ตอนที่ 14 : ภารกิจที่แสนอันตราย กับรักของพ่อ (๑๐๐%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 300
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    14 ม.ค. 62

 คำตอบของพิเภก ได้ทำให้เสนาวานรทุกตน รวมไปถึงพระราม พากันเคร่งเครียดอย่างหนัก แต่ทันใดนั้นเอง หนุมานก็กล่าวอาสาขึ้นมา "ถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์ ขออาสาหายา มารักษาเองพะยะค่ะ!!!" "...ท่านพ่อ..."


 นุพาน้อย ที่กำลังร้องไห้นั้น ต้องหยุดสะอื้นทันที เมื่อเห็นบิดาของนาง กล่าวอาสาเช่นนี้ ซึ่งพระสี่กรอวตารเอง ก็ถึงกับตะลึงเช่นกัน แต่ก็ต้องทำตามคำขอ ของทหารเอกผูภักดี


"'...ถ้าเช่นนั้นแล้ว หนุมาน เรื่องน้ำปัญจมหานทีนั้น เจ้าจงไปแจ้ง ให้พระพรต กับพระสัตรุด สองอนุชาแห่งเราให้ทราบเถิด" "พะยะค่ะ" "งั้นหม่อมฉันขออาสาด้วยเพคะ!!" "ห๊า!!!!" "ลูกนุพา!! นี่เจ้า...!!!???"


 ทุกคนต่างก็ตกตะลึง อย่างไม่เชื่อหูตนเอง ว่าเด็กสาวร่างเล็ก จะกล่าวขออาสาเช่นนี้ เพราะถึงแม้จะยอมรับ ในเรื่องพละกำลังของนางแล้ว แต่ด้วยเชื้อมัจฉา ที่อยู่ในสายเลือด และมีกายเฉกเช่นคนธรรมดา 


 จึงอาจทำให้นาง มิอาจทนความร้อน ขององค์พระสุริยาได้ แม้แต่พระรามเอง ก็กล่าวด้วยความเป็นห่วง เพราะนางเป็นเด็กสาว ที่ธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น "เจ้าแน่ใจแล้วรึ? ว่าจะติดตามบิดาของเจ้า ในการพระลักษณ์น่ะ"


เมื่อนั้น

นัดดาพระพายผู้มิ่งขวัญ

ได้ฟังคำพระสี่กร

จึงกราบบังคมพลันตอบไป

อันตัวข้าพระบาทนี้ผิดนัก

ด้วยเป็นเหตุให้พระอนุชา

แห่งพระหริวงศ์ต้องหอกร้าย

ข้าพระบาทนี้ขอแก้ผิดด้วยยินดี


"...ในเมื่อเจ้าต้องการเช่นนี้ ข้าก็ไม่อาจขัดความประสงค์เจ้าได้ ถ้าเช่นนั้น หนุมาน เจ้าจงคุ้มครองบุตรของเจ้าไว้ อย่าให้แสงพระอาทิตย์นั้น ทำอันตรายนางได้" "พะยะค่ะ"


 วานรขาว กล่าวรับคำ ด้วยความเต็มใจ ก่อนจะอุ้มบุตรสาว และให้นางขี่หลังของตน แล้วเหาะขึ้นบนอากาศไปทันที


.............

......

...

"ท่านพ่อ หนูว่าใกล้จะถึงดวงอาทิตย์นะแล้วนะเจ้าค่ะ" นุพากล่าว พลางชี้ไปที่ดวงสุริยะ ที่มีสีแดง ดังเพลิงอัคคีก็ว่าได้ ซึ่งทุกชีวิตนั้น ต่างก็รู้ดี ว่าร้อนแรงแค่ไหน เมื่อได้เห็นรูปร่างของดวงไฟยักษ์นี้


 นั่นทำให้หนุมานนั้น แอบนึกวืตกกังวลในใจ ถึงความปลอดภัยของลูกสาว เมื่อตนได้หยุดราชรถ ของพระทินกร ซึ่งบุตรีน้อย ก็ขี่หลึงของตนด้วย "...เฮ้อ...ชักน่าห่วงลูกเสียแล้วสิ ลูกเรายังไม่รู้เสียด้วยซ้ำ ว่าพระอาทิตย์นี้ ร้อนแรงแค่ไหนนัก"


"ถ้าเราจับราชรถ แล้วถูกเพลิงเผา...ลูกของเราเอง...ก็คงถึงคราวต้องวายปราณ...ตามเราไปด้วยแน่...อย่ากระนั้นเลย...จำเราต้องป้องกันลูกไว้ก่อน...ลูกเราจะได้ไม่เป็นอะไร..."


"ท่านพ่อ ท่านพ่อเป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ?" เด็กสาวเอ่ยถาม เนื่องจากเห็นบิดา ยืนเหาะนิ่งไป แต่วายุบุตรนั้น ไม่กล่าวตอบแต่อย่างใด ก่อนจะเผยร่างจริงของตน ให้เห็นเป็นสี่หน้าแปดมือ


 แล้วใช้สามมือที่โผล่มานั้น ปกคลุมร่างของนางไว้ จนสาวร่างเล็ก ร้องด้วยความตกใจ แต่วานรขาวจำใจ ทำเป็นไม่ฟังเสียงลูก ก่อนจะพุ่งตัว ไปจับราชรถ อย่างไม่คิดถึงชีวิตตน แต่อย่างใดเลย ก่อนจะคำรามออกมา ด้วยความเจ็บปวด


เมื่อนั้น

นุพากุมารีดวงสมร

ได้ฟังเสียงของกระบี่บิดร

ให้นึกตกใจหวาดหวั่น

ประหนึ่งอัสนีได้ฟาดทรวง

พลางเรียกวายุบุตรทันใด

พ่อจ๋าของลูกนี้

ได้ยินคำของบุตรนี้

หรือมิได้ฟังแต่ปานใด

โปรดตอบลูกให้รู้ที

ว่าบิตุรงค์ยังฟังคำของลูกอยู่

ว่าพลางเศร้าโศกอาดูร


 แม้ว่านุพาน้อย จะพยายามเรียกพ่อแล้ว ตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับ...การตอบกลับ...แต่ประการใดเลย... อีกทั้งเขา ใช้แขนทั้งสาม บังร่างของนางไว้ จึงทำให้นาง ไม่สามารถได้มองเห็น หรือรับรู้เลย ว่าบิดาของนาง ได้ถูกแสงพระทินกร เผาไหม้ชีวิตเสียแล้ว


 เสียงร้องไห้ ของนุพาน้อย เริ่มดังขึ้นแล้ว นางร้องไห้ที่บิดา ไม่ฟังเสียงหรือรับรู้อะไร ว่านางแปลกห่วงมากแค่ไหน เพราะนางไม่อยากเสียพ่อ....เหมือนที่นางต้องเสียไมยราพ ผู้เป็นพ่อเลี้ยงของนางอีก....


"เอ๊ะ!? แปลกจริงนัก ทั้งที่เราเผามันไปแล้ว แต่ทำไมถึงมีขนเพชร เขี้ยวแก้ว ที่ยังอยู่ล่ะ มิหนำซ้ำ ยังมีอะไรบางอย่าง ที่เหมือนป้องกันอะไรไว้ และเสียงเด็กผู้หญิง ที่ร้องไห้นั้น ก็ดังมาจากในนั้นอีกด้วย ช่างน่าฉงนใจนัก"


 พระอาทิตย์กล่าว อย่างประหลาดใจ เพราะเขาได้เผาร่าง ของผู้ที่ได้บังอาจ หยุดราชรถของตนไปแล้ว แต่กลับมีเพียงขนเพชร และเขี้ยวแก้วเท่านั้น ที่ไม่เป็นอะไรเลย อีกทั้งได้ยินเสียง ของเด็กผู้หญิง ที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ


 จนพระองค์ตัดสินใจ ร่ายมนต์ชีวิต ของผู้ถูกแผดเผา จนร่างที่ถูกเผาไหม้ ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเป็นร่างของวานรขาว ที่มีสี่หน้าแปดกร ซึ่งทั้งสามกรที่คุ้มครองบุตรีไว้นั้น ก็คลี่ออกมา จนเผยให้เห็นร่างของเด็กสาวร่างเล็ก ที่มีรูปร่างหน้า ที่น่ารักและน่าเอ็นดู


 แต่เรือนเกศาของนาง กลับมีสีขาวโพลง และสองดวงเนตร เป็นสีฟ้าใส เหมือนท้องนภา ไม่เหมือนเด็กทั่วไป ที่มีสีผมและตา ที่ดำสนิท จนถึงกับเอ่ยถาม ด้วยความสงสัย


"นี่แน่ะ เจ้าวานรขาว ข้าขอถามเจ้า เหตุเจ้าถึงหยุดราชรถของเรา และเหตุใดเล่า เจ้าถึงใช้แขนทั้งสาม คุ้มครองเด็กคนนั้นเล่า นางเป็นลูกเต้าของผู้ใด จงตอบเรามาเถิด"


 หนุมานที่ฟื้นคืนชีวิต ได้ฟังของพระทินกร จึงพนมมืออย่างอ่อนน้อม ก่อนจะกล่าวตอบ ในขณะที่นุพาน้อย กอดตนด้วยความดีใจ พร้อมทั้งน้ำตา เมื่อเห็นว่าเขายังมีชีวิตอยู่


"ข้าแต่พระอาทิตย์ อันตัวข้านี้ มีนามว่าหนุมาน เป็นทหารเอกของพระสี่กร เหตุที่ข้าต้องหยุดราชรถนี้ ด้วยเนื่องจากเจ้ากุมภกรรณ มันใช้หอกโมกขศักดิ์ พุ่งปักองค์พระลักษณ์ พระอนุชาของพระองค์ราม ข้าจึงจำต้องหยุดราชรถไว้"


"เพราะเกรงว่า หากข้าไม่รีบเอายา ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แสงของท่านจักทำให้พระอนุชา ต้องสิ้นพระชนม์ด้วย และที่ข้าต้องใช้แขนทั้งสาม คุ้มครองเด็กคนนี้...เพราะว่านางเป็นบุตรีของข้า นางตัดสินใจ ที่จะช่วยข้าหายามารักษา"


"แต่ข้านี้เป็นห่วง ห่วงว่านาง จะถูกแสงของท่าน ทำลายชีวิตของนาง ตามข้าไปด้วย ดังนั้น ขอท่านได้โปรด หยุดราชรถไว้ก่อนเถิด ถ้าข้านำยามารักษาองค์พระลักษณ์แล้ว ท่านก็ค่อยขับราชรถต่อไปได้"


"เรื่องนี้น่ะ เราคงทำไม่ได้หรอก" คำตอบของพระสุริยานั้น ทำเอาสองพ่อลูก ถึงกับอึ้งขึ้นมา แต่หนุมานนั้น กล่าวถามอย่างสงสัย "...ทำไมล่ะท่าน?" "...เฮ้อ...เพราะถ้าเราทำแบบนั้นแล้ว มันจะเท่ากับเรา ได้ทำผิดกฎจักรราศีไว้"


"อีกทั้งพวกสิ่งมีชีวิต และสรรพสัตว์ทั้งหลาย จะพากันเดือดร้อนไปทั่ว แต่เราก็เห็นความซื่อสัตย์ ความภักดี ที่มีต่อนายของเจ้า และความรักของพ่อ ที่มีต่อลูก จนไม่นึกถึงชีวิตตนเอง ดังนั้น เราก็ยินดี ที่จะช่วยเจ้าอยู่บ้าง"


"โดยเราจะให้พระอรุณ ขับราชรถของเรา หลบไปตามกลีบเมฆก็แล้วกันนะ" "ขอบพระคุณท่านมาก ถ้าเช่นนั้น ข้าจะรีบเก็บยาโดยด่วนทันที" หนุมานกล่าวขอบคุณ และกำลังจะออกจากพระทินกร


 แต่ทว่าเด็กสาวนั้น กลับเริ่มวิตกกังวลขึ้นมา ถึงแสงของพระอาทิตย์ ที่จะลอดออกจากเมฆา "...ถึงท่านพระอาทิตย์ จะบอกว่าวิธีนี้ ยังพอให้องค์พระลักษณ์ ไม่โดนแสงก็จริง แต่ถ้ายังมีแสงเล็ดลอดออกมาล่ะ...จะทำอย่างไรดี...อ๊ะ! นึกออกแล้วล่ะ"


 เมื่อนางคิดได้ดังนั้น นางจึงหลับตาลง ก่อนจะให้พลัง ที่นางมีอยู่ ส่งกระแสจิต ไปถึงใต้บาดาล ซึ่งเคยเป็นที่ที่นาง ได้อยู่อาศัย "เพื่อนๆของข้า ข้าขอให้พวกเจ้า จงไปคุ้มครองทุกคนในกองทัพ และองค์พระลักษณ์ ไม่ให้แสงอาทิตย์ ได้ต้องหอกเด็ดขาดด้วยเถิด"


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ณ สนามรบ


"ท่านพิเภก นี่ก็นานแล้วนะ ทำไมสองพ่อลูกนั้น ยังไม่มาอีกนะ?" พระรามกล่าวถาม กับโหรยักษ์ อย่างร้อนใจ เพราะเป็นห่วงน้องยิ่งนัก "พระองค์อย่าได้กังวลเลยพะยะค่ะ เพราะถึงอย่างไรเสีย พวกเขาก็คงหยุดราชรถได้แล้ว"


"เพราะถึงเป็นเวลาเช้า พระอาทิตย์ก็ยังไม่มาเลยพะยะค่ะ" "แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ข้าก็เป็นก็กลัว ว่าน้องลักษณ์จะเป็นเช่นไรบ้าง" แม้ว่าพิเภกจะกล่าวปลอบใจ พระสี่กรอวตาร ก็ยังคงกังวลใจมากกว่าเดิม จนกระทั่ง....


ครึ้ก!

ครืน.......!!!!!

"นั่นเกิดอะไรขึ้นกันน่ะ?!"


 พญาสุครีพกล่าวขึ้น ด้วยความแปลกใจ เมื่อแผ่นพื้นพสุธา ได้เกิดสนั่นหวั่นไหวไปทั่วสนามรบ ก่อนจะมีพวกสัตว์กึ่งบกกึ่งน้ำ เช่นงูยักษ์ กบยักษ์ เต่ายักษ์ ปลาทั้งหลาย จระเข้ตัวใหญ่ และพื้นน้ำขนาดใหญ่ ที่โผล่ออกมาจากพื้นดิน


 ทำให้พวกเสนาวานรตกใจ แต่ก็ยังตั้งสติ และตั้งท่าจะสู้ แต่มีเต่าที่ตัวใหญ่ เทียบเท่าภูเขา คลานออกมา ก่อนจะอธิบายให้ฟัง "พวกท่านไม่ต้องกลัว พวกเรามาตามกระแสจิต ของนายน้อยนุพาเท่านั้นเอง" "เอ๊ะ!!?? นุพางั้นรึ?"


 องคตกล่าวอย่างประหลาดใจ เมื่อทราบว่า คนที่ไปเรียกสัตว์เหล่านี้มา เป็นหลานสาวของตน ทหารวานรทุกตน ก็ไม่คิดทำร้ายแต่ประการใด พวกสัตว์น้ำทั้งหลาย เห็นดังนั้น พวกมันจึงเคลื่อนตัว แล้วยืนตรงหน้ากองทัพ แทบทุกด้าน


 จนไม่มีผู้ใด มองเห็นแสงได้เลย นั่นทำให้พระราม เกิดแปลกใจขึ้นมา จึงเอ่ยถามกับเหล่าสัตว์ทั้งหลายขึ้น "เอ๊ะ? ทำไมพวกเจ้า ถึงต้องล้อมรอบเช่นนี้ล่ะ?" "เพราะนายน้อยนุพา ได้ใช้กระแสจิต สั่งให้พวกเรา ป้องกันแสงอาทิตย์เอาไว้ก่อน"


"จนกว่าบิดาของนาง จะหายามารักษา จนเสร็จสิ้นภารกิจเท่านั้น" งูยักษ์กล่าวอธิบาย ให้พระสี่กรทราบ จนพระรามเข้าใจ "งั้นรึ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ข้าคงต้องรบกวนพวกเจ้าแล้วล่ะ" "ด้วยความยินดี"


 พวกสัตว์ทั้งหลาย กล่าวพร้อมกัน ด้วยความเต็มใจ พระนารายณ์อวตาร จึงเริ่มสบายใจได้บ้างแล้ว ก่อนจะนึกถึงสองพ่อลูก ที่กำลังภารกิจนี้อยู่ "หวังว่าพวกเจ้า คงไม่เป็นอะไรนะ...หนุมาน...นุพา"


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ณ เขาบรรพต


"ที่นี่รึเจ้าค่ะ เขาบรรพตน่ะ" "ถูกแล้วล่ะ ที่นี่คงมีสังกรณีตรีชวาแหละ" หนุมานกล่าวกับลูก ก่อนจะวางร่างเล็ก อย่างอ่อนโยนและระมัดระวัง ก่อนที่สองพ่อลูก จะมองหาต้นไม้ ที่เป็นยาแก้หอก พลางตะโกนเรียกไปด้วย


"สังกรณีตรีชวา!! เจ้าอยู่ตรงไหน!!??" "ถ้าได้ยินแล้ว ตอบมาด้วยนะเจ้าค่ะ!!!! (>[]<)" "ตรงนี้!!!" "ห๊า!/เอ๊ะ!?" ทหารเอกสองพ่อลูก ต่างหันมาเป็นตาเดียวกัน เมื่อได้ยินเสียง ของใครที่ดังขึ้นมา แต่สองพ่อลูกนั้น ก็ยังไม่ลังเลใจ


 โดยการเดินไปหา เจ้าของเสียงประหลาด เพราะพวกเขารู้ดี ว่าเสียงที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงของต้นยา ที่พวกเขากำลังตามหาอยู่ แต่นั่นก็ทำให้พวกเขา เริ่มหนักใจขึ้นมา เพราะไม่ว่าจะเข้าใกล้มัน ไปตามเสียงแล้ว


 มันก็โผล่นั่น โผล่นี่ มันโผล่ไปทั่วทุกที่ ราวกับว่ามันมีชีวิต จนสองพ่อลูก เริ่มเหนื่อยใจขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น วานรผู้พ่อ ก็นึกแผนออก ก่อนจะเรียกลูกของตนขึ้นมา "นุพา มาหาพ่หน่อยสิลูก" "เจ้าคะ?"


 นุพาน้อย กล่าวตอบกลับ อย่างงุนงง ก่อนจะเดินไปหาผู้เป็นพ่อ ซึ่งวานรสีขาวผ่อง ก็เอามือทั้งสองข้าง มาป้องหูเล็กๆของบุตรี พร้อมกับกระซิบอะไรบางอย่าง โดยสาวร่างเล็กนั้น ก็พยายามตั้งใจฟัง


 ก่อนที่วานรขาว จะร่ายมนต์ จนร่างกายของเขา เริ่มสูงใหญ่เท่าภูพา แล้ววางมือให้ลูกตัวน้อย ได้ขึ้นบนฝ่ามือของตน จากนั้นเอง หางของเขานั้น ก็เริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ จนมันล้อมรอบภูเขาทั้งลูก


 ทำให้ต้นสังกรณีตรีชวา ได้โผล่ออกมาที่ยอดภูเขา หนุมานจึงวางมือ ที่มีนุพาอยู่ ลงบนยอดเขา ซึ่งนางก็รีบเด็ดมันขึ้นมา อย่างไม่รอช้า "ท่านพ่อเจ้าค่ะ ได้ต้นยาที่จะรักษาแล้วนะเจ้าค่ะ" "ถ้าเช่นนั้น ก็ไปเอาน้ำปัญจมหานที ที่องค์พระพรต กับองค์พระสัตรุดเถิด ลูกรักของพ่อ"


"เจ้าค่ะ" ร่างบางน้อยๆ กล่าวรับคำ ก่อนจะขึ้นขี่คอของผู้พ่อ ที่จากร่างวานรตัวใหญ่ ก็กลับกลายเป็นร่างวานร ที่มีขนาดเท่ามนุษย์ แต่ใหญ่กว่าเพียงเล็กน้อยตามเดิม ก่อนที่พวกเขา จะเหาะมุ่งหน้าไป ที่เมืองอโยธยานั้นเอง


...................

...............

.......

ณ เมืองอโยธยา


ตึก!

"ถึงแล้วล่ะ"

"...โอ้โห!!!!! (๏0๏)"


 นุพาต้องร้องออกมา พร้อมกับดวงตาที่ลุกวาว เมื่อถึงเมือง ที่สวยงามเหมือนสวรรค์ ทั้งผู้คนทั้งหลาย ต่างก็แต่งชุดอย่างสวยงาม แต่ถึงกระนั้นเอง ทั้งสองพ่อลูก ก็ยึงไม่ลืมภารกิจ พวกเขาจึงรีบไปเข้าเฝ้า สองพระอนุชาของพระราม


 ซึ่งเมื่อไปถึงท้องพระโรง สองทหารพ่อลูก ก็กราบบังคม แก่ทั้งสองอนุชา จึงทำให้ทั้งพระพรต และพระสัตรุด เกิดประหลาดใจยิ่งนัก พระอนุชาซึ่งก็คือจักร ที่ได้อวตารลงมา ได้เอ่ยถามขึ้นมา


"นี่แน่ะ เจ้าวานรขาว กับกุมารีน้อย ตัวพวกเจ้านี้ เป็นผู้ใดกัน?" "อันตัวข้าพระองค์นี้ มีนามว่าหนุมาน ส่วนกุมารีน้อยนี้ เป็นบุตรีของพระองค์ มีนามว่านุพา ที่พวกข้าพระองค์ มาที่เมืองอโยธยานี้"


"เพราะองค์พระลักษณ์...ทรงต้องหอกโมกขศักดิ์...ได้รับบาดเจ็บพะยะค่ะ" "อะไรนะ!!!!" "ทะ...ท่านพี่ลักษณ์...ทรงถูกหอกอย่างนั้นเหรอ..." ทั้งสองต่างร้องออกมา ด้วยความตกใจ


 เมื่อทราบข่าวร้าย ที่เกิดกับพระลักษณ์ โดยนุพาน้อยได้กล่าวรับผิด ว่าเป็นต้นเหตุ ของข่าวร้ายนี้ แต่ทั้งสองก็ไม่ได้โทษโกรธ เพราะทั้งคู่ ต่างเห็นแล้ว ว่านางเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ยอมช่วยบิดา หายาแก้หอกมาช่วยรักษา


 ก่อนที่พระพรต จะกล่าวสั่งกับอำมาตย์ อย่างร้อนใจ "ท่านอำมาตย์สุมันตัน ท่านจงคนโท ที่ใส่น้ำปัญจมหานที มาให้แก่เราโดยด่วยเถิด" "พะยะค่ะ" อำมาตย์กล่าวรับคำ ด้วยความเต็มใจ ก่อนจะออกไป เพื่อนำสิ่งที่วานรขาวต้องการ มาให้เจ้าชายอโยธยานี้ทันที


..............

......

...

เวลาผ่านไป ๓๐ นาที


"นี่คือน้ำที่พวกเจ้าต้องการ จงนำมันไปรักษาน้องลักษณ์เถิด" "พะยะค่ะ/เพคะ" สองพ่อลูก กล่าวรับคำพร้อมกัน แต่หลังจากที่พวกเขา ได้น้ำปัญจมหานทีแล้ว ทั้งสองพระอนุชา ต่างก็โศกเศร้ายิ่งนัก โชคดีที่สองพ่อลูก ช่วยกันปลอบพระทัย จนหายความเศร้าโศกได้


ครั้นค่อยระงับดับโศก

ซึ่งวิโยคกำสรดสงสาร

จึ่งสั่งคำแหงหนุมาน

ตัวท่านจงทูลพระจักรี

ว่าเราทั้งสองอนุชา

บังคมมาใต้เบื้องบทศรี

อยู่เมืองเหมือนนอนในอัคคี

มีแต่ความโศกไม่วายวัน

แจ้งว่าพระองค์สงครามยักษ์

ทุกข์หนักปิ้มชีพชีวาสัญ

จะใคร่ไปรองบาทพระทรงธรรม์

ก็เกรงล่วงพระบัญชาไป

ตรัสแล้วเอาขวดรัตนา

ซึ่งใส่ปัญจคงคาส่งให้

ตัวท่านผู้มีฤทธิไกร

รีบไปให้ทันราตรี


 เมื่อพระพรต กับพระสัตรุด ได้กล่าวตรัสสั่ง กับสองพ่อลูกแล้ว ทหารเอกทั้งสอง ก็พากันกราบบังคม ก่อนจะเหาะขึ้นบนอากาศ และหายลับตาไป


................

........

...

ณ สนามรบ


ตึก!

"ท่านพิเภก ข้าเอายามารักษา...เฮ้ย!!!!!"


 หนุมานที่นำยาแก้หอก กับน้ำปัญจมหานที ซึ่งกำลังจะตะโกนกับพิเภกนั้น เขากลับต้องร้องด้วยความตกใจ เมื่อเขาได้ไปเจอ กับพวกสัตว์น้ำยักษ์ และคลื่นน้ำขนาดยักษ์


 แต่โชคดีที่นุพาน้อย ที่ขี่บนคอของบิดา ที่เมื่อมองอย่างถี่ถ้วน นางก็กล่าวอธิบาย ให้วานรขาวผู้พ่อฟัง "อ๊ะ! ท่านพ่อไม่ต้องกลัวหรอกเจ้าค่ะ พวกเขาเป็นเพื่อนหนูเองเจ้าค่ะ" "...จ้า... (^^;)" วายุบุตร กล่าวรับคำ ของบุตรสาว แม้ว่าจะยังหวาดกลัว พวกสัตว์น้ำยักษ์ก็ตาม


"อ้าว! หนุมาน นุพา พวกเจ้ามาแล้วรึ?" สุครีพเอ่ยทักขึ้น จนทั้งสองตน ต้องหันมาทางเจ้าของเสียง ซึ่งวานรขาว ก็ตอบอย่างแอบนึกหวั่นๆ"ชะ...ใช่แล้วล่ะ...(^~^;)" "เจ้าค่ะ ท่านปู่สุครีพ"


"นายน้อย!! ท่านกลับมาแล้ว!!!" พวกสัตว์น้ำทั้งหลาย ร้องขึ้นพร้อมกัน ด้วยความดีใจ และกำลังจะพุ่งตัว ไปหานายน้อยของพวกตน แต่เด็กสาวร่างเล็ก กลับรีบกล่าวห้ามเสียก่อน


"อ๊ะ อ๊ะ เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าช่วยคุ้มกันก่อนนะเจ้าค่ะ" "ขอรับ/เจ้าค่ะ" พวกมันรับคำสั่ง ก่อนจะทำหน้าที่ต่อ ซึ่งสองพ่อลูก ก็รีบนำต้นไม้กับน้ำที่ได้ นำไปให้พิเภก ไปบดเป็นยา แล้วนำไปพอกที่หอก


 หนุมานก็ไม่รอช้า เขาก็รีบฉุดมันขึ้นมา และมันก็หลุดออก อย่างง่ายดาย สร้างความยินดี แก่เหล่าเสนาวานร รวมถึงฝูงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์น้ำมาก เมื่อพระลักษณ์ได้ฟื้นขึ้นมา หลังจากที่หอก ได้หลุดออกไปแล้ว


"น้องพี่!!!!" "...ท่านพี่ราม?" พระอนุชากายทองทา เอ่ยขึ้นอย่างฉงนใจนัก และก็ยิ่งประหลาดใจ เมื่อเห็นสาวร่างเล็ก นั่งพับเพียบ แล้วก้มกราบเขา จนเขาต้องรีบห้ามทันที ก่อนจะกล่าวให้อภัย อย่างอ่อนโยน


"เดี๋ยวก่อน นุพา...ถ้าเรื่องที่เจ้า จะโทษตนเอง ว่าเป็นสาเหตุให้ข้าบาดเจ็บ ข้าไม่ว่าอะไรหรอก เพราะเจ้ากุมภกรรณ มันจะทำร้ายเจ้าแล้วล่ะ ตอนนี้ข้าโล่งใจแล้วล่ะ ที่เจ้าปลอดภัย เพราะถ้าเสียเจ้าไป คนที่เสียใจนั้น ก็คือพ่อของเจ้า ที่ต้องสูญเสียลูกเช่นเจ้า"


"...เพคะ" เด็กสาวกล่าวอย่างยินดี และรู้สึกซึ้งใจนัก พร้อมกับที่พระราม ได้ตรัสชมกับหนุมาน ที่ได้ช่วยชีวิตน้องเอาไว้ จากนั้นเอง นุพาน้อย ก็หันมาพูดคุย กับพวกสัตว์น้ำทั้งหลาย ถึงสภาพความเป็นอยู่ ของมัจฉานุผู้พี่


"นี่ๆ ท่านพี่มัจฉานุน่ะ ตอนนี้เขายังสบายดีอยู่ไหม?" "ตอนนี้ยังสุขสบายดีขอรับ และไม่มีเหตุร้ายใดๆเลยด้วย" เต่ายักษ์กล่าวตอบ ตามที่มันคอยเฝ้าดู เป็นประจำ ให้นายหญิงตัวน้อยทราบ


 นั่นทำให้นาง จึงโล่งใจนัก ที่วานรผู้พี่ ยังอยู่อย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร "ถ้าเช่นนั้นแล้ว ถ้าท่านพี่ ถามถึงหนูล่ะก็ บอกกับเขาด้วย ว่าหนูยังสบายดีอยู่เช่นกัน" "ขอรับ/เจ้าค่ะ นายน้อย"


 พวกมันกล่าวรับคำ ก่อนจะแทรกแผ่นดิน เพื่อกลับเข้าถิ่นฐาน ของพวกมันตามเดิม โดยมีนุพาน้อย โบกมือลาพวกมันด้วย แต่ทว่า...นางกลับไม่รู้เลย ว่าการที่นาง ได้ใช้พลังที่นางมีอยู่ทั้งหมดนั้น จะทำให้ฝ่ายศัตรูนั้น ใช้มันในการทำร้ายนางได้


 โดยเมื่อพวกสัตว์ไปแล้ว หนุมานผู้พ่อ ก็รู้สึกประหลาดใจ จนเอ่ยถามกับบุตรีขึ้นมา "หือ? ลูกนุพา เจ้าไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม?" "เจ้าค่ะ ว่าแต่ทำไมเหรอเจ้าคะ?"


"พ่อเห็นลูกน่ะ มีเกล็ดงอกออกมา จากที่แขน และขาของลูกน่ะ" คำตอบนี้ ทำเอาคนอื่นๆ ต้องมองดูตาม ก็เห็นจริงอย่างที่ว่า เพราะนางเริ่มมีเกล็ดเล็กๆ งอกออกมาจากแขน และขาที่แสนบอบบางของนางเอง


 ซึ่งสาวร่างเล็ก ก็มองที่แขน และขาทั้งสองข้าง เหมือนจะทราบสาเหตุ ก่อนจะตอบบิดาของนางให้ทราบ "ท่านพ่อ ลูกว่าน่าจะเป็นเพราะ...คงอยู่บนบกนานไปหน่อยนะเจ้าค่ะ" "เอ๊ะ!? ลูกเป็นมนุษย์นะ ไม่ใช่แบบมัจฉานุซะหน่อยนะ"


"แต่ว่าลูกต้องลงน้ำด้วยรึ?" วานรขาว กล่าวถามอย่างแปลกใจ เหมือนเห็นว่าบุตรีของตนนั้น จะดูอย่างไร นางก็ยังเหมือนคนทั่วๆไป เด็กหญิงตัวน้อย จึงเงียบไปซักพัก ก่อนจะถอนหายใจ และอธิบายให้บิดา และทุกคนฟัง


"อ๋อ! เกล็ดพวกนี้เหรอเจ้าคะ? พวกนี้มันจะมาได้ เมื่อหนูไม่ได้ลงน้ำ เป็นเวลานานแล้ว ถ้ายิ่งนานมากๆ หนูก็จะกลายปลาน่ะเจ้าค่ะ" "ห๊า? ปลา?" ทุกคนพากันงุนงง เมื่อทราบสาเหตุนี้แล้ว


 ซึ่งพระรามเอง ก็ถึงกับรีบสั่งทันที ด้วยเกรงว่านาง จะต้องอยู่บนบก นานเกินไปมากกว่านี้....แต่ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลย....ว่าตอนที่นุพา เล่าสาเหตุที่เกล็ดปลา โผล่ออกมานั้น ก็อยู่ในสายตาของกาตัวหนึ่ง ที่เกาะบนกิ่งไม้ ที่อยู่ไม่ไกล จากสนามรบนัก


 และได้ยินทุกอย่างที่นางเล่า ก่อนจะบินหายลับตา โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลย


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ณ ท้องพระโรง กรุงลงกา


 เจ้ากาที่บินจากสนามรบ ได้บินเข้าทางหน้าต่าง เพื่อเข้าเฝ้าทศกัณฐ์ และกุมภกรรณ ในท้องพระโรง ก่อนจะกลายร่างเป็นยักษ์ ซึ่งพญายักษ์นั้น ก็รอข่าวดี ที่ตนกำลังจะได้รับ จึงกล่าวถามทันที


"ว่าไง เจ้าลักษณ์มันตายหรือไม่?" "ข้าแต่มหาราช เจ้าหนุมานกับบุตรีของมัน ได้ตามหายา มาแก้หอก จนพระลักษณ์ฟื้นคืนขึ้นมาแล้วพะยะค่ะ" "ว่าไงนะ!!!!" พญายักษ์สิบหน้า กล่าวขึ้นมา ด้วยความขุ่นเคืองหนักขึ้น


 เมื่อพบว่า น้องของฝ่ายศัตรูนั้น แทนที่จะสิ้นชีวิต กลับได้ยามารักษา จนรอดตายมาได้ ซึ่งนั้นก็ทำให้ พญายักษ์ผู้น้องเอง ก็รู้สึกเคืองจิตยิ่งนัก ด้วยเขารู้ดี ว่าเป็นผู้ใด ที่รู้ยาแก้หอกของตนได้


"ฮึ่ย...ต้องเป็นไอ้พิเภกแน่!! เพราะมันรู้ทางโหราศาสตร์ และรู้ยาที่แก้หอกโมกขศักดิ์ ของข้าได้นี่เอง!!!!" "หน๊อย...ไอ้น้องชั่วตนนี้! น่าฆ่าให้ตายนัก!!!!" ทศกัณฐ์เองก็แค้นใจ ในตัวน้องร่วมอุทรของตนมากเช่นกัน เพราะไปอยู่ช่วยเหลือ กับฝ่ายศัตรูนี่เอง


"และอีกอย่างหนึ่ง กระหม่อมนี้ได้ทราบมาว่า ธิดานุพา บุตรีของมันนั้น เมื่อไม่ได้อยู่ในน้ำ เป็นเวลานานๆแล้ว นางก็จะกลายเป็นปลาทันทีพะยะค่ะ" "หือ!? จริงรึ?" กุมภกรรณกล่าวถาม อย่างประหลาดใจนัก ซึ่งเสนายักษ์ ก็กล่าวตอบ ตามที่ตนได้เห็นมากับหู และตาของตน


"จริงแท้ทีเดียวพะยะค่ะ เพราะกระหม่อมได้เห็นกับตา และได้ยินมาสองหูพะยะค่ะ" คำยืนยันนี้ นั่นทำให้น้องของยี่กรนั้น ถึงกับแสยะยิ้มออกมา จนทหารยักษ์ ที่รายงานนั้น ถึงกับขนลุกทันที เหมือนจะดูออก...ว่าพญากุมภกรรณนี้...คงคิดหาวิธีแก้แค้นแล้ว....


"นางเด็กน้อย...ถึงที่ข้าบ้างล่ะ...ที่จะได้แก้แค้นกับเจ้า"


โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

29 ความคิดเห็น