อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,742,955 Views

  • 15,159 Comments

  • 15,794 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    132,153

    Overall
    2,742,955

ตอนที่ 167 : ตอนที่ 166 : คำสั่งผู้นำตระกูล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14620
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 937 ครั้ง
    14 มิ.ย. 61

”เจ้าเด็กนี่!! เหอะ!! ถึงข้าจะแก่แต่ข้าก็จะมิยอมตายก่อนศัตรูเป็นแน่”

เล้งซานยิ้มอ่อนพลางเกาหัวเล็กน้อย การหยอกล้อผู้อื่นนั้นราวกับเป็นนิสัยส่วนตัวของเด็กหนุ่มที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงและไม่เคยเลือกสถานการณ์

“ไอหนู ข้าคงไม่อาจเข้าไปใกล้เจ้าในยามนี้ ข้าไม่อยากเสียเวลาอธิบายให้เจ้าหนุ่มผู้นั้นฟัง เพราะมันอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการปะทะ เจ้าอธิบายเรื่องราวแก่มันเองก็แล้วกัน และเจ้าจงพามันไปจัดการเรื่องที่พรรคอสูรเงาให้เสร็จสิ้นแทนข้า ที่พรรคนั่นคงไม่หลงเหลือใครที่สามารถหยุดเจ้าหนุ่มนั่นได้แล้ว จงไปจัดการเรื่องต่างๆให้จบภายในวันนี้ และไปเจอข้าที่ทางเข้าหอคอยสุสานเทพอสูรในเมืองคืนนี้”

“ศิษย์ทราบแล้ว... อาจารย์ เรื่องภารกิจนี่... ข้าสามารถบอกกล่าวผู้อื่นได้หรือไม่?” เล้งซานสอบถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น เพราะมันเองนั้นก็มิได้อยากปิดบังเรื่องราวต่างๆกับเล้งฟานตี้มากนัก เพราะเล้งฟานตี้นั่นเป็นคนในตระกูลเดียวกันมีความเป็นห่วงเป็นใยแก่กันด้วยความจริงใจไร้ซึ่งผลประโยชน์แอบแฝง การที่ต้องพลัดพรากห่างไกลกันอีกครั้งทำเอาเล้งซานนั้นใจหายเล็กน้อย

“เรื่องนั่นสุดแล้วแต่เจ้า แต่ข้าจะบอกไว้เลยว่าภารกิจนี้ยิ่งเป็นความลับเท่าไหร่ก็จะยิ่งดีในการแฝงตัว หากเจ้าหนุ่มนั่นมันเลือกที่จะติดตามไปปกป้องเจ้าในทวีปมังกรฟ้า เจ้าคิดหรือว่ามันจะเป็นเรื่องดี?” จี้กงหยุนกล่าวตะเตือน

เล้งซานถอนหายใจเบาๆ เพราะมันก็ทราบดีเช่นกันว่าหากเล้งฟานตี้ติดตามไป คงจะยากในการแฝงตัวถ้ามีผู้ติดตามเป็นถึงระดับชนชั้นลมปราณสีส้มย่อมต้องถูกสอบสวนและสืบที่มาจากบุคคลอื่นเป็นแน่

“ศิษย์เข้าใจแล้ว”

“อืม...เช่นนั้นก็เอาตามนี้ อย่าลืมกอบโกยสินสงครามจากเถาป่าย เจ้านั่นมันมีความทะเยอทะยานสูง ดังนั้นของที่อยู่กับตัวมันล้วนแล้วแต่ต้องเป็นของที่มีค่าสูงล้ำ ส่วนสินสงครามจากเหล่าผู้อาวุโสพรรคอสูรเงาที่วางค่ายกลกับข้านั้น เจ้าไม่ต้องเสียเวลาค้นหา เพราะข้าเป็นคนจัดการดังนั้น... มันจึงเป็นของข้า”

เล้งซานใบหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย หารู้ไม่ว่าจี้กงหยุนก็ตระหนี่ถี่เหนียวไม่ต่างจากมัน!! ของติดตัวจากเหล่าผู้อาวุโสพรรคใหญ่กว่า 23 คน ไหนจะอดีตผู้อาวุโสชนชั้นลมปราณสีส้มอีกคน ย่อมมีมูลค่ามหาศาลอย่างแน่นอน เล้งซานแม้จะเสียดายใจในลึกๆ แต่ทว่าเมื่อเล้งซานนึกถึงทรัพยากรในคลังของพรรคอสูรเงาแล้ว เด็กหนุ่มก็ค่อยๆปริยิ้มออก มันที่พลาดจากคลังสมบัติของพรรคหยกดารามาแล้ว จึงหมายมั่นว่าคราวนี้จะกวาดคลังพรรคอสูรเงามิให้หลงเหลือแม้แต่เศษเหรียญเดียว!!

เล้งฟานตี้ทะยานร่างเข้ามาหาเล้งซาน ประสานมือยกสูง

"นายน้อย ท่านบาดเจ็บหรือไม่?"

เล้งซานปริยิ้มส่ายหน้าเบาๆ ประสานมือโค้งตัวให้แก่เล้งฟานตี้

"ขอบคุณผู้อาวุโสเล้ง ที่มาช่วยเหลือข้า  ไม่คิดเลยว่าจะพบท่านที่ด้านนอกสวนลึกลับเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงออกมาสู่โลกภายนอกได้" 

เล้งซานกล่าวสอบถามพร้อมหยิบยื่นโอสถฟื้นพลังและโลหิตให้แก่เล้งฟานตี้ เล้งฟานตี้ก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อยในการตบยาทั้งหมดเข้าปาก ไม่นานอาการอ่อนล้าก็ฟื้นฟูระดับหนึ่ง แขนซ้ายที่เคยด้านชาจากพิษสายฟ้าก็ค่อยทุเลาจนเริ่มมีความรู้สึกขึ้นอย่างช้าๆ เล้งฟานตี้ประสานมือขึ้นแทนคำขอบคุณอีกครั้งก่อนจะกล่าวตอบ

“เรียนนายน้อย ความจริงข้านั้นอยากเพียงขอบคุณท่าน เพราะยามนี้ภรรยาข้าแข็งแรงขึ้นแล้วหลังจากทานยาเม็ดสุดท้ายของนายน้อย เหลือเพียงแค่การฟื้นฟูบำรุงร่างกายเท่านั้น แต่เมื่อทราบข่าวจากเสวียนอู่เฉินว่านายน้อยได้รับตำแหน่งใหม่จากทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ และยังเกิดความบาดหมางระหว่างท่านและเหล่าพรรคใหญ่ภายในเมืองหลวงนี้ ข้าจึงเป็นห่วงความปลอดภัยของท่าน เมื่อเห็นว่าภรรยาข้าอาการดีขึ้นแล้ว จึงได้ยอมผิดกฏออกจากสวนนั่นเพื่อมาตามดูแลความปลอดภัยของนายน้อยชั่วคราว" 

เล้งฟานตี้ที่ยามนี้ถอดผ้าคลุมหน้าออก กล่าวพร้อมรอยยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่แสดงถึงความอบอุ่นและห่วงใยคนในครอบครัว เป็นรอยยิ้มที่พร้อมจะหยิบยื่นสิ่งดีๆให้โดยไร้ข้อกังขา  เล้งซานรู้สึกราวกับว่ารอยยิ้มเช่นนี้ได้ห่างหายจากชีวิตมันมาอย่างเนิ่นนานแล้ว เป็นความรู้สึกเอ่อล้นปิติสุขในใจจนยากจะอธิบาย

เล้งซานประสานมือโค้งตัวลงแทนคำขอบคุณที่แฝงความหมายไว้มากมาย

"ผู้อาวุโสเล้งข้าขอร้องเถอะ ท่านและครอบครัวไม่ควรหลบซ่อนอยู่เพียงในสวนนั่น พวกท่านไม่จำเป็นต้องทำตัวราวกับเป็นเชลยที่พ่ายสงครามอีกต่อไป ข้าเล้งซานสาบานว่าจะทำให้ตระกูลเล้งของเรากลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง ต่อจากนี้ท่านไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัว จะศัตรูหน้าไหน หรือแม้แต่เผ่าอสูร หากมันยังกล้ามายุ่งย่ามในโลกมนุษย์อีก ข้านี้แหละจากตามไปสังหารมัน รอก่อนเถอะขอเวลาข้าเล้งซานอีกไม่เกิน 10 ปี ข้าจะตามไปล้างเผ่าพันธ์ุของพวกมันจนถึงที่โลกอสูร!!" เล้งซานสาบานต่อหน้าเล้งฟานตี้ด้วยคำสัตย์ที่หนักแน่น แววตามเปล่งประกายไม่สั่นไหวยืนหยัดความตั้งมั่นเหล่านั้นด้วยใจ

เล้งฟานตี้ นิ่งไปอยู่ครู่หนึ่ง คำสั่งเสียของบรรพชนว่ามิให้คนในตระกูลลี้ลับออกจากสวนแห่งนี้นั่น ยังเกาะกินหัวใจของเล้งฟานตี้อยู่เสมอมา มันเป็นดั่งกฏเหล็กตั้งแต่คนรุ่นแรกในตระกูลและหากไม่มีเหตุจำเป็นที่สุดของที่สุดแล้วจริงๆจะไม่มีใครฝ่าฝืนโดยเด็ดขาด คนในตระกูลลี้ลับเป็นเช่นนี้กันมายาวนานกว่าพันห้าร้อยปีแล้ว 

แต่เมื่อมันได้รับคำขอร้องจากเล้งซาน ตัวตนที่เป็นดั่งบรรพชนเช่นกัน อีกทั้งยังมีชีวิตอยู่และได้ให้คำสัตย์กล่าวคำสาบานว่าจะกลับมาฟื้นฟูตระกูล!! และจะให้ตัวเล้งฟานตี้เองที่ทั้งเติบโตกว่า... แข็งแกร่งกว่า... หลบซ่อนอยู่เพียงในสวนอย่างนั่นหรือ!!

ความขัดแย้งทั้งสองนี้ต่างตีกันภายใจจิตใจของเล้งฟานตี้ จนแสดงออกถึงความหนักใจผ่านทางสีหน้าชัดเจน

เล้งซานเมื่อเห็นเป็นแบบก็ไม่อยากไปเร่งรัดให้เล้งฟานตี้ทำลายกฏของตระกูลที่เฝ้ารักษามา เพราะตัวเด็กหนุ่มเองนั่นไม่ชอบใจในกฏที่ปิดกั้นอิสระภาพของคนในตระกูลเช่นนั้น จึงอยากให้เล้งฟานตี้ทำลายโซ่ตรวจที่เรียกว่ากฏของตระกูลออกไปใช้ชีวิตเบื้องหน้าเฉกเช่นตัวมันเองบ้าง

"เอาเถอะผู้อาวุโสเล้ง ยามนี้ที่นั่นยังเป็นบ้านของท่าน ข้ามิอยากบีบคั้นให้ท่านทิ้งเรือนในปัจจุบัน หากท่านพร้อมเมื่อใดก็ขอให้ท่านพาครอบครัวออกมา" กล่าวจบเล้งซานก็รวบรวมลมปราณขึ้นในฉับพลัน เปิดใช้กระบวนท่าวิชา มังกรมายา สร้างตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเล้งไว้เบื้องหลังของตน ก่อนจะประกาศกล้าอีกครั้ง

"ข้าเล้งซานว่าที่ผู้นำตระกูลเล้งรุ่นที่ 77 ขออนุญาตอย่างเป็นทางการให้ท่านเล้งฟานตี้ผู้นำตระกูลลี้ลับคนปัจจุบันหรืออีกนัยยะก็คือผู้สืบเชื้อสายแห่งพรรคมังกรเหิน สาขาย่อยของตระกูลเล้ง ทำลายกฏเหล็กที่ว่า "ห้ามคนในตระกูลออกจากสวนแห่งนั่นหากไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับราชวงศ์เสวียนอู่" ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป..."

"!!!!!!" เล้งฟานตี้เบิกตากว้างตื่นตะลึง ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าเล้งซานอย่างรวดเร็ว ประสานมือขึ้น

"ข้าเล้งฟานตี้ ผู้นำตระกูลลี้ลับคนปัจจุบัน ขอน้อมรับคำสั่งนายน้อยเล้งซานผู้นำตระกูลเล้ง"

เล้งซานสลายภาพมายาก่อนจะรีบเข้ามาประคองเล้งฟานตี้

"ผู้อาวุโสเล้ง ข้าเป็นเพียงแค่ว่าที่ผู้นำในอดีตเท่านั่น หาใช้ผู้นำคนปัจจุบัน"

เล้งฟานตี้ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม

"ผิดแล้วนายน้อย หากท่านมิใช้ผู้นำคนปัจจุบันแล้วใครเล่าเป็นอยู่ในตอนนี้? การจะเป็นผู้นำตระกูลย่อมต้องเกิดจากการเห็นพ้องของคนในตระกูล ยามนี้ตระกูลเรามีเพียงท่านและครอบครัวข้า ตัวข้านั้นเป็นผู้นำสาขาย่อยของตระกูลเท่านั้น ข้าและคนในครอบครัวล้วนเห็นพ้องให้ท่านเป็นผู้นำในสาขาหลัก ใยท่านต้องปฏิเสธ หรือท่านกลัวว่าจะมีใครลุกจากสุสานตระกูลเล้งเข้ามาสมัครชิงตำแหน่งจากท่าน?"

เล้งซานใบหน้าบิดเบี้ยวลงทันทีก่อนจะตอบสั้นๆ "ไม่คิดว่าผู้อาวุโสเล้ง ก็เล่นมุกเป็นกับคนอื่นเค้าเช่นกัน..."

หลังจบการสนทนากันเล็กน้อยเล้งซานและเล้งฟานตี้ จึงเข้ามาจัดการกับศพของเถาป่าย เล้งซานหยิบเสี้ยวจันทราอัสนี มาสำรวจก่อนเป็นอันดับแรก ยามนี้สายฟ้าที่แท้จริงนั้นได้หายไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงพันธะสัญญาผูกขาดระหว่างเถาป่ายและอาวุธอักขระ

"ผู้อาวุโสเล้ง อาวุธชิ้นนี้ข้าขอได้หรือไม่?" เล้งซานกล่าวถามเป็นมารยาท

"เชิญนายน้อย ของทั้งหมดล้วนเป็นของท่าน ข้ามิได้ต้องการสิ่งใด" เล้งฟานตี้ตอบพร้อมรอยยิ้ม

เล้งซานเก็บเสี้ยวจันทราอัสนีลงในมิติของตนทันที มันเลือกที่จะยังไม่ทำพันธะสัญญากับอาวุธชิ้นนี้ เนื่องจากมันยังไม่สมบูรณ์ เล้งซานอยากศึกษามันก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะใช้มันอย่างไร ต่อมาเล้งซานฉีกเสื้อจากซากศพของเถาป่ายออก ปรากฏชุดเกราะอักขระชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นสูง เสริมความแข็งแกร่งด้วยอักขระมาอย่างดี หากหลอมรวมกับปราณคุ้มกันของผู้ใช้แล้วละก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล เหมือนกับที่เถาป่ายสามารถป้องกับการโจมตีจากเล้งฟานตี้ได้อย่างง่ายดาย แต่แน่นอนว่าหากผู้ใช้มิใช่ชนชั้นลมปราณสีส้มอย่างเถาป่ายแล้วละก็ ต่อให้สวมใช้เกราะอักขระนี่ ก็คงไม่อาจป้องกันการโจมตีจากเล้งฟานตี้ได้

"ผู้อาวุโสเล้ง เกราะนี่ข้ามอบให้ท่าน"

"ข้าไม่ต้องการขอรับนายน้อย" เล้งฟานตี้ยังคงปฏิเสธ

เล้งซานจึงเปิดเสื้อขึ้น ให้เห็นชุดเกราะอักขระที่ตัวมันสวมใส่อยู่ "ของข้ามีแล้ว ท่านเอาไปเถอะ"

เล้งฟานตี้ไม่อาจปฏิเสธได้แล้ว จึงยอมรับไว้แต่โดยดี 

เล้งซานถอดแหวนมิติของเถาป่ายออกมา และทำพันธะสัญญาผูกขาดทันทีก่อนจะเปิดของดูที่ด้านใน

"โอ๊วววววว ไอแก่นี่มันเศรษฐีชัดๆ" เล้งซานยิ้มร่าขึ้นเมื่อเห็นทรัพย์สมบัติที่ด้านใน อาวุธอักขระชั้นสีน้ำเงินและสีเขียวนับสิบชิ้น เหรียญทองที่มากกว่า 800 ล้านเหรียญทอง การที่มันมีเหรียญทองเยอะเช่นนี้นั้น เห็นได้ชัดว่าเถาป่ายน่าจะแยกสมบัติของตนเองกับสมบัติในคลังของพรรคอสูรเงาด้วยนิสัยของคนเจ้าเล่ห์ของมัน โอสถฟื้นพลังระดับสูง รวมถึงเม็ดยาแปลกๆและตำราแปลกๆที่เล้งซานต้องศึกษาอีกมากมาย และมีป้ายสีแดงป้ายหนึ่งที่ลักษณะคุ้นตา

"ป้ายวิญญาณอสูร!!"

ป้ายวิญญาณอสูรคือป้ายที่สร้างจากแร่โลหะคงกระพันเฉกเช่นเดียวกับอาวุธอักขระโดยหลักแล้วจะใช้ควบคุมอสูรที่ถูกผนึกจิตวิญญาณส่วนหนึ่งเอาไว้ในป้าย ทำให้ง่ายต่อการควบคุม ((*แทรกการขยายความตอนเก่าที่ท้ายบท))

เล้งซานก็มีป้ายวิญญาณอสูรเช่นกันแต่เป็นป้ายขนาดเล็กกว่าของเถาป่ายถึง 3 เท่า เพราะของเล้งซานนั้นเป็นป้ายวิญญาณอสูรระดับต่ำที่ผูกมัดวิญญาณกับอินทรีข้ามฟ้าชนชั้นลมปราณสีคราม มันก็เป็นพาหนะสำคัญที่เล้งซานใช้เดินทางจากเมืองเมฆครามมายังเมืองหลวงฟ้าทมิฬแห่งนี้

แต่ป้ายวิญญาณอสูรของเถาป่ายนี้มีขนาดใหญ่กว่าของเล้งซานถึง 3 เท่า อย่างน้อยน่าจะเป็นระดับกลางค่อนสูง สัตว์อสูรที่ผูกวิญญาณน่าจะเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวเห็นจะได้

"ว่ากันว่าสัตว์อสูรในระดับชนชั้นลมปราณสีเขียวที่ผูกกับป้ายวิญญาณอสูรหากมันเชื่องแล้ว สามารถจำแลงตนเปลี่ยนเป็นรอยสักตราประทับที่ผิวหนังผู้เป็นเจ้าของและดูดซับลมปราณผู้เป็นเจ้าของแทนอาหาร ทำให้สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา ไม่เหมือนระดับต่ำอย่างอินทรีข้ามฟ้าของข้า ที่หลังจากเรียกใช้จะต้องรอให้มันบินมาหาเป็นระยะเวลาหนึ่ง"

เล้งซานเริ่มสงสัยว่า ในเมื่อเถาป่ายมีสัตว์อสูรระดับนี้ไว้ในครอบครองและข้างกายเหตุใดจึงมิเรียกมันออกมาช่วยในการต่อสู้ จริงอยู่ที่สัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีเขียวเมื่ออยู่ต่อหน้าชนชั้นลมปราณสีส้มอย่างเล้งฟานตี้ ก็คงมิต่างอันใดกับไก่หนึ่งตัว แต่ทว่ามันยังสามารถใช้ถ่วงเวลาได้และสร้างสถานการณ์พลิกกลับได้หากใช้อย่างถูกจังหวะ แต่ในการต่อสู้นั่นเถาป่ายกลับไม่มีทีท่าว่าจะเรียกสัตว์อสูรตนนี้มาช่วยเหลือแม้แต่น้อย ทำให้เล้งซานเริ่มที่จะระแวงแล้วว่าเพราะเหตุใด?

หรือสัตว์อสูรตนนี้ยากแก่การควบคุม?

หรือมันแข็งแกร่งจนมีผลร้ายกับเจ้าของมากกว่าผลดี?

ความใคร่อยากรู้ตามบุคลิคของเล้งซานเริ่มถูกกระตุ้น...

"แค่ลองเรียกดูก็จะรู้เอง... ยังไงซะเราก็ยังมีผู้อาวุโสเล้งคอยคุ้มกัน!!"

เล้งซานเริ่มที่จะขมวดคิ้ว โคจรลมปราณรอบตัวป้องกันไว้ก่อน จากนั้นจึงกระตุ้นป้ายวิญญาณอสูรในมือ ทดแทนพันธะสัญญาเดิมของเถาป่าย...

ซากศพของเถาป่ายเปล่งแสงสีเขียวออกมาจากหน้าอก คาดว่าน่าจะเป็นตำแหน่งที่สัตว์อสูรตนนี้จำแลงตนเป็นรอยสักตราประทับ ไม่นานแสงสีเขียวนี้ก็พุ่งออกมาปรากฏเบื้องรูปลักษณ์สัตว์อสูรเบื้องหน้าเล้งซาน!!

ลมปราณที่แผ่ออกมาคือสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นสูง!!

เพียงมันพ่นลมหายใจฝุ่นที่พื้นก็คละคลุ้ง...

ลำตัวของมันยาวกว่าสองเมตรเทียบเท่ากับม้าศึกตัวโต...

มีขนปกคลุมสีขาวทั่วร่าง...

ดวงตาของมันใหญ่โตราวกับศีรษะมนุษย์...

หูของมันตั้งสูงกว่าหนึ่งเมตร...

ฟันหน้าที่แหลมคมยื่นยาวออกมาสองซี่...

เล้งซานใบหน้าบิดเบี้ยว ยามนี้มันเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าเหตุใด แม้ยามตกตายเถาป่ายก็ไม่ยอมเรียกใช้สัตว์สูรตนนี้!!

"กะ...กระต่าย!!" เล้งซานหวีดร้องด้วยความตกใจ...



จากผู้เขียน.....ข้อมูลเรื่องป้ายวิญญาณอสูรมีกล่าวไว้คร่าวๆใน ตอนที่ 100 เข้าสู่เมืองหลวง หากต้องการเพิ่มความเข้าใจ ลองคลิกเพื่อย้อนกลับไปอ่านกันดูนะขอรับ....

ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook อสูรมังกรฟ้า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 937 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #8133 Akitor007 (@Akitor007) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 23:30

    สตันครับ

    #8133
    0
  2. #3763 Aetep (@Aetep) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 11:05

    ขำไม่ออกเลยตุ

    #3763
    0
  3. #3713 เจี่ยวเอ้อ (@papsimax) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2561 / 22:11
    เดียววว
    #3713
    0
  4. #3694 PWFK27 (@okjiu) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 09:07
    ถึงกับเหว่อ กันเลยทีเดียว
    #3694
    0
  5. #3693 คนเช็ดเงา (@teemed186) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 05:48
    555 ชื่อของกระต่ายตัวนี้คือ สลิม 555 มีอาวุธเป็นหอกขว้างรึป่าวอ่ะไรต์
    #3693
    0
  6. #3690 the7golf (@the7golf) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 22:31

    5555ชอบวิญญานอสูร

    #3690
    0
  7. #3689 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 22:16
    ขอบคุณครับ
    #3689
    0
  8. #3688 serapong (@serapong) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 22:12

    รออ่านตอนต่อ ขอบคุณครับ

    #3688
    0
  9. #3687 drakdevill (@drakdevill) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 21:09
    ขอบคุณครับ ลงตอนต่อไปไวๆนะครับ
    #3687
    0
  10. #3686 panitaya45 (@panitaya45) (จากตอนที่ 167)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 21:07
    อ่านนานละก็ลืมๆ ว่าจะกลับไปอ่านอีกรอบ ไรท์ก็ติดเหรียญซะแล้ว
    #3686
    0