(นิยายรามเกียรติ์) นุพาดวงสมร

ตอนที่ 10 : พบน้องของท่านตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 288
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    31 ธ.ค. 61

"หลานนุพา มาหาปู่หน่อยสิ" "เจ้าค่ะ ท่านปู่สุครีพ" นุพาน้อย กล่าวพลางเดินไปกอดสุครีพ ซึ่งเขาก็กอดหลานสาว ด้วยความเอ็นดู "ฮ่าๆๆ...เอ๊ะ! นั่นเจ้ากำลังทำอะไรอยู่รึ?" "หลานดูพวกพี่ลิงอยู่เจ้าค่ะ หลานมิรู้ว่า พวกเขากำลังทำอะไรเจ้าค่ะ"


 ธิดาวายุบุตร กล่าวพลางชี้ ไปที่เหล่าทหารวานร ที่กำลังฝึกซ้อมกัน ซึ่งนางไม่ก็เคยเห็น การฝึกซ้อมแบบนี้มาก่อน วานรสีแดงชาด จึงถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวอธิบาย ให้ผู้เป็นหลานทราบ


"อ๋อ! พวกเขากำลังฝึกซ้อมกันอยู่น่ะ" "ฝึกซ้อม?" เด็กสาวเอ่ย พลางเอียงคอไปทางซ้าย ด้วยความสงสัย "ก็คือ พวกเขากำลังซ้อม เพื่อที่จะได้ชำนาญ ในด้านการรบ กับพวกยักษ์ของกรุงลงกาน่ะ" "กรุงของรังกาเหรอเจ้าคะ?"


แป๋ว...


 สุครีพถึงกับไปไม่เป็นท่า เมื่อหลานสาวเอ่ยประโยคนี้ออกมา แต่วานรสีชาด ก็ไม่ว่าอะไรนัก และเขาก็ยอมรับ ว่าตอนที่บรรพบุรุษของนาง ได้สร้างเมืองที่เขานิลกาฬนั้น แต่เดิมเป็นที่สร้างของพวกกา และเคยเป็นเมือง ที่ปู่ของไมยราพได้สร้างขึ้นมา ก่อนจะทิ้งร้างเอาไว้ เพื่อหนีภัยจากพระนารายณ์


"กรุงลงกาต่งหากล่ะ หลานุพา มิใช่กรุงของรังกานะ (-_-;)" "อ๋อ! เจ้าค่ะ" นุพาเอ่ยกล่าว อย่างเข้าใจ ก่อนจะมองดูพวกทหาร ฝึกซ้อมกันต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง...."


ตึง!...ตึง!...ตึง!...

"หือ! นั่นเสียงอะไรกันน่ะ?!"


 วานรผู้เป็นสุริยบุตร เอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ เมื่อได้ยินเสียงประหลาด ที่ดังจนแผ่นสั่นสะเทือน ไปทั่วทั้งบริเวณ ทำให้เด็กสาวตั้วน้อย ต้องรีบไปหลบที่หลังของสุครีพ ด้วยความตกใจ และหวาดกลัว โชคดีที่วานรสีชาด อุ้มตัวนาง และกอดตัวนางไว้


 พลางกล่าวปลอบใจ ให้แก่หลานสาว "เจ้าไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเจ้าอยู่กับปู่แล้ว เจ้าจะได้สบายใจนะ" "จะ...จะ...จะ...เจ้าค่ะ... (๏~๏;;)" นุพากล่าวตอบกลับ ทั้งที่นางกลัว จนตัวสั่นใหญ่ แต่สุครีพ กลับนึกสงสัยขึ้นมา เหมือนจะเดาสถานการณ์ออก


"เสียงที่ทำให้ทั่วพสุธา ได้สั่นสะเทือนนี้...หรือว่าจะมีศัตรู ยกกองทัพมาถึงที่ค่ายนี้ ไม่ได้การแล้ว!" เมื่อน้องของพาลี คิดได้เช่นนั้น เขาก็อุ้มร่างเล็ก ไปที่พลับพลาอย่างไม่รีรอ


 เมื่อไปถึงที่พลับพลา ซึ่งเหล่าวานรทหารเอก ที่อยู่ในนั้นเอง ก็ดูจะเคร่งเคลียด และร้อนรน เพราะได้ยินเสียง ที่เป็นแบบเดียวกับสุครีพ รวมไปถึงหนุมาน ที่เมื่อเห็นอาการของลูกสาว ทำให้ผู้เป็นพ่อนั้น ถึงกับรีบไปดูอาการ ด้วยความเป็นห่วง


"นุพา นั่นเจ้าเป็นอะไรกันน่ะ? ตัวสั่นใหญ่เลย (๏[]๏;;)" "... (O_Q)" นุพาน้อย ไม่กล่าวตอบผู้เป็นบิดา แต่อย่างใดเลย เพราะนางยังดูหวาดกลัว กับเสียงที่ดั่งประหนึ่งว่า ฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย ในเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว


"ท่านพิเภก เหตุใดถึงมีเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวเช่นนี้?" พระรามเอ่ยพิเภก ที่เริ่มเขียนบนกระดานโหร ตั้งแต่ที่เกิดเสียง คล้ายแผ่นดินไหวอยู่แล้ว จึงทำให้ได้ทราบเร็วกว่าทุกครั้ง ก่อนจะกล่าวกราบทูล ให้พระอวตารสี่กรทราบ


"ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า เหตุที่เกิดแผ่นดินไหวเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากพญากุมภกรรณ ผู้เป็นพระเชษฐาของข้าพระองค์ ได้ยกกองทัพมาพะยะค่ะ แต่อันที่จริงแล้ว เขาเป็นยักษ์ผู้มีคุณธรรม เพียงแต่เขาถูกพระเชษฐาทศกัณฐ์ บังคับมาพะยะค่ะ"


"พี่ชายของท่านรึ? ถ้าเช่นนั้น ในเมื่อเจ้าทศกัณฐ์ มีศักดิ์เป็นตาของนุพา ดังนั้น นางจึงเป็นหลานของท่าน และกุมภกรรณด้วย ข้าจะให้ท่าน และนุพา ไปห้ามศึกกับเขาก็แล้วกัน"


"ห๊า!!!! (๏[]๏;)" พิเภกถึงกับทำปากหวอทันที เมื่อถูกพระรามสั่งเช่นนี้ ในขณะที่นุพา ยังไม่หายกลัวอยู่ แต่นั่นก็ทำให้โหรยักษ์นั้น ต้องจำใจกราบบังคม และอุ้มหลานสาว จากอ้อมแขนของสุครีพ แล้วออกจากพลับพลาไป...


.........

.....

...

"ถึงหรือยังเจ้าคะ?" สาวร่างเล็ก เอ่ยถาม เนื่องจากเห็นว่า น้องยี่สิบกรนั้น ยังเดินไม่ถึงกองทัพ ของน้องของพระเจ้าตาของนางเลย "ใกล้จะถึงแล้วล่ะ หลานนุพา แต่ตาเองก็ต้องขอโทษด้วยนะ ที่ตาของเจ้า ไปก่อเรื่อง กับฝ่ายพระองค์รามก่อนน่ะ เฮ้อ...."


 โหราแห่งกองทัพพระสี่กร กล่าวขอโทษกับหลาน ด้วยความเหนื่อยใจ ให้กับนิสัยของทศกัณฐ์ ผู้เป็นพี่ชายยิ่งนัก แต่เด็กสาวกลับกล่าวกับโหรยักษ์ อย่างเข้าใจ"ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ เพราะในเมื่ออีกฝ่าย เป็นครอบครัวของท่านแม่"


"หนูก็ถือว่าเป็นครอบครัว ของหนูเหมือนกันเจ้าค่ะ" "งั้นรึ ก็ดีน่ะสิ เจ้าจะได้คุยกับท่านตากุมภกรรณบ้างล่ะนะ...." พิเภกกล่าวได้ไม่นาน เขาก็ถึงตะลึงทันที ทำให้นุพา เกิดสงสัย จนต้องมองตามโหรยักษ์


 ทำให้นางต้องอึ้งทันที เมื่อได้ไปจ๊ะเอ๊ กับกองทัพยักษ์ ที่มีจำนวนมาก และดูแข็งแกร่งนัก โดยมียักษ์ที่อยู่บนราชรถ ที่เป็นจอมทัพ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ...เขานั้นไม่ได้สวมอะไรเลยบนศีรษะนั่นเอง


"โห....ตัวใหญ่จังเลยนะเจ้าค่ะ..." นุพาน้อย ถึงกับไม่อยากจะเชื่อ ว่ายักษ์ที่นางเห็นนั้น จะมีขนาดกายที่ใหญ่กว่ายักษ์ตัวอื่นๆ ซึ่งพิเภกเห็นดังนั้น ก็รีบก้มกราบทันที ซึ่งนางก็ทำตามที่พระอัยกาโหราทำ แต่พญายักษ์ที่อยู่บนราชรถนั้น


 เมื่อได้เห็นหน้าของยักษ์โหราผู้น้อง ดวงตาก็แดงฉาน ดั่งอัคคีทันใด ก่อนจะตวาดใส่ ด้วยเสียงอันดัง จนทั้งสองตาหลาน ถึงกับสะดุ้งโหยง ไปตามๆกันทันที


เมื่อนั้น

พญากุมภกรรณยักษา

จึงร้องว่าเหวยไอ้ทรลักษณ์

ชั่วช้าอัปลักษณ์โมหันธ์

ธรรมดาพี่น้องผิดกัน

ไม่ช้าพลันก็จะกลับคืนดี

ถึงมาตรถ้าองค์พระเชษฐา

โกรธาขับไล่มึงหนี

ญาติวงศ์พงศาก็ยังมี

เหตุใดอสุรีจึ่งไม่ไป

กลับมาเข้าด้วยลักษมณ์ราม

บอกความตื้นลึกทั้งปวงให้

จะแกล้งฆ่าพงศ์พันธุ์ให้บรรลัย

มาหากูไยไอ้อัปรีย์


 ทั้งตายักษ์ทั้งหลานคน เมื่อถูกพญากุมภกรรณ ตวาดว่า ก็รู้สึกหวาดกลัวจับใจ จนนุพาต้องพนมมือขึ้นมา ก่อนจะกล่าวอธิบาย ให้กับน้องของพระเจ้าตาของนาง อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน แม้จะยังกลัวอยู่ก็ตาม


เมื่อนั้น

นางนุพากุมารีน้อย

ได้ฟังคำของพญาอสุรี

พลันบังคมไหว้อัชลี

และกล่าววาจาไปทันใด

ข้าแต่พระอัยกาผู้ทรงธรรม

โปรดฟังความของนัดดา

ให้ถ่องแท้เข้าใจ

อันว่าพญาพิเภกพระเจ้าตา

ยังรักภักดีแด่ตัวท่าน

เพียงแต่เคราะห์กรรมแต่ปางก่อน

ได้บันดาลให้อัยกายักษา

ต้องจากเมืองธานีที่พึ่งพิง

จึงต้องไปตามพรหมลิขิต

ด้วยความจำใจสุดที่จะคิดได้

ขอโปรดเข้าใจหลานเถิดอัยกา


"ชะชะ! ไอ้เด็กน้อย ที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! ถ้าเจ้าบอกว่าตนเอง คือหลานของข้า ข้าก็ต้องยอมรับ เพราะเป็นบุตรีของธิดา ของพระเชษฐาทศกัณฐ์! แต่นี่เจ้าอยู่กับศัตรู จะให้ยอมรับได้รึไง ห๊า!!"


 พญากุมภกรรณ ยังคงกล่าวตวาดนุพา อย่างไม่พออกพอใจ เพราะเห็นว่านางเป็นหลานสาว แต่นางก็เป็นลูกที่เกิดจากฝ่ายศัตรู นั่นทำให้เขา ยังไม่ยอมรับอยู่บ้าง จนพิเภกต้องกล่าวขอร้องทันที


อันตัวของข้านี้จงรัก

ภักดีต่อองค์พระเชษฐา

ใช่จะตัดขาดญาติกา

ความรักวงศาดั่งชีวิต

ข้าจึ่งกราบทูลพระนารายณ์

ว่าพระพี่ร่วมสายโลหิต

ตั้งอยู่ในธรรมทศพิธ

ไม่คิดเบียนโลกาธาตรี

พระองค์จึ่งทรงพระเมตตา 

ใช้ข้ามาทูลบทศรี

ว่าทศเศียรอสุรี

ไปลักพระลักษมีแจ่มจันทร์

อันเป็นอัคเรศดวงสวาสดิ์

จึ่งตามมาพิฆาตให้อาสัญ

พระเชษฐาสิตั้งอยู่ในธรรม์

จะมาพลอยโมหันธ์ด้วยอันใด

จงอยู่ในสัตย์สุจริต

ใครผิดก็ตามอัชฌาสัย

แม้นเสร็จสงครามเมื่อใด

จะให้ผ่านพิชัยลงกา


"หน๊อยๆ ไอ้พิเภก! เจ้านี่ช่างโง่เขลานัก อันว่าพระนารายณ์นี้ มีพระกรถึงสี่กร ทรงสังข์ จักร ตรี และคทา หาใช่มนุษย์เดินดินไม่!!!! แต่ในเจ้าเชื่อว่า เป็นพระนารายณ์แล้วล่ะก็ จงไปแก้คำปริศนาของข้านี้ก็แล้ว!!!กัน"


 กุมภกรรณ ยังคงกล่าวตวาดใส่ ก่อนจะกล่าวออกไป เหมือนกับเป็นการลองปัญญา แต่ร่างบางน้อยๆ พอได้ฟังเช่นนั้น นางก็เกิดความสงสัย จนนึกที่จะถามไม่ได้ ก่อนจะกล่าวถามขึ้นมา "ท่านตากุมภกรรณเจ้าค่ะ คำปริศนาที่ว่ามานี้ มันคืออะไรเจ้าคะ? ท่านตาช่วยบอกได้ไหมเจ้าคะ?"


ตุบ!


 พญายักษ์ถึงกับหน้าแตกทันที เมื่อได้ฟังคำถาม ของหลานสาวผู้นี้ ซึ่งเจ้าตัวเอง ก็นึกได้ว่า ตนเกือบลืมทิ้งคำปริศนาจนนึกอยากจะทำโทษนาง ให้รู้เสียบ้าง แต่เขาก็นึกขึ้นได้ ว่าคนที่ถามนั้น เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จึงสะกดอารมณ์ได้ ก่อนจะบอกไป


"หน๊อย...ไอ้หลานคนนี้มัน...ฮึ่ย...เฮ้อ...ก็ได้ ข้ายอมบอกเจ้าก็ได้! คำปริศนาก็คือ...ชีโฉด หญิงโหดมารยา ช้างงารี และชายทรชน ถ้าแก้ปริศนานี้ได้ ข้าก็จะยอมกลับเมืองแต่โดยดี เมื่อรู้แล้ว พวกเจ็าก็รีบกลับไปซะ!!"


 พญายักษากล่าวตอบ พลางไล่สองตาหลาน ให้กลับเข้าค่ายทัพ ทำให้ทั้งสอง ต้องรีบวิ่งหนีไปทันที เพราะกลัวจะโดนทำโทษ ด้วยตะบองของฝ่ายยักษ์


................

......

..

ณ พลับพลา


"ท่านพิเภก นุพา การเจรจาครั้งนี้ ไม่สำเร็จสินะ" พระรามเอ่ยถาม เมื่อเห็นสองตาหลาน วิ่งหน้าตาตั้ง กลับเข้าค่ายของพระองค์ ซึ่งสองตาหลาน ก็ตอบไปตามเป็นจริง ทุกประการ ก่อนจะพูดถึงปริศนา ที่กุมภกรรณได้ตั้งเอาไว้


"แถมท่านตากุมภกรรณ ยังบอกให้ท่านตาพิเภก กับหม่อมฉัน ให้นำปริศนาแปลกๆ มาให้พระองค์แก้ด้วยเพคะ เห็นเขาบอกว่า ถ้าพระองค์แก้ได้ เขาจะยอมยกทัพกลับไปเพคะ"


"งั้นรึ แล้วปริศนาที่ว่ามานั้น คืออะไรกันเล่า? จงบอกให้เราทราบมาเถิด" อวตารพระสี่กร กล่าวอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยถึงคำปริศนาที่ว่านี้ ซึ่งนางก็ไปตามที่กุมภกรรณ กล่าวมาทุกประการ


"เห็นเขาบอกว่า ชีโฉด หญิงโหดมารยา ช้างงารี และชายทรชนน่ะเพคะ" คำปริศนานี้ ได้ทำให้ทุกคน พากันงุนงงไปตามๆกัน แม้แต่พิเภกที่เป็นโหร ที่มีความฉลาดเฉลียวเอง ก็มิอาจแก้ปริศนานี้ได้เลย


 แต่นุพานั้น แม้ว่านางจะยังนึกไม่ออก นางก็รีบตวามเห็นทันที "พระองค์ราม หม่อมฉันนี้เห็นว่า น่าจะต้องไปถาม ถึงเฉลยคำปริศนานี้ จากท่านตากุมภกรรณดูนะเพคะ"


 คำพูดของนางนี้ ทำเอาทุกคน ถึงกับไม่เคยนึกมาก่อน ว่านางจะกล่าวความเห็น ซึ่งก็ตรงกับที่พวกเขา คิดที่จะทราบความหมาย ของคำปริศนานี้เช่นเดียวกัน พระรามจึงกล่าวกับนาง ก่อนจะตรัสสั่งองคต


"อืม...ที่เจ้าว่ามา อันนี้ข้าก็เห็นด้วยนะ ขอบใจที่เจ้ากล่าวแนะนำวิธีนี้นะ องคต เจ้าจงไปหลอกถาม กับกุมภกรรณให้ได้ ว่าคำปริศนาเหล่านี้ มันหมายถึงอะไรบ้าง" "พะยะค่ะ" บุตรแห่งพาลี กล่าวรับคำบัญชา ก่อนจะเหาะออกจากพลับพลาไปทันที


..............

......

...

ผ่านไป ๑ ชั่วโมง


 หลังจากที่องคต ได้ออกจากพลับพลา ได้ไม่นานนัก เขาก็เหาะกลับมา พลางคุกเข่าคลาน เข้ามาในพลับพลา ซึ่งพระรามก็นั่งรออยู่แล้ว จึงเอ่ยถามถึงคำปริศนาทันที


"องคต เจ้ากุมภกรรณนั้น มันบอกความหมายว่าอย่างไรบ้าง จนบอกข้ามาตามตรงเถิด" "ขอเดชะ ไอ้กุมภกรรณนี้ คำปริศนาที่มันตั้งขึ้นนี้ มันกล่าวไว้ เพื่อหลบหลู่พระองค์พะยะค่ะ" "ว่าไงนะ!!!!"


โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

29 ความคิดเห็น

  1. #21 Patkun62442 (@Patkun62442) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 15:41
    โอ้วววว มีเรื่องแน่ๆ
    #21
    1
    • #21-1 Fresh14425 (@Fresh14425) (จากตอนที่ 10)
      31 ธันวาคม 2561 / 15:43
      แน่นอนค่ะ
      #21-1