึ้น แต่เหมือนจะนึกบางอย่างได้ เขาจึงถามข้าขึ้นมา "อสุรผัด เมื่อสักครู่นี้...เจ้าบอกว่าพระนางสีดา ทรงอยู่ในสวนรึ?"


"ใช่ขอรับ พระนางอยู่ในสวนขวัญ เพื่อไม่ให้มเหสี ของยักษ์ตนนี้ รู้สึกน้อยพระทัย พระฤาษีนารทเป็นผู้บอกขอรับ" ข้ากล่าวตอบ และอธิบายให้เขาฟัง จนอีกฝ่ายเริ่มเข้าใจ ก่อนจะจูงมือข้า ออกจากที่นี่ไป...


..........................

...................

...............

ณ บริเวณอุทยานสวนขวัญ (ผู้เขียนเป็นผู้เล่า)


 หลังจากที่ทั้งสอง ออกจากปราสาทแล้ว ทั้งคู่ก็เหาะ ไปจนถึงบริเวณ ของสวนขวัญ แต่ก่อนที่ทั้งคู่ จะเข้าไปข้างใน พวกเขาก็พากันปรึกษา ถึงการเข้าเฝ้าครั้งนี้


"อืม...อสุรผัด พวกข้าจะเข้าเฝ้าพระนางสีดา แต่การเข้าเฝ้าครั้งนี้ พวกข้าก็มิรู้ ว่าจะเข้าเฝ้าพร้อมกัน หรือไม่อย่างไรดี เจ้าคิดว่า...ควรจะให้ใคร ไปเข้าเฝ้าก่อนดีล่ะ?" หนุมานเอ่ยถาม อย่างนึกหนักใจ


 ทว่าอสุรผัด กลับเหมือนจะนึกแผนออก จึงยิ้มออกมา ทำเอาวานรขาว แอบนึกหวั่นใจ ในรอยยิ้มของอีกฝ่าย ก่อนที่วานรอสูร จะกล่าวอย่างมีเลศนัย...


"เรื่องแค่นี้ มิต้องห่วงหรอกขอรับ...เดี๋ยวกระผม จะจัดการเป็นธุระให้ขอรับ~..."


..............................

..........................

......................

ณ ตำหนักของนางสีดา


ฟิ้ว...

"...."


 ท่ามกลางความเงียบ และความมืดมิด เป็นร่างของสตรีนางหนึ่ง ที่มีรูปโฉม ที่งดงามยิ่งกว่า เหล่านางอัปสร และเหล่านางสตรีในโลกา ทว่าทั้งแววตา ที่งามดังเนตรมฤคี และดวงพักตร์ ที่ผ่องใสราวกับจันทรา กลับดูเศร้าหมอง


 เนื่องจากว่านางนั้น...ถูกเจ้าเมืองยักษ์ ลักพาตัวนาง และกักขังในสวนขวัญ ที่แม้จะมีเหล่าพฤกษามากมาย แต่ที่แห่งนี้ ก็คือกรงขังดีๆนี่เอง นางต้องอยู่ที่อุทยานนี้...อย่างสิ้นความหวัง ที่นางจะได้ออกไปได้...


จนนางมิอาจที่จะมีชีวิตอยู่ได้...


ตึก ตึก ตึก

"หือ! นั่นใครกันน่ะ!?"


  คำถามของร่างบาง ทำเอาเจ้าของเสียง ถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกมา ท่ามกลางความมืด ที่อยู่รอบกาย แต่เมื่อหญิงสาว มองอย่างละเอียด ก็แทบจะร้องขึ้นมา ด้วยความตื่นตกใจ เพราะภาพที่นางเห็น...


"อ๊ะ! เอ่อ...พระนางสีดา โปรดอย่าเพิ่งตกใจนะพะยะค่ะ ข้าพระองค์ หาได้คิดร้ายไม่พะยะค่ะ" อสุรผัด ที่อยู่ในชุดของนางกำนัน และแต่งหน่าอย่างสตรี ได้กล่าวห้ามขึ้นมา จนนางสีดา ไม่ร้องออกมาแต่อย่างใด หากแต่มองอีกฝ่าย อย่างไม่ใว้พระทัย...


..........................

......................

.................

(อสุรผัดเล่า)


"....."

".....(-_-;;;;)"


 โธ่...พี่นางสีดา พระนางทรงมองข้าพระองค์ อย่างหวาดระแวงไม่หายอีกรึเนี่ย...ข้าพระองค์นี้ ก็แสนจะอุตส่าห์ ตั้งใจจะเข้าเฝ้า โดยมิมีปัญหาอันใด ด้วยการแต่งเป็นนางกำนัน ที่เป็นพวกอิสตรีนะเนี่ย...


 แต่คิดไม่ถึงเลย...ว่าพระนางต้องเห็น ภาพที่น่าอายสำหรับข้า...เอาเถอะ! นี่ถือว่าข้าน่ะ ตั้งใจไว้ก็แล้วกัน!! "...จะ...เจ้าเป็นใครกันน่ะ? หน้าตาเหมือนลิง แต่ส่วนหัวถึงเท้าเหมือนยักษ์ เจ้ามาจากไหนกัน?" โอ้โห...พระนางสีดา....


 อันตัวข้านี้...ก็หาได้คิดร้ายไม่ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เห็นทีข้าคงต้อง...แนะนำตัวเสียหน่อย "...ข้าแต่พระนางสีดา โปรดอย่าระแวงข้าพระองค์เลย ข้าพระองค์นี้ มีนามว่าอสุรผัด บิดาของข้าพระองค์ เป็นวานร ส่วนมารดานั้น เป็นนางยักษี"


"ที่ข้าพระองค์มาหาพระนาง เพื่อจะแจ้งข่าวให้พระนางทราบพะยะค่ะ" "ข่าว? ข่าวอะไรรึ?" พระนางสีดา เอ่ยถามอย่างสงสัยในตัวข้า ข้าที่เห็นพระนาง ยังไม่ไว้ใจนัก จึงนำผ้าสไบและแหวน ที่ท่านพ่อให้กับข้า ก่อนที่จะเข้าเฝ้าพระนาง


 แล้วยื่นให้กับพระนาง ด้วยสองมือของข้า เพื่อถวายของเหล่านี้ ให้กับพระนาง ผู้เป็นพระลักษมีอวตาร เมื่อพระนางเห็นของเหล่านี้ พระนางก็ทรงดีพระทัยอยู่...แต่นางก็หุบยิ้มลง และมองหน้าข้า อย่างไม่ค่อยเชื่อนัก


 ก่อนที่จะเอ่ยกับข้า "...เจ้าคงจะเป็นพวก ของเจ้าทศกัณฐ์ แปลงกายมาหลอกเราก็ได้ เพราะแหวนกับสไบ อาจจะเป็นของใคร ที่ทำตกในป่าก็ได้ เจ้าอย่าได้หลอกลวงเราเลย..." คำพูดของพระนาง ทำให้ข้าคิดว่า...


มันคงจะหมดหวัง...ที่จะให้พระนางเชื่อ...


 แต่เดี๋ยวก่อนนะ!? จะว่าไปท่านพ่อ ก็กระซิบบอกบางอย่าง ให้ข้าได้รับรู้ ก่อนจะไปเข้าเฝ้านี่นา...ถ้าเช่นนั้น...ข้าต้องเล่าเรื่องนี้ ให้พระนางฟังแล้วล่ะ...นี่เป็นวิธีเดียว...ที่จะทำให้พระนางเชื่อ


"...เอ่อ...ถ้าเช่นนั้น...ถ้าข้าพระองค์ เล่าให้พระนางฟัง พระนางจะทรงเชื่อหรือไม่พะยะคะ?" "เรื่อง? เรื่องอะไรกันเล่า?" พระนางทรงเอ่ยถามอีกครั้ง ข้าจึงเริ่มเล่าเรื่องราว ที่มีเพียงองค์พระราม กับพระนางสีดาเท่านั้น...


ที่จะรู้เรื่องนี้...


"...ในช่วงที่เมืองมิถิลา ที่มีการจัดแข่งขันยกธนูโมลี ขององค์พระอิศวร ในครานั้น...องค์พระราม และองค์พระลักษณ์ ได้เข้าร่วมพิธีด้วย ในตอนนั้นเอง องค์พระราม ก็สบตากับพระนาง ผ่านทางช่องหน้าต่าง ทั้งสองพระองค์ ต่างตกหลุมรักกัน"


"เรื่องเป็นความลับ...ที่มีเพียงแค่พระนาง และองค์พระรามเท่านั้น ที่ล่วงรู้เรื่องนี้ดีพะยะค่ะ..." ความลับที่ข้าได้เล่าถึง...ความรักของทั้งสอง ทำให้พระนางสีดา ทรงชะงักไปสักพัก ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ เอื้อมรับแหวนและสไบ


 พร้อมกับน้ำตาที่นองหน้า...แสดงว่าพระนาง ทรงเชื่อข้าแล้ว!! "เอ่อ...พระนางสีดา ถ้าพระนางอยากไปพบ กับองค์พระราม ข้าพระองค์ จะพาพระนางไปเองพะยะค่ะ" "...เราไม่ไปหรอก" "!?!?(๏_๏)" คำพูดของพระนาง ทำเอาข้าชะงักทันที


 แต่ก่อนที่ข้า จะได้เอ่ยถาม พระนางสีดา ก็กล่าวอธิบายให้ข้าฟัง "...เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ? ว่าสิ่งที่เจ้าทำนั้น มันจะเป็นติฉินนินทา ไปถึงองค์พระรามได้...เพราะเราถูกยักษ์ลักมา แล้วลิงครึ่งยักษ์เช่นเจ้าพาไป...ดังนั้น ข้าขอให้เจ้ากลับไป แล้วขอให้องค์พระราม..."


"สังหารพวกยักษ์พาล...แล้วรับมาข้าด้วยพระองค์เอง..."


โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

30 ความคิดเห็น

  1. #12 NightHeart (@NightHeart) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 20:18
    พระนางสีด๊า! รู้หรือไม่ว่าพระนางกล่าวอะไรออกมา! สิ่งที่ท่านกำลังเอ่ยนั่นหมายถึงปวงยักษ์เชียวหนา! แค่ในอสุรผัดแปลงกายเป็นนางฟ้าพากลับก็สิ้นเรื่องสิ้นราว หรือจะให้หนุมานแปลงกายก็ได้นี่! เหตุไฉนถึงต้องทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตจนเกิดสงครามเล่า! พระนางสีดา!
    #12
    2
    • #12-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 6)
      21 มิถุนายน 2562 / 20:35
      ใจเย็นๆค่ะ ท่านรีด...(^ ^;;;)
      #12-1
    • #12-2 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 6)
      21 มิถุนายน 2562 / 20:49
      แต่ถึงจะแปลงกายแล้ว แต่ถ้าคนอื่นๆรู้ ว่าเป็นผู้ชายแปลงกาย อีกทั้งเป็นทหารของพระรามอีก คนอื่นๆก็ยังคงนินทากันอยู่ดี อีกอย่างหนึ่ง นางสีดาเกิดมา เพื่อเป็นต้นเหตุ ของการตาย ของทศกัณฐ์ และเหล่าญาติยักษ์อีกด้วยน่ะค่ะ
      #12-2
  2. #11 NightHeart (@NightHeart) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 07:14
    ส่งเสริมเรือบาปครับ!
    #11
    1
    • #11-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 6)
      20 มิถุนายน 2562 / 07:16
      โอเคค่ะ~
      #11-1
  3. #10 วันจัง (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 21:14

    ในทีสุดไรท์ก็มาต่อแล้วววโอ้ยปลื้ม//ทำหน้าฟิน(ซึ่ง)

    #10
    2
    • #10-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 6)
      7 มิถุนายน 2562 / 21:14
      จ้าๆ (^ ^;;;)
      #10-1
    • #10-2 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 6)
      7 มิถุนายน 2562 / 21:14
      จ้าๆ (^ ^;;;)
      #10-2
  4. #7 AuiJ (@AuiJ) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 21:49
    เรือบาปมาแล้ววววว เจอกันในนรกนะทุกคน!!!
    #7
    1
    • #7-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 6)
      4 มิถุนายน 2562 / 21:50
      ไรท์เห็นด้วย!!!!/กระโดดพลางทำตาวาว
      #7-1
  5. #6 Slipknot_joey (@Chutikanpimpa09) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 17:41
    นี่หนุมานจะกินลูกตัวเองหรอเนี้ย555
    #6
    1
    • #6-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 6)
      4 มิถุนายน 2562 / 17:43
      ตอนนี้เขายังไม่ทราบ ว่าเป็นลูกค่ะ 555+
      #6-1