MISSION OF DIFFERENCE [NOMIN]

ตอนที่ 1 : Vol.01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 มี.ค. 61








"มันคือความผิดของผมเอง"

"พี่ผิดเอง"

"มันไม่ใช่ความผิดของพี่นะ !!!"

"..."

"มันไม่ใช่ความผิดของพี่"

"..."

"พี่... ตอบผิดหน่อยสิ"

"..."

"พี่ครั-"

"พี่ผิดเอง !!! พี่ผิดเอง พี่ผิดเอง พี่ผิดเอง พี่ผิดเอง ได้ยินมั๊ย!!!?"

"พี่ครับ พี่ต้องตั้งสติก่อน"

"..."

"เรื่องทั้งหมด มันคืออุบัติเหตุ"

"มัน ฮึก ฮึก ไม่ใช่อุบัติ- ฮึก เหตุ ฮึก" หยดน้ำจากดวงตาที่ไหลรินอาบแก้ม บ่งบอกถึงความเสียใจ และความเจ็บปวดที่ส่งผ่านจากดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้น ยิ่งจ้องมองเข้าไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้เจ้าของดวงตานั้นเลย

"แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออุบัติเหตุ"

"หยุด..."

"มันคืออุบัติเหตุ พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่ไม่ผิด"

"หยุดพูดได้แล้ว !!!!"

"พี่ครับ-"

"ไอน้องโง่ !!! ถ้ามึงไม่ชวนเขาไป เรื่องมันคงไม่เกิดขึ้นแบบนี้ !!!"

"ผะ...ผมขอโทษ"


"พี่แจฮยอนนน พี่จะวิ่งไปไหน!!!"

"พี่ครับ รอผมด้วย!!!"

"พี่แจฮยอนนน!!!"
     สองขาที่วิ่งด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยเร็วถึงขนาดนี้มาก่อน ได้ก้าวขาตามความยาวขาของผู้เป็นพี่ โดยที่เขาไม่รู้ว่าผู้เป็นพี่ของเขาจะไปหนทางใด เขาทำได้เพียงวิ่งตามไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนเขาเริ่มรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป มันเป็นที่ที่เขาไม่เคยได้มาเหยียบเลยแม้แต่ครั้งเดียว รอบๆตัวของเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ทึบ ถ้าหากเขาออกนอกเส้นทาง เขาต้องไม่สามารถหาทางกลับบ้านได้แน่

"พี่แจฮยอน!!!!"

"พี่กำลังจะวิ่งไปไหน!!!"

"โอ๊ยยย!!!" ขาของผมสะดุดกับกิ่งไม้ที่วางอยู่บนพื้น ที่ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้งอย่างมากมาย ผมไม่แปลกใจเลยที่ผมจะสะดุดกับกิ่งไม้นั่นได้

"พี่แจฮยอ- ..." ผมคลาดกับพี่ชายของผมซะแล้วสิ ผมนี่มันโง่อย่างที่พี่ผมพูดจริงๆ กับแค่การวิ่งตามพี่ชายให้ทัน ผมยังไม่สามารถทำได้เลย ว่าแต่พี่ชายของผมเขาจะวิ่งไปที่ไหน แล้วเส้นทางนี้ ผมไม่คุ้นเลยสักนิด ผมเชื่อว่ามันต้องเป็นที่ที่ผมไม่เคยมาแน่ๆ แต่มันเป็นที่ไหนกัน...
     ผมได้สลัดความคิดทั้งหมดออกไป แล้วเริ่มมาพิจารณากับขาของผม ว่าทำอย่างไรผมถึงจะลุกกลับบ้านได้ เมื่อผมมองไปที่ขาของผม มันเกิดเป็นรอยช้ำสีม่วงปนเขียว ยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกเจ็บ ผมพันขากางเกงยีนส์ขายาวขึ้นมาบริเวณเหนือเข่า ก็เห็นรอยแดงๆ เป็นรอยถลอกเล็กน้อยเท่านั้น ผมได้ทำการกัดฟันเพื่อเพิ่มความอดทนให้กับตัวเอง ก่อนที่จะพยายามดันตัวขึ้น เพื่อให้สามารถเดินกลับบ้านได้

     เมื่อผมเดินทางกลับได้สักพักด้วยสภาพที่ไม่สู้ดีนัก ก็เห็นเข้ากับป้ายข้างทางที่ถูกเขียนด้วยสีน้ำมันว่า 'เขตหวงห้าม' ถ้าเป็นในสถานการณ์อื่นผมคงไม่ได้สนใจอะไรกับป้ายนี้หรอก แต่มันทำให้ผมสนใจว่าทำไมพี่ชายของผมถึงได้วิ่งเข้าไปในเขตหวงห้ามนั้นได้ แล้วในเขตหวงห้ามนั้นมันมีอะไรกันแน่ แล้วตอนนี้พี่ชายของผมจะไปอยู่หนใด พี่เขาจะปลอดภัยหรือไม่ ผมจะปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นได้ยินไปถึงหูของคุณพ่อคุณแม่ ไม่ได้โดยเด็ดขาด ไม่งั้นท่านคงผิดหวังกับตัวผมแน่ๆ

     สองวันผ่านมาแล้วที่พี่ชายของผมไม่ได้กลับมาบ้าน และผมไม่สามารถติดต่อกับพี่เขาได้ ผมควรจะบอกเรื่องนี้กับคุณพ่อคุณแม่รึป่าว? ท่านทั้งสองทำงานอยู่อีกเมืองนึง จึงไม่มีปัญหาอะไร หากผมยังจะปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของผมเอง ผมจะไม่ยอมให้ใครมาเดือดร้อนเพราะผมหรอก แต่ผมตัดสินใจว่าจะคุยเรื่องนี้กับเพื่อนสนิทคนเดียวของผมเท่านั้น อย่างน้อยๆก็ยังมีคนช่วยคิด

"มึงถามกูว่ายังไงนะ?" เพื่อนสนิทที่สุดคนเดียวของผมทำหน้าสงสัยกับคำถามของผม
 
"กู-ถาม-ว่า 'เขต-หวง-ห้าม' คือ-อะ-ไร?" ผมเน้นย้ำคำถามอีกรอบ

"หวงห้าม ก็คือห้ามไปยุ่งไง โง่ปะเนี่ยยยยย" มันทำหน้าเหวี่ยงใส่ผม

"ถ้ากูจะเอาคำตอบแค่นี้ กูไม่มาถามมึงหรอกไอมาร์ค!!!" ผมตะโกนใส่หน้ามันไปหนึ่งรอบ โทษฐานที่มันกวนตีนไม่ถูกเวลา

"กูก็รู้แค่ว่าห้ามเข้าไปไง กูหน้าเหมือนฉลาดมากมั้งสัส!" สีหน้ามันเหมือนจะเริ่มรำคาญผมแล้วแหละ

"กูควรไปหาข้อมูลจากที่ไหนวะ?" ผมลองถามความเห็นเพื่อนสนิทผมดู เผื่อจะได้อะไรที่แปลกใหม่ เพราะผมลองค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมันก็หาไม่เจอ

"อินเทอร์เน็ต"

"กูหาละ ไม่เจอ"

"ห้องสมุดในเมืองมั๊ยล่ะ?"

"อืม ก็ดีนะ" ว่าแล้วผมก็ลุกขึ้นหยิบกระเป๋าตังค์เตรียมตัวออกจากบ้าน

"ไม่ชวนกูหรอวะ? นี่กูอุส่าห์บอกความคิดดีๆของกูให้มึงนะเนี่ย" มาร์คยู่ปากใส่ผม มันคงคิดว่ามันน่ารักมากมั้ง แต่ไม่อ่ะ เสียสายตาผมชิบหาย

"กูไม่ชวน มึงก็มากับกูอยู่แล้วป่าววะ?" ผมตอบมาร์คแบบส่งๆ

"ก็จริงของมึง555555555" มาร์คหัวเราะชอบใจ

     ผมใช้เวลาเดินหาหนังสือเกี่ยวกับเขตหวงห้ามของเมืองนี้จนล่วงเลยมา2ชั่วโมงเต็มๆ ก็ไม่เห็นจะมีวี่แววแม้แต่นิดเดียว ว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วทำไมข้อมูลมันถึงได้หายากนักนะ มันมีอะไรที่มากกว่าการเป็นเขตหวงห้ามอีกงั้นหรอ?
 
"เจโน่ กูหาไม่เจอจริงๆนะเว้ย กูเดินหามาตั้งนานแล้วนะ" มาร์คบ่นอุบ

"กูว่ามันต้องมีแน่ๆอะ ถ้ามันไม่มีข้อมูลเลย มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ อีกอย่างเขตหวงห้ามขนาดนั้นมันจะไม่มีอะไรที่ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คนในเมืองรู้กันบ้างเลยรึไงกัน" ผมลองพูดตามความคิดของผม

"แล้วมึงจะอยากรู้ไปทำไมกัน?" มาร์คถามผมด้วยความสงสัย

"พี่กูวิ่งเข้าไปในนั้น แล้วตอนนี้พี่กูก็ยังไม่กลับบ้านเลย" ผมอธิบายเหตุผลให้มาร์คฟัง

"พี่แจฮยอนน่ะนะ!!!"
     ผมรีบเอามือปิดปากมาร์คเพราะมันแม่งส่งเสียงดังมากในห้องสมุด รู้นะว่าแม่งตกใจจริง แต่นี่มันห้องสมุดนะเว้ย มึงจะมาทำเสียงดังไม่ได้ ไม่งั้นเราไม่ได้ทั้งข้อมูล แถมยังต้องโดนหิ้วออกจากห้องสมุดแน่ๆ
     ผมได้ทำการเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้มาร์คฟัง พอมันได้ฟัง มาร์คมันก็เห็นใจทั้งผมทั้งพี่ชายของผมนะ แต่มันก็บอกว่ามันเป็นแค่คนนอก แต่จะช่วยเท่าที่ช่วยเหลือได้ก็แล้วกัน ซึ่งมันทำให้ผมดีใจนะ อย่างน้อยๆผมก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

"ลองไปถามบรรณารักษ์ดูก่อนมั๊ยล่ะ? เขาคงช่วยเราได้" มาร์คว่า พลางจับแขนผมให้เดินตามมันไปทางบรรณารักษ์สาวตรงเคาน์เตอร์ห้องสมุด

"อะ เอ่อ...พี่ครับ" ผมเริ่มบทสนทนาอย่างเงอะงะ

"มีอะไรให้ช่วยจ๊ะ?" บรรณารักษ์สาวพูดเสียงหวาน

"คือผมอยากทราบเกี่ยวกับเขตหวงห้ามที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของเมืองอะครับ"

"นี่จ๊ะ หนังสือ... มีแค่เล่มนี้เล่มเดียวนะคะ แต่ถ้ายืมเล่มนี้ราคาจะสูงหน่อยนะคะ" บรรณารักษ์สาวพูดพลางส่งยิ้มหวาน

"โอเคครับ"เมื่อผมทำการชำระเงินเสร็จ จึงเดินออกมาจากห้องสมุด ผมมองหนังสือเล่มนี้อยู่นาน เพราะผมสงสัยว่าทำไมมันถึงได้แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นนัก กับแค่หนังสือเล่มบางๆเล่มเดียว แถมยังอยู่ในสภาพที่ยับเยินสุดๆ
     ผมกับมาร์คได้ทำการนั่งอ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้อย่างตั้งใจ เพราะเขตหวงห้ามนี้มันสำคัญต่อพี่ชายของผมและสำคัญของผมมาก เมื่อผมกับมาร์คอ่านจบถึงกับต้องอ้าปากค้าง เพราะมันเป็นเรื่องน่าแปลกใจมาก พวกเราไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เล่าขานกันต่อๆมาจากโบร่ำโบราณมันจะมีความลับที่ซ่อนอยู่ ข้อมูลที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คือ 'เขตหวงห้าม' เป็นเขตระยะรักษาความปลอดภัยของเหล่าแวมไพร์จากมนุษย์ เพราะเมื่อข้ามจากเขตหวงห้ามนี้ไป จะเจอกับเมืองของมนุษย์ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมกับมาร์คตกใจมาก พวกเรารู้ว่ามนุษย์นั้นอยู่ห่างไกลจากพวกเรามาก มีเพียงนักล่าเท่านั้นที่สามารถเจอกับมนุษย์แล้วนำเลือดมาบริโภคได้ ยกเว้นแต่นักล่าที่นำมนุษย์เข้ามาในเมืองเพื่อดูดเอาเลือดมาจำหน่ายนะ แต่ในเล่มนี้อธิบายถึงว่า 'มักจะมีแวมไพร์ที่สามารถควบคุมความต้องการเลือดมนุษย์ได้เท่านั้น เข้าไปทำงานหรือเดินทางเข้าไปในเมืองมนุษย์เพื่อต่อยอดธุรกิจหรืออาชีพหน้าที่ของตัวเอง ส่วนน้อยที่เข้าไปคือไปเที่ยวเล่นในเมืองมนุษย์เพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจเพียงเท่านั้น'ผมอ่านจบถึงกับต้องมองหน้ากับเพื่อนสนิทตัวเองที่ตอนนี้สติหลุดไปไหนต่อไหนแล้วไม่รู้

"เห้ย! มาร์ค!" พูดเรียกมาร์คเพื่อให้มันตื่นจากภวังค์ของมันก่อน

"เออๆ กูรู้ตัวน่า" มาร์คพูดตอบกลับอย่างแผ่วเบา มันคงจะยังอึ้งอยู่นั่นแหละ ผมก็ไม่ได้ต่างไปจากมันนักหรอก

"เจโน่ มึงจะเอาไงต่อ?"

"กูก็คงต้องเข้าไปตามพี่กูนั่นแหละ"

"เดี๋ยวๆ ก่อนที่มึงจะเข้าไปเนี่ย มึงเป็นแวมไพร์ประเภทที่ควบคุมตัวเองได้หรอวะ?"

"ปกติกูก็ไม่ค่อยได้กินเลือดมนุษย์นี่หว่า ทำไมกูจะเข้าไปไม่ได้ล่ะ"

"มึงรู้ได้ยังไงว่ามึงจะทำได้ เกิดมึงไปเผลอเรอทำเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้พวกเราจะทำยังไง?"

"กูว่ากูทำได้น่า พูดแบบนี้คือมึงจะให้กูไปคนเดียวหรอวะ?"

"กูไปกับมึงไม่ได้จริงๆมึงก็รู้ กูอยู่กับพ่อกับแม่นะเว้ย ขอโทษจริงๆเจโน่" มาร์คว่าพลางเอามือมาลูบมือผมเบาๆเป็นการแสดงความขอโทษ

"โอเคๆ ไม่เป็นไรมาร์ค กูเข้าใจ...แต่ถ้าคืนนี้พี่กูไม่กลับมา กูต้องไปตามหาพี่ที่เมืองมนุษย์จริงๆแล้วแหละ"

"โชคดีนะเพื่อน ขอให้มึงและพี่แจฮยอนปลอดภัย" มาร์คยิ้มและโอบกอดผมอย่างอ่อนโยน

"ขอบคุณนะมึง ฝากคืนหนังสือให้ด้วยนะเพื่อนรัก5555555"

"เออๆได้ๆ55555 ถ้ามึงไม่บอกนะ ค่าปรับมึงคงจะแพงน่าดู"

"บ๊ายบายยย" "บรั๊ยยส์"

     รอแล้วรอเล่า ก็ไม่เห็นวี่แววของพี่ชายของผมจะโผล่มาให้ชื่นอกชื่นใจเลย ตามความจริงแล้ว ผมก็กลัวเหมือนกันนะ ถ้าผมต้องไปในเมืองที่ที่น่ากลัวสำหรับเหล่าแวมไพร์แบบผม ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆมันจะเป็นเรื่องใหญ่ถึงระดับสายพันธุ์ของพวกผมเชียวนะ อีกอย่างพอผมเข้าไป ผมต้องทำตัวกลมกลืนกับเขามากที่สุด ต้องไม่แปลกแยกให้ใครจับสังเกตได้โดยเด็ดขาด ผมอ่านข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบที่สุดเพื่อป้องกันความผิดพลาด วันนี้ผมต้องนอนให้เต็มอิ่ม เตรียมตัวเดินทางเข้าไปในที่แปลกใหม่มากสำหรับผม และผมก็จะเป็นหนึ่งในแวมไพร์ส่วนน้อยที่จะออกไปจากเมืองของตัวเอง การเดินทางครั้งนี้นับเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายสำหรับผมจริงๆ พี่แจฮยอนรอน้องเจโน่ก่อนนะครับ













TALK : เราลองเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ภาษาอาจจะไม่ได้ดีอะไร แต่เราก็ตั้งใจจริงๆนะ ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจเราด้วยนะ เราจะพยายามอัพให้บ่อยๆอย่างสม่ำเสมอ หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ เจอกันใหม่จ้า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น