(Fic รามเกียรติ์) อรสุดาดวงขวัญ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,877 Views

  • 59 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    282

    Overall
    2,877

ตอนที่ 19 : เผชิญหน้ากุมภกรรณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 248
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    13 ก.พ. 62

ณ พลับพลา


 เมื่อทั้ง ๖ ตนมาถึงพลับพลา ทั้งหมดต่างกราบบังคม อย่างอ่อนน้อม ก่อนจะนั่งประจำที่ แต่เนื่องจากอรุสดา ไม่เคยได้เป็นทหารมาก่อน นั่นทำให้นางไม่มีที่นั่ง แต่ถึงกระนั้นเอง หนุมานก็ให้นาง นั่งข้างๆเขาไว้


"ท่านพิเภก ตอนที่หนุมาน กับอรสุดาไม่อยู่นั้น ก็มีเสียงโห่ร้องของพวกทหาร ดังมาจากนอกค่าย ท่านพอจะทราบหรือไม่ ว่าเป็นทัพของผู้ใดน่ะ?" พระรามเอ่ยถาม ถึงเสียงของกองทัพ ที่อยู่นอกค่ายทัพ


บัดนั้น

พญาพิเภกยักษี

รับสั่งสมเด็จพระจักรี

อสุรีจับยามสามตา

แจ้งแล้วน้อมเศียรอภิวาทน์

ทูลพระภูวนาถนาถา

อันทัพซึ่งยกออกมา

ทรงนามชื่อว่ากุมภกรรณ

เป็นพญามหาอุปราช

มีอำนาจฤทธิแรงแข็งขัน

เชษฐาของข้าร่วมครรภ์

อยู่ในสัจธรรม์มั่นนัก

ไม่เบียดเบียนเทวานาคินทร์

ก็ย่อมรู้อยู่สิ้นทั้งไตรจักร

ชะรอยเจ้าลงกาพญายักษ์

หักหาญให้ออกมาชิงชัย

จนใจจึงยกออกมา

ด้วยกลัวอาชญาไม่ขัดได้

พระองค์ผู้ทรงภพไตร

จงไว้ชีวิตอสุรี


"เช่นนั้นรึ? ถ้าอย่างนั้น เราจะให้ท่านกับอรสุดา ไปห้ามทัพของเขาเถิด" "(0_0;;)!!" "(0-0;)" คำสั่งของพระราม ทำเอาสองอาหลาน ถึงกับพูดไม่ออก แต่เมื่อเป็นคำสั่ง พวกเขาก็ไม่มีทางอื่น นอกจากเดินออกไป จากพลับพลา เพื่อทำตามพระบัญชา...


............

.......

....

ณ สนามรบ


 ท่ามกลางแสงสุริยะ ที่แผ่รังสีความร้อน ที่แรงกล้านั้น เป็นกองทัพแห่งกรุงลงกา ที่ได้หยุดตรงบริเวณ ที่เชิงเขามรกต โดยผู้ที่อยู่บรในราชรถ ที่มีขนาดใหญ่และโอ่อ่านั้น เป็นพญายักษ์ที่มีกายสีเขียว


 หากแต่เขานั้น หาได้เป็นพวกที่ยึดติด กับยศถาบรรดาศักดิ์ไม่ โดยสิ่งที่บ่งบอกได้ นั่นคือการที่เขา ไม่ได้สวมมงกุฎอะไรเลย พญาอสุราที่กำลังนั่งรอ กับการมาของกองทัพศัตรูนั้น


 เขาไม่เห็นอะไรเลย นอกจากผู้ที่เดินมาหาเขา ซึ่งเมื่อเขามองอย่างละเอียด ก็พบว่าเป็นพิเภก กับอรสุดา ที่เดินมาที่กองทัพของตน อสุราโหราผู้น้อง ดูจะหวาดกลัวเขามาก โดยเดินมาหาเขา ทั้งที่หลบอยู่ข้างหลังหลานสาว


 แต่กลับนัดดานั้น ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นางเดินมาที่กองทัพ อย่างสง่าผ่าเผย แม้จะอยู่ในชุดของเชลยก็ตาม ซึ่งแม้แต่กุมภกรรณเอง ก็อดนึกที่จะชื่นชม ในความใจกล้า ของหลานสาวไม่ได้


 ทว่าเมื่อเห็นโหราผู้น้อง ใจที่มีความยินดี ก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ที่พญายักษ์ผู้น้อง ได้หักหลังครอบครัว ก่อนจะกระทืบบาท แล้วกล่าวตวาทใส่ทันที่


"เหม่เหม่ ไอ้พิเภกทรยศ! เจ้ากล้ามากนะ ที่มาหาข้าถึงที่นี่! และก็ปล่อยให้อรสุดา หลานสาวตัวเอง ไปเป็นเชลยของศัตรูอีก น่าละอายนัก!!!" คำตวาทนั้น ทำเอาพิเภก ถึงกับสะดุ้งโหยง และหวาดกลัวตัวสั่นกว่าเดิม


 แต่อรสุดานั้น กลับไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด หากยังไว้ซึ่งความเคารพ ที่มีต่อพระเจ้าอา อยู่ตรงหน้านาง นางจึงนั่งพับเพียบ ก่อนจะบังคมไหว้ แล้วอธิบายเรื่องราว ให้พญากุมภกรรณทราบ


"ข้าแต่พระเจ้าอา สิ่งที่ท่านกล่าวมานี้ จริงอยู่ว่าท่านอาพิเภก ได้สวามิภักดิ์ต่อพระราม หากแต่ยังจงรักภักดี ต่อท่านผู้เป็นเชษฐาของเขาอยู่ ส่วนเรื่องที่หลานเป็นเชลยนั้น นั่นคงเป็นเพราะโชคชะตา ที่ทำให้หลาน ต้องมาเป็นเช่นนี้"


"ส่วนเรื่องที่ท่านพ่อทศกัณฐ์ ได้สั่งให้ท่านออกรบนั้น ท่านคงไม่คิดที่จะออกรบ ตั้งแต่ในตอนแรกแล้ว แต่ท่านยังเห็นแก่พี่น้อง จนท่านต้องออกรบ หลานว่าท่านอาน่ะ รู้เรื่องที่ท่านพ่อ ไปลักพาพระนางสีดาดีนะเพคะ"


"แต่การที่จะทัดทานนั้น ท่านคงทำไม่สำเร็จ จนถึงกับต้องทำเช่นนี้ หลานว่ามิควรเลย ที่ท่านจะต้องสิ้นชีวิต ในสนามรบเลยแม้แต่น้อย ขอให้ท่านอา จงกลับเมืองกรุงลงกา ของท่านเถิดเพคะ"


 แต่ทว่า...โชคไม่ดีนัก ที่คำพูดของนาง ได้ทำให้พญากุมภกรรณ รู้สึกเหมือนมีใคร เอาอาวุธมีคม มาทิ่มแทงใจของตนยิ่งนัก นั่นจึงทำให้พญายักษ์ รู้สึกโกรธเคืองจัด ในตัวหลานสาวมาก ถึงขั้นกล่าวตวาดใส่ อย่างขุ่นเคืองจิต


"ชะชะ อรสุดา! เหตุไฉนเล่า เจ้าถึงกล่าวเข้าข้างมัน ที่เจ้ากล่าวว่าอา ทัดทานพ่อเจ้าไม่สำเร็จนั้น ก็เป็นดังที่เจ้าว่า แต่ถ้ามันยังรักอา และบิดาของเจ้าอยู่ เหตุไฉนเล่า มันถึงอยู่กับพวกไพรี แทนที่จะอยู่กับเหล่าญาติวงศ์ตนอื่นๆ!"


"...." คำต่อว่าของอสุรา ทำเอาร่างบาง ถึงกับพูดไม่ออกทีเดียวนัก แต่ถึงกระนั้นเอง นางก็ยังคง กล่าวเตือนกับพระเจ้าอา ถึงพระนารายณ์ ที่ได้อวตารมาเป็นพระรามแล้ว


"...ข้าแต่ท่านอา อันตัวหลานนี้ มิได้คิดที่จะลบหลู่ท่าน แต่การที่ท่านรบทัพมาครั้งนี้ ก็เท่ากับเอาชีวิต ไปแลกกับความตายเท่านั้น เพราะผู้ที่ท่านจะไปรบนั้น ก็คือองค์พระนารายณ์ ที่อวตารลงมาเพื่อปราบมาร ขอให้ท่านอา โปรดยกทัพกลับไปเถิดเพคะ"


ตึง!!


 คำวาจาของหลานสาวนั้น กลับยิ่งทำให้กุมภกรรณ ถึงกับเลือดขึ้นหน้า ก่อนจะกล่าวตวาด พลางชี้หน้านัดดา ด้วยความขุ่นเคืองใจ ที่หนักกว่าเดิมตั้งหลายเท่านัก


"ชิชะ อรสุดา! เจ้ามนุษย์นั่นน่ะรึ องค์พระนารายณ์อวตาร!? พระนารายณ์ที่อารู้จัก ทรงมีพระกรถึงสี่กร ถือสังข์ตรีจักรคทา หาใช่มนุษย์เดินดิน ที่มีแค่สองกร และถือคันศรเช่นพระรามไม่!!!"


"แต่ถ้าอยากให้อา เชื่อว่าเขาเป็นพระนารายณ์จริง ถ้าเช่นนั้นแล้ว เขาก็ต้องตอบคำปริศนา ของอาได้เช่นเดียวกัน! โดยคำปริศนาที่อา จะให้เขาเป็นผู้แก้ นั่นคือชีโฉด หญิงโหดมารยา ช้างงารี และชายทรชน"


"เจ้าทราบแล้ว จงรีบนำคำปริศนานี้ ไปให้สองมนุษย์นั่นเดี๋ยวนี้!!!!" เมื่อพญายักษ์บอกปริศนาแล้ว เขาก็ตวาดไล่ ด้วยเสียงอันดัง แต่นางยังคงนั่งนิ่ง ไม่ยอมไปไหน ด้วยเหตุที่นางนั้น ติดอยู่ที่ว่านาง กำลังตั้งท้องอ่อนๆอยู่


 จึงเป็นเหตุให้นาง ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอ ที่จะลุกจากพื้นได้ ซึ่งก็ได้สร้างความประหลาดใจ ให้กับกองทัพของกุมภกรรณมาก ยกเว้นพิเภก ที่ดูจะทราบอาการ ของผู้เป็นหลานสาวอยู่ก่อนแล้ว


 เพียงแต่เขายังไม่กล้า ที่จะบอกให้พญาอสุราผู้พี่ทราบ ว่านางได้เป็นแม่คนแล้ว เขาทำได้เพียงแค่ ออกจากสนามรบไป โดยทิ้งให้อรสุดา อยู่กับกองทัพของอีกฝ่าย อยู่เพียงลำพัง....


.............

........

....

ผ่านไป ๓๐ นาที


 หลังจากที่พิเภก ได้กลับไปที่กองทัพ ได้ไม่นานนัก ทั้งหนุมานกับองคต ก็ได้เหาะมาหาอรสุดา ซึ่งยังคงนั่งรอบนพื้น โดยที่ไม่ลุกไปไหนเลย วานรเขียวผู้พี่ ที่เหาะมาถึงหน้าราชรถไม่ทันไร ก็ขนดหางให้สูง เทียบเท่าราชรถอีกฝ่าย


 ในขณะที่วานรขาว กลับเข้าไปอุ้มร่างบาง ในท่ายืนและยิ้มให้คนที่ถูกอุ้มแทน ซึ่งเป็นภาพที่น่าสังหารที่สุด สำหรับพระเจ้าอายักษ์ ของนางเป็นอย่างมาก เพราะอีกฝ่ายนั้น กล้าอุ้มหลานสาว ต่อหน้าผู้ใหญ่เช่นเขานี่เอง แต่เขาก็ไม่พูดอะไรออกไป เพราะองคตได้เริ่มถามเขาขึ้นมา


แล้วกล่าววาจาอันสุนทร

ดูกรกุมภกรรณยักษี

บัดนี้สมเด็จพระจักรี

ภูมีตรัสใช้เรามา

เจรจาด้วยท่านผู้สัปปุรุษ

ให้สิ้นสุดในข้อปริศนา

พระองค์ผู้ทรงปรีชา

ผ่านฟ้าทราบสิ้นทุกประการ

ซึ่งพระดำริตริเห็น

ว่าเป็นสำนวนโวหาร

ท่านแกล้งประดิษฐ์ด้วยปรีชาญ

ก็แจ้งวิตถารแต่โดยใจ

ไม่เป็นภูมิปริศนาแท้

แก่ผู้จะคิดแก้ไข

ข้อความของท่านประการใด

จงว่าไปจะเทียบเปรียบกัน


เมื่อนั้น

น้องท้าวทศเศียรรังสรรค์

ได้ฟังหลานท้าวเทวัญ

ตบมือเย้ยหยันแล้วตอบมา

เหวยเหวยดูกรองคต

มาเลี้ยวลดเคลือบแฝงแต่งว่า

เราใช่เด็กน้อยพาลา

จะหลงด้วยมารยาลิงไพร

ที่ไหนเจ้าเอ็งจะล่วงรู้

แต่ถามกูแล้วจำจะบอกให้

อันเจ้าลงกากรุงไกร

นั้นได้แก่ช้างงารี

มารษาอาธรรม์พ้นนัก

ไปลอบลักพาเมียเขาหนี

ฝ่ายองค์พระรามสามี

คือชีโฉดชั่วสามานย์

เมียรักของตัวผู้เดียว

ทิ้งไว้เปล่าเปลี่ยวในไพรสาณฑ์

ครั้นหายเที่ยวหาไม่พบพาน

จนต้องรอนราญวุ่นไป

หญิงโหดคือสำมนักขา

ชั่วช้าไม่มีที่เปรียบได้

ไปเที่ยวเกี้ยวชายไม่อายใจ

จนต้องทุกข์ภัยพันทวี

อันชายทรชนคนชั่ว

คือตัวพิเภกยักษี

ไปเข้าด้วยพวกไพรี

มิได้รู้คุณญาติกา

เอ็งจงไปบอกแก่พระราม

ตามในข้อความของเราว่า

แล้วให้เร่งยกโยธา

ออกมาสัประยุทธ์ราญรอน


เมื่อนั้น

ลูกพญาพาลีชาญสมร

ได้ฟังน้องท้าวยี่สิบกร

วานรสำรวลไปมา

ตบมือชี้หน้าแล้วร้องเย้ย

ว่าเหวยกุมภกรรณยักษา

อ้างอวดว่ามีปัญญา

ผูกเป็นปริศนาประสาใจ

แล้วมาเจรจาลบหลู่

ดั่งใครหารู้เท่าไม่

อันพระหริวงศ์ทรงชัย

มีพระทัยเมตตาปราณี

จึ่งใช้พิเภกออกมาว่า

หวังประทานชีวายักษี

ยังกลับอหังการ์พาที

จะต่อตีด้วยองค์พระสี่กร

สำหรับจะถึงแก่ความตาย

เศียรจะขาดจากกายด้วยแสงศร


 เมื่อบุตรพาลีได้กล่าวจบ เขาก็กล่าวกับทั้งสองทันที "ท่านพี่หนุมาน อรสุดา พวกท่านรีบกลับทัพกันเถิด ในเมื่อมันอยากตาย ก็ปล่อยให้มันตายนี่แหละ" "...โธ่...ท่านอากุมภกรรณ...ไม่น่าเลย..." หญิงสาวนึกอย่างกังวล และรู้สึกเสียใจ


 ที่พระเจ้าอาของนาง ไม่ยอมเชื่อที่นางพูด แต่นางก็จำใจ ที่จะต้องปล่อย...ให้โชคชะตา...กลับมาทำร้ายบ้านเมือง...ครอบครัวของนางเอง...อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ร่างบางนั้น ได้กลับค่ายกองทัพ พร้อมกับบุตรพระพาย และหลานพระอินทร์นั่นเอง....


..............

........

....

ณ พลับพลาของพระราม


ตึง!!

"เจ้ากุมภกรรณบังอาจ!!!!"


 พระรามร้องตะโกนขึ้น ด้วยความโทสะ เมื่อได้ทราบความจากองคต จนถึงขั้นกล่าวสั่งทันที "ท่ายสุครีพ! ท่านจงไปจัดทัพ เพื่อไปจัดการเจ้ากุมภกรรณเถิด!" "พะยะค่ะ!" พญาสุครีพ กล่าวรับคำบัญชา แต่ก่อนที่เขา จะได้ไปจัดทัพนั้น...


บัดนั้น

พญาพิเภกยักษี

จึ่งทูลสนองพระวาที

ซึ่งภูมีจะยกพลากร

ออกไปทำการชิงชัย

ยังไม่ควรคู่พระองค์ก่อน

ขอให้พญาพานร

ลูกพระทินกรอันศักดา

ด้วยเป็นน้องพาลีชาญฉกรรจ์

ฤทธิ์นั้นเทียบเทียมกับเชษฐา

ให้ยกพหลโยธา

ออกไปเข่นฆ่าราวี


เมื่อนั้น

พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี

ได้ฟังพิเภกอสุรี

เห็นชอบท่วงทีทุกประการ

จึ่งมีพระราชบัญชา

สั่งพญาสุครีพใจหาญ

จงยกนิกรไปรอนราญ

ต่อต้านด้วยพญากุมภกรรณ

ถ้าเห็นกำลังมันหนักนัก

จะหักมิได้จงตั้งมั่น

ตัวเราจะออกไปโรมรัน

สังหารชีวันอสุรี

ตรัสแล้วจึ่งมีบรรหาร

สั่งชมพูพานกระบี่ศรี

จงจัดพหลโยธี

ให้น้องพาลีฤทธิรอน


"พะยะค่ะ!!" สองวานรอาหลาน พากันรับคำบัญชา แต่ก่อนที่พวกเขา จะออกจากพลับพลาไปนั้น อรสุดาที่ในพลับพลาด้วย ก็เดินไปหาสุครีพ ก่อนจะกล่าวเตือน ถึงความร้ายกาจ ของพญายักษ์ตนนี้


"ท่านอาสุครีพเจ้าค่ะ ท่านต้องระวังเขาให้ดี เพราะเขายังพอมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้างนะเจ้าค่ะ" "ขอบใจเจ้ามากนะ แต่อาคงจะชนะเขาได้ ดังนั้น เจ้าอย่าได้เป็นห่วงเลยนะ"


 วานรสีชาดกล่าว พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ถึงกระนั้นเอง สุริยบุตรก็ยังอุตส่าห์ มองไปที่หลานชาย ด้วยแววตาที่เหมือนจะบอกว่า ถึงเขาจะแพ้หรือชนะ เขาจักต้องกลับมา


 เพื่อลงโทษหลานตัวแสบ ที่ทำให้นัดดาของพิเภกตั้งครรภ์อยู่ดี จนหนุมานถึงกับเหงื่อแตก และไหลออกมา ก่อนจะออกจากพลับพลาไปนั้นเอง....


..............

........

....

ผ่านไป ๒ ชั่วโมง


"ท่านอาสุครีพ...จะเป็นเช่นไรบ้างนะ..." อรสุดากล่าว ด้วยสีหน้าและแววตา ที่ดูจะกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะเห็นว่าโอรสพระอาทิตย์ ได้ออกไปรบกับพระเจ้าอา เป็นเวลานานมากแล้ว


 จนหนุมานนั้น ต้องเข้าไปปลอบใจ เพื่อให้คนรักของเขา คลายความกังวลลง "เจ้าอย่าได้เป็นห่วงไปเลย เพราะท่านน้าสุครีพน่ะ เขาเก่งในด้านการรบ เขาต้องชนะเจ้ากุมภกรรณได้ เชื่อข้าเถอะนะ (^ ^)"


"ข้ารู้...ว่าท่านอาสุครีพ ชำนาญด้านนี้ แต่ที่ข้ากังวลนั้น มิใช่เรื่องอันใดหรอก หากแต่ท่านอากุมภกรรณน่ะ เขาเป็นคนที่ยังพอฉลาดอยู่บ้าง เขาจักต้องสร้างอุบาย เพื่อให้ท่านอาสุครีพ สูญเสียกำลังลงอย่างแน่นอน ข้าจึงได้กังวลเช่นนี้"


 ธิดาพญายักษ์ ที่รู้พิษสงของยักษ์ตนนี้ กล่าวตอบอย่างกังวลไม่หาย ซึ่งหนุมานนั้น ก็กำลังจะกล่าวปลอบอีกครั้ง แต่ทว่า....


"โธ่...อรสุดา เจ้าก็...."

ตึก! ตึก! ตึก!

"เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ พระองค์ราม!!!!"


 ทันใดนั้นเอง ก็มีเสนาวานรตนหนึ่ง ที่วิ่งหน้าตาตั้ง เข้ามาในพลับพลา ด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก ซึ่งเมื่ออรสุดา เห็นดังนั้นแล้ว นางก็คาดการณ์ได้ในทันที...


...ว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดี กับพญาสุครีพ อย่างแน่นอน...ซึ่งมันก็เป็นอย่าง ที่นางได้คาดเอาไว้ เพราะว่า...


"เกิดอะไรขึ้นรึ?" พระรามเอ่ยถาม ด้วยความประหลาดใจนัก "ท่านพญาสุครีพ....ถูกเจ้ากุมภกรรณ มันหลอกให้ไปถอนต้นรัง แล้วตีด้วยคทา ตอนนี้มันหนีบท่านสุครีพไว้ที่รักแร้้ และกำลังจะกลับเข้ากรุงลงกาแล้วพะยะค่ะ!!!!!"


 เสนีพานรกราบทูล ถึงข่าวร้ายที่เกิดกับสุครีพ ให้พระสี่กรอวตารทรงทราบ นั่นทำให้เมื่อพระนารายณ์ทราบดังนั้น เขาก็มีสีหน้าตื่นตกใจ ไม่แพ้คนอื่นๆเช่นกัน เขาจึงกล่าวสั่ง กับหนุมานทันที


"หนุมาน! เจ้าจงไปช่วยท่านสุครีพ ก่อนที่จะถูกเจ้ากุมภกรรณ พาตัวไปที่กรุงลงกาเถิด!!" "พะยะค่ะ!!!" วานรขาวกล่าวรับคำ ด้วยสีหน้าและแววตา ที่ดูจะกังวลไม่แพ้กัน แต่ก่อนที่เขาจะออกไปนั้น...


"ช้าก่อน ให้ข้าไปด้วย!" ทันใดนั้นเอง ธิดาพญายักษ์ ก็ตะโกนขึ้นมา ท่ามกลางตกตะลึง ของเหล่าผู้ที่อยู่ในพลับพลา แม้แต่พระรามเอง ก็แทบไม่คาดคิด ว่าสตรีเช่นอรสุดา จะไปสนามรบ กับบุตรพระพายด้วย อีกทั้งนางก็กำลังตั้งครรภ์อยู่


 เขาจึงถามร่างบาง ด้วยความเป็นห่วงยิ่งนัก "อรสุดา เจ้าจะไปช่วยท่านสุครีพอีกคนรึ? นั่นมันอันตรายมากนัก สำหรับเจ้าที่เป็นสตรี และเจ้าก็กำลังตั้งท้อง กับหนุมานอยู่ ถ้าเจ้าออกไปชิงชัย กับเจ้ายักษ์ตนนั้นแล้ว เจ้ากับลูกในตรรภ์นั่นเล่า จะเป็นอย่างไรบ้างก็มิรู้"


เมื่อนั้น

อรสุดาดวงสมร

ได้ฟังคำของพระสี่กร

เทวีจึงพนมกรแล้วตอบไป

อันว่าตัวข้าพระบาทนี้ไซร้พอช่วยได้

ถึงเป็นนารีโฉมผู้ปางเปราะ

ข้าพระบาทจะรบสู้ไม่กลัวตาย

ขอพระองค์โปรดให้ช่วยพระเจ้าอา


"...แต่ว่า..." "พระองค์ทรงอย่าได้เป็นห่วงเลยพะยะค่ะ หลานสาวของข้าพระองค์ มีฝีมือในการรบ อยู่พอตัวนะพะยะค่ะ" พญาพิเภกได้กล่าวขึ้น ในขณะที่พระราม กำลังจะกล่าวประท้วง จนพระสี่กรอวตาร ถึงกับถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวสั่ง ด้วยความจำใจ


"...เฮ้อ...ในเมื่อเจ้ายืนยัน ที่จะออกไปช่วยท่านสุครีพ อีกทั้งท่านพิเภก ก็กล่าวเสนอเช่นนี้แล้ว ข้าก็มิอาจขัดเจ้าได้" "ขอบพระคุณเพคะ หม่อมฉันจะไปช่วยเดี๋ยวนี้เพคะ" ร่างบางกล่าว พลางก้มกราบบังคม ก่อนจะเดินออกนอกพลับพลา โดยมีหนุมาน ที่เดินตามไปหลังนาง ด้วยความเป็นห่วง


 แต่เมื่อนางออกจากพลับพลา ได้ไม่นานนัก ก็ปรากฏแสงสว่าง ออกมาจากฟากฟ้า พลันมีเทพธิดาองค์หนึ่ง เหาะลงมาจากนภา โดยที่สองมืองามนั้น มีเครื่องทรงสำหรับการรบ ติดมือมาด้วย


 เมื่อร่อนลงบนพื้นพสุธา นางก็กล่าวกับอรสุดา ที่ยืนมองอีกฝ่าย ด้วยสีหน้าที่ดูงุนงง เป็นอย่างมากนักทีเดียว เช่นเดียวกับพระราม พระลักษณ์ พิเภก หนุมาน และเสนาวานรตนอื่นๆ ที่พากันออกมายืนดู อย่างประหลาดใจนัก


"อรสุดา พระอินทร์ทรงทราบข่าว ว่าเจ้าจะไปช่วยพญาสุครีพ พระองค์จึงให้ข้ารัมภา นำเครื่องทรงสำหรับการรบนี้ ให้แก่เจ้าได้สวมใส่น่ะ" "เป็นเช่นนั้นหรอกรึ? ถ้าเช่นนั้น เราขอให้ท่านรัมภา โปรดนำความขอบคุณของเรา ไปให้ท่านพระอินทร์เถิดนะเจ้าค่ะ"


 ร่างบางกล่าวกับอัปสร พลางรับเครื่องทรง ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน ซึ่งนางอัปสรก็รับคำ ก่อนจะเหาะขึ้นสวรรค์ไป ส่วนอรสุดานั้น นางก็เข้าไปในที่พัก เพื่อสวมใส่เครื่องทรง สำหรับการรบในครั้งนี้


 เมื่อนางแต่งตัวเสร็จ แล้วเดินออกมาข้างนอกนั้น ทุกคนที่ยืนรอนาง ก็ถึงกับตกตะลึงตาค้างทันที เมื่อเห็นอรสุดาที่ตอนนี้ แทบจะไม่มีความเค้าว่าเป็นเชลย จากกรุงลงกาเลย


 โดยนางใช้ผ้าสีแดงชาด ทำเป็นผ้าสไบรัดอก จากผ้าถุงสีน้ำตาล นางก็นุ่งเป็นโจนกระเบน ทำให้ดูทะมัดทะแมงนัก อีกทั้งยังสวมกรองคอ และสวมหมวกสำหรับการรบไปด้วย มือขวาของนาง จับด้ามไม้พลองไว้ให้มั่น ส่วนมือซ้ายนั้น ถือตะบองติดมาด้วย


"คุณพระช่วย! แม่เจ้าโว้ย! ชุดเป็นทหารนักรบ แต่รูปร่างยังดูเป็นผู้หญิงเลย!! (-.,-)=b" หนุมานคิด พลางมองชุดของร่างบาง อย่างไม่วางตา แม้แต่นาทีเดียว แต่แล้วก็ต้องหยุดความคิด


 เมื่อเขาได้สบตา กับพญาพิเภก และองคตที่จ้องมองมาที่เขา ก่อนที่จะหันหน้าไปทางอื่น ในขณะที่พระราม กล่าวอวยพรให้อรสุดา ที่เดินมาหาเขาทันที "อรสุดา ข้าขออวยพรให้เจ้า กับบุตรในครรภ์ของเจ้านี้ จงมีชัยเหนืออสูร และอย่าได้รับอันตรายใดๆด้วยเถิด"


"ขอบพระคุณมาเพคะ พระองค์ราม" ร่างบางกล่าว พลางก้มกราบบังคมรับพร ก่อนจะเหาะออกจากกองทัพ พร้อมกับหนุมานนั้นเอง.....


............

.......

....

ณ สนามรบ


 เมื่อสองสามีภรรยา ได้เหาะจากพลับพลา ได้ไม่นานนักแล้ว ทั้งคู่ก็เห็นกองทัพ ของกุมภกรรณ ที่กำลังเคลื่อนทัพ กลับเมืองกรุงลงกา โดยที่พญายักษ์ ได้หนีบสุครีพไว้ที่รักแร้ หนุมานที่เห็นวานรสีชาด ต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้


 ก็ถึงกับตาแดงก่ำ ด้วยเพลิงแห่งโทสะ ก่อนจะเหาะลงมา แล้วถีบร่างอสุรา ลงจากราชรถ จึงทำให้สุริยบุตร รอดมาจากรักแร้ ของกุมภกรรณมาได้ หากแต่ยังมึนศีรษะอยู่ ร่างบางจึงเหาะลงสู่พื้น พลางวิ่งไปที่สุครีพ อย่างเป็นห่วง


"ท่านอาสุครีพเจ้าค่ะ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?" "โอ๊ย...มะ...ไม่เป็นอะไร...แต่ข้ายังมึนหัวอยู่....โอ๊ย..." วานรสีแดงชาด กล่าวพลางกุมหน้าผาก เพื่อให้หายมึนหัว และเขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าคนที่พูดคุยกับเขา เป็นหลานของเพื่อนนั่นเอง


"เฮ้อ...ถ้าเช่นนั้นแล้ว ท่านไปช่วยเจ้าวานรขาวก่อน ส่วนตัวหลานนี้ จะต้านพวดทหารยักษ์ไว้เอง!" ร่างบางกล่าว พลางกระโดด พุ่งตัวไปที่เหล่าเสนี ที่วิ่งมุ่งหน้ามาทางนาง อย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะใช้ทั้งตะบอง และไม้พลอง เข้าปะทะกับหมู่ทหารอสูร


 โดยที่พวกเขาต่างก็ไม่รู้ ว่าคนที่สู้กับพวกตนนั้น เป็นเจ้าหญิงแห่งกรุงลงกา เพราะหมวกที่นางสวมใส่ ได้ปกปิดใบหน้าเอาไว้ แต่มีสองสิ่งที่พวกเขารู้ ว่ากำลังสู้กับอสตรีนั้น นั่นก็คือผ้าสไบรัดอก และรูปร่างที่ดูบอบบาง ของนางเท่านั้น


 นางสู้รบกับพวกยักษ์ จนพวกยักษ์บางตน เริ่มวิ่งหนีจนแตกกระเจิง และนางก็เริ่มเหนื่อยอ่อนเช่นกัน เนื่องจากกำลังตั้งครรภ์ ทว่านางก็มิได้ย่อท้อ นางยังคงต่อประจัญหน้า กับเสนามารทั้งหลาย จนหนุมานกับสุครีพ ที่ได้กัดหูกัดจมูก ของกุมภกรรณนั้น เริ่มเห็นท่าไม่ดีเข้า


 สองวานรน้าหลาน จึงเข้าไปช่วยนางอีกแรง จนพวกอสุรีทั้งหลาย เริ่มสู้ไม่ได้ จนต้องหนีกลับเข้ากรุงลงกาไปนั้นเอง "แฮ่ก...แฮ่ก...นึกว่าจะถูกจับไป ทำโทษเสียแล้วสิ น้าขอบใจเจ้ามากนะ หนุมาน ถ้าไม่ได้เจ้า น้าคงต้องแย่แน่ๆ"


 วานรสีชาดกล่าวขอบใจ ทั้งที่กำลังหอบหายใจ เพราะต้องสู้กับพวกยักษ์ ซึ่งหนุมานก็พยักหน้ารับ ก่อนจะยิ้มยิงฟัน จนเผยให้เห็นเขี้ยวแก้ว ก่อนที่พญาสุครีพ จะเอ่ยถามกับร่างบาง ถึงนามของนาง


"อ๊ะ! จริงสิ ข้าก็ขอบใจเจ้าด้วยนะ ที่ช่วยข้าเอาไว้นะ...ว่าแต่เจ้าน่ะ เป็นใครมาจากไหน มีว่าอะไรรึ?" อรสุดากับหนุมาน ได้ยินดังนั้น ทั้งคู่ก็ถึงกับหัวเราะทันที เพียงแต่หญิงสาว จะไม่หัวเราะเสียงดังเท่านั้น ในขณะที่วานรขาว กลับหัวเราะจนแทบจะปวดท้องแทน


 ทำเอาพญาวานรสีชาด ถึงกับคิ้วขมวดเป็นปม อย่างหงุดหงิด และแอบแปลกใจ ก่อนจะถามทั้งสอง ด้วยความสงสัย "เอ๊ะ?! พวกเจ้าหัวเราะข้า ด้วยเรื่องอะไรกันน่ะ??" "ฮ่าๆๆๆ ท่านน้าสุครีพ นี่ท่านยังจำไม่ได้รึขอรับ ว่านางเป็นใครน่ะ"


 บุตรพระพายกล่าวถาม พลางหัวเราะไปพลาง ด้วยความขบขำ จนสุริยบุตรนั้น ถึงกับเลิกคิ้ว ด้วยความฉงนใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะถามอีกครั้ง เพื่อที่จะได้หายสงสัย "??? ถ้าเช่นนั้น แม่นางจงตอบข้ามาเถิด ว่าเจ้าเป็นใครกันน่ะ?" "(^ ^)


 ร่างบางไม่ตอบ แต่กลับถอดหมวกออก จนสุครีพถึงกับตาค้าง เมื่อทราบว่าอีกฝ่ายเป็นใคร "อ...อรสุดา!!!! (0[]0)" "ใช่แล้วเจ้าค่ะ หลานอรสุดาเอง" อรสุดาตอบกลับ พลางยิ้มให้อีกฝ่าย


 ทำเอาวานรสีแดงชาด ถึงกับพูดไม่ออก เพราะเขานึกไม่ถึง ว่านางจะใจกล้า ถึงขนาดต้องสวมชุดนักรบ เข้าประจัญหน้ากับพวกยักษ์ แต่กระนั้นเอง สุริยบุตรก็กล่าวขอบใจ ที่หลานของสหาย ได้ช่วยเขาเอาไว้


 และกล่าวขอโทษ ที่เขาไม่เชื่อคำเตือน ที่นางกล่าวเตือนด้วยความหวังดี ซึ่งร่างบางก็ไม่ว่าอะไร ทั้งสามจึงกลับค่ายทัพทันที....


พบตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:29
    เมื่อไรนางเอกเราจะเปิดตัวโหดๆนะ555+หรือต้องรอศึกจบของ.....อืมอินทรศิรหรอ?(เขียนถูกปะ555+)
    #38
    1
    • #38-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 19)
      13 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:53
      อินทรชิตค่ะ ไม่ใช่อินทรศิร
      #38-1