[Yaoi] PsychoPath จะร้ายให้เท่ารัก END

ตอนที่ 7 : Chapter 07

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 541
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    25 มี.ค. 61

Chapter 07

 


เจ้านุนี่ เอาแต่ใจเกินไปแล้ว คิดจะกลับบ้านทั้งที ดันทิ้งจดหมายไว้แค่แผ่นเดียวจักรกายบ่นพึมพำในคลาสเรียนขณะที่ดารัณก็นั่งถัดไปอีกตัว ไม่เชิงว่าพูดกับอีกฝ่ายแต่ก็เหมือนว่าพูด ประมาณขอความคิดเห็นเพิ่มเติม หากได้รับเพียงความเงียบกลับมา คงจะเข้าใจว่าเขาแค่บ่นลอยๆ

            สามวันแล้ว หลังจากเขากลับไปกินข้าวที่บ้านตามข้อความของบิดามารดาซึ่งส่งมาบอก แต่พอไปถึงทุกคนกลับมีทีท่าประหลาดใจว่าทำไมวันนี้ถึงมาได้ จักรกายงงนิดหน่อยแต่คร้านจะเถียงว่าเป็นเพราะมารดาส่งข้อความมานั่นแหละ เพราะดีใจที่ได้กลับมากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา เลยอยู่จนดึกจากบ้านกลับไปหอพักค่อนข้างไกล ก็เลยนอนค้างคืนที่บ้านเสียเลย ตั้งใจว่ากลับไปพรุ่งนี้คงทันเข้าไปเรียนพร้อมกับภาณุ

            ใครจะรู้ พอกลับมาถึงหอพักกลับไม่มีใครอยู่เลย จักรกายเปิดเข้าไปเรียกรูมเมทในห้องนอน พบแต่ความว่างเปล่า ในตอนนั้นยังไม่ทันได้สังเกตว่ามีอะไรบางอย่างหายไป เข้าใจว่าภาณุคงจะออกไปเรียนแล้วจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปมหาลัย

            แต่ที่มหาลัยก็ไม่มี คร้านจะถามดารัณ ก็เลยทำเฉยๆ ไปเสีย จนกระทั่งเลิกเรียนกลับไปที่ห้อง เลยเข้าไปในห้องนอนของอีกฝ่าย ถึงพบกระโน้ตแผ่นหนึ่งเขียนทิ้งเอาไว้ เมื่อตอนเช้ามีหรือเปล่าเขาก็ไม่แน่ใจ แต่อ่านพอได้ใจความว่า

            ต้องรีบกลับไปเชียงรายด่วน ไม่ต้องเป็นห่วง

            โอเค อย่างน้อยก็โล่งใจได้ว่าไม่ได้เป็นอันตราย หรือถูกลักพาตัวไปไหน แต่อย่างน้อยก็น่าจะโทรศัพท์มาไม่ใช่เขียนโน้ตทิ้งไว้แบบนี้ พอเขานึกจะโทร.หาเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงได้กลับไปเชียงรายกะทันหันนัก กลับโทร.ไม่ติด ไม่มีคนรับสาย ส่งข้อความไว้ก็ไม่ได้รับการตอบกลับมา

            แล้วนุจะกลับมาเมื่อไหร่รู้ไหมดารัณกลั้นใจถามออกไป คิดว่าจะถูกเมินอีกนั่นแหละ แต่ก็ทำใจไว้บ้างแล้วไม่คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมตอบหรอก

            ไม่รู้สิ หมอนั่นไม่บอกอะไรเลย อยู่ๆ ก็หายไป

            ดารัณเผลอยิ้มเมื่อได้รับคำตอบกลับมา ใจชื้นขึ้นเยอะเมื่อได้รับการตอบสนองจากคนข้างๆ บ้าง

            ที่บ้านจะเกิดเรื่องอะไรหรือเปล่าเขาพยายามเสนอความคิดเห็น แต่น้ำเสียงออกจะตื่นเต้นไปหน่อยเพราะในที่สุดก็ได้คุยกับจักรกายเหมือนเพื่อนปกติทั่วไปสักที

            จักรกายได้ยินก็คิดว่าอาจจะเป็นไปได้ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วขยับไปนั่งติดดารัณ เพื่อตอนที่คุยในคลาสจะได้ไม่ต้องใช้เสียงดังนัก ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าอีกฝ่ายอยู่ๆ ก็เกิดจะหน้าแดงขึ้นมา แก้มระเรื่อขึ้นพอมองแล้วยิ่งเหมือนกระต่ายเข้าไปอีกหลายเท่าตัว อย่างที่เหมือนอยู่แล้ว เขาเกิดใจเต้นขึ้นมาและคิดว่าไม่น่าเลย

            คงงั้นจักรกายตอบสั้นๆ พยายามหันไปมองทางอื่นเสีย เป็นจังหวะเดียวกับที่อนธการเดินเข้ามาในห้อง คราวนี้อีกฝ่ายเข้าจากประตูหน้าแล้วเดินขึ้นบันไดมาบริเวณที่พวกเขานั่งอยู่ เจ้าของร่างสันทัดในชุดเชิ้ตสีขาวตลอดทั้งตัวเหมือนเคยเอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดี

            ไง วันนี้อากาศดีนะ

            จักรกายหันไปมองเมฆครึ้มฟ้าครึ้มฝนที่นอกหน้าต่าง แล้วถึงหันกลับมามองคนพูดเหมือนจะบอกว่า

            ฝนตกฟ้าร้องแบบนี้ บ้านนายเรียกอากาศดีเหรอ

            แต่อนธการเป็นอัจฉริยะ คงจะมีความรู้สึกหรือสิ่งที่เรียกความสนใจ ความสบายใจต่างจากตัวเอง ก็เลยพยักหน้ารับ ไม่ให้การสนทนานี้ต้องกระอักกระอ่วน

            อ่อก็ดี นั่งสิจักรกายเอ่ยชวน

            อนธการพยักหน้าแล้วทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ติดกับจักรกาย ก่อนจะหันมาถามอีกฝ่าย ด้วยคำถามที่ตัวเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ

            นุล่ะ

            หมอนั่นกลับเชียงราย ฮ้ายิ่งพูดก็ยิ่งโมโห เจ้านั่นเอาแต่ใจมากเกินไปแล้ว คิดจะไปก็ไปทิ้งไว้แค่โน้ตแผ่นเดียว โทรศัพท์ก็ไม่รับ คอยดูถ้าอาทิตย์หน้ายังไม่กลับ ฉันจะโทร.ไปที่หาหม่าม๊า แล้วสั่งให้หวดกลับมาให้ทันสอบ

            อนธการตาขวากระตุก ไม่คิดว่าจักรกายกับภาณุจะสนิทสนมขนาดรู้จักบ้านของอีกฝ่าย ดูเหมือนจะมีเรื่องให้ต้องจัดการแก้ไขอีกแล้ว เขาเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงแล้วลุกออกจากเก้าอี้ทันที จนอีกสองคนที่นั่งอยู่ต้องร้องเรียก

            เดี๋ยว อาจารย์จะมาแล้ว นายจะไปไหน

            อะไรของเขากันน่ะ ประหลาดคนจริง

            จักรกายเองก็รู้สึกว่าอนธการ ดูเป็นคนที่เข้าถึงได้ยากเกิน แม้จะพอรู้จักกันบ้างเจอหน้าก็ทักทาย แต่ทำไมบางครั้งเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายยิ้มก็เหมือนไม่ได้ยิ้ม หรือบางทีหัวเราะก็ดูเหมือนไม่ได้กำลังหัวเราะ เหมือนคนใส่หน้ากากไร้ความรู้สึกที่แท้จริง

            แถมทุกครั้งจะเข้ามาแล้วก็สนใจแต่เรื่องของภาณุ พอได้รู้แล้วก็กลับไป

            มันน่าประหลาดใช่ไหมล่ะ

            เฮ้ย เจ้านั่นรอให้กลับมาก่อนเถอะจักรกายลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนออกมาดังลั่น พอดีกับตอนที่อาจารย์ประจำวิชาเดินเข้าในห้อง เขาชะงักค้างเมื่อถูกมองด้วยสายตาเหมือนจะถามว่า มีปัญหาอะไรชายหนุ่มเลยทำได้แค่ก้มหน้าขอโทษแล้วนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยม ในขณะที่ใครบางคนที่อยู่ข้างตัวกำลังอมยิ้ม

 

+++++

 

 

            เรามีปัญหาแล้วล่ะ

            อนธการพูดกับภาณุที่ซึมลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากถูกขังมาสามวัน แต่สีหน้าและน้ำเสียงนั้นดูจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักนิด

ไม่สิไม่รู้สึกอะไรเลยมากกว่า

เจ้าจักรกายนั่น มีเบอร์บ้านของนายที่เชียงราย และคงจะโทร.หาเร็วๆ นี้ ฉันเลยต้องจัดการอะไรนิดหน่อยอนธการเล่าปัญหาให้ฟัง ปลายนิ้วลากผ่านเชือกป่านสีแดงเรื่อยไปในขณะที่ภาณุถูกขึงอยู่เช่นเดิม แค่เปลี่ยนรูปแบบและลวดลายเท่านั้น

อนธการมีความสนใจในศาสตร์แห่งการมัดคินบากุ[1] หรือที่คนส่วนใหญ่มักจะเรียกว่า ชิบาริ ซึ่งเหล่าผู้คลั่งไคล้เซ็กซ์วิตถารมักจะนำมาใช้ประกอบกิจกรรมเพื่อกระตุ้นอารมณ์ ในขณะที่เขาชื่นชมมันในฐานะศิลปะ

มันคือความงดงามจากการรัดรึง

และร่างกายของภาณุก็คือภาชนะว่างเปล่าที่ใช้รองรับความคลั่งไคล้ที่มีต่อศิลปะแขนงนี้ของเขา

ซึ่งมันเข้ากันได้ดีเหลือเกิน

ฉันรู้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่แรกที่ได้เห็นนาย ฉันรู้ในทันทีว่านายเหมาะกับ มันมาก มากเสียจนฉันไม่อาจจะปล่อยนายไป


[TBC]



[1] คินบาคุ หรือ ชิบาริ  คือศิลปะการมัดคนด้วยเชือกที่วิวัฒนาการมาจากศิลปะการป้องกันตัวเก่าแก่ของญี่ปุ่นเรียกว่าโฮโจจุตสึ โฮโจจุตสึเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงปลายยุคมุโรมาจิ แต่พัฒนาถึงขั้นสูงสุดในยุคเอโดะ (1603-1868) เดิมเป็นเทคนิคที่มีไว้สำหรับพันธนาการนักโทษ รวมถึงเชลยศึกหรือตัวประกันหญิง ส่วนใหญ่เป็นภรรยาหรือลูกสาวของขุนนางระดับสูง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น