(Fic รามเกียรติ์) อรสุดาดวงขวัญ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,941 Views

  • 59 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    346

    Overall
    2,941

ตอนที่ 17 : พบมัจฉานุ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 258
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    10 ก.พ. 62

ณ เมืองบาดาล


"อรสุดา เจ้ามาอยู่ในเมืองบาดาลแล้ว เจ้าก็เยี่ยมชมเมือง ได้ตามที่ใจเจ้าต้องการเถิดนะ" พญาไมยราพ กล่าวอย่างเป็นมิตร เพราะเห็นว่าอีกฝ่าย เป็นพระธิดาของพระปิตุลานี่เอง


"ขอบพระคุณเพคะ แต่ตัวหม่อมฉันนี้ มิอาจที่อยู่ในเมืองได้ชั่วคราว และหม่อมฉันก็ต้องการ ที่จะชมดอกไม้ที่สวยงามเพคะ" อรสุดากล่าวขอบคุณ ก่อนจะกล่าวถึงความปรารถนาของนาง ให้พญายักษ์ทราบ


"งั้นรึ? ได้สิ เพราะข้าก็เพิ่งสั่งให้ทหาร ไปเรียกมัจฉานุอยู่พอดีเลยล่ะ" "มัจฉานุ?" หญิงสาวกล่าว อย่างนึกฉงนใจ เมื่อพญาอสุราแห่งบาดาล ได้เอ่ยถึงผู้ที่นาง ไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อนนี่เอง ก่อนที่ร่างบางจะได้รับคำตอบ


 เมื่อนางได้ยินเสียงฝีเท้า ของผู้มาใหม่ ที่เดินมาจากข้างหลังของนาง ซึ่งเมื่อนางได้หันมา ก็พบว่าวานรกายสีขาวผ่อง รูปร่างหน้าของเขานั้น คล้ายกับหนุมาน จนแทบจะถอดแบบมาทุกอย่าง หากไม่ติดว่าเขานั้น มีส่วนหางคล้ายกับหางปลา


 นางก็คงจะเข้าใจผิด ว่าวานรหนุ่มผู้นี้ เป็นหนุมานไปเสียแล้ว ซึ่งวานรขาวหางมัจฉา ก็คุกเข่าลงพร้อมกับกล่าวถาม อย่างอ่อนน้อม "ข้าแต่ท่านพ่อไมยราพ ท่านเรียกลูกในครั้งนี้ ท่านมีเรื่องอันใด ให้ลูกช่วยหรือไม่ขอรับ?"


"ลูกมัจฉานุของพ่อ ตัวพ่อนี้อยากให้เจ้า ช่วยไปคุ้มครองนางไว้ ในระหว่างที่นาง กำลังชมดอกบัวในสระของเจ้านะ มัจฉานุลูกของพ่อ" พญาไมยราพ กล่าวสั่งกับโอรสของตน ซึ่งอีกฝ่ายก็รับคำ ด้วยความเต็มใจ


 ก่อนจะเดินไปหาร่างบาง และกล่าวอย่างเป็นมิตร "ท่านคือพระธิดาอรสุดาใช่ไหมขอรับ? ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวกระผมจะพาท่าน เดินชมดอกปทุม ในสระของกระผมก็แล้วกันนะขอรับ"


"ขอบใจจ้ะ มัจฉานุ" อรสุดากล่าว พลางยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะเดินตามหลัง วานรหางมัจฉาไปนั้นเอง.....


..........

.......

....

ณ ที่ค่ายกองทัพของพระราม


"พระองค์ราม! พระองค์ทรงอยู่ไหนพะยะค่ะ!!???" เสียงของหนุมาน ที่เพิ่งตื่นจากมนต์สะกด ร้องเรียกหาพระราม ที่หายไปจากพลับพลา ด้วยความตื่นตกใจ แม้แต่พระลักษณ์ พิเภก และเหล่าเสนาวานร ที่ที่เพิ่งพ้นจากมนต์สะกดเอง


 ก็พากันตามหา จนแทบจะวุ่นวาย ทั่วทั้งกองทัพ แต่อีกคนที่วายุบุตร รู้สึกเป็นห่วง และกระวนกระวายใจนั้น...นั่นคือหญิงสาว ผู้เป็นที่รักของเขาเอง ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย...เช่นเดียวกันนั้นเอง...


"อรสุดา! เจ้าอยู่ที่ไหน!!??" วานรสีขาวผ่อง ตะโกนร้องหาธิดาพญายักษ์ อย่างกังวลใจยิ่งนัก ก่อนที่ทั้งหมดในกองทัพนั้น จะพากันโศกเศร้า ที่พระรามได้หายตัวไป โดยที่ทั้งหมดนั้น ทราบสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ว่าเป็นฝีมือไมยราพนั่นเอง แม้แต่พระลักษณ์เอง ก็ถึงกับรำพึงรำพันออกมา


โอ้ว่าสมเด็จพระเชษฐา

เราจากพาราเขตขัณฑ์

ได้ยากลำบากด้วยกัน

ที่ในอารัญกันดาร

ทศพักตร์มันลักพี่นางไป

ไว้ในลงการาชฐาน

แต่พี่น้องสองคนทรมาน

ตามมาจะผลาญอสุรี

จนได้โยธาพลากร

วานรทั้งสองบุรีศรี

ยกข้ามมหาชลธี

จะต่อตีแก้แค้นแทนมัน

ยังมิทันจะได้รณรงค์

ปราบพงศ์ราพณ์ร้ายโมหันธ์

ควรหรือพวกพาลชาญฉกรรจ์

มาลอบลักทรงธรรม์พาไป

ป่านนี้พระจอมมงกุฎเกศ

จะแสนทุกข์แสนเทวษเป็นไฉน

มันจะทำลำบากตรากไว้

หรือจะฆ่าฟันให้บรรลัยลาญ

แม้นพระหริรักษ์จักรแก้ว

ล่วงแล้วสุดสิ้นสังขาร

น้องจะอยู่ไปไยให้ทรมาน

จะวายปราณตามเสด็จไปเมืองฟ้า

ให้พ้นอัปยศอดสู

แก่หมู่ไตรโลกถ้วนหน้า

รํ่าพลางแสนโศกโศกา

ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี


บัดนั้น

สุครีพหนุมานกระบี่ศรี

ทั้งสิบแปดมงกุฎเสนี

ก็โศกีรํ่ารักพระจักรา

โอ้ว่าพระปิ่นโลเกศ

พระเดชแผ่ทั่วทุกทิศา

ควรหรืออสูรพาลา

ลอบมาสะกดพระองค์ไป

เสียแรงตัวข้าเป็นทหาร

จะรักษาบทมาลย์ก็ไม่ได้

เสียทีที่มีฤทธิไกร

มาขายใต้เบื้องบาทพระสี่กร

ให้ไตรโลกนั้นล่วงติฉิน

ประมาทหมิ่นพระองค์ทรงศร

เสียชาติสุริย์วงศ์พานร

ใครห่อนจะนับว่าดี

รํ่าพลางโศกาอาลัย

ทุกหมู่พลไกรกระบี่ศรี

เสียงแซ่สนั่นเป็นโกลี

เพียงหนึ่งชีวีจะมรณา


บัดนั้น

พญาพิเภกยักษา

แสนวิโยคโศกเศร้าโศกา

อสุราค่อยได้สมประดี

จึ่งน้อมเศียรถวายอภิวาทน์

ทูลพระนุชนาถเรืองศรี

อันว่าสมเด็จพระจักรี

ใช่ที่จะม้วยชีวัน

จงระงับดับความทุกข์ร้อน

อย่าอาวรณ์วิโยคกันแสงศัลย์

ขอให้หนุมานชาญฉกรรจ์

ตามพระทรงธรรม์ไปบาดาล

อันไอ้ไมยราพอสุรา

ก็จะม้วยชีวาสังขาร

พระเกียรติสมเด็จพระอวตาร

จะแผ่พ่านไปทั่วธาตรี


เมื่อนั้น

พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี

ได้ฟังพิเภกอสุรี

ภูมีค่อยคลายโศกาลัย

จึ่งสั่งคำแหงวายุบุตร

ท่านผู้ฤทธิรุทรแผ่นดินไหว

เร่งตามพระองค์ลงไป

ยังในนคราบาดาล


"พะยะค่ะ!!" หนุมานกล่าวรับคำ อย่างหนักแน่น แต่ก่อนที่เขาจะได้ถามทาง จากพญาพิเภกนั้น ก็มีเสนาวานรผู้หนึ่ง ได้เดินเข้ามาในพลับพลา พร้อมกับเศษผ้า ที่อยู่ในมือของเขา ก่อนจะกราบทูลให้ทราบ


"ข้าแต่องค์พระลักษณ์ ข้าพระองค์ได้ไปเจอเศษผ้าผืนนี้ ที่หน้ากองทัพพะยะค่ะ" "ไหน ขอข้าดูหน่อยสิ" โหรอสุราที่ได้ฟังนั้น ก็หยิบผ้าจากมือเสนี และมองดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะร้องขึ้นมา ด้วยความตกใจ


"ห๊า!! นี่มันเศษผ้าถุง ของหลานสาวข้านี่นา!!!" "อะไรนะ!!??" ทั้งหมดพากันตื่นตกใจ เมื่อพวกเขาคิดขึ้นมาได้ ว่ายังมีอีกคน ที่หายตัวไปเช่นเดียวกับพระราม


 โดยเฉพาะหนุมาน ที่จะกังวลมากเป็นพิเศษ จนต้องขอดูผืนผ้า อย่างละเอียดอีกครั้ง ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงแหลมเล็ก ร้องขึ้นมาจากผืนผ้านั้น และมันก็พูดตามที่อรสุดา ได้กล่าวสั่งเอาไว้


"พวกท่านทั้งหลาย รีบไปช่วยพระองค์ราม จากพญาไมยราพเถิด มิเช่นนั้นแล้ว พระองค์จะสิ้นพระชนม์ในรุ่งเช้านี้!!" เมื่อสิ้นคำนั้นเอง มันก็กลับกลาย เป็นผืนผ้าธรรมดาอีกครั้ง


"....." วายุบุตรที่ถือผ้าผืนนั้น นิ่งเงียบไปซักพักใหญ่ ก่อนจะเข้าไปหาพิเภก แล้วเอ่ยถามถึงทางไปเมืองบาดาล "ท่านพิเภก ทางที่จะไปเมืองบาดาล ข้าจักต้องไปเช่นไร?"


"หนุมาน เจ้าจงไปที่สระบัวแห่งหนึ่ง ในสระบัวแห่งนั้น จะมีดอกบัวขนาดใหญ่ เท่ากงล้อรถ เจ้าจงหักก้านมัน เพราะมันคือหนทาง ที่จะไปเมืองบาดาลเถิด" พญาพืเภกกล่าวบอกทางให้


 ซึ่งเมื่อหนุมานทราบเช่นนั้น ก็ไม่รอช้า เขารีบเหาะจากกองทัพทันที ด้วยใจที่เป็นห่วงพระราม และอรสุดายิ่งนัก


"พระองค์ราม ข้าพระองค์จะช่วยพระองค์ เดี๋ยวนี้นะพะยะค่ะ...อรสุดา ข้าจะพาเจ้ากลับกองทัพ ให้ได้เลยนะ!!"


...............

........

....

ณ สระโบกขรณี


ตุบ!

"ที่นี่สินะ สระบัวที่เป็นทางไปเมืองบาดาลน่ะ"


 วายุบุตรกล่าว พลางมองไปรอบๆสระ แล้วไปเจอกับดอกบัวใหญ่ดอกหนึ่ง ซึ่งมีขนาดใหญ พอๆกับกงล้อรถ ตามที่พิเภกบอกไว้ทุกประการ หนุมานก็ไม่รอช้า รีบหักก้านปทุมยักษ์ แล้วลอดตน เข้าไปในก้านนั้นเอง...


............

.......

....

ณ กำแพงด่านปราการ


ซ่า...!

"ถึงแล้วสินะ เมืองบาดา...เอ๊ะ!?"

"เฮ้ย!! นั่นมันลิงเผือกไม่ใช่เหรอ พวกเรา!!!???"


 เหล่าเสนายักษ์ พากันร้องอย่างประหลาดใจ ที่เห็นผู้บุกรุก เป็นวานรสีขาวผ่อง แม้แต่หนุมานเอง ก็ถึงกับนิ่งไปซักพัก ก่อนจะชักตรีเพชร เข้าประจัญบานทันที โดยไม่ลังเลอะไร


บัดนั้น

ฝ่ายหมู่อสุรยักษี

เห็นวานรเผือกผู้มาราวี

ตีค่ายทำลายปราการ

ต่างตนพิโรธโกรธนัก

ฉวยชักอาวุธสำแดงหาญ

กรูกันโลดโผนโจนทะยาน

ออกไล่รอนราญวานร

พุ่งซัดอาวุธกุลาหล

ต่างตนก็ยิงธนูศร

แทงด้วยแหลนหลาวโตมร

ฟันฟอนอุตลุดวุ่นไป


บัดนั้น

คำแหงหนุมานทหารใหญ่

หลบหลีกเคล่าคล่องว่องไว

เลี้ยวไล่สังหารอสุรี

ถีบกัดฟันแทงสับสน

ด้วยกำลังฤทธิรณกระบี่ศรี

ตายยับทับกันไม่สมประดี

สิ้นพวกโยธีกุมภัณฑ์


"ฝีมือพวกเจ้าน่ะ มีแค่นี้รึ...หึ ช่างน่าขันสิ้นดี!!" โอรสพระพายกล่าวเยาะเย้ย ใส่ร่างไร้วิญญาณ ของเหล่าเสนีอสุรา ที่นอนตายกลาดเกลื่อน อย่างน่าอนาถนัก "เอาล่ะ ทีนี้ล่ะ ข้าจะไปต่อล่ะนะ..."


ตึง! ตึง! ตึง!

"แปร๋น....!!!!!!"

"เสียงนี้มัน....ช้างอย่างนั่นเหรอ!!!!"


เหลือบแลไปเห็นกุญชร

งางอนสูงใหญ่ขวางหน้า

เรียกมันครั่นครึกเป็นโกลา

สองตาดั่งแสงอโณทัย

จึ่งทำสีหนาทตวาดเสียง

สำเนียงกึกก้องแผ่นดินไหว

แกว่งตรีโลดโผนโจนไป

เข้าไล่โจมจับคชกรรม์


บัดนั้น

ฝ่ายช้างอสุราตัวขยัน

บ้าบุกอุกอาจเมามัน

วิ่งเข้าประจัญด้วยวานร


สี่เท้าถีบฉัดหางฟาด

ทำอำนาจดั่งคชไกรสร

งวงคว้างาแทงตะลุมบอน

ด้วยกำลังฤทธิรอนราวี


บัดนั้น

หนุมานผู้ชาญชัยศรี

หลบหลีกว่องไวในที

ขุนกระบี่เหยียบงาคชาชาญ

ปีนขึ้นด้วยกำลังสามารถ

องอาจหักคอคชสาร

ล้มลงกับพื้นสุธาธาร

วายปราณสิ้นชีพชีวา


"แฮ่ก...แฮ่ก...ให้ตายสิ รู้สึกว่าเมืองบาดาลนี้ ดูท่าจะมีด่านเยอะจริงๆ แต่ถึงอย่างไรเสีย ข้าจักต้องไปช่วยอรสุดา และพระองค์รามให้ได้!" หนุมานกล่าว กับตัวเขาเอง ก่อนจะเหาะเดินทางต่อไป


รวดเร็วดั่งลมพัดพาน

ถึงสถานที่ร่วมทางใหญ่

ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ

แลไปเห็นเขากระทบกัน

เป็นประกายเพลิงแรงแสงกล้า

เสียงก้องโกลาเลื่อนลั่น

เปลวพลุ่งรุ่งโรจน์ไม่มีควัน

ร้อนดังสุริย์ฉันบรรลัยกาล


"ชิ คราวนี้เป็นด่านเขากระทบ ที่เมื่อสิ่งใดเข้ามาแล้ว ก็จะบดขยี้ทุกอย่าง ให้เป็นจุณสินะ...แต่ใช้ไม่ได้กับข้าหรอก!!!!" วานรขาวกล่าวตะโกนก้อง อย่างไม่เกรงกลัวต่อความตาย ก่อนจะกระโจนใส่เขากระทบทันที


ตีนถีบมือหักด้วยกำลัง

ภูเขาก็พังลงหมด

ลั่นเลื่อนสะเทือนถึงโสฬส

เพลิงกรดดับสิ้นทันที


"นี่คงจะอีกยาวไกล กว่าจะไปถึงเมืองบาดาลได้น่ะ" หนุมานกล่าว อย่างเริ่มหงุดหงิดใจ ก่อนจะเหาะเดินทางต่อไปอีกครั้ง แต่ในระหว่างเดินทางนั้นเอง...


ฟิ้ว!!!!

"หือ!!!"

ฉัวะ!!!


 เสียงตรีเพชร ที่ได้ตัดร่างของสิ่งมีชีวิต ที่พุ่งไปที่วานรขาว อย่างรวดเร็วนั้น จนร่างที่ถูกคร่าชีวิต ได้หล่นจากฟากฟ้า แล้วนอนจมกองเลือดกับพื้น ซึ่งเมื่อหนุมานมองไปข้างล่าง เขาก็ถึงกับตกตะลึง จนพูดไม่ออกทันที


 เพราะร่างที่เขาได้สังหารนั้น เป็นร่างของยุง ที่มีขนาดใหญ่กว่ายุงทั่วๆไป โดยเจ้ายุงตัวนี้ มีขนาดใหญ่พอๆกับตัวแม่ไก่นั่นเอง "คราวนี้...เป็นยุงยักษ์อย่างนั้นเหรอ..."


หึ่ง....

ห๊า?!"


 ยังไม่สิ้นขาดคำ เขาก็ได้ยินเสียงของแมลง ที่มีเสียงดังเหมือนมาเป็นฝูง และเมื่อเขาหันมาตามเสียง ก็พบฝูงยุงยักษ์ ที่พุ่งเข้ามาใส่เขา อย่างรวดเร็ว "หึ มาเป็นฝูงรึ? ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามาเลย ไอ้พวกยุงยักษ์!!!!"


บัดนั้น

คำแหงหนุมานชาญสมร

เห็นยุงกลุ้มเข้ามาราญรอน

สองกรจับขยี้วุ่นไป


หัวบี้หัวแบนปีกขาด

ตกลงเกลื่อนกลาดไม่นับได้

ฝูงยุงก็สิ้นชีวาลัย

ด้วยฤทธิไกรชัยชาญ


"...แฮ่ก...แฮ่ก...สงสัยคงจะหมดด่านแล้วกระมั้ง ต้องรีบไปแล้วล่ะ" วานรขาวที่หอบหายใจ กล่าวกับตนเอง ก่อนเหาะต่อไปอีกครั้ง


...........

.....

...

ณ สระโบกขรณี(อีกครั้ง)


"ห๊า! สระบัวอีกแล้วรึ?!...หือ?!" หนุมานกล่าว อย่างเหนื่อยใจ เพราะเขาต้องไปเจอ กับสระบัวอีกครั้ง หากแต่คราวนี้ เขาได้พบกับหญิงสาว ที่กำลังนั่งชมดอกบัว อย่างสำราญใจยิ่งนัก ก่อนจะตะโกนเรียกนางขึ้น


"อรุสดา!!" "อ๊ะ! เจ้าวานรขาว!" อรสุดาตะโกนเรียกกลับ ก่อนที่จะถูกอีกฝ่าย วิ่งเข้าโผกอด ด้วยความดีใจยิ่งนัก ที่ร่างบางไม่เป็นอะไร ก่อนจะเอ่ยถามนาง อย่างห่วงใย


"เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" "...มะ...ไม่เป็นอะไรหรอก...แต่ตอนนี้...เจ้าต้องไปช่วยพระองค์รามนะ..." ร่างบางกล่าวตอบ ทั้งที่ตัวนางนั้น เริ่มจะหน้ามืดเข้าไปทุกทีแล้ว


 จนหนุมานตกใจ ถึงขั้นประคองร่างบาง ให้พยุงกายเอาไว้ ก่อนจะบรรจง วางร่างของนาง ลงบนขอบสระบัว ก่อนจะดูอาการ อย่างกังวลใจ และเป็นห่วงนัก


"อรสุดา...เจ้ามิเป็นอะไรนะ?" "...ข้ามิเป็นอะไร...เจ้ารีบไปช่วยเขาเถิด...ข้าดูแลตัวเองได้...." นางกล่าวปัด และกล่าวกับอีกฝ่าย เพื่อให้เขารีบไปช่วยพระราม ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป และเพื่อไม่ให้วานรขาว....


...เป็นห่วงนางไปมากกว่านี้...


"...อรสุดา..." หนุมานเอ่ย อย่างห่วงใยในตัวนาง เพราะตัวเขานั้น อยากช่วยเหลือทั้งตัวนาง และพระรามยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้นเอง เขาก็ยังคงเป็นห่วงนางอยู่ อย่างไม่เสื่อมคลาย จนกระทั่ง...


ฟิ้ว!!!

"อันตราย!!!!"

"ว๊าย!!!"


 ร่างบางถึงกับร้องเสียงหลง เมื่อถูกวานรขาว ได้อุ้มร่างของนาง ออกจากขอบสระ เพราะถูกใครบางคนได้ใช้อาวุธ จากสระบัวเข้าโจมตี โชคดีที่ทั้งคู่ไม่เป็นอะไร หากแต่อรสุดานั้น กลับเริ่มมีอาการ เหมือนจะเป็นลมเข้าไปทุกที


 จนหนุมานเอง ยังต้องเอ่ยถาม อย่างเป็นห่วงยิ่งนัก "อรุสดา ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?!" "...ขะ...ข้าไม่เป็นอะไร..." นางกล่าว พลางกุมหน้าผาก อย่างมึนศีรษะเต็มทีแล้ว ก่อนที่จะมีเสียงตวาท จากเจ้าของอาวุธ ที่ได้กระโดดโผล่มาจากสระ


แล้วร้องประกาศด้วยวาจา

เหวยไอ้พาลาใจฉกรรจ์

ตัวเอ็งมานี้จะไปไหน

ไม่กลัวชีวาจะอาสัญ

องอาจล่วงด่านกุมภัณฑ์

กูจะหั่นให้ยับลงกับกร


บัดนั้น

คำแหงหนุมานชาญสมร

เห็นลิงน้อยขึ้นจากสาคร

อ้างอวดฤทธิรอนอหังการ์

จึ่งคิดว่าวานรนี้

เหตุใดมีหางเป็นมัจฉา

รูปทรงองอาจประหลาดตา

ถ้อยคำหยาบช้าทะนงใจ

จึ่งร้องว่าเหวยไอ้ลิงเล็ก

จะเจียมตัวว่าเด็กก็หาไม่

มึงอย่าขวางหน้ากูไว้

ถอยไปให้พ้นไอ้สาธารณ์


บัดนั้น

มัจฉานุฤทธิไกรใจหาญ

ได้ฟังกริ้วโกรธคือไฟกาล

ตบมือฉัดฉานแล้วตอบไป

ถึงตัวกูน้อยเท่านี้

จะกลัวฤทธีเอ็งก็หาไม่

อย่าพักอาจองทะนงใจ

ใครดีจะได้เห็นกัน

ว่าแล้วสำแดงเดชา

พสุธาบาดาลไหวหวั่น

โลดโผนโจนรุกบุกบัน

เข้าไล่โรมรันราวี


บัดนั้น

หนุมานผู้ชาญชัยศรี

กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี

ขุนกระบี่รับระปะทะกร

เคล่าคล่องว่องไวทั้งสองข้าง

ต่างตนต่างหาญชาญสมร

ถ้อยทีถ้อยมีฤทธิรอน

ต่อกรไม่ละลดกัน


บัดนั้น

มัจฉานุฤทธิแรงแข็งขัน

ปลํ้าปลุกคลุกคลีตีประจัญ

พัลวันหลบหลีกไปในที

ถีบกัดวัดเหวี่ยงอุตลุด

ทะยานยุทธ์ไม่ท้อถอยหนี

กอดรัดฟัดกันเป็นโกลี

เปลี่ยนท่าเปลี่ยนทีรอนราญ


บัดนั้น

วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ

รบรกบุกบันประจัญบาน

เผ่นทะยานโถมถีบด้วยบาทา

ถูกมัจฉานุซวนไป

ฉวยรวบเท้าได้ทั้งซ้ายขวา

ฟาดลงกับแผ่นศิลา

ด้วยกำลังศักดาราวี


บัดนั้น

มัจฉานุผู้ชาญชัยศรี

มิได้ชอกชํ้าอินทรีย์

โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์

ผุดลุกขึ้นได้กระทืบบาท

ทำอำนาจผาดเสียงดั่งฟ้าลั่น

วิ่งผลุนหมุนเข้าบุกบัน

โรมรันไม่คิดชีวา


บัดนั้น

วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า

โถมรับกลับกลอกไปมา

หันเหียนเปลี่ยนท่าราวี


รบพลางรำพึงคะนึงคิด

สงสัยในจิตกระบี่ศรี

เหตุใดวานรน้อยนี้

จึ่งล้างชีวีไม่บรรลัย

ทรหดอดทนสามารถ

องอาจต่อสู้ด้วยกูได้

คิดแล้วจึ่งร้องถามไป

เหวยไอ้ลิงน้อยเท่าแมงวัน

เป็นไฉนมาอยู่รักษาด่าน

ไมยราพขุนมารโมหันธ์

เชื้อชาติสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์

นามนั้นชื่อใดวานร


บัดนั้น

มัจฉานุกุมารชาญสมร

ฟังความถามถึงนามกร

พงศ์พันธุ์มารดรแลบิดา

จึ่งคิดว่าวานรตัวนี้

ฤทธีองอาจแกล้วกล้า

หักด่านผ่านทางลงมา

ถึงมหานคราบาดาล

รูปกายก็คล้ายกับกู

สองหูพรรณรายฉายฉาน

หรือจะเป็นกุณฑลสุรกานต์

เหมือนมารดาสั่งความไว้

ครั้นว่าจะนิ่งเสียบัดนี้

จะแจ้งเหตุร้ายดีก็หาไม่

คิดแล้วจึ่งร้องตอบไป

ตัวเรานี้ได้นามกร

ชื่อมัจฉานุวัยวุฒิ

บุตรนางมัจฉาดวงสมร

สำรอกไว้ริมสาคร

ไมยราพฤทธิรอนได้มา

เลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม์

ให้อยู่ด่านขัณฑ์ยักษา

บิตุเรศของเราผู้ศักดา

ชื่อว่าคำแหงหนุมาน

ตัวท่านนี้เป็นวานร

นามกรชื่อไรจึ่งอาจหาญ

ล่วงมาถึงมือพระกาล

ไม่กลัววายปราณหรือว่าไร


"!!!" "...นางมัจฉา...หมายถึงท่านพี่สุพรรณมัจฉาเหรอ?..." คำตอบของมัจฉานุ ทำเอาทั้งหนุมาน และอรสุดา ถึงกับตกตะลึงทันที เมื่อทราบว่าวานรหางปลา มีบิดามารดา นามว่าอะไรบ้าง


 โดยเฉพาะธิดาพญายักษ์ ที่ดูจะตกใจมากเป็นพิเศษ เพราะนางเพิ่งจะทราบมาทีหลัง ว่าวานรขาวหางปลานั้น แท้จริงเป็นหลานของนางเอง ซึ่งมัจฉานุเอง เมื่อได้ยินร่างบาง เรียกมารดาของตนว่า'พี่'


 เขาก็ถึงกับแทบจะพูดไม่ออก เพราะเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าแม่ของเขานั้น ก็เคยเล่าเรื่องน้าของตน ที่อยู่ในกองทัพ ของผู้เป็นพ่อเช่นเดียวกัน "มัจฉานุ ที่กองทัพของพระราม มีน้าของลูกอยู่ด้วยนะ"


"นางมีดวงตาเหมือนสีเลือด นางมีนามว่าอรสุดา ถ้าเจ้าเล่าเรื่องราวของเจ้า ให้นางฟังแล้ว นางจักต้องเอ่ยนาม ของแม่นะลูกรัก" "...นี่เราเกือบลืม...คำที่แม่บอกไว้หรือเนี่ย..."


 มัจฉานุนึกเศร้า ที่ตนเกือบลืมคำ ที่มารดาของตน ได้กำชับเอาไว้ ก่อนจะเดินไปหาอรุสดา แล้วก้มกราบไหว้อย่างเคารพ ซึ่งร่างบางก็นึกตกใจเล็กน้อย


 ก่อนจะคุกเข่า และลูบหลังของนัดดา อย่างอ่อนโยน ในขณะที่หนุมานเอง ก็ดูจะดีใจมาก ที่ได้พบลูกชายของตน พลางเอ่ยเรียกบุตร อย่างอ่อนโยน "มัจฉานุลูกพ่อ ข้าคือหนุมาน พ่อของลูกเองนะ"


บัดนั้น

มัจฉานุฤทธิแรงแข็งขัน

ฟังลูกพระพายเทวัญ

ขบฟันชี้หน้าแล้วร้องไป

เหม่เหม่ดูดู๋กระบี่ศรี

มุสาพาทีก็เป็นได้

ถ้อยคำหยาบช้าไม่เกรงใจ

ใครจักเชื่อฟังวานร

แม้นหาวเป็นดาวเดือนดะวัน

ให้เห็นสำคัญประจักษ์ก่อน

เราจึ่งจะเชื่อว่าบิดร

ทหารพระสี่กรอวตาร


"มัจฉานุ! ทำไมหลาน ถึงกล่าวว่ากับพ่อของเจ้าเช่นนี้!?" อรุสดาว่ากล่าว กับหลานชาย ด้วยความตกใจยิ่งนัก แต่กลับหนุมานนั้น เขากลับหัวเราะชอบใจ ในความฉลาดของบุตรตน ก่อนจะกล่าวอย่างเอ็นดู


รับขวัญแล้วกล่าวพจนารถ

สุดสวาทของพ่ออย่าสงสัย

ว่าพลางก็เหาะขึ้นไป

อยู่ในอากาศด้วยฤทธา


หาวเป็นดาวเดือนทินกร

เขจรสว่างเวหา

เสร็จแล้วก็กลับลงมา

ยังพื้นพสุธาทันที


บัดนั้น

มัจฉานุผู้ชาญชัยศรี

เห็นประจักษ์เหมือนคำชนนี

ยินดีก็วิ่งเข้าไป

ยอกรขึ้นเหนือศิโรเพฐน์

น้อมเกศบังคมประนมไหว้

ตัวลูกไม่แจ้งประจักษ์ใจ

จึ่งชิงชัยกับพระบิดา

อันโทษนี้ใหญ่หลวงนัก

ลูกรักจักขอโทษา

อย่าให้เป็นกรรมเวรา

แก่ข้าน้อยนี้สืบไป


บัดนั้น

คำแหงหนุมานทหารใหญ่

สวมสอดกอดลูกเข้าไว้

ลูบไล้ไปทั่วทั้งอินทรีย์

รับขวัญจุมพิตแล้วพิศพักตร์

ดวงจักษุพ่อเฉลิมศรี

ซึ่งเจ้าต่อยุทธ์บิดานี้

เพราะมิได้รู้จักกัน

ถ้อยทีถ้อยรักษาตัว

ด้วยกลัวชีวาจะอาสัญ

อันซึ่งผิดพลั้งทั้งนั้น

ไม่ถือโทษทัณฑ์แก่ลูกรัก

พ่อจักอยู่ช้าก็ไม่ได้

จะรีบไปตามองค์พระทรงจักร

สังหารไมยราพขุนยักษ์

ซึ่งมันไปลักพระองค์มา

ตัวเจ้าค่อยอยู่เป็นสุขก่อน

อย่าอาวรณ์เศร้าโทมนัสสา

อันทางบาดาลนครา

แก้วตาจงบอกให้พ่อไป


บัดนั้น

มัจฉานุผู้มีอัชฌาสัย

ได้ฟังอัดอั้นตันใจ

บังคมไหว้แล้วตอบวาที

ข้อนี้ขัดสนเป็นพ้นคิด

พระบิดาจงโปรดเกศี

ด้วยพญาไมยราพอสุรี

ได้เลี้ยงลูกนี้จนใหญ่มา

พระคุณดั่งคุณบิตุเรศ

ซึ่งบังเกิดเกศเกศา

อันซึ่งจะบอกมรคา

ดั่งข้าไม่มีกตัญญู

บิดาลงมาทางไหน

ทางนั้นจะไปยังมีอยู่

จงเร่งพินิจพิศดู

ก็จะรู้ด้วยปรีชาชาญ


"งั้นรึ พ่อขอบใจเจ้ามากนะ พ่อคงต้องไปก่อน แต่เรื่องอรสุดา น้าของเจ้า พ่อขอฝากนางไว้กับเจ้านะ" "ขอรับ ท่านพ่อ" มัจฉานุกล่าวรับคำ ของวานรผู้พ่อ อย่างไม่ลังเลอะไร เพราะเขาก็ได้รับหน้าที่ จากบิดาบุญธรรมเช่นกัน


"...ถ้าเช่นนั้น...เจ้าจงรีบไปเถิด...อย่าได้เป็นห่วงข้า..." ร่างบางกล่าว กับวานรกายขาวผ่อง ก่อนที่จะนอนสลบไป ท่ามกลางความตกใจ ของวานรสองพ่อลูก ที่เห็นนางสลบไป อย่างไม่ทราบสาเหตุนั้นเอง "ท่านน้า!!!/อรสุดา!!!"


พบตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:18
    ชอบเพลินๆดีไรท์แต่มันติดอะว่าอ่านกลอนและมาอ่านคําพูดของตัวละครและดันอ่านเป็นกลอน
    #36
    1
    • #36-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 17)
      10 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:56

      ขอบคุณค่ะ กลอนในนิยายนี้ เป็นกลอนที่ไรท์หาจากในเน็ตค่ะ (^ ^;)
      #36-1
  2. #35 I_love_Chanyeol (@I_love_Chanyeol) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:58
    กรี๊ดดดดดดดดด

    นางท้องแน่ๆ100%
    #35
    2