(Fic รามเกียรติ์) อรสุดาดวงขวัญ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,892 Views

  • 59 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    297

    Overall
    2,892

ตอนที่ 8 : พบบิดรฤาษี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    18 ม.ค. 62

ณ ค่ายกองทัพของพระราม


"เฮ้อ...งานแบบนี้ ไม่เคยทำมาก่อนนะเนี่ย..." อรสุดา ที่กำลังกวาดพื้น ตามคำสั่งของพระราม กล่าวบ่นกับตนเอง โดยชุดที่นางใส่นั้น เป็นผ้ารัดอกสีน้ำตาล และผ้าถุงสีน้ำตาล อีกทั้งเกล้าผมให้สูงขึ้น ยกเว้นผมหน้า ที่ยังปิดตาข้างขวาอยู่เท่านั้น


"แหมๆ~ ดูท่าเจ้าจะมีความสุขกับงานนะ แม่คนสวย~" คำยียวนกวนบาทา ของเจ้ากรรมนายเวร ที่ได้เดินมาหานาง อย่างอารมณ์ดี แต่สำหรับธิดายักษ์นั้น คำพูดและรอยยิ้มของเขา ก็คือความสะใจ ที่บุตรีเจ้าลงกา ต้องกลายมาเป็นเชลย ตามที่เขาต้องการนี่เอง


 จนหญิงสาวนั้น ถึงกับกล่าวไล่ทันที "เจ้าวานรชั่ว! เรื่องนี้เป็นเรื่องของข้า หาใช่คนที่อำมหิตเช่นเจ้าไม่ ดังนั้น จงไปทำงานของเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!!" แต่ดูเหมือนว่าคำพูดของนาง จะทำให้วานรขาวนั้น ยิ่งชอบใจในความน่ารักของนางยิ่งนัก


 จนเขาต้องกอดร่างบาง ทำให้คนที่โดนสวมกอดนั้น ถึงกับสะดุ้ง ด้วยความตกใจ ก่อนจะกล่าวตำหนิ อย่างไม่เล่นด้วย "นี่ ปล่อยนะ! ข้าบอกให้ปล่อย!" "อื้ม...กลิ่นกายของเจ้าเนี่ย ช่างหอมดีแท้~~"


 หนุมานกล่าว พลางเอานาสิกของตน เข้ามาชิดใกล้ กับลำคออ่อนของนาง เหมือนจงใจจะแกล้งนาง ให้สมกับที่นางเป็นเชลย แต่ก็ได้ไม่นานนัก...


ป๊าด!!!!

"แอ๊ก!!!"


 วายุบุตร ถึงกับร้องออกมา ก่อนจะสลบไป เพราะมีใครใช้มือ ฟาดที่คอของเขาอย่างจัง จนอรสุดาเป็นอิสระ และเมื่อนางหันมา ก็พบว่าเป็นสุครีพ กับพิเภก ที่ได้มาเห็นการกระทำ ที่แสนจะขี้แกล้งของวานรขาว


 นั่นทำให้สุริยบุตร จัดการไปหนึ่งที ให้สาสมกับที่หลานของตน ทำกับหลานของเพื่อนเอาไว้ "ไอ้ตัวแสบ ทีหลังอย่าได้คิด ที่จะทำเลยเถิดเช่นนี้นะ (^=^*)" "(-_-;;**)" คำพูดของวานรผู้น้า ทำเอาเพื่อนยักษ์ ถึงกับแอบขนลุกทันที


"ขะ...ขอบพระคุณท่านมากนะเจ้าค่ะ...ถ้าไม่ได้ท่านช่วย...หลานคงต้องแย่กว่านี้..." "ไม่เป็นไรหรอก เพราะเจ้าเป็นหลาน ของเพื่อนข้า แต่เจ้าหนุมานเนี่ย มันกะล่อนมาก แถมชอบทำเกินคำสั่ง จนพระองค์ราม ยังต้องเกือบสั่งประหารมันมาแล้วล่ะ"


"กะ...เกินคำสั่ง..เหรอเจ้าคะ? (-_-;)" คำพูดของสุครีพ ทำให้อรสุดา ถึงกับหวาดหวั่นในใจ และพอจะเดาออก ว่าวานรขาวตนนี้ ทำเกินคำสั่งเรื่องอะไร และมันก็ตรงกับนางคิดไว้ เมื่อพญาวานรสีแดงชาด ได้กล่าวอธิบายให้นางฟัง


"ใช่แล้วล่ะ เจ้าหลานตัวแสบตัวนี้ มันทำเกินคำสั่ง โดยมันทำลายสวน ฆ่าพวกยักษ์ และเผาเมืองของพ่อเจ้า ทั้งที่พระองค์ ยังไม่ได้สั่งให้ทำเลยและมันก็เกือบจะถูกประหาร ถ้าไม่ติดว่าพวกข้าน่ะ เข้าขอร้องไว้ชีวิตมัน ป่านนี้มันคงจะหัวขาดแล้วล่ะ"


"ก็สมน้ำหน้าอยู่หรอกนะ แต่หน้าของท่านเนี่ย จะโหดไปไหมเจ้าคะ? (-_-;;)" อรสุดาแอบนึกถาม กับตัวนางเอง ด้วยความเหนื่อยใจ แต่แล้วนางก็หยุดกังวล เมื่อมีวานรตนหนึ่ง ได้เดินเข้ามาหาพวกเขา พร้อมแจ้งข่าวให้ทราบ


"ท่านสุครีพ ท่านหนุมานขอรับ พระองค์รามทรงมีรับสั่ง ให้พวกท่านมาหาพระองค์ โดยด่วนพะยะค่ะ" "เรื่องอะไรรึ?" สุครีพถึงกับกล่าว ด้วยความประหลาดใจ ซึ่งเสนาวานตนนั้น ก็กล่าวรายงานให้ทราบ อย่างละเอียด


"อ๋อ! เห็นว่ามีพระฤาษี ได้เข้ามาพบพระองค์ขอรับ" "เอ๊ะ!? พระฤาษีรึ? แถวนี้ไม่มีพระฤาษีนี่นา" พิเภกถึงกับกล่าว ด้วยความแปลกใจ เพราะตอนที่ตน มาถึงที่เขาคันธกาลานั้น เขาก็ไม่เห็นฤาษีแถวนั้นเลย


"เอาเถอะ ท่านพิเภก จะมีหรือไม่มี ก็ไม่สำคัญนัก เพราะฤาษีบางองค์ มักจะไปในที่ต่างๆ และดูท่าฤาษีท่านนี้ จะมีธุระกับพระองค์ราม ดังนั้น พวกเราเอง ก็ต้องเข้าเฝ้าด้วย"


"ส่วนอรสุดา หลานของท่าน ให้ช่วยเตรียมอาหาร ไปถวายแก่ฤาษีผู้นี้นะ" สุครีพกล่าวกับสหาย อย่างไม่คิดอะไร ซึ่งพิเภกก็เห็นด้วย ก่อนจะบอกกับหลานสาว ตามที่สหายวานรบอกไว้ โดยที่ร่างบาง ยอมทำตามคำขอ ของผู้เป็นอา ก่อนจะเดินจากไป


.............

........

...

ณ พลับพลา


"พวกกระหม่อม ถวายบังคมพะยะค่ะ" สองน้าหลานวานร และโหรายักษ์ ต่างคุกเข่าและกราบบังคม แด่พระราม ผู้ที่นั่งใกล้ๆ กับฤาษีผู้หนึ่ง ที่ดูจะมาจากถิ่นอื่น แต่ก็เกิดเรื่องที่แปลกประหลาด เมื่อพญาพิเภก ได้สังเกตอาการ ของอีกฝ่ายนั้น จึงทำให้เขาเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีนัก


"เอ๊ะ!? ทำไมฤาษีผู้นี้ ดูผิดจากฤาษีทั่วๆไปนะ....เอ๊ะ!! หรือว่าจะเป็นพี่เรา แย่ล่ะ แบบนี้ต้องกราบทูล ให้พระองค์รามทรงทราบเสียแล้ว...แต่เอ๊ะ!? ทำไมเราพูดไม่ได้ล่ะ หรือท่านพี่ทศกัณฐ์ จะรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว ว่าถ้าเรารู้เมื่อไหร่ ความก็จะแตก"


"ทีนี้จะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย" โหรมารนึกอย่างกังวล เพราะเขาพบว่า เขาไม่สามารถพูดอะไรได้ จึงทำได้นิ่งเงียบไป ในขณะที่พระราม เอ่ยถามฤาษี ด้วยความอ่อนน้อม "ข้าแต่พระฤาษี ท่านมีนามว่าอะไร มาจากถิ่นฐานใดขอรับ?"


เมื่อนั้น

ทศพักตร์ผู้มีอัชฌาสัย

ได้ฟังจึ่งตอบคำไป

รูปนี้อยู่ในหิมวันต์

ชื่อกาลสิทธโคดม

ไปจงกรมกลับมาแต่สวรรค์

แจ้งว่าพระองค์ทรงธรรม์

ยกพวกพลขันธ์วานร

จะข้ามไปสงครามในลงกา

เมตตามาห้ามพระทรงศร

อันองค์ท้าวยี่สิบกร

ฤทธิรอนเลิศลํ้าแดนไตร

มีทั้งทหารชำนาญยุทธ์

นับด้วยสมุทรก็ว่าได้

อันพระองค์จะยกพลไป

ไหนจะครั่นมืออสุรี

ใช่ว่าสิ้นนางในโลกา

ผ่านฟ้าจะไร้มเหสี

ถึงได้มาก็เป็นราคี

น่าที่ไม่พ้นอัประมาณ

ดั่งดวงแก้วตกกลางกองไฟ

อย่าสำคัญจะไม่ร้าวฉาน

จะตามไปไยให้ป่วยการ

จงเลิกทวยหาญไปพารา


"???" ทุกคนที่อยู่ในพลับพลา พากันงุนงง กับคำพูดของฤาษี ที่เหมือนจะกล่าวดูถูก กับพวกตนมาก แต่พระรามที่ยังไม่ทราบ ถึงความจริง ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะตอบกลับ อย่างมั่นใจ แกมแปลกใจ


อันนางสีดายุพาพักตร์

คือพระลักษมีสาวสวรรค์

ถึงจะตกน้ำไฟบรรลัยกัลป์

อย่าสำคัญว่าจะเป็นราคี

มาตรแม้นใช่องค์กัลยา

จะตํ่าศักดิ์ลงมาจนทาสี

มิตามไปมล้างอสุรี

ก็จะมีความอัปยศนัก

จะว่าข้ากลัวกุมภัณฑ์

จะเย้ยหยันไยไพทั้งไตรจักร

ทำไมแก่ไอ้ทศพักตร์

กับพวกพลยักษ์ในลงกา

อุปมาเหมือนหมู่มฤคี

หรือจะต่อราชสีห์ตัวกล้า

จะผลาญเสียด้วยศรศักดา

ให้สิ้นโคตรยักษาอาธรรม์


 คำพูดที่มั่นใจ ในตัวมเหสี ของพระอวตารสี่กรนั้น ทำให้ฤาษีกาลสิทธโคดม ถึงกับแอบกังวลในใจ เพราะแม้ว่าตน จะได้ผูกจิต ไม่ให้พิเภกพูดแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับยังมั่นใจ และยังยืนกราน ที่จะปราบยักษ์ เขาจึงกล่าวอย่างหงุดหงิด


ซึ่งรูปว่านี้ด้วยเมตตา

เมื่อมิฟังข้าผู้ฤๅษี

จะขืนไปรณรงค์อสุรี

ทั้งนี้ก็ตามแต่ความคิด

ว่าพลางเหลือบแลดูน้อง

ให้ขัดข้องเดือดดาลทะยานจิต

จะใคร่สังหารผลาญชีวิต

หากว่าใกล้ชิดพระรามา

จนใจแล้วกล่าวอุบาย

ถามด้วยแยบคายยักษา

อันวานรผู้ใหญ่เป็นเสนา

กับกุมภัณฑ์นั่งหน้าพลไกร

ทั้งสองตนนี้ดูประหลาด

เชื้อชาตินามกรเป็นไฉน

ถิ่นฐานบ้านเมืองแห่งใด

จึ่งได้มาอยู่ด้วยภูมี


"อ๋อ! โหรยักษ์ท่านนี้ มีนามว่าพิเภก เป็นน้องของทศกัณฐ์ เขาถูกพี่ชายของเขาขับไล่ เขาจึงต้องมาพึ่งเรา ส่วนพญาวานรท่านนี้ มีนามว่าสุครีพ เป็นน้องของพาลี ผู้ถูกสังหารด้วยศรแห่งเราน่ะขอรับ"


เมื่อนั้น

ทศกัณฐ์ผู้เป็นฤๅษี

ได้ฟังทำว่าปรานี

เอะไฉนฉะนี้พระทรงฤทธิ์

มาคบอสุราวานร

อันเกิดร่วมอุทรกับคนผิด

พิเภกก็พวกปัจจามิตร

น้องสนิทขององค์เจ้าลงกา

อันพาลีพี่ชายสุครีพ

ก็สิ้นชีพด้วยพระองค์เข่นฆ่า

น้องเขาหรือจะรักผ่านฟ้า

ยิ่งกว่าพี่ตนนั้นผิดไป

ซึ่งจะคบพงศาปัจจามิตร

เหมือนอสรพิษไม่เลี้ยงได้

พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร

ขับเสียให้ไกลบทมาลย์


เมื่อนั้น

พระตรีภพลบโลกทุกสถาน

ได้ฟังจึ่งมีโองการ

พระอาจารย์เจรจาไม่ชอบธรรม์

ถึงว่าพิเภกนี้เป็นน้อง

ร่วมท้องทศพักตร์โมหันธ์

เพื่อนกับพี่ชายก็ผิดกัน

กุมภัณฑ์จึ่งบากหน้ามา

พึ่งข้าผู้ใช่ญาติวงศ์

ด้วยความซื่อตรงของยักษา

อันพญาสุครีพผู้ศักดา

ซึ่งเป็นอนุชาพาลี

ก็อยู่ในสัจจาสถาวร

สุริย์วงศ์วานรเรืองศรี

ทั้งสองล้วนกษัตริย์ธิบดี

ไม่มีสิ่งซึ่งทรยศ

ครองยุติธรรม์กตัญญู

รอบรู้ผิดชอบด้วยกันหมด

มิได้ทรชนเป็นคนคด

เหมือนคำดาบสเจรจา


 คำวาจาของพระราม ที่ยังมั่นใจ ในตัวโหรยักษ์ กับเสนาวานรสีแดงชาดนั้น ก็ทำเอาทศกัณฐ์ ถึงกับเหงื่อตก แต่ก็ยังกล่าว กับพระอวตารสี่กร ถึงเหล่าเสนาวานร


อันซึ่งรูปว่านี้โดยจริง

ใช่จะชิงชังเขานั้นหาไม่

เมื่อพระองค์ไม่ฟังจะเลี้ยงไว้

นานไปก็จะเห็นร้ายดี

ถึงมาตรจะทำการณรงค์

ด้วยองค์ทศเศียรยักษี

อันโยธาวานรเหล่านี้

ไหนจะทานฤทธีอสุรา

สำหรับแต่จะเป็นอาหาร

หมู่มารกินเล่นเป็นภักษา

พระองค์ก็ทรงปรีชา

ผ่านฟ้าคิดดูให้จงดี


 คำพูดของฤาษีปลอมนั้น ได้ทำให้เหล่าเสนาวานร รู้สึกไม่พอใจยิ่งนัก จนพญายักษ์ ในคราบฤาษี เริ่มรู้สึกตัว บวกที่ได้เห็นพิเภก ที่คลานเข้าใกล้พระลักษณ์ จึงเริ่มกังวลทันที และเขาก็คิดที่จะออกกองทัพ


"ถ้าเช่นนั้นแล้ว อาตมาก็..."

พรึ่บ!

"หม่อมฉันเอาอาหาร มาถวายแล้วเพค...เอ๊ะ!?"

"!!!!"


 ทันใดนั้น ทุกสายตา พากันมองไปที่อรสุดา ที่กำลังถือถาด ที่ใส่อาหารคาวหวาน เพื่อถวายแก่ฤาษี ตามคำผู้เป็นสหายของอา แต่นางก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อนางเห็นฤาษีผู้นี้เข้า


 ด้วยความที่เป็นยักษ์เหมือนกัน และสัญชาตญาณของผู้เป็นลูก ที่รับรู้ถึงการมาของผู้พ่อ นั่นทำให้ร่างบาง ตะโกนเอ่ยนาม โดยไม่รู้ตัว "ทะ...ท่านพ่อเพคะ!!!" "อะไรนะ!!??"


ควับ!

ควับ!!

"ซะ...ซวยแล้วไง ลืมไปว่ามีลูก อยู่ในค่ายนี้ด้วยสิ"


 พญายักษ์ในร่างดาบส ถึงกับเหงื่อแตกพราก เมื่อนึกขึ้นได้...ว่าเขาลืมผูกกับลูกด้วย!!! "ท่านพ่อรึ? นี่แสดงว่า...แกคือทศกัณฐ์แปลงกายมา!!!!!" หนุมานที่ได้ยิน สิ่งที่อรสุดาได้หลุดปาก นั่นทำให้เขารู้ได้ทันที


 ว่าคนในกองทัพ กำลังโดนมันหลอก ด้วยความแค้น วานรขาวก็ไม่รอช้า ชักตรีเพชรขึ้นมา ก่อนจะพุ่งตัวไปที่ดาบสปลอม แต่พระฤาษีนั้น กลับไวตัวทัน จึงเหาะขึ้นบนอากาศ ท่ามกลางความโกรธสุดขีด ของเหล่าเสนาวานร ที่มาทราบทีหลัง


 รวมถึงพระราม และพระลักษณ์ ที่ดูโกรธแค้น ที่พวกตนเกือบจะเสียรู้ยักษ์ อีกทั้งน้องพระสี่กรนั้น ก็เริ่มทราบอาการของพิเภก ว่าเขากำลังพยายาม จะบอกถึงเรื่องนี้ หากแต่โดนมนต์บางอย่าง ที่ทำให้โหรยักษ์พูดไม่ได้


 ทุกคนในกองทัพ จึงพากันหยิบอาวุธ ด้วยหมายจะจัดการ กับดาบสปลอมให้ได้ ยกเว้นอรสุดา ที่ดูจะกังวล และเป็นห่วงพ่อมากกว่า บวกกับที่นางได้ดื่น้ำสัตยาแล้ว นางจึงมองอย่างจนปัญญา ที่จะช่วยเหลือบิดาได้


"เจ้าทศกัณฐ์! เจ้ากล้าแปลงกายเป็นฤาษี เจ้าบังอาจนัก!!!!" พระรามตะโกนขึ้น อย่างโกรธแค้น พลางน้าวธนูลูกศร ที่ติดมือมาด้วย หมายจะแผลงศร ให้หายแค้น แต่ทว่าทศกัณฐ์นั้น กลับเหาะหนีไปเสียแล้ว


"....ท่านพ่อ" อรสุดาที่เห็นบิดาเหาะหายไป นางก็เริ่มเศร้าใจ ถึงสิ่งที่บิดาได้กระทำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องทำใจเท่านั้นเอง....


พบตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #22 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 21:25
    นาสิกค่ะ ไม่ใช่สานิก นาสิกหมายถึงจมูกค่ะ
    #22
    2
  2. วันที่ 18 มกราคม 2562 / 20:20

    สานิก แปลว่าอะไรอะไรท์ หน้าหรอ?

    #21
    0