(Fic รามเกียรติ์) อรสุดาดวงขวัญ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,877 Views

  • 59 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    282

    Overall
    2,877

ตอนที่ 16 : ไมยราพลักพา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    9 ก.พ. 62

ณ เวลากลางดึกนั้น ในค่ายกองทัพพระราม


 ท่ามกลางแสงจันทร์ ที่สาดส่องลงมา ก็เผยให้เห็นร่างของหญิงสาว ที่ได้สยายเรือนเกศา ดวงพักตร์ของนางนั้น ยังคงไว้ซึ่งความงาม ที่แม้แต่จันทร มิอาจที่จะเทียมทัดได้


 หากแต่อรสุดา ยังคงกังวลใจ เรื่องพระราชบิดา ตั้งแต่ที่นางได้เห็น มงกุฎของพระชนก ที่พญาสุครีพ ได้เอามาถวายพระราม จึงทำให้ค่ำคืนนี้ นางจึงไม่ต้องการ ที่จะนอนเสียในตอนนี้ และนางยังคงเศร้าหมองอยู่ จนกระทั่ง....


"อรสุดา"

"....เจ้าวานรขาว..."


 ร่างบางหันมาทางเจ้าของเสียง จนพบหนุมาน ที่เห็นอาการของนาง เมื่อเห็นมงกุฎของทศกัณฐ์ ก็ถึงกับต้องกลับที่พักไป จนเขาต้องไปดู ด้วยความเป็นห่วง "ข้าเห็นเจ้ากลับที่พัก ข้าก็เลยตามเจ้า เพราะข้าไม่รู้"


"ว่าเจ้าจะรู้สึกเสียใจ ที่เห็นมงกุฎของพ่อเจ้าขนาดนี้น่ะ" "...งั้นเหรอ แต่ถึงอย่างไรเสีย ข้าก็ต้องยอมรับ ว่าบิดาของข้า ได้ทำให้ผู้อื่น ได้รับความเดือดร้อน จนต้องเกิดสงครามเช่นนี้"


"และท่านอาสำมนักขา...ก็คิดจะแย่งสามีของผู้อื่นอีก แต่เมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ นางกลับทำให้ท่านอาขร...ท่านอาทูษณ์...ท่านอาตรีเศียร...ต้องมาตายทุกตน..."


"แล้วยังยุยงให้ท่านพ่อ...ต้องลักพาตัวพระนางสีดา...จนเมืองลงกา...จักต้องวอดวาย..." อรสุดากล่าว อย่างเศร้าสร้อย และนางก็ยอมรับ ว่าบิตุเรศของนาง ได้สร้างความเดือดร้อน ให้กับพระรามแค่ไหน จนหนุมานต้องลูบหลัง พลางกล่าวปลอบใจ


"เจ้าอย่าได้เสียใจไปเลย ถึงข้าจะรู้ว่าเจ้า ไม่อยากให้พ่อ และเหล่าญาติพี่น้องของเจ้า ต้องตายในสนามรบ แต่ถึงอย่างไรเสีย มันคงเป็นพรหมลิขิต ที่ลิขิตให้พ่อของเจ้า และญาติวงศ์ยักษ์ทั้งหลาย ต้องวายปราณ"


"แม้แต่ข้าหรือเจ้าเอง ก็มิอาจฝืนโชคชะตาได้เช่นกัน" "...งั้นรึ แต่ข้าก็ต้องขอบใจนะ ที่ปลอบใจข้านะ" ร่างบางกล่าวขอบใจ ทั้งที่น้ำตายังนองหน้า ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มให้ ก่อนจะนึกคิดขึ้นได้ ว่าเขาต้องแจ้งแก่นาง ด้วยเรื่องสำคัญบางอย่างด้วย


 เขาจึงรีบกล่าวกับนางทันที "อ๊ะ! จริงสิ! พระองค์รามทรงมีรับสั่ง ให้ข้าไปเรียกเจ้ามาน่ะ" "เอ๊ะ?" เมื่ออรสุดาได้ฟัง นางก็บังเกิดความงุนงง จนต้องเดินตามหลังหนุมานไป...


............

.......

....

ณ พลับพลา


"เจ้ามาแล้วรึ อรสุดา" พระรามเอ่ยกับร่างบาง ที่ได้เข้ามาในพลับพลา เช่นเดียวกับหนุมาน ซึ่งนางก็นั่งพับเพียบ ก่อนจะกล่าวถาม อย่างสงสัย "ข้าแต่พระองค์ราม ท่านมีเรื่องอันใด ให้หม่อมฉันช่วยหรือไม่เพคะ?"


"ไม่มีหรอก แต่วันนี้เราฝันประหลาดน่ะ" "ฝันเรื่องอะไรเพคะ?" อรุสดากล่าวถาม อย่างแปลกใจ ซึ่งพระรามก็เล่าให้นางฟัง


ว่าพระสุริยาทรงกลด

หมดเมฆมลทินฉายฉัน

อสุรินทร์ราหูชาญฉกรรจ์

จู่จับคาบคั้นพาไป

แล้วว่าพระองค์ยื่นหัตถ์

หักฉัตรชั้นพรหมโลกได้

อันพระบาทยุคลภูวไนย

ไปยังพิภพนาคินทร์


"อืม...ความฝันนี้ประหลาดนัก พระองค์ได้ถามท่านอาพิเภกหรือยังเพคะ?" "เราได้เล่าให้เขาฟังแล้วล่ะ เขาบอกว่าราหูที่อมพระอาทิตย์นั้น ก็คือไมยราพ เจ้านครเมืองบาดาล ที่จะลักพาตัวเราน่ะ" "พญาไมยราพ!!"


 คำของร่างบางนั้น ทำเอาทุกคน พากันมองนางเป็นตาเดียว โดยเฉพาะองคต ที่อดสงสัยไม่ได้ ว่านางได้รู้จักเขาอย่างไร ก่อนจะเอ่ยถามถึงพญายักษ์ตนนี้ "อรสุดา เจ้ารู้จักมันด้วยรึ?"


"พะ...เพคะ เขาเป็นโอรสของท้าวมหายมยักษ์ กับนางจันประภา และเขาเป็นพระนัดดา ของท่านท้าวสหมลิวันน่ะเพคะ" "ท้าวสหมลิวัน เป็นผู้ใดกันรึ?" พระลักษณ์เอ่ยถาม ด้วยความอยากรู้ ซึ่งนางก็เล่าให้ทุกคนทราบ


"ท่านท้าวสหมลิวัน เป็นอสูรวงศพรหมน่ะเพคะ แต่เดิมเคยปกครองเกาะรังกามาก่อนน่ะ" "เกาะรังกา? หมายถึงกรุงลงกาในอดีตรึ?" พระรามเอ่ยถาม ด้วยความสนใจ ร่างบางก็พยักหน้า "แต่ข้อนี้อาสงสัยนัก ในเมื่อเขาเคยปกครองเกาะนี้มาก่อน แต่เหตุใดถึงต้องลงมาปกครอง ที่เมืองบาดาลเล่า?"


 พญาสุครีพเอง กล่าวถาม อย่างนึกข้องใจ ถึงสาเหตุที่พระอัยกา ของพญาไมยราพ ถึงต้องย้ายจากเกาะรังกา มาอยู่ที่เมืองบาดาล อรสุดาจึงเล่าอธิบายให้ฟัง


"...เพราะเขาต้องหนีภัย จากพระนารายณ์น่ะ" "!..." คำตอบของนาง ทำเอาทุกคน ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่หนุมานจะเอ่ยถาม ถึงความสัมพันธ์ ของสองเมืองยักษ์นี้


"...งั้นรึ แล้วว่าแต่...สองเมืองนี้น่ะ เคยช่วยเหลือกัน อะไรหรือไม่?" "ก็มีอยู่นะ แต่เป็นสมัยอดีตน่ะ ท่านท้าวสหมลิวัน ได้ขอร้องให้ท่านปู่ลัสเตียน เข้ามาช่วยเหลือเขา ตอนที่รบกับพญากาลนาคน่ะ"


"พญากาลนาค? เขาเป็นพญานาคใช่หรือไม่?" นิลนนท์เป็นฝ่ายถามบ้าง ซึ่งนางก็พยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเล่าให้ฟังอีกครั้ง โดยไม่ต้องรอ ให้ทุกคนได้ถามอีก


"อื้ม สงครามครั้งนั้นน่ะ เป็นฝ่ายท่านปู่ที่ชนะ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะสังหารฝ่ายศัตรู พญากาลนาค ก็เลยมอบพระนางกาลอัคคี ให้กับท่านพ่อ ตอนแรกได้มอบให้กับท่านปู่ แต่เพราะท่านปู่มีมเหสี และเหล่านางสนมกำนัล และท่านก็เริ่มอายุมากแล้ว"


"ท่านปู่ก็เลยมอบให้ท่านพ่อน่ะ แต่เมื่อท่านพ่อของข้า ได้ขึ้นครองเมือง แทนท่านปู่ไปแล้ว ทางเมืองบาดาล...ก็ไม่ค่อยได้พบปะพูดคุย กับทางเมืองเราอีกเลยน่ะ..." อรสุดาเล่า อย่างแผ่วเบา


 เมื่อนางได้ทราบเรื่องอดีต เกี่ยวกับความสัมพันธ์ ของเมืองบาดาล และเมืองกรุงลงกา จากปากของเปาวนาสูร ที่เล่าให้นางฟัง ซึ่งนั่นทำให้พระราม ทำท่ากำลังคิด ก่อนจะเอ่ยถาม ถึงวิธีป้องกันตนจากเจ้านครบาดาลตนที่ ๓ นี้


"ท่านพิเภก เท่าที่เราฟังจากปากของนางแล้ว ดูท่าสองเมืองนี้ คงจะเป็นเมืองพี่เมืองน้อง และเจ้าไมยราพตนนี้ ก็ดูจะมีฤทธิ์เดชไม่น้อย เจ้าทศกัณฐ์คงอยากให้มัน จัดการกับเราก็ได้ ท่านจะมีวิธีใดบ้าง พอจะป้องกันเจ้ายักษ์ตนนี้ได้?"


"เรื่องนี้พระองค์อย่าได้วิตก เพราะถึงพระองค์ จะถูกลักพาตัวไปก็จริง แต่เมื่อมีดาวประกายพฤกษ์ นั่นหมายความว่าพระองค์ ได้หมดเคราะห์ และมีชัยเหนือยักษ์ทั้งปวงพะยะค่ะ" พิเภกกล่าวตอบ


เมื่อนั้น

พระตรีภูวนาถทรงศร

ได้ฟังพิเภกพยากรณ์

ภูธรจึ่งมีบัญชา

ตรัสสั่งลูกพระสุริยัน

จงเกณฑ์กันพิทักษ์รักษา

นั่งยามตามไฟตรวจตรา

ไปกว่าจะรุ่งราตรี


บัดนั้น

หนุมานผู้ชาญชัยศรี

ได้ฟังบัญชาพระจักรี

ชุลีกรสนองพระโองการ

อันตัวของข้าผู้รองบาท

ก็นับว่าเป็นชาติทหาร

จะขออาสาพระอวตาร

ป้องกันภัยพาลกุมภัณฑ์

มิให้มันล่วงเข้ามาได้

ถึงองค์ภูวไนยรังสรรค์

ทูลแล้วถวายบังคมคัล

ทั้งสุครีพนั้นก็ออกมา


ยืนอยู่ท่ามกลางโยธี

ชุลีกรเหนือเกล้าเกศา

หลับเนตรร่ายเวทอันศักดา

นิมิตกายาวานร


สูงจดภวัคพรหมาน

ใหญ่เท่าจักรวาลสิงขร

เบื้องตํ่าใต้พื้นดินดอน

หยั่งถึงสาครรองดิน

หางวงเป็นปราการล้อม

โอบอ้อมโยธาไว้สิ้น

อันพลับพลาแก้วโกมิน

ขุนกบินทร์เอาไว้ในอุรา

อ้าโอษฐ์ออกเป็นทวาร

ใบบานปิดเปิดนั้นชิวหา

พิเภกกับพระลักษมณ์อนุชา

นั่งรักษาองค์พระจักรี

สุครีพนั้นเป็นนายประตู

คอยดูโยธากระบี่ศรี

เข้าออกตรวจตราทุกที

มิให้ไพรีปลอมปน

อันสิบแปดมงกุฎเสนา

สารวัดตรวจตรากุลาหล

จุกช่องกองเพลิงทุกตำบล

หมู่พลตีฆ้องกระเวนกัน


"อื้ม แบบนี้ก็เข้าท่านะ...อ๊ะ! อรสุดา เจ้าอะไรหรือเปล่า?" พระลักษณ์กล่าว อย่างนึกชื่นชม ในความคิดของหนุมาน ก่อนจะเอ่ยถามอรสุดา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่าย ดูมีอาการแปลกๆ แต่นางก็ส่ายหน้า พลางยิ้มให้ ก่อนจะกล่าวตอบ อย่างไม่คิดอะไร


"...อ๋อ! ไม่เป็นหรอกเพคะ หม่อมฉันยังพอไหวอยู่เพคะ" "ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็อยู่ในพลับพลาก่อนเถิดนะ หลานรักของอา" พญาโหรยักษ์ กล่าวกับหลานสาว อย่างนึกเป็นห่วงยิ่งนัก


"ขอบพระคุณเพคะ ท่านอาพิเภก ถ้าเช่นนั้นแล้ว หลานก็ขออยู่รับใช้ ทั้งสองพระองค์ก่อนนะเพคะ" ร่างบางกล่าวขอบคุณ กับอสุราผู้เป็นอา ก่อนที่นางจะปฎิบัติหน้าที่ของนางต่อไป...


............

........

....

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง


"หลานอรสุดา เจ้าจะพักผ่อนหรือไม่?" พิเภกกล่าวถามอีกครั้ง เมื่อเห็นว่านัดดา มีอาการแปลกๆ ประหนึ่งว่าจะเป็นลมทันที แต่ถึงกระนั้นเอง นางก็ยังคงกล่าวปฎิเสธ อยู่เหมือนเดิม


"มิเป็นไรหรอกเพคะ ท่านอาพิเภก หลานมิเป็นไรมากนัก...ว่าแต่ว่า ทำไมข้างนอกถึงเงียบจังเลย เมื่อครู่นี้ก็เสียงดังแท้ๆ แต่นี่กลับเงียบมาก จนดูผิดปกติ...อ๊ะ! ท่านอาเพคะ!?"


 อรสุดากล่าวอย่างนึกสงสัย เพราะข้างนอกที่เสียงดังนั้น แต่จู่ๆกลับเงียบลง แต่นางก็ถึงกับร้องออกมา ด้วยความตกใจ เมื่อเห็นพญาพิเภก ได้ล้มไปนอนกับพื้น พร้อมกับพระลักษณ์ ที่ได้หลับใหลลง ยกเว้นแค่นางเท่านั้น ที่ไม่เป็นอะไรเลย


 หากแต่ธิดาพญายักษ์นั้น ยังคงนึกสงสัย จนถึงกับเอ่ยถามกับตนเอง "...นี่มันเกิดอะไรขึ้น...เหตุใดทุกคนถึงได้...พากันหลับใหลเช่นนี้...?" "นั่นเป็นเพราะยาสะกด ที่ข้าได้ปรุงขึ้นมาอย่างไรล่ะ" "!!!"


 อรสุดาถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียง ของผู้ที่ได้รับเชิญ ดังมาจากข้างหลังของนาง ก่อนที่จะหันไปทางต้นเสียง จนไปพบกับพญายักษ์ตนหนึ่ง ที่มีกายสีม่วงอ่อน ดวงเนตรเหมือนตาจระเข้ ทำเอาร่างบางนั้น ถึงกับตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยนามของยักษ์ตนนี้ขึ้นมา


"!!!....พญาไมยราพ..." "เจ้าคืออรสุดา ธิดาของท่านลุงทศกัณฐ์สินะ? ข้าได้ข่าวจากท่านลุง ว่าเจ้าถูกฝ่ายศัตรู จับเจ้ามาเป็นเชลย ข้าก็เลยมาช่วยเจ้า พร้อมกับจับพระรามน่ะ"


 พญาไมยราพเอ่ยถาม ก่อนจะกล่าวอธิบาย ให้อีกฝ่ายฟัง แต่นั่นทำให้ร่างบาง ถึงกับวิตกกังวล เพราะการกระทำของไมยราพนี้ มันหมายถึงการนำความตาย มาสู่ตัวเขาโดยแท้


 แต่นางก็ไม่รู้ ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ก่อนจะกล่าวเหมือนจะเห็นด้วย แม้ในใจของนาง จะไม่เห็นด้วยก็ตาม "...อะ...อื้ม ข้าเองก็อยากเป็นอิสระ จากกองทัพนี้อยู่น่ะ แต่ติดตรงที่ข้า ได้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาไปแล้ว ดังนั้น ข้าจึงอยากขอ อยู่ที่เมืองของท่าน อยู่ชั่วคราวเพคะ"


"เอ๊ะ!? เจ้าจะไม่กลับเมืองหรือเนี่ย...แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าต้องการเช่นนี้แล้ว ข้าก็ไม่รู้จะขัดอย่างไร ข้าจะอนุญาตให้เจ้า อยู่เมืองของข้า เป็นเวลา ๓ วันก็แล้วกันนะ" "ขอบพระคุณมากเพคะ ท่านพญาไมยราพ"


 ร่างบางกล่าวขอบคุณ ที่พญาอสุราได้อนุญาต ให้นางได้อยู่ในนครชั่วคราว ก่อนจะเหาะออกจากกองทัพ ตามพญาไมยราพ ที่ได้อุ้มพระรามไปแล้ว ก่อนที่นางจะหันมา มองลงข้างล่าง ซึ่งมีเหล่าเสนาวานร ที่พากันหลับใหล เพราะโดนมนต์สะกด


 รวมไปถึงหนุมาน ที่อุตส่าห์ขยายกายให้ใหญ่โต เพื่ออมพลับพลาปกป้องนายเหนือหัว ก็ยังถูกเวทมนต์ของไมยราพ เข้ามาเล่นงานไปอีกตน ก่อนจะแอบฉีกผ้าถุงของนาง เป็นผ้าผืนเล็กๆมา ๑ ผืน ก่อนจะโยนมันลงไปพื้นล่าง พลางแอบกล่าวสั่งเอาไว้


"เจ้าผ้าผืนน้อยเอ๋ย เจ้าจงแจ้งให้พวกเขาทราบ ว่าพระองค์ราม ได้ถูกลักพาตัวเสียแล้ว ให้รีบไปตามช่วยเหลือเถิด"


 เมื่อนางกล่าวสั่งจบ ก่อนจะเหาะตามไมยราพไป โดยที่เจ้านครบาดาล มิได้ทราบถึงเรื่องนี้เลย....


พบตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #34 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:03
    คงจะเป็นเช่นนั้นค่ะ
    #34
    0
  2. #33 Your_Cat (@Your_Cat) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:56

    อรสุดาท้อง?? ถ้าพี่หนุมานตื่นคงเป็นบ้าเพราะเมียหาย
    #33
    0