หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 31 : 29 - ล้างมลทิน re7/11/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29,470
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,472 ครั้ง
    7 พ.ย. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

29 – ล้างมลทิน

 

            เช้าตรู่ เสียงนกร้องแว่วดังมากระทบโสต เปลือกตาบางขยุกขยิก ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาสีฟ้าที่เจือด้วยแววง่วงงุนขึ้น


            ภาพแรกที่ปรากฏเบื้องหน้า คือภาพอีกดวงหน้าหนึ่งที่อยู่ใกล้ชิดจนปลายจมูกแทบแตะกัน นัยน์ตาปิดสนิทเห็นขนตาและเรียวคิ้วที่เป็นสีเงินอย่างอัศจรรย์


เครื่องหน้านั้นคุ้นตาก็ไม่คล้ายจะคุ้นเคย วูบแรกอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบุรุษที่ดำรงอยู่ในห้วงคะนึงหา กระทั่งสัมผัสได้ถึงลมหายใจเบาๆ และกลิ่นกายสะอาดรวมถึงแขนหนักของอีกหนึ่งบุรุษที่พาดอยู่บนตัว จึงเรียกสติกลับคืน


            “เฮ้ย!


            แพทย์หนุ่มแห่งหลวนซานอุทานร้องออกมา ก่อนจะผงะถอยออกจนกลิ้งตกลงจากเตียงดังโครม ความคิดมึนงงสะลึมสะลือพลันกระจ่างขึ้น ทั้งจากความเจ็บที่แล่นขึ้นจากสะโพก และจากเสียงเรียกเอื่อยๆ พร้อมสายตาเยาะเย้ยของประมุขพรรคธรรมะที่ยกศีรษะขึ้นแล้วใช้แขนเท้าอย่างสบายใจ


            “ข้าก็นอนกอดแนบชิดเจ้ามาทั้งคืน ตื่นเช้าแล้วยังมีอันใดให้ตกใจ”


            ตลอดสองปีไร้คนอิงแอบใกล้ชิด จะนิทราก็ลำพัง จะตื่นก็ลำพัง ไหนเลยจะเคยชินได้ ทั้งยังมิใช่ชิวหยาง... จะให้เขานอนหลับตาพริ้มต่อหรือนอนจ้องหน้าอีกฝ่ายต่อก็ไม่ถูกต้อง


            “ท่าน... เมื่อครู่นั่นใกล้เกินไป” เยว่ถิงสบถอุบ หายเมาขี้ตาแล้วสำรวจร่างกายตนเองขณะที่ลุกขึ้นอย่างไว้มาดว่าไม่เจ็บ โชคดีที่มีเพียงรอยฟันเดิมยังลำคอ ส่วนอื่นๆ ของร่างกายยังปลอดภัยอยู่ พลันได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ


อู่เสวี่ยเจินลุกขึ้นจากเตียงแล้วเยื้องย่างเข้ามาใกล้ ดวงตาสีอำพันระริกนั้นน่ายกนิ้วขึ้นจิ้มนัก


            “ไม่ต้องกลัวไป ข้ามิได้ล่วงเกินเจ้า”


            “สมกับเป็นท่านประมุขแห่งพรรคธรรมะสุริยันพันแสง ช่างประเสริฐนักที่ไม่คิดล่วงเกินคนต้องสงสัยว่าเป็นสายสืบเช่นข้า” เยว่ถิงหยุดปากไม่ให้ประชดไม่ได้ ยิ่งเห็นรอยยิ้มกวนอารมณ์ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่านี่มิใช่การเริ่มต้นวันที่ดีเอาเสียเลย


            “ขอบคุณที่ชมชอบข้า อย่างไรคนของธรรมะก็ย่อมดีกว่าอธรรมอยู่แล้ว” อู่เสวี่ยจิน จัดแต่งเส้นผมราวไหมเงินชั้นดีและเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เข้าที่ นัยน์ตาสีอำพันยามกระทบแสงแดดอ่อนๆ ยิ่งดูเปล่งรัศมีคุณธรรมทั้งๆ ที่ช่างแสนหลอกสายตา


            “หวังว่าเจ้าจะไม่ลืมข้อตกลงเมื่อวาน เนื่องจากในช่วงนี้ข้ามีธุระติดพันมากมาย ดังนั้นหากผ่านพ้นเจ็ดวันและเจ้ายังไม่สามารถหาสิ่งใดมาพิสูจน์ได้ ข้าก็จะไม่มีโอกาสให้เจ้าอีกเป็นครั้งที่สอง”


อากาศรอบตัวของประมุขผมเงินบอกว่ามิใช่แค่การข่มขู่หรือล้อเล่นแต่ประการใด จากนั้นเจ้าของคำเอ่ยก็สะบัดชายผ้าเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว


ไม่นานนักก็มีสาวใช้เข้ามาพาเยว่ถิงไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะพาไปทานสำรับมื้อเช้าที่ห้องหนึ่งในตำหนัก กลายเป็นว่าตอนนี้เขาคล้ายจะกลายเป็นคนของประมุขอู่เต็มตัว


            สำรับที่ยกมาเน้นอาหารคลีนเป็นส่วนมาก กับข้าวแต่ละอย่างรสชาติกลมกล่อมทำอย่างละเอียดประณีต ส่วนมากมักไม่ค่อยจัดจ้านนักและทำให้เจริญอาหาร ทั้งยังมียาบำรุงร่างกายจากสมุนไพรหลากชนิด นับว่าใส่ใจสุขภาพตัวประกันเช่นเขาโดยแท้


            กระทั่งบรรดาบ่าวไพร่ก็ดีใจหาย เยว่ถิงแอบลอบถามสิ่งใดก็ได้เพียงรอยยิ้มสุภาพจางๆ กลับมา จนเมื่อพวกนางออกไป ในที่สุดก็เห็นเงาของคนที่เขานึกถึงตั้งแต่เมื่อวาน


            หวู่อ๋องในคราบแพทย์ชราก้าวเข้ามาแล้วปิดประตูลง สะบัดแขนเสื้อสลัดคราบกลับเป็นท่านอ๋องตามเดิม ทว่าแทนที่จะมีสีหน้าวิตกกังวล กลับมีสีหน้าสบายๆ จนเยว่ถิงอดขัดเคืองใจไม่ได้


            “ประมุขอู่บอกให้คนติดตามข้า...”


            “ไม่ต้องห่วง เขาสั่งให้คนติดตามเฉพาะเวลาเจ้าออกนอกตำหนักนี้ อีกทั้ง เขาไม่รู้ว่าแพทย์ชราผู้นี้คือคนของโจวหวู่ ดังนั้นก็คล้ายว่าข้ามาดูอาการเจ้าเท่านั้น่อ


“ดีแล้ว แต่ท่านคงรู้ว่าข้าเผชิญอะไรมา เหตุใดจึงยังมีสีหน้าสบายอารมณ์นัก”


            “เจ้าจะหงุดหงิดทำไม อย่างน้อยประมุขอู่ก็ให้เจ้ามาอยู่ในตำหนักแทนที่จะจับตัวไปหอสอบสวน นับว่าสำเร็จตามแผนไปก้าวหนึ่ง หรือเขากระทำล่วงเกินเจ้าลงไป? ถ้าหากทำจริง ก็คงแก้ไขไม่ได้ เฮ้อ อย่างไรข้าก็ยินดีรับฟังความคับแค้นใจของเจ้า” ดวงตาคมเลื่อนมองยังรอยกัด เอ่ยเสียงสูงพร้อมมีสีหน้าประหลาดใจอย่างเสแสร้งจนน่าชกสักที


            “เขา...” เยว่ถิงยกมือปิดรอยนั้น กระแอมไอแก้กระดาก “เอาเถอะ ถือว่าข้าปลอดภัยแล้วกัน ท่านไม่ต้องห่วง”


            ทั้งสองสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เยว่ถิงเอ่ยว่าประมุขอู่เสวี่ยจินคล้ายมีท่าทางไม่ไว้ใจโจวหวู่อยู่ และบอกให้เขาหาข้อมูลมาพิสูจน์ว่าชิวหยางบริสุทธิ์ในเหตุการณ์ครั้งเมื่อถูกขับจากพรรคสุริยันพันแสงตามที่เทพธิดาพยากรณ์อ้าง หวู่อ๋องมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น


            “เรื่องราวผ่านมาหลายปีแล้ว พยานก็มีเพียงหวังอิงเอ๋อร์ มิหนำซ้ำนางยังเคยร่วมมือกับโจวหวู่ในการกระทำสิ่งหลายๆ อย่างที่ขัดคำสั่งประมุขพรรคในอดีต เพราะโจวหวู่ยื่นข้อเสนอว่าจะพยายามนำนางกลับสุริยันพันแสง ส่วนสาเหตุที่เขายังไว้ชีวิตนาง เพราะว่านางยังมีประโยชน์และสามารถใช้ศาสตร์ทำนายหยั่งฟ้ารู้ชะตาดินที่แม่นยำและฝึกได้ยาก”


            “เช่นนั้นยิ่งลำบาก นางยิ่งไม่อยู่ในสถานะที่จะทำให้ประมุขอู่เสวี่ยจินเชื่อถือ”


            เยว่ถิงถอนใจ เอ่ยต่อ “หากข้าหรือท่านล่อลวงให้เขาสารภาพออกมาเอง ท่านคิดว่าวิธีนี้เป็นอย่างไร”


            “บัดนี้โจวหวู่ระแวดระวังตัวมากขึ้น เจ้าเองไม่อาจพบปะเขาได้ ส่วนข้า... ในฐานะแพทย์ชราซึ่งทำงานกับเขามานาน การที่ผู้เฒ่านี่ยังมีชีวิตรอดก็เพราะไม่ปริปากถาม จึงยิ่งไม่เหมาะหากจะเอ่ยปากถาม”


            แม้เยว่ถิงเอ่ยปากรับคำอู่เสวี่ยจินว่าจะพิสูจน์ อีกทั้งหากให้คนติดตามโจวหวู่ไป แต่เกรงว่าอีกฝ่ายที่หวาดระแวงยิ่งกว่าจิ้งจอกก็คงไม่เผยช่องว่างโดยง่าย


“แต่อย่าเพิ่งหมดหวังไป” หวู่อ๋องยกมือขึ้นประสานกันยังโต๊ะเล็กที่กั้นกลางระหว่างทั้งสอง “โชคดีที่ข้าได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด อีกทั้งเจ้าหมอชราของโจวหวู่ผู้นี้ยังเป็นกุญแจสำคัญอีกด้วย”


            “อย่างไร!?”


            “ข้าฟังมาจากหวังอิงเอ๋อร์ ในการป้ายสีคนผู้หนึ่งถึงขนาดต้องตามฆ่า หากจอมอสูรมิได้กระทำการขโมยคัมภีร์จริงๆ การที่คนในพรรคจะเชื่อ ต้องมีผู้มีอำนาจในพรรคช่วยยืนยัน จอมอสูรเพียงถูกลวงให้ไปอยู่ยังสถานที่ต้องห้าม มิได้แตะต้องคัมภีร์ แต่ไปเพราะมีจดหมายที่ทำทีเป็นจดหมายของหวังรุ่ยเซียงเขียนลวงไป ไม่แปลกที่นางจะโดนข้อหาไปด้วย”


            “คงเป็นฝีมือโจวหวู่... เช่นนั้น เขาคงเป็นตัวตั้งตีในการตัดสินความในพรรค”


“ผิดไป ผู้ที่ช่วยออกหน้าใส่ไฟมิใช่โจวหวู่โดยตรง แต่เป็นหนึ่งผู้คุมกฎ และสามผู้อาวุโสประจำพรรค”


“ท่านหมายความว่าอย่างไร”


            “คนทั้งสี่เป็นผู้ที่มีอิทธิพลและจะได้ผลประโยชน์อย่างมากหากอู่เสวี่ยจินปัจจุบันได้รับตำแหน่ง ประมุขสุริยันพันแสง มีเพียงสี่เสียงนี้ ก็ถือว่าชนะการตัดสินลงโทษในพรรคแล้ว เมื่อมีกระแสเสียงข้างมาก ประมุขพรรคก็จำต้องตัดสินโดยที่โจวหวู่ที่ดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสพรรคในเวลานั้นมิจำเป็นต้องออกหน้า นี่ถึงเป็นสาเหตุว่าหวังอิงเอ๋อร์ถึงไม่รู้ตัวมาตลอดว่าคนผู้นี้คือผู้อยู่เบื้องหลัง”


            ยามตั้งใจฟัง อดนึกไม่ได้ว่าโจวหวู่ช่างใจเย็น ลึกล้ำ แยบคายและเป็นเพชฌฆาตเงียบที่อำมหิตมากจริงๆ


            ความแค้นในใจคนผู้นี้ต่อตระกูลมารดาของเขาและตระกูลหวัง แท้แล้วมากมายเพียงใดกัน


            “งั้นหากทำให้คนทั้งสี่สามารถสารภาพ...”


            หวู่อ๋องหัวเราะหึๆ “เกรงว่านั่นจะมิใช่วิธีที่สามารถทำได้ ด้วยเพราะคติของโจวหวู่คือ คนเป็นพูดมาก ซากศพไม่พูด”


“แปลว่าพวกเขาตายแล้วหรือ?”


            “ตายแล้วทั้งหมด หากว่าตามบันทึกของพรรคสุริยันพันแสง สองตายขณะไล่ล่าจอมอสูร หนึ่งตายเนื่องจากโรคชราในอีกสามวันต่อมา อีกหนึ่งตายเนื่องจากฝึกวิชาจนปราณไหลเวียนผิดวิถีในอีกสี่วันต่อมา”


            “บังเอิญเกินไป” เยว่ถิงหรี่ตา


            “ใช่ บังเอิญเกินไป นิสัยอีกอย่างหนึ่งของโจวหวู่คือมักเก็บเบี้ยหมากออกจากกระดานหลังจากใช้เสร็จ คนพวกนี้ก็เช่นกัน สาเหตุการตายทั้งหมดไม่มีคนในพรรคสงสัย เมื่อสองศพตายในป่า ถูกสันนิษฐานว่าตายเพราะฝีมือจอมอสูร อีกสองศพตายในพรรค ทั้งหมดถูกเขียนบันทึกด้วยหมอชราผู้นี้ที่เป็นคนของโจวหวู่”


            “เช่นนั้นก็อาจจะเป็นข้อมูลเท็จ หากเราหาข้อมูลจากศพก็น่าจะได้อะไรบ้าง ทว่ายังจะเหลือซากให้เราตรวจสอบหรือ”


            “โชคดีที่ศพทั้งหมดยังฝังอยู่ยังสุสานสุริยันพันแสงตามประเพณีที่จะฝังคนระดับผู้อาวุโสพรรคขึ้นไปไว้ ที่แห่งนั้นเรียกขานว่า เขาเบิกฟ้า เราอาจได้พบของดีอยู่ด้วย”


            “ของดี?”


            “ข้าวของทั้งหมดที่สำคัญของผู้วายชนม์จะอยู่ในสุสาน อีกสิ่งหนึ่งคือ วิชาของโจวหวู่เป็นการใช้เข็มและยาพิษ การลอบสังหารผู้อาวุโสในระดับเดียวกันย่อมไม่อาจยืมมือคนอื่นได้ และวิชาของเขาก็ถือว่าโดดเด่นยากจะหาผู้ใดเทียบ”


            “เช่นนั้น หากเราโชคดี ที่เขาเบิกฟ้าอาจมีร่องรอยของหลักฐานสำคัญอยู่” เยว่ถิงค่อยหายใจสะดวกขึ้น


            แม้จะมีด้ายเพียงเส้นเดียวปลิวลอยมา ทว่าในความมืดเช่นนี้ก็จำเป็นต้องจับยึดไว้ ในยุคที่ไร้การตรวจลายนิ้วมือ ไร้กล้องวงจรปิด ส่วนมากการตัดสินคดีมักใช้เป็นเพียงพยานปากและพยานหลักฐานที่หากเป็นโลกเก่าคงเบาบางมาก ดังนั้นการสืบสาวเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วนับว่ายากนัก


ทว่า... หากสวรรค์เข้าข้าง การชันสูตรศพครานี้อาจนำพาข้อมูลหลักฐานต่างๆ ที่สำคัญมาเพิ่มอีกก็เป็นได้


“ข้าเชื่อมั่นว่าเจ้าย่อมตรวจหาสิ่งแปลกปอมเจอ ฉะนั้นงั้นคืนนี้เราจะไปยังสุสานเขาเบิกฟ้ากัน”


เยว่ถิงส่งคนไปบอกแก่ประมุขพรรค ได้รับอนุญาตแล้วจึงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง


ขณะที่แพทย์ชราหลบออกไปดูลาดเลา ชายหนุ่มจึงตระเตรียมเครื่องมือ พบว่ามือขวาของตนก็ยังน่าหงุดหงิดเช่นเดิม ทว่าหากคนตายเหลือแต่กระดูกแล้ว คงไม่จำเป็นต้องผ่าหรืออะไรมากมาย ได้แต่หวังว่าคงมีร่างเป็นๆ ให้เขาดูมาจากกว่าฝุ่นเถ้ากระดูก

 



พลบค่ำ สกุณากลางคืนร่ำร้อง พลันสัญญาณของเหมันต์มาเยือนโดยมิได้บอกกล่าว หิมะแรกตกลงเบาบาง แต่เยือกเย็นจนโลหิตใกล้จะกลายเป็นน้ำแข็ง


โคมสองดวงเปล่งประกายเป็นแสงจางๆ ในความมืด ขยับเคลื่อนไปตามทางเดินเลี่ยงหลังตำหนักประมุขพรรคไปสู่เส้นทางลับที่มิใช่ผู้ใดในพรรคก็เข้าไปโดยง่าย ไต่สูงขึ้นไปในม่านหมอกมืดครึ้ม


ราตรีนี้ไร้ดวงดาว แต่เสียงหวีดหวิวของสายลมคล้ายจะเป็นเสียงร่ำไห้ของสตรีที่สูญเสียคนรักนางหนึ่ง


เยว่ถิงสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มตัวหลวมทับกับเสื้อผ้าอีกหลายชั้น ใช้หมวกคลุมศีรษะบดบังใบหน้าไปส่วนหนึ่ง มือซ้ายถือโคมไฟไว้ ก้าวเดินไปพร้อมกับท่านอ๋องในคราบแพทย์ชรา


มาถึงที่หินสลักนัดพบ ประมุขอู่เสวี่ยจินได้ส่งคนผู้หนึ่งมายืนรอไว้ยังหน้าประตูอาณาเขตขนาดใหญ่


ผู้นำทางซ่อนใบหน้าไว้ใต้หน้ากากยักษ์สีขาวดูน่าเกรงขามและน่าสะพรึงกลัว สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวใหญ่ แม้จะสูงกว่าเยว่ถิงไม่เท่าไหร่กลับดูเทอะทะเจ้าเนื้อ เมื่อสังเกตเห็นเยว่ถิงและหวู่อ๋องก็ก้มให้น้อยๆ ก่อนที่จะสะเดาะกลอนหนาแน่นหลายชั้นที่บานประตูเหล็ก ส่งเสียงโครมเคร้งดั่งเครื่องจักรยักษ์ในโรงงาน


เยว่ถิงสังเกตเห็นแผ่นยันต์แปะไว้มากมาย ใต้แผ่นยันต์มีเชือกถักสานขนาดใหญ่ที่กั้นทับไว้กับโซ่ ยามประตูเคลื่อนเปิดออก สายลมเย็นวูบก็พัดกระแทกร่างจนถอยหลังไปสองสามก้าว


ชายหนุ่มยกแขนขึ้นกัน เหลือบตามองหวู่อ๋อง อีกฝ่ายคล้ายจะส่งสายตาที่สื่อถึงความไม่ปกติ แต่ไม่มีเวลาให้ปรึกษาหารือก็จำต้องรีบเดินตามผู้นำทางที่ก้าวพรวดๆ ขึ้นไปแม้ไร้โคมในมือ


ในพรรคสุริยันพันแสงมักมีโคมประดับประดาสว่างไสว ทว่าหากขึ้นมายังสุสานเขาเบิกฟ้า รอบกายมีเพียงจุดตะเกียงเป็นดวงๆ อยู่ห่างไกล ยิ่งยามที่หิมะตก ทัศนะวิสัยยิ่งย่ำแย่


“ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร”


เยว่ถิงกึ่งร้องกึ่งตะโกน ขณะที่มือต้องจับราวบันไดไม้ไว้อย่างดี เขาที่ไม่มีวิชาตัวเบาจะขึ้นเขาที่สลับซับซ้อนย่อมลำบาก ส่วนหวู่อ๋องอยู่ในคราบแพทย์ชราก็จำต้องเดินตามอย่างงกๆ เงิ่นๆ เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริง


ผู้นำทางไม่แม้แต่จะหันมา ยังคงก้าวต่อไป เยว่ถิงได้แต่หายใจเป็นควันสีขาว เพียงครู่เดียวที่เดินที่ก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย มือไม้เริ่มชา ปลายจมูกและผิวพรรณบนใบหน้าเองก็เริ่มขึ้นสีแดง


ยามมองลงไปด้านล่างทางสูงที่ไต่ขึ้นมา จึงอดนึกเล่นๆ ไม่ได้ว่า หากเขาตกลงไปตายเองจะเกิดอะไรขึ้น เช่นนี้ไม่อาจนับเป็นความผิดของอู่เสวี่ยจินได้ ชิวหยางจะโทษก็คงต้องโทษความอยู่ไม่สุขของเขานี่เอง


หวนคิดไปถึงเจ้าของสมญาจอมอสูรพันศพผู้นั้น เยว่ถิงก็รู้สึกว่าขามีกำลังวังชาขึ้นมาอย่างประหลาด เขากลั้นใจไต่เขาขึ้นต่อไป แม้หนทางจะยิ่งชันลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ

 



นิ้วมือเจ็บช้ำจากการดึงรั้งกายขึ้นต้านทานแรงลมและแรงโน้มถ่วง หิมะยะเยียบกรีดผิวกายให้หนาวสั่น ลมหายใจพวยพุ่งเป็นควันขาว ในที่สุดก็ถึงบริเวณที่สูงหนึ่ง สามารถมองเห็นสถานที่ซึ่งควรจะเป็นสุสานแห่งเขาเบิกฟ้าอยู่เบื้องล่าง เต็มไปด้วยป่าสนโบราณและฮวงซุ้ย(สุสานจีน)ซึ่งฝังกระจัดกระจายกัน มองอย่างคร่าวๆ ก็ทราบได้ว่าพรรคสุริยันพันแสงก่อตั้งมาหลายชั่วอายุคน


ในม่านหิมะสีขาวที่พัดปลิว ยังคงสามารถเห็นความโอ่อ่ายิ่งใหญ่อยู่ที่พำนักแห่งผู้วายชนม์เบื้องล่าง


กลุ่มสุสานตามแนวเขาเรียงเป็นรูปร่าง ล้อมรอบทะเลสาบสีเขียวหยกที่กลายเป็นสีเขียวเข้มคล้ำเมื่อวิกาลคล้อยคลุม


เยว่ถิงเคยฟังผู้เฒ่าผู้แก่ชาวชนกลุ่มน้อยเล่าเรื่องหลักสร้างสุสานมาบ้าง ชัยภูมิจะประกอบด้วย ที่มา และ อาณาจักร


ที่มา นั้นประกอบด้วย ทอ(รก) คือขุนเขาลูกใหญ่ เส็ก(สายสะดือ) คือกลุ่มสุสานที่เรียงรายลงไป เหว็ง(ครรภ์) คือเขาสุสานฮวงซุ้ยขนาดใหญ่คล้ายเป็นของเจ้าที่ผู้ปกปักษ์สุสาน ยก(คลอด) คือ สุสานที่เป็นบริวารของเจ้าที่


ส่วน อาณาจักร จะประกอบด้วย เต่าดำ มังกรเขียว เสือขาว ช่องน้ำ และหงส์แดง แยกเป็นกลุ่มทิศของสุสานห้อมล้อมสระน้ำขนาดใหญ่ การฝังคนจะต้องดูปีเกิดที่สมพงศ์กับทิศที่บรรจุศพ มิทราบคนยังภพนี้ก็มีวัฒนธรรมนี้ที่คล้ายคลึงกัน


แล้วสุสานของอดีตผู้อาวุโสทั้งสี่อยู่ที่ใดท่ามกลางสุสานมากมายเหล่านี้ เยว่ถิงแอบลอบมองหวู่อ๋อง อีกฝ่ายส่ายหน้าเล็กน้อย คงไม่ทราบเรื่องนี้เช่นกัน


บุรุษผู้สวมหน้ากากยักษ์สีขาวให้เยว่ถิงและหวู่อ๋องพักหายใจอยู่เพียงชั่วครู่จึงพาเดินทางต่อ ครานี้เป็นทางลงที่อันตรายและต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่อบันไดเริ่มถูกหิมะสีขาวกลืนกิน ความเหนื่อยล้าคล้ายว่าจะทำให้เพ่งสติทุกย่างก้าวมากขึ้น


ป่ารอบตัวเริ่มรกทึบ เต็มไปด้วยสนสีเข้ม กิ่งไกวไหววูบด้วยแรงลม ยิ่งผ่านเข้าในป่า เยว่ถิงกลับเริ่มรู้สึกถึงฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนมานานผนวกกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น


เล็บมือข้างขวาราวกับถูกทุบตีอีกครั้งพร้อมกัน ความรู้สึกชาวาบแล่นขึ้นมาจนกลืนกินทั้งมือ ขาที่เริ่มอ่อนล้าบังคับยากขึ้นทุกที แม้รู้ว่าจำเป็นต้องรีบร้อน ไม่ควรเสียเวลาเพราะอาการแพนิคที่เกิดผิดที่ผิดเวลา


ประกอบกับพายุหิมะที่พัดแรงขึ้น พาเอาตะเกียงของหวู่อ๋องที่สบถอยู่เบื้องหลังดับไป ผู้นำทางเองก็มิมีแสงสว่างติดตัว จึงคล้ายจะหายไปในความยะเยียบเช่นกัน


เยว่ถิงยกแขนซ้ายขึ้นกันหิมะ ตะโกนแข่งกับเสียงพิโรธของเทพแห่งเหมันต์ รู้ตัวอีกทีก็อยู่ลำพัง


เมื่อความมืดโอบกอด เยว่ถิงจำต้องวิ่งตามหาคนทั้งสอง ทว่าการอยู่ลำพังในป่ามิใช่สิ่งที่เขาปรารถนา จู่ๆ สายตาและสมองก็คล้ายจะหวนกระตุ้นตะกอนความกลัวในใจย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์ในป่าไผ่ และอีกครั้งในป่าห่างจากที่พำนักแพทย์ ล้วนไม่เคยมีเรื่องดี


เงาดำวูบวาบ เสียงใบไม้เสียดสีผสานกับเสียงลมราวเสียงกรีดร้องจนเยื่อแก้วหูเต้นตุบ ศีรษะปวดบีบรัด


ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้น หาได้ใช่จากความเหน็ดเหนื่อย


ดวงตาเริ่มสับสน ไม่อาจรวมสมาธิอยู่กับฝ่าเท้าและทัศนะเบื้องหน้า


พลันเยว่ถิงกระตุกศีรษะกลับ คล้ายว่ามีคนผู้หนึ่งวิ่งกระโดดผ่านไป เพ่งมองอีกที รอบตัวคล้ายไม่เห็นผู้ใดอีก


เขาพลัดหลงกับหวู่อ๋องและผู้นำทาง


ไม่


ตะเกียงในมือหนักราวหิน เขาแทบจะถือไม่ไหว เหตุใดหิมะตกหนักขึ้นอีกเล่า


ฝีเท้าเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่เพื่อตาม คล้ายจะเป็นเพื่อหนี


หรือจะเป็นด้านนี้


เอี้ยวเอนศีรษะไปจนเจ็บลำคอ ไม่พบสิ่งใด


ผู้ใดกำลังติดตามเขา?


เยว่ถิงชะลอฝีเท้า กึ่งรู้กึ่งไม่รู้ว่านี่เป็นอากาศวิตกจริตที่เริ่มรุนแรง จนใบหน้าซีดเผือด ม่านตาเบิกกว้าง แต่เขาไม่อาจบังคับตนเองได้ จมูกคล้ายได้กลิ่นศพลอยมา แรงขึ้นและแรงขึ้น จนเมื่อถึงที่หนึ่งไม่อาจไปต่อ ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้น


สายตาปะทะกับสิ่งหนึ่งที่แม้จะอยู่ในความมืด เยว่ถิงกับแยกแยะมันออกจากกิ่งก้านสนที่แข็งแรงได้ในทันที


ศพหนึ่งกำลังถูกแขวนห้อยอยู่ ศีรษะตกลง ตาเถลือกถลน


เป็นชายร่างอ้วนท้วมเจ้าเนื้อ ส่วนสูงเกินกว่าเยว่ถิงไปไม่มากและทั้งร่างเปลือยเปล่า


สัญชาตญาณบอกเขา ระบุตัวตนของศพแทบในทันที คนผู้นี้คือผู้นำทางที่แท้จริง รูปร่างสัดส่วนนั่นแทบเทียบเท่ากันทุกประการ จากการที่สังเกต ผู้ตายไร้นามอย่างสยดสยองนี้ยังสิ้นใจได้ไม่นาน


เช่นนั้น ผู้นำทางในหน้ากากยักษ์สีขาวนั่นคือใคร แล้วหวู่อ๋องจะยังปลอดภัยและมีลมหายใจอยู่หรือไม่


กลุ่มเส้นขนยังท้ายทอยเยว่ถิงลุกซู่ขึ้น ก้าวถอยผงะออก โคมไฟในมือสั่นทั้งจากแรงลมและจากอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและท่ามกลางพายุหิมะที่แช่แข็งกระแสโลหิต พลันโสตประสาทรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวที่แปลกแยกจากธรรมชาติ ดึงดวงตาสีฟ้ากระจ่างลงมาเบื้องหน้า ในความมืดที่ถูกเกล็ดสีขาวกระจัดกระจายอยู่ ชายหนุ่มเห็นเงาสลัวค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาจากต้นไม้


ขณะคิดว่านี่เป็นเพียงภาพหลอนจากความหวาดกลัวในจิตใจของตนหรือไม่ ร่างเงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาให้เห็นชัดเจน ทว่ายังมิอาจแน่ใจว่าเป็นมนุษย์หรือภูตผีปีศาจ ด้วยเพราะสวมเสื้อคลุมเข้ารูปจากผ้าเนื้อหยาบสีดำ มีกระบี่และศาสตราวุธอื่นๆ ติดตัวครบ ใบหน้าท่อนล่างใช้ผ้าปิดปากสามเหลี่ยมบดบัง เห็นเพียงดวงตาทอประกายสังหาร


กระแสอารมณ์และกระแสปราณแห่งการฆ่าฟันเข้าล้อมรอบไร้ทางหนี ไม่ต้องมีคำใด ก็สามารถรู้ได้ว่าเหล่าร่างที่เผยกายออกมานั้นมาเพื่อเอาชีวิตเขา


“หึ นี่น่ะหรือพระโอรสของพระปิตุลา ข้าเห็นเพียงบุรุษสำอางไร้น้ำยาก็เท่านั้น มิคู่ควรที่จะต้องฆ่าเอาเสียเลย”


วาจาเหยียดหยามเอ่ยด้วยสำเนียงไม่น่าฟัง ทว่ากลับช่วยดึงความร้อนกลับสู่กระแสเลือดในกาย ยังดีที่นี่มิใช่ภูตผีที่ไหนแต่ยังเป็นมนุษย์ เยว่ถิงยังคงตระหนก แต่พยายามหลับตาแน่นแล้วหายใจเข้าออก มีคนไม่มากที่รู้ว่าเขาคือโอรสของพระปิตุลา โจวหวู่ไม่จำเป็นต้องฆ่าเขา ฉะนั้น หากเอ่ยคำพูดนี้ออกมา... นี่ย่อมเป็นนักฆ่าของอ้ายอ๋องหลี่ถัง!


ตั้งแต่ให้หวู่อ๋องปล่อยข่าวลือว่าโจวหวู่แอบชุบเลี้ยงโอรสพระปิตุลาให้อีกฝ่ายหวาดระแวง  ในที่สุดเมล็ดพันธุ์แห่งความไม่ไว้วางใจที่พวกเขาฟูมฟักก็สัมฤทธิ์ผล ดอกผลที่ได้คือเหล่านักฆ่าที่ลอบเยว่ถิงถึงในพรรคสุริยันพันแสงมาตรงหน้า นั่นเป็นสัญญาณว่าอ้ายอ๋องไม่เชื่อใจโจวหวู่อีกต่อไป


เยว่ถิงกำมือซ้ายแน่น เล็บจิกลงให้ได้เลือด ความเจ็บปวดยิ่งดึงสติและสมองที่สับสนให้กระจ่างชัดขึ้น แม้หวาดกลัวจนปากแห้งสั่น ถึงไม่รู้ว่าผู้ฆ่าแขวนคอคนนำทางคือใคร มีจุดประสงค์อะไร เขาก็ไม่มีเวลาไปคิดถึงอีก


“บัดซบ! ใครส่งพวกแกมา!


ชายหนุ่มตัดสินใจสวมคราบคนเลวทรามเจ้ายศเจ้าอารมณ์และโง่เขลา ถึงตัวเขาตาย อ้ายอ๋องก็ไม่อาจให้โจวหวู่คอยรับใช้ต่อไป แผนการทุกอย่างพังทลาย สองพรรคปลอดภัย แคว้นอ้ายยังสงบสุข นั่นถือว่าคุ้มค่าอย่างที่สุด


คิดได้ดังนั้น นัยน์ตาสีฟ้าค่อยเปล่งประกายโชนแสงขึ้น แม้ขาและมือสั่น แต่ริมฝีปากและสีหน้าบิดเบี้ยวยังทระนงตนโอหัง


“กล้าขวางทางพระโอรสหนึ่งเดียวของพระปิตุลาเช่นข้า สวะชั้นต่ำอย่างพวกแกไม่ตายดีแน่ แต่ถ้าหากก้มคำนับขออภัยซะเดี๋ยวนี้ ข้าอาจพอไว้ชีวิตเล็กกระจ้อยของพวกแกได้”


ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังระงมผสมกับเสียงหิมะ กระบี่เหล็กสะบัดวูบ คนเบื้องหน้าที่คล้ายจะเป็นผู้นำชักกระบี่แล้ว ความคมบอกได้ว่าเฉือนตัดเนื้อได้เช่นหยวกกล้วย เยว่ถิงอดเหลือบมองแล้วกลืนน้ำลายไม่ได้ รอยเท้าบางแทบไม่เห็นบนหิมะยังบอกได้ว่ากลุ่มนักลอบสังหารมีวิชาตัวเบาร้ายกาจ


“เจ้ามันก็แค่มีสายโลหิต ยามนี้ยังไม่ได้แต่งตั้งอะไรยศอะไรทั้งสิ้น ไยถือดีเช่นนี้? น่าหัวร่อ!


“เฮอะ” เยว่ถิงสะบัดแขนเสื้อวูบ เท้าก้าวถอยหลัง “น่าโง่ ใครสมควรเปิดเผยตัวในยามผลัดเปลี่ยนบัลลังก์เช่นนี้? แต่เจ้าควรยินดี ว่าครั้งหนึ่งคนไร้รากต่ำต้อยเช่นพวกเจ้าได้พบพานว่าที่จักรพรรดิแห่งชางเหอก่อนตาย


“พร่ำเพ้ออะไรไร้สาระ รองประมุขพรรคทรยศนั่นก็แค่หลอกใช้เจ้า” แน่แล้วว่าคนผู้นี้มีนายเหนือคืออ้ายอ๋องหลี่ถัง เยว่ถิงลมหายใจขาดห้วง พลันคำประหารก็เอ่ยก้อง “ตาย!


ไม่ทันแม้ยกแขนขึ้นกัน หัวใจแทบหลุดกระเด็นออกจากอก ทว่าทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงโลหะประสานดังก้อง เสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวโลหะฟุ้งกระจายแค่ในไม่กี่วินาที


เยว่ถิงที่เข่าอ่อนทรุดลงรีบลดแขนลืมตาขึ้น ผู้ช่วยเหลือเขาไว้จากกลุ่มลอบสังหารกลับเป็นผู้นำทางหน้ากากยักษ์ตัวปลอม ร่างสูงไม่มากและค่อนข้างเจ้าเนื้อนั้นสะบัดกระบี่ร่ายรำอย่างพลิ้วไหว ประกายไฟแลบแปลบปลาบยามโลหะเสียดที หนึ่งโลหะไร้แรงต้านทาน บุปผาแดงจึงเริ่มผลิบานบนพื้นสีขาว


แม้มองเห็นได้ไม่ชัด กระบี่อันแสนอัศจรรย์ในมือผู้ปกป้องกลับสะท้อนแสงสีทองเรืองรองหรูหรา ด้ามจับเป็นสีเขียวมรกตมีลวดลายวิจิตรเช่นเดียวกับฝังที่ถูกนำขึ้นรุกรับอย่างถนัดชำนาญในมือซ้ายอีกข้าง สีทองยามควงหมุนและสีเขียวละเลื่อมประกอบกันเปลี่ยนเป็นเฉกเช่นดวงตะวันทอแสงลงยังผิวน้ำ


ตะวันในเงาธาราของเจ้าก็ยังดูสะโอดสะองและสำอางไม่เปลี่ยน หึ


ว่องไว พลิ้วพราย ลื่นไหลและร่อนร่าย สิบบุปผาแดงเป็นร้อยดอก ร้อยดอกเป็นพันดอก


ความทรงจำที่หลอกหลอนในป่าไผ่เงินไม่ได้มีเพียงความหวาดกลัว เศร้าเสียใจและพรากจาก ครั้งหนึ่งเยว่ถิงเคยเป็นพยานในการดวลกระบี่ของยอดยุทธ์แห่งสนามยุทธภพทั้งสอง แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ กลับตรึงตาไม่รู้ลืม


คนผู้นี้ แท้แล้วคือ ไป่อวิ๋นหลานทายาทแห่งประมุขใหญ่ฝ่ายอธรรมผู้ปกครองเจ็ดพรรคอธรรมทั้งมวล!


กระแสปราณที่โถมซัดปราณสังหารยังคงล้ำลึกดั่งวารีไม่แปรเปลี่ยน หากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคงจะเป็นความน่าเกรงขามและยากจะต่อกรที่เพิ่มพูนขึ้นเหลือคณา ไม่ทราบว่าเพียงสองปีผู้ได้รับสมญาว่าอัจฉริยะในรอบพันปีผู้นี้สามารถพัฒนาได้มากมายถึงเพียงใด


เพลงดาบสุดท้าย ตะวันในเงาธาราตัดผ่านกระบี่ดำไร้นามกำลังจะพุ่งซัดเข้าทะลุคอหอยหัวหน้ามือสังหารที่หน้าซีดเซียวหมดคำพูดคะนองปาก เยว่ถิงจึงตะโกนขัดขึ้น


“ช้าก่อนคุณชายไป่!


ขณะหนึ่งผู้สวมหน้ากากยักษ์เสียสมาธิ หัวหน้ามือสังหารของอ้ายอ๋องก็ดึงมีดสั้นขึ้นมาเบี่ยงวิถีกระบี่ ก่อนที่จะกระโจนวูบหลบหนีไปในเงาสน ผู้ชนะคิดติดตามไป แต่เยว่ถิงก็รีบคว้าตะเกียงก่อนตะเกียกตะกายลุกเดินเข้าไป โชคดีที่ยามนี้พายุหิมะลดความรุนแรงลงมากแล้ว


“ไม่ต้องตามไป ท่านคือคุณชายไป่อวิ๋นหลานใช่หรือไม่”


ผู้ช่วยเหลือไม่ได้ตอบคำถาม เมื่อหันมาคล้ายจะเอื้อมแตะตัวเขา ทว่ากลับชักมือกลับเมื่อฉับพลันก็มีมีดบินอันหนึ่งพุ่งตัดผ่านหน้าเยว่ถิงไปปักอย่างแรงยังต้นสน ทั้งสองหันกลับไป พบอีกบุคคลหนึ่งที่ไม่น่ามาถึงในเวลานี้


“หากเจ้าเป็น ไป่อวิ๋นหลานทายาทแห่งพรรคมารสยบฟ้าแห่งมวลอธรรมทั้งปวงจริง เกรงว่าเรื่องจะไม่จบโดยง่าย”


เจ้าของเสียงทุ้มเรื่อยๆ นั้นราวเปล่งประกายท่ามกลางความมืด ประมุขแห่งพรรคสุริยันพันแสงเยื้องย่างเข้าใกล้ ดวงตาสีอำพันหรี่ลงแล้วเหลือบมองศพที่ห้อยอยู่บนกิ่งไม้ก่อนเลื่อนลงมาจับจ้องยังบุรุษหน้ากากยักษ์ เยว่ถิงยิ่งรู้สึกว่าสถานการณ์ชักปั่นป่วน แม้โล่งใจไปมากที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่นี่เป็นการเผชิญหน้าที่ผิดเวลาอย่างที่สุด


“หึ” ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนที่หน้ากากยักษ์จะถูกปลดลง เสื้อคลุมหลายชั้นที่ยัดม้วนผ้าไว้จนดูเทอะทะก็ถูกปลดออก เผยให้เห็นรูปลักษณ์แท้จริง


ดวงหน้าอ่อนโยนละม้ายคล้ายสตรี ไป่อวิ๋นหลานในวัยยี่สิบหนาว ยิ่งทวีความงามอ่อนหวาน รูปตากับดวงเนตรสีน้ำตาลปานน้ำผึ้งหยดย้อยใต้เรียวคิ้วเข้ม ไม่เข้ากับอุปนิสัยและรอยยิ้มเหยียดบนริมฝีปาก เส้นผมสีดำเข้มตัดกับผิวขาวมีเส้นเลือดฝาดเช่นคนสุขภาพดี รูปร่างแท้แล้วนั้นยิ่งดูสูงโปร่งยามสวมอาภรณ์ผ้าไหมดำปักดิ้นทอง


ทว่าถึงมีความงามเพียงใด มองปราดเดียวก็ทราบได้ว่าเป็นบุรุษที่รูปโฉมน่ามองคนหนึ่ง ยิ่งยามนี้ถือตะวันในเงาธาราอยู่ในมือท่ามกลางฉากศพและเลือดสีแดงฉานและเผชิญหน้ากับอีกบุรุษที่เป็นตะวันสีเงิน ดูไปประหนึ่งภาพวาดล้ำค่า


“ข้ายังข้องใจ พรรคสุริยันพันแสงไยตั้งอยู่มาได้จนบัดนี้ ทั้งที่การป้องกันน่าอนาถา ใครจะเข้าออกง่ายยิ่งกว่าผายลม”


“การเข้ามาที่นี่ง่ายนัก เพราะเราเป็นพรรคธรรมะ ย่อมเปิดรับทุกคน ข้อนี้ข้ามิกล้าเถียงท่าน” อู่เสวี่ยจินยิ้มเย็น “แต่ยามออกไปย่อมไม่ง่าย ขอให้ท่านเข้าใจ”


“อ้อ?” คล้ายเห็นกระแสไฟฟ้าแล่นระหว่างดวงตาสองคู่ เยว่ถิงรวบรวมความกล้าก้าวออกมาขัดคำทั้งสอง


“ท่านประมุข ไม่ทราบท่านได้ยินสิ่งที่มือสังหารเอ่ยกับข้าหรือไม่”


อู่เสวี่ยจินมีสีหน้ายิ่งอ่านยาก “ข้าได้ยินทั้งหมด ข้าคิดช่วยเหลือเจ้าอยู่แล้ว แต่เผอิญคนผู้หนึ่งตัดหน้าไปก่อน อย่าได้คิดว่าข้าใจดำจนปล่อยให้เจ้าตายที่นี่”


“เกี้ยวเมียชาวบ้าน หน้าไม่อาย” ไป่อวิ๋นหลานโพล่งออกมา ราวกับว่าเหลืออดเต็มที่ “มองอะไร ไม่พอใจก็เข้ามา ข้ายินดีสงเคราะห์ให้ ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว อย่างรู้นักเจ้าเก่งได้ครึ่งหนึ่งของปากหรือไม่”


ประมุขผมเงินปรายตามองกระบี่ที่สะบัดวูบท้าทายแล้วยิ้มบาง “ข้าไม่ทะเลาะกับเด็ก”


“เด็กมารดาเจ้าสิ!” คุณชายไป่เส้นเลือดขึ้นขยับ ยิ้มกัดฟันเอ่ยเสียงเหี้ยม ก่อนจะเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นอีกครา เสียงกระแอมไอก็ดังขึ้น


“ข้าคิดว่า... ข้าควรเผยตัวด้วยเช่นกัน”


หวู่อ๋องหลี่ซื่อหยางสลัดทิ้งคราบแพทย์ชราแล้ว ยามนี้ตะเกียงในมือกลับมาลุกโชนอีกครั้ง สีหน้าดูเผือดไร้เลือดและกายยังหนาวสั่น คงเป็นเพราะกำลังภายในยังไม่สมบูรณ์ครบเช่นคนอื่นๆ


“ข้า หวู่อ๋องหลี่ซื่อหยาง” หวู่อ๋องคำนับ ครานี้เห็นสีหน้าคาดไม่ถึงของประมุขอู่เสวี่ยจิน แสดงว่าทักษะการปลอมแปลงสมดังคำร่ำลือ จึงไม่มีข่าวคราวเล็ดลอดไปถึงหูประมุขสุริยันพันแสงเลย ป้ายตำแหน่งรูปมังกรทองล้ำค่าสามตัวที่สลักว่าหวู่ถูกแสดง เยว่ถิงที่อยู่กับคนผู้นี้มานานยังไม่เคยได้เห็น อู่เสวี่ยจินมองมันก่อนที่จะคุกเข่าคำนับ


“ผู้น้อยอู่เสวี่ยจิน คำนับท่านอ๋อง”


เหล่าฝ่ายธรรมะมักมีขนบธรรมเนียมและแนวโน้มที่จะเคารพบรรดาศักดิ์เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์มากกว่าฝ่ายอธรรมที่เคารพกันที่ความแข็งแกร่งและฝีมือ อู่เสวี่ยจินเองก็คงไม่ยกเว้น หวู่อ๋องมีสีหน้าพึงพอใจเล็กน้อย “เชิญท่านลุกขึ้นเถิด บัดนี้ข้ามิได้มีฐานะควรแก่การเคารพ”


“เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่”


“เรื่องมันยาว...” หวู่อ๋องจัดการสรุปความโดยย่อโดยใช้เวลาเพียงครึ่งเค่อ แต่การที่จะคุยกันก็ไม่มีใครคิดไปจากเหล่าศพพวกนี้ เยว่ถิงจึงขออาสาเข้าไปตรวจสอบ ไม่พบสัญลักษณ์ประจำกายใดๆ มีเพียงอาวุธและตั๋วขึ้นเงิน


ไป่อวิ๋นหลานที่เข้ามาช่วยเหลือหยิบกระบี่ขึ้นดู “ไร้สังกัด ไร้นาย ไร้ร่องรอย แต่ดูจากวิชากระบี่ที่บิดเบือนพิสดาร น่าเป็นพวกหมาป่าลับจ้างแห่งกองโจร ภูตทมิฬ


กองโจรภูตทมิฬ คล้ายจะเป็นตำนานหรือนิทานปรัมปราแห่งชางเหอ เป็นกองโจรขนาดใหญ่ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วชางเหอ รับทำงานผิดกฎหมายทุกชนิด ไม่น่าเชื่อว่ามีตัวตนอยู่จริง “แต่นี่เป็นแค่พวกปลายแถว ไม่สลักสำคัญ เกรงว่าผู้บงการส่งมาเพื่อดูลาดเลาเท่านั้น ทว่า เหตุใดเจ้าถึงปล่อยมันไปคนหนึ่งเล่า?”


“ขอบคุณคุณชายไป่ที่ช่วยเหลือ ข้าปล่อยมันไปเพราะต้องการให้มันไปยืนยันตัวตนของข้ากับผู้บงการ” เยว่ถิงชี้แจง เห็นหน้าคนผู้นี้แล้วความหวังประกายหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ “ไม่ทราบว่าท่านได้ติดต่อกับชิวหยางหรือไม่”  


อีกฝ่ายส่ายหน้า “ข้าพบเจอเพียงขุนพลของเขานามมู่อวิ้นหลง ช่วงนี้สถานการณ์วุ่นวาย สะบั้นสวรรค์เตรียมรับศึก บอกตามตรง ข้าคิดจะมานำเจ้าไป เหตุใดถึงได้เจอคนมากมายแล้วยืนพูดคุยกันราวมาจิบน้ำชาก็ไม่ทราบ”


เยว่ถิงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ตัดสินใจเล่าเรื่องให้อีกฝ่ายเช่นเดียวกัน


เวลาผ่านไป จนยามกลั่นเรื่องราวเป็นคำพูดทั้งหมด ไป่อวิ๋นหลานคิดเชื่อถือเขาทันทีโดยไม่คิดไต่ถามให้มากความ ผิดกับประมุขอู่เสวี่ยจินที่สีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดพันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เอ่ยย้ำช้าๆ “ทั้งหมดนี้ สรุปว่าจะให้ข้าร่วมมือกับชิวหยางงั้นหรือ”


“ถูกแล้ว” เยว่ถิงเป็นผู้เอ่ยรับคำหนักแน่น ดวงตามีประกายขึ้นในความมืด


“ข้ายังยืนยันคำเดิม หากหาข้อพิสูจน์เรื่องราวเดิมให้ข้า ข้าจะยอมเชื่อถือ”


“งั้นขอให้ท่านโปรดนำทางข้าไปสู่สุสานของอดีตผู้อาวุโสทั้งสี่ด้วย”


คณะการเดินทางเคลื่อนลงจากเขาลงสู่ชัยภูมิสุสาน จากเขาสูงสุดบริเวณรก สู่สายสะดือและครรภ์ ก็เข้าสู่บริเวณอาณาจักร หิมะที่พร่างพรายลงเผยให้เห็นฟากฟ้าสีดำสนิท ดวงดาวมากมายเหลือคณาประดับฟ้า นับว่าเป็นความงดงามหลังพายุเกรี้ยวกราดอย่างแท้จริง


กลุ่มสุสานทั้งสี่ฝังไว้แยกกัน ที่แรกเป็นบริเวณเต่าดำ ซึ่งเข้าถึงเป็นที่แรกของส่วนอาณาจักรหลังจากออกจากที่มา การขุดสุสานแห่งเยว่ถิงทำลำพังคืนนี้ย่อมไม่มีทางเสร็จ แต่เมื่อมีบุรุษฉกรรจ์ที่เป็นยอดยุทธ์ไปเสียสอง งานใช้แรงงานจึงง่ายขึ้นอย่างมาก


คราแรกอู่เสวี่ยจินไม่พอใจเท่าใดนัก แต่เยว่ถิงยืนยันว่าจำเป็นจริง ไม่นานโลงศพก็ถูกยกขึ้นมา ต้องขอบคุณสภาพอากาศที่หนาวเย็นบนเขาเบิกฟ้าและพลังงานซึ่งมองไม่เห็นเหลือคณาที่ยังส่งให้ซากศพแข็งไม่เน่าเปื่อย


หน้าผากผู้เฒ่าคนแรกที่ผิวกายคล้ำมียันต์แปะอยู่ เยว่ถิงอดยกมือไหว้แล้วพึมพำขอขมาไม่ได้ ใครว่าแพทย์ทั้งหมดจะไม่กลัวผี นั่นไม่จริงเลย หากลุกขึ้นมาเขาก็คงจะช็อกเป็นลม ถึงจะทราบว่าในโลกนี้ภูตผีวิญญาณสามารถพบเจอได้ง่ายกว่าโลกเก่ามาก


ข้าวของแต่ละอย่างของเขาเป็นของที่มักติดตัว ไม่มีอะไรสำคัญหรือพอเป็นหลักฐานได้ ประมุขอู่จึงชี้แจงว่า จำได้ว่าโจวหวู่คือผู้ที่ช่วยเหลือในการจัดการพิธีศพของทั้งสี่ คนผู้นี้คงเก็บทำลายหลักฐานที่เหลือถึงตัวไปสิ้น


“ท่านทราบว่าเขาใช้วิชาเข็มทองและสามารถควบคุมคนได้ เหตุใดไม่เอะใจ” หวู่อ๋องเอ่ยถาม อู่เสวี่ยจินไม่มีรอยยิ้มอีก


“ครานั้น หลักฐานทุกชิ้นมัดตัวแน่นหนา ชิวหยางผิดเองที่ไปอยู่ในบริเวณที่ไม่สมควร... อีกทั้ง ผู้อาวุโสเหล่านั้นมิได้ถูกควบคุมยามเอ่ยในที่พิจารณาคดี ส่วนสาเหตุการตายก็ไม่มีใครติดใจ เพราะการตามล่าชิวหยางในครั้งนั้น คนของเราตายไปหลายคนนัก”


“อยากจะร้องเฮอะพันครั้ง” ไป่อวิ๋นหลานแทรกขึ้น “เจ้าน่ะหรือไม่รู้ ข้าว่าเจ้าจงใจปิดตาตนเองมากกว่า ด้วยเพราะความริษยามันสุมอก ได้เป็นว่าที่ประมุขพรค ได้หมั้นกับสตรีเลอโฉม ทว่านางกลับไปมีใจให้น้องชาย พอเรื่องบานปลายจนนางตายก็กลัวความผิดเลยปัดให้ผู้อื่นรับกรรมเสีย มาจนบัดนี้ เจ้ายังคิดว่าตนเองติดหนี้บุญคุณโจวหวู่เรื่องตำแหน่งประมุขพรรคอยู่จึงมิคิดตรวจสอบเขาอย่างจริงจัง เจ้านี่นับเป็นตัวอะไรไปได้”


ไป่อวิ๋นหลานเป็นสหายที่รู้จักชิวหยางมานานคนหนึ่ง คงคับแค้นใจแทนอย่างมาก


“เด็กที่ผ่านมาไม่กี่สิบหนาวเยี่ยงเจ้าจะรู้เรื่องอันใด?” อากาศเย็นเบื้องหลังพาลจะทำให้มือเยว่ถิงกรีดลงเนื้อศพไม่เข้า หวู่อ๋องจึงเป็นคนออกปากไกล่เกลี่ยอีกครั้ง


ในศาสตร์การแพทย์โบราณ การชันสูตรศพยังมิได้ก้าวหน้าเท่าใด ต้องขอบคุณการดูซีรี่ย์สืบสวนสองสวนอย่างมาราธอนในโลกเก่าของตน เคยคิดไว้อยู่บ้าง ว่าหากไม่เป็นวิศวกร การเป็นแพทย์นิติเวชอาจเป็นทางเลือกอีกทางของเขา


            หลังจากตรวจสอบภายนอกถึงสาเหตุการตาย ศพแรกนี้ตายบาดแผลจากคมกระบี่ ส่วนนี้ไม่อาจบอกข้อมูลอะไรได้ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบภายในต่อ โดยการผ่าทรวงอก ช่องท้อง และช่องเชิงกราน


            มีดคมกริบกรีดลงจากไหล่ทั้งสองมาบรรจบกันที่กึ่งกลางหน้าอก จรดลงไปเป็นเส้นตรงถึงส่วนอวัยวะเพศ เป็นภาพไม่น่าดูและขัดธรรมเนียมโบราณอย่างยิ่ง แต่เยว่ถิงก็ยืนยันหนักแน่นว่าต้องทำ


            เยว่ถิงค่อยๆ เลาะกระดูกซี่โครงออก งานทั้งหมดค่อนข้างเละเทะเนื่องจากเขาตัดสินใจทำด้วยมือซ้ายที่ไม่ถนัด ทว่าจนเมื่อตรวจสอบภายในช่องท้อง ความพยายามอย่างทุลักทุเลของเขาก็สำเร็จผล


            ผู้เฒ่าผู้นี้... ไม่ได้โง่เง่าตกเป็นเหยื่อแก่โจวหวู่ไปเสียทีเดียว


            ในท้องพบผืนหนังที่เรียบเรียงอักษรคล้ายจดหมาย เป็นสัญญาการร่วมมือแต่อ่านจับความได้เพียงส่วนหนึ่ง ผืนหนังที่ไม่ย่อยสลายเหล่านี้ถูกฟอกย้อมด้วยน้ำยาชนิดพิเศษราคาแพง บอกได้ว่าพวกเขาหวาดแวงโจวหวู่มากจนต้องกลืนกินหลักฐานลงไป อาจรอขย้อนออกมาเมื่ออีกฝ่ายเล่นไม่ซื่อ ทว่าก็ไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น


            ประมุขผมเงินมองชิ้นส่วนหนังอย่างแทบไม่เชื่อสายตา เขามิได้เอ่ยอะไรหรือต่อล้อต่อเถียงกับการเยาะหยันของไป่อวิ๋นหลานอีก เยว่ถิงลอบเห็นมือที่กำแน่นจนเส้นเลือดขึ้น พลันเสร็จศพนี้ เยว่ถิงยังไม่ทันได้เย็บอวัยวะกลับให้เข้าที่ ก็ถูกนำพาไปยังหลุมต่อไป


            แต่ละหลุม สาเหตุการตายตรงตามที่หวู่อ๋องบอกก่อนหน้า เยว่ถิงผ่าศพจนครบสี่ศพ กระทั่งในที่สุดจึงได้ชิ้นส่วนครบ แม้ผืนหนังเหล่านั้นจะเปื้อนน้ำเหลือง ทว่าอู่เสวี่ยจินก็ไม่รังเกียจที่จะรีบฉวยคว้าไป เมื่อวางเรียงต่อกัน เนื้อหาป้ายสีและแผนการโหดร้ายช่างเอ่ยได้ราวกับเป็นเรื่องทั่วไป มีกระทั่งสัญญาที่ใช่นิ้วทาบประทับ ประมุขพรรคสุริยันพันแสงย่อมเคยเห็นนิ้วประทับของโจวหวู่นับครั้งไม่ถ้วน สิ่งนี้ย่อมไม่อาจปลอมแปลงได้


ดังนั้น เมื่อเห็นความเจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ ปรากฏแก่สายตา ก็มิมีเรื่องใดให้ข้องใจสงสัย


“ครานี้... ท่านคงทราบว่าน้องชายท่าน อดีตคู่หมั้นท่าน และคุณหนูหวังอิงเอ๋อร์บริสุทธิ์มาตลอด”


“...”


“ได้โปรดล้างมลทินให้พวกเขาด้วย”


“นั่น... เป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำ หากข้ายังมีลมหายใจ”


เสียงกระซิบนั้นเบา เงาจันทร์เคลื่อนจากเมฆ บดบังใบหน้ากลบแสงแห่งสุริยันสีเงินไป


สายฝน... ที่ไม่ทราบว่าเค้าเมฆก่อตั้งเมื่อไหร่ตกลงมาชโลมบริเวณ ชะล้างคราบดินและเหงื่อไคลที่เปรอะเปื้อนตามร่าง ฝนนี้เย็นนัก แต่ไม่อาจเทียบหิมะที่เพิ่งหยุดตกไป เป็นสายฝนที่น่าประหลาดเหลือคณาหากจะตกบนเขาเบิกฟ้าแห่งนี้


ราวกับว่า เป็นสายฝนที่หลั่งไหลจากจิตใจของใครบางคน

 

 

 

100%

หลังจากที่ดราม่าหน่วงๆ มานาน ถึงคราวได้กระชุ่มกระชวยแล้วพี่น้อง

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.472K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7679 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 01:13
    โอ้ยย น่ากลัวมาก อ่านกลางคืนคือกลัวผีเฉยเลย55555
    #7,679
    0
  2. #7577 K.white wine (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 13:08
    ฉันได้เรือใหม่ละ คิกๆๆๆ
    #7,577
    0
  3. #7529 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 21:20
    ชอบเวลา ประมุขอู่ กับไป่อวิ๋นหลาน ทะเลาะกันนนน
    #7,529
    0
  4. #7528 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 21:19
    สุดยอดดดดด ครบถ้วนหมดจรด จบในม้วนเดียวววว รู้เรื่องงงง
    #7,528
    0
  5. #7434 ya.ong (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 20:31
    รู้ความจริงสักที!!!!!!!
    #7,434
    0
  6. #7342 PPSnook (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 08:59
    ในที่สุดก็รู้ความจริง
    #7,342
    0
  7. #7325 taemynnn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 03:12
    พี่อู่เข้าใจน้องชิวแล้วว แต่ว่าคุณชายไป่นี่เป้วทีนขนาดนี้เลยหรอ 555555
    #7,325
    0
  8. #7237 MinRos (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 08:32
    แอบขำคุณชายไป่รีบตะโกนด่าคนที่เกี้ยวเมียคนอื่น :D
    #7,237
    0
  9. #7236 MinRos (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 08:31
    มีฉากออทอปซี่แถมเจอหลักฐานด้วย แจ่ม!
    #7,236
    0
  10. #7159 Panawin (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 14:37
    ประมุขอู่เสวี่ยจิน กับ ไป่อวิ๋นหลาน ต้องได้กัน!!!
    #7,159
    0
  11. #7119 Fueled me (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 18:00
    นั่งขำจะบ้า คุณชายพวกนี้ควรไปเปิดคณะตลก55555555555555
    #7,119
    0
  12. #6986 noona a (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 มกราคม 2563 / 07:09
    ตะวันในเงาธารา กับ ตะวันสีเงิน ต้องได้กัน!!! หลบกระบีประมุขพรรค
    #6,986
    1
    • #6986-1 taemynnn(จากตอนที่ 31)
      22 เมษายน 2563 / 03:12
      เชียร์ด้วยคนค่ะ 5555
      #6986-1
  13. #6871 Jupitersadd (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 16:35
    อั้ยย่ะ ชั้นชอบคุณชายไป๋รักความแสบซนนี้5555 แต่ก็อดคิดถึงพี่ซีหลงไม่ได้เลยย เป็นไงบ้างน้อ พ่อออสการ์ของน้อง
    #6,871
    0
  14. #6716 pcy921 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 15:59
    เสวียจินกับไป๋คู่กันเหรอคะ
    #6,716
    0
  15. #6562 Ppttyc_ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 19:31
    เจอหน้ากันครั้งแรกก็ตีกันเลยนะคู่นี้555แต่นี่เจอหลักฐานแล้วเสี่ยวเจินต้องทำอะไรแล้วนะ
    #6,562
    0
  16. #6531 Shin Night (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 16:41
    อย่าบอกนะว่าคู่กับน้องไป่!!!!
    #6,531
    0
  17. #6430 Earn0624 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 23:03
    คุณชายไป่จอมกวนประสาทมาหาน้องถึงนี่เลยอะ ชอบ

    ในที่สุดท่านประมุขก็รู้ความจริงแล้ว!
    #6,430
    0
  18. #6369 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 15:50
    ตาสว่างแล้วนะพี่//กอดดดด
    #6,369
    0
  19. #6295 Tanatorn_M (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 02:35

    สงสารคุณพี่ TwT

    #6,295
    0
  20. #6285 gabriel.la(: (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 11:28
    พี่น้องไม่มีเรื่องหมองใจกันแล้ว
    #6,285
    0
  21. #6277 Jube-Roj (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 12:05

    รากเลือด

    #6,277
    0
  22. #6109 0814448154 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 23:21
    โอยคุนพี่กว่าจะเชื่อโง่ตั้งนาน
    #6,109
    0
  23. #6068 กิ้งก่อง กิ้งๆ ก่อง (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 12:01
    คู่จิ้นใหม่ๆๆๆ
    #6,068
    0
  24. #5976 love_forever 1992 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:51

    น้องไป่จะได้คู่กับประมุขพรรคธรรมมะไหมนะ
    #5,976
    0
  25. #5926 N@TTY (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:40
    ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงงง แอบอยากให้มีคู่คุณชายอู่กับคุณชายไป่ น่าจะสมน้ำสมเนื้อ อิอิ
    #5,926
    0