(Fic รามเกียรติ์) พานรินทร์อสุราย้อนเวลา

ตอนที่ 4 : สืบข่าวนางสีดา (๑๐๐%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    30 พ.ค. 62

เช้าวันต่อมา


"ฮ้าว...อากาศสดชื่นจริงๆเลย~"


 อสุรผัด ที่ลุกจากเตียง แล้วเดินออกจากตำหนัก ที่นิลพัททำให้ ก่อนจะบิดขี้เกียจไปมา เพื่อที่จะเตรียมพร้อม ในการฝึกครั้งนี้ หากแต่คราวนี้ เขาต้องทำภารกิจ เนื่องจากว่า...


"อสุรผัด~!!"

"อ๊ะ! ท่านนิลนนท์เองรึขอรับ?"


 อสุรผัดเอ่ยถาม เมื่อเห็นวานร กายสีแสด เดินมาหาเขา ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้า ก่อนจะแจ้งข่าว ให้อสุรหน้าวานรทราบ "ที่ข้ามาหาเจ้า เพราะองค์พระราม ทรงมอบหมายงาน ที่จะให้เจ้าทำน่ะ" คำวาจาของนิลนนท์ ทำเอาอสุรผัด ถึงกับเอียงคอทันที


"??? งานอย่างนั้นรึ?"


......................

.................

.............

ณ พลับพลา


"ห๊า!!! อะไรนะ!? จะให้ข้าพระองค์ ช่วยท่านหนุมาน ท่านชมพูพาน ท่านองคต และทหารส่วนหนึ่ง สืบข่าวพระนางสีดารึพะยะค่ะ!?" อสุรผัดร้องถาม ด้วยความตกใจ เมื่อทราบภารกิจ จากพระราม ซึ่งพระนารายณ์อวตาร ก็พยักหน้า


 ก่อนจะบอกต่อไปอีกครั้ง "ถูกแล้วล่ะ ข้าได้ปรึกษาหารือ กับเหล่าขุนศึกวานรแล้ว เห็นว่าวานรสามตนนี้ มีฝีมือและเก่งกล้าสามารถ อีกทั้งเจ้าเป็นลูกครึ่งยักษ์ครึ่งวานร จึงได้ตกลงกันไว้ ว่าจะให้พวกเจ้า ทำภารกิจในครั้งนี้"


"และข้าก็ให้หนุมาน นำแหวนที่เจ้าทศกัณฐ์ ใช้สังหารท่านสดายุ กับผ้าสไบ ที่นางฝากให้กับฝูงวานร ที่อาศัยอยู่ตามป่าด้วยน่ะ อีกอย่างตอนนี้ ข้าก็สั่งให้ท่านสุครีพ เป็นผู้จัดทัพครั้งนี้แล้วด้วย ข้าขอให้พวกเจ้า จงทำภารกิจ อย่างลุล่วงด้วย"


"พะยะค่ะ!" ทั้งหนุมาน ชมพูพาน องคต และอสุรผัด ต่างกล่าวรับคำพร้อมกัน ก่อนจะพากันออกเดินทาง พร้อมกับกองทัพ ที่สุครีพจัดไว้ให้นั้นเอง....


....................

..............

.........

ผ่านไปหลายวัน ในช่วงเวลาใกล้เที่ยงคืน


"เฮ้อ...นี่ก็หลายวันแล้วนะ ยังไม่ถึงอีกรึเนี่ย..."


 อสุรผัดเอ่ยบ่น เพราะใช้เวลา ในการเดินทางมานาน อยู่พอสมควรแล้ว จนทำเอาองคต ถึงกับหยอกเล่น อย่างนึกสนุก "ฮ่าๆๆ แค่เดินเนี่ยนะ เจ้าก็เมื่อยแล้วรึ?~" "จะไม่ให้ได้อย่างไรขอรับ ก็นี่เดินทาง มาตั้งหลายวันแล้วขอรับ...(T^T)"


 อสุรหน้าวานร กล่าวบ่นใส่ จนแทบอยากจะร้องไห้ แต่ชมพูพาน กลับเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่าง ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา จึงร้องขึ้นมา "พวกเรา ดูตรงโน้นสิ!!" "หือ?...โห!..." ทั้งสามที่ได้ฟัง เมื่อหันหน้ามา ก็ถึงกับร้องอย่างตกตะลึง


 เพราะที่อยู่ตรงหน้า เป็นสระบัวที่ใสสะอาด มีดอปทุมอยู่เต็มสระ ทั้งมีก้อนศิลาใหญ่อีกด้วย หนุมาน ที่เปรียบเสมือนเป็นหัวแถว จึงตะโกนสั่ง กับเหล่าเสนาวานรทันใด "เอาล่ะทุกคน คืนนี้เราจะพักที่นี่ พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางนะ เข้าใจไหม?"


"เข้าใจแล้วขอรับ!!!" วานรทุกตน ต่างกล่าวรับคำสั่ง หนุมาน ชมพูพาน และองคต จึงนอนที่ก้อนหินใหญ่ ซึ่งอยู่ไม่ไกล จากสระโบกขรณี ส่วนอสุรผัด เนื่องจากเป็นทหาร ชั้นผู้น้อย เทียบเท่ากับวานรตนอื่นๆ จึงต้องนอนบนพื้น ร่วมกับตนอื่นๆด้วย...


.....................

................

...........

ในช่วงตี ๔ (อสุรผัดเล่า)


"คร่อก...ฟี้~...คร่อก...ฟี้~..."

ตึง!!

โครม!!!

"เจี๊ยกๆ~!!!!"

"เฮ้ย!! พวกเจ้าอยู่ในความสงบเดี๋ยวนี้!!!!"

"...อือ...เสียงอะไรน่ะ?..."


 เสียงของเหล่าวานร ที่ส่งเสียงดัง เหมือนนกกระจอกแตกรัง ทำเอาข้าถึงค่อยๆลืมตาตื่น ทั้งที่ยังงัวเงียไม่หาย เมื่อดวงตาของข้า ค่อยๆปรับแสงได้แล้ว ข้าก็พบว่าวานรตนอื่นๆ ที่ส่งเสียงดังตอนแรก ตอนนี้ได้อยู่ในความสงบลง


 บวกกับที่ข้า หันมาเห็นท่านองคต ที่มีรอยแผล แต่ไม่ลึกมากนัก ทั้งท่านพ่อ ท่านอาชมพูพาน และตัวข้า ต่างก็ถามเขา ด้วยความเป็นห่วง จนได้ความว่า ตอนที่เขากำลังหลับอยู่ จู่ๆก็ถูกยักษ์ ที่ชื่อปักหลั่น ซึ่งอาศัยอยู่ในสระพันตา


 ที่เป็นชื่อของสระบัวนี้ ไปถีบเขาเข้า แต่เขาก็จัดการ จนเจ้ายักษ์ยอมแพ้ และพอรู้ว่าท่านอาองคต เป็นทหารเอก ขององค์พระราม จึงได้กล่าวขอโทษ และเล่าสาเหตุ ที่ต้องอยู่ในสระนี้ ว่าเนื่องจากเขานั้นไปเป็นชู้กับนางอัปสร ที่ชื่อนางเกสรมาลาเข้า


 พระอินทร์ ซึ่งเป็นท่านปู่ของท่านอา จึงได้ลงโทษเขา โดยสาปให้ไปเป็นยักษ์ อยู่ที่สระแห่งนี้ จนกว่าทหารเอก แห่งองค์นารายณ์อวตาร มาลูบหลังให้ จึงจะพ้นคำสาป ซึ่งเมื่อท่านพ่อ กับท่านอาชมพูพาน ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด


 ก็กล่าวชมท่านอาองคต เสียยกใหญ่ทีเดียว แต่ข้าก็พอจะเข้าใจ ว่าเหตุใดท่านอาองคต ถึงโดนถูกยักษ์ปักหลั่น ถีบเขาขณะที่กำลังนอน อีกทั้งมีกายสีเขียว เหมือนกับพระอินทร์ และพญาพาลี ผู้เป็นบิดา ข้าคงต้องเดาว่า...


ยักษ์น่าจะคิดว่าเขา เป็นหัวหน้าวานรกระมั้ง...(^ ^;;)


 หลังจากนั้นเอง พอถึงเวลาเช้า กองทัพก็ออกเดินทาง สืบมรรคาต่อไป...


.......................

................

..........

ณ เมืองร้าง


"เอ่อ...นี่มันเมืองอะไรน่ะ?"


 ข้าได้เอ่ยถามกับตนเอง เมื่อกองทัพวานร ได้ไปถึงเมืองไร้ ที่อยู่ในป่า ถ้าจะถามว่าเหตุใด ข้าถึงบอกว่าเป็นเมืองร้าง เพราะเมืองที่พวกข้ามาถึง มีความสวยงาม เหมือนเทพได้ปูนปั้นขึ้นมา หากที่น่าแปลก เป็นเมืองที่ไร้เสียงใดๆ


 และไม่มีวี่แวว ว่าจะมีผู้คนอาศัยอยู่เลย จนกระทั่งท่านพ่อ ต้องกล่าวกับเหล่าเสนีขึ้นมา "พวกเจ้าอยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะไปสำรวจเองก็แล้วกันนะ" คำของท่านพ่อ ทำให้ข้ารู้ว่า...เขาไม่ได้เก่ง แค่ด้านการรบเท่านั้น เขายังมีความเป็นผู้นำ


 และยอมกล้าเสี่ยงที่สุด ในบรรดาทหารทั้งหมด แห่งองค์พระราม แบบนี้แหละ...ท่านพ่อในอุดมคติล่ะ...(TUT) "เฮ้ย...อสุรผัด เจ้าเป็นอะไรรึ?" คำถามของท่านอาองคต ทำให้ข้า ที่กำลังปลื้มปิติอยู่ ต้องเรียกสติกลับมา


 ก่อนจะเอ่ยถาม กับอีกฝ่าย "อ๊ะ...เอ่อ...มีเรื่องอะไรขอรับ?" "เมื่อสักครู่นี้ ตอนที่ท่านพี่หนุมาน กำลังเข้าไปในเมืองร้างน่ะ ข้าเห็นเจ้าทำหน้า ยังกะว่าจะร้องไห้น่ะ" คำตอบของวานรเขียว ทำเอาข้าที่รู้สึกตัว ต้องรีบเช็ดน้ำตาทันที


 พลางกล่าวปัดทันที "อ๋อ! ไม่มีอันใดขอรับ กระผมแค่ปรื้ม ที่เห็นท่านหนุมาน ที่กล้าหาญน่ะขอรับ แหะๆๆ (^ ^;;;)" "อย่างนั้นรึ สงสัยข้าคงคิดไปเองมั้ง" โธ่...ท่านอา...ท่านคงนึกว่าหลาน กำลังคิดแปลกๆอยู่ หรืออย่างไรกันแน่นะ(-_-;;;)...


.........................

..................

............

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง


"...(-_-*)"


 เฮ้อ...นี่ก็นานแล้วนะ เหตุไฉนพระบิดา ถึงยังไม่กลับมาล่ะ ข้ายืนกอดอกรอ จนทนไม่ไหว ทำให้ข้าตัดสินใจ ที่จะไปดูบิดาของข้า ว่าเป็นอะไรหรือไม่ "อสุรผัด นั่นเจ้าจะไปไหนรึ?" ท่านอาชมพูพาน ที่เห็นข้า กำลังจะเดินออกไป


 ได้เอ่ยถามขึ้นมา ซึ่งเมื่อข้าได้ยินเช่นนั้น ข้าจึงตอบกลับ อย่างไม่คิดอะไร "อ๋อ...กระผมจะไปหาท่านหนุมานน่ะ ท่านมีอะไ...!?(=_=;)" แต่แล้วข้าก็ต้องหยุดพูด เพราะจู่ๆ วานรสีหงชาด ผู้เป็นพระปิตุลา ได้เดินมาหาข้า โดยที่ข้าไม่ทันตั้งตัว


 ก่อนที่พระปิตุลา จะกล่าวอย่างเจริงเอาจัง จนข้านึกขนลุก "...นี่เจ้าลืมไปแล้วรึ ว่าต้องอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนทั้งสิ้น จนกว่าท่านพี่หนุมาน จะกลับมาหาพวกเราน่ะ" "...เอ่อ...(- -;;;)" ข้าที่ไม่รู้ ว่าจะอธิบายอย่างไรนั้น


 เขาก็เริ่มเทศน์ข้าทันที "อสุรผัด...เจ้าเป็นทหารผู้น้อยนะ เจ้าต้องเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่ง ของผู้เป็นนาย หรือหัวหน้านะ ไม่ใช่จะทำอะไร อย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้นะ ถ้าเจ้าฝ่าฝืนเมื่อใด เจ้าได้มีหวัง..." "เอ่อ...ท่านพี่ชมพูพาน เขาไปเมื่อครู่นี้แล้วขอรับ...(- -;;;)"


"ห๊า!!! ว่าอย่างไรนะ!!!!!!!!(=[]=;;;)....."


.....................

...............

..........

(ผู้เขียนเป็นผู้เล่า)


"เฮ้อ...เกือบจะโดนเทศน์แล้วเรา...(;;;- -)"


 อสุรผัด ที่แอบหนีชมพูพาน ตอนที่อีกฝ่าย กำลังหลับตา เพื่อกล่าวเทศน์สั่งสอน ดีที่ไม่มีใครบอก ตอนที่เขากำลังหนี และนั่นก็ทำให้เขา ได้ออกตามหาพ่อ ที่อยู่ที่ใดซักที่ ของนครร้างในป่า จนกระทั่งเขา ได้ไปสะดุดเข้า


 กับปราสาทหลังหนึ่ง ที่ได้รับการตกแต่ง อย่างวิจิตรบรรจง เพราะปราสาทหลังนั้น ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ และเพชรนิลจินดามากมาย แต่ในขณะที่เขา กำลังมองดูปราสาท อย่างนึกชื่นชมอยู่นั้น...


"ท่านพี่เพคะ~"

"หือ?"


 อสูรหน้าวานน ถึงกับหยุดชมปราสาท เมื่อได้ยินเสียงสตรี แต่แล้วเขาก็ฉุดคิดมาได้... ว่าในเมืองไม่มีผู้คน แต่กลับมีสตรีอยู่ ทว่าเขากลับนึกตกใจ มากกว่าเดิมอีก เมื่อได้ยินอีกเสียง ซึ่งเป็นเสียงที่เขา รู้สึกคุ้นเคยทีเดียว...แถมรู้จักเสียอีก!?


"จ้า~ เมียจ๋า~"

"สะ...เสียงนี้...หรือว่าจะเป็น!?..."


 เมื่อเขานึกออก จึงรีบวิ่งไป ที่ทางซ้ายมือ ของอสุรา เพื่อดูว่าเจ้าของเสียง ใช่ผู้ที่เขา กำลังเป็นห่วงหรือไม่ แต่เมื่อไปถึงตรงหน้า ของหน้าต่างบานหนึ่ง ด้วยความเกรง ว่าคนอื่นจะเห็นเขา อสุรผัด จึงร่ายเวทกำบังกาย


 ทำให้ร่างของเขา ได้หายตัวไป จนดูคล้ายกับล่องหน ก่อนจะค่อยๆ แอบดูข้างใน แต่ภาพที่เขาเห็น...กลับทำให้เขา...แทบรับไม่ได้!!! "(๏_๏)!!!" "น้องบุษมาลีจ๊ะ พี่ต้องไปแล้วนะจ๊ะ น้องช่วยบอกทางไป สู่กรุงลงกา แก่พี่ได้หรือไม่จ๊ะ?"


 หนุมาน ที่โอบกอด และกล่าวกับหญิงสาว ที่มีดวงพักตร์ที่งดงาม ด้วยเสียงที่อ่อนหวาน และอ่อนโยน มันช่างเป็นภาพ ที่อสุรผัด แทบจะนึกไม่ถึง เมื่อได้ทราบว่า...ก่อนที่บิดาของตน จะได้มารดา เป็นภรรยานั้น...


เคยมีหญิงอื่นมาก่อนแม่เสียอีก...


"...ท่านพ่อ...ท่านมีหญิงก่อนแม่รึเนี่ย..."

กร๊อบ!

"อ๊ะ!"

"นั่นผู้ใดกันน่ะ!?"


 เสียงตวาดถาม ของหนุมาน ทำเอาอสุรผัด ที่เผลอไปเหยียบกิ่งไม้ โดยไม่ได้ตั้งใจ ถึงกับสะดุ้ง แต่ครั้นจะหนี ความกลัวก็เข้ามาจับจิต จนก้าวข้าแทบไม่ออก ความวิตกในใจ ก็ยังคงคุกคามเรื่อยๆ เมื่อได้ยินเสียง ที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ของวายุบุตร


"ตอบมา! ใครที่มาแอบดูข้าน่ะ!?"


 เสียงที่น่าเกรงขาม ทำให้อสุรผัด ที่รู้สึกหวาดกลัว ในตัวบิดรอยู่แล้ว ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว มากขึ้นกว่าเดิม จนในที่สุด เมื่อหนุมาน ไม่ได้รับการตอบกลับ ด้วยความโทสะ จึงกระโดดออกนอกหน้าต่าง พลางชักตรีเพชร ออกจากายา


 แล้วพุ่งอาวุธ ไปที่พื้นพสุธา โชคดีที่อสุรผัด ที่พอเห็นอาวุธ ความกลัวก็ผลักดัน ให้เขาหนีทันที โดยที่วานรขาว ไม่สามารถมองเห็นได้เลย...


.....................

.................

.............

(อสุรผัดเล่า)


ตึก! ตึก! ตึก!

"แฮ่กๆๆๆ!!!"


 ข้าที่กำลังวิ่งหนี จากคมอวาวุธ ที่เปรียบดังมัจจุราช ที่จะเอาชีวิตข้า ความหวาดกลัว ที่เข้ามากุมจิตใจของข้า จนข้านึกกลัว...น่ากลัวเหลือเกิน ทำไมท่านพ่อ...ที่อ่อนโยน และแสนดีกับข้า...แต่ทำไมล่ะ...ท่านพ่อในอดีต...ถึงต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ!?


"อสุรผัด! เจ้ากลับให้ข้าเทศน์ ถึงที่เชียวรึ!?" เสียงตวาดถาม ของท่านอาชมพูพาน ทำเอาข้า ที่กำลังมาถึงกองทัพ ที่รออยู่นอกเมือง ถึงกับสะดุ้งทันที แต่โชคยังดี ที่ท่านอาองคต ได้กล่าวปรามเขาเสียก่อน


"อ๊ะ? ท่านพี่ชมพูพาน สงบสติอารมณ์ก่อนเถิด ดูอสุรผัดสิ เหงื่อแตกแถมหอบใหญ่เลย" คำของวานรเขียว ทำให้วานรสีหงชาด ที่กำลังขุ่นเคืองอยู่ เริ่มหายโทสะ อย่างทันตาเห็น ก่อนจะสังเกตเห็นข้า ที่กำลังหอบหายใจถี่ๆ


 พร้อมกับที่ข้า พยายามเช็ดเสโท ที่ไหลออกมามากมาย จนต้องเอ่ยถาม อย่างนึกสงสัย "อสุรผัด เจ้าไปทำอะไรมารึ?" "เอ่อ...คือว่า..." "อ้าว! ท่านพี่หนุมาน กลับมาแล้วทุกคน!" ยังไม่ทันที่ข้า จะพูดอะไรออกไป


 คำของท่านอาองคต ทำให้ข้าต้องหันกลับมา จนไปพบผู้ที่ข้า ไม่อยากให้เขารู้ตัวว่าข้า...ได้รู้นิสัยอีกอย่างของเขาแล้ว!? "หือ? อสุรผัด? เจ้าเป็นอะไรรึ?" คำถามของท่านพ่อ ยิ่งทำให้ข้านึกกลัว ว่าเขาจะรู้เรื่องนี้


 ข้าจึงพยายาม ที่จะหาข้อแก้ตัว เพื่อไม่ให้เขาจับได้ "อะ...เอ่อ...คือว่ากระผม...ไม่มีอันใดหรอกขอรับ (^ ^;;;)" "แน่ใจนะว่าไม่มี ถ้าไม่มีอะไร แล้วทำไมเจ้า ถึงดูลนลาน แถมเหงื่อออกมาเยอะเชียว" อึ๋ย...แย่แน่ๆเลยเรา


 บิดาของข้า นอกจากจะฉลาด และหัวดีแล้ว เขายิ่งใจเย็น แถมช่างสังเกตอีกด้วย ถึงจริงๆแล้ว เขาจะใจร้อนก็ตามเถอะ ขอล่ะ...อย่าให้เขารู้เรื่องนี้เลย(T^T)... "ท่านพี่พอได้แล้ว อสุรผัดน่ะ คงไม่เป็นอะไรมากนัก"


"แล้วว่าแต่ท่านพี่เถอะ ได้ความอะไรมาบ้างหรือไม่?" สวรรค์ทรงโปรดจริงๆ!! ถ้าไม่ได้ท่านอาชมพูพาน ปรามและถามเขา มีหวังได้ถูกลงโทษแน่ๆเลย...

..............................

........................

..................

ณ มหาสมุทร


 หลังจากที่พวกข้า ได้จากเมืองร้างแล้ว พวกข้าก็อยู่ที่ริมมหาสมุทร ที่กว้างใหญ่ไพศาล และมันไกลมาก จนสุดลูกหูลูกตา...อ๊ะจริงสิ! ข้าเกือบลืมบอกไป เหตุที่พวกข้า ต้องมาอยู่ที่นี่ เพราะท่านพ่อ ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด ให้พวกข้าฟัง


 จนข้าได้ทราบความ ว่าเมืองร้าง ที่พวกข้ายกทัพมานั้น มันคือเมืองมายัน ที่มีท้าวตาวัน ซึ่งเป็นอสูร เป็นผู้ปกครอง วันหนึ่งเกิดหลงใหล ในตัวนางรำภา ซึ่งเป็นนางสนม ของพระอินทร์ โดยมีนางบุษมาลี ซึ่งเป็นนางอัปสร ที่อยู่เมืองนี้


เป็นแม่สื่อให้ พอพระอินทร์ทราบ ก็ทรงกริ้วมาก จึงได้สังหารทั้งเจ้าเมือง และพวกชาวเมือง จนเป็นเหตุให้เมืองมายัน กลายเป็นเมืองร้าง ส่วนนางบุษมาลี ก็ถูกพระอินทร์สาป ให้อยู่ที่เมืองมายัน เป็นเวลานาน ถึง ๓๐,๐๐๐ ปี


 จนกว่าจะมีทหารเอก ได้มาถามทางไปกรุงลงกา จึงจะพ้นคำสาป...นั่นจึงทำให้ข้ารู้ว่า นางอยู่ที่เมืองนั้น อย่างโดดเดี่ยว ถือเป็นการลงโทษ และพวกข้าก็เดินทาง จากเมืองมายัน มาตั้งเก้าโยชน์แล้ว เพราะนางได้บอกทางเอาไว้


 ว่าที่ริมมหาสุมทรนี้ จะมีนางอัปสร ที่จะบอกทางให้ ข้าจึงมองหานางอัปสร ที่ภรรยาของท่านพ่อ ได้บอกทางให้...เอ่อ...ถ้าถามข้าว่าทำไม ข้าถึงต้องเรียกนางเช่นนั้น นั่นเป็นเพราะว่านาง มาก่อนท่านแม่ของข้า


 และท่านพ่อก็ได้นางมา ในขณะทำภารกิจอยู่...อ๊ะ! เจอนางอัปสรแล้วล่ะ และท่านพ่อ ก็ได้ไปถามนางแล้ว ก่อนจะบอกกับพวกข้า "ข้าไปถามนางสุวรรณมาลี ผู้เป็นข้าบาท ขององค์พระอิศวร นางบอกว่าต้องข้าม มหาสมุทรนี้"


"แล้วเดินทางต่อห้าโยชน์ จะพบท่านชฎิลฤาษี ท่านจะบอกทางให้น่ะ เดี๋ยวข้าจะขยายกาย ให้ใหญ่โต แล้วพวกเจ้าก็ข้ามไปนะ ส่วนอสุรผัดน่ะ ข้าจะพาเขาไปส่งเอง ไม่ต้องห่วง" เอ๊ะ!? ทำไมท่านพ่อ ถึงกล่าวกับทุกคนแบบนี้นะ??...


 แต่ช่างเถอะ ข้าจะยอมทำตาม ที่เขาบอกก็แล้ว ท่านพ่อก็ขยายกาย ให้สูงใหญ่เท่าภูเขา ก่อนที่จะหมอบลง แล้วเอาส่วนหาง ยืดไปที่ริมฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็กล่าวกับพวกข้าทันที "พวกเจ้า จงข้ามหางของข้า ส่วนอสุรผัด เจ้าไปกับข้านะ"


"ขะ...ขอรับ!" ข้ากล่าวรับคำ โดยท่านอาชมพูพาน ท่านอาองคต และเหล่าเสนาวานร ก็พากันข้ามหาง ของพระบิดร ไปที่อีกฝั่งหนึ่ง เมื่อท่านเห็นว่าเหล่าพานร ได้ไปถึงฝั่งแล้ว ก็ลดกาย ให้มีขนาดเท่าเดิม ก่อนจะกล่าวคำหนึ่ง ที่ทำเอาข้า แทบจะไปไม่ถูก


"อสุรผัด...เจ้าขี่หลังข้าสิ" "ห๊า!?...เอ่อ...คือว่ากระผม...ยัง...เอ่อ...(0///0)" "ข้าเอาจริงนะ..." คำวาจา ที่แฝงไปด้วย...ความน่าเกรงขาม...ความองอาจ...และความเอาจริงเอาจัง...ที่ท่านพ่อมีอยู่ ทำให้ข้านั้น จำต้องทำตาม


 โดยขึ้นขี่หลัง ของผู้เป็นพ่อ ก่อนที่ท่านพ่อ จะเหาะจากพื้นไป เพื่อมุ่งหน้า ไปหาเหล่าวานร ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งแล้ว...


............................

......................

................

ระหว่างทาง


ฟิ้ว...

"นี่ อสุรผัด..."

"ขะ...ขอรับ มีอะไรรึขอรับ?"


 ข้าที่อยู่กับท่านพ่อ เอ่ยถามกับอีกฝ่าย ด้วยความสงสัย แต่เมื่อเขาพูดคำหนึ่ง ที่พอข้าได้ฟัง ก็นึกหวาดกลัวขึ้นมา...อีกครั้งหนึ่ง... "ข้าขอถามหน่อยนะ เจ้าน่ะ..."


"ไปแอบดูข้า ตอนที่มีอะไรกับนางบุษมาลี...ใช่หรือไม่?"


"!?!?(๏_๏;;;)...อะ...เอ่อ...ท่านคงคิดไปเองกระมั้งขอรับ..." ข้ากล่าวกับท่านพ่อ เพื่อไม่ให้เขารู้ตัว...แต่เหมือนคำของข้า...จะมีไว้จุดไฟ ในใจของเขาแทน... "...อย่างนั้นรึ?" "ชะ...ใช่แล้วล่ะขอรั...เหวอ!!!"


 ข้าร้องเสียงหลง ด้วยความตกใจ เพราะจู่ๆท่านพ่อ ก็ใช้มือขวา จับข้อมือขวาของข้า ก่อนจะเหวี่ยงข้า แต่ก็ยังจับข้อมือ ของข้าเอาไว้แน่น ทำเอาข้าทั้งตกใจ และนึกกลัว ก่อนที่วานรขาว จะเค้นถามข้า ด้วยน้ำเสียง ที่จริงจัง และเหี้ยมเกียม


"ว่ามาสิ...มึงไปแอบดูกู ใช่หรือไม่?...ตอบมา!!!" "กะ...กระผมไม่ได้ทำนะขอรับ...โอ๊ย!!!!" ข้าร้องอย่างเจ็บปวด เพราะแรงมือของเขา ที่จับข้อมือไว้ คราวนี้แรงกว่าเมื่อครู่นี้อีก...มันเจ็บมาก...เจ็บจนทำให้ข้า...


อยากร้องไห้เหลือเกิน...


"มึงไม่ได้ยินกู...หรืออย่างไรกัน?" คำถามของเขา บวกกับแรงมือ ที่หนักกว่าเดิม ยิ่งทำให้ข้า ทั้งหวาดกลัว...ทั้งเจ็บปวด...ทั้งอยากร้องไห้...จนข้าต้องอ้อนวอน...อย่างน่าเวทนา... "ดะ...ได้โปรด...ปล่อยกระผมเถิด...กระผมเจ็บนะขอรับ...ฮึก..."


"...ก็ได้ แล้วทีหลังน่ะ มึงจำเอาไว้...ว่าอย่ายุ่งเรื่องของกู..." เสียงที่เย็นชา และแฝงด้วยเหี้ยมเกียม ที่อยู่ในกาย ข้าจึงทำได้แค่...ไม่พูดอะไร ก่อนที่ท่านพ่อของข้า จะปล่อยข้อมือข้า แล้วทั้งข้าและเขา ก็เหาะมุ่งหน้าต่อไป...


โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

30 ความคิดเห็น