(Fic รามเกียรติ์) อรสุดาดวงขวัญ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,866 Views

  • 59 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    271

    Overall
    2,866

ตอนที่ 13 : โยธาข้ามวารีสู่เขามรกต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    20 ม.ค. 62

ผ่านไป ๗ วัน


"การทำถนนครั้งนี้ ลุล่วงไปได้ด้วยดีพะยะค่ะ" การรายงานของสุครีพ ได้สร้างความยินดี แก่พระรามยิ่งนัก จนถึงกับเอ่ยสั่งทันที "ถ้าเช่นนั้น ท่านสุครีพ ท่านจงจัดทัพ สำหรับเคลื่อนทัพด้วยเถิด" "พะยะค่ะ" วานรสีชาด กล่าวรับคำบัญชา ก่อนจะเดินออกจากพลับพลาไป


.............

.........

.....

วันต่อมา


"เคลื่อนทัพได้!!!!" เสียงของสุริยบุตร ที่ได้ตะโกนสั่งนั้น ได้ทำให้เหล่าขุนกระบี่ พากันร้องโห่เสียงดัง ด้วยความฮึกเหิมใจ ก่อนจะเคลื่อนทัพ เพื่อมุ่งไปที่กรุงลงกา แต่ในขณะที่กำลังเคลื่อนทัพนั้น...


"ข้าแต่พระองค์ราม ช้าก่อนเถิดพะยะค่ะ"


 ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงของใคร ที่กำลังขับราชรถ ลงมาจากฟากฟ้า เมื่อทั้งหมดเงยขึ้นมา ก็เทพบุตรองค์หนึ่ง ขับราชรถลงมาจากฟ้า ซึ่งเมื่ออรสุดาเงยหน้ามา นางก็ดูออก ว่าเขาเป็นผู้ใด


"นั่นพระมาตุลีมิใช่รึ?" คำพูดของนาง ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งทันที ก่อนจะมองไปที่เทพบุตรหนุ่ม ที่ขับราชรถลงบนพื้น ซึ่งเทพบุตรมาตุลี ก็ลงจากราชรถ ก่อนจะกราบบังคม และอธิบายให้ทุกคนทราบ


ว่าองค์พระจอมเมรุไกร

แจ้งว่าภูวไนยทรงธรรม์

จะข้ามไปเกาะลงกา

ล้างหมู่อสุราโมหันธ์

ให้เอารถแก้วแพร้วพรรณ

คู่เวไชยันต์รูจี

มาถวายสมเด็จพระหริวงศ์

ให้ทรงไปปราบยักษี

ยังทวีปลงกาธานี

จะมีชัยแก่หมู่อสุรา

แล้วให้ข้าอยู่ฉลองบาท

ขับพิชัยราชรัถา

ปราบหมู่อสุรพาลา

ไปกว่าจะเสร็จสำเร็จการ


เมื่อนั้น

พระจักรีผู้ปรีชาหาญ

แจ้งว่าองค์ท้าวมัฆวาน

ให้รถวิมานก็ยินดี

จึ่งกล่าววาจาปราศรัย

ขอบใจหัสเนตรเรืองศรี

ทรงพระเมตตาครานี้

คุณนั้นไม่มีใครเทียมทัน


 เมื่อพระรามกล่าวจบ พระองค์จึงชวนพระลักษณ์ ให้ขึ้นราชรถ ก่อนที่กองทัพจะยกทัพต่อไป


............

......

...

ผ่านไป ๑ ชั่วโมงครึ่ง


"ตอนนี้เราก็ยกทัพ ข้ามฝั่งมาถึงแล้ว ก่อนอื่น...เราต้องหาที่ตั้งทัพ สำหรับกองทัพด้วย" พระสี่กรอวตารกล่าว ก่อนจะสั่งกับเทวดาหนุ่มผู้หนึ่ง ที่มาเข้าร่วมทัพ ก่อนจะยกทัพข้ามวารี "ประคนธรรพ เจ้าจงไปสำรวจ หาที่ตั้งทัพด้วยเถิด"


"พะยะค่ะ" พระประคนธรรพ กล่าวรับคำบัญชา ก่อนจะเหาะขึ้นฟ้า แล้วเหาะหายไป


.............

........

....

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง


 หลังจากที่พระประคนธรรพ ได้ไปเหาะตามหาชัยภูมิ ที่เหมาะแก่การตั้งทัพนั้น เขาก็กลับมา พร้อมกับที่ รายงานให้พระรามทราบ


ป่าหนึ่งสะอ้านสะอาดดี

เป็นที่สวัสดิมงคล

พ่างพื้นราบรื่นจำเริญตา

พร้อมทั้งนํ้าท่าผลาผล

ภูเขาต้นไม้ชอบกล

ควรจะพักพลพลากร


"งั้นรึ อรสุดา ตอนที่เจ้าข้ามแม้น้ำ เพื่อมาดูกองทัพแห่งเรานั้น เจ้าเคยป่าแถวนี้หรือไม่?" พระรามเอ่ยถามร่างบาง อย่างแอบนึกแปลกใจ แต่สำหรับอรสุดา นางกลับประหลาดใจ และดูงุนงงยิ่งนัก ก่อนจะตอบไปตามตรง ให้อีกฝ่ายทราบ


"เอ๊ะ!? ตอนที่หม่อมฉันมานั้น ก็ไม่เคยเห็นป่า ที่อยู่แถวนี้เลยนะเพคะ" "???" คำตอบของหญิงสาว ทำเอาพระสี่กร ถึงกับงุนงงทันที ก่อนจะเอ่ยถามพิเภก ด้วยคำถามเดียวกัน


เมื่อนั้น

พญาพิเภกยักษา

ได้ฟังพระราชบัญชา

อสุราสนองพระโองการ

อันนอกมรกตคีรี

ไม่มีป่าสนุกรโหฐาน

เห็นเจ้าลงกากรุงมาร

จะให้บันดาลไว้ด้วยฤทธิ์


 คำตอบของโหรยักษ์ ทำให้พระนารายณ์อวตาร ถึงกับทำท่านึก เหมือนจะเห็นด้วย กับคำตอบนี้ ก่อนจะบัญชากับหนุมานทันที


ตัวท่านจงให้ประคนธรรพ

มันนำกลับไปดูก่อน

พิเคราะห์ดีร้ายให้แน่นอน

จะได้ยกนิกรรีบไป


"พะยะค่ะ" พญาวานรขาว กล่าวรับคำ ก่อนจะเหาะขึ้นฟ้า ตามหลังพระประคนธรรพไป...


.............

........

....

ผ่านไป ๒ ชั่วโมง


"เอ๋...ทำไมพวกเขายังไม่มาอีกนะ อ๊ะ! พวกเขามาแล้ว แต่เอ๊ะ!? นั่นเขาถืออะไรน่ะ?" อรุสดาที่กล่าวขึ้น อย่างเป็นห่วงวานรขาว ก่อนจะมองไปเห็นหนุมาน กับพระประคนธรรพ เหาะมาแต่ไกล เพียงแต่นางสงสัย ว่าวายุบุตร ได้ถืออะไรไว้ในมือ


 จนกระทั่งนางได้รับคำตอบ ก่อนจะกรีดร้องออกมา ด้วยความตกใจสุดขีด "เจ้าลิงขาว นั่นเจ้าถื....กะ...กะ....กริ๊ดดดดดดด!!!!!!!" สิ่งที่ทำให้ร่างบาง ถึงกับร้องด้วยความตกใจ เมื่อธิดาพญายักษ์ มองเห็นหัวของยักษ์ตนหนึ่ง


 ติดอยู่มือของวานรขาว นางหวาดกลัว กับภาพที่เห็นมาก จนต้องขยับหนี เข้าไปหลบหลังอา จนทุกคนทั้งหมด พากันมองนาง ด้วยความประหลาดใจ ซึ่งพญาสุครีพ ก็เป็นคนถามพิเภก ถึงหัวยักษ์ในมือหลานชาย


"เอ๊ะ? ท่านพิเภก ท่านรู้จักยักษ์ตนนี้หรือไม่?" "อะ...อื้ม เจ้ายักษ์ตนนี้ มันชื่อภานุราช มันเป็นหนึ่งในเสนายักษ์ แห่งกรุงลงกาน่ะ และเรื่องที่หลานของข้า ต้องหวาดกลัวเช่นนี้ ข้าต้องขอโทษด้วยนะ เพราะนางไม่ชอบ กับการรบราฆ่าฟันน่ะ"


"เช่นนั้นรึ หนุมาน เจ้ายักษ์ตนนี้ มันทำอะไรแถวนี้รึ?" พระรามเอ่ยถาม กับทหารเอก ด้วยความสงสัย ซึ่งวานรขาวนั้น ก็เล่าอธิบายให้ฟัง "ข้าแต่พระองค์ราม เจ้ายักษ์ตนนี้ มันได้คำสั่งจากทศกัณฐ์"


"ว่าให้ไปเนรมิตป่า ที่เหมาะกับการตั้งทัพ เพื่อที่ว่าจะสังหารพวกเรา โดยการพลิกแผ่นดินฆ่าพวกเรา ถ้าพวกเรายกทัพมา ตั้งทัพที่ที่มันอยู่พะยะค่ะ" "อะ...อะไรกัน...ท่านพ่อสั่งให้...ฆ่าทุกคนแบบนี้เลยรึเนี่ย..."


เมื่อนั้น

พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์

ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์

ทรงธรรม์จึ่งมีบัญชา

เหวยเหวยดูก่อนประคนธรรพ

ตัวมึงอัปลักษณ์หนักหนา

กูไว้ใจใช้ไปต่างตา

ใช่ว่าจะให้ต่อตี

เพียงนี้ยังทำให้เสียการ

ไม่รู้เท่ากลมารยักษี

จะพารี้พลโยธี

ไปม้วยชีวีทั้งทัพชัย

โทษนี้ถึงสิ้นชีวัน

จะฆ่าฟันก็หาประโยชน์ไม่

แม้นอยู่จะม้วยบรรลัย

เร่งไปเสียเถิดไอ้พาลา


บัดนั้น

ประคนธรรพฤทธิแรงแข็งกล้า

ได้ฟังพระราชบัญชา

ดั่งว่าต้องแสงศรพิษ

กราบลงแล้วสนองพระวาที

อันตัวข้านี้โทษผิด

ซึ่งเมตตาไม่ฆ่าชีวิต

คุณพระทรงฤทธิ์เป็นพ้นไป

ทูลพลางถวายบังคมลา

น้ำตาแถวถั่งหลั่งไหล

คลานออกมานอกทัพชัย

เหาะไปที่อยู่ดั่งก่อนกาล


...............

........

....

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง


"น่าสงสารพระประคนธรรพนัก ไม่น่าถูกขับไล่ ออกจากกองทัพเช่นนี้เลย แต่ก็ไปตามถยากรรมล่ะนะ เฮ้อ...." อรสุดากล่าว อย่างเห็นใจ ในตัวพระประคนธรรพ ที่ถูกขับไล่จากกองทัพ แต่นางก็ยอมรับ ในสิ่งที่เขาได้ทำพลาดไป


 ก่อนจะถอนหายใจ พลางปัดกวาดไปพลางๆ อย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งองคต ได้ไปหานาง ก่อนจะเรียกนางทันใด "อรสุดา พระองค์ราม ทรงมีรับสั่ง ให้เจ้าเข้าเฝ้าน่ะ" "เอ๊ะ!? จริงรึเจ้าคะ?"


"จริงสิ เขาอยากรู้เรื่งหนึ่ง จากปากของเจ้าน่ะ" วานรกายสีเขียว กล่าวตอบ ก่อนจะอธิบายให้น้องฟัง แต่ก็บอกอะไรไม่มากนัก ก่อนจะเดินนำหน้าร่างบาง ที่เดินตามหลัง ด้วยความงุนงง ว่าพระนารายณ์อวตาร


 ต้องการอะไรจากนาง จนกระทั่ง เมื่อสองพี่น้องมาถึง พระรามก็เอ่ยถามทันที โดยไม่ต้องรอ ให้อีกฝ่ายได้ถาม "อรสุดา เราได้ยินมาว่าเจ้าน่ะ รู้จักกับทหารยักษ์ ของกรุงลงกาทุกตน จริงหรือไม่ประการใด? จงตอบเรามาเถิด"


"เอ๊ะ? อะ...เอ่อ...จริงเพคะ เพราะเวลาท่านพ่อ จะไปมาไหน ก็มักจะพาหม่อมฉัน ไปด้วยแทบทุกครั้ง โดยเฉพาะท่านเปาวนาสูร กับท่านมโหทร ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของท่านพ่อน่ะเพคะ" อรสุดากล่าวตอบ แม้จะยังงุนงง กับคำถามนี้ก็ตาม


 จนพระราม ที่ได้ทราบจากพิเภก ได้ฟังดังนั้น เขาก็ถามอีกครั้งทันที "ถ้าเช่นนั้น ข้าได้ข่าวมาว่า ที่เขามรกต ที่อยู่ไม่ไกลจากกองทัพของเรานี้ มีทหารยักษ์คุมอยู่ เจ้าพอจะทราบหรือไม่ ว่าบิดาของเจ้านั้น"


"ได้ให้เสนาตนไหน คุมอยู่ที่นั่นหรือไม่?" "เอ่อ...เท่าที่หม่อมฉันนึกออก ก็เห็นท่านพ่อ ได้ให้ท่านกุมภาสูร กับเสนายักษ์อีกร้อยตน คอยเฝ้าอยู่ที่นั่น ก่อนที่พระองค์จะยกทัพมาน่ะเพคะ"


 ธิดาพญายักษ์ ผู้รู้จักเสนาแห่งลงกา กล่าวตอบอีกครั้ง จนพระนารายณ์อวตาร เริ่มแน่ใจ จนเอ่ยขอบใจทันที "งั้นรึ ถ้าเช่นนั้น เราขอบใจเจ้ามากนะ เจ้าจงไปทำงานต่อเถิด" "พะ...เพคะ"


 อรสุดากล่าวรับคำ ก่อนจะเดินจาก อย่างงุนงงอยู่บ้าง จนนางมาเริ่มเข้าใจ เมื่อนางเห็นหนุมาน ที่ได้ออกไปข้างนอก และเขาก็กลับมา หลังจากออกไปได้ ๒ ชั่วโมง อีกทั้งนางก็ได้ทราบ ถึงสาเหตุที่พระราม ต้องถามนางถึงเสนายักษ์


 แต่นางก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากยอมรับให้ได้ เพราะนางได้ถือว่า...นี่เป็นกรรมที่บิดาของนาง ต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำแล้ว...


พบตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

0 ความคิดเห็น