(Fic รามเกียรติ์) พานรินทร์อสุราย้อนเวลา

ตอนที่ 5 : วิธีกลับสู่โลกที่จากมา...ที่น่าอึดอัดใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    1 มิ.ย. 62

ณ ริมมหาสมุทร


"ทุกคน! ท่านพี่หนุมาน กับอสุรผัดมาแล้วล่ะ!!"


 เสียงขององคต ที่ร้องเรียกทุกคน เมื่อเห็นวานรขาว กับอสูรหน้าวานร ได้เหาะมาแต่ไกล ก่อนที่ทั้งสอง จะเหาะลงพื้น แต่องคต กับชมพูพาน เกิดนึกสงสัยขึ้นมา เมื่อเห็นสีหน้า ของอสุรผัด ที่ดูจะหวาดกลัว และดูเศร้าหมอง


 ด้วยความสงสัย ทั้งสองจึงถามหนุมาน เพื่อให้หายสงสัย "ท่านพี่หนุมาน อสุรผัดเป็นอะไรรึขอรับ?" "...ไม่มีอันใดหรอก เดินทางต่อไปเถิด" วานรขาว กล่าวตอบอย่างไม่ใส่ใจ ซึ่งคนอื่นๆ ต่างก็คิดเช่นนั้น ยกเว้นอสุรผัด ที่กำลังเจ็บปวด และหวาดกลัว


 กับการกระทำ ของผู้เป็นพ่อในอดีต...เขาอยากร้องไห้...อยากระบายออกมาให้หมด...และอยากกลับบ้านเกิด...แต่เขาก็ไม่กลัาแสดงออก...ที่จะบอกให้ทุกคนรู้...ว่าสิ่งที่หนุมานพูด...มันทำให้เขารู้สึกอย่างไร...การเดินทัพ จึงยังคงต่อไป...


.............................

........................

..................

ณ อาศรมของฤาษีชฎิล


 เมื่อกองทัพวานร ได้ไปถึงบริเวณอาศรม ของฤาษีชฎิล หนุมาน ชมพูพาน และองคต จึงเข้าไปทำความเคารพ กับพระดาบส ซึ่งเมื่อพระมุนี ได้เห็นทั้งสาม เดินมาหาตน จึงเอ่ยถามขึ้นมา "พวกท่านเป็นใคร มาจากไหนรึ?"


 หนุมานได้ฟังเช่นนั้น จึงพนมกร อย่างสุภาพและเคารพ ผิดกับที่ทำกับอสุรผัด ราวกับหน้ามือ เป็นหลังมือเลยทีเดียว ก่อนจะกล่าวอยาางอ่อนนเอม "อันตัวกระผมนี้ มีนามว่าหนุมาน นี่ชมพูพาน กับองคต พวกกระผมเป็นทหารเอก แห่งองค์พระราม"


"ที่พวกข้ามาหาท่าน ก็เพื่อจะถามท่าน ว่าทางไปกรุงลงกา พวกข้าจะไปทางใดดีน่ะขอรับ" เมื่อพระฤาษี ได้ทราบประสงค์ บวกกับที่ได้ทราบ ว่ามีทหารจากโลกอื่น เข้ามาปะปนด้วย จึงกล่าวตอบกลับไป


"...ถ้าพวกท่านจะไปกรุงลงกา พวกท่านต้องไป อีกสิบห้าโยชน์ ที่นั่นจะเป็นเขาเหมติรัน ซึ่งเป็นทางไปกรุงลงกา...อ๋อ! แล้วอีกอย่างหนึ่ง อาตมาจะคุย กับยักษ์หน้าวานรเสียหน่อย" "!!!(๏_๏)" คำของฤาษี ทำเอาวานรทั้งสาม


 ถึงกับตาค้าง เพราะแอบนึกแปลกใจ ที่พระมุนี ทราบว่ามีอสุรผัด อยู่ในกองทัพ แต่พวกเขาก็เข้าใจ ว่าฤาษีล้วนมีญาณ ทำให้บางตน สามารถล่วงรู้ความเป็นไปได้ องคตจึงเดินออกไป ก่อนที่เขาจะกลับมา พร้อมกับอสุราหน้าพานร


 ที่ทำหน้างุนงง เพราะไม่เข้าใจ และสงสัย ว่าเหตุใดเขา ถึงต้องมาหาพวกเขา ตอนที่อยู่กับฤาษี แต่เมื่อเห็นหน้า ของหนุมาน ความกลัวจากการถูกทำโทษ ก็เข้ามากุมจิตใจอีกครั้ง จนพระมุนี ต้องกล่าวกับทั้งสามขึ้นมา


"พวกท่านไปรอ อยู่กับทหารตนอื่นๆก่อนนะ อาตมาจะขอพูดคุย กับเขาเพียงลำพัง" เมื่อทั้งสามได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่ว่าอะไร ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้อสุรผัด อยู่กับพระดาบส 


 เมื่อลูกครึ่งวานรครึ่งยักษ์ เห็นว่าวานรทั้งสาม ได้เดินจากไปแล้ว ก็พนมกร อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ก่อนจะกล่าวถาทขึ้นมา "ข้าแต่พระฤาษี มีเรื่องอันใด จะพูดคุยกับกระผมหรือขอรับ?" "อาตมาจะขอถามเจ้าหน่อยนะ"


"เจ้ามาจากโลกอื่นใช่หรือไม่?" คำถามของมุนี ทำเอาอสุรผัด แทบจะพูดไม่ออก แต่เขาก็ตอบ ไปตามความจริง "...เอ่อ...ใช่ขอรับ กระผมมาจากโลกภายหน้า กระผมมีนามว่าอสุรผัดขอรับ"


"เจ้ากำลังกังวล เรื่องโลกอดีต ที่เจ้าไม่คุ้นเคยใช่หรือไม่? อาตมาเห็นเจ้า มีสีหน้าเศร้าหมองแน่ะ" คำของพระดาบส ทำให้อสุรหน้าวานร ถึงตะลึงตาค้าง ก่อนจะตอบ อย่างกังวลใจไม่หาย "ชะ...ใช่ขอรับ กระผมไม่คุ้นกับโลกนี้"


"และกระผมเอง...ก็เพิ่งถูกท่านพ่อในอดีต ลงโทษกระผมได้ไม่นานนัก...กระผมอยากกลับโลก ที่กระผมคุ้นเคยและรู้จัก...มิใช่โลกที่กระผมอยู่ ณ ตอนนี้น่ะขอรับ...ท่านพอจะมีวิธี ที่สามารถทำให้กระผม...สามารถกลับโลกเดิมได้ขอรับ..."


 คำขอของอสุรผัด ทำเอาฤาษีชฎิล ถึงกับลูบเครายาวของตน เหมือนกับว่าเขา กำลังใช้ความคิด ก่อนจะบอกวิธี ที่ทำให้อสุรินทร์ หน้าพานรินทร์ ถึงกับไปไม่ถูก และลำบากใจมาก "...อืม...เรื่องประหลาดเช่นนี้"


"อาตมาไม่รู้วิธี ที่จะพาเจ้ากลับได้ อาตมารู้แค่ว่า เจ้าต้องช่วยพระราม ในการรบทศกัณฐ์ จนสามารถช่วยนางสีดาได้เท่านั้น เจ้าถึงจะสามารถ กลับสู่โลกที่เจ้าอยู่ และนี่ก็เป็นวิธีเดุยวเท่านั้นนะ อสุรผัด"


"......" คำตอบของฤาษี ทำให้อสุรผัด แอบนึกวิตก เพราะนั่นเป็นวิธีเดียว...ที่เขาสามารถ...กลับโลกของตนได้...แต่ถึงกระนั้น เมื่อเขาเห็นว่า ไม่มีวิธีอื่นแล้ว จึงจำใจต้องก้มกราบ พลางกล่าวขอบคุณ ก่อนจะลาฤาษีชฎิล อย่างลำบากใจ


 แต่ก่อนที่เขาจะไป พระฤาษีก็กล่าว กับอสุรผัด เชิงปลอบและให้กำลังใจ "อสุรผัดเอ๋ย...ถึงโลกที่เจ้าอยู่นี้ มันทำให้เจ้าเจ็บปวด และทรมานขนาดไหน เจ้าต้องอดทน และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะจะมีวันใดวันหนึ่ง ที่เจ้าจะฝ่ามันให้ได้อยู่ดี"


"...ขอบพระคุณท่านมากขอรับ กระผมจะจำ ที่ท่านสอนเอาไว้ขอรับ กระผมขอไปก่อนนะขอรับ" อสุรผัดกล่าวพลางยิ้ม ก่อนจะะเดินจากไป...


........................

....................

...............

ณ บริเวณอาศรม ของฤาษีชฎิล


"อ้าว! อสุรผัด! เจ้าพูดคุยกับท้านฤาษีเสร็จแล้วรึ?"


 องคตร้องถาม เมื่อเห็นอสุรผัด เดินมาจากอาศรม มาแต่ไกลนัก ซึ่งวานรอสูร ก็กล่าวตอบกลับ พลางยิ้มออกมา "ขอรับ กระผมคุยกับท่านเสร็จแล้วขอรับ ว่าแต่จะไปไหนต่อขอรับ?" "อ๋อ! ต้องเขาเหมติรันน่ะ" ชมพูพานกล่าวตอบ


จนวานรอสูร เริ่มจะเข้าใจ กองทัพวานร จึงออกเดินทางต่อไป...


....................

..............

.........

ณ เขาเหมติรัน (อสุรผัดเล่า)


"เอ่อ...นี่ใช่ทางไป...กรุงลงกาใช่หรือไม่ขอรับ?"

"คงจะอย่างนั้นแหละ แต่ว่านะ..."


"แล้วเหตุไฉนถึงอยู่เทียมฟ้า แต่ไม่เห็นทางไปเลย ห๊า!!!! (=[]=;;;)"


 ท่านอาองคต ร้องอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง เพราะที่ข้างหน้านั้น ไม่มีทางเดินอีก แถมพวกข้าก็อยู่ ที่เขาเหมติรัน ยังกะว่าเชิงหน้าผา พวกข้าก็เลยนึกกังวล เพราะต่างก็ไม่รู้ ว่าจะไปต่ออย่างไร...แต่แล้วท่านพ่อของข้า...


 ก็กล่าวปลุกขวัญขึ้นมา "พวกเจ้าอย่าท้อใจสิ! พวกเราต้องถวายชีวิต และร่วมรบกับองค์พระราม เหมือนกับที่ท่านสดายุ ต้องสละชีพ เพื่อช่วยพระนางสีดา ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือทศกัณฐ์!!!" เสียงของท่านพ่อ


 ทำให้ข้าฉุดคิดมาได้...ว้าท่านพ่อที่ข้ารู้จัก อยู่อีกอย่างหนึ่ง...นั่นคือความกล้าหาญ ความภักดี ความกล้าเสี่ยงกล้าตาย และการอาสาออกรบ...ที่ท่านพ่อมีอยู่ทุกด้านนี้ นั่นทำให้ข้า อยากที่จะมี...เหมือนกับที่ท่านพ่อ ได้กระทำมา...


ตึง...ตึง...ตึง...

"เจี๊ยก!! เสียงอะไรน่ะ!?"


 เหล่าวานร ต่างร้องเสียงหลง ด้วยความตระหนกตกใจ แม้แต่ข้าเอง ก็แอบนึกตกใจ เพราะหลังจากที่ท่านพ่อ พูดจบได้ไม่นานนัก ก็มีเสียงที่น่ากลัว ประดุจแผ่นดินไว ยกเว้นแค่พญาวานรทั้งสาม และข้าเท่านั้น


 ก่อนจะปรากฎร่าง ของปักษาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง...เดี๋ยวนะ! นกยักษ์อย่างนั้นรึ!?...อ๊ะ! นกตัวใหญ่นั่น เดินมาหาพวกข้าแล้ว แถมยังขยับปาก ก่อนจะมีเสียงออกมา "...เมื่อสักครู่นี้ ใครบอกว่าน้องข้าตายรึ?"


 นกยักษ์พูดได้อีกแน่ะ!?...แต่เดี๋ยวก่อนนะ น้อง? ท่านสดายุเป็นน้องรึ!? ถ้าอย่างนั้น...ท่านสดายุ ต้องตัวใหญ่แน่ๆเลย (=_=;;;) "น้องของท่าน? ท่านหมายถึงสดายุรึ?" ท่านพ่อเอ่ยถาม ด้วยความแปลกใจ เมื่อได้ฟังคำ ของปักษายักษ์


 ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับ อย่างใคร่รู้ "ใช่แล้วล่ะ หลายวันมานี้ ข้าไม่เห็นน้องข้าเลย ท่านเห็นน้องข้าไหม?" คำถามของเขา ทำให้ข้าอดนึกสงสาร ในตัวเขาไม่ได้ เพราะเขายังไม่ทราบ เรื่องที่น้องของเขา ถูกฆ่าตาย


 และพอนกยักษ์รู้ จากคำบอกเล่า ของท่านพ่อ ก็โศกเศร้าเสียใจมาก เพราะเขาจะไม่เห็นน้อง...ที่เขาต้องสูญเสียไป...ด้วยน้ำมือของยักษ์...ก่อนที่ท่านพ่อ จะซักถาม ถึงสาเหตุที่เขา ไม่มีขนติดตัว...จริงสิ!? ข้าลืมสังเกตไปเลย ว่าเขาไม่มีขน!?


 และพอข้าได้ฟังเรื่องราว จากปากของท่านสัมพาที ก็ทำให้พวกข้ารู้ว่าเขา ถูกคำสาปของพระอาทิตย์ เพราะตอนที่ท่านสดายุ ยังไม่รู้ความนั้น ได้เห็นบางอย่าง ที่มีลักษณะกลมๆ และสีแดง จนต้องขอร้อง ให้ท่านสัมพาที ที่โตพอ ที่จะดูแลน้องได้


 นำสิ่งที่เขา คิดว่าเป็นผลไม้สุก มาให้เขากิน แต่ท่านสัมพาที ที่อดทน และรู้ดีกว่าน้อง กลับไม่ยอมเอามาให้ เพราะเขารู้ว่า...สิ่งที่น้องของเขา มันคือดวงอาทิตย์!! แต่น้องที่ยังไม่รู้ กลับไม่ยอมฟัง และบินไปจิกราชรถ


 โดยที่ตอนนั้น ท่านสัมพาที ก็บินตามไปด้วย พร้อมกับร้องห้าม ซึ่งพอพระอาทิตย์ เห็นสิ่งที่ท่านสดายุ กำลังทำอยู่ ด้วยความโมโห จึงแผดแสงที่ร้อนแรง ใส่ท่านสดายุที่ยังเล็ก เพื่อหวังเผาให้ตาย โชคดีที่ท่านสัมพาที บินไปป้องกันน้องได้ทัน...


 แต่ความโชคร้าย...กลับตกไปที่ท่านสัมพาที เพราะแสงที่ร้อนแรง ได้ทำให้ขนของเขา ต้องไหมเกรียม จนเขาไม่มีขน ทั้งยังถูกสาป ให้ไม่มีขนงอกมาใหม่ และให้อยู่แต่ถ้ำ ที่เขาเหมติรัน จนกว่าทหารเอก ขององค์พระราม ซึ่งก็คือพวกข้า


 จะผ่านมาที่นี่ แล้วโห่สามครั้ง เขาจึงจะพ้นคำสาป โดยขนของเขา จะงอกกลับมาอีกครั้ง แน่นอนว้าเรื่องที่เขาเล่านั้น...เป็นเรื่องที่น่าสงสาร เพราะนอกจากต้องถูกลงโทษ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิด และเขาต้องมาเสียน้องอีก...


 อีกทั้งพวกข้า ก็อยากรู้ทางไปกรุงลงกา พวกข้าจึงช่วยกันโห่ ถึงสามครั้ง เมื่อพวกข้าโห่จบ ขนของท่านสัมพาที ก็กลับงอกขึ้นมาใหม่ ขนของเขานั้น เป็นสีแดงชาด ดุจเพลิงและทับทิม เป็นขนที่สวยงามที่สุด เท่าที่ข้าเคยเห็นมา


 พอท่านสัมพาที ได้พ้นคำสาปแล้ว จึงตอบแทนบุญคุณ โดยการให้ท่านพ่อ และท่านอาทั้งสอง ขึ้นขี่บนหลังของเขา ส่วนตัวข้านั้น แม้ท่านสัมพาที จะชักชวนข้า แต่ข้าก็ตัดสินใจแล้วล่ะ ว่าจะเหาะตามพวกเขาไป...


.....................

................

...........

ณ มหาสมุทร


 ข้าเหาะตามท่านสัมพาที ซึ่งมีท่านพ่อ และท่านอาทั้งสอง ที่นั่งบนหลังอยู่ จนกระทั่ง อยู่ตรงบริเวณ ที่อยู่ไม่ไกลไม่ใกล้นัก แล้วเล่ารายละเอียด ของภูเขาลูกหนึ่ง ที่มีสีดำสนิท ให้พวกข้าฟัง ทำให้ข้าได้ทราบว่า กรุงลงกา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของข้านั้น


 มีมาจากรังของกา ที่ตั้งอยู่บนเกาะ ที่ภูเขาที่พวกข้าเห็น มีชื่อว่านิลกาลา เมื่อข้ามองไกลๆ เกาะที่อยู่ตรงหน้า จะเล็กมาก จนเหมือนกับจอกเล็กๆทีเดียว เมื่อพวกข้า เห็นลักษณะที่ตั้ง ของกรุงลงกา จนจำได้ขึ้นใจแล้ว


 ท่านสัมพาที ก็บินพาพวกข้า กลับสู่เขาเหมติรันทันที...


....................

...............

...........

ณ เขาเหมติรัน


 เมื่อท่านสัมพาที พาพวกข้า กลับมาที่เขาเหมติรันอีกครั้ง ท่านพ่อก็กล่าวขึ้นมา "ท่านสัมพาที ข้าขอฝากชมพูพาน องคต และเหล่าวานร ไว้กับท่านนะ ส่วนข้าจะไปเข้าเฝ้า พระนางสีดาเอง แต่ข้าจะขออสุรผัด ไปกับข้านะ"


 เอ๊ะ!? ท่านพ่อจะให้ข้าไปด้วยเหรอ!? "ได้สิ ถ้าเป็นความประสงค์ของท่านเอง" โธ่...ท่านสัมพาที...ท่านจะยอมให้ข้า โดนทรมานเลยรึ (T^T)....อ๊ะ! ท่านพ่อจูงมือข้า เหาะไปแล้วน่ะ!?...แต่ช่างเถอะ ก็ในเมื่อเป็นครั้งแรก ที่ข้าทำภารกิจ ร่วมกับท่านพ่อล่ะนะ...


โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

31 ความคิดเห็น

  1. #5 AuiJ (@AuiJ) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 19:55
    ถ้าหนุมานรู้ว่าน้องเป็นลูกนี่จะเป็นยังไงน๊าาาา
    #5
    1
    • #5-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 5)
      1 มิถุนายน 2562 / 19:57
      อันนี้ก็น่าคิดนะค่ะ~
      #5-1
  2. #4 rov062 (@rov062) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 13:28

    สงสารน้องเขานะTvT

    #4
    1
    • #4-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 5)
      1 มิถุนายน 2562 / 14:03
      จริงด้วยค่ะ (T^T)
      #4-1