(Fic รามเกียรติ์) อรสุดาดวงขวัญ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,878 Views

  • 59 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    283

    Overall
    2,878

ตอนที่ 7 : เชลยจากลงกา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 428
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    18 ม.ค. 62

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง


 หลังจากที่อรสุดา เริ่มทำใจ กับเหุการณ์ที่เกิด กับพิเภกผู้เป็นอา หลังจากที่นาง ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว นางก็ยังคงทำในสิ่งที่นาง มักทำเป็นประจำตามปกติ หากแต่เป็นช่วงที่...ที่นางต้องจากบ้านเมือง...ดังคำทำนายของโหรยักษ์...


ตูม!

ตึง!

"เอ๊ะ!?"


 ร่างบางที่กำลังร้อยมาลัยนั้น ถึงกับหยุดร้อยทันที เมื่อได้ยินประหลาด ที่ดังมาจากนอกวัง จนนางแอบนึกสงสัยขึ้นมา "น่าแปลกนัก ที่พอท่านอา ออกจากเมืองได้ไม่นาน ก็เหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้เลยรึ เห็นต้องหาสาเหตุให้ได้"


 เมื่อธิดาพญายักษ์ คิดได้ดังนั้นแล้ว นางจึงพนมมือขึ้น และร่ายมนต์ ก่อนที่ร่างของนาง จะกลายเป็นนกขมิ้นน้อย แล้วบินขึ้นบนท้องฟ้า และบินจากเมืองไป โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลย บวกกับที่ไม่มีนางกำนัล คอยดูแลนางด้วย


.............

.......

....

ณ เขาคันธมกาลา


"ที่มาของเสียงนั้น มาจากเขาสินะ" อรสุดาในร่างนกขมิ้น กล่าวกับตนเอง ก่อนที่นาวจะสังเกต เห็นเหล่าวานรทั้งหลาย ที่ดูผิดจากวานรทั่วๆไป โดยพวกมันนั้น ล้วนมีฤทธิ์เก่งกล้าทุกตน


บ้างเหาะเหินเดินโดยอัมพร

ไปชูช้อนเอาดวงสุริย์ฉัน

บ้างเหยียบยุคุนธรยืนยัน

กรนั้นหน่วงพระเมรุคีรี

บางตนเอาทิพย์พิมานรัตน์

มาวางบนหัตถ์กระบี่ศรี

บ้างแทรกลงในพื้นปัถพี

จับพญานาคีขึ้นมา

บ้างทำเป็นลมบรรลัยกาล

พัดพานทั่วทศทิศา

บ้างนิมิตเป็นดวงดารา

ตกสาดลงมาจากอัมพร

บ้างดำลงอัคนิรุทร

ผุดขึ้นพระเมรุสิงขร

บ้างทำสี่พักตร์แปดกร

ชูช้อนซึ่งพื้นปัถพี

บ้างเดินน้ำดำสมุทรแหวกวน

จับปลาอานนท์ขึ้นมาขี่

บ้างไปวิมานฉิมพลี

จับสุบรรณปักษีลงมา

บ้างช้อนเอาเขาจักรวาล

เหาะทะยานขึ้นจากเวหา

บ้างทำเปรี้ยงเปรี้ยงดังเสียงฟ้า

ฝนตกลงมาอึงอล

บ้างง้างเอาเขาทิ้งกัน

ศิลานั้นกระจายทุกแห่งหน

เป็นประกายพรายพื้นโพยมบน

มืดมนกึกก้องธาตรี


"โห! พวกนั้นเป็นวานรเลยเนี่ย!? ดูท่าจะไม่ใช่วานรธรรมดาเสียแล้ว เห็นทีต้องแปลงกาย เข้าไปปะปนเสียแล้วล่ะแบบนี้" เมื่ออรสุดาคิดได้ดังนั้นแล้ว นางก็บินลงบนพื้นดิน ก่อนที่จากร่างนก กลายเป็นร่างวานร ที่สวมชุดดั่งทหาร


 แล้วเดินปะปน กับเหล่าวานรทั้งหลาย โดยไม่มีใครสังเกตเห็น หรือล่วงรู้เลยแม้น้อย


.............

......

...

ผ่านไป ๓๐ นาที


"เฮ้อ...เมื่อยจังเลย~ (-_-;)" ธิดาพญายักษ์ ในคราบของวานร กล่าวบ่นกับตนเอง เนื่องจากอยู่ในกองทัพวานร ที่เป็นทหารทั้งหมด แต่นางกล่าวบ่นได้ไม่นานนัก ก็มีร่างของวานรขาว ได้ยืนอยู่ตรงหน้าเหล่าวานรทั้งหลาย


 ซึ่งเมื่อนางสังเกตเห็นหน้าตา และสีบนลำตัวของวานรหนุ่มตนนี้ นางก็ถึงหวาดกลัวในใจ เพราะเขานั้น เป็นวานรตัวเดียว กับตัวที่เผาเมือง และฆ่าพี่ชายทั้งพันของนางนั่นเอง "นั่น...! เจ้าวานรเผือกนี่...!!! นี่เขาเป็น...แม่ทัพใหญ่อย่างนั้นเหรอ?!"


"พวกเจ้าจงฟังข้า!! ในบรรดาพวกเจ้าทั้งหมดนี้ มีนางยักษ์แปลงกาย เข้ามาปะปนกับพวกเจ้า!!!" "!!!!" องค์หญิงแห่งกรุงลงกา ถึงกับสะดุ้งทันที เมื่อได้ยินสิ่งที่วานรกล่าว นั่นทำให้นางรู้ตัวได้ทันที...


....ว่าต้องมีผู้ใดสักคน ที่รู้ตัวจริงของนาง อย่างแน่นอน...


"หนุมาน เจ้ากล่าวแบบนี้ มันหมายถึงอะไรกันรึ?" ทันใดนั้น วานรที่มีกายสีแดงชาด และดูมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าวานรขาว เอ่ยกับวานรผู้เป็นหลานชายของตน ซึ่งหนุมานก็กล่าวอธิบาย ให้น้าของตนฟัง "ท่านน้าสุครีพ พระองค์รามทรงสั่งหลานมา ให้จับตัวนางยักษิณี มาถวายพระองค์ขอรับ"บ


ว่าแล้วนบนิ้วอภิวาทน์

พระจอมไกรลาสสิงขร

อ่านเวทอันเรืองฤทธิรอน

วานรนิมิตกายา

กายใหญ่เท่าเขาจักรวาล

สูงตระหง่านเงื้อมงํ้าเวหา

มือหนึ่งนั้นครอบโยธา

ให้ออกมาแล้วดูสำคัญ


 ด้วยร่างกายที่ใหญ่ ของวายุบุตรนั้น ก็ทำให้อรสุดา ถึงกับลนลาน ด้วยความหวาดกลัว "แย่แล้ว เราจะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย (;๏~๏)" "อ๊ะ! นั่นไง เจอตัวแล้วล่ะ!!" "!!!" ธิดาทศเศียร ถึงกับสะดุ้งอีกครั้ง


 เนื่องจากคราวนี้ วายุบุตร ได้จ้องมองไปที่ตัวนาง และเมื่อนางมองไปรอบๆ ก็พบว่าวานรตนอื่นๆ ไม่ได้อยู่รอบตัวนางแล้ว นั่นทำให้อรสุดา หวาดกลัวอย่างหนัก จนต้องแปลงกาย กลับไปเป็นนกอีกครั้ง แต่คราวนี้ โชคร้ายกว่าเดิม เพราะหนุมานในร่างยักษ์ ได้ใช้มือของตน จับตัวนกไว้ในมือ


 นั่นทำให้นาง ถูกจับตัวอย่างง่ายดาย พลันจากร่างปักษา ก็กลับกลายเป็นหญิงสาว ผู้มีดวงเนตรสีโลหิต จนวานรขาวเห็นดังนั้น ก็ถึงกับตกตะลึงทันที "นี่...นี่เจ้า..." "ห๊า! อรสุดา หลานอา!!!" เสียงของผู้หนึ่ง ที่ดูจะรู้จักนางเป็นอย่างดี


 ซึ่งเมื่อร่างบาง ได้มองลงมาข้างล่าง ก็พบว่าเจ้าของเสียงนั้น เป็นพญาพิเภก ที่ถูกบิดาขับไล่มานี่เอง "ทะ...ท่านอา...ช่วยหล่นด้วยเพคะ..." อรสุดากล่าวขอความช่วยเหลือ ด้วยความหวาดกลัว ในร่างของวานรขาว


 ด้วยรูปร่างของนาง ที่ผิดจากยักษ์ตนอื่นๆ ก็ได้ทำให้เหล่าวานรทั้งหลาย พากันงุนงง รวมถึงสองมนุษย์ ที่คนหนึ่งมีกายสีเขียว อีกคนมีกายสีเหลืองทองนั้นเอง ก็พากันแปลกใจ จนถึงกับเอ่ยถามโหรยักษ์ทันที


"ท่านพิเภก ท่านรู้จักนางด้วยรึ?" "พะยะค่ะ นางผู้นี้เป็นหลานของข้าพระองค์ โดยนางเป็นธิดาของทศกัณฐ์ ที่เกิดจากนางมณโฑพะยะค่ะ" คำตอบของยักษ์โหรา ทำเอาทุกคนนั้น ถึงกับอึ้งทันที เพราะแม้จะทราบว่านาง เป็นลูกของยักษ์สิบเศียร


 แต่ถึงกระนั้นเอง รูปกายของนาง ก็ยังเหมือนมนุษย์อยู่ดี ยกเว้นหนุมานเท่านั้น ที่ยังคงจ้องเขม็งมาที่นาง ด้วยความแค้นที่มาอีกครั้ง และเขาก็แอบดีใจ ที่ตนจะได้เอาคืนนาง อย่างสาสมเสียที


 หากไม่ติดว่าพระราม ยังไม่ได้สั่งให้ตน จับนางเป็นเชลยไว้ ตนก็จะได้แก้แค้นแล้ว อย่างที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว เขาจึงกลับร่างเดิม พลางใช้มือแกร่ง จับข้อมือบางของหญิงสาวไว้แน่น เพื่อไม่ให้นางหนีไปไหน


 แม้ว่าอรสุดา จะพยายามดิ้นรน เพื่อหลุดจากมือของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากมือของอีกฝ่ายนั้น มีเรี่ยวแรงกว่านางมาก นางจึงทำได้แค่ ยอมให้วานรขาว จับตัวไปถวายพระราม


 พระสี่กรอวตาร มองไปที่ร่างบาง ก่อนจะเอ่ยถามนางขึ้นมา "ดูก่อนเถิด ลูกของเจ้ายักษ์สิบเศียร อันตัวเจ้านี้ มีนามกรว่าอะไร แล้วเหตุใด ถึงต้องแปลงกายมาที่นี่?"


เมื่อนั้น

นางอรสุดาดวงสมร

ได้คำของพระสี่กร

ก็ให้นึกหวาดหวั่นจิต

ทั้งนึกกลัวเกรงในฤทธิ์

แห่งหมู่เสนีกระบี่ศรี

ด้วยความกลัวว่าจะบรรลัย

จึงยอกรไหว้แล้วตอบพลัน

อันตัวข้านี้มีนามกร

ว่าอรสุดาเทวี

ทศเศียรขุนยักษ์

เป็นบิตุรงค์แห่งข้า

เหตุที่ข้ามาในโยธา

ตัวข้าแอบสอดดูด้วยสงสัย

ขอองค์หริวงศ์โปรดอย่าให้มรณา

ว่าพลางพนมกรอย่างหวั่นใจ


"อืม...." พระรามทำท่าคิด เมื่อเห็นอาการของอีกฝ่าย ที่ดูจะหวาดกลัวอย่างหนัก แต่นั่นกลับทำให้หนุมาน ได้สบโอกาศ จึงกล่าวเสนอขึ้นมาทันที "ข้าแต่พระองค์ราม ข้าพระองค์นี้คิดว่า น่าจะให้นาง ที่เป็นลูกของศัตรู มาเป็นเชลยไว้ น่าจะดีนะพะยะค่ะ"


"เผื่อว่าถ้าทศกัณฐ์ทราบ เขาก็คงต้องมาถจงที่นี่ อย่างแน่นอนพะยะค่ะ" "!!!" "เฮ้ย!!!" คำวาจาของวานรขาวนั้น ทำเอาสองอาหลาน ถึงกับตกใจทันที แต่เหล่าเสนาวานร รวมถึงพระลักษณ์ ต่างก็เห็นด้วยกับคำพูด


 นั่นทำให้พระราม จึงตัดสินใจ กล่าวกับพิเภกทันที "อืม...ท่านพิเภก ความคิดของเขานี้ อันนี้เรา น้องลักษณ์ และเหล่าเสนาวานร เห็นด้วยกับความคิดนี้นะ ท่านจะว่าเช่นไร?"


"...เฮ้อ...แล้วแต่พระองค์เถิดพะยะค่ะ" แม้ว่าโหรยักษ์ จะกังวลใจ และเป็นห่วงหลานสาว แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยอมรับเท่านั้น ในขณะที่อรสุดานั้น ถึงกับน้ำตาไหลออกมา


 เพราะคำว่า'เชลย'นั้น มันหมายถึง...การกักขังอิสระของนางนั่นเอง...แต่นางก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากยอมรับ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน แต่นั่นกลับทำให้หนุมาน แอบยิ้มอย่างสมใจ ที่ได้เอาคืนสำเร็จ


 ทว่าเขาต้องหุบยิ้มลง เมื่อเห็นพญาสุครีพ ได้สังเกตเห็น ก่อนจะใช้สายตา แทนตำหนิเขา ไม่ให้ดูถูกหลาน ของสหายร่วมศึกของตน ถึงกระนั้นเอง ในใจของเขานั้น ก็ยังคงคิดที่เอาคืนอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ...การทำให้ลูกยักษ์ตนนี้ ต้องเสียตัวให้กับเขานั่นเอง


"เอาล่ะ ในเมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ เราก็จะรับนาง มาอยู่ในกองทัพของเรา แต่เราต้องให้นาง ได้ดื่มน้ำจากพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เพื่อที่เราจะได้แน่ใจ ว่านางจะไม่ทรยศเรา" "...." อรสุดานิ่งเงียบไป เมื่อได้ฟังสิ่งที่พระรามกล่าว


 แต่นางก็พยักหน้า แทนยอมรับ ซึ่งเมื่อพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ได้ถูกจัดเสร็จแล้ว นางก็ถือน้ำสัตยา พลางกล่าวสาบาน...ว่านางจะไม่มีวันทรยศ ต่อพระรามเป็นอันขาด...เมื่อเสร็จพิธีแล้ว นางจึงดื่มน้ำสัตยา


 สร้างความยินดี แก่เหล่าเสนาวานรทั้งหลาย แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้อยู่ในสายตา ที่เฉียบคมของเหยี่ยวตัวหนึ่ง ที่เกาะบนกิ่งต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่มันจะบินหายไป


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ณ ท้องพระโรง กรุงลงกา


 ท่ามกลางหมู่เสนายักษ์ เหยี่ยวตัวเดิม ก็บินเข้ามาในท้องพระโรง พลันกลายร่างเป็นยักษ์ พลางพนมมื ขึ้นมา แล้วกล่าวรายงาน ให้กับทศกัณฐ์ ผู้ยังไม่ทราบเรื่อง ถึงการหายตัวไป ของพระธิดา


"ข้าแต่มหาราช กระหม่อมได้ไปสืบข่าว พบว่าเหตุการณ์อันแปลกประหลาดนั้น ก็เกิดจากเหล่าวานร ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ แถมกระหม่อม ได้ข่าวที่สำคัญ มา ๒ เรื่องด้วยพะยะค่ะ"


"แล้วข่าวที่เจ้ากล่าวถึง มันเป็นอะไรเล่า เจ้าสุกรสาร" พญายักษ์ยี่สิบกร เอ่ยถามอย่างฉงนใจ ซึ่งยักษ์สุกรสาร ก็รายงานไปตามจริงทันที "เรื่องหนึ่งก็คือ...ท่านพิเภก ได้เข้าสวามิภกดิ์ กับพระรามแล้วพะยะค่ะ"


"ว่าไงนะ!!!!" คำรายงานนี้ เปรียบเสมือนกับอาวุธ ที่มีความแหลมคม ที่ทิ่มแทงใจของเขายิ่งนัก ก่อนที่พญายักษ์ จะเอ่ยถามถึงข่าวที่ ๒ ด้วยความอยากรู้ "...แล้วข่าวอีกเรื่องนั่นล่ะ มันคืออะไร?!" "...เอ่อ...มันก็คือ...."


"เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ!!! (๏[]๏)"

"!!!!!!"


 ทันใดนั้นเอง นางกำนัลยักษ์ ได้วิ่งเข้ามาในท้องพระโรง อย่างร้อนรน จนทศกัณฐ์ ที่กำลังเคร่งเครียด หลังจากทราบข่าวของพิเภก บวกกับที่เขาอยากทราบ ถึงข่าวที่ ๒ ด้วย เขาถึงกับยืนตวาทถามทันที


"เฮ้ย!!! นี่เจ้าตกใจอะไรกันน่ะ ห๊า!!!!" "ท่านท้าวทศกัณฐ์เพคะ คะ...คือว่า...พระธิดา..." "ลูกข้าทำไมรึ?" "....พระธิดาทรงหายตัวไปเพคะ!!!!!" "อะไรน่ะ!!!!" พญายักษ์สิบเศียร แทบไม่เชื่อหูตนเอง ว่าบุตรีของตน จะหายตัวไป อย่างไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้


"นี่พวกเจ้าดูแลเจ้าอย่างไร ถึงปล่อยให้นางหนีออกไปได้น่ะ!!!!!" "คะ...คือว่าพวกหม่อมฉัน กำลังจะเก็บดอกไม้ เพราะดอกไม้ที่พระธิดา กำลังร้อยมาลัยนั้น หมดเสียก่อน แล้วพอกลับมา ก็ไม่เห็นพระธิดาแล้วเพ...."


"เรื่องนี้แหละพะยะค่ะ! ที่กระหม่อมกำลังบอกข่าวอยู่พอดีพะยะค่ะ!" "!!!!" คำกล่าวของสุกรสารนั้น ทำเอาทุกคน ถึงกับตกตะลึงทันที โดยเฉพาะทศกัณฐ์ ที่เมื่อได้ยินสิ่งที่ทหาร บอกกล่าวเช่นนี้ เขาก็ถึงกับเข่าทรุด และนั่งลงบนบัลลังค์ ก่อนจะเอ่ยถามถึงเรื่องนี้


"...จะ...เจ้าหมายความว่าอย่างไร..." "....ก็หมายความว่า...พระธิดา...ทรงไปแอบดูกองทัพ แล้วพระธิดา...ก็ถูกเจ้าลิงเผือกจับไปเป็นเชลยพะยะค่ะ...." "!!!!!!" คำตอบของเสนามารนี้ ได้ทำให้เจ้าลงกา ถึงกับนิ่งตะลึงไป


 เพราะเขาไม่นึกเลย ว่าบุตรีที่เขารักนั้น จะถูกจับตัวไป อย่างง่ายดายเช่นนี้ นั่นทำให้ความแค้น ที่อยู่ในใจเขานั้น ถึงกับคุกรุ่นขึ้นมา พร้อมกับกล่าวออกมา อย่างเคียดแค้น ก่อนกล่าวด้วยความรักลูก


"ไอ้พิเภก...ไอ้น้องทรยศ...ข้าจะสังหารแกให้ได้...ส่วนอรสุดาลูกพ่อ...พ่อจะหาทางช่วยลูกเอง...ต่อให้เป็นวิธีไหนก็ตาม!!!!"


พบตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #20 Woruwalan (@Woruwalan) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มกราคม 2562 / 15:44
    สนุกดีค่ะ
    #20
    1
    • #20-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 7)
      18 มกราคม 2562 / 16:16

      ขอบคุณมากนะค่ะ
      #20-1