หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 32 : 30 - สัประยุทธ์ re7/11/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,348
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,739 ครั้ง
    7 พ.ย. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

30 – สัประยุทธ์

*สัประยุทธ์: การรบพุ่งชิงชัยกัน

 

            ลงจากเขาเบิกฟ้าแล้วกลับเข้าสู่ที่พักในตำหนักประมุขแห่งพรรคสุริยันพันแสง แพทย์หนุ่มแห่งหลวนซานก็ทิ้งตัวลงบนเตียงโดยมิได้เหลือกำลังวังชาจะลุกขึ้นอาบน้ำหรือกระทั่งเปลี่ยนอาภรณ์


            รู้สึกตัวอีกทีจากสัมผัสเขย่ายังบ่า เป็นหวู่อ๋องหลี่ซื่อหยางในคราบแพทย์ชราที่ดวงหน้าดูอิดโรยไม่แพ้กัน แต่ดวงตาแจ่มใสแตกต่างจากหลายวันก่อนที่ยังแฝงด้วยความวิตกกังวลอยู่ลึกๆ รอยยิ้มบางๆ กับคำพูดล้อเลียนนั้นทำให้เยว่ถิงรู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วย


            “ดูสภาพผู้คลี่คลายเรื่องราวต่างๆ ในบัดนี้สิ นอนน้ำลายไหลยืดย้อยจนจะตะวันลับศีรษะแล้ว”


            คนถูกทักรีบผงะศีรษะขึ้นยกหลังมือเช็ดริมฝีปาก พบว่าสภาพยับเยินสกปรกซกมกของตนช่างไม่น่าดูแม้แต่น้อย


            “นี่ยามใดแล้วหรือ?”


            “ยามอิ่ว(ประมาณห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) ข้ามิคิดจะขัดเวลาพักผ่อนของเจ้าหรอก หากมิใช่ว่าคืนนี้เป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง”


            ได้ยินดังนั้น เยว่ถิงถึงกับรีบลุกขึ้นจากเตียง มิใช่ว่าคืนนี้เขาสามารถพบชิวหยางในฝันได้หรือ!?


            แต่ก้าวไปได้เพียงนิด เยว่ถิงก็เซถลาสูญเสียการทรงตัว จำต้องเกาะโต๊ะไม้เล็กเพื่อไม่ให้ล้ม สองขาของเขาสั่นกึกๆ


            “ก็ยังดีที่เหน็ดเหนื่อยเป็น มิได้เลิศเลอไปเสียทุกอย่าง มิเช่นนั้นเจ้าคงเป็นยอดคนแห่งยุคแล้ว” ผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องหัวเราะเสียงกังวาน ก้าวเข้ามาพยุงเขาเดินไปอย่างไม่ติดใจรังเกียจ ให้เยว่ถิงเริ่มรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับญาติสูงศักดิ์ผู้นี้มากขึ้น


            ได้ยินว่าคุณชายไป่แกล้งปลอมตัวเป็นบ่าวรับใช้ท่าทางไร้พิษสงของประมุขอู่เสวี่ยจิน ส่วนประมุขผู้เพิ่งรู้ความจริงก็ไปทำหน้าที่กำกับงานในพรรค สถานการณ์ในพรรคยิ่งวุ่นวายเมื่อสะบั้นสวรรค์เริ่มส่งสัญญาว่าจะเปิดศึก เยว่ถิงคิดว่ามิใช่ชิวหยาง ทว่าคงจะเป็นหูเป่ยซง จ้าวตำหนักสามผู้กระเหี้ยนกระหือรือกับการก่อสงคราม


            เห็นหวู่อ๋องอารมณ์ดีขึ้นอย่างมาก เยว่ถิงเองก็ไม่อาจเพิกเฉยกับความสำเร็จเมื่อวานได้


            “ขอบคุณท่านหากไม่มีท่าน แผนการคงไม่อาจดำเนินมาถึงนี่ได้”


            “ข้าให้ผลงานเป็นของเจ้ามากกว่า แทบรอให้หวงไท่จื่อแต่งตั้งเจ้ากลับคือสู่ยศเดิมไม่ไหว บางทีข้าอาจได้เกาะบารมีพ้นโทษด้วย”


            “พูดถึงยศเดิมของข้า พระปิตุลา... ท่านพ่อของข้า ท่านเป็นคนอย่างไรหรือ”


            “สำหรับข้า พระปิตุลาเป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีนิสัยประหลาด แตกต่างไปจากบรรดาชนชั้นสูงอื่นๆ”


            “ประหลาด? ประหลาดอย่างไร” คล้ายจะเป็นนิสัยเสียของจิ้งจอกข่าวตัวนี้ ที่คนยิ่งยากรู้ยิ่งไม่ยอมเปิดเผย เพียงยิ้มมีเลศนัยเท่านั้น


“เจ้าจะสัมผัสได้เมื่อพบเขา อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าสามารถบอกได้คือ ปกติต่อหน้าขุนนางอื่นเขามักจะดุเข้มเคร่งเครียด แต่แท้แล้วเป็นคนใจดีและผ่อนปรนมากคนหนึ่งหากมิได้อยู่ในอาภรณ์ตุลาการ...”


            “ตุลาการ!?”


            “ใช่ พระปิตุลาดำรงตำแหน่งตุลาการใหญ่แห่งนครหลวง นับว่ามีอำนาจมาก ทั้งยังยิ่งใหญ่และเป็นที่เคารพรักใคร่ของาประชาชน บ้างก็ว่าเขาเป็นเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม แต่องค์จักรพรรดิก็มิได้หวาดระแวงเขาแต่อย่างใด เพราะรู้กันว่าพระปิตุลามิคิดยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในวังหลวงหากไม่จำเป็น”


            เยว่ถิงพยักหน้า ประหม่าในใจเมื่อบิดาเขาเป็นบุคคลที่น่าเกรงขามและดูจะเข้าถึงยากไม่น้อย “แล้วมารดาของข้าเล่า นางเป็นสตรีเช่นไรกันแน่?”


            “นางเป็นสตรีที่งดงามมากผู้หนึ่ง ดวงตาสีฟ้าของเจ้านั้นก็ถอดแบบของพระชายามาไม่มีผิด ข้าเคยพบและได้พูดคุยกับนางเพียงไม่กี่ครั้ง นางดูไม่เหมือนสตรีที่จะมีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิตตามที่โจวหวู่กล่าวหา ถึงแม้ว่าจะมีร่องรอยแห่งความปวดร้าวและซ่อนบางอย่างไว้ในใจตลอดเวลาก็ตาม”


            เยว่ถิงรับฟังอย่างเงียบๆ แล้วเก็บสิ่งที่ได้ยินเอาไว้ในใจ


เมื่อสองบุรุษก้าวเดินถึงส่วนของห้องอาบน้ำ เยว่ถิงก็มีสตรีรับใช้เข้ามาช่วยเหลือและพยุงเขาเข้าไป


            เยว่ถิงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่นานร่างกายจึงสะอาดหอมกรุ่นจากกลีบดอกไม้ที่สาวรับใช้นำมาพรมไว้  จากนั้นจึงรับประทานสำรับค่ำ เพราะการไปหาชิวหยางทั้งๆ ที่หิวแสบไส้นับว่าไม่ดีนัก เขาเองก็เข็ดกับกระเพาะเจ้ากรรมที่คำรามดังไปสิบเรือนแล้ว


หวู่อ๋องยังมิวายตักเตือนสั่งสอนด้วยท่าทีเคร่งครัด


“ยิ่งเห็นแสงสว่างจ้าเท่าใด ยิ่งเห็นเงามืดสะท้อนอยู่เบื้องหลังเท่านั้น ความประมาทเพียงนิด ทุกอย่างจะพังทลาย ขอให้เจ้าเอ่ยนัดแนะแผนการกับเขาให้ดี มิใช่เสียเวลาไปกับอย่างอื่น...”


“ข้ารู้ว่าควรทำสิ่งใด ท่านอย่าห่วง” เยว่ถิงรีบตัดบท ยังรู้สึกอับอายไม่หาย เมื่อนึกไปว่าครั้งที่แล้วทำสิ่งใดกับชิวหยาง “ฝากท่านดูและประสานงานด้านนี้ด้วย อย่าให้โจวหวู่รู้ตัว ปล่อยให้เขาคิดว่าประมุขอู่หลงใหลข้าต่อไปนั่นดีแล้ว”


หวู่อ๋องพยักหน้าแล้วจึงกลับออกไป


เยว่ถิงเงยหน้ามองแสงจันทร์สว่างลอดผ่านม่านบังตาเข้ามาในห้อง ในรัตติกาลนี้มีความเยือกเย็นเลื่อนลอยในอากาศ แต่ด้วยไออุ่นจากเตาผิงทำให้คลายความหนาวเหน็บลงได้ ชายหนุ่มดึงเสี้ยวพู่หยกคู่ออกจากเสื้อ ก้มใบหน้าลงแนบก่อนที่จะหยิบวางไว้ใต้หมอน


ถึงจะนิทราเป็นหมีจำศีลมาทั้งวัน แต่เขาก็ยังนอนหลับลงได้อย่างอัศจรรย์


ในความฝันครั้งที่สอง รอบกายยังคงเป็นฉากเดิม แต่บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนแปลงเป็นฤดูหนาวด้วยเช่นกัน น้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง หิมะขาวโพลนปกคลุมทั่วบริเวณ


ดวงตาสีฟ้าค่อยๆ ปรับความแจ่มชัดขณะมองยังใต้เหมยฮวาริมทะเลสาบ ชั่ววูบหนึ่งใจเขาวูบโหวงเมื่อไม่พบใคร


ฉับพลันร่างเยว่ถิงก็ถูกท่อนแขนหนึ่งโอบกอดรวบร่างเข้าสู่แผ่นอกแข็งแกร่งจนต้องอุทานเสียงดัง เมื่อได้กลิ่นอายอันคุ้นเคยและรู้สึกถึงศีรษะก้มลงซบบนบ่า เยว่ถิงก็ค่อยทอดถอนใจ ยกมือขึ้นแตะผิวกายอบอุ่นนั้นด้วยความคิดถึงมากล้น


“ชิวหยาง อย่าเล่นเช่นนี้ได้หรือไม่ ข้าตกใจหมด”


ชายหนุ่มเอ่ยกลั้วหัวเราะ ทว่ารอยยิ้มกลับค่อยเหือดหายไป เปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบ


“ชิวหยาง?”


เจ้าของเรือนกายใหญ่โตที่กอดเขาแน่นจากเบื้องหลังไม่พูดไม่จา เพียงก้มหน้าซบข้างแก้ม แรงที่โอบรัดกระหวัดกายคล้ายจะไม่อยากปล่อยเขาอีก ขณะหนึ่งเยว่ถิงคิดว่าอีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดีจากเหตุการณ์ก่อนซึ่งพวกเขาค้างเติ่งก่อนไปสู่สวรรค์หรือไม่ แต่ในที่สุดก็ได้ยินเสียงกระซิบต่ำทุ้ม ผสมเจือปนเจ็บปวดรวดร้าวและอาฆาตพยาบาทอย่างแรงกล้า


“สี่วันก่อน ข้าได้รับเส้นผมและเล็บของเจ้า”


เยว่ถิงเข้าใจถึงอาการนี้ทันที “คราก่อนข้าได้เล่าให้ท่านฟังแล้ว... นี่คือแผนการของโจวหวู่ ท่านมิต้องกังวลไป”


“แม้ข้ารู้ก่อน ข้ายังไม่อาจควบคุมตนเองได้ หากมิรู้ เกรงว่าข้าคงกลายเป็นอสูรมิมีวันกลับเป็นมนุษย์อีก”


“แต่ท่านก็ยังเป็นมนุษย์” เยว่ถิงปลอบเบาๆ “เป็นมนุษย์ที่ยังมีหัวใจโดยสมบูรณ์ มิฉะนั้นคงมิกอดข้าอยู่เช่นนี้”


“ข้าเกลียดความอ่อนแอของตน ที่เจ้าต้องเป็นผู้รับความเจ็บปวด กระทั่งรอยฟันนั่น คงมิวายเพื่อยั่วโทสะข้า”


สมแล้วที่เป็นพี่น้องกัน เยว่ถิงอดคิดขึ้นมาไม่ได้จริงๆ เมื่อชิวหยางทราบความนัยของประมุขอู่เสวี่ยจินได้โดยที่เขาแทบไม่ต้องเอ่ยปากเลย


“ข้าเจ็บเพียงนี้ ไฉนเลยจะเทียบท่าน ท่านสูญเสียแขนซ้ายเพื่อปกป้องข้าที่แสนอ่อนแอ มิใช่ข้าทำตนน่าอดสูกว่าหรือ หากท่านจะรู้สึกผิดต่อข้า ข้าอยากเอ่ยว่านั่นไม่เท่ากับที่ข้าควรรู้สึกต่อท่าน”


เยว่ถิงค่อยๆ แตะเพื่อให้แขนแข็งแรงนั้นคลายอ้อมกอดลง ก่อนค่อยๆ หันกลับไป ใช้มือประคองใบหน้าอีกฝ่ายที่พยายามจะหันซ่อนไว้ให้หันมา


ริมฝีปากพรมผิวแก้มอีกฝ่ายแผ่วเบา ชิวหยางเองถอนใจแต่ก็ยอมให้เขาทำเช่นนั้น จนอารมณ์คับแค้นใจรุนแรงที่สะท้านร่างกายค่อยๆ ลดลง เมื่อเยว่ถิงผละออก จึงเห็นแก้มของชิวหยางยิ่งขึ้นสีแดงน่ามอง เป็นภาพที่ชายหนุ่มไม่คิดว่าจะได้เห็นมาก่อนในชีวิต


“ยิ้มอะไร” ชิวหยางมองด้วยสายตารุนแรง คล้ายจะปกปิดอากัปกิริยาอ่อนไหวของตนเมื่อครู่ เยว่ถิงหัวเราะออกมาเบาๆ “ยิ้มเพราะท่านน่ารัก”


“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ครั้งก่อนเจ้าหลอกข้าว่าเจ้ามิได้เป็นอะไรมาก”


 อีกฝ่ายว่าเสียงเข้ม แก้มยิ่งแดงลามไปยังปลายหู ก่อนที่จะจับเยว่ถิงทิ้งตัวลงนอนบนหิมะ ความเย็นและนุ่มนวลให้ห้วงฝันเป็นดังพรมชั้นเลิศ เยว่ถิงที่อยู่บนตัวอีกฝ่ายยังไม่อาจหุบยิ้ม “ท่าน... บาดเจ็บแทบตาย ถูกเกาทัณฑ์พิษนับร้อย ถูกคมกระบี่มากมาย เสียแขนซ้ายไป รวมกันยังไม่อาจทำให้ท่านล่าถอยหรือคล้ายจะร่ำไห้ได้”


“ข้ามิได้ร่ำไห้” ชิวหยางคำรามฮึ่มๆ ก่อนที่จะยกมือบีบจมูกเยว่ถิงจนร้องโอ๊ย “ไหนนำแผลมาให้ข้าดู”


“น่าเสียดาย บาดแผลนี้ยังถอดผ้าพันแผลมิได้”


คิ้วเข้มสีดำกดต่ำแสดงความไม่พอใจ “นานเพียงนี้แล้วก็ยังมิได้?”


เยว่ถิงซุกหน้าลงยังอ้อมอกนั้น สองมือกอดอีกฝ่ายไว้แน่น


“หลังจากเหตุการณ์นี้ เจ้าก็อย่าให้ผู้อื่นแตะต้องอีก” ชิวหยางยกมือลูบไปตามรอยแผล มิได้รุนแรงแต่คล้ายอยากลบมันออกไปเหลือประมาณ “ไอ้สารเลวอู่เสวี่ยจินไม่ได้ทำอะไรเจ้ามากกว่านั้นใช่หรือไม่”


“ใช่ ท่านอย่าได้ห่วง”


เยว่ถิงพยุงชิวหยางลุกขึ้นนั่งพร้อมกัน แม้อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องมีคนช่วยเหลือแต่ก็ยอมให้เยว่ถิงดูแลแม้จะเรื่องเล็กน้อย เยว่ถิงขอดูบาดแผลภายใต้แขนเสื้อเปล่า ชิวหยางมิได้อิดออด


บาดแผลที่ขาดจากกันบัดนี้สมานเรียบ แต่ยังเสียดแทงหัวใจเยว่ถิงอย่างมิอาจบรรยายได้


ชายหนุ่มยกมือขึ้นสัมผัส ตาจดจ้องทุกรายละเอียด “สักวัน ข้าจะเยียวยารักษาท่าน”


ชิวหยางส่ายหน้า คงรับรู้ถึงอาการสั่นที่มือขวานั้น อีกฝ่ายมิใช่คนโง่ถึงจะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นแก่มือขวาของเยว่ถิงหลังจากการถอดเล็บ จึงรวบมือของเขาออก “อย่าฝืนตัวเองจนเกินไป ข้าขอย้ำว่าข้ามิได้ลำบากอันใด”


เพราะไม่อาจต้านทานความตั้งมั่นแรงกล้าจากดวงตาสีทับทิมคู่นั้นได้ เยว่ถิงจึงจำใจเริ่มประเด็นต่อไป


“อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ข้ามีข่าวดีหลายเรื่องมาแจ้งแก่ท่าน”


ข่าวดีเหล่านั้นคือเรื่องราว ณ สุสานเขาเบิกฟ้า ประมุขแห่งสะบั้นสวรรค์นั่งฟังด้วยสีหน้าจริงจัง มีเพียงเรื่องเดียวที่เยว่ถิงยังคิดว่าไม่ถึงเวลา นั่นคือเรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงของตน


ฟังจบ ชิวหยางจึงตำหนิขึ้นทันที น้ำเสียงมีความห่วงหาผสมปนอยู่ชัดเจน


            “เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้น เจ้าเด็กไป่อวิ๋นหลานก็น่านัก บุกไปถึงนั่นไม่บอกอะไรแก่ข้าสักคำ ไหนจะเจ้าอีก เชื่อใจได้อย่างไรว่าหากไป่อวิ๋นหลานไม่ไป อู่เสวี่ยจินจะช่วยเหลือเจ้า”


            “ยังไงก็ตาม ข้าทำสำเร็จแล้ว ท่านพ้นมลทินแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในสายตาพี่ชายของท่าน”


ริมฝีปากรูปกระจับคล้ายจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าชิวหยางกลับเลือกที่จะหุบลงอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยสิ่งใหม่ ดวงตาที่มองเยว่ถิงลุ่มลึก นอกจากความรักใคร่คะนึงหา ยังมีความผูกพันลึกซึ้งยากจะอธิบาย


“ข้าเป็นหนี้บุญคุณเจ้า”


            “ข้าก็เป็นหนี้บุญคุณท่าน ค่าอาหารในโรงเตี๊ยมกับเสื้อขนสัตว์วันนั้นอย่างไร อ้อ ยังมีเยว่หยางอีก บัดนี้อ้วนกลมแล้วหรือยัง” ลูกแมวน้อยสีขาวบนต้นไม้ตัวนั้น เอ่ยไปก็อดคิดถึงมันแล้วอยากกอดไม่ได้


            “หากยังปล่อยให้มันรออยู่อย่างนั้น คงจะอ้วนจนตัวแตกตายก่อนเจ้าของจะกลับมา”


ชิวหยางหัวเราะออกมาจนได้ ยามหัวเราะแล้ว ดวงหน้าของเจ้าของสมญาจอมอสูรกลับสว่างไสวนัก เจิดจ้าปานแสงอาทิตย์ยามฤดูใบไม้ร่วงจนคล้ายจะทำให้หิมะรอบตัวมลายหายไป เส้นผมสีดำและดวงตาสีแดงเพิ่มพูนเสน่ห์ประหลาดให้ผู้เห็นไม่อาจละสายตา


บุรุษเบื้องหน้าขยับเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ สัมผัสจากริมฝีปากนุ่มหยุ่นนี้รับรู้ได้เพียงครึ่งตามอานุภาพพู่หยกคู่ แต่เหมือนจริงในห้วงคำนึงเหลือเกิน


รสจูบนุ่มนวลหอมหวานดำเนินไปเนิ่นนาน จนเมื่อผละออกก็มิอาจไม่รู้สึกเสียดาย ทว่ายามนี้ถึงเวลาที่ต้องพูดคุยเรื่องสัมพันธ์เพื่อตื่นจากฝันสู่ความจริง


ไออากาศอ่อนละมุนยังคงหลงเหลือล่องลอยอยู่โดยรอบ แต่ตรงกลางระหว่างสองบุรุษได้มีความจริงจังเคร่งเครียดเข้ามาแทนที่ เมื่อต้องหารือแผนการต่อไปอย่างรอบคอบและรัดกุมที่สุด ชิวหยางยอมตกลงร่วมมือกับประมุขแห่งสุริยันพันแสงแม้ไม่เต็มใจเท่าไรก็ตาม


หมากแต่ละตัวที่เริ่มวางบนกระดาน บัดนี้ใกล้จะถึงคราสมบูรณ์ พร้อมรับการปะทะแตกหักที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

 



            นับจากคืนจันทร์เพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำ บรรยากาศภายในพรรคสุริยันพันแสงก็อึมครึมติดต่อกันมาราวสิบวัน


สาเหตุนั้นมาจากการที่ประมุขอู่เสวี่ยจินได้รู้ความจริงได้รู้ความจริงที่เข้าใจผิดมานาน อากาศโดยรอบในตำหนักดูเหมือนหนักอึ้ง บ่าวไพร่และสมาชิกพรรคต่างก็มีสีหน้าหมองคล้ำไม่แจ่มใสตามๆ กันไป


            หวู่อ๋องหลี่ซื่อหยางในคราบแพทย์ชราเองก็พูดน้อยและเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน  แทบไม่กลับคืนเป็นรูปโฉมท่านอ๋องอีก เพราะโจวหวู่เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล บางทีอาจระแคะระคายเรื่องผู้บุกรุกบนเขาเบิกฟ้าบ้าง จิ้งจอกทองตนนี้จึงจำต้องเดินมาสังเกตการณ์เยว่ถิงด้วยตัวเองถึงตำหนักประมุขแห่งสุริยันพันแสงอย่างน้อยวันละสองครั้ง


            ข่าวลือเรื่องที่โจวหวู่ซ่อนพระโอรสของพระปิตุลาเอาไว้ภายในพรรคแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เยว่ถิงได้ยินว่ามีนักลอบสังหารแอบเข้ามาในพรรคสุริยันพันแสงอีกสองสามคน ทว่าถูกกำจัดสิ้นซากเสียก่อน ไม่ทราบว่าเป็นประมุขอู่เสวี่ยจินหรือคุณชายไป่กันแน่


            “ตอนนี้ความเชื่อใจของอ้ายอ๋องหลี่ถังที่มีต่อโจวหวู่และหูเป่ยซงพังทลายลง คาดว่าเขาจะไม่ส่งทหารมาช่วยเหลืออีก”


            หวู่อ๋องเอ่ยเช่นนี้ แต่หว่างคิ้วยังขมวดแน่น  ใกล้ถึงวันแห่งความวิปโยคแล้ว เยว่ถิงเองก็ยิ้มไม่ออกเช่นกัน


            ไม่นาน ข่าวลือการต่อสู้ทำสงครามระหว่างสองพรรคก็กระจัดกระจายทั่วแคว้นอ้าย ทุ่งหินรกร้างอันเคยเป็นสนามรบสร้างชื่อให้แก่จอมอสูรพันศพกำลังจะถูกใช้อีกครา


            การรบพุ่งกันของชาวยุทธ์ในแคว้นอ้ายไม่เหมือนดั่งการรบพุ่งชิงชัยของทัพทหาร นี่เป็นการปะทะที่กันว่าด้วยศักดิ์ศรี โดยทั่วไปไม่มีแผนการเล่ห์กลอันใดเข้ามาเกี่ยวข้อง การดำเนินการเป็นไปอย่างซึ่งหน้า มีการส่งสาล์นท้ารบ นัดที่หมายชัยภูมิอย่างดี ดั่งให้รู้ถึงฝีมือความแข็งแกร่งที่แท้จริงกันไปข้าง


            ชาวยุทธ์ที่ต้องการจะกำเนิดชื่อหรือแสดงตัวตนต่างทยอยเดินทางไปสมัครเข้าร่วมด้วยในทั้งสองฝ่าย บัดนี้อาจกำเนิดจอมอสูรหรือจอมเทวะขึ้นท่ามกลางกองเลือดก็ได้ ผู้ใดจักรู้?


            คืนก่อนวันดำเนินการ


            บริเวณระเบียงมีสายลมพัดให้ความเย็นช่ำ ช่วงนี้หิมะตกน้อยลงเหมือนดั่งพายุเกรี้ยวกราดครานั้นได้หอบเอาไปเสียหมด แต่ก็ยังเห็นไอควันต่างไฟที่ให้ความอบอุ่นและแสงสว่างอยู่ยังส่วนต่างๆ ในพรรคสุริยันพันแสง


            “เจ้าต้องไปกับข้า คืนนี้”


            โจวหวู่ปรากฏขึ้นเบื้องหลังเยว่ถิงพร้อมกับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกที่วางคลุมยังไหล่ เยว่ถิงมิได้หันกลับไป แม้หัวใจของเขาเต้นผิดไปจังหวะหนึ่ง แต่ภายนอกสงบนิ่งนัก


            “ท่านมาหาข้าเช่นนี้ ท่านประมุขไม่ว่าหรือ”


            “ท่านประมุขต้องเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้” คล้ายโจวหวู่จะเหยียดยิ้ม ใช้มือแตะยังรอยฟันบนลำคอของเยว่ถิงที่จางไปมากแล้ว “เจ้าช่างสงบใจมากนัก จนข้าชักระแวงว่ามีแผนการใดซ่อนอยู่หรือไม่”


            “หากเสร็จสิ้นงาน ท่านจะปล่อยข้าไปหรือไม่?”


            โจวหวู่หัวเราะเบาๆ อยู่ข้างหูเขา ขณะวางมือลงบนสองไหล่ “บุรุษคนไหนเลยจะปล่อยเจ้าไปได้?”


            เยว่ถิงข่มโทสะ ความคับแค้นใจและความกลัวเอาไว้


“หากในความจริงแล้ว มารดาข้ามิได้ทำผิดต่อท่าน ท่านจะทำเช่นไร”


            มือที่วางอยู่บนไหล่บีบแน่น แน่นจนต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่ทว่าริมฝีปากของเขากลับไม่ส่งเสียงร้อง


“เจ้าอย่าได้เอ่ยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไป!


ท่าทีหยอกเย้าหายไป โจวหวู่กระชากตัวเยว่ถิงให้เดินตามไป ท่ามกลางความยุ่งเหยิงวุ่นวายในพรรค เยว่ถิงก็ถูกนำพาไปขังไว้ในกล่องใบหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนเกี้ยว ภายในมืดและไม่สะดวกสบาย หากเป็นผู้ใดก็คงอกสั่นขวัญแขวน


ทว่าเอาเข้าจริงแล้ว เยว่ถิงกลับต้องถอนหายใจหมดปอดแทนที่จะรู้สึกอาฆาตพยาบาท สมองที่คิดคำนวณต่างๆ จนปวดตุบต่างจากสีหน้าที่แทบไม่แสดงความยินดียินร้ายออกมา



           

            เยว่ถิงเผลอหลับไป รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกยกหามไปในเกี้ยวสู่สมรภูมิทุ่งรกร้างกว้างใหญ่สุดสายตา เขาถูกคุมตัวไว้ แต่สามารถชะเง้อมองออกนอกเกี้ยวได้


            สีเทาครึ้มหม่นตัดแห่งฟากฟ้ากับพื้นดินจากหินภูผาแห้งแล้ง อวลไอแห่งความตายและการสังหารลอยฟุ้ง เหล่าบุรุษสตรีสวมชุดสีขาวดั่งเทพเซียนแห่งพรรคสุริยันพันแสงอยู่พร้อมหน้ากันเป็นคณะ ศาสตราอาวุธครบมือและมีดวงตาเด็ดเดี่ยว ดูสว่างกระจ่างตาแม้อยู่ใต้เงาเมฆไร้แสง


            ฉับพลัน ได้ยินเสียงพสุธากึกก้อง เสียงกลองศึกดังอึงอลกับเสียงกู่ร้อง ฟากฟ้ายังอีกด้านหนึ่งไกลๆ เห็นเป็นเงาของชนชาวอธรรมแห่งสะบั้นสวรรค์ เสียงหัวเราะโห่ฮามิเกรงแก่ความตายทั้งยังเต็มไปด้วยความหฤหรรษ์ช่างสมกับเป็นเหล่าพรรคมารกระหายเลือด


            หากสองฝ่ายถาโถมห้ำหั่นกันตอนนี้ เกรงว่าจะเสียหายหลายศพ ตอนนี้เขายังมิเห็นผู้ใดที่รู้จักทั้งทางฝ่ายกองของสุริยันพันแสงและสะบั้นสวรรค์ เมื่อทั้งสองเพียงแค่เห็นกัน สีหน้ารังเกียจโกรธแค้นก็ฉายขึ้นบนหน้าของเหล่าสมาชิกพรรคน้อยใหญ่แห่งฝ่ายธรรมะทันที


            ตามการปลุกขวัญกำลังใจของสงครามก็จำต้องมีคนผู้หนึ่งเป็นกระบอกเสียง ฝั่งธรรมะมีบุรุษคนหนึ่งคอยป่าวประกาศความเลวทรามต่ำช้าของพรรคสะบั้นสวรรค์ให้ชนชาวธรรมะรู้สึกฮึดสู้ฮึกเหิม


            ทว่ายังประกาศให้คนตะโกนรับได้ไม่เท่าไหร่ ร่างหนึ่งก็ล่องลอยจากบนอากาศลงมายืนยังหน้าทัพอย่างสง่างาม รัศมีสว่างไสวสีเงินนั้นเป็นผู้อื่นไปมิได้นอกจากประมุขอู่เสวี่ยจิน


            ในมือของประมุขบัดนี้มีง้าวเล่มใหญ่ส่องประกายเรืองรองเช่นเดียวกับตน ลักษณะคมง้าวน่าจะหนักหลายช่างและตีจากยอดฝีมือสร้างศาสตรา เกล็ดมังกรประดับสีทองคำยิ่งดูล้ำค่า อู่เสวี่ยจินสามารถถือมันด้วยมือข้างเดียวอย่างไม่ยากเย็นอะไร


            ดวงตาสีอำพันที่โชติช่วงจรัสผิดปกติชวนให้เยว่ถิงใจฝ่อไปมาก ภาพจอมเทวะตะวันผู้ถือง้าวท่ามกลางเหมันต์ครึ้มหน้าทัพธรรมะช่างไม่ชวนให้รู้สึกปลอดภัยในแผนการ แต่บัดนี้เยว่ถิงไม่อาจทำอะไรได้นอกจากกลั้นใจมองดู


            อีกฟากฝั่ง แม้ว่าไม่เห็นตัวได้ชัด แต่เสียงกู่ร้องที่ดังขึ้นจากฝ่ายอธรรมทำให้ทราบได้ว่าประมุขพรรคเองก็ปรากฏตัวแล้ว ด้วยท่วงท่าที่ออกมาคล้ายพี่ชาย หัวใจของเยว่ถิงเต้นอย่างบ้าคลั่งตามจังหวะลงกลองศึกที่ดั่งเร้าอารมณ์ เพียงบุรุษคนหนึ่งที่เป็นจุดเล็กๆ ในสายตา แต่กลับทรงพลังอย่างมาก


            ชิวหยาง นั่นคือชิวหยาง


            กระแสปราณแห่งพลังหยางไหลท่วมท้นอย่างมิเคยสัมผัสได้มาก่อน แม้อาทิตย์จะหลบอยู่ยังเหลี่ยมเขาสลับซับซ้อนที่โอบล้อมโดยรอบ แต่ยามนี้พระอาทิตย์สองตัวกำลังฉายแสงร้อนแรงปะทะกัน มิจำเป็นต้องมีตะวันอีกดวงบนท้องฟ้าแต่อย่างใด


            “ข้า อู่ชิวหยางประมุขแห่งพรรคสะบั้นสวรรค์ ขอท้าประมุขแห่งสุริยันพันแสงประมือกันตัวต่อตัว ท่ามกลางสักขีพยานสองพรรค!


            เสียงคำรามลั่นดังของจอมอสูรได้ยินทั่วบริเวณกว้าง ฝ่ายธรรมะบางคนก้าวถอยหลังไปหลายก้าว บางคนหน้าซีดในฉับพลัน กระทั่งเยว่ถิงเองก็ต้องกุมมือตนเองไว้ไม่ให้สั่น พลังปราณของชิวหยางรุดหน้าขึ้นมาก ถึงจะรู้ว่าเป็นแผนการ แต่เยว่ถิงยังอดหวั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้


            อู่เสวี่ยจินมิได้หวาดหวั่น เยว่ถิงมองคมง้าวอันตรายนั้นแล้วพลันนึกได้


            ครั้งยังตาบอด เขาเคยได้แตะสัมผัสแผ่นหลังของชิวหยาง บริเวณนั้นมีแผลเป็นจากอาวุธร้ายแรงอยู่


            มิคาด... หรือจะเป็นง้าวเกล็ดมังกรนี้กัน?


            “ได้ ข้ายอมรับ” ฝั่งจอมเทวะตะวันรับคำด้วยเสียงหนักแน่นไม่แพ้กัน


            การสัประยุทธ์เริ่มต้นขึ้นในเสี้ยววินาที ยามง้าวสีเงินและกระบี่สีดำทมิฬปะทะกันกลางหาว บรรยากาศโดยรอบพลันวิปริต ท้องฟ้าส่งเสียงคำรามทั้งที่เมื่อครู่ยังมิมีสัญญาณความแปรปรวนใดๆ สายลมกรรโชกดุดันกวาดเอาเสื้อผ้าและเศษธุลีดินปลิดปลิวหวีดหวิว


            แสงไฟแลบปลาบดุจอัสนีบาตรยามคมโลหะเสียดสีปะทะกัน สลับรุกสลับปัดป้อง มิได้ยั้งไว้ด้วยไมตรีแต่อย่างไร ดูแล้วมีเพียงต้องการเอาชีวิตกันและกันเท่านั้น


            กระแสพลังในยามนี้แทบเห็นได้เป็นการสั่นสะเทือนลั่นของอณูอากาศและประกายไฟ โลกใบนี้แม้มีพลังปราณเหนือธรรมชาติ แต่นี่มิใช่สิ่งที่จะหาดูได้โดยง่าย


            ชิวหยางสวมใส่อาภรณ์สีม่วงเข้มคล้ำและเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำ ยามเส้นผมสลายขณะกวัดแกว่งกระบี่รุนแรงยิ่งคล้ายกับว่าเป็นจอมอสูร แม้มีแขนเดียวแต่วิชากลับยิ่งเข้มแข็ง


อีกทั้งการต่อสู้ครั้งนี้มิมีการถนอมเก็บเรี่ยวแรงค่อยๆ โจมตีดั่งการต่อสู้กับไป่อวิ๋นหลาน กลับกัน เป็นการเบิกพลังที่มีออกมาอย่างเต็มที่ตั้งแต่แรกเริ่ม อู่เสวี่ยจินเองก็มิได้แสดงฝีมือด้อยกว่า


            กระบวนเพลงที่ทั้งสองใช้ หากเป็นปะทะบนฟ้าก็งดงามดั่งมังกรร่อนบนเวหา หากลงมาฟาดฟันบนดินก็เป็นดั่งพยัคฆ์กระโจนโผน ไม่อาจละสายตาไปได้แม้แต่วินาทีเดียว


            กระบี่และง้าวล้วนแทงเข้าที่จุดตายทั้งสิ้น หรือหากมิใช่ก็เป็นข้อมือหรือข้อเท้าเพื่อปลดอาวุธ ในที่โล่งแจ้งเช่นนี้ไม่เหมือนดั่งป่าไผ่หรือในป่าฝน ไม่มีที่ใดให้หลบหลีกหนี นอกจากจะต้องปะทะไปจนกว่าจะหมดเรี่ยวแรง


            ใครจะทราบ การฟาดฟันของกันผู้ที่มีสายเลือดไหลเวียนกันในตัวจะกินเวลาข้ามวัน แต่ก็มิมีผู้ใดในสนามรบแห่งนี้ที่จะข่มตาหลับนอน ทั้งหมดยังคงจดจ่อเฝ้าดูอย่างไม่เป็นอันทำอะไร


            โลหิตหลั่งไหลจากบาดแผลหลายหยด ตกลงสู่พื้นดินที่หิมะคลุมเบาบาง ทั้งหินดินบริเวณนั้นแตกทรุดพังไปหลายส่วน เยว่ถิงต้องกัดฟันทนดู ภาวนาให้ศึกนี้จบลงโดยเร็ว


            เขาร้อนใจ เหตุใดการต่อสู้ไม่คล้ายจะเป็นการเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย นี่อาจเป็นการเดิมพันชีวิตจริงๆ ใช่หรือไม่


            ทั้งคู่ราวกับทราบวิชาของกันและกันดีเกินไป เข้าใจกระบวนความคิดและการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายดีเกินไป ความทัดเทียมนี้ทำให้เกิดความยากลำบาก หากเป็นผู้ที่เป็นจอมยุทธ์ย่อมดูออกโดยไม่ยากนักว่าศึกนี้จำต้องใช้สติและสมาธิอย่างสูงสุด หากผู้ใดหลุดพลาดพลั้ง ความพ่ายแพ้... หรือบางทีอาจจะเป็นความตายย่อมมาถึง


            และแล้ว...


            แสงแรกแห่งวันสาดส่องมาจากบูรพา ความเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้านำพาร่างกายที่เคี่ยวกรำผ่านการต่อสู้อย่างโชกโชนให้เหนื่อยหอบ ทั้งร่างเต็มไปด้วยหยาดน้ำและโลหิตชุ่มโชก


            เยว่ถิงกลับเป็นคนที่หน้าซีดเผือดที่สุด ราวกับบุปผาโลหิตที่เบ่งบานบนพื้นสีขาวนั้นออกมาจากตัวเขา ทันใดนั้นเยว่ถิงรู้สึกว่าร่างถูกเชือกบ่วงมัดแล้วเหวี่ยงลอยออกจากเกี้ยว เชือกตวัดอีกทีก็ทิ้งร่างเขาลงมาระหว่างบุรุษทั้งคู่อย่างนุ่มนวล


            แต่ปฏิกิริยาของบุรุษที่ถือกระบี่กลับรุนแรงนัก ทั้งสองกำลังจะห้ำหั่นกัน ทว่าเจ้าของดวงตาสีทับทิมที่ควรจดจ่ออยู่เบื้องหน้ากลับเลื่อนหันมา เป็นเหตุให้ทันใดนั้นง้าวหนักก็ตวัดฟาดผ่านลำตัว โลหิตสีแดงสาดกระจายออกมา


            มิทราบด้วยเพราะแรงเฮือกสุดท้ายหรืออย่างไร กระบี่สีดำที่อยู่ในมือกลับไม่หยุด เฉือนผ่านร่างเจ้าของง้าวเช่นกัน


            เทวะและจอมอสูร บัดนี้ร่วงหล่นลงพร้อมกัน


            “ไม่!!!

            เยว่ถิงหลุดตะโกนก้องออกมา หลังจากเสียงของเขาดังขึ้นต้นก็ตามมาด้วยความวุ่นวายเหลือคณา ยามฝ่ายที่แบ่งพวกชัดเจนซึ่งจ้องรอจังหวะอยู่แล้วกลับโจมตีฝ่ายพรรคของตนเอง สถานการณ์จึงโกลาหลอย่างมิอาจบรรยายได้


            “ประมุขทั้งสองตายแล้ว ฆ่าพวกที่เหลือให้หมด! ไม่นานกำลังเสริมก็จะมา”


            เสียงนั้นเป็นของหูเป่ยซงจ้าวตำหนักสาม เยว่ถิงเห็นอยู่ไกลๆ ว่าเป็นบุรุษร่างใหญ่หัวล้านเลี่ยน ทันใดนั้นในกลุ่มที่กำลังชุลมุนกันยับเยิน ศีรษะที่กำลังตะโกนอย่างได้ใจกลับลอยกระเด็นออกจากลำคอ


            เป็นอาชาตัวหนึ่งที่พุ่งมาด้วยพละกำลังมหาศาล บุรุษบนม้ายกทวนขึ้นกู่คำรามกึกก้อง


            “ฆ่ามัน!


            มู่อวิ้นหลงยามสวมเกราะแล้วต่างไปจากเหล่าชาวยุทธ์โดยสิ้นเชิง ให้คิดว่าเป็นแม่ทัพองอาจแห่งทัพหลวงคนหนึ่ง อาชาที่กำลังขึ้นขี่นั้นคือเฟิงยี่ อาชาพ่วงพีสมบูรณ์ของชิวหยาง พลันกลุ่มคนที่รอเร้นในซอกผาอยู่ก่อนแล้วห้ออาชาลงมาสู่ทุ่งร้าง ไล่ต้อนกลุ่มทรยศแห่งสะบั้นสวรรค์ที่คิดว่ามีกำลังเสริมแตกกระเจิง


            ส่วนอีกด้านที่กำจัดทัพทรยศของโจวหวู่ ปรากฏเป็นผู้คนหนึ่งซึ่งเยว่ถิงนึกไม่ถึง มือปราบเฟยผู้ติดตามองค์รัชทายาทแห่งชางเหอห้อม้าลงมาพร้อมกลุ่มคนของทางการที่ใช้ธงของอ้ายอ๋องหลี่ถัง


            มิคาดอ้ายอ๋องจะฉลาดถึงเพียงนี้ เมื่อบัดนี้กลับฝ่ายเสียแล้ว


            คลื่นฝูงชนคลื่นใหม่ถาโถม แท้แล้วแผนการยังดำเนินไปได้ เยว่ถิงเร่งลุกขึ้น พลันร่างก็ถูกอุ้มขึ้นด้วยแขนข้างเดียว ชิวหยางลุกขึ้นแล้ว ร่องรอยเลือดที่เปรอะอยู่ในส่วนที่ควรเป็นจุดปลิดชีพยังเป็นเลือดสัตว์ตามที่วางแผนไว้ ผิดแต่ว่าเขาไม่ได้บอกให้ทั้งคู่ฟาดฟันปานจะสังหารอีกฝ่ายจนสมจริงเช่นนี้


            “...”


            บัดนี้ เบื้องหน้าเขาคือชิวหยาง ชิวหยางจริงๆ ที่มีเลือดเนื้อลมหายใจ


            ดวงตาสีแดงทับทิมหม่นแสงเหนื่อยอ่อน พลันเอ่ยเบาๆ “ข้ามารับเจ้าแล้วตามสัญญา”


            เยว่ถิงไม่อาจพูดอะไรได้ เวลาสำคัญเช่นนี้กลับมีก้อนจุกตันขึ้นยังลำคอ แต่ได้อยู่ร่วมกันเพียงครู่เดียว ชิวหยางก็ส่งเขาขึ้นม้าให้ไปมู่อวิ้นหลง ท่ามกลางการต่อสู้ที่แทบจะรู้ผลแล้วด้วยกำลังที่เหนือกว่า ชิวหยางมีสีหน้าเคร่งเครียด เพราะแผลอื่นๆ เป็นบาดแผลที่ฉกรรจ์จริงๆ มิฉะนั้นหูเป่ยซงคงไม่สั่งให้พรรคพวกเผยตัว


            “ข้าจะไปตามล่าโจวหวู่ด้วยตัวเอง” บัดนี้โจวหวู่หายตัวไปแล้วจริงๆ ทั้งที่เมื่อครู่ในความชุลมุนยังเห็นเงาอยู่


            “แต่ท่านประมุข มิใช่อู่เสวี่ยจินตามมันไปแล้ว...”


            ชิวหยางจ้องหน้ามือซ้ายของตนเขม็ง “ข้าต้องนำมาไอ้สารเลวนั่นมาด้วยมือตนเอง เจ้าจงดูแลเยว่ถิงให้ดี”


            “ชิวหยาง!


            เยว่ถิงร้องเรียกด้วยไม่อาจหักห้ามใจได้ เอ่ยแทบไม่หายใจ


            “ขอบคุณท่านและขอให้ปลอดภัย”


            “แน่นอน ข้าไม่เคยผิดสัญญา”


            ประกายตาอันโชติช่วงทำให้เยว่ถิงทราบได้ว่า ดวงอาทิตย์แห่งฤดูใบไม้ร่วงที่หายไปของเขาได้กลับคืนมาแล้ว

           

 

100%

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.739K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7578 K.white wine (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 13:37
    อ้ายอ๋องมันร้ายนัก อยากจะฉีกอกมันจริงๆ!
    #7,578
    0
  2. #7530 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 21:50
    นึกว่าน้องต้องเจ็บตัวซะแล้ววว เห้ออ รอดไปนะลูกกก
    อ้ายอ๋องนี่เป็นตัวอะไร ยิ่งกว่ากิ้งก่า!!
    #7,530
    0
  3. #7478 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 00:23
    คนทางนั้นเป็นยังไงบ้างคะ คนทางนี้นั่งเหม่อแล้ว ฮือ (แต่อ้ายอ๋องนี่คบไม่ได้จริงๆ สุดจะปลาไหล คนแบบนี้นิมันนน)
    #7,478
    0
  4. #7459 jtha (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 16:36
    อาาา ประโยคสุดท้ายย ;__;
    #7,459
    0
  5. #7435 ya.ong (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 20:46
    ได้เจอกันจริงๆสักที
    #7,435
    0
  6. #7363 burgandytomato (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 22:22
    อมกกระชุ่มหัวใจมากกกกกกกกก แง
    #7,363
    0
  7. #7326 taemynnn (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 03:40
    ขอให้พี่น้องทั้งคู่ปลอดภัย
    #7,326
    0
  8. #7251 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 23:48

    ระทึกโคตร!!

    #7,251
    0
  9. #7238 MinRos (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 09:03
    แล้วผู้อาวุโสเฟิ่งล่ะ
    #7,238
    0
  10. #7160 Panawin (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 14:46
    ฉันเห็นชื่อตอนในอีกประมาณสิบตอนต่อจากนี้แล้วก็ได้แต่ร้องไห้ มันกำลังจะผ่านไปค่ะทุกคน! /กำมือแน่น
    #7,160
    0
  11. #7120 Fueled me (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 19:11
    ตลบหลังกันสนุกสนานเชียวนะ
    #7,120
    0
  12. #7062 lilying_ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 มีนาคม 2563 / 00:49

    กรี๊ดดดดดเค้าเจอกันล้าววววววว ฆ่ามันค่ะ

    #7,062
    0
  13. #6987 noona a (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 มกราคม 2563 / 08:45
    อย่าต้องมาพลัดพลากกันอีกนะ
    #6,987
    0
  14. #6972 f-srcn (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 มกราคม 2563 / 00:53
    ในที่สุดก็เจอกัน ขอบคุณพระเจ้าาา ฮือออออ
    #6,972
    0
  15. #6872 Jupitersadd (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 16:51
    สมจริงกันจนน่าใจหาย
    #6,872
    0
  16. #6799 Londar (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 00:22
    เล่นกันสมจริงมากกก มากจนใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มตามม
    #6,799
    0
  17. #6756 chalillxx_ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 19:31
    ลุ้นมากแม่
    #6,756
    0
  18. #6718 pcy921 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 16:25
    เล่นจิงเจ่บจิงอินอะไรกันขนาดนั้นคะ5555
    #6,718
    0
  19. #6563 Ppttyc_ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 20:12
    ใจนี่เกือบห่นลงไปตาตุ่มแล้วดีใจมากๆเลยที่เรื่องทุกอย่างมันเริ่มคลี่คลาบแล้วเหมือนเริ่มปลดล็อคทุกอย่างให้มันเป็นอิสระ แต่ผมจะร้องไห้เพราะซึ้งอะท่านประมุขชิวหยางจำสัญญาและทำตามได้อีกคือผมประทับใจแงๆๆๆ
    #6,563
    0
  20. #6543 Shin Night (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 12:05
    เธอก็ฟันกันสะสนุกจนลูกฉันเป็นห่วงงง
    #6,543
    0
  21. #6476 Dongdung56789012 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 14:19
    เขาเจอกันแล้ว แต่สองพี่น้องเล่นสมจริงไปนะ 5555555
    #6,476
    0
  22. #6431 Earn0624 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 23:26
    รางวัลตุ๊กตาต้องให้ใคร ทุกคนแสดงกันเก่งมาก5555
    #6,431
    0
  23. #6370 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 18:31
    2พี่น้องเล่นใหญ่มากก!!!
    #6,370
    0
  24. #6296 Tanatorn_M (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 03:09
    เป็นตอนที่อ่านแล้วสะใจมากค่ะ5555 มันต้องอย่างงี้สิ!!!!
    #6,296
    0
  25. #6286 gabriel.la(: (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 12:11
    เริ่มคลี่คลายแล้วววว
    #6,286
    0