(Fic รามเกียรติ์) อรสุดาดวงขวัญ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,866 Views

  • 59 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    271

    Overall
    2,866

ตอนที่ 14 : เชษฐาส่งสาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 289
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    23 ม.ค. 62

วันต่อมา


"เฮ้อ...แย่จริงๆเลย ถ้าเรารู้ว่าท่านอา บอกเกี่ยวกับเรา ให้พระองค์รามรู้ ป่านนี้เราก็คงต้องไม่ต้องบอกแล้ว แต่เรายังเป็นเชลยอยู่เลย...เช่นนี้ก็คงไปตามถยากรรมล่ะ (-_-)"


 อรสุดา ผู้เคยเป็นองค์หญิง แห่งเมืองมาร ที่ได้กลับกลายเป็นเชลย ให้กับฝ่ายศัตรู โดยที่นางไม่อาจ ที่จะฝืนโชคชะตาได้ นอกจากต้องยอมรับเท่านั้น


ตึก! ตึก! ตึก!

ฟุ่บ!

"ว๊าย!!!!! (0[]0)"


 อรสุดาร้องเสียงหลง เมื่อถูกหนุมาน กระโดดกอดร่างบาง อย่างรวดเร็ว เพียงแต่คราวนี้ นางกำลังทำใจ กับผลที่กำลังตามมา ซึ่งมันจะเกิดกับครอบครัวของนาง นางจึงไม่คิด ที่จะดุหรือต่อว่าเขา นั่นทำให้วานรขาว ถึงกับเอียงคอ ด้วยความแปลกใจ


 จนเขาอดที่จะเรียกไม่ได้ "นี่ นี่ นี่!" "อ๊ะ!" ร่างบางร้องอีกครั้ง หากแต่นาง ได้เรียกสติกลับคืนมา ก่อนจะเอ่ยถาม ด้วยความงุนงง "...มีอะไรรึ เจ้าวานรขาว?" "ข้าเห็นยืนเหม่อน่ะ ข้าเลยกะจะแกล้งเจ้า ให้ตกใจเล่นน่ะ แต่เจ้ากลับไม่ดุข้าเลย"


"เจ้าน่ะ ไม่สบายรึ?" วานรขาว กล่าวตอบ ก่อนเอ่ยถาม อย่างแอบห่วงๆ ซึ่งอีกฝ่ายนั้น ไม่ตอบแต่อย่างใด หากแต่นางส่ายหน้า แทนคำตอบที่ให้ไป หนุมานก็ไม่ว่าอะไร ทว่าเขาก็ดูออก


 ว่าธิดาพญายักษ์ ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสีย เหล่าญาติวงศ์ และครอบครัวของนาง ซึ่งเขาก็ไม่เอ่ยถามต่อ ด้วยเกรงว่า มันจะทำให้นาง ยิ่งเพิ่มกังวลใจ มากกว่าเดิมขึ้นไปอีก


 โอรสพระพาย จึงทำได้แค่ กล่าวปลอบใจ เพื่อให้ร่างบาง ได้สบายใจมากขึ้น "...อรสุดา เรื่องครอบครัวน่ะ เจ้าอย่าคิดไปเลยนะ ที่จริงแล้วพวกเราเอง ก็ไม่ได้คิดรุกรานก่อน หากแต่พระองค์ราม ทรงต้องการนางสีดาคืน"


"ถ้าพ่อของเจ้า ยอมคืนให้กับพระองค์แล้ว สงครามก็ไม่เกิดหรอกนะ" "...งั้นรึ...ถ้าเช่นนั้นแล้ว ข้าก็ต้องขอบใจนะ ที่เจ้าเข้าใจข้าน่ะ ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า ก็คงจะดีอยู่ไม่น้อย"


 อรสุดากล่าว อย่างเริ่มสบายใจ และก็คงจะยอม ให้อีกฝ่ายได้กอดนาง ถ้าไม่ติดว่าสุครีพ ที่กำลังจะไปหานาง ได้ผ่านมาเห็นหลานของตน กอดหลานของสหายอยู่พอดี ก่อนจะกระแอมขึ้นมา จนทั้งสองรู้สึกตัว แล้วหยุดกอดทันที


 หนุมานเอ่ยถามขึ้นมา อย่างสงสัยขึ้นมา "เอ่อ...ไม่ทราบว่า ท่านน้ามาหาหลาน ด้วยเหตุอันใดหรือเปล่าขอรับ?" "น้าไม่ได้มาหาเจ้าหรอก แต่น้ามาหาอรสุดา ด้วยพระองค์ราม ทรงมีรับสั่งให้น้า ไปตามตัวนางมาเข้าเฝ้าน่ะ"


 วานรสีแดงชาด กล่าวตอบ พลางชี้ไปที่ร่างบาง ซึ่งอีกฝ่ายนั้น ก็ดูจะงงๆอยู่ แต่นางก็เดาได้ทันที ว่าพระนารายณ์อวตาร คงจะให้นาง ไปช่วยงานอย่างแน่นอน นั่นทำให้นางต้องพยักหน้า


 ก่อนจะเดินตามหลังวานรสีชาด โดยทิ้งให้วานรขาว ต้องยืนนิ่งทันที....


..........

.......

....

ณ พลับพลา


 เมื่ออรสุดา ได้เดินเข้ามา พลางนั่งพับเพียบ และก้มกราบถวายบังคม พระอวตารสี่กร ก็กล่าวรับสั่งกับนางทันที โดยที่ไม่ต้องรอ ให้อีกฝ่ายได้เอ่ยถามใดๆ "อรสุดา เรามีงานจะให้เจ้าทำ ร่วมกับองคต พี่ชายของเจ้า"


"โดยองคตกับเจ้า ต้องอ่านสารไปให้ทศกัณฐ์ บิดาของเจ้า เพื่อให้คืนนางสีดาแก่เรา หากเขายอมคืนนาง สงครามก็จะไม่เกิด แต่ถ้าเขาไม่คืน เราก็ทำค่อยศึกกับเขาไป โดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้" "เพคะ ตัวหม่อมฉันเอง ก็ไม่ต้องการ ให้ใครมาเดือดร้อนเช่นกันเพคะ"


 หญิงสาว กล่าวรับคำ โดยที่ไม่ลังเล และก่อนไปนั้น นางก็เปลี่ยนชุด โดยจากชุดของเชลย เปลี่ยนมาเป็นชุดที่งดงาม ให้สมกับที่นาง เป็นธิดาของพญายักษ์ เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จแล้ว นางก็เดินออกไปข้างนอก ก่อนจะเหาะขึ้นฟ้า ตามองคตผู้พี่ไป


............

........

.....

ณ ประตูเมืองลงกา


ตุบ

ตุบ


 เสียงเท้าที่ลงบนพื้น ของสองพี่น้องต่างบิดา เมื่อพวกเขา ได้เหาะลงมาจากฟากฟ้า สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้น เป็นประตูบานใหญ่ ที่หน้าประตู มีเขียนชื่อเมืองสลักไว้ เป็นสิ่งที่บ่งบอก อย่างแน่ชัด


"โห... ดูท่าเมืองลงกา คงจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ จากพระวิษณุกรรมสินะ" องคตกล่าวอย่างอึ้ง ในความสวยงามของเมือง แม้ว่าเขาจะไม่ได้เห็น ในประตูเมืองก็ตาม ซึ่งร่างบางก็พยักหนเา แทนคำตอบมอบให้ แก่ผู้เป็นพี่ชาย


"ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปเรียก ทหารที่เฝ้าประตูหน่อยนะ" "เพคะ" อรสุดากล่าวรับคำ ก่อนจะเดินไปที่หน้าประตู แล้วใช้มือบาง เคาะประตู ๓ ครั้ง พลางตะโกนเรียก เหล่าเสนาที่เฝ้าประตูไปพลาง


ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

"นี่! นี่เราเอง อรสุดา พวกท่านช่วยเปิดประตู ให้เราเข้าหน่อยเถิด"

ฟิ้ว....


 สิ่งที่ได้รับ กลับเป็นไร้เสียง ของเหล่าเสนายักษ์ พวกดขารู้ตัวดี ว่าคนที่นางพามาด้วย เป็นทหารของฝ่ายศัตรูนี่เอง แม้ว่านางจะพยายาม ที่จะตะโกนเรียกไปหลายครั้ง


 แต่มันกลับไม่เป็นผลเลย จนในที่สุด คนที่เริ่มหมดอดทน ก็คือวานรเขียว ผู้เป็นพี่ของนางเอง จนขั้นตวาทใส่เหล่าเสนาทันที "หนอย...พวกเจ้า!! กล้าท้าทายข้าแบบนี้รึ!? ได้!!! ในเมื่อพวกเจ้าต้องการแบบนี้ ข้าก็จะสนองให้!!!!!!"


กายนั้นใหญ่เท่าพรหมาน

สูงตระหง่านเงื้อมงํ้าเวหา

สองมือบังดวงพระสุริยา

ลงกามืดคลุ้มชอุ่มควัน


"เอาแล้วไง ชักจะเริ่มเป็นเรื่องร้าย ขึ้นมาแล้วล่ะทีนี้... (=_=;;)" อรสุดา คิดอย่างวิตก เพราะไม่นึกเลย ว่าการกระทำ ของเหล่าทวารบาลนั้น ได้ทำให้องคตผู้พี่ เริ่มเอาจริงขึ้นมาแล้ว และตัวนางเอง ก็ไม่รู้จะห้ามพี่ได้อย่างไรอีกด้วย


 ในขณะที่นาง กำลังวิตกกังวลนั้นเอง "นั่นใค...ห๊า!? พระธิดาอรสุดา!!!!" "หือ!?" ร่างบางถึงกับสะดุ้ง จนต้องหันหลังมา จึงพบว่าเจ้าของเสียง เป็นเปาวนาสูร ซึ่งเป็นหนึ่งในสองพี่เลี้ยง ของพญาทศกัณฐ์ ผู้เป็นบิดาของนางนั่นเอง


"ทะ...ท่านเปาวนาสูร..." "เกิดอะไรขึ้นรึพะยะค....ห๊า!?" ยักษ์เสนาสีขาว กล่าวถามได้ไม่ทันไร เขาก็ถึงกับนิ่งไปทันที


ครั้นถึงแลเห็นวานร

สำแดงฤทธิรอนแกล้วกล้า

กายนั้นสูงเงื้อมเมฆา

จึ่งมีวาจาถามไป

เหวยเหวยดูราพานรินทร์

ถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ไหน

นามกรของเอ็งชื่อใด

เหตุไรมาทำดั่งนี้


เมื่อนั้น

หลานท้าวหัสนัยน์เรืองศรี

ได้ฟังจึ่งตอบวาที

ตัวกูนี้ชื่อว่าองคต

เป็นทูตสมเด็จพระอวตาร

ฤทธิไกรชัยชาญดั่งจักรกรด

จำทูลราชสารพระทรงยศ

มาถึงทศพักตร์อสุรี

หมู่มารมันปิดประตูไว้

ไม่ให้ไปแจ้งสารศรี

เอ็งจงเร่งเปิดออกโดยดี

กูนี้จะด่วนเข้าไป

ว่าขานแก่องค์พญายักษ์

หวังจักระงับศึกใหญ่

มิให้ลำบากยากใจ

แก่หมู่ไพร่พลโยธา


บัดนั้น

ฝ่ายเปาวนาสูรยักษา

ได้ฟังจึ่งตอบวาจา

ท่านเป็นทูตาก็แจ้งใจ

จงหยุดอยู่นอกพระนคร

จะด่วนเข้ามาก่อนยังไม่ได้

ตัวของเรานี้จะกลับไป

ทูลไทปิ่นเกล้ากุมภัณฑ์


ว่าแล้วกำชับทวยหาญ

จงรักษาทวารไว้ให้มั่น

สั่งเสร็จก็รีบจรจรัล

มาพระโรงคัลรูจี


................

............

.......

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง


"เอ๋....นี่ท่านเปาวนาสูร ไปนานขนาดนี้รึเนี่ย" อรสุดาเอ่ยขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเสนายักษ์ ได้เดินเข้าเมือง เป็นนานแล้ว พร้อมกับที่วานรเขียวเอง ก็เริ่มจะมีน้ำโหบ้างแล้ว แต่แล้วทั้งสองนั้น ก็ต้องงุนงงทันที


 เพราะสิ่งที่ออกจากประตูนั้น เป็นเหล่านางสนมกำนัล ที่ได้เดินขนมคาวหวาน มาหาทั้งสองพี่น้อง โดยมีนางกำนัล ได้นั่งกราบบังคม ก่อนจะบอกให้ทั้งสองทราบ


"ข้าแต่พระธิดา พระโอรสเพคะ พวกหม่อมฉันนี้ ได้รับบัญชา จากพระนางมณโฑ ผู้เป็นพระชนนี้ ของพวกท่าน ให้นำขนมเครื่องคาวหวาน มามอบให้พวกท่านทั้งสองนะเพคะ"


เมื่อนั้น

องคตผู้ปรีชาหาญ

ฟังนางอสุรีแจ้งการ

จึ่งกล่าวพจมานตอบไป

ตัวเราจำทูลสารา

มาเจรจาความเมืองเป็นข้อใหญ่

อันรูปรสกลิ่นเสียงนี้ไซร้

กูไม่มีความยินดี

ตั้งใจจะเอาราชการ

องค์พระอวตารเรืองศรี

เอ็งจงไปทูลพระชนนี

ว่ากูนี้ถวายบังคมมา


"เอ่อ...เรื่องขนมคาวหวานพวกนี้น่ะ อันนี้เราต้องขอบใจ แก่พระมารดาของเรายิ่งนัก ที่นางทรงให้พวกเจ้า นำมาถวายแก่เรา และพระเชษฐา แต่ข้าก็ต้องขอโทษด้วยนะ"


"เพราะเรากับพระเชษฐา ได้รับคำสั่งจากพระองค์ราม ให้ไปอ่านแก่พระบิดาของเรา วันนี้เรามิอาจกินเครื่องคาวหวานได้ ดังนั้น พวกเจ้าจงเอาไปถวายคืน แก่พระมารดาของเราเถิดนะ นี่เห็นแก่เราด้วยเถิด"


 อรสุดากล่าวขอบใจ ในตัวพระมารดา ที่อุตส่าห์เป็นห่วงนาง และพระเชษฐาวานร แต่ถึงกระนั้นเอง นางก็ยังนึกถึง สถานะความเป็นอยู่ ในปัจจุบันของนาง รวมถึงหน้าที่ ที่ได้รับมา นางจึงกล่าวปฏิเสธ แต่เป็นการปฏิเสธ ที่ต้องถนอมน้ำใจผู้ให้ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนั้น เสียความรู้สึกนั่นเองบ


บัดนั้น

จึ่งนางสาวใช้ถ้วนหน้า

ได้ฟังลูกเจ้ากล่าววาจา

กัลยาก็ทูลสนองไป

อันซึ่งพระองค์มาสื่อสาร

จะระงับดับการศึกใหญ่

ฝ่ายพระชนนีก็ดีใจ

จึ่งใช้ข้ามาเฝ้าทรงฤทธิ์

แม้นว่าพระองค์ไม่เสวย

ไหนเลยข้าบาทจะพ้นผิด

ว่าพลางทางถดเข้าให้ชิด

ใส่จริตชายเนตรเป็นที


"แย่ล่ะ เริ่มไม่ดีมากกว่าเดิมแล้วไง (-_-;;;;)" ธิดาพญายักษ์ ถึงกับเหงื่อแตกทันที เมื่อเห็นว่านางกำนัลทั้งหลาย ยังคงไม่ยอมออกไป จากตัวนางและองคต และวานรเขียว ผู้เป็นหลานพระอินทร์ ก็เริ่มหมดความอดทน จนสุดที่จะทนได้อีกต่อไป


ตึง!!!

"นั่นไง!!!! (=[]=;;;)"


บัดนั้น

องคตหลานท้าวโกสีย์

ได้ฟังคำนางอสุรี

เย้ายี้พิไรเจรจา

กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกัลป์

ฉวยชักพระขรรค์ออกเงื้อง่า

กระทืบบาทผาดเสียงเป็นโกลา

เหม่อี่มารยาพิราใน

ไม่กลัวชีวิตจะวอดวาย

มาอุบายเซ้าซี้ฉะนี้ได้

ว่าพลางโลดโผนโจนไป

เลี้ยวไล่หมู่นางอสุรี


บัดนั้น

ฝูงนางกำนัลสาวศรี

ตกใจไม่เป็นสมประดี

วิ่งหนีหลบหลีกพัลวัน

เครื่องอานพานทองก็ตกกลาด

ร้องตรีดหวีดหวาดตัวสั่น

บ้างล้มปะทะปะกัน

สารพันกระจัดพลัดพราย


บัดนั้น

ฝ่ายหมู่อสุราทั้งหลาย

ปิดประตูลงกลอนวุ่นวาย

ไพร่นายช่วยกันเป็นโกลา


เมื่อนั้น

องคตยศไกรใจกล้า

จึ่งร้องว่าเหวยอสุรา

ไปแจ้งกิจจาพญามาร

เจ้ามึงบัญชาว่ากล่าว

เรื่องราวเป็นไฉนไม่บอกขาน

ให้กูอยู่ท่าช้านาน

ไม่เปิดทวารด้วยอันใด

ประตูเมืองมึงแต่เพียงนี้

ไหนจะทนฤทธีกูได้

จะเอาแต่เท้าซ้ายป่ายไป

ก็จะพังลงไม่พริบตา

ว่าแล้วก็ทำสิงหนาท

สำแดงอำนาจแกล้วกล้า

โลดโผนโจนถีบด้วยบาทา

ทวาราหักล้มระทมไป

เสียงสนั่นครั่นครื้นทั้งเมืองมาร

พสุธาสะท้านสะเทือนไหว

ขุนกระบี่กวัดแกว่งพระขรรค์ชัย

ไล่นายประตูเป็นโกลี


บัดนั้น

ฝ่ายหมู่อสูรยักษี

ความกลัวตัวสั่นไม่สมประดี

วิ่งหนีวุ่นไปทั้งเมืองมาร


เมื่อนั้น

อรสุดาเทวีโฉมศรี

ครั้นพี่วานรเข้าไล่ฟัน

พลันกล่าวตวาทไปทันใด

ดูดู๋พี่องคตแห่งตัวน้องเอ๋ย

เหตุไฉนไล่ฟันฆ่าเหล่าเสนี

ถึงขวางขัดน้องก็หาว่าไม่

แต่พี่กลับมิได้สงสารเหล่าอสุรี


"อรสุดา! เจ้าก็เห็นมิใช่รึ ว่าพวกมันน่ะ กำลังขัดขวางงานอยู่น่ะ!!" องคตกล่าวว่า อย่างฉุนเฉียวขึ้นมา แต่อรสุดาผู้น้อง ยังคงกล่าวตำหนิ อย่างไม่พอใจ ในการกระทำของผู้พี่นัก


"แต่ถึงอย่างไรเสีย ท่านก็ไม่สมควร ที่จะทำกับพวกเขาเช่นนี้อยู่ดี!!!!" ".....เชอะ!" วานรเขียว ร้องอย่างหงุดหงิด พลางสะบัดหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปในท้องพระโรง โดยทิ้งให้หญิงสาว กล่าวขอโทษ กับเหล่าเสนี ด้วยความสงสาร


"พวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง? เราต้องขอโทษ ที่ช่วยพวกท่านอะไรไม่ได้" "...มะ...ไม่เป็นไรพะยะค่ะ...แต่เจ้าลิงเขียวนั่น...มันน่ากลัวมากนะพะยะค่ะ....(๏~๏;)" พวกยักษ์กล่าว อย่างเข้าใจ แต่ก็ยังเกรงฤทธิ์ ขององคตอยู่ดี


 ซึ่งแน่นอนว่า การกระทำของเขานั้น ก็ได้ทำให้นาง ถึงกับกุมขมับ อย่างเหนื่อยใจยิ่งนัก ก่อนจะเดินเข้าไปในท้องพระโรงไป


...........

........

.....

ณ ท้องพระโรง


"เอาล่ะ พี่องคต ข้ามาถึงแล้วล่ะ...." อรสุดาที่เพิ่งเข้ามา ถึงกับยืนตะลึงค้างทันที เมื่อเห็นวานรผู้พี่ นั่งบนส่วนหาง ที่ขดให้สูงใหญ่ เทียบเท่ากับบัลลังก์ ของทศกัณฐ์ผู้เป็นพ่อ


 แต่ถึงกระนั้นเอง ด้วยความที่นาง ยังเป็นราชธิดา ของพญายักษ์อยู่ นางจึงเลือกที่จะนั่งบนพื้น แทนนั่งบนอาสน์ จนสำหรับผู้พ่อนั้น แทบจะรู้สึก ว่าบุตรีนั่งที่ต่ำไป ส่วนวานรผู้พี่นั่นเล่า ก็นั่งสูงเท่าบัลลังก์ของตนอีก ก็ให้นึกขัดเคืองใจขึ้นมา


จึ่งร้องว่าเหวยทูตา

คิดว่าใครมาแต่ไหน

มิรู้องคตยศไกร

เหตุใดจึ่งทำอหังการ

เอ็งเป็นแต่ชาติวานร

จำทูลอักษรราชสาร

ไยจึ่งหยาบช้าสาธารณ์

ฮึกหาญมิได้บังคมคัล

กูผู้สุริย์วงศ์พรหเมศ

ลือเดชทั่วภพสรวงสวรรค์

ถึงมนุษย์ครุฑนาคเทวัญ

ทั้งนั้นก็ย่อมชุลีกร


เมื่อนั้น

องคตใจหาญชาญสมร

เห็นขุนมารอ้างอวดฤทธิรอน

วานรจึ่งตอบคำไป

ดูก่อนทศพักตร์ยักษี

เอ็งอย่าพาทีหยาบใหญ่

กูเป็นทูตพระตรีภูวไนย

จะไหว้อสุราอย่าพึงคิด

จงน้อมเศียรเกล้าลงฟังสาร

โองการพระบรมจักรกฤษณ์

ว่าแล้วกระบี่ผู้มีฤทธิ์

ก็อ่านลิขิตด้วยปรีชา


ราชสารสมเด็จพระหริวงศ์

ผู้ทรงครุฑราชปักษา

เอาพญาอนันตนาคา

มาเป็นบัลลังก์อลงกรณ์

สถิตยังเกษียรชลธาร

แทบเชิงจักรวาลสิงขร

ฤๅษีเทวาวิชาธร

สโมสรแซ่ซ้องบังคมคัล

ประชุมเชิญเสด็จไวกูณฐ์

ยังประยูรจักรพรรดิรังสรรค์

มาล้างอสุราอาธรรม์

ที่มันเป็นเสี้ยนแผ่นดิน

ทรงนามสมเด็จพระราเมศ

มงกุฎเกศไตรภพจบสิ้น

หน่อท้าวทศรถภูมินทร์

เป็นปิ่นทวารวดี

อันนางสีดายุพาพักตร์

คือองค์นงลักษณ์พระลักษมี

ท้าวทศเศียรอสุรี

ไปลักเทวีมาไว้

จึ่งยกแสนยาพลากร

ข้ามมหาสาครสมุทรใหญ่

ตามมาจะผลาญชีวาลัย

แล้วมีพระทัยกรุณา

จึ่งแต่งราชทูตถือสาร

หวังประทานชีวิตยักษา

จงเชิญนางทูนเศียรอสุรา

ไปถวายบาทาพระจักรี


เมื่อนั้น

ท้าวยี่สิบกรยักษี

ฟังสารดาลโกรธดั่งอัคคี

อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

เหม่ไอ้องคตทรลักษณ์

อัปลักษณ์มืดมัวโมหันธ์

เขาฆ่าพ่อม้วยชีวัน

กลับว่าสัจธรรม์มาให้ใช้

มณโฑก็เป็นชนนี

เอ็งนี้ใช่กูจะเสียได้

สีดานั้นแม่มึงเมื่อไร

คือใครไปลักเอานางมา

ครั้งก่อนก็มีวานรน้อย

กล่าวถ้อยฮึกฮักหนักหนา

บอกว่าเป็นทูตถือสารา

สมญามันชื่อหนุมาน

อินทรชิตแผลงศรนาคบาศ

มัดมาจะพิฆาตให้สังขาร

หากคิดว่าทูตจะเสียการ

จึ่งให้ประจานแล้วปล่อยไป

กูเห็นจะตายเสียกลางทาง

เอ็งยังจะรู้บ้างหรือหาไม่

มันนี้เผ่าพงศ์วงศ์ใคร

ไอ้ลิงจังไรพนาวัน


เมื่อนั้น

หลานท้าวหัสนัยน์รังสรรค์

จึ่งตอบวาจากุมภัณฑ์

ว่าเหวยทศกัณฐ์ใจพาล

อันซึ่งคำแหงวายุบุตร

ฤทธิรุทรดั่งองค์พระสุริย์ฉาน

ลูกมึงทั้งพันก็วายปราณ

หมู่มารตายกลาดปัถพี

แกล้งให้อินทรชิตจับมา

ด้วยจะเผาพารายักษี

ยังช่างด้านหน้าพาที

ไม่มีความอายอดสูใจ

เหมือนเมื่อมึงยกไกรลาส

พระอิศวรประสาทพรให้

ไม่คิดเจียมตัวกลัวภัย

หยาบใหญ่ขอองค์พระอุมา

แล้วต้องเชิญองค์พระแม่เจ้า

ทูนเหนือเศียรเกล้ายักษา

คืนไปถวายพระอิศรา

ทั้งโลกาก็แจ้งอยู่ด้วยกัน

ครั้งนี้ไปลักอัคเรศ

พระราเมศสุริย์วงศ์รังสรรค์

พิเภกทานทัดด้วยสัจธรรม์

ก็ดึงดันขับน้องไม่ไยดี

มีแต่ทำชั่วทุจริต

ไม่คิดรักตัวยักษี

เร่งเชิญนางไปถวายพระจักรี

อสุรีจะรอดชีวา


เมื่อนั้น

ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา

ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา

จึ่งมีวาจาตอบไป

อันนางสีดาคนนี้

ลูกผัวจะมีก็หาไม่

กูไปเที่ยวป่าพนาลัย

พบเข้าร้องไห้ตามมา

สงสารจึ่งพามาด้วย

หาไม่จะม้วยสังขาร์

ที่จะส่งองค์นางกัลยา

มึงอย่าพักว่าให้ป่วยการ

กูก็ทรงศักดาวราฤทธิ์

ทศทิศเลื่องชื่อลือหาญ

ทำไมกับมนุษย์สาธารณ์

กับไอ้เดียรัจฉานทรลักษณ์

เอ็งอย่าสรรเสริญให้เกินหน้า

ใช่ว่าตัวกูไม่รู้จัก

น้องสองคนนี้จนนัก

อัปลักษณ์เที่ยวอยู่พนาวัน

คบได้แต่ไอ้เหล่าลิง

เย่อหยิ่งเจรจาโมหันธ์

สู่รู้จะสู้กุมภัณฑ์

อวดกล้าสำคัญว่าตัวดี

อันโยธีซึ่งมีฝีหัตถ์

จัดได้แต่เอ็งกระบี่ศรี

กับไอ้หนุมานอัปรีย์

สองตัวเท่านี้หรือว่าไร

พวกวานรินทร์กบินทร์ป่า

มีมามากน้อยเป็นไฉน

พาแต่เหล่าลิงมาชิงชัย

จะบรรลัยด้วยมือกุมกัณฑ์


"...ท่านพ่อ ได้โปรดอย่ากล่าวเช่นนี้เลยเพคะ" "!!!!" คำพูดของอรสุดา ที่กล่าวเตือนบิดานั้น ทำให้ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรง ถึงกับอึ้งไปทันที แม้แต่ทศกัณฐ์เอง ก็ถึงกับตกตะลึง กับคำพูดบุตรสาว ก่อนจะกล่าวตวาททันที


เหม่เหม่ดูดู๋บุตรีทรลักษณ์

อันตัวเจ้านี้เป็นลูกพ่อนี้

แต่ไฉนกล่าวเข้าข้างกับไพรี

หรือนี่พวกพานรจะหยาบช้า

เจ้าจึงว่ากล่าวว่าเป็นฉะนี้

หรือเจ้าจะเข้าศัตรูก็ว่าได้

ถึงแกล้งมารยาเอ่ยวาจา

ช่างน่าอัปยศถึงเพียงนี้


เมื่อนั้น

อรสุดาแก้วตามารศรี

ได้ฟังคำของบิตุรงศ์

เหมือนดั่งสายฟาดฟ้าทิ่มแทง

พลันชลเนตรร่วงไหล

พลางกราบบังคมอัญชลี

ข้าแต่พระบิดรของลูกเอ๋ย

เหตุไฉนกล่าวกับบุตรนี้

อันตัวลูกนี้สงสาร

เหล่าอสุรีผู้ญาติกา

พวกเขานั่นเล่าจะสิ้นชีวิต

ด้วยสงครามฆ่าฟันน่าหวั่นใจ

ทั้งเหล่าลูกเมียเขานั่น

จักต้องสูญเสียผู้ที่รักยิ่งไป

ขอพระชนกโปรดเห็นใจเหล่ายักษี

ว่าแล้วก็เงียบนิ่งไป


 องคตที่นั่งอยู่หางที่ขดนั้น เขาก็ไม่พูดอะไรไปซักพัก เนื่องจากนางได้คุยกับบิดา เมื่อเห็นว่าร่างบาง ไหยุดพูดไปแล้ว เขาจึงเริ่มเล่า ถึงสิ่งที่พญายักษ์ ต้องพบกับความอัปยศมาก่อน ให้ผู้เป็นน้องสาวได้รับรู้


"นี่ อรสุดา ข้าจะเล่าอะไรบางอย่าง ให้เจ้าฟังนะ" "เรื่องอะไรเหรอ ท่านพี่องคต?" อรสุดาเอ่ยถาม ด้วยความอยากรู้ ซึ่งวานรเขียวนั้น จึงหันหน้ามาทางทศเศียร ก่อนจะเล่าเรื่องในอดีต ของตนกับยักษ์ ให้ทุกคนได้รับรู้


เมื่อบิดากูยังอยู่นั้น

จับได้กุมภัณฑ์ตนหนึ่งไป

มันนั้นสิบเศียรสิบหน้า

กายาเหมือนเอ็งยังจำได้

ผูกมัดทรมานประจานไว้

ให้กูลากเล่นต่างปู

หากว่าเอาข้าวเดนกำนัล

ให้กินวันละปั้นจึ่งรอดอยู่

เอ็งอย่าจองหองสู่รู้

ต่อสู้ด้วยองค์พระกาล

ถึงลัสเตียนพ่อมึง

ซึ่งมีฤทธากล้าหาญ

มาช่วยก็จะม้วยวายปราณ

ไอ้สาธารณ์อย่าพักอหังการ์


"!!!!!!!" "...ทะ...ท่านพ่อ...เรื่งที่ท่านพี่องคตเล่ามานั้น...เป็นเรื่องจริงเหรอเพคะ?" ทั้งหมดต่างตกใจ แม้แต่ธิดาพญายักษ์เอง ก็ถึงกับตกตะลึง และแทบไม่เชื่อหูของตน เมื่อได้ทราบเรื่องราว ในอดีตของพ่อ


 และแน่นอนว่า พญาทศกัณฐ์นั้น ก็ถึงกับมองวานร ด้วยความเคียดแค้น เมื่อถูกลูกของอริเก่า กล่าวประจานเขา ด้วยเรื่องราว อันน่าอดสูของเขา จนถึงขั้นตะโกนสั่ง เหล่าเสนาทั้งสี่ทันที


จับไอ้องคตใจฉกรรจ์

ที่มันองอาจอหังการ์

ผ่าปากลากลิ้นวานร

ตัดกรตัดเกล้าเกศา

เสียบไว้ที่นอกทวารา

ให้สมนํ้าหน้าไอ้อัปรีย์


"ทะ...ท่านพ่อ...หยุดเสียเถิด...ลูกขอร้อง..." ร่างบางร้องห้าม พร้อมทั้งน้ำตา เพราะนางไม่ต้องการ ให้เพิ่มการสูญเสียอีก แต่ดูเหมือนว่ามัน จะไม่เป็นผลเสียแล้ว เพราะเหล่าเสนาทั้งสี่ ต่างก็วิ่งไปที่วานรเขียวผู้พี่


 พร้อมกับที่พวกเขา ได้วิ่งไปที่อรสุดา เพื่อทำการคุ้มกัน ไม่ให้หลานพระอินทร์ ได้จับตัวนางไปได้ แต่ทว่าองคต เหมือนจะรู้ตัว เขาขนดหางออก ก่อนจะใช้หางของเขา คุมร่างของนาง ให้มีลักษณะเป็นของกลมๆเอาไว้


 ก่อนจะใช้มือของเขา เข้าจัดการเสนีทั้งสี่ อย่างไม่เกรงกลัว ในขณะที่ร่างบาง ร้องกล่าวห้าม อย่างน่าสงสาร "ท่านพี่...พอเถิด...อย่าฆ่าพวกเขาเลย...น้องขอร้อง...อย่าฆ่าพวกเลย..."


 หญิงสาวเริ่มคร่ำครวญ เพราะนางเสียใจ ที่นางไม่สามารถ ที่จะห้ามพวกเขาได้เลย นางเสียใจจนนางสลบไป...ภายในหางขององคตนั้นเอง....


พบตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #31 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:22

    ได้เลยค่ะ
    #31
    0
  2. #30 Your_Cat (@Your_Cat) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:53

    ต่อค่ะต่อ กำลังลุ้นเลย
    #30
    0