ตอนที่ 9 : สมาชิกใหม่แห่งกองทัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 326
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    4 ม.ค. 62

"พระราม...คือองค์นายเหนือหัว ของท่านพ่อเหรอเจ้าคะ?" นุพาเอ่ยถาม วานรผู้เป็นบิดา ซึ่งฝ่ายที่ถูกถาม ก็พยักหน้าแทนคำตอบ "แล้วพระองค์ราม...จะให้หนูเข้าเฝ้าเหรอเจ้าคะ?"


"ถูกแล้วล่ะ เจ้าเป็นผู้เข้ามาใหม่ เพราะหนุมานรับเจ้ามา จากเมืองบาดาลน่ะ" สุครีพกล่าวตอบ ก่อนจะอธิบาย ถึงสาเหตุที่ต้องเข้าเฝ้า แต่คำอธิบายนั้น ก็ได้ทำให้เด็กสาว ที่ยังทำใจไม่ได้นั้น ถึงกับหน้าเศร้า และเงียบไปทันที


 จนหนุมาน ต้องรีบห้ามน้าของตนทันที "ท่านน้าสุครีพ! ไม่ต้องพูดหรอกขอรับ ให้นางทำใจให้ได้ก่อนเถิดขอรับ" "...นี่นางยังรับความจริงไม่ได้เหรอขอรับ? ท่านพี่หนุมาน" ชมพูพาน กล่าวพลางดูอาการ ของผู้เป็นหลานสาว


"...คงจะเป็นเช่นนั้นแหละ แต่เดี๋ยวพี่จะพานาง ไปอาบน้ำล้างตัวก่อนนะ" วานรสีขาวผ่อง กล่าวพลางอุ้มนุพา และเดินจากไป เพื่อพานางไปอาบน้ำ โดยทิ้งให้เหล่าวานร มองตามหลังของสองพ่อลูกไป


"นี่ ท่านอาสุครีพ หลานรู้สึกว่านางยังรัก เจ้าไมยราพอยู่นะขอรับ เพราะนางดูเงียบไป ตอนที่ท่านอาพูดถึงเมืองบาดาลน่ะขอรับ" องคตกล่าว เหมือนจะเข้าใจ ในอาการของเด็กสาว ซึ่งพญาวานรสีชาด ก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถอนหายใจออกมา


"...เฮ้อ...นั่นก็ไม่แปลกหรอก เพราะจากที่ทราบมาจากหนุมาน นางถูกเก็บมาเลี้ยงดู พร้อมกับพี่ชายของนาง ตั้งแต่ยังเป็นทารกน่ะ นั่นคงไม่ต้องสงสัยเลย ว่าทำไมนาง ถึงยังฝังใจตอนที่หนุมาน...กำลังจะสังหารเจ้าไมยราพอยู่..."


"แต่นางก็จะยังยอมรับได้ ว่าหนุมานน่ะ...คือบิดาแท้ๆของนางอยู่ดี" สุครีพกล่าว อย่างเข้าใจ ในความรู้สึกของหลานสาว ที่เต็มไปด้วย...ความเจ็บปวด...และความทุกข์ทรมาน...ที่มิอาจลบล้างได้เลย


..............

........

....

"เอาล่ะ เสร็จแล้วล่ะจ้า!! (^///^)" หนุมานกล่าวอย่างอารมณ์ดี เมื่อลูกสาวผู้น่ารัก ได้ห่มสไบเฉียงสีเขียวอ่อน นุ่งโจนกระเบนสีแดง แต่นางก็ยังสวมใส่เครื่องประดับ ที่เป็นสังวาลไข่มุกเหมือนเดิม เพียงแต่ที่เพิ่มเติม นางได้ทัดดอกกล้วยไม้เท่านั้นเอง


"ลูกนุพาเนี่ย น่ารักที่สุดเลยอ่ะ!" "...ขะ...ขอบพระคุณเจ้าค่ะ... (0///0)" นุพาน้อย กล่าวขอบคุณ อย่างเขินอาย กับคำชมของผู้เป็นพ่อ เพราะไม่คุ้นเคย กับการแต่งชุดให้สวยงามเช่นนี้มาก่อน เนื่องจากปกติแล้วนั้น พี่ชายของนาง มักจะแต่งชุดอย่างเรียบๆนี่เอง


"ลูกไม่ต้องอายหรอกจ๊ะ ชุดที่ลูกใส่มาน่ะ ทั้งสวยและน่ารักที่สุด ในสามโลกเลยล่ะนะ~" "โห...ท่านพี่หนุมานเนี่ย ยังอุตส่าห์ชมลูกตัวเองเลยนะ~" ทันใดนั้นวานรขาว ก็ถึงกับสะดุ้งทันที


 เมื่อได้ยินเสียงของญาติผู้น้อง ที่กล่าวแซวจากข้างนอก เมื่อเห็นว่าญาติผู้พี่ กล่าวชมบุตรสาว อย่างเกินหน้าเกินตา จนวานรสีขาวผ่อง ต้องรีบเอ็ดองคตทันที "องคต! เจ้าพูดให้มันน้อยๆหน่อยนะ!"


"ท่านพี่หนุมาน ท่านแต่งหลานนุพาเสร็จหรือยังขอรับ?" ชมพูพาน กล่าวถามหนุมาน พลางแอบมองดู ชุดที่หลานสาวสวมใส่ ซึ่งก็ดูน่ารักมากนัก จนดูน่าเอ็นดูซะเหลือเกิน


"อ๋อ! เสร็จแล้วล่ะ เดี๋ยวพี่จะพานางไปเข้าเฝ้าเอง" วายุบุตร กล่าวพลางอุ้มบุตรี และเดินออกไปข้างนอก ซึ่งชุดที่นุพาใส่ ก็ได้ดึงดูดสายตา ของเหล่าทหารวานรได้เป็นอย่างดี รวมถึงวานรขี้แกล้งด้วย


"แหม~ ท่านหนุมาน นี่ท่านจะพาลูกท่าน ไปงานในเมืองหรือไงขอรับ~" นิลราชยังคิดแกล้ง โดยการแซววานรผู้เป็นพ่อ ที่ต้องจ้องเขม้นตาทันที พร้อมกับเสียง ที่ดูน่ากลัวที่สุด ใส่วานรจอมแกล้ง "ข้าไม่ได้พาลูกไปงานหรอก แต่ข้าพาลูกไปเข้าเฝ้าต่างหาก (-_-**)"


"งั้นเหรอขอรับ? ขออภัยด้วยนะขอรับ~ แหะๆ" วานรสีน้ำไหล กล่าวขอโทษ อย่างเล่นๆ แต่นั่นก็ทำให้วานรขาว หายรู้สึกหงุดหงิดได้บ้างแล้ว ก่อนจะอุ้มนุพาน้อย เดินไปเข้าเฝ้าพระนารายณ์อวตาร


..............

......

...

ณ พลับพลา


 ท่ามกลางหมู่วานรทั้งหลาย โดยมีผู้ที่เป็นจอมทัพ ซึ่งเป็นมนุษย์ผู้มีกายสีเขียว ที่มีการแต่งกายอย่างกษัตริย์ และผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆนั้น เป็นมนุษย์ผู้มีกายสีทอง อีกทั้งยังมีพญาสุครีพ กับยักษ์ที่แต่งกาย เหมือนโหราจารย์ นั่งอยู่คนละะข้างนั้น


 หนุมานก็ได้เดินเข้ามา โดยเขายังคงอุ้มนุพาอยู่ และเมื่อเขาได้ยืน อยู่ตรงหน้าสองมนุษย์ ก็วางบุตรีลง และนั่งคุกเข่า พลางกราบบังคม ซึ่งผู้เป็นบุตรสาว ก็ทำตามบิดา เพียงแต่นางจะนั่งพับเพียบเท่านั้น


"หนุมาน เด็กคนนี้เป็นธิดา ของเจ้าสินะ?" มนุษย์กายสีมรกต เอ่ยถามวานรขาว ถึงเด็กสาวขึ้นมา "พะยะค่ะ พระองค์ราม นางเป็นธิดาของข้าพระองค์ นางมีนามว่านุพาพะยะค่ะ"


 หนุมานกล่าวตอบ ก่อนจะบอกบุตรสาว ให้ถวายความเคารพ แก่พระราม "ลูกนุพา ลูกถวายความเคารพสิลูก" นุพาน้อย ได้ฟังเช่นนั้น นางก็ถวามบังคม แด่พระนารายณ์อวตาร


"ถวายบังคมเพคะะ องค์สมเด็จพระราม" "ไม่ต้องมากพิธีหรอก" อวตารพระสี่กร กล่าวอย่างเอ็นดู นางจึงลุกตัวขึ้น จากการถวายบังคม ซึ่งเมื่อโหรยักษ์ แห่งกองทัพ ได้สังเกตเห็นหน้าตาของนุพา จึงเผลอทักขึ้นมา โดยไม่ได้ตั้งใจ


"เอ๊ะ! สุพรรณมัจฉา!" คำเอ่ยทักนี้ ทำเอาเด็กสาว ถึงกับหันมา ด้วยความแปลกใจ ก่อนจะกล่าวถามขึ้นมา "เอ๊ะ! ท่านลุงยักษ์เจ้าค่ะ ทำไมท่านถึงรู้จักชื่อแม่ ของหนูเหรอเจ้าคะ?"


เพล้ง!!


 คำถามของนุพาน้อยนี้ ทำเอายักษ์โหราจารย์  ถึงกับหน้าแตกเลยทีเดียว จนหนุมาน และคนอื่นๆ เห็นดังนั้น ถึงกับแอบขบขำ เมื่อเห็นว่ายักษ์ตนนี้ ได้เรียกผิดคน แต่วานรขาวเอง ก็อดนึกไม่ได้ ว่าบุตรีของตน มีหน้าตาคล้ายกับนางเงือก ผู้เป็นมารดาของนางมาก จนมีคนเข้าใจผิดจริงๆ


"ท่านพิเภก ท่านรู้จักมารดา ของเด็กผู้นี้ด้วยรึ?" พระรามเอ่ยถาม ยักษ์ที่มีนามว่าพิเภก ซึ่งผู้ที่ถูกถาม ก็กราบถวายบังคม ก่อนจะกล่าวตอบ "พะยะค่ะ นางเป็นธิดาของทศกัณฐ์ ที่เกิดจากนางปลาน่ะพะยะค่ะ"


"!!!!!" คำตอบนี้ ทำเอาเหล่าวานร พากันตกใจเป็นอย่างมาก แต่ยกเว้นหนุมาน กับนุพาเท่านั้น ที่ไม่ได้ตกใจอะไร พระรามเองก็แปลกใจ จึงกล่าวถามกับเด็กสาว ถึงเรื่องราวของนาง


"เจ้าชื่อนุพาใช่ไหม? ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงบอกมาเถิด ว่ามารดาของเจ้า คือผู้ที่ท่านพิเภกกล่าวถึง ใช่หรือไม่?" "...ถูกแล้วเพคะ แต่หม่อมฉันนี้ ไม่เคยเห็นหน้า มารดาของหม่อมฉันเลยเพคะะ นอกจากพี่ชายของหม่อมฉัน ท่านพ่อไมยราพ ท่านพิรากวน และท่านพี่ไวยวิกเท่านั้นเองเพคะ"


 เด็กสาวกล่าวตอบ ถึงผู้ที่นางได้รู้จัก และได้เห็นหน้ามาก่อน ยกเว้นมารดาของนางเท่านั้น ที่นางยังนึกไม่ออกเสียที พระรามจึงทรงเข้าใจ และไม่ว่าอะไร ก่อนจะกล่าวกับนางขึ้นมา


"งั้นรึ? ถ้าเช่นนั้นแล้ว ในเมื่อเจ้าบอกในสิ่งที่เจ้า จำได้อยู่เช่นนี้ ข้าก็มิว่าอะไรเจ้านัก อีกอย่าง ตัวเจ้านี้ ยังอายุน้อยนัก ข้าจะให้เจ้าได้พักผ่อน และเดินดูค่ายกองทัพของข้า ตามที่เจ้าต้องการก็แล้วกันนะ"


"เป็นพระมหากรุณามากเพคะ" นุพากล่าว พลางกราบบังคม ก่อนจะลุกขึ้นมท และออกจากที่พลับพลาไป เพื่อที่นางจะได้เดินดู รอบค่ายกองทัพ แต่หลังจากที่นางออกไปแล้ว


 ทหารวานรตนอื่นๆ จึงใช้โอกาศนี้ในการซักถาม เกี่ยวกับเด็กสาวผู้นี้ จากปากของหนุมาน โดยชมพูพาน เป็นฝ่ายเริ่มถามก่อน "นี่ ท่านพี่หนุมาน ท่านพี่ได้ลูกทศกัณฐ์ มาเป็นเมียจริงหรือไม่ขอรับ?" "อ๋อ! ใช่แล้วล่ะ ข้าได้ตอนที่กำลังทำถนน เพื่อข้ามกรุงลงกาน่ะ"


 วานรสีขาวผ่อง กล่าวยอมรับ โดยไม่คิดปิดบังแต่อย่างใด "แล้วท่านพี่หนุมาน แล้วเรื่องที่ท่านพี่ ได้รับนางมาเลี้ยงดูเนี่ย ทำไมท่านพี่ไม่ยอมบอก กับนางไปตามตรงล่ะขอรับ?" องคตเริ่มถามบ้าง หนุมานนิ่งเงียบไปซักพัก ก่อนจะตอบอธิบาย


"...เพราะนี่เป็นคำขอ ของมัจฉานุลูกของพี่น่ะ" "!!!!" ทันทีที่วานรขาว กล่าวตอบเท่านั้น ทุกคนในพลับพลา ก็ถึงกับเงียบไปทันใด พระรามเห็นดังนั้น พระองค์จึงถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยถามถึงเหตุผล


"...หนุมาน ลูกของเจ้านั้น เขาขออะไรไว้หรือไม่? จงตอบเรามาตามตรงเถิด" "ข้าแต่พระองค์ราม อันว่ามัจฉานุ บุตรของข้าพระองค์ เขาไม่อยากต้องการให้นาง ได้รับรู้เรื่องสงคราม แต่ว่า...."


..............

......

...

ณ ท้องพระโรงเมืองบาดาล


"พวกเจ้าจงฟัง! นับแต่นี้เป็นต้นไป ข้าขอแต่งตั้งให้ไวยวิก โอรสของแม่นางพิรากวน เป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป ส่วนมัจฉานุ ผู้เป็นบุตรของข้า เป็นอุปราช ครองเมืองบาดาลกึ่งหนึ่ง!!"


 วานรขาว กล่าวประกาศ ถึงการแต่งตั้ง เจ้านครบาดาลตนต่อไป อีกทั้งยังแต่งตั้งบุตรของตน ได้ตำแหน่งอุปราชเมืองบาดาล และเมื่อกล่าวจบ เขาก็หันหลังกลับ เพื่อที่จะพานายเหนือหัวของตน กลับพลับพลาตามเดิม แต่ในขณะที่เขากำลังออกไปนั้น...


"ท่านพ่อช้าก่อนขอรับ!!!"


 มัจฉานุกล่าวร้องห้าม จนหนุมานต้องหันมา ด้วยความแปลกใจ "มีอะไรรึ? มัจฉานุลูกพ่อ" "คือว่าลูกน่ะ...อยากจะให้ท่านพ่อน่ะขอรับ" "มีอะไรก็ว่ามาเถิด" วานรขาว กล่าวกับบุตรชาย อย่างอ่อนโยน แต่คำตอบที่เขาได้รับนั้น กลับทำให้เขา แทบไม่เชื่อหูตนเอง


"....ท่านพ่อ...ท่านช่วยดูแลนุพา แทนลูกด้วยเถิดขอรับ" "ห๊า! มัจฉานุ นี่เจ้า...." ไวยวิก กล่าวอย่างไม่คาดคิด ว่าวานรหางมัจฉา จะกล่าวขอร้องเช่นนี้มาก่อน ซึ่งนางพิรากวนเอง พอได้ฟังเช่นนั้น นางก็ถึงกับจะเป็นลมทันที


"...ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด ไวยวิก แต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ที่นางจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนน่ะ" มัจฉานุ กล่าวอย่างเศร้าๆ เพราะน้องสาวที่เขารัก จะต้องพรากจากเขา แต่นั่นคือหนทางเดียว ที่น้องของตน จะต้องปลอดภัย จากพวกที่ยังจงรักภักดี ต่อบิดาบุญธรรมของตน


"...มัจฉานุ...เจ้าไม่คิดเลยรึ? ว่าน้องของเจ้า จะรู้สึกอย่างไร ถ้าเจ้าไม่มีนาง เพราะนางอยู่กับเจ้ามาโดยตลอดนะ" หนุมานเอ่ยถาม ด้วยความเป็นห่วง ต่อบุตรทั้งสอง ซึ่งวานรหางมัจฉาเอง เหมือนจะเข้าใจ ในความรู้สึกของน้อง


 แต่นั่นก็ทำให้เขานั้น...รู้สึกเจ็บปวด...และไม่อยากให้น้องของตน....นึกถึงและรับรู้อะไร...เกี่ยวกับอดีตที่โหดร้ายของนางเอง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่เคยบอก เกี่ยวกับมารดาของนางเลย...แม้แต่สักคำเดียว...


"....ลูกรู้ขอรับ...แต่ถ้าขืนนางอยู่ที่นี่ต่อไป....สักวันหนั่ง...พวกทหารที่ยังจงรักภักดี....ต่อท่านไมยราพ...จะต้องหาทางแก้แค้น...ลงมาที่นางแน่...ถึงนางจะสามารถ...ป้องกันตนเองได้ก็ตาม...และนาง...ก็สูญเสียท่านไมยราพ..."


"ซึ่งก็เท่ากับว่า....นางได้สูญเสีย....คนที่รักนาง...และคนที่นางรักไป...อย่างไม่มีวันหวนกลับ...อีกทั้งตัวลูกนี้...ก็ได้เสี่ยงทายไว้ ตั้งแต่เด็ก....ถ้านางจะได้พบท่านพ่อ และนางได้ติดตามไปช่วยท่านพ่อแล้ว ก็หมายความว่า...."


"...นางจักต้องไปกับท่านพ่อ โดยที่ไม่ได้อยู่กับข้า อีกแสนนาน...." เสียงของมัจฉานุ เริ่มแผ่วเบาลง จนทุกคนในท้องพระโรง ถึงกับไม่อยากเชื่อ ว่าเหตุการณ์ทั้งหมด จะเกิดกับนุพาเสียเอง แม้แต่หนุมานเอง ก็ถึงกับพูดไม่ออก


 เมื่อทราบเหตุผล ของผู้เป็นบุตรชายคนโต แต่ถึงกระนั้นเอง เขาก็ถอนหายใจ เหมือนจะทำใจยอมรับได้ ก่อนจะกอดบุตรของตน ไว้แนบกาย "ลูกพ่อ...ถึงลูกจะไม่มีแม่....แต่พ่อก็ดีใจนะ ที่ลูกยังอุตส่าห์...ปกป้องน้องจนถึงวันนี้ได้นะ..."


"ดังนั้นพ่อตัดสินใจแล้วล่ะ...พ่อจะทำตามคำขอของลูกก็แล้วกันนะ...." "...ขอบพระคุณขอรับ ท่านพ่อหนุมาน" วานรหางมัจฉา กล่าวขอบคุณ แล้วสั่งให้นางกำนัล นำนุพาน้อย มาหาตน และเมื่อนางกำนัล ได้อุ้มเด็กสาว ที่ยังไม่ฟื้นมาแล้ว


 วานรขาว ก็ไม่รอช้า รับร่างของบุตรสาว จากมือนางกำนัล แล้วเหาะออกจากเมืองบาดาลไป...


..............

.......

....

"เรื่องก็เป็นเช่นนี้พะยะค่ะ" "อย่างนั้นรึ? มิน่าล่ะ ว่าทำไมมัจฉานุ ถึงขอร้องให้เจ้า ช่วยดูแลนาง" หลังจากที่หนุมาน ได้เล่าทุกอย่างจนจบ พระรามจึงทรงเข้าใจ ถึงสาเหตุที่มัจฉานุ ต้องขอร้องให้ผู้เป็นพ่อ ให้ช่วยดูแลและปกป้องนุพา


"ถ้าเช่นนั้นแล้ว เจ้าจงไปดูบุตรีของเจ้าเถิด" อวตารพระสี่กร กล่าวรับสั่ง กับวานรทหารเอก ซึ่งวายุบุตร ก็ได้กราบบังคม ก่อนจะออกจากพลับพลาไป แต่พวกเขากลับหารู้ไม่เลย ว่าสิ่งที่วานรทหารเอก ได้เล่าทุกอย่างมานั้น


 จะอยู่ในสายตา ของเหยี่ยวตัวหนึ่ง ที่ได้เกาะตรงกิ่งไม้ ที่อยู่ไม่ไกลจากพลับพลานัก และหลังจากที่วานรขาว ได้ออกไปจากพลับพลาแล้ว มันจึงบินออกจากกิ่งไม้ และบินหายลับตาไปทันที


..............

........

...

ณ ท้องพระโรง กรุงลงกา


 ในท้องพระโรง ที่มีโออ่าและหรูหรานั้น มีร่างของพญายักษ์ตนหนึ่ง ที่มีกายสีเขียว สิบเศียร และยี่สิบมือ สวมมงกุฎชัย ที่นั่งบนบัลลังค์ทอง ทว่าสีหน้านั้น กลับดูเคร่งเคลียดนัก เนื่องจากเขาได้ทราบข่าวร้าย จากสองทหารยักษ์ แห่งเมืองบาดาลนั้นเอง


"ข้าแต่ท่านพญาทศกัณฐ์ ท่านพญาไมยราพ ทรงถูกเจ้าหนุมานสังหารแล้วพะยะค่ะ!!" "แถมมันยังพาพระราม ออกจากกรงที่ท้ายดงตาล และนำพระธิดานุพา ซึ่งแท้จริงก็คือเป็นบุตรีของมัน กลับคืนสู่กองทัพอีกด้วยพะยะค่ะ!!"


"ไอ้หนุมาน...เจ้าฆ่าไมยราพ หลานของข้าตาย ข้าสาบาน ว่าจะแก้แค้นเจ้าให้จงได้!!!! ย๊าก!!!!!" พญาทศกัณฐ์ เอ่ยออกมาอย่างเคียดแค้น ก่อนทุบกำปั้น ลงบนตักของตนอย่างแรง


พรึ่บ! พรึ่บ!


 ทันใดนั้น เสียงกระพือปีก ก็ดังขึ้นมา จนจอมราชันย์ แห่งอสูรทั้งปวง ต้องมองหาที่มาของเสียง จนพบกับเหยี่ยวตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวเดียวกัน กับที่ได้ฟังเรื่องราวของนุพา ก่อนจะกายเป็นยักษ์ เข้ามาคลานคุกเข่า พลางกราบบังคม แด่นายเหนือหัวของมัน


"...ที่ข้าให้เจ้าไปสืบความ เกี่ยวกับลูกของศัตรู เจ้าได้ความอะไรมาหรือยัง? สุกรสาร" พญายักษ์เจ้าลงกา เอ่ยกับลูกสมุนของตน ที่ยังพนมมืออยู่ ซึ่งสมุนยักษ์ ก็เริ่มกล่าวรายงาน อย่างไม่รอช้า


"ข้าแต่มหาราช ตัวกระหม่อมนี้ได้ทราบมาว่า เด็กที่เป็นลูกของศัตรู เป็นธิดาที่เกิดจากพระธิดาสุพรรณมัจฉา ผู้เป็นพระธิดาของพระองค์เอง พะยะ..."


ตึง!!!!

"อ๊ะจึ๋ย! (๏_๏;)"


 สุกรสารถึงกับเหงื่อแตก เมื่อพญายักษ์ ได้กระทืบบาท ทันทีที่ได้ยินนามของบุตรสาว ผู้หันไปช่วยเหลือศัตรู ในขณะที่ทำภารกิจ ทำลายของฝ่ายอริ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ และแววตาที่ดูเคียดแค้น อย่างแสนสาหัส


"...ที่แท้ไอ้เด็กนั่น มันเป็นลูกของไอ้ลูกทรยศนั่น มิน่า...นางลูกเนรคุณนั่น ถึงไม่ยอมพบหน้าข้า!!!" "ข้าแต่มหาราช โปรดทรงระงับก่อนพะยะค่ะ" ในขณะที่ทศกัณฐ์ กำลังโทสะอย่างหนักนั้น


 ก็ได้ปรากฎร่างของยักษ์ตนหนึ่ง ที่กายสีขาว สวมมงกุฎน้ำเต้าเฟือง ที่ได้เดินกล่าวเตือนสติ ให้ระงับอารมณ์โทสะ ของท้าวราพณาสูร จนพญายักษ์ หยุดความโกรธได้บ้างแล้ว และหันมาทางยักษ์ ผู้เป็นพี่เลี้ยงของตน


"เปาวนาสูร เหตุใดเจ้า ถึงต้องห้ามปรามข้าเช่นนั้น?" "ข้าแต่มหาราช ตัวกระหม่อมนี้เห็นว่า การที่เด็กคนนั้น เป็นธิดาของพระธิดาแห่งพระองค์นั้น ก็เท่ากับว่านาง เป็นพระราชนัดดา แห่งพระองค์เอง"


"ดังนั้น ถ้าพระองค์คิดจะสังหาร พระราชธิดาของพระองค์ ก็เท่ากับว่าพระองค์ ทรงไม่อยากรับนางเป็นพระนัดดาพะยะค่ะ" คำพูดที่ดูสมเหตุสมผล ของเปาวนาสูรนั้น ทำให้พญายักษ์ จึงคล้อยตามเห็นด้วย ก่อนจะกล่าวสั่งกับเสนาพี่เลี้ยงทันใด


"อืม...ก็จริงของเจ้า ถึงนางจะเป็นลูกศัตรู เป็นยังไงซะ นางก็ยังเป็นหลานของข้าอยู่ดี...จริงสิ! เปาวนาสรู เจ้าจงไปตามกุมภกรรณ น้องของข้า ให้มาพบข้าเดี๋ยวนี้!! "พะยะค่ะ"


 ยักษ์เสนาพี่เลี้ยง กล่าวรับคำบัญชา ก่อนจะเดินหายไป ออกจากท้องพระโรง ทว่าหลังจากที่เปาวสูร ได้ออกไปแล้ว พญาทศกัณฐ์ ก็คิดบางอย่าง พลางเผยรอยยิ้ม ที่ดูน่าหวาดกลัว ทันทีที่ทราบว่านุพาน้อย เป็นหลานของตน


"นุพางั้นรึ? หึ...ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าเป็นหลานของข้า อย่างที่เจ้าสุกรสารว่ามาหรือไม่? หลานรักของตา"


โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

29 ความคิดเห็น

  1. #20 Patkun62442 (@Patkun62442) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 13:21

    รอออออ
    #20
    1