Emperor of the Immortal God

ตอนที่ 73 : พื้นที่ลึกลับ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,610
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 301 ครั้ง
    19 ส.ค. 63

ไตรภพกลูบกระบี่มังกรไฟที่ถูกเก็บไว้ในห้องนอนของเขา ตอนนี้เขามีความคิดที่อยากจะสร้างแหวนมิติมาก เพราะจะได้พกพากระบี่เล่มนี้ไปไหนมาไหนเป็นอาวุธประจำกาย ในยุคสมัยนี้หากพกกระบี่คงจะถูกหาว่าสติไม่สมประกอบ เผลอ ๆ อาจจะถูกแจ้งตำรวจจับ

 

กริ๊ง กริ๊ง

 

“ว่ายังไงจักรภพ”

 

“สวัสดีครับบอส มีเรื่องต้องแจ้งให้บอสทราบครับ”

 

“ว่ามา”

 

เสียงของจักรภพดูลังเลใจ ไตรภพจึงเกิดความสงสัยว่าจักรภพพบเจอปัญหาอะไรกันแน่ ถึงทำให้อดีตหัวหน้าแก๊งเชิ้ตดำเสียอาการถึงเพียงนี้

 

 “องค์กรจักรพรรดิ ที่สาขาแถวป่าอนุรักษ์ พบพื้นที่แปลกประหลาดมากครับบอส ลักษณะเป็นโคลนดูดตลอดเวลา ทอดยาวไปจนถึงอีกฝั่ง คนของเราพยายามที่จะใช้ไม้วางเพื่อเดินข้ามไป แต่ทันทีที่ไม้วางลง ก็ถูกโคลนดูดจมลงไปทันที มีคนของเราเสียชีวิตไปแล้วสองคนครับบอส”

 

“เสียชีวิต ? เฮ้อ เอาหละ เรื่องนี้ฉันจะรีบไปที่เกิดเหตุเดี๋ยวนี้ ฟังจากน้ำเสียงและคำพูดของนาย คงไม่ใช่เรื่องปกติสินะ”

 

“ครับบอส ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่แล้วครับ ขนาดผมเป็นผู้ฝึกยุทธ์ยังแทบจะถูกดูดลงไป ดีที่ผมสลัดออกมาได้”

 

“เยียวยาคนของเราที่เสียชีวิตให้มากที่สุด ให้เงินครอบครัวละสามล้านบาท หากมีครอบครัวให้ดูแลอย่างดีที่สุดทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียน ทั้งพ่อแม่และลูกของพวกเขา”

 

ไตรภพวางสาย คว้ากระบี่มังกรไฟที่ถูกห่อด้วยเชือกวางไว้ข้างเบาะที่นั่ง รีบขับรถไปบริเวณพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทันที ปรากฎการณ์โคลนดูดนับว่าเป็นเรื่องราวในธรรมชาติที่เกิดขึ้นปกติ แต่โคลนที่ดูดจนแทบไม่สามารถขึ้นมาได้ทันที นี่นับเป็นปริศนาที่เขาต้องไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

ไตรภพขับรถไปตามโลเคชั่นที่จักรภพส่งมา เมื่อมาถึงที่หมาย เป็นพื้นที่รกร้างที่มีความแห้งแล้ง ผิดกับทางที่ไตรภพขับเขามาซึ่งมีต้นไม้ขึ้นอย่างเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณ

 

“เป็นยังไงบ้าง“

 

ไตรภพลงจอดรถรีบเดินเข้าไปหาจักรภพ ซึ่งยืนอยู่หน้าบริเวณโคลนดูดพร้อมกับปรีชา และคนในองค์กรประมาณห้าคน พวกเขาล้วนโค้งตัวให้กับไตรภพเป็นเชิงเคารพ

 

“ผมลองเอาเศษกิ่งไม้ และทุกอย่างที่หาได้โยนลงไปแล้วครับ ผลประกฎว่าสิ่งเหล่านั้นถูกดูดอย่างรวดเร็ว”

 

ตูม

 

ไตรภพหยิบก้อนหินบนดินลูกรัง โยนลงไปที่บริเวณโคลนดูด หินก้อนใหญ่ประมาณฝ่ามือจมลงไปในโคลนดูด หายวับไปกับตาในระยะเวลาแค่เสี้ยววินาที

 

“นี่มันไม่ปกติแล้ว”

 

บรรดาคนในองค์กรล้วนแต่มีสีหน้าหวาดหหวั่น เดิมทีพวกเขาได้รับภารกิจให้สำรวจทุกพื้นที่ของเขตรับผิดชอบเท่านั้น จึงได้สำรวจมาเรื่อย ๆ จนพบกับพื้นที่บริเวณนี้ ใครจะคาดคิดว่าพื้นที่เป็นโคลนธรรมดาจะพรากชีวิตพวกพ้องของพวกเขาไปถึงสองคน

 

‘ค่ายกล นี่เป็นค่ายกลแน่นอน’

 

เมื่อไตรภพลองคิดพิจารณาแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เหตุการณ์ตรงหน้าจะเป็นแค่ปรากฎการณ์โคลนดูดธรรมดา มันผิดธรรมชาติเกินไป แถมพลังการดูดที่น่าสะพรึงกลัว เป็นสิ่งที่เขายืนยันในสมมติฐานของเขา

 

“ระยะทางอีกฝั่งหนึ่งประมาณเท่าไหร่ ? พอจะกะด้วยสายตาได้ไหม”

 

ไตรภพเอ่ยถามจักรภพ เขาอยากยืนยันคำตอบเรื่องระยะทาง ถ้าเขาเดาไม่ผิด ระยะทางจากที่เขายืนอยู่ไปจนถึงอีกฝั่งหนึ่งอาจจะราว ๆ หนึ่งกิโลเมตร

 

“ประมาณเก้าร้อยเมตรครับบอส แต่ผมไม่ค่อยมั่นใจมากนัก เพราะปลายทางค่อนข้างมีต้นไม้ปกคลุมอยู่”

 

“อืม”

 

ไตรภพพยักหน้า ถือว่าการคาดการณ์ไม่ผิดแผกต่างกันเท่าใดนัก สายตาของเขาย่อมเฉียบคมกว่าจักรภพอยู่แล้ว ที่เขาถามย้ำเพื่อให้แน่ใจว่ามีค่ายกลลวงตาซ้อนกันอยุ่หรือไม่

 

“พวกนายรอฉันที่นี่ก่อน ถ้าพลบค่ำฉันยังไม่กลับมา ให้กลับไปรอที่ฐานได้เลย”

 

“แต่…บอสครับ”

 

จักรภพพยายามจะเอ่ยทัดทานไตรภพ แต่ผู้เป็นเจ้านายของเขากลับทะยานร่างพุ่งเป็นเส้นตรง เขาและคนที่อยู่ด้านหลังได้แต่อ้าปากค้าง

 

ไตรภพใช้วิชาตัวเบามังกรเทพเคลื่อนย้าย ด้วยพลังลมปราณพื้นฐานที่อยู่ในระดับลมปราณชนชั้นสีม่วง ระดับที่เก้า ส่งผลให้วิชาตัวเบาก้าวหน้าขึ้นอย่างมหาศาล กระโดดแต่ละครั้งกลับทะยานร่างได้สองร้อยเมตร 

 

จ๋อม

 

ปลายเท้าที่สัมผัสโคลนในแต่ละก้าว ล้วนยกขึ้นก่อนที่โคลนจะดูดเพียงเสี้ยววินาที พุ่งต่อไปอีกสองร้อยเมตร เท้าแตะโคลนทั้งหมดสี่ครั้ง ก็ได้มาถึงอีกฝั่งหนึ่งพอดิบพอดี

 

“แปลก ทำไมพื้นที่นี้ไม่มีสัญญาณ”

 

ไตรภพหมายจะโทรศัพท์บอกจักรภพไม่ให้เป็นห่วง กลับพบว่าสัญญาณโทรศัพท์ขาดหาย เขาจึงเก็บโทรศัพท์เอาไว้ เดินก้าวเข้าไปเรื่อย ๆ พื้นที่รอบข้างเป็นป่า มีต้นไม้สูงใหญ่ขนาบข้างทาง ให้ความรู้สึกเย็นสบาย จะมีเพียงหมอกควันจาง ๆ เท่านั้น ที่มาแตะร่างไตรภพเป็นระยะ

 

“แปลก…แปลกมาก”

 

ไตรภพพูดกับตนเอง เมื่อก้าวเท้าไปเรื่อย ๆ หมอกกลับยิ่งหนาขึ้น จนสายตาของไตรภพแทบจะพร่ามัว เสียงรอบข้างเงียบผิดปกติ

 

ร่างปริศนาหลายร่างดวงตาแดงฉาน มองผู้บุกรุกด้วยสายตาไม่เป็นมิตร รอคอยเหยื่อค่อย ๆ เดินเข้ามายังจุดหมายที่พวกมันต้องการ

 

ฟุบ

 

ฟุบ

 

เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวภายใต้หมอกหนา พุ่งเข้ามาหาไตรภพ ชายหนุ่มเหมือนจะรู้ตัวอยู่แล้ว จึงใช้วิชาตัวเบามังกรเทพเคลื่อนย้ายหลบจากการเป็นเป้าจู่โจม จนร่างทั้งสี่ชนกันเอง

 

กรร 

 

กรร

 

ไตรภพหันไปมอง พบว่าร่างที่จู่โจมตนเมื่อครู่ กลับเป็นหมาป่าสีแดงฉานปานโลหิต แดงทุกส่วนทั้งขน แผงขา ใบหู และดวงตา พวกมันอ้าปากส่งเสียงคำรามอย่างดุร้าย ฟันที่เผยออกมาในปากช่างแหลมคม ยิ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับเขี้ยวคู่ที่ยาวจากแผงฟันออกมานอกปาก นี่เป็นหมาป่าที่น่าเกรงขามและประหลาดมาก

 

“หมาก็ไม่ใช่ หมาป่าก็ไม่เชิง ฟันเหมือนแมวน้ำอีก พวกแกเป็นตัวอะไรกัน”

 

ไตรภพเอ่ยขึ้น แต่ดูเหมือนสัตว์เหล่านั้นจะไม่ค่อยใจภาษามนุษย์ พวกมันอาศัยเพียงสัญชาติญาณในการดำรงชีวิตเท่านั้น

 

กรร

 

ฟึบ

 

ร่างพวกมันทั้งสี่พุ่งมาหาไตรภพอีกครั้ง ชายหนุ่มหลบจากการจู่โจมเช่นเคย ร่างของสัตว์เดรัจฉานที่พุ่งมาเมื่อครู่ ตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ด้านหลังพวกมันแล้ว ห่างประมาณสิบเมตร

 

“พวกแกนี่มันอันธพาลจริง ๆ ? สงสัยอยากเจ็บตัว”

 

 

ไตรภพเกร็งพลังลมปราณใช้ออกด้วยเพลงหมัดเทพอสูร กระบวนท่าอสูรวายุ ปรากฏลมกรรโชกแรง ยิ่งขบเน้นให้หมอกเหล่านั้นมืดทึบไปอีก สายตาที่แดงฉานของหมาป่าเหล่านั้นก็มองไม่เห็นภาพโดยรอบเช่นกัน

 

ตุบ

 

ตุบ

 

ตุบ

 

ตุบ

 

เอ๊ง เอ๊ง เอ๊ง เอ๊ง

 

ไตรภพใช้ทั้งหมัดและเท้าจู่โจมไปที่หมาป่าทั้งสี่ตัว จนพวกมันกลิ้งกระเด็นลงไปกับพื้น ร้องครางออกมาไม่เป็นภาษา

 

“ร้องเหมือนหมาเลย เอ้อ ลืมไป มันหมานี่หว่า”

 

ไตรภพไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายพวกมัน เพียงแค่จะป้องกันตัวเท่านั้น หลังจากที่เห็นสภาพหมาป่าทั้งสี่ตัววิ่งหนีเตลิดไป ไตรภพจึงได้เดินไปด้านหน้าต่อ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าในพื้นที่แห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ทำไมถึงมีการวางค่ายกลซ้อนกันถึงสองค่ายกล ทั้งโคลนดูดและหมอกเช่นนี้

 

กรร 

 

กรร

 

กรร

 

เสียงขู่คำรามดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ไตรภพรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เขาเป็นเป้าหมายในการโจมตีอีกแล้ว จึงระมัดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา

 

“นี่มันดงหมารึเปล่าวะเนี่ย”

 

หมาป่าสีแดงเช่นเคย แต่มีขนาดใหญ่กว่าสี่ตัวก่อนหน้าเล็กน้อย ครั้งนี้มีประมาณยี่สิบกว่าตัว คล้ายกับเป็นฝูงใหญ่ บนโขดหินมีหมาป่าสีแดงที่โดดเด่นยืนสง่าอยู่ แผงคอของมันมีสีขาวขึ้นแซมขนสีแดง ดวงตาเป็นสีฟ้า ขนาดใหญ่โตกว่าหมาป่าที่เหลือถึงสามเท่า

 

“สัตว์พวกนี้ทำไมถึงมาปรากฏที่นี่หละ ?”

 

ไตรภพถามตัวเองในใจ เขาสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากหมาป่าที่เหมือนจะเป็นจ่าฝูง ความแข็งแกร่งที่เอ่อล้นออกมาจนสัมผัสได้ อยู่ในระดับสัตว์อสูรขั้นที่หนึ่ง เลยทีเดียว

 

ในโลกเบื้องบนนั้นจะจำแนกสัตว์อสูรออกเป็นแปดระดับ โดยเริ่มตั้งแต่ระดับที่หนึ่ง ไปจนถึงระดับที่แปด ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับพลังลมปราณได้ดังนี้

 

สัตว์อสูรขั้นที่หนึ่ง เทียบเท่ากับ ผู้ฝึกยุทธ์

 

สัตว์อสูรขั้นที่สอง เทียบเท่ากับ ลมปราณชนชั้นสีม่วง

 

สัตว์อสูรขั้นที่สาม เทียบเท่ากับ ลมปราณชนชั้นสีคราม

 

สัตว์อสูรขั้นที่สี่ เทียบเท่ากับ ลมปราณชนชั้นสีน้ำเงิน

 

สัตว์อสูรขั้นที่ห้า เทียบเท่ากับ ลมปราณชนชั้นสีเขียว

 

สัตว์อสูรขั้นที่หก เทียบเท่ากับ ลมปราณชนชั้นสีเหลือง

 

สัตว์อสูรขั้นที่เจ็ด เทียบเท่ากับ ลมปราณชนชั้นสีส้ม

 

สัตว์อสูรขั้นที่แปด เทียบเท่ากับ ลมปราณชนชั้นสีแดง

 

ซึ่งในประวัติศาสตร์พบสัตว์อสูรสูงสุดอยู่เพียงขั้นที่แปดเท่านั้น มันคือ สัตว์อสูรประจำกายของจักรพรรดินีเทพ ‘หงส์เหมันต์’ ส่วนไตรภพนั้นในคราวที่ดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิเทพเขาก็มีสัตว์อสูรประจำกายอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งมีระดับเดียวกันกับอาจารย์ของเขา นั่นคือ ‘มังกรเทวะ’ 

 

“ป่านนี้เจ้าจะเป็นอย่างไรบ้างนะ”

 

เมื่อคิดถึงสัตว์อสูรประจำกาย เขาได้แต่ถอนหายใจ การตัดผ่านเพื่อให้บรรลุลมปราณที่เหนือกว่าชนชั้นสีรุ้ง ได้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น จู่ ๆ เขาก็หายจากโลกเทวะมาจุติใหม่ในโลกมนุษย์เช่นนี้ เรื่องราวด้านบนไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

 

กรร

 

เสียงคำรามได้ปลุกไตรภพให้ออกจากภวังค์ บรรดาหมาป่ากว่ายี่สิบตัวได้ขู่คำรามเขา พร้อมที่จะเข้ามาจู่โจมทุกเมื่อ ไตรภพไม่ได้มองพวกมันอยู่ในสายตาเลย จะมีเพียงแค่สายตาแปลกใจเกี่ยวกับสัตว์อสูรขั้นที่หนึ่งเสียมากกว่า

 

“ไม่คิดว่าโลกใบนี้จะมีสัตว์อสูรขั้นที่หนึ่งด้วย ดูเหมือนยังมีปริศนาซ่อนอยู่อีกมาก”

 

ตั้งแต่สมุนไพรที่หายากในโลกเทวะทีสามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดายในโลกใบนี้ แถมยังมีโสมหิมะวางขายในราคาที่สามารถเอื้อมถึง ทั้งยังมีวัตถุโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก หากความเหล่านี้ล่วงรู้ไปถึงบรรดาดวงดาราต่าง ๆ พวกมันต้องเข้ามาปล้นทรัพยากรในโลกใบนี้แน่

 

ไตรภพมองทะลุไปด้านหลังของหมาป่าที่เป็นจ่าฝูง ดูเหมือนมันจะยืนอยู่หน้าปากทางเข้าถ้ำแห่งหนึ่ง ที่บัดนี้มีหมอกจาง ๆ ปกคลุมอยู่ เป็นถ้ำที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก หรือว่าจะเป็นรังของพวกมัน

 

กรร

 

“ฮึ เจ้าพวกนี้ ขู่อยู่ได้ ฉันไม่ได้มาทำร้ายพวกแกสักหน่อย”

 

สิ้นเสียงของไตรภพ หมาป่าที่เป็นจ่าฝูงส่งเสียงขู่คำรามอย่างดัง ฉับพลัน บรรดาหมาป่าทั้งยี่สิบตัวพุ่งเข้ามาหาไตรภพด้วยความพร้อมเพรียง

 

“ดูท่า ไม่เจ็บตัวคงไม่อยู่เฉย ๆ สินะ”

 

ฟึบ

 

ฟึบ

ไตรภพใช้วิชาตัวเบามังกรเทพเคลื่อนย้ายหลบบรรดาหมาป่า เท้าของเขาพุ่งทะยานเหยียบพื้นดิน ไต่ขึ้นไปตรงโขดหิน บริเวณที่หมาป่าจ่าฝูงยืนอยู่

 

“บอกลูกน้องแกให้หยุดได้แล้ว ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่ปราณีนะ”

 

กรร

 

ไตรภพไม่รู้ว่าหมาป่าจ่าฝูงฟังตนเองรู้เรื่องรึเปล่า แต่มันได้ตั้งท่าขู่คำรามพร้อมที่จะเข้ามาขย้ำไตรภพทุกเมื่อ ขนาดตัวของมันสูงเท่ากับไตรภพ ใหญ่โตเสียยิ่งกว่าราชสีห์ที่โตเต็มวัย

 

ร่างใหญ่ปานราชสีห์พุ่งเข้ามาหาไตรภพ คมเขี้ยวอันแหลมคมดุดัน หมายจะงับแขนไตรภพให้ขาดลงในทีเดียว น่าแปลกที่ร่างใหญ่เพียงนี้กลับเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ม รวดเร็วยิ่งกว่าเสือชีตาร์

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 301 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

602 ความคิดเห็น

  1. #459 111555999888Jo (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 10:23
    ขอบคุณค่ะไรท์รออออ
    #459
    0
  2. #451 jeerasuda0610 (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 19:46
    สนุกมาก
    #451
    0
  3. #450 dfrdz007 (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 12:17
    สนุกคับ
    #450
    0
  4. #449 aimjunggm (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 07:29
    ค้างจ้า
    #449
    0
  5. #448 TaifonHydra (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 07:15
    อะต่อปายยย
    #448
    0