หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 49 : 47 - พิรุณชาดในแขนเสื้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 829 ครั้ง
    15 ม.ค. 61

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

47 – พิรุณชาดในแขนเสื้อ

 

            สายลมกรีดผิวพัดใบไผ่หมุนปลิวเป็นเกลียว ริ้วเมฆทะมึนเคลื่อนห่าง  จากกัน ดวงจันทร์ฉายแสงส่องลงยังลานกลางป่าไผ่ ฉากเบื้องหน้ากลับกลายเป็นเหมือนเวทีโรงละครใหญ่ที่กำลังเริ่มเปิดม่าน


            บุรุษสองคนยืนประจันหน้ากัน ดวงหน้าไม่มีเค้าคล้ายกัน ทว่าโลหิตที่กำลังไหลเวียนอยู่ในกายกลับมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง


            พิรุณในเงาเมฆ... กระบี่ในมือของเยว่ถิงเป็นหนึ่งในศาสตราที่ตกทอดกันมาในตระกูลหลี่ ว่ากันว่าทั้งศักดิ์สิทธิ์และทั้งอาถรรพ์ คมกระบี่มีลวดลายเมฆสลักลึก ตัวโลหะเป็นสีขาวหายาก ลวดลายที่สลักนั้นเป็นสีฟ้าเปล่งประกายเรืองรองท่ามกลางความสลัว


            กระบี่ของอ้ายอ๋องหลี่ถังเองก็เป็นสีขาววาววาบ แตกต่างที่มีความยาวกว่า ลวดลายสลักเป็นลายคลื่นและมังกรสีแดง ลักษณะการตีบ่งบอกได้ว่าเป็นศาสตราอันทรงคุณค่าในตระกูลหลี่เช่นเดียวกัน


            โลหะที่ใช้หลอมคมสีขาวนั้นทำจากแร่ชนิดพิเศษซึ่งเป็นโลหะต้องห้ามในเจ็ดแคว้นชางเหอ มีเพียงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถครอบครองได้ ประสิทธิภาพย่อมสูงล้ำจนผู้คนในยุทธภพต่างแย่งชิงอย่างไม่กลัวตาย


            ตามแผนการ เยว่ถิงเลือกติดตามจับกุมโจวหวู่เพราะว่าแม้ฝีมือยุทธ์อาจยังไม่เทียบเท่า ทว่ายอดศาสตราในมือนับว่าเพิ่มความได้เปรียบขึ้นอย่างมาก แต่มาบัดนี้สถานการณ์กลับพลิกผัน


            อ้ายอ๋องหลี่ถังถูกผู้คนร่ำลือกันว่าเป็นเสือซ่อนเล็บอย่างแท้จริง ได้ยินว่าเคยประดาบกับจักรพรรดิไท่เหวินหวงตี้จนทำให้พระองค์ข้อมือพลิกแล้วทำกระบี่พลัดตกจากมือได้ ไม่เพียงเท่านั้น อีกฝ่ายยังมีศาสตราที่ดูเหมือนว่าจะเหนือกว่าอีกด้วย


            แต่ก้าวมาจนถึงเพียงนี้ ไยจะสามารถถอยหลังกลับได้


            “หากท่านยอมจำนนแต่โดยดี ท่านจะยังสามารถรักษาศีรษะของท่านได้...”


            เยว่ถิงเอ่ยเสียงนิ่ง ตาจดจ้องอีกฝ่ายทุกการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อทุกมัดเครียดเกร็ง


            อ้ายอ๋องหลี่ถังใช้แขนเสื้อปาดโลหะที่เปื้อนคมดาบอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างไร้ความทุกข์ร้อน


            เสียงหัวเราะแรกแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ ดังขึ้น ก่อนจะแหงนหน้าหัวเราะแก่ดวงจันทร์ด้วยเสียงอันก้องสะท้อน พาให้เหล่านกกลางคืนแตกตื่น


            ขนยังท้ายทอยของเยว่ถิงลุกชัน มือที่กำด้ามกระบี่แน่นสั่นน้อยๆ ลำคอคล้ายจะแห้งผากเหมือนโดนใบไผ่สุมทับ


            “เจ้า?”


            ร่างสูงสง่างามก้าวเซ ไม่ทราบเพราะฤทธิ์สุราหรือเพราะความวิกลจริต เสียงหัวเราะผ่อนลงช้าๆ


            “อย่างเจ้า?


            สองไหล่กว้างสะท้านขึ้นลง ราวกับเพิ่งฟังเรื่องขำขันที่ทำให้ไม่อาจหยุดกลั้นหัวเราะได้


            “ดี ดียิ่ง” ดวงตาสีดำมืดคู่นั้นสบกับดวงตาของเยว่ถิง “เอ่ยว่าข้าช่างเลวทรามต่ำช้า แล้วเจ้าเป็นอย่างไร? มิใช่อยากได้บัลลังก์จนตัวสั่น ปั้นหน้าเป็นคนดีแล้วก้าวข้ามศพผู้คนอย่างเลือดเย็นหรือ”


            บอกตนเองว่านี่คือแผนการปั่นประสาทของอ้ายอ๋อง แต่เยว่ถิงไม่อาจหักห้ามอารมณ์


            “ข้า-


            “คนใจคดที่โกหกได้ทุกคำพูด คิดทำสิ่งใดอย่างโหดเหี้ยม ทั้งยังวิปริตผิดเพศเช่นเจ้า พอขึ้นครองแคว้นอ้ายแล้ว อย่างไรก็ไม่อาจนั่งบัลลังก์ได้นาน เพียงแต่จะตายได้บัดซบอย่างไรก็เท่านั้น ข้าเองก็อยากเฝ้าดู”


            “...”


            “เห็นว่าได้เป็นแพทย์หลวนซานจึงตัดใจมิฆ่าผู้ใด อ้อ เพียงแต่อรหันต์หลี่เยว่ถิงผู้นี้ถือว่ายืมมือผู้อื่นฆ่าถือว่าไม่ผิด ช่างบริสุทธิ์ผุดผ่องเหลือเกิน หรือแท้แล้ว... อำนาจทรัพย์สินยังวังอัสดงสราญรมย์หอมหวานอาจจะหอมหวานเกินไป”


            “ไม่...”


            “แล้วนั่นคืออะไรเล่า มิใช่สวรรค์ของข้าที่เจ้าทำให้กลายเป็นนรกหรอกหรือ?”


            นิ้วเรียวยาวผายไปยังกองเพลิงมหึมา สีส้มแดงสะท้อนขึ้นสู่ฟ้าสว่างเจิดจ้าทั่วบริเวณนั้น


            “ท่านเป็นผู้สั่งจุดไฟ!” เยว่ถิงเอ่ยคำเค้น อ้ายอ๋องหลี่ถังเลิกคิ้ว “คงมิมีไฟใดถูกจุดหากมิมีกบฏ”


            คนผู้นี้แทบมิต่างจากโจวหวู่ เพียงแต่สะกิดถูกบาดแผลในใจที่กำลังเหวอะหวะของเยว่ถิง ทว่าหากยังมัวเสียน้ำลายโต้คารม เห็นว่าคงเป็นเขาที่จะเพลี่ยงพล้ำ


            ดวงใจที่ถูกเหตุการณ์มากมายซัดเชื้อไฟใส่ให้เร่าร้อน เมื่อโดนน้ำมันราดย่อมลุกโหม


            เยว่ถิงพุ่งเข้าตวัดกระบี่ปะทะอย่างรุนแรง อ้ายอ๋องหักข้อมือรับอย่างง่ายดาย


            เพียงประมือหนึ่งกระบวนท่า ผู้เพิ่งฝึกยุทธ์อย่างเคร่งครัดได้สองปีก็รู้แก่ใจว่ายากจะชนะ


            ตอนนี้คงมีเพียงชิวหยางที่จัดการคนผู้นี้ได้


            อ้ายอ๋องปัดป่ายกระบี่ผ่อนหนักเบา แต่ก็ฝากบาดแผลให้เยว่ถิงทุกครั้งยามมีช่องโหว่ ตามแผลปวดแสบปวดร้อน มิคาดว่าลวดลายคลื่นและมังกรสีแดงฉานจะมีอะไรบางอย่างอยู่


            เยว่ถิงก้าวหนึ่งก้าว อ้ายอ๋องถอยเอียงเพียงครึ่งก้าว กลับสามารถหักหลบรัศมีวาดกระบี่แล้วโต้ตอบกลับอย่างแม่นยำ แต่ละครั้งหมายจุดตาย บอกว่ามิได้ต้องการล้อเล่นอีกต่อไป


            สมองและสติของเยว่ถิงแจ่มชัด เหงื่อไหลซึมตามไรผม ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มแปรปรวนและส่งเสียงคำรามเบาๆ


            เสียงโลหะกรีดร้องดังต่อเนื่อง ประกายไฟปะทุยามคมเสียดสีซึ่งกันและกัน ปราณพิฆาตกรุ่นกระจายทั่วบริเวณ


            โลหิตเชื้อสายมังกรหยดหลั่งไหลตามใบไผ่ แต่นับเป็นของเยว่ถิงมากกว่าอ้ายอ๋องถึงเจ็ดส่วน


            สองร่างหมุนพลิ้วพาเอาอาภรณ์และเส้นผมสยายออก ดุดันเกินกว่าจะเปรียบกับท่วงท่าการร่ายรำ กระบี่ที่ฟาดแต่ละครั้งล้วนรุนแรงเหมือนสายฟ้าฟาด


            เยว่ถิงเลือกจู่โจมข้อมือเพื่อปลดอาวุธเป็นหลัก อ้ายอ๋องกระตุกมือหลบ ผู้โจมตีจึงเสือกกระบี่ไปข้างหน้าหมายแทงยังหน้าอกที่ไร้การปัดป้อง


            ขณะหนึ่งเบิกตากว้าง คิดว่ากระบี่คงต้องทรวงอกอีกฝ่าย กลับกลายเป็นว่ามีเกราะอ่อนอยู่ภายใน เยว่ถิงแม้จ้วงแทงยังยั้งมือ จึงทำให้พลาดท่าถูกปัดกระบี่ออกจากมือ


            อ้ายอ๋องสบโอกาสถีบกลางอกเขาเข้าอย่างแรง เยว่ถิงหงายหลังล้มลง จังหวะชุลมุนทำให้ใบไผ่มากมายลอยฟุ้งในอากาศ ร่างสูงที่แข็งแรงกว่าเขาก้าวเข้ามากระทืบซ้ำ แรงที่กดทับทำให้เยว่ถิงกระอักเลือดกลุ่มหนึ่งออกมา กระดูกซี่โครงเหมือนจะเปราะร้าว


            “คนว่าเจ้าชาญฉลาดนัก แต่บัดนี้รู้สึกผิดจนโง่ขึ้นมาหรืออย่างไร”


            อ้ายอ๋องว่าเสียงเย็นเยาะเย้ย สภาพคนตรงหน้ามีบาดแผลน้อยนิดหากเทียบกับเยว่ถิงที่สะบักสะบอม


            รองเท้าเปื้อนกลิ่นไอดินเลื่อนจากอกขึ้นยังลำคอ แล้วเหยียบคล้ายจะบดขยี้ เยว่ถิงตะเกียกตะกายอย่างทรมาน สองมือยื้อยึดรอบข้อเท้านั้น จนเมื่อเริ่มหน้ามืด อ้ายอ๋องจึงค่อยผ่อนแรงแล้วใช้กระบี่ของตนแตะที่ข้างแก้มของเขา


            โลหะสีขาวเย็นเยือก แต่ส่วนลวดลายสีแดงแสบร้อน ผิวหนังของเขาเหมือนจะกลายเป็นขี้ผึ้งเหลว


            “จะว่าไป ก็เสียดายใบหน้านี้ไม่น้อย” อ้ายอ๋องก้มกระซิบ บิดเท้าขยี้หลอดลมของเขา “หากเจ้าเป็นสตรี ข้าคงปราบพยศแล้วขังไว้ดูเล่นในวัง”


            “แค่ก” หยาดน้ำใสไหลออกยังหางตา ใบหน้าของเยว่ถิงเองเริ่มซีดขาว “ท่าน... ท่านไม่รู้สึกผิดต่อสิ่งใดเลยหรือไร!


            เพียงแวบหนึ่ง เยว่ถิงเห็นประกายแสงเล็กๆ ในดวงตาสีดำมืดนั้น แต่ต่อมาก็ถูกความมืดกลืนกินไปสิ้น


            “ข้าต้องรู้สึกผิดต่อสิ่งใด?” อ้ายอ๋องทวนคำ ก่อนย่อตัวลงช้าๆ ยิ่งบิดกระบี่ให้แนบชิดหน้าเยว่ถิง


            “มิใช่โลกต้องรู้สึกผิดต่อข้าหรือ เพียงข้าเกิดมาเป็นองค์ชาย มารดาของข้าต้องถูกประทานผ้าขาวให้แขวนคอ ข้าต้องแต่งงานตั้งแต่อายุสิบสอง ข้ายังถูกวางยาสองครั้ง ถูกทรยศไม่รู้เท่าไหร่ หากไม่ลี้ภัยมาแคว้นอ้าย ไยเลยยังมีชีวิตรอด”


            ผู้คนเมื่อผ่านโลกอันโหดร้าย นอกจากจะก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแล้ว ยังมีผู้เลือกตั้งตนเป็นปรปักษ์กับคนทั้งโลก นั่นก็คืออ้ายอ๋องผู้นี้


            “แต่” เยว่ถิงพยายามพูดอย่างยากลำบาก “ท่านพบเจอ... สิ่งเลวร้ายที่วังหลวงชางเหอ อยู่ที่นี่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรท่าน ไยคิดอยากได้บัลลังก์องค์จักรพรรดิอีก!


            “แค่มองตาเขา ข้าก็รู้ว่าเขาพร้อมจะฆ่าข้าได้ทุกเมื่อ เจ้าถามเช่นนี้ คงเพราะเป็นขอทานนานเกินไปจนเลอะเลือน” อ้ายอ๋องดึงกระบี่ออกแล้ว แม้ไม่มองเยว่ถิงก็รู้ได้ว่าคงเป็นแผลแสบไหม้ “แต่บัดนี้จะได้เป็นผีไร้หลุม กลับกลายเป็นดินแทน”


            “ข้า ข้าขอเตือน” เยว่ถิงเค้นเสียงจนแทบไม่มีสิ่งใดออกมา “หากท่านยอมจำนน ท่านจะยังมีชีวิต”


            อ้ายอ๋องกวาดสายตามองรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง คล้ายสัมผัสหาร่องรอยที่ซ่อนเร้นอยู่ ใช้เวลาขณะหนึ่งก็ก้มลงมองเยว่ถิงด้วยสายตาเย็นชา


            ก่อนกระตุกกระบี่ทิ่มทะลุข้อมือขวาของเยว่ถิง บาดแผลนี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งถูกเข็มแทง เยว่ถิงกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้อง ชีพจรเต้นตุบพาเอาเลือดไหลทะลักออกมาดุจน้ำพุ เข่าทั้งสองบิดงอขึ้นมา


            “ตายได้แล้วกระมัง”


            อ้ายอ๋องเอ่ยเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก กระชากกระบี่ออกแล้วตวัดหมายตัดศีรษะปลิดชีพ


            อันกาน้ำชาตกแตกบาดมือขวาถือเป็นลางร้าย เห็นจะเป็นเช่นนั้น


            เยว่ถิงรวบรวมแรงทั้งหมดที่มียกมือขวาขึ้นปะทะกับกระบี่ รังสีหมายสังหารที่ดำมืดคล้ายกระทบกับคลื่นปราณเข้มข้น เกิดเป็นคลื่นสะเทือนไหวสั่นในอากาศทั่วทั้งบริเวณ


            ศาสตร์ย้อนปราณคืนกลับสำแดงฤทธิ์ ปราณที่ถูกส่งมารุนแรงเพียงใด จะถูกสะท้อนใส่ผู้ใช้เพียงนั้น


            หลังจากประมือกันได้ครู่หนึ่ง เยว่ถิงตั้งใจปล่อยให้ร่างกายไร้พลังคุ้มกันจึงอ่อนแอ เพื่อทุ่มลมปราณทั้งหมดให้ไหลย้อนตามชีพจรของศาสตร์อันลึกลับแห่งบึงตำหนักเร้นลับ


            บ้างว่าเป็นศาสตร์ของคนขลาด บ้างว่าเป็นศาสตร์ของผู้รักสงบ แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด อาณุภาพกระบี่แห่งตระกูลหลี่ พลังปราณอันมืดดำอำมหิตและแรงอาฆาตคลั่งแค้นที่หมายสาดเลือดเยว่ถิงไปทั่วบริเวณได้ถูกสะท้อนกลับย้อนคืนสู่ผู้ใช้


            แรงพลังอันน่าพรั่นพรึงพุ่งเป็นเสี้ยวจันทร์เฉือนศีรษะจ้าวแห่งแคว้นอ้ายให้ขาดออกจากลำตัว มิมีโอกาสได้หลบหลีกหรือกรีดร้องใดๆ


            ท้องฟ้าที่ครวญครางมานานพลันก่อตัวมหึมา ส่งสายฟ้าแลบแปลบปลาบระหว่างเมฆ ก่อนที่สายฝนจะสาดเทลง


            เยว่ถิงนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น หยาดน้ำเย็นฉ่ำชะล้างโลหิตที่เปรอะเปื้อนตามใบหน้า เหน็ดเหนื่อยจนเหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากตัว ยกมือขวาขึ้นสำรวจ เห็นเป็นโลหิตของตนเองไหลลงตามข้อมือ


            พิรุณที่ตกลงมาถูกย้อมเป็นสีชาด วิ่งไหลลงยังแขนเสื้อจนเปียกชุ่ม


            หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงก่นด่าฟ้าดินอีกว่าเหตุใดถึงได้ไม่มีผู้ใดมาช่วยเหลือ ทว่ายามนี้ เยว่ถิงกลับเป็นผู้ลากสังขารอ่อนล้าลุกขึ้นแล้วก้าวไปหยิบกระบี่ของตนอย่างเชื่องช้า


            ได้ยินเสียงเอะอะวุ่นวาย ชายหนุ่มคิดหลบซ่อนตัว ทว่าผู้มาถึงกับเป็นไป่อวิ๋นหลาน


            “เจ้า... เจ้าฆ่าเขาได้!?”


            สีหน้าลิงโลดตื่นตระหนกของอีกฝ่ายทำให้เยว่ถิงส่ายหน้า “ข้าเพียงสะท้อนพลังพิฆาตของเขา”


            ไป่อวิ๋นหลานพยักหน้าอย่างไม่ค่อยมีสติ ก้าวเข้ามาประคองเขาให้ลุกขึ้น โชคดีมีองครักษ์แซ่เฟยอีกสามคนติดตามมาด้วย จึงปฐมพยาบาลเบื้องตนและจัดการกับศพอ้ายอ๋อง


            ต้องขอบคุณม่านฝนห่าใหญ่ที่ตกลงมาดับกองเพลิงยังวังอ้ายอ๋อง แม้ยังดับได้ไม่หมดแต่ก็เห็นเป็นเพียงแสงสว่างจุดเล็กน้อย


            เยว่ถิงถูกอุ้มไว้แล้วพาทะยานไปอย่างนุ่มนวล คุณชายไป่เอ่ยวาจามากมายแต่มิได้เข้าหูเขาแม้แต่น้อย


            “โจวหวู่ล่ะ”


            “ถูกจับกุมไว้ได้”


            เยว่ถิงค่อยทอดถอนใจโล่งอก เห็นท่าทางอีกฝ่ายกลับไม่ดีใจลิงโลดจึงเอ่ยถามต่อ


            “แล้วชิวหยาง?”


            “อ่า”


            “ได้โปรดตอบข้า”


            เยว่ถิงเอ่ยเสียงแข็งจนซี่โครงกระแทกแล้วกระอักไอออกมา คุณชายไป่รีบปลอบประโยนให้เขาใจเย็นลง ก่อนพึมพำในลำคอ


            “ชิวหยางหรือชิวหยาง...”


            “...” คนในอ้อมแขนมองอย่างคาดคั้น มือข้างที่ยังดีกุมอาภรณ์ยังแผ่นหลังของอีกฝ่ายแน่น


            คุณชายไป่กลืนน้ำลาย “จะว่าปลอดภัยก็ปลอดภัย... แต่อาการไม่ค่อยดี”


            “อย่างไร!?”


            “เอาเป็นว่าเขายังปลอดภัย แต่มีเหตุอันใดเกิดขึ้น เจ้าไปดูเองดีกว่า” อีกฝ่ายว่าออกมาในที่สุด แสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนลำบากใจ เยว่ถิงเองมิอาจรีดเค้นถามความได้อีก จำต้องผ่อนลมหายใจแล้วภาวนาให้ชิวหยางปลอดภัยสมคำของทายาทแห่งพรรคอธรรมผู้นี้

           



            มาถึงหน้ากำแพงนอกประตูราชวัง ผู้ตรวจการเฟยเหยาได้รีบเร่งเข้ามาหาเยว่ถิงพร้อมกองทหารกลุ่มหนึ่ง


            ได้รับรายงานว่าเหตุการณ์ยังราชวังแห่งแคว้นอ้ายอยู่ใต้การควบคุมของฝ่ายเขาทั้งหมดแล้ว แม้ใจเยว่ถิงพุ่งไปหาชิวหยางตั้งแต่ได้เห็นหน้าคุณชายไป่ แต่ยังรั้งตนเองให้เอ่ยออกไปว่า จะไปเข้าดูยังราชวังก่อน จนถูกคุณชายไป่ที่มีสีหน้ายิ้มไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ขัดขึ้นเสียก่อนด้วยน้ำเสียงตำหนิ


            “สิ่งที่เจ้าต้องรับผิดชอบยามนี้คือชีวิตตนเอง อีกอย่าง มิใช่ว่ายังอยากไปดูอาการชิวหยางหรอกหรือ”


            “นั่นก็จริง... เพียงแต่ข้ายังต้องตรวจตรา...”


            พูดได้ครั้งละไม่กี่ถ้อยคำก็เจ็บแน่นหน้าอกปานร่างจะแตกเป็นเสี่ยง


            “เจ้าพาท่านอ๋องไปรักษาก่อนเถอะ” เฟยเหยาว่าเสียงเครียดอย่างเป็นกังวลยามมองสำรวจเยว่ถิง


            “เจ้าไม่พูดข้าก็จะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว สภาพร่อแร่อย่างนี้ไยยังดื้อดึงนัก”


            คุณชายไป่เอ่ยด้วยความงุ่นง่านใจ เยว่ถิงมิได้เอ่ยเถียงสิ่งใดอีกเนื่องจากความเจ็บปวดที่ทวีขึ้นอุดกั้นลำคอ แขนขาที่ปล่อยไร้แรงฝืนต้านเริ่มชาไร้ความรู้ สติเองก็เริ่มพร่าจางเพราะความเหนื่อยอ่อนที่มากกว่าครั้งไหนในชีวิต


            อาการสาหัสสากรรจ์ของเขามีเพียงผู้เดียวในแคว้นอ้ายที่สามารถรักษาได้ดีที่สุด แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ไป่อวิ๋นหลานได้พาเขาแวะประคองเบื้องต้นกับแพทย์หลวงอาวุโสแห่งแคว้นอ้าย รอจนฝนหยุดตกก่อนจึงนำพาขึ้นยังหลวนซาน


            ระหว่างทางเยว่ถิงหลับๆ ตื่นๆ ฝันแปลกประหลาดแปรไปมาจับความไม่ได้ แต่ยังรู้ตัวว่าจิตใต้สำนึกของตนนั้นเป็นกังวลถึงแต่แม่ทัพเอกแห่งแคว้นอ้ายผู้นั้น


            “บางคราข้าก็ได้แต่สงสัยว่าเจ้าศิษย์คนนี้มีกี่ชีวิตกันแน่”


            ได้ยินเสียงประชดประชันกึ่งโล่งใจของคนผู้หนึ่ง น้ำเสียงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแพทย์เทวดาซุ่ยหวางเจียแห่งเขาหลวนซาน ให้เยว่ถิงที่สติพร่าเลือนสามารถผ่อนร่างกายให้สบายขึ้น


            เยว่ถิงรู้สึกตัวขึ้นอีกทียามที่เบื้องนอกหน้าต่างเป็นสีดำสลัว ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในผ้าห่มกองโตที่หนานุ่ม ไอร้อนผ่าวอบอวลขึ้นตามผิวบอกว่ากำลังเป็นไข้สูง แม้กายยังอ่อนล้ารวดร้าว แต่พอใช้เวลาสักพักให้สติกลับมาแจ่มชัด ใจที่เป็นนายจึงใช้ร่างกายที่เป็นบ่าวนี้ให้ลุกขึ้นนั่ง


            “ชิวหยาง...”


            ชุนอ๋องหายใจออกเป็นไอ กล้ามเนื้อที่เหมือนถูกสูบกำลังออกไปทั้งหมดทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจ อาภรณ์ขาวสะอาดสะอ้านบนตัวเหมือนจะหนาหนัก เพียงลองขยับขาให้หย่อนลงแตะปลายเท้ายังพื้นห้องยังทำให้กระดูกส่งเสียงร้องกราว บาดแผลต่างๆ เจ็บแปลบขึ้นพร้อมกันโดยทันที


            โอรสแห่งพระปิตุลาหลับตา หายใจเข้าออกลึกๆ แล้วฝืนใจลุกขึ้น ลากสังขารไปยังประตูไม้ ไปถึงแล้วกำลังจะยกมือขวาผลัก แต่ความเจ็บพุ่งริ้วยังบริเวณข้อมือจนต้องใช้มือซ้ายพยุง


            แผลยังข้อมือของเขาดูน่ากลัว กระทั่งพันผ้าพันแผลไว้หลายทบก็ยังสามารถเห็นร่องรอยได้ เมื่อครู่เขาใช้แขนซ้ายดันตัวขึ้น จึงมิได้รู้สึกเพียงนี้


            ยังดีที่ยังมิได้หมดความรู้สึก เฉกเช่นตอนถูกเข็มทองของโจวหวู่แทงทะลุ


            เยว่ถิงปลอบใจตนเอง ต้องการเอาชนะแรงอาฆาตที่ถูกฝังไว้จึงพยายามยืดมือขวาไปพยักประตูอย่างเชื่องช้า


            ในจังหวะที่กำลังจะไปถึง กลับมีคนผู้หนึ่งผลักประตูเข้ามา


            เยว่ถิงผงะเสียหลักจะล้มลง พลันร่างถูกรวบไว้อย่างนุ่มนวลด้วยแขนโลหะเพียงข้างเดียว


            กลิ่นอายที่แสนคุ้นเคย ความอบอุ่นที่คล้ายจะขับไล่พิษไข้ อ้อมกอดของบุรุษตาสีทับทิมผู้นี้ช่วยปัดเป่าเมฆหมอกในใจของเขาไปสิ้น


.           “ชิวหยาง...”


            เยว่ถิงเอ่ยเสียงแผ่วแหบเครือ เอื้อมมือที่ยังดีไปสัมผัสหน้าอีกฝ่าย ดวงตาไล่ตรวจดูว่ามีส่วนใดบุบสลายบ้าง


            “ข้าปลอดภัยดี ขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วง”


            เสียงนุ่มทุ้มกระซิบปลอบโยน พลันเยว่ถิงถอนใจออกแทบหมดปอด ทิ้งร่างอ่อนปวกเปียกอย่างไม่ฝืนต้านต่อไป ชิวหยางวางถาดโอสถไว้ยังโต๊ะข้างเตียง ก่อนอุ้มเขาขึ้นอย่างเบามือแล้ววางพิงหมอนลงบนเตียงอย่างระวัง


            “เจ้าคงอยากรู้เรื่องราว ทว่าตอนนี้กินยาให้หมดก่อนเถิด”


            เยว่ถิงพยักหน้าโดยดี คิดรับถาดโอสถมาไว้บนตัก ทว่าชิวหยางกลับนั่งลงแล้วนำยาวางบนตักตนเองแทน เปิดฝาแล้วตักขึ้นเป่าให้พออุ่น ก่อนยื่นช้อนมายังริมฝีปากของเขา


            คนไม่เคยพบเหตุการณ์ระหว่างกันเช่นนี้ได้แต่เบิกตาน้อยๆ จับจ้องเจ้าของอดีตสมญาอสูรพันศพอย่างไม่เชื่อสายตา ชิวหยางมิทราบรู้สึกกระดากขึ้นมาหรือไร จึงเบี่ยงหน้าหลบกระแอมไออย่างไว้มาด


            “ข้าเพียงทำตามหน้าที่ ผู้ใดใช้ให้เจ้าไม่ตื่นขึ้นมาเสียที”        


            “ฮ่าๆๆ!


            เยว่ถิงพลันหลุดหัวเราะออกมา แต่เหมือนจะขำรุนแรงไปหน่อยเลยเจ็บแผลจนร้องโอ้ย


            “...”


            บุรุษหน้าเข้มคมคายที่แก้มแดงหูแดงน่าเอ็นดูยิ่งนัก มิคาดคนหื่นกามมักมากและชื่นชอบเอ่ยวาจาลามกผู้นั้นจะเขินอายกับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้


            เยว่ถิงยังไม่หักห้ามตัวเองหยุดขำในทันที พลันอีกฝ่ายจึงแก้เผ็ดด้วยการตักยาใส่ปากตนแล้วประกบป้อนสู่ปากเขาแทน


            ริมฝีปากแนบชิดสนิท เรียวลิ้นเย็นอ่อนนุ่มแทรกยาขมปร่าเข้ามา ฤทธิ์ยาเย็นช่ำกรุ่นกำจายทั่วโพรงปาก ทว่าทั้งที่ควรลดอุณหภูมิของร่างกาย กลับกลายเป็นเพิ่มความร้อนแทน


            ลิ้นลิ้มรสให้ความเร่าร้อนหนึ่งเกิดขึ้น แต่ยังแฝงด้วยความห่วงหาลึกซึ้งที่ทำให้คลื่นแห่งอารมณ์ถ่ายทอดถึงกัน ไม่นานนัก กายสูงใหญ่กว่าก็ขยับถอยห่างถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า


            “หากเจ้าชอบวิธีนี้ ควรบอกข้าแต่แรก”


            “ท่านมัน... มิกลัวติดไข้หรืออย่างไร”


            เป็นเยว่ถิงต้องหน้าร้อนหูร้อนแทน พอผนวกพิษไข้ด้วยแล้ว รู้สึกว่ายามนี้ใบหน้าเขาคล้ายกับเป็นหม้อต้มน้ำที่ไอกำลังพวยพุ่ง ชิวหยางหัวเราะในลำคอ ก่อนที่จะป้อนด้วยช้อนช้าๆ จนยาขมหมดถ้วย


            “หลังจากปะทะกับอ้ายอ๋อง คุณชายไป่บอกข้าว่าท่านปลอดภัย แต่ก็อาการไม่ค่อยดี นี่พวกท่านตั้งใจหลอกลวงข้าให้ห่วงแทบตายหรือ”


            เยว่ถงเอ่ยเสียงเคร่งอย่างคาดโทษ มองหัวจรดเท้าแล้วชิวหยางมิมีสิ่งใดผิดปกติ กระทั่งดวงหน้ายังดูแจ่มใสกว่าตอนก่อนรบที่เต็มไปด้วยแววเคร่งเครียดดุร้ายด้วยซ้ำ


            ฉับพลัน สีหน้าของชิวหยางเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งขึ้น สงบนิ่งจนเยว่ถิงรู้สึกหายใจลำบาก


            ดวงตาสีแดงทับทิมมีแววประหลาดฉายทาบเข้ามา เปลี่ยนเป็นสีแดงจรัสจ้าให้หม่นหมอง


            “ก่อนเล่า ขอให้เจ้าสัญญาต่อข้าข้อหนึ่ง”


            “เชิญท่านว่ามา”


            “ไม่ว่าเรื่องอย่างไร ห้ามเจ้าโทษตนเองเด็ดขาด”


            บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป กลิ่นอายดินหลังฝนถูกลมพัดหอบเข้ามาแตะจมูก เยว่ถิงที่ว่าถนัดการอ่านความคิดคน มองบุรุษตรงหน้าแล้วยังจนปัญญา สีหน้าบนดวงหน้านั้นทำให้รู้สึกเจ็บทรวงอกขึ้นอีกแม้ไม่ได้ขยับตัว


            “...ข้าสัญญา”


            “ดี”


            แม่ทัพเอกแห่งแคว้นอายคลี่ยิ้มบาง นัยน์ตาที่มีเรียวคิ้วเข้มพาดหลุบต่ำลง ขณะเอื้อมมือมาสัมผัสมือข้างซ้ายของเยว่ถิงแผ่วเบา


            ครุ่นคิดคำนึงครู่หนึ่ง ชิวหยางจึงเลื่อนสายตาสบมองเขาโดยตรง ค่อยๆ ดึงแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้น


            บนท้องแขนปรากฏเป็นเส้นสีแดงชาดยาวฝังในผิวเก้าเล่ม มองไปเป็นเหมือนรอยสักรูปพิรุณ


            “ในการจับกุมโจวหวู่ เป็นข้าเองไม่ระวัง ถูกวิชาเข็มต้องห้ามเข้า ตัวข้าแม้ไม่เป็นอะไรมาก ทว่าไม่อาจใช้ปราณหรือกำลังยุทธ์ได้อีก บัดนี้เป็นเพียงสามัญชนไร้ฝีมือผู้หนึ่งเท่านั้น”

 


 


100%

ไม่ทราบว่าไปกระทบตับผู้ใดอย่างแรงหรือไม่ 555

แต่นี่เป็นหนึ่งในพล็อตที่เสี่ยวอ้ายวางมายาวนานมากก อย่างไรก็ต้องติดตามกันอย่างเหนียวแน่นนะคะ

ยังไงก็ขอบคุณที่ตามอ่านกันมา ใกล้แล้ววววว!

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 829 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7651 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 / 09:51
    โห โหโหโหโห นึกไม่ถึงเลย และเสียใจแทนแบบ โอโห คือมองในมุมนึงก็ดี ได้กลับมาเป็นคนธรรมดา แต่อีกมุมคือเจ็บปวดแค่ไหน ฝึกมาเป็นปี คืนเดียวหายเกลี้ยง
    #7,651
    0
  2. #7606 thiip (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2563 / 05:01
    ไม่นะหื้ออออออ(TT)อะไรจะขนาดนี้
    #7,606
    0
  3. #7595 K.white wine (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 21:32
    โอมายก็อด พี่ชิวหยางงงงงงงง
    #7,595
    0
  4. #7545 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 12:54
    เอ้า ง่ายๆงี้เลย...
    #7,545
    0
  5. #7463 พระอาทิตย์จมน้ำ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 13:20
    ไม่เคยอ่านนิยายเรื่องไหนที่เรื่องเยอะขนาดนี้
    #7,463
    0
  6. #7448 ya.ong (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 14:16
    มีแต่เรื่อง!!!!!
    #7,448
    0
  7. #7382 Apit29 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 22:31
    เคราะห์ซ้ำกรรมซัดขนาดนี้ก็เอาให้สุดไปเลยเถอะ ชีวิตอนาถยิ่งกว่าดาวพระศุกร์
    #7,382
    0
  8. #7381 Apit29 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 22:30
    เฮ่อ!!!!!!
    #7,381
    0
  9. #7362 PPSnook (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 20:48
    อ้าวๆๆๆ ทำไมมีแต่ให้ลุ้นตลอด
    #7,362
    0
  10. #7284 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 20:34

    ตั้งแต่อ่านนิยายมา เรื่องนี้เราอ่านแล้วเหนื่อยมาก หายใจไม่ทั่วท้อง แม่งเล่นพาเราลุ้นตลอด! ไม่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้ เมื่อไหร่จะหวานน้ำตาลขึ้นตาซะที!

    #7,284
    0
  11. #7265 MinRos (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 08:40
    แขนซ้ายไม่ใช่เป็นแขนโลหะเหรอคะ พิมพ์ผิดมั๊ย โดนที่แขนขวารึเปล่า? แล้วไม่ใช่ว่าแขนโลหะต้องอาศัยพลังปราณถึงขยับได้เหรอคะ แล้วไม่มีพลังทำไมยังใช้ได้อยู่
    #7,265
    0
  12. #7176 Fueled me (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 14:29
    เย่วถิงเคยสัญญาแล้วหนิว่าจะปกป้องชิวหยางเอง;_____;
    #7,176
    0
  13. #7078 lilying_ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 17:35

    ฮือ พี่ชิวหยาง... เสียแขน แล้วยังมาเสียปราณวิทยายุทธ์อีก ทำไมคนเขียนช่างโหดร้ายกับพระนายเราจังเลยคะ 55555555 จักรพรรดิอยู่ไหนว้อยยย โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้

    #7,078
    0
  14. #7012 ยุ้ย (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:24

    แขนซ้ายของชิวหยางเป็นโลหะไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงถูกทำลายปรานด้วยแขนข้างนี้ได้ งงค่ะ พอดีซื้อเล่มมาอ่่านแล้วสงสัยเลยมาถามในนี้ค่ะ

    #7,012
    1
  15. #6779 pcy921 (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 18:36
    ไม่มีวิทยายุทย์ก็ไม่เป็นไรค่ะ เป็นสามีน้องถิงก็พอ
    #6,779
    0
  16. #6772 chalillxx_ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 11:52
    อุแงงงงงงง้ ชิวหยาง
    #6,772
    0
  17. #6580 Ppttyc_ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 19:40
    บ้าไปแล้ววววแงงงแต่ปลอดภัยก็ดีแล้วนะ จากนี้ก็ดูแลตัวเองเยอะๆ
    #6,580
    0
  18. #6446 DraftD (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 22:47
    แรงมาก.....
    #6,446
    0
  19. #6374 а м (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 18:25

    ้หื้อกุนี้ขึ้นเลย โหดมาต้องนานมาเสียปราณให้กับเด็กกุ๊กไก่

    #6,374
    0
  20. #6223 PPsry (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 21:56
    แงงงงงง ม่ายยยยยยย แต่พี่ปลอดภัยก็ดีแล้ว ฮือออออ
    #6,223
    0
  21. #5902 Silver_Pepper (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:42
    แง เฮียยยย หมดท่าเลย
    #5,902
    0
  22. #5754 AwkorMZ (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 23:39
    ขนาดพี่ไม่มีพลังแล้ว แต่ทักษะกายภาพเพรียวๆยังเหนือคนอื่นหลายขุมเลยมั้ง...แต่ต่อไปนี้จะได้เข้าวัดแบบคนธรรมดาๆได้แล้วนะพี่ 555
    #5,754
    0
  23. #5677 Midories (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 22:59
    กลับไปอยู่บ้านปลายนาใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนกันเสียเถิด เหนื่อยกันมาทั้งเรื่องแล้ว จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียทีเนอะ ไปเปิดรร.ข้างๆเฮียมู่กับพี่เจิ้งก็ได้เอ้า
    #5,677
    0
  24. #5650 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 11:52
    ชิวหยาง ;-;
    #5,650
    0
  25. #5553 chocolato.p (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 13:15

    เฮ้อออออ แอบเดาไว้เหมือนกัน จะว่าดีก็ดีจะว่าร้ายก็ร้าย หลังจากนี้ควรให้ทั้งคู่ไปใช้ชีวิตสามัญอย่างสงบตามลำพังจะดีที่สุด

    #5,553
    0