[Pre-sale] Lighters

ตอนที่ 4 : Chapter 03

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    14 ธ.ค. 61

​Chapter 03


เหตุการณ์เมื่อเช้า นั่นไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะ นี่นับเป็นหลายสิบครั้งที่เขาจงใจยั่วยวน และพยายามทำทุกอย่างให้โม่เส้าเฉียนเป็นของเขา แต่ผู้ชายคนนี้แม้จะยอมตอบสนองเป็นอย่างดี แต่กลับไม่เคยมี ‘ความรัก’ ให้เลย แม้แต่นิดเดียวก็ไม่เคยสัมผัสถึง

“ไม่ต้องมาแสดงความห่วงใยถ้านายไม่ได้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ”

ชุนเสี่ยวพูดแขวะผู้จัดการส่วนตัว ก่อนจะเปิดประตูรถออกแล้วลงไปเอง โดยไม่รอให้คนใจร้ายมาคอยเปิดให้ โชคดีที่รถตู้ของบริษัทเข้ามาจอดในโรงจอดรถ ก็จะไม่ต้องทนพบกับพวกแฟนคลับที่มานั่งคอยตลอดทั้งคืน เขาก้าวไปในตึกและขึ้นลิฟต์ตรงไปยังห้องซ้อมเต้น

แต่ดูเหมือนจะยังมีเสียงซ้อมเต้นของไอดอลอีกกลุ่ม ชุนเสี่ยวจึงเดินเข้าไปแล้วส่งยิ้มทักทายคนที่อยู่ข้างใน

“สวัสดีครับ ทำงานกันหนักหน่อยนะครับ”

คนในห้องที่กำลังเต้นกันอย่างขะมักเขม้น หันกลับมามองทันที แล้วแดนซ์เซอร์ที่กำลังจะใกล้ได้เป็นครูฝึกที่หนุ่มที่สุดก็เดินไปกดรีโมทเพื่อปิดเพลง ในขณะที่อีกคนรีบเดินเข้าไปหาคนที่เพิ่งมาอย่างดีใจ

“พี่ชุนเสี่ยว พี่มาแล้ว..” ลั่วหลาง เด็กฝึกหัดที่เตรียมพร้อมจะเดบิวต์ในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า ที่ดูจะคุ้นเคยกับชุนเสี่ยวเป็นอย่างดี รีบสวมกอดและพร้อมจะอ้อนคนที่มักจะเอ็นดูเขาอยู่เสมอทันที

“ว่าไงเสี่ยวหลางตั้งใจซ้อมหรือเปล่า คงไม่ทำให้อี้ถงต้องเหนื่อยใจหรอกนะ” ชุนเสี่ยวผละออกจากอ้อมกอดของลั่วหลางที่มักจะนับถือเขาเป็นพี่ชายเสมอ

“เอ่อ..คือ...”

“ผมคงจะเหนื่อยน้อยลงถ้าเขาจะตั้งใจ ให้มากกว่าพยายามทำตัวน่ารัก” อี้ถงที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นเสียเองอย่างเย็นชา วันทั้งวันเขาแทบอยากจะบีบคอน้อยๆ นั้นวันละหลายรอบ นอกจากจะไม่ขยัน ไม่ตั้งใจฝึก แล้วยังทำตัวน่าเบื่อหน่ายจนเขาแทบจะหมดความอดทน

“อี้ถง ปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยนเลยสินะ ถ้านายได้เป็นครูฝึกจริงๆ ดูท่าเด็กฝึกหัดคงจะลาออกจากบริษัทไปไม่มากก็น้อย รองประธานคงจะดีใจจนอยากจะร้องไห้เชียวล่ะ” ชุนเสี่ยวพูดอย่างไม่เกรงกลัว เพราะรู้จักนิสัยของอี้ถง เนื่องจากเคยฝึกฝนมาด้วยกันเป็นเวลานาน รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบศิลปินที่มีดีแค่หน้าตา

“รองประธานควรจะดีใจสิครับ ในเมื่อผมช่วยให้คนที่ไม่ได้เรื่อง ไม่เอาถ่านออกไปจากบริษัทของเราได้” อี้ถงหันไปมองลั่วหลางอย่างจงใจ เขาหงุดหงิดที่ต้องมาเป็นคนดูแลเด็กเส้น ที่นอกจากหน้าตาแล้วไม่มีอะไรที่มีความเหมาะสมจะเป็นศิลปินได้เลย

“ผมรู้แล้วน่า ว่าต้องพยายามให้มากขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องย้ำและซ้ำเติมผมขนาดนั้นหรอก วันนี้ผมจะกลับแล้ว และคุณก็คงไม่มีสิทธิอะไรมาห้ามผม เพราะมันเป็นเวลาใช้ห้องของพี่ชุนเสี่ยวแล้ว” ลั่วหลางเจ็บใจ รู้ดีว่าตัวเองยังเด็ก แต่ก็มีความรับผิดชอบและอดทนมากพอ ถึงจะไม่มีความสามารถอะไรพิเศษ ไม่เก่งเรื่องเต้น และร้องเพลง แต่เขาก็อยากจะเป็นศิลปินที่ดีให้ได้ แต่ทำไมครูฝึกเต้นอย่างอี้ถงไม่พยายามเข้าใจเขาบ้าง

“ใจเย็นน่า เริ่มฝึกก็เป็นแบบนี้ สำหรับอี้ถงแล้ว เขาใช้เวลาอยู่กับมันมาครึ่งชีวิต และเขาก็มีพรสวรรค์ มันอาจจะต่างเสี่ยวหลางสักหน่อย แต่สักวันเสี่ยวหลางจะเก่งเหมือนกับอี้ถงได้ถ้าพยายามมากพอ แล้วก็อี้ถง นายจำไม่ได้เหรอ ว่าฉันเองก็ไม่ได้เก่งอะไร แต่ทุกวันนี้ฉันก็ทำมันได้ดี อย่าเข้มงวดกับเขานักเลย”

“ครับ” อี้ถง ตอบรับอย่างเสียไม่ได้ แม้ใจจะเถียงสุดเสียงว่า ลั่วหลางคนนี้และชุนเสี่ยวผู้โด่งดังไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกันแม้แต่นิดเดียว เขาเลือกที่จะเดินออกไปจากห้องพร้อมกับสวนกับผู้จัดการส่วนคนล่าสุดของชุนเสี่ยวที่สามารถอยู่ได้นานมากกว่าหกเดือน โดยไม่ถูกทั้งไอดอลผู้โด่งดังกลั่นแกล้ง และยังได้รับการยอมรับจากท่านประธานอีกด้วย ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ

“ขอบคุณพี่ชุนเสี่ยวมากนะครับ เสี่ยวหลางก็ได้แต่หวังว่าไอ้ผู้ชายไร้หัวใจคนนั้นจะเข้าใจเสี่ยวหลางบ้างไม่มากก็น้อย วันนี้ผมต้องกลับก่อน ดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะครับ” เสี่ยวหลางกล่าวขอบคุณและอดไม่ได้ที่จะแขวะแดนซ์เซอร์ผู้แข็งแกร่งที่สุดในบริษัท

“ไปเถอะ เราก็พักผ่อนเยอะๆ นะดูแลรักษาสุขภาพด้วย อย่าคิดมากล่ะ” ชุนเสี่ยวยิ้มแล้วเดินจากไปเตรียมตัว เพื่อซ้อมเต้น และทันทีที่เขาเห็นว่าเสี่ยวหลางเดินออกจากห้องไปแล้วจากบานกระจก เขาก็เปลี่ยนสีหน้าและท่าทีแทบจะทันที ชายหนุ่มใช้มือเสยผมแล้วก็เหล่สายตามองตามหลังไปด้วยความรังเกียจ

“แค่ซ้อมเต้น ถ้ายังทำไม่ได้ดีแล้วจะไปทำอะไรได้ คิดว่าแค่หน้าตาดีแล้วจะดังได้เหมือนอย่างฉันเหรอ ไอ้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เอาไว้ฉันจะบอกอี้ถงให้ฝึกให้หนักๆ เอาให้ทนไม่ได้แล้วลาออกไปเสียเลยก็ดี น่ารำคาญชะมัด เจอทีไรก็เอาแต่ร้องเรียกแล้วทำท่าน่ารักๆ ใส่ น่าขยะแขยงชะมัด” ชุนเสี่ยวบ่นออกมาโดยไม่สนใจว่าคนในห้องจะมองเช่นไร ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างภาพต่อหน้าปิศาจ

“คุณนี่น่าสงสารจังนะครับ” โม่เส้าเฉียนพูดขึ้นหลังจากที่ชุนเสี่ยวพูดจบ แล้วก็เดินหนีออกไปจากห้องทันทีเมื่อเปิดเพลงซ้อมเต้นให้ชุนเสี่ยวเรียบร้อย โดยทำเป็นไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังตระโกนด่าตามหลังมาอย่างติดๆ

“ไอ้บ้าเอ๊ย คนอย่างแกมันน่าจะตายไปซะ สักวันฉันจะต้องไล่แกออกให้ได้เลย คอยดู” ชุนเสี่ยวคิดอย่างเคียดแค้น ก่อนจะพยายามสงบสติแล้วมีสมาธิให้กับการซ้อมเต้น โดยพยายามเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น

เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มที่ชุนเสี่ยวซ้อมเต้นอย่างตั้งใจ เหงื่อที่ไหลออกมาตามร่างกายชุ่มไปทั้งตัวจนเสื้อบางๆ ที่ใส่ในวันนี้เปียกแนบลำตัว ก่อนการซ้อมจะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกของผู้จัดการซึ่งดังขึ้นพร้อมกับปิดเสียงเพลงเพื่อบอกเขาว่ามีสายเรียกเข้า

“นี่แกไม่รู้หรือว่าแกล้งโง่ ว่าฉันไม่รับสายใครหน้าไหนทั้งนั้นตอนซ้อม”

“โทรศัพท์จากแม่ของคุณ” โม่เส้าเฉียนพูดสั้นๆ โดยไม่ตอบโต้อะไร เพราะดูเหมือนคนที่รอสายอยู่กำลังต้องการอยากจะคุยกับลูกชายให้ได้

“แม่...ฮึ เงินกินเหล้าคงจะหมดล่ะมั้ง” ชุนเสี่ยวสบถ แต่ก็ยอมเดินมารับโทรศัพท์จากมือของผู้จัดการโม่เส้าเฉียนที่ยื่นมาให้ แล้วเลี่ยงเดินไปคุยที่มุมห้อง หลังจากที่มองแล้วว่าอีกฝ่ายเดินออกไปจากห้องพร้อมปิดประตูแล้ว

“คราวนี้เท่าไหร่...”

ชุนเสี่ยวพูดขึ้นดักคอมารดาที่ไม่เคยมีเรื่องอื่นใด นอกจากขอเงิน

‘ไม่ใช่เรื่องเงินหรอก ที่ฉันโทรหาแกในวันนี้’

“คนอย่างแม่ ถ้าไม่โทรมาขอเงิน ก็แสดงว่าคงจะมีอะไรที่ต้องการ ว่ามาสิ ผมมีเวลาฟังไม่มากนักหรอกนะ”

‘ฉันกำลังจะตาย’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น