ตอนที่ 3 : พบนางสีดา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 568
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    16 ม.ค. 62

วันต่อมา


"เฮ้อ...รู้สึกว่าเมื่อคืนนี้ คงจะเหนื่อยเอามากๆแน่ๆเลย~~" อรสุดากล่าว พลางเดินบิดขี้เกียจไปมา เนื่องจากเมื่อคืนนั้น นางได้ถูกมนต์สะกด ให้หลับใหลไป โดยที่นางไม่รู้ตัว บวกกับตอนที่นางโดนนั้น ก็เป็นเวลากลางคืนพอดี


 จึงทำให้นางไม่ทราบ ว่านางกับคนอื่นๆ ต่างก็ถูกมนต์สะกดหมด ถึงกระนั้นเอง นางก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อย และนางก็นึกแปลกใจ ว่าทำไมคืนนั้น นางถึงหลับเร็วกว่าปกติ


 แต่ก็ไม่ใส่ใจมากนัก นางยังคงทำกิจวัตร ที่นางมักทำเป็นประจำ ทว่าหญิงสาวนั้น ยังคงสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือ...คำพูดของใครคนหนึ่ง...ที่นางได้ยิน ซึ่งตอนที่คนแปลกหน้า ที่เข้ามาในวังนั้น ได้กล่าวไว้ก่อนจะจากไป


 แต่นางก็ยังนึกไม่ออก และก็ยังไม่ทราบเสียด้วยซ้ำ ว่าคนที่บุกรุกเข้ามานั้น...เขาเป็นใคร...มีนามว่าอะไร...มาจากถิ่นฐานใด...และอีกหลายอย่าง ที่นางยังไม่ได้คำตอบ ทว่าถึงอย่างไร นางก็เลิกที่จะคิดต่อ ก่อนจะเดินทั่ววังต่อไป....


............

......

..

ณ เวลาใกล้ค่ำ


"...จะเป็นเหมือนเมื่อคืนหรือเปล่านะ" อรสุดากล่าวถามตนเอง เนื่องจากนางหวาดเกรง ว่าจะมีคนลอบเข้าแอบดูนางอีก ในตอนเวลาไหนก็ไม่รู้ จนในที่สุดนั้นเอง นางก็ตัดสินใจ ที่จะไปชมดอกไม้ ในอุทยานสวนขวัญ แห่งเมืองลงกาของบิดา


"...ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เราก็ต้องไปดูพวกดอกไม้ เผื่อว่าจะทำให้เรา สบายใจได้บ้างนะ...เฮ้อ..." นางพูดกับตนเอง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป


..............

........

....

ณ ที่อุทยานสวนขวัญ


กุบกับ! กุบกับ! กุบกับ!

ตึก!

"ถึงแล้วพะยะค่ะ พระธิดาอรสุดา"


 สารถีกล่าวกับองค์หญิง แห่งเมืองยักษา พลางขับราชรถ จอดลงอยู่ตรงหน้าอุทยาน โดยร่างบาง ได้ลงจากราชรถ อย่างนุ่มนวล ก่อนจะกล่าวขอบใจ แก่คนขับราชรถ อย่างสุภาพ "ขอบใจท่านมากนะ ที่พาเรามาส่งนะ"


"มิเป็นอันใดพะยะค่ะ...แต่เอ๊ะ!?" สารถีกล่าวได้ไม่ทันไร เขาก็สังเกตเห็นราชรถอีกคัน อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว "เอ๋...ใครนั่งราชรถ มาอุทยานก่อนเรานะ...แต่อย่างไรเสีย เราก็ต้องชมสวนให้เสร็จอยู่ดี"


 แม้ว่าอรสุดาเอง จะนึกสงสัยนัก ว่ามีผู้ใดมาก่อนนาง แต่ถึงกระนั้นเอง นางก็ไม่คิดใส่ใจอะไร นางได้สั่งให้สารถี กลับไปที่เก่าก่อน ส่วนตัวนางนั้น จะไปชมเหล่าบุษบา ในอุทยานนี้ให้นาง ได้คลายกังวลไปพลางๆก่อน แต่ในขณะที่อรสุดา กำลังจะไปชมสวนนั้นเอง


ตึก!

ตึก!

ตึก!

"นั่นเสียงอะไรน่ะ?!"


 นางนึกสงสัยในใจ เมื่อได้ยินเสียง ที่เข้ามาใกล้นาง จึงทำให้นางตัดสินใจ ได้ไปหลบซ่อนตัว หลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนที่นางจะทราบได้ ว่าที่มาของเสียงนั้น ก็คือพญายักษ์สิบเศียร ผู้เป็นพระชนกของนางเอง


 แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้นางนึกสงสัยขึ้นมา เมื่อนางได้สังเกตเห็น ว่าบิดาของนาง มีสีหน้าที่ดูขุ่นเคือง ทั้งที่ปกติแล้ว เขาไม่เคยแสดงสีหน้านี้ มาให้นางได้เห็นเลย แม้แต่ครั้งเดียว "เอ๋...ท่านพ่อไปทำอะไรมานะ?"


 แม้ว่าอรสุดา จะยังนึกแปลกใจ และสงสัยไม่หาย แต่เมื่อเขาได้เดินหายไป โดยที่ไม่ได้สังเกต ว่าพระธิดาของตน ได้หลบหลังต้นไม้ หลังจากที่ตนได้เข้ามาในสวนแล้ว


 นางจึงเลิกสิ่งที่กำลังคิด และเดินออกมาจากที่ซ่อน ก่อนจะมองไปที่พระบิดา จนแน่ใจว่าได้เดินออกจากสวนไปแล้ว นางก็เดินเข้าไปในสวน เพื่อที่จะได้ทราบ ว่าพระชนกของนาง ได้พาใครมาด้วยหรือไม่ จนกระทั่ง....


"หน๊อย...ไอ้นางหน้าสวย! เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเจ้ากำลังจะทำให้พวกเรา เดือดร้อนแค่ไหน ห๊า!!"

"เอ๊ะ! นั่นเสียงนางกำนัลนี่นา"


 ธิดาอรสุดา ได้ยินเสียงนางกำนัลยักษ์ ที่กำลังด่าว่า กับใครบางคน จนถึงกับต้องเดินตาม ที่มาของเสียงนี้ จนได้พบว่า นางยักษ์กำนัลทั้งสาม กำลังรุมด่าและต่อว่า ใส่หญิงสาวผู้หนึ่ง ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ นางก็ถึงกับตกตะลึง ในความงามของหญิงงามผู้นี้ยิ่งนัก


พิศพักตร์ผ่องพักตร์ดังจันทร 

 พิศขนงโก่งงอนดังคันศิลป์

พิศเนตรดั่งเนตรมฤคิน 

 พิศทนต์ดั่งนิลอันเรียบราย

พิศโอษฐ์ดั่งหนึ่งจะแย้มสรวล 

 พิศนวลดังสีมณีฉาย

พิศปรางดั่งปรางทองพราย 

 พิศกรรณคล้ายกลีบบุษบง

พิศจุไรดั่งหนึ่งแกล้งวาด 

 พิศศอวิลาสดั่งคอหงส์

พิศกรดั่งงวงคชาพงศ์ 

 พิศทรงดั่งเทพกินรา

พิศถันดั่งปทุมเกสร 

 พิศเอวเอวอ่อนดั่งเลขา

พิศผิวผิวผ่องดั่งทองทา 

 พิศจริตกิริยาก็จับใจ


 อรสุดาคิดพรรณนา พลางนึกชื่นชมไว้ในใจ แต่ก็ยังซ่อนตัวอยู่ โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น และนางก็ทนฟังคำด่าว่า ของนางกำนัลยักษ์ต่อไป "ถ้าเจ้ายังปฎิเสธ กับท่านท้าวทศกัณฐ์อีก พวกข้าจะจับเจ้า ฉีกกินเป็นชิ้นๆเลย!!!!!"


 พวกนางยักษ์ กล่าวด่าว่า จนสะใจพอแล้ว พวกนางก็เดินจากไป ทิ้งให้สาวชาวมนุษย์ นั่งร้องไห้อย่างน่าสงสาร อยู่เพียงลำพัง ก่อนที่หญิงสาวผู้นั้น จะกล่าวรำพัน อย่างเจ็บปวดและเสียใจ กับคำพูดของสามกำนัลยักขิณี


โอ้ว่าสมเด็จพระพี่เจ้า

พระคุณปกเกล้าเกศี

เมียจะสุดสิ้นชีวี

ภูมีไม่ได้เห็นใจ

เสียทีครองตัวไว้ท่า

จะได้บังคมลาก็หาไม่

ตั้งแต่วันนี้จะลับไป

มิได้ฉลองบทมาลย์

รำพลางยอกรขึ้นเหนือเกศ

ไหว้ฝูงเทเวศร์ทุกสถาน

กราบลงกับพื้นสุธาธาร

นงคราญร่ำว่าด้วยอาวรณ์

ขอฝากสมเด็จพระหริวงศ์

กับองค์พระลักษมณ์ทรงศร

อย่ามีทุกข์โศกโรคร้อน

แม้นพระสี่กรตามมา

ช่วยทูลว่าข้านี้เจ็บชํ้า

ด้วยคำพวกพาลยักษา

บัดนี้ถวายบังคมลา

ไปยังฟากฟ้าดุษฎี


 คำรำพันของหญิงสาวนั้น ยิ่งอรสุดาได้ฟัง ก็ยิ่งให้นึกสงสารในใจ และนางก็หายสงสัย ว่าเหตุที่บิดาของนาง ถึงดูหงุดหงิดนั้น ก็เนื่องด้วยนางมนุษย์ผู้นี้ ไม่ยอมรักใคร่ในตัวพระบิดา อีกทั้งสาเหตุที่สามนางกำนัล ต้องไปต่อว่านางผู้นั้น


 ก็คงจะโดนบิดา ดุด่าต่อว่าใส่ ที่เกลี้ยกล่อมนางไม่ได้ จนทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งอาการของยักษ์ทั้งสี่ ก็ได้ทำให้ธิดายักษ์ เริ่มจะข้าใจ กับเรื่องราวทั้งหมด ว่าพระชนกของนาง ได้ลักพาตัวนางมนุษย์ผู้นี้ จากสามีขอนางดรุณี


 ยิ่งนางคิด นางก็ยิ่งรับไม่ได้ กับการกระทำของบิดรนัก แต่แล้วนางก็ต้องหยุดคิด เมื่อสังเกตเห็นว่า หญิงสาวคนเดิมนั้น กำลังจะใช้ผ้าภูษา ไปผูกกับกิ่งของต้นโศก และนางก็ยืนบนหิน ที่นางได้นั่ง จากนั้นเอาผ้าผืนเดิม มาผูกคอของนาง


 ก่อนจะตัดสินใจ ที่จะกระโจนลงมา เพื่อปลิดชีวิตของนางเอง "หยุดนะ!! อย่าฆ่าตัวตายนะ!!!" "!!!" ทันใดนั้นเอง อรสุดาที่เห็นเหตุการณ์ ก็ถึงกับร้องห้าม ด้วยความตกใจ จนหญิงสาวผู้ถูกเรียกนั้น ก็ถึงกับหยุดสิ่งที่นางกำลังจะทำทันที


"....เจ้าอย่าทำเช่นนั้นนะ...ถ้าทำเช่นนั้นแล้ว...คนที่ท่านรักล่ะ...เขาจะเสียใจหรือไม่...ท่านไม่คิดถึงเขาบ้างเลยรึ?" "....เจ้าเป็นใคร? เหตุใดถึงต้องขวางเราด้วย..." "...เรามีนามว่าอรสุดา ถ้าเรื่องที่ท่านพ่อ ทำให้ท่านเจ็บปวดนั้น...ข้าต้องขออภัยด้วยนะ..."


"...ท่านพ่อ...เจ้าเป็นลูกของไอ้ยักษ์สิบหน้ารึ?" นางมนุษย์ กล่าวถามขึ้น เมื่อได้ยินอรสุดา เรียกทศกัณฐ์ว่าพ่อ โดยในขณะที่ร่างบาง กำลังแกะผ้าที่คอ ของอีกฝ่าย และที่กิ่งต้นโศกนั้น นางก็พยักหน้า แทนคำตอบ


 จนหญิงสาวผู้นั้น ถึงกับมองหน้าอีกฝ่าย ด้วยความประหลาดใจ และแปลกใจยิ่ง "ท่านพ่อของเรา คงทำให้ท่าน ได้รับเดือดร้อนเช่นนี้ เราก็ยินดี ที่จะให้ท่าน ได้ด่าว่าเราอย่างสาสมเอง" "...ไม่หรอก เจ้ามิได้สร้างความเดือดร้อน ให้กับเราหรอกนะ"


"เว้นแต่นางยักษ์ตนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าสามีของเรา มีเราอยู่ข้างกายแล้ว แต่นางก็อุตส่าห์...ที่จะทำร้ายเราให้ได้" "!!!!" อรสุดาถึงกับนิ่งไปทันที เมื่อได้ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวเช่นนั้น แต่นางก็อยากรู้จักอีกฝ่ายให้ได้ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา


"...เอ่อ...เราขออถัยด้วยนะ เราใคร่จะรู้ ว่าท่านมีนามว่าอันใด?" "...อันตัวเรานี้ มีนามว่าสีดา เป็นพระธิดาท้าวชนก กษัตริย์แห่งเมืองมิถิลา สามีของเรามีนามว่าพระราม ผู้เป็นโอรสของท้าวทศรถ กษัตริย์แห่งเมืองอโยธยา"


"แต่ก่อนที่เขานั้น จะได้ขึ้นครองราชย์ พระนางไกยเกศี มเหสีอีกพระองค์ ของพระบิดาทศรถ ก็ได้มีรับสั่ง ให้พระรามไปอยู่ในป่า เป็นเวลา ๑๔ ปี โดยให้พระพรต โอรสอีกองค์ของพระบิดาทศรถ ที่เกิดจากนางนั้น เป็นผู้ครองราชย์ชั่วคราว"


"ซึ่งเรากับพระลักษณ์ ได้ขอติดตามเขาไปด้วย พวกเราทั้งสามได้อยู่ในป่าได้ไม่นาน....ก็มาทราบจากพระพรต...มาพระบิดาได้สิ้นพระชนม์แล้ว..."


 สีดาเล่าเรื่องราว ด้วยน้ำเสียง และแววตาที่เศร้าหมอง จนอรสุดา ถึงกับเข้าปลอบใจ ด้วยความสงสารและเห็นใจ "...งั้นเหรอ...ช่างสงสารนัก...แล้วเรื่องราวต่อไปนั้น มันเป็นเช่นไร ถึงได้ลักพาตัวเช่นนี้" "...เรื่องราวคงไม่ต้องเป็นแบบนี้...ถ้าไม่เกิดว่า...มีนางยักษ์ตนหนึ่ง ได้ติดตามสามีของเรามาน่ะ"


.............

........

....

หลายวันก่อนหน้านั้น


"น้องสีดา พี่กลับมาแล้วนะ" พระรามกล่าวภรรยา หลังจากที่เขาได้สรงน้ำ ที่แม่น้ำโคทาวารีแล้ว ซึ่งนางสีดา ก็เดินออกมาจากกระท่อม ด้วยความยินดี แต่แล้วก็เกิดเรื่อง ที่ไม่คาดขึ้นมา...


พรึ่บ!


"หน๊อย...! ไอ้นางหน้าสวย!!! ถ้าเขาไม่มีเจ้าแล้ว เขาก็ต้องเป็นของข้า!!! ดังนั้น เจ้าตายเสียเถอะ!!!!!" ทันใดนั้นเอง นางยักษิณีตนหนึ่ง ก็กระโดดออกจากพงหญ้า แล้วเข้าตบตีทำร้ายนางสีดา ด้วยความโกรธแค้น


"นี่เจ้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!!!" พระอวตารสี่กร กล่าวตะโกน พลางพลักนางยักษ์ ไม่ให้ทำร้ายชายาของตน และเรื่องราวนั้น มันก็เริ่มรุนแรงขึ้น เมื่อพระลักษณ์ ที่ได้ยินเสียงนั้น ได้เข้ามาเห็นเหตุการณ์ ก่อนจะใช้มีดสั้น ที่อยู่ในมือ


 ตัดทั้งหู จมูก แขน และขาทั้งสอง ทำให้นางยักษ์นั้น มีเลือดไหลออกมา ซึ่งก็ได้สร้างความเจ็บปวด และความอับอาย แก่นางยักขิณียิ่งนัก ก่อนจะหนีออกจากอาศรมไป


............

.....

..

"...นางยักษ์ที่ทำร้ายท่านนั้น...ท่านหมายถึงท่านอาสำมนักขา ใช่หรือไม่?" อรสุดาที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดนั้น ก็ถึงกับรับไม่ได้ กับสิ่งที่ผู้เป็นอา ได้ทำกับผู้อื่นเช่นนี้ แต่เพื่อให้แน่ใจ นางจึงถามกับนางสีดา ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้า แทนคำตอบ


"...ถ้าเช่นนั้น...ท่านอาขร ท่านอาทูษณ์ ท่านอาตรีเศียรนั้น ก็เป็นสามีของท่าน...ที่สังหารพวกเขาสินะ..." "...ใช่แล้วจ๊ะ...ท่านพี่ราม ก็พยายามอธิบายแล้ว แต่พวกเขานั้น ก็ไม่ยอมฟังเสียง เพราะพวกเขานั้น ต่างก็เข้าข้างน้องหมด"


"ท่านพี่ราม จึงต้องสังหารพวกนั้น..." นางสีดาเล่า อย่างเศร้าๆ ให้เจ้าหญิงแห่งกรุงลงกาฟัง และนางก็ยังเล่าเรื่องราว ถึงตอนที่นางกำลังถูกยักษ์ เข้ามาลักพาตัวนางไป


"ก่อนที่เราจะถูกพามาที่นี่...เรายังอยู่กับท่านพี่ราม และน้องลักษณ์นั้น เราได้พบกับกวางทองตัวหนึ่ง มันสวยงามมาก เราจึงขอให้ท่านพี่ราม ไปตามจับกวางตัวนั้น แต่เขาออกจากอาศรมได้ไม่นานนัก ทั้งเราและน้องลักษณ์ ที่ยังอยู่กับเรานั้น"


"ก็ได้ยินเสียงท่านพี่ราม ร้องขอความช่วยเหลือ เราก็ให้น้องลักษณ์ ตามไปช่วยเหลือเขา ตอนแรกเขาก็ปฎิเสธ แต่เมื่อเราว่าเขา เขาก็ไปตามช่วยเหลือ โดยทิ้งให้ข้า อยู่ในอาศรมเพียงลำพัง แต่หลังจากที่น้องลักษณ์ ออกไปได้ไม่นาน"


"ก็มีฤาษีผู้หนึ่ง เดินมาหาเรา แล้วเขาก็กล่าวหว่านล้อม ให้เราเป็นมเหสีของพ่อเจ้า แต่เราไม่ยอม แล้วมันก็กลับกลายเป็นพ่อเจ้า ทั้งยังฉุดเราขึ้นราชรถ แต่ในขณะที่มัน กำลังจะพากลับเมืองของมันนั้น"


"ท่านสดายุ สหายของพระบิดาทศรถ ได้เข้ามาขัดขวาง และเขาก็กำลังจะชนะแล้ว...ถ้าไม่ติดว่าเขา...บอกจุดอ่อนให้พ่อเจ้ารู้...ว่าแหวนของเรา เป็นสิ่งเดียวที่ฆ่าเขาได้ พอพ่อของเจ้ารู้ มันก็...ฮึก..." "...ท่านพ่อฆ่าเขา ด้วยแหวนของท่าน...."


 อรสุดา ที่ฟังเรื่องราวทั้งหมด นางก็ยิ่งรับไม่ได้ กับสิ่งที่บิดาได้กระทำ กับผู้อื่นเอาไว้ "...แล้วนี่เจ้า...มาทำอะไรรึ?" นางสีดาที่ร้องไห้ หลังจากเล่าทุกอย่างจนจบ นางก็เปลี่ยนเรื่องอื่น โดยถามถึงสาเหตุ ที่อีกฝ่ายต้องมาที่สวนนี้


"...อ๋อ...คือว่าเราน่ะ...อยากเดินชมดอกไม้ เพื่อให้สบายใจขึ้นน่ะ" "เรื่องอะไรเหรอจ๊ะ?" หญิงสาวกล่าวถาม ด้วยความแปลกใจ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมตอบ ให้นางสีดาได้เข้าใจ "อ๋อ...เรื่องที่มีคนแปลกหน้า เข้ามาที่ห้องของเราน่ะ"


 นางสีดา ได้เช่นนั้น ก็แอบนึกแปลกใจ เนื่องจากที่เมืองมารนี้ มีเหล่าเสนาทหาร คอยคุมกันอย่างแน่นหนา จนอดที่จะกล่าว พลางแอบยิ้มไม่ได้ "เราว่าเจ้าน่าจะคิดไปเองนะ" "แต่เราว่าไม่นะ เพราะเรารู้สึกว่า ตั้งแต่ท่านพ่อของเรา ลักพาตัวท่านมา"


"เราก็รู้สึกว่า เหมือนมีคนที่แอบมองเรา มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และวันนี้น่ะ เราก็เริ่มกลัว....กลัวว่าจะเป็นพรรคพวก ของสามีท่าน มาแอบสอดแนมน่ะ ข้าก็เลยต้องมาที่นี่จ๊ะ" ธิดาพญายักษ์ กล่าวอธิบาย ด้วยความหวาดระแวง


 จนอีกฝ่ายนั้น รู้สึกเห็นอกเห็นใจ จึงกล่าวกับองค์หญิง แห่งเมืองมาร เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ "งั้นเหรอจ๊ะ ถ้าเช่นนั้น เราก็อนุญาตให้เจ้า ได้เดินชมดอกไม้ในสวน ก็แล้วกันนะจ๊ะ" "ขอบคุณมากนะ" อรสุดากล่าวอย่างโล่งใจ ก่อนจะเดินออกจากบริเวณนั้นไป...


............

.......

....

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง


"เฮ้อ...แบบนี้ก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ท่านพ่อจะว่าไหมนะ ว่าเราแอบออกมาจากวังน่ะ" อรสุดากล่าว อย่างอารมณ์ดี แต่ก็ยังกังวล เรื่องที่พระชนก จะทราบว่านาง แอบออกจากวังไป


 ทว่าตัวนางเอง กลับมิได้รู้ตัวเลย ว่าคนที่แอบมองนาง มาโดยตลอดนั้น กำลังเดินเข้ามาใกล้นางแล้ว "แต่เราก็พบกับคนที่ท่านพ่อ ไม่อยากให้ผู้ใดเห็น แม้กระทั่งเราเอง จะทำอย่างไรดีล่ะเนี่ย..."


"ถ้าเช่นนั้น...ให้ข้าช่วยพาเจ้าไปส่งให้ไหม?"


 คำถามที่ดังมาจากข้างหลังของนาง มันอาจดูธรรมดา แต่นั่นกลับทำให้ร่างบาง รู้สึกได้ถึงอันตราย ที่อยู่ใกล้ๆตัวนาง อีกทั้งนางก็รู้ดี...ว่านอกจากตัวนางแล้ว บริเวณที่นางอยู่ตรงนี้...ก็ไม่มีใครอื่นอีก


 จนนางต้องหันมาทันที แต่ทว่ากลับถูกคนที่อยู่ข้างหลังนั้น ใช้อาวุธที่มีลักษณะคล้ายสามง่าม จ่อที่ลำคออ่อนของนาง จนทำให้อีกฝ่าย ถึงกับชะงักทันที ก่อนที่คนที่เอาอาวุธมาจ่อนั้น จะเอ่ยคำพูด ที่ชวนให้ขนลุกนัก


"เจ้าคือพระธิดา ของพญาทศกัณฐ์สินะ แหมๆ...หน้าตาสะสวยแบบนี้...น่าฆ่าให้ตายซะเหลือเกินนะ~~~"


พบตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 16 มกราคม 2562 / 20:54

    ใครอะ?5555เราไม่ค่อยรู้จักตัวละครสักเท่าไรดูแค่ผ่านๆตา555

    #11
    3
    • #11-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 3)
      16 มกราคม 2562 / 21:06
      นางสำมนักขา เป็นน้องสาวของทศกัณฐ์ ส่วนขร ทูษณ์ ตรีเศียร เป็นน้องชายของทศกัณฐ์ค่ะ
      #11-1
    • #11-3 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 3)
      16 มกราคม 2562 / 21:18
      ไม่เป็นไรค่ะ
      #11-3