ตอนที่ 2 : รับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 406
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    26 ธ.ค. 61

 ท่ามกลางเสียงนก ที่บินผ่านเกาะแห่งหนึ่ง และแสงแห่งดวงตะวันนั้น มีร่างของวานรเผือก ที่มีส่วนหางเป็นปลาตนหนึ่ง ที่กำลังนอนหลับสนิทบนพื้นทราย ในท่านอนตะแคง โดยในอ้อมแขนของเขานั้น

 มีร่างทารกเพศหญิง ที่มีรูปร่างหน้าตา คล้ายกับทารกของมนุษย์ทั่วๆไป เพียงแต่มีเส้นผมสีขาวอยู่ ๙ เส้น และเมื่อทารกน้อย ได้ลืมตาขึ้นมา ก็ปรากฎดวงเนตร ที่มีสีราวกับสีของท้องนภา ก่อนจะมีเสียงเล็กๆดังขึ้นมา

"แอ๊~ แอ๋~" เสียงของทารกน้อยนี้ ได้ปลุกให้มัจฉานุผู้เป็นพี่ชาย ตื่นขึ้นมาจากการนิทรา แล้วลุกขึ้นมา และนั่งมองหาที่มาของเสียง จนเห็นทารกผู้เป็นน้อง กำลังดิ้นและร้องไปมา เขาเห็นดังนั้น ก็ยิ้มออกมา ก่อนอุ้มร่างน้อยๆ อย่างทะนุถนอม


"เจ้าหิวแล้วรึ? ไม่ต้องร้องนะ เดี๋ยวพี่จะหาอะไร มาให้น้องกินนะ" วานรขาวผู้พี่ กล่าวปลอบนุพา ก่อนจะใช้แขนข้างหนึ่ง แล้วอุ้มนางพลางเดินไปทั่วบริเวณ เพื่อหาสิ่งที่พอจะเป็นอาหาร ที่เลี้ยงชีพแก่ตนและน้องได้


ตุม!

"หือ!?"


 วานรหนุ่มรีบถอยห่างทันที เมื่อบางอย่าง ร่วงหล่นลงจากฟ้า แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังใจเย็น ก่อนจะมองดูอย่างละเอียด จึงพบว่า สิ่งที่หล่นลงมานั้น เป็นมะพร้าวที่สุกเต็มที่แล้ว เมื่อเขาเงยหน้า ก็เจอผลมะพร้าวอยู่ ๒ ผล บนต้นมะพร้าวนี่เอง


"เจอแล้ว น้องรักของพี่ เจ้านั่งอยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพี่จะเอามันลงมานะ" วานรหางมัจฉาผู้พี่ กล่าวกับทารกผู้น้อง พลางวางร่างน้อยๆ อย่างระมัดระวัง แล้วปีนต้นมะพร้าวอย่างว่องไว เมื่อปีนถึงยอดแล้ว เขาก็เด็ดผลมะพร้าวมา ๒ ผล


 แล้วปีนลงสู่พื้นทราย จากนั้นก็มองหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่พอจะทำให้ผลที่เขาเก็บมานั้น สามารถกินและดื่มได้ ก่อนจะเหลือบไปเห็นก้อนหินขนาดใหญ่ ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเขานัก เขาจึงคิดหาวิธีขึ้นมาได้ทันที


"อืม...ก้อนหินใหญ่แบบนี้ ก็พอช่วยให้เรา และน้องของเรานี้ ได้ใช้มันในยามบ้างล่ะนะ ได้การล่ะ" เมื่อมัจฉานุคิดได้ดังนั้นแล้ว เขาก็วิ่งอย่างรวดเร็ว และพุ่งไปที่หินก้อนนั้น พลางใช้สองมือ จับผลมะพร้าวมาหนึ่งลูกไว้แน่น ก่อนจะทุ่มมันใส่หินก้อนใหญ่ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น


โพล๊ะ!


 เสียงของผลมะพร้าว ที่แตกเป็นสองซีก เมื่อถูกกระทบจากสองมือของวานรขาว และความแข็งของก้อนศิลาใหญ่ จนเผยให้เห็นเนื้อสีขาว และน้ำที่แสนดูน่าลิ้มลอง ปรากฏแก่สายตาของวานรหางมัจฉา ที่ดูจะยินดีมากนัก ที่ตนหาอาหารให้น้องแล้ว


"นุพา พี่หาของอร่อยๆ มาให้เจ้ากินแล้วนะ เดี๋ยวพี่ป้อนให้เจ้านะ" พี่วานรหาวปลาผู้แสนดี กล่าวกับน้องสาว พลางเดินเข้ามาหา ก่อนจะนั่งลงกับพื้นทราย แล้วยกมะพร้าวที่แบ่งเป็นซีกหนึ่ง ให้น้องสาวของตนดื่มน้ำ และป้อนเนื้อของมัน ด้วยความรัก


 ส่วนอีกซีกของมะพร้าวนั้น เขาก็ดื่มและกินเนื้อของมันเช่นเดียวกัน เมื่อสองพี่น้องดื่มและกินเสร็จ พวกเขาก็ลงเล่นน้ำ ในมหาสมุทรอย่างมีความสุข โดยมีมัจฉานุ คอยอยู่ดูแลนุพามาโดยตลอด แม้ว่าพวกเขานั้น...จะไม่มีแม่...คอยอยู่เคียงพวกเขาด็ตาม....


...แต่ก็ได้ทำให้พวกเขามีความสุข...เมื่อได้อาศัยอยู่ร่วมกัน...และคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน...โดยมัจฉานุผู้เป็นพี่...จะคอยดูแลนุพาผู้เป็นน้อง...ในขณะที่คนเป็นน้อง...จะคอยเป็นเพื่อนแก้เหงา...ให้พี่ชายของนาง...รู้สึกอบอุ่นใจนัก...แต่พวกเขาก็ไม่รู้วา่า....


...วันใดวันหนึ่ง...พวกเขาต้องพลัดพรากจากกัน...โดยช่วงที่พวกเขาได้ร่วมกัน...จะมีผู้หนึ่ง...เข้ามารับพวกเขา...ในฐานะเป็นบุตรบุญธรรม...


ตึง! ตึง! ตึง!

"หือ!? นั่นเสียงอะไรกันน่ะ?!"


 วานรหางปลา ผู้เป็นห่วงในความปลอดภัยของน้อง รีบอุ้มร่างน้อยๆของนาง พลางมองหาที่ซ่อน แล้ววิ่งไปหลบซ่อนตัว ที่หลังก้อนหินใหญ่ และเขาก็คอยมองดู ว่าเป็นเสียงที่เขาได้ยินนั้น เป็นเสียงอะไร


ตึง! ตึง! ตึง!

"เสียงนี้...เป็นเสียงกองทัพของผู้ใดกันนะ?"


 มัจฉานุคิดสงสัยไว้ในใจ ถึงเจ้าของเสียง ที่ดูท่าจะเป็นเสียงกองทัพ เพียงแต่เขานั้น ยังไม่รู้ว่าเป็นกองทัพ ของผู้ใดเท่านั้นเอง ก่อนที่เขาจะตัดสินใจ เมื่อเสียงกองทัพนั้น ได้เดินเข้าใกล้ทุกที จนต้องค่อยๆแอบดู ออกจากก้อนหินยักษ์


 และสิ่งที่เขาสงสัย ก็ถูกเฉลยอย่างชัดเจน เมื่อเขาพบว่า เจ้าของเสียงกองทัพนั้น เป็นกองทัพของพวกยักษ์ ที่แต่ละตนดูน่าเกรงขาม โดยสิ่งที่อยู่บนราชรถ เป็นร่างของพญายักษ์ตนหนึ่ง ที่มีกายสีม่วงอ่อน นัยน์ตาดั่งตาจระเข้ แต่ให้ทั้งความน่าเกรงขาม


 และดูสง่างาม ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งสวมมงกุฎยอดกระหนก และสวมใส่เครื่องประดับต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอก ถึงฐานะของพญายักษ์ ที่แตกต่างจากพวกยักษ์ ที่ไม่สวมใส่เครื่องประดับ สักชิ้นสักอันเลย แม้แต่ชิ้นเดียว 


 นอกจากเครื่องแต่งกาย ที่บ่งบอกถึงตำแหน่ง ของพวกยักษ์ทหารเท่านั้น "โห! ที่แท้ก็เป็นพวกยักษ์นี่เอง แต่จะทำอย่างไรดีล่ะ ก็ในเมื่อเราไม่มีอาวุธ แถมเรายังมีน้องนุพา ยังเล็กอีก ขืนสู้กับพวกมันล่ะก็ แย่แน่ๆ ทางที่ดี ต้องหนีให้ได้ก่อนดีกว่า"


 วานรหางมัจฉา คิดถึงความปลอดภัยของน้อง และรู้ว่าตนเอง คงสู้กับหมู่ยักษ์ไม่ได้ เนื่องจากตนเองนั้น ไม่มีอาวุธติดตัว และสิ่งที่เขาคิดได้ ก็คือการที่ตนกับน้อง ต้องหนีและพยายาม ที่จะไม่พวกยักษ์ รู้ตัวให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เขาจึงค่อยๆยองทีละก้าว แต่ทว่า....


"แอ๊...แอ๊...อุแว๊~~~~!!!!!!!"


 นุพาน้อย ที่เริ่มหิวอีกครั้ง แม้ว่าจะดื่มกินจากผลมะพร้าวแล้วก็ตาม แต่ความหิวที่เข้ามาทุกเมื่อ ได้ห่าโหมเข้ามา จนสุดที่จะทนได้ จนเริ่มร้องไห้เสียงดังออกมา ทำให้มัจฉานุตกใจ และนั่นก็ทำให้พวกยักษ์ เริ่มรู้ตัวทันที ว่ามีผู้อาศัยบนเกาะนี้อยู่ด้วย


"เฮ้ย! นั่นเสียงอะไรน่ะ?"

"ไม่รู้สิ แต่เสียงนี่มันทารกนี่นา คงต้องมีพวกมนุษย์ อยู่แถวๆนี้แน่"


 พวกทหารยักษ์ พากันคุยกัน ถึงเสียงที่พวกเขาได้ยิน แม้แต่พญายักษ์ก็เช่นกัน เขามองหาที่มาของเสียงนี้ จนเขาได้ทราบที่มาของเสียง เมื่อเขาฟังเสียงจากก้อนหินใหญ่ ที่อยู่ไม่ไกลจากเขา ก่อนตวาดใส่สองพี่น้อง ที่อยู่หลังก้อนหินนั้นทันใด


"เฮ้ย! ไอ้ตัวที่อยู่หลังก้อนศิลายักษ์นั่น เป็นผู้ใดกันเล่า จงออกมา และตอบข้า อย่าได้ช้า มิเช่นนั้น ข้าจะสั่งให้พวกทหาร มาจับพวกเจ้ากินเสีย!!!" 


 คำตวาดของพญายักษ์ ทำให้วานรหางปลา ถึงกับสะดุ้งตกใจ และนั่นก็ทำให้ทารกน้อย ยิ่งร้องเสียงดังกว่าเดิม เพราะทั้งความหิว และตกใจจากเสียงตวาดนั้นด้วย ทำให้มัจฉานุ ที่ไม่อยากให้น้อง ต้องถูกพวกยักษ์จับกิน ต้องยอมเผยตัวออกมาทันที


"เอ่อ...พวกหนูเองจ๊ะ ท่านพญายักษ์" วานรกายสีขาว กล่าวตอบอย่างสุภาพ และอ่อนน้อมถ่อมตน พลางคลานคุกเข่า มาที่กองทัพของพญายักษ์ โดยในอ้อมแขนของเขา มีร่างของน้องสาว ที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด จนพญายักษ์ประหลาดใจขึ้นมา เมื่อแรกเห็นทั้งสอง


"เอ๊ะ!? ลูกลิงตนนี้มาแปลกแหะ ตัวเป็นลิงเผือก แต่หางกลับเป็นปลา แถมยังอุ้มเด็กทารก ที่มีผมขาวอยู่ตั้ง ๙ เส้น พิลึกจริงๆแหะ ยังไงเราก็ต้องถามให้แน่ใจเสียก่อนน่าจะดี"


 เมื่อยักษ์กายม่วง คิดได้เช่นนั้น ก็กล่าวถาม ด้วยความอ่อนโยน และนุ่มนวล ผิดจากตอนแรก ที่ดูน่ากลัวนัก "นี่แน่ะ เจ้าลิงน้อย เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีนามว่าอะไร แล้วเด็กที่เจ้าอุ้มอยู่ เป็นลูกของผู้ใดกัน จงตอบเรามาเถิด อย่าได้กลัวเราเลยนะ"


 เมื่อวานรขาว ได้ฟังคำถามของพญายักษ์ แม้จะยังกลัวอยู่ ก็ยังทำใจดีสู้เสือ ก่อนจะพนมมือไหว้ และกล่าวตอบอย่างอ่อนน้อม "หนูชื่อมัจฉานุ แม่เป็นนางเงือก มีนามว่าสุพรรณมัจฉา ส่วนพ่อของหนูนั้น หนูยังมิเคยเห็นเลย รู้แต่เพียงว่าเป็นวานรเผือกเท่านั้นเอง"


"ส่วนเด็กคนนี้ เป็นน้องสาวของหนู นามว่านุพา แม่ของพวกหนู นำพวกหนูมาไว้ที่นี่ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลยจ๊ะ" คำตอบของวานรน้อย ที่ดูเป็นดั่งนิทานที่ดูน่าเศร้า สำหรับพวกยักษ์ทั้งหลาย เนื่องจากสองพี่น้องนี้ ต้องถูกทอดทิ้งตั้งแต่เล็ก


 แม้แต่พญายักษ์เอง ยังอดนึกเอ็นดู และสงสารไม่ได้ ก่อนนึกถึงสิ่งที่โหร ได้ทำนายความฝันตนเอาไว้ "เฮ้อ...ช่างสงสารเสียจริง แต่เอ๊ะ! หรือว่านี่...จะเป็นอย่างที่โหร ได้ทำนายความฝันของเราไว้นะ"


.............

......

....

ณ ท้องพระโรงเมืองบาดาล


"นี่ ท่านโหร เมื่อคืนนี้ข้าฝันว่า มีเทวดาองค์หนึ่ง นำดวงแก้วมณี และดอบัวขาว มาวางไว้ฝ่ามือของข้า เจ้าจงทำนายสิ ว่าฝันของข้านี้ เป็นอย่างไรบ้าง" พญายักษ์เล่าความฝัน และถามถึงความหมาย ของความฝันนี้


 ซึ่งโหรยักษ์ ก็ไม่รอช้า หยิบกระดาน และดินสอพอง มาขีดเขียน พลางดูตำรา อย่างละเอียดถี่ถ้วน จงเมื่อแน่ใจแล้ว จึงพนมมือ บังคมกราบทูลว่า "ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า อันความฝันของท่าน ที่ฝันเห็นเทวดา นำดวงแก้วและดอบัวขาว มาวางไว้บนฝ่ามือนั้น"


"ก็หมายความว่า พระองค์จะได้โอรสบุญธรรม ที่มีฤทธิ์เดชเกรียงไกร อีกทั้งพระองค์ยังได้ธิดาบุญธรรม ผู้เป็นน้องสาวของโอรสบุญธรรมของพระองค์ ที่ทั้งงดงาม และเก่งกล้าสามารถ ไม่แพ้พี่ชายของนางด้วยพะยะค่ะ"


............

......

....

"ดูท่าจะจริงแหะ" ยักษ์ผู้เป็นเจ้านครบาดาล คิดถึงคำทำนาย พลางมองหน้าวานรขาว ที่ยังคงอุ้มทารกน้อย อย่างระมัดระวัง และทะนุถนอม ก่อนจะถอนหายใจ และแนะนำตน ให้วานรหางปลาได้รู้จัก


"...งั้นรึ ถ้าเช่นนั้น ข้าจะรับเจ้า และน้องของเจ้า มาเป็นโอรส และธิดาบุญธรรมของข้าก็แล้วกัน ข้ามีนามว่าไมยราพ เป็นเจ้านครแห่งเมืองบาดาลนะ ถ้าพวกเจ้ามาอยู่กับข้าล่ะก็ รับรอง พวกเจ้าก็จะอยู่อย่างสุขสบายนะ"


"จริงเหรอพะยะคะ? ถ้าเช่นนั้น หนูต้องขอบพระคุณท่านมากนะพะยะค่ะ ถ้าไม่ได้ท่านช่วยไว้ในวันนี้ น้องของหนู คงต้องอดอยากตายแน่แล้วพะยะค่ะ" เมื่อวานรขาวได้ฟัง คำชักชวนของพญายักษ์ ก็รู้สึกยินดีนัก ที่ตนและนุพา จะได้มีที่อยู่อาศัยกันแล้ว


"ไม่เป็นไรหรอก เพราะพ่อจะเลี้ยงพวกเจ้าเป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายนัก ที่พ่อคงพาพวกเจ้าเข้าวังไม่ได้" "ด้วยเหตุอันใดพะยะคะ?" มัจฉานุกล่าวถาม อย่างแปลกใจ เมื่อได้ฟังสิ่งที่ไมยราพกล่าว พญายักษ์เงียบไปซักพัก ก่อนจะเอ่ยตอบแก่ลูกเลี้ยง


"...ก็เนื่องจากเจ้า มีหางเป็นปลา ถ้าอยู่ในวัง เจ้าก็คงแห้งตาย ส่วนน้องของเจ้านั้น ก็มีรูปกายเป็นมนุษย์ ถ้าอยู่ในวังด้วย พ่อก็ไม่รู้ว่านาง จะถูกพวกยักษ์จับกินหรือไม่"


"ดังนั้น พ่อจึงคิดว่า น่าจะสร้างสระบัว ไว้นอกเมืองบาดาล ไว้สำหรับพวกเจ้า ได้ดื่มอาบเล่น และสระบัวนี้ พ่อจะให้เจ้า มัจฉานุ เป็นผู้เฝ้าด่านนี้ไว้ และพ่อก็อนุญาต ให้น้องของเจ้า ได้เล่นและอยู่เป็นเพื่อนเจ้า ณ ที่นั้นด้วยนะลูก"


"ขอบพระคุณพะยะค่ะ ถ้าเช่นนั้น ลูกยินดีที่จะรักษาด่านนี้ ลูกจะไม่ยอมให้ผู้ใด เข้าเมืองของท่านพ่อได้เด็ดขาดพะยะค่ะ!" มัจฉานุ กล่าวรับคำ ด้วยเสียงที่หนักแน่น พลางขึ้นราชรถ และอุ้มร่างของน้องไว้แนบกาย ซึ่งพญาไมยราพก็กล่าวสั่งหมู่เสนาทันที


"ทหาร! พวกเจ้าจงพาข้า กลับเข้าเมืองเดี๋ยวนี้!!" "พะยะค่ะ!!" ทหารยักษ์ทั้งหลาย กล่าวรับคำพร้อมกัน ก่อนจะเคลื่อนกองทัพ เพื่อกลับเข้าเมืองบาดาลของตน โดยที่วานรผู้พี่นั้น กอดร่างของน้อง ด้วยความดีใจเป็นที่สุด


"น้องจ๋า...เจ้าจะได้อยู่อย่างมีความสุขแล้วนะ"


............

.......

....

หลายวันผ่านไป


"นุพา! นุพา! นุพา! เจ้าอยู่ที่ไหน!? ตอบพี่มาด้วย!!" มัจฉานุ ที่ตอนนี้ กำลังเรียกหานุพา ผู้เป็นน้องสาว ที่ตอนนี้เขาไม่รู้ว่า นางได้ซ่อนตัวที่ใด "ให้ตายสิ น้องคนนี้ หายหัวไปไหนของนางกันนะ เฮ้อ..."  วานรหางมัจฉา กล่าวพลางถอนหายใจ เมื่อหาน้องของตนไม่พบ


"เอาเถอะ ถ้าเจ้าอยากไปที่ใด ก็ตามใจเจ้าก็แล้วกันนะ" วานรขาวผู้พี่ กล่าวกับน้อง ที่แม้ว่าจะหาไม่เจอแล้วก็ตาม ก่อนจะเหาะทะยาน ขึ้นไปบนภูเขา เพื่อหาผลไม้มาให้น้อง หลังจากที่นาง ซ่อนตัวเสร็จแล้ว 


 แต่เขาไม่ได้สังเกตเลย ว่ามีใครบางคน ที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ พลางแอบขำเบาๆ ถึงความซื่อของวานรผู้พี่ ก่อนจะค่อยๆ ออกจากที่ซ่อน 


 และเผยให้เห็นร่างของเด็กผู้หญิง ที่มีขนาดร่างกาย เท่ากับเด็ก ๕ ขวบ ที่มีหน้าตาที่น่ารัก ผมสั้นๆเป็นสีขาว และดวงตาเป็นสีฟ้า จนดูน่าทะนุถนอมเป็นยิ่งนัก 


 นุพาห่มผ้าสไบสีชมพูอ่อน นุ่งผ้าถุงสีเขียวเข้ม สวมใส่สังวาล ที่ทำมาจากไข่มุก ซึ่งเป็นของที่ไมยราพ ผู้เป็นพ่อเลี้ยง ของนางและมัจฉานุ ได้มอบแก่นางไว้สวมใส่ จนยิ่งดูสวยงามขึ้นไปอีก


"คิกๆ ท่านพี่มัจฉานุเนี่ย ยังอุตส่าห์เตือนอีกนะเนี่ย ฮิๆ ในเมื่อท่านพี่ไม่อยู้แล้ว เราก็เล่นในเล่นสระบัว อย่างสบายใจแล้วล่ะ" ว่าแล้ว นุพาก็รีบมุ่งหน้าไปที่สระบัว ซึ่งเป็นสถานที่ที่นาง และพี่ชายของนาง ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน


 แล้วกระโดดลงน้ำเล่น พลางชมและเด็ดดอกบัวไปด้วย อีกทั้งนางยังเล่น กับหมู่ปลาทั้งหลาย ซึ่งบางครั้ง วานรหางปลาผู้พี่ ก็มักจะพานางไปลงเล่นด้วย แต่เนื่องจากว่าพี่ชายของนาง ไม่ได้อยู่เล่นเป็นเพื่อนกับนาง นั่นทำให้นาง แอบรู้สึกเบื่ออยู่นิดหน่อย


"เฮ้อ...วันนี้น่าเบื่อจังเลยนะ ตรงที่วันนี้ ไม่มีท่านพี่มัจฉานุเนี่ยสิ ถ้าเรายอมออกมา เราก็คงได้อยู่เป็นเพื่อนท่านพี่แล้วล่ะ แต่ยังไงเราก็ต้องรออยู่ดี" เมื่อนุพาคิดได้ดังนั้น นางจึงทำได้แค่นั่งรอ ตรงริมขอบสระบัว แต่ทว่า...ในขณะที่นางกำลังรอนั้นเอง...


แปะ

"อ๊ะ! ใครกันน่ะ?!"


 เด็กสาวหันหน้าตะโกนถาม เมื่อมีใครบางคน ได้แตะไหล่เล็กๆของนาง จากข้างหลังของนาง แต่เมื่อนางหันมาด้านหลัง นางก็ถึงกับเงียบไป เมื่อเจอวานรขาวตนหนึ่ง ที่ดูจะประหลาดใจมาก ก่อนที่นางจะเอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ


"ทะ...ท่านคือ...."


โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

29 ความคิดเห็น

  1. #8 rov062 (@rov062) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 12:53

    หนุมารชาสมอนเอ็งจะทำอะไรหนูนุฮาาาาาาา

    #8
    3
    • #8-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 2)
      26 ธันวาคม 2561 / 15:22
      หนุมานชาญสมรค่ะ ไม่ใช่หนุมารชาสมอนค่ะ
      #8-1
    • #8-2 rov062 (@rov062) (จากตอนที่ 2)
      27 ธันวาคม 2561 / 18:03
      ขอบคุณงับบบบ
      #8-2
  2. #7 yokiyoky (@yokiyoky) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 01:34
    เดาว่าหนุมานแน่เยยยย
    #7
    1
    • #7-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 2)
      26 ธันวาคม 2561 / 05:05
      งั้นก็ลุ้นในตอนต่อไปนะค่ะ~
      #7-1
  3. #5 AkiDiary (@Liko4340) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 21:02

    ต่อๆๆๆๆๆๆ

    #5
    1