หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 30 : 28 - ดำเนินแผน re6/11/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,466
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,466 ครั้ง
    6 พ.ย. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

28 – ดำเนินแผน

 

            ยามเหม่า (ประมาณ ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า) รอบเรือนเล็กข้างตำหนักรองประมุขแห่งสุริยันพันแสงถูกอวลไอหมอกเยียบเย็นเบาบางลอยคล้อยคลุม ในความมืดสลัวปรากฏเงาสองร่างก้าวเร็วๆ ตามกันไป  


            หนึ่งบุรุษหนึ่งผู้เฒ่าผลักประตูเข้าไปในเรือน พบห้องหนึ่งที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ สายตาสองคู่มองยังร่างหนึ่งหลังม่านโปร่งแสงของเตียงไม้สี่เสาที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรา เพียงฟังเสียงลมหายเข้าใจเข้าออกก็สามารถอนุมานได้ว่าอาการสาหัส


เยว่ถิงรู้สึกสร่างเมาขึ้นมาบ้าง หากสังเกตให้ดีแล้ว แม้ห้องนี้ไม่อาจเทียบความหรูหราของห้องอื่นๆ ในตำหนัก ทว่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานปกติ ก็เรียกได้ว่าเป็นห้องที่สะดวกครบครัน โจวหวู่ยังไม่นับว่าเลวทรามต่ำช้าเกินไป


เมื่อลงกลอนและสังเกตให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดลุกล้ำเข้ามาได้ แพทย์ชราก็คืนสภาพสู่ท่านอ๋องสูงศักดิ์ หวู่อ๋องหลี่ซื่อหยางดูเก็บอารมณ์ตื่นเต้นไว้ไม่มิดเท่าไหร่


“ในเมื่อเจ้ายืนยันว่าต้องใช้วิธีนี้ หากเกิดสิ่งใดขึ้น ข้าจะไม่รับผิดชอบทั้งสิ้น”


            “ท่านอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ วันที่ผ่านมาการเรียนรู้ของท่านถือว่าน่าประทับใจ”


            หวู่อ๋องมองเยว่ถิงอย่างคาดโทษ “งั้นหรือท่านอาจารย์? ปากว่าไม่เป็นไร แต่ใครกันดื่มสุราซะเมามาย”     


            เยว่ถิงมิอยากจะต่อปากต่อความกับลูกศิษย์เจ็ดวันจึงทำหน้ามึนไม่ได้ยินคำจิกกัดนั้นไปเสีย ทั้งสองช่วยกันตระเตรียมเครื่องมือเกี่ยวกับการรักษาที่ถูกนำเข้ามาไว้ในห้องก่อนหน้านี้


            ขณะที่มือทำงาน ผู้ถือลำดับเป็นอาจารย์ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยย้ำ


            “จุดชวีกู่ ตำแหน่งอยู่ยังแนวเส้นกึ่งกลางท้อง ต่ำจากสะดือห้าชุ่น(ประมาณความกว้างนิ้วมือเรียงกันเจ็ดนิ้ว) จุดนี้สามารถเพิ่มพละกำลังให้แก่ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ อีกทั้ง เท่าที่ข้าแมะชีพจรและตรวจสอบลิ้น พลังธรรมชาติที่ไหลเวียนย้อนกลับเกี่ยวข้องกับโรคทางนรีเวช ทำให้นางมีสภาพร่างกายล่วงกว่าวัยไปมาก”


            หวู่อ๋องคล้ายจะตั้งใจฟัง แต่สีหน้าเหมือนเหนื่อยหน่ายเหลือทน ก่อนออกปากท่อง


            “ดังนั้น จุดที่ควรฝังเข็มประสานร่วมกันได้แก่ จุดสิงเจียน ป่ายฮุ่ย ซานยินเจียว จ้าวห่าย กุยหลาย จุดสิงเจียนอยู่บริเวณหลงเท้า เป็นแอ่งบุ๋มปลายสุดของง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี้ จุดป่ายฮุ่ยอยู่จุดกึ่งกลางบนศีรษะของเส้นลากเชื่อมจากใบหู จุดซานยินเจียวอยู่ยังด้านในของขา หลังขอบกระดูกหน้าแข้ง เหนือยอดตาตุ่มขึ้นมาสามชุ่น”


            เยว่ถิงพยักหน้ารับ เอ่ยเสริมขึ้น “จุดซานยินเจียว ยังถือเป็นจุดบนเส้นลมปราณจู๋ไท่ยินของม้าม ใช้ประกอบจุดฝังของโรคทางนรีเวชได้เกือบทั้งหมด นับได้ว่าเป็นจุดสำคัญของสตรี ดังนั้นจุดนี้จะพลาดไม่ได้”


            “ยังต้องให้ผู้น้อยท่องอีกไหมขอรับอาจารย์” หวู่อ๋องประชด เยว่ถิงเลิกคิ้ว


            “ท่านว่ามาก็ดี ข้าจะได้รู้ว่าท่านจำได้จริงๆ หรือไม่ มิใช่เพียงแต่ให้ข้าชี้จุดแล้วท่านจะฝังส่งเดชลงไปได้”


            “จุดจ้าวห่าย อยู่ยังด้านในของเท้า เป็นแอ่งบุ๋มใต้ขอบตาตุ่มใน จุดกุยหลาย อยู่บริเวณท้องน้อยสองด้าน โดยอยู่ต่ำกว่าสะดือสี่ชุ่น”


            ได้ยินเช่นนั้นผู้เป็นอาจารย์ก็อดใจชื้นขึ้นไม่ได้ เพราะหวู่อ๋องใส่ใจจะจดจำรายละเอียดจริงๆ


            “หวังว่าท่านจะไม่ประหม่าเมื่อต้องฝังเข็มบนร่างกายสตรี”


            ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายก็รู้ได้ว่าไม่น่าจะต้องกังวลเรื่องนี้กับท่านอ๋องกร้านโลกมาเสน่ห์ผู้นี้ มิคาดบางทีอาจมีรสนิยมซาดิสก์อยู่กลายๆ ก็เป็นได้


            “...พี่เซียง! ข้า... ข้าขอโทษ”


            เปิดเลิกม่านเข้าดูผู้ป่วย สตรีชราทว่าจิตวิญญาณภายในยังเยาว์กระสับกระส่าย เหงื่อท่วมผิวหยาบย่น สีหน้าทรมานนัก เสียงที่เล็ดลอดจากลำคอก็แทบไม่เป็นคำ


            เยว่ถิงเอื้อมมือไปจับมือนางไว้ นางยังคงไม่รู้สึกตัว ทว่ากลับเกาะกุมมือเขาไว้แน่น พึมพำบางอย่างพร้อมหายใจหอบ ดวงตาสีฟ้าหลุบต่ำมอง เอ่ยเสียงเบาทว่าหนักแน่น “ข้าจะช่วยท่าน ขอให้ท่านอดทนเช่นกัน”


            การรักษาเริ่มต้นขึ้น เยว่ถิงเป็นผู้แมะชีพจรและตรวจสอบลิ้น ส่วนหวู่อ๋องคือผู้ลงมือฝังเข็ม มือใหญ่กับนิ้วที่ขึ้นปุ่มนูนยามจับเข็มเงินเล่มเล็กแล้วดูจะเป็นอันตรายมากกว่าจะดูเป็นความหวัง แต่คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชื่อมั่น


            “ขอให้ท่านตั้งสมาธิ อย่าวอกแวก ตัวท่านผสานเป็นหนึ่งกับกระบี่อย่างไร ยามนี้ก็ขอให้หลอมรวมกับเข็มเช่นนั้น”


            แต่ละครั้งที่เข็มถูกยกขึ้นมองแล้วกดปักลงยังจุดแทบทำให้สองบุรุษกลั้นหายใจ เยว่ถิงคอยตรวจสอบอาการของอดีตเทพธิดาพยากรณ์อย่างใกล้ชิด เม็ดเหงื่อซึมยังข้างขมับแม้ยามนี้อากาศจะมิได้ร้อน


            ต้องขอบคุณสวรรค์ครั้งนี้ที่โชคเข้าข้าง เมื่อมิมีผู้ใดเข้ามารบกวนให้หลุดจากสมาธิ หวู่อ๋องฝังเข็มได้ระดับที่น่าพอใจ แม้ว่ายังมีบางจุดที่คลาดเคลื่อนไปบ้างเล็กน้อยจนหัวใจเยว่ถิงหล่นยังตาตุ่ม ทว่าสตรีผู้ป่วยก็ไม่ปรากฏอาการให้ตื่นตกใจ


เวลาล่วงผ่านไป ในที่สุดก็เสร็จสิ้นการรักษา แพทย์จำเป็นทั้งสองถอนใจแทบหมดปอด เมื่อคุณหนูหวังยังมีชีวิตอยู่และลมหายใจสม่ำเสมอมากขึ้น อาการพร่ำเพ้อก็หายไปกลายเป็นหลับสนิทด้วยความเหนื่อยอ่อน


ทว่าพิษไข้ร้อนผ่าวของหวังอิงเอ๋อร์ยังต้องใช้การเช็ดตัวระบายความร้อนและต้มยาสมุนไพรให้ดื่ม ไม่นับแขนข้างที่ถูกต่อเข้ามาใหม่ที่ยังอยู่ในสภาพไม่ดีนัก แต่เยว่ถิงลองชั่งน้ำหนักแล้วมิอาจให้หวู่อ๋องเสี่ยงฝังเข็มยังจุดเหล่านั้นได้ จึงได้แต่ภาวนาว่าปราณเชื่อมต่อของเขาจะช่วยเยียวยาบาดแผลด้วยตัวเองได้บ้าง


“ยามนี้คงรั้งชีวิตนางได้อีกระยะเวลาหนึ่ง ต้องขอบคุณท่านจริงๆ!


รอยยิ้มกว้างเผยออกมาได้หลังจากที่แบกรับความตึงเครียดมาหลายวัน กระทั่งลืมตัวก้าวเข้าไปคว้าอีกฝ่ายมากอดหมับไว้แนบแน่นด้วยอารมณ์เอ่อล้นจากความสำเร็จ ในใจอยากจะตะโกนชูมือวิ่งไปรอบห้องเสียด้วยซ้ำ


!” หวู่อ๋องตัวแข็งขึ้นเล็กน้อย ยกมือขึ้นกอดตอบเร็วๆ ก่อนดันไหล่เยว่ถิงออกสุดแขน ประหนึ่งเป็นสิ่งไม่ควรแตะต้อง เอ่ยด้วยสีหน้าปุเลี่ยนๆ “ที่เจ้าต้องยั่วยวนมันประมุขสุริยันพันแสง มิใช่ข้า”


คนฟังถึงกับเปลี่ยนสีหน้า หน้าเหวอขึ้นฉับพลัน


“ข้าแค่กอดแสดงความยินดี ท่านคิดอย่างไรว่าเป็นการยั่วยวน ทั้งบุรุษกอดบุรุษเยี่ยงมิตรสหายผิดตรงไหนกัน”


“หืม แต่ถ้าเป็นบุรุษที่ไม่เหมือนบุรุษเช่นเจ้า คนก็ชวนคิดเป็นแบบอื่น”


เยว่ถิงไม่รู้จะหัวเราะ โมโห หรือเศร้าซึมดี ยิ่งเห็นสีหน้าจริงจังยิ่งไม่คิดว่าอีกฝ่ายล้อเล่น คำว่า งามล่มเมืองตามคำทำนายของคุณหนูหวังดูจะมีอานุภาพมากจนน่าหวาดหวั่นจริงๆ กระนั้นยังอดถามไม่ได้


“ท่านมิใช่บุรุษแท้ๆ หรือ มิหนำซ้ำยังนับว่าเป็นญาติกับข้า เหตุใดข้าจะสามารถยั่วยวนท่านได้”


อุปาทานว่าเห็นเรียวคิ้วเข้มกระตุกคล้ายจะหงุดหงิด


“เอาเถอะ ถูกจับเป็นนายบำเรอมาจนปานนี้ หากยังมีปัญหามากนัก ข้าก็จะไม่เกรงใจสามีของเจ้า...”


“แค่กๆๆๆ!


สามี!


เยว่ถิงถึงกับสำลักน้ำดื่มที่ยกขึ้นจิบแก้กระหายหลังการรักษา มองอีกฝ่ายตาเหลือก “ท่านว่าใครเป็นสามีข้า!?”


“จอมอสูรพันศพไง หรือเจ้ามีมากกว่าหนึ่ง”


“ไม่ใช่! ไม่สิ ท่าน...” เยว่ถิงยกมือปัดอาการรอบตัวที่ไอความกระดากอายกระจายออกรอบศีรษะ “ข้ากับชิวหยางยังมิได้สัมพันธ์ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น”


“ได้เสียกันก็นับแล้ว ถึงจะในฝันก็เถอะ” หวู่อ๋องกลับมาเป็นฝ่ายเหนือกว่าอีกครั้ง “เสน่ห์ของเจ้ารวมกับรูปโฉมแล้วนับว่าเป็นเรื่องดีมาก องค์เอวบันท้ายก็กลมได้รูปปานนั้น ถ้ากอดนานกว่านี้เกรงว่าข้าอาจจะ...”


“เมื่อครู่ท่านจับ...!


“เจ้าเข้ามากอดข้าเอง” หลี่ซื่อหยางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เยว่ถิงอ้าปากค้าง มิทราบด้วยซ้ำว่าโดนมือดีลอบลูบจับไปเมื่อไหร่ นี่กับญาติยังไม่เว้นหรือไง เขาควรโทษตัวเองที่มีฟีโรโมนแรงเหมือนสตรี หรือเหล่าพวกผีทะเลรอบตัวที่หลงใหลได้ปลื้มไปได้ หวู่อ๋องหัวเราะหึๆ ก่อนว่า


“อย่างไรก็ดี เมื่อผ่านพ้นขั้นแรกไปแล้ว ต่อไประหว่างรอให้นางฟื้น ข้าจะพยายามสืบเรื่องที่จอมอสูรพันศพถูกขับไล่จากพรรคสุริยันพันแสงในอดีตและหาหลักฐานเปิดโปงโจวหวู่ เจ้าเองก็ขอให้สร้างสัมพันธ์อันดีและส่งข้อความถึงจอมเทวะตะวัน”

 



ยามค่ำคืน ดอกท้อส่งกลิ่นหอมหวนเหนือมวลบุปผาใด


สุราครานี้ดื่มไปก็คล้ายกับจะเลิศรสกว่าปกติ มิทราบเพราะความสำเร็จที่เพิ่งประสบหรือไม่


บุรุษตาสีฟ้าสดใสราวดึงท้องฟ้ากระจ่างแจ้งมาไว้ภายในนั่งเคียงคู่อีกบุรุษหนึ่งที่โดดเด่นเช่นตะวันสีเงิน ในระยะเวลาอันสั้น ความโปรดปรานของประมุขฝ่ายธรรมะก็มากขึ้นจนเห็นผล แต่อีกนัยหนึ่งเยว่ถิงก็มิอาจจะไม่รู้สึกโหวงเหวงในใจ เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำเป็นการเสแสร้งเสียหกในสิบส่วน


“ยามนี้ดอกท้อกำลังงดงาม ไปชมกันดีหรือไม่”


“แล้วแต่ท่านเถิด”


อู่เสวี่ยจินลุกขึ้น ก่อนจะยื่นมือมาให้เยว่ถิง ดวงตาสีอำพันครู่นั้นที่มองมาอ่อนโยนดั่งมองสิ่งหนึ่งบอบบางควรค่าแก่การปกป้องและทะนุถนอม เยว่ถิงหลุบตาเขินอายก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือขึ้นแตะแล้วลุกขึ้น


ป่าดอกท้อในพรรคสุริยันพันแสงยามนี้บานสะพรั่งเป็นสีขาวบดบังนภายามค่ำ สายลมแผ้วผ่านผิวเป็นดั่งสัญญาณเตือนของหิมะที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า พลันสายลมหอบเอามวลดอกไม้โปรยปรายลงมาดั่งม่านพรม พร่างพรายพลิ้วไหวกลางสายตา


บรรยากาศเป็นใจให้ผู้ที่เดินเคียงข้างกันไปยังทางเดินที่จุดโคมทำจากศิลาสีเทาไว้รายทางหยุดมอง ทั้งเส้นผมและอาภรณ์ปลิวไสว ดวงหน้าถูกแสงเรืองนวลตากระทบให้ยิ่งดูนุ่มนวลอ่อนโยน


แขนเสื้อยาวในอาภรณ์สีขาวของเยว่ถิงพัดขึ้น เห็นเรียวแขนขาวสะอาดเรียบเนียน เผยให้เห็นจารึกอักษรที่ยังไม่จางหายแม้เวลาจะผ่านมาสองปี อักษร สุริยันเร้นจันทรายังคงแจ่มชัด


ดวงตาสีอำพันพลันเปลี่ยนไป กระแสอารมณ์เองก็เปลี่ยนไป ประมุขสุริยันพันแสงยกมือขึ้นจับแขนเสื้อที่ปลิวของเขาไว้


“ข้าสามารถลบมันให้เจ้าได้ หากเจ้าต้องการ”


“...ผู้น้อยมิได้ใส่ใจมัน ท่านมิต้องลำบากไป”


“เจ้ามิใส่ใจ แต่ผู้ที่เห็นจะถือว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของพรรคอธรรมสะบั้นสวรรค์”


“ธรรมดามีเสื้อผ้าปิดบังอยู่แล้ว อีกอย่างผู้น้อยกลัวเจ็บที่จะลบออก” เยว่ถิงหัวเราะแผ่วเบา


“ชิวหยางโปรดปรานเจ้างั้นหรือ?”


“ขอรับ... เห็นรอยสักนี้ ผู้น้อยก็นึกขึ้นได้ นามเขาแปลว่าดวงอาทิตย์ ส่วนท่านเองก็สว่างไสวดั่งสมญาจอมเทวะตะวัน มีเพียงผู้น้อยที่จืดจางเช่นดวงจันทร์ ซึ่งก็บังเอิญเป็นดวงจันทร์ตรงกับประโยคบนแขนพอดี”


“อย่าได้เอ่ยเช่นนั้น เจ้ามิได้จืดจางแต่อย่างใด และแม้เขาจะเคยโปรดเจ้า แต่เจ้าก็รู้ว่าจิตใจเขาแปรปรวนเพียงไร จะเอาสิ่งใดกับผู้ได้ชื่อว่าจอมอสูร เมื่อเจ้าเลือกหลบหนีมาก็จงตัดสะบั้นเยื่อใยที่มีเสีย”


เยว่ถิงสังเกตแต่ละคำและสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างละเอียด น่าเศร้า ที่ความเป็นอรินั้นคงฝังรากลึกในจิตใจ ชายหนุ่มหลุบตาลง เมื่อยังจำคำหวู่อ๋องได้ว่าเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว โจวหวู่เองก็มิใช่จะโง่เขลา บัดนี้ได้ยินข่าวลือที่ปล่อยออกไปและพยายามจะไปทำความเข้าใจกับอ้ายอ๋องหลี่ถังแล้ว


“เช่นนั้น... หากท่านจะลบร่องรอยนี้ ท่านจะลบด้วยวิธีใด”


เยว่ถิงจงใจก้าวเข้าใกล้แล้วเงยหน้าขึ้น ใช้ดวงตาจับจ้องดวงหน้าอีกฝ่าย อู่เสวี่ยจินมิได้ก้าวหนี ทว่าสีหน้าสุขุมขึ้นหลายส่วน ชั่วแวบหนึ่งดวงตาสีอำพันมีประกายสับสน ก่อนจะกลับมาสบตากับเขาโดยตรง


“วิธีที่เจ้าต้องการ”


น้ำเสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบา เรียวนิ้วยกขึ้นแตะยังข้างใบหน้าคล้ายจะสัมผัสนวลแก้ม เยว่ถิงกลั้นหายใจ ไหล่แข็งเกร็ง แต่นิ้วนั้นกลับเฉียดละเลียดไปยังเส้นผมข้างใบหูแล้วหยิบกลีบดอกท้อออกมา ก่อนจะก้าวถอยออกไป


 “ดึกแล้ว เจ้าควรกลับไปพักผ่อน”


เยว่ถิงค่อยหายจากอาการเกร็ง แอบลอบโล่งอกในใจโดยที่ภายนอกคลี่ยิ้มอ่อนหวาน “ทว่าก่อนกลับ ผู้น้อยใคร่จะร่ายกลอนให้ท่านฟังเหมือนทุกครั้ง”


นับจากวันที่ผีสุราเข้าสิงจนร่ายกลอนเป็นวรรคเป็นเวร เยว่ถิงจึงเลือกที่จะร่ายกลอนให้ประมุขสุริยันพันแสงฟังทุกครั้งก่อนกลับที่พักเพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัยก่อนดำเนินแผนจริง จนตอนนี้เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องใช้สาล์นแนบแฝงไป


“วิปโยค สุริยันสอง ปองเงาจันทร์

จิ้งจอกทอง หลบเร้นกาย ในไพรสัณฑ์

เฝ้ามองดู ตะวันลับ กลับมลายพลัน

บุปฝาแดง จะบานสะพรั่ง ทั่วแดนดิน”


หนึ่งสายลมแสนยะเยือกพัดพายมา กลีบดอกท้อโปรยปรายยิ่งกรุ่นหอม สิ้นเสียงร่ายกลอนเนิบช้าราวเอ่ยชมความงามรอบกายด้วยอารมณ์สุนทรีย์ผิดกับความหมายพร้อมรอยยิ้มบางติดบนริมฝีปาก ยามเยว่ถิงหันกลับไปสบดวงตาสีอำพันคู่นั้น กลับกลายเป็นเขาที่เส้นขนยังแขนลุกชันในบัดดล


รอยยิ้มของแพทย์แห่งหลวนซานระเหยไปจากใบหน้าอย่างรวดเร็ว ลมหายใจกลับสะดุดไม่ต่อเนื่อง


ไม่บ่อยที่เยว่ถิงจะสบถหยาบคายขั้นสุดในใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของประมุขพรรคสุริยันพันแสงที่มักดูสุภาพและเจือด้วยรังสีอาดูรแปรเปลี่ยนไปคล้ายเป็นคนละคนหลังจากได้ยินคำกลอน สัญชาตญาณที่เผชิญหน้ากับภัยอันตรายมากมายถึงชีวิตก็กรีดร้องลั่นออกมาว่าให้ถอยห่างคนผู้นี้โดยเร็ว


ทว่าในความเงียบสงบ ขาเขาไม่อาจก้าวออก ได้แต่ยืนแข็งค้าง มีเพียงเหงื่อซึมไหลชื้น


ครานี้ มิคาดเขาจะตัดสินใจบางอย่างผิดพลาดอย่างมหันต์


เขาว่าตนเสแสร้งสักหกส่วนในผิด คนผู้นี้กลับเสแสร้งกลับคืนสักเก้าในสิบ!


บุรุษผู้นี้เป็นพี่ชายต่างมารดาของชิวหยาง เป็นประมุขพรรคสุริยันพันแสงที่ห้ำหั่นขับเคี่ยวกับสะบั้นสวรรค์มายาวนาน ไหนเลยจะประเมินตัวตนต่ำไปได้เช่นนี้


รอยยิ้มกระตุกมุมปากบิดเบือนดวงหน้าหล่อเหลาแสนสุขุมนั้นไป รัศมีสีเงินดูแผ่รังสีอำมหิตขึ้น ดวงตาสีอำพันเองก็วาววาบ ระริกด้วยแสงประหลาด ก่อนจะหรี่ลงอย่างเช่นนายพรานจ้องมองสัตว์ติดบ่วง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยว่ถิงไม่คุ้นหูอย่างยิ่ง


“หึ เจ้านี่... ไม่ธรรมดาจริงๆ”


พลันเอ่ยจบอู่เสวี่ยจินก็ดึงบางอย่างออกจากแขนเสื้อกว้างแล้วเหวี่ยงซัดขึ้นเหนือศีรษะเยว่ถิง เสียงกรีดร้องเจ็บปวดดังจนสะดุ้งเฮือกก่อนที่จะได้ยินเสียงพลั่กดังลั่น ร่างคนผู้หนึ่งตกกระแทกพื้นอย่างแรงเฉียดไปข้างๆ ชายหนุ่มเพียงนิด ก่อนที่ร่างนั้นจะถูกกระชากขึ้นจนตัวลอยด้วยฝ่ามือของเจ้าของสมญาจอมเทวะตะวัน


“ท่านประมุข! ท่านรองประมุขเพียงห่วงใยท่านจึงได้ให้ข้า...”


อู่เสวี่ยจินที่บัดนี้ใบหน้าเคลือบด้วยรอยยิ้มเย็นชาและไม่ไยดีต่อโลกมองบุรุษชุดดำที่ปกปิดกายมิดชิดเห็นเพียงดวงตาด้วยสายตาเหมือนมองก้อนกรวดชิ้นหนึ่ง ก่อนจะออกปากสั่งเสียงเฉียบขาด น้ำเสียงไม่ต่างจากการสาดน้ำเย็นใส่คนผู้เปลือยเปล่ากลางเหมันต์ฤดู


“ไปบอกเขา ต่อจากนี้ข้าจะจัดการคนผู้นี้เอง อย่าให้เห็นว่าเจ้าป้วนเปี้ยนรบกวนข้าอีก”


“ขะ ขอรับ! ผู้น้อยจะไปแจ้งความประสงค์ของท่านให้ชัดเจน”


ร่างนั้นถูกเหวี่ยงลงพื้นอย่างแรง กระอักไอน่าเวทนาอยู่สักครู่และจึงรีบตะเกียกตะกายใช้วิชาตัวเบาหายลับไป ทั้งหมดนี้เยว่ถิงได้แต่ยืนนิ่งมองดูเหตุการณ์ด้วยดวงตาสั่นไหว เขาคิดถูกว่าโจวหวู่ต้องให้คนติดตาม แต่มิเคยคาดคิดว่าประมุขพรรคสุริยันพันแสงผู้นี้จะเป็นผู้ที่เก่งกาจด้านการสวมหน้ากากชนิดเขาเทียบไม่ติด


“ที่นี้ก็เหลือเพียงข้าและเจ้า” อู่เสวี่ยจินหันกลับมามองเยว่ถิงอย่างสบายๆ กายแข็งแกร่งในอาภรณ์งดงามหรูหราดั่งเทพยาดาค่อยเยื้องย่างรอบตัวเขา ยื่นมือมาจับเส้นผมยาวของปลอมนั่นไปด้วย


“ข้าคิดจะเล่นละครกับเจ้าให้คลายเหงาอีกหน่อย แต่เป็นเจ้าเองที่ดูท่ามิอยากเล่นกับข้าต่อ”


คำพูดติดอยู่ยังลำคอ สมองเยว่ถิงบีบรัดแน่น จึงได้แต่รอดูท่าทีคนผู้นี้ที่แปรเปลี่ยนจนน่ากลัว


“เจ้างดงาม... และเหมือนนางจนน่าใจหาย” สองเท้าหยุดเบื้องหน้า ปลายนิ้วเชยคางเขาขึ้น รอยยิ้มกระด้างยังคงอยู่บนใบหน้า ให้เยว่ถิงขอถอนคำสรรเสริญว่าสมกับเป็นฝ่ายธรรมะทิ้งไปเสีย “ไม่สิ อาจงามกว่าด้วยซ้ำ งามจนน่าตกใจ ทั้งยังออดอ้อนน่ารัก ข้าไม่แปลกใจเลยหากชิวหยางจะรักใคร่ลุ่มหลงในตัวเจ้า”


“ท่าน...” เยว่ถิงกลืนน้ำลายยากเย็น เอ่ยราวกระซิบ บังคับตัวเองให้ไม่หลบสายตา แม้จะหนาวเยือกไปทั้งสรรพางค์ “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”


 “เจ้าจะทำไขสือไปอีกนานเท่าใด มิใช่ว่าพรรคสะบั้นสวรรค์ส่งเจ้ามายั่วยวน คอยปั่นป่วนเรื่องในสุริยันพันแสงแล้วล้วงความลับจากข้าหรือ ไม่ผิดที่รองประมุขโจวหวาดกลัวว่าข้าจะหลงคารมเจ้าสักวันหนึ่ง จนถึงกับต้องส่งคนคอยตามติด”


เป็นโจวหวู่อีกครา!


คนผู้นี้ล่วงรู้กระทั่งว่าเขาจะหาทางแจ้งเรื่องแก่อู่เสวี่ยจินสักวัน คงได้บอกเล่าเรื่องราวใส่ร้ายเยว่ถิงไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนพาไปปรนนิบัติ อาจบอกประมุขอู่ไว้ว่าให้แสร้งทำดีกับเขาเพื่อล้วงความลับหรือส่งข่าวสารที่ผิดให้ฝ่ายสะบั้นสวรรค์ ในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ การข่าวสารนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กำลังรบ


ดีไม่ดี โจวหวู่อาจดักทางเอาไว้ด้วยว่า เยว่ถิงจะคอยยุยงให้ภายในสุริยันพันแสงระแวงระหว่างกัน เป็นการป้องกันตัวชั้นเยี่ยมและทำให้หนทางการเจรจาของเยว่ถิงยากยิ่งขึ้น สติปัญญาที่น่ากลัวนี้ทำให้เรื่องราวมิอาจเป็นไปตามแผนได้ง่ายอย่างที่คิด ทว่าประมุขธรรมะผู้นี้จะรู้หรือไม่ การกักตัวเขาไว้เช่นนี้มีแต่จะวิบัติ


เยว่ถิงรู้สึกปวดขมับตุ้บ ริ้วความโกรธพุ่งขึ้นมาทันที แต่ยังสะกดไว้ด้วยความใจเย็น หากตรองให้ดีแล้ว ฝ่ายธรรมะนี่เองที่ใช้วิธีส่งนายบำเรอให้แก่ชิวหยางไปเป็นสายสืบยังสะบั้นสวรรค์ จะไม่คิดระแวงเขาที่เข้ามาก็แปลกมากแล้ว รวมถึงอู่เสวี่ยจินผู้นี้ก็ยังดีกับเขามากเกินไปจนผิดปกติ น่าเจ็บใจตัวเองนักที่ไม่นึกสังเกตสักนิด


“เมื่อครู่ท่านก็ได้ยินข้าเอ่ยแล้ว มิใช่การโป้ปดแต่อย่างใด”


เยว่ถิงกระซิบเบา ระงับความหวาดหวั่นไว้ในใจ ถึงอู่เสวี่ยจินจะขับไล่คนติดตามของโจวหวู่ไป แต่นี่ยังไม่ปลอดภัยพอที่จะพูดอธิบายเรื่องมากมายในสวนป่าท้อกลางพรรค


ไม่ว่าอย่างไร การที่ไล่คนของโจวหวู่ไป แสดงว่าเยว่ถิงยังมีความหวังที่จะบอกเล่าความจริง เขาค่อยๆ คลี่ยิ้มที่ไม่ค่อยเต็มริมฝีปาก “หากท่านประสงค์จะสอบสวนข้า ขอได้โปรดทำในที่ซึ่งเป็นส่วนตัว ข้าจะแจ้งสิ่งที่ท่านต้องการทราบทุกอย่าง”


“เจ้าเชื้อเชิญข้า?”


คำพูดถูกตีความไปสองแง่งสองง่ามเสียอย่างนั้น หวู่อ๋องอยู่ที่ใดกัน ช่วยโผล่ออกมาตอนนี้ได้หรือไม่ หรือยศศักดิ์โอรสของพระปิตุลาที่ค้ำศีรษะเขาอยู่จะมิมีค่าอันใดเลย


แม้เยว่ถิงดิ้นรนร้องร่ำในใจเพียงใด แต่ภายนอกกลับสงบนิ่งกว่ามาก ค่อยๆ เอ่ยแต่ละคำช้าแต่ชัดเจน


“ข้าจำเป็นต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมดกับท่าน ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไร มันคือความอยู่รอดของทั้งสองพรรค หรือกระทั่งแคว้นอ้ายทั้งหมด” เยว่ถิงตัดสินใจยกมือขึ้นจับยังแขนทั้งสองของอีกฝ่าย มองด้วยสายตาอ้อนวอน


“ได้โปรด ข้าขอร้อง”


อู่เสวี่ยจินเหลือบมองแขนของเขาที่สัมผัสแขนตน ก่อนที่จะยื่นหน้าโน้มเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ และกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ที่พัดพามาในกลิ่นหอมของดอกท้อ


เป็นกลิ่นหอมสะอาดผุดผาดบริสุทธิ์ มิมีผู้ใดจะคาดถึงว่าเจ้าของจะซ่อนความร้ายกาจไว้เพียงนี้


 “เราธรรมะไม่จำเป็นต้องปราณีพวกอธรรม แต่หากเจ้าปรารถนาจะอยู่กับข้ามากนัก ข้าก็จะให้เจ้าจนอยู่อธิบายความจนถึงรุ่งสาง”


คำพูดอันตรายจบลงด้วยการที่จู่ๆ ร่างเยว่ถิงก็ถูกโอบอุ้มขึ้นในอ้อมแขนแข็งแรงจนร้องเสียงหลง ท่าทีตระหนกอย่างไร้การเสแสร้งอาจไปกระตุ้นต่อมบางอย่างเข้า ยิ่งได้ยินเสียงในลำคออย่างลำพองใจ ก่อนจะถูกพาเหินทะยานไปในอากาศผ่านกิ่งก้านต้นท้อ


เยว่ถิงดันไหล่กว้างนั้นออกห่าง “ขะ ข้าเดินเองได้ ข้ายินดีตามท่านไป อีกอย่าง ข้ามิใช่คนฝ่ายอธรรม...”


แรงในวงแขนกระชับขึ้นอีก รอยยิ้มเหือดหายไปแทนด้วยคำขู่บังคับที่ราบเรียบ


“อย่าทำให้อารมณ์ของข้าเสียจะดีกว่า”


            การต่อสู้ระหว่างผู้เป็นวรยุทธ์ระดับประมุขพรรคกับแพทย์ธรรมดาที่ใช้เป็นเพียงปราณรักษา ไม่ต้องลองก็รู้ผลลัพธ์ จึงไม่มีทางเลือกใดนอกจากทำตามคำเตือนนั้น เพียงครู่เดียวเยว่ถิงก็ถูกมาตำหนักหินอ่อนสีขาวงดงามตระการตาที่ใหญ่ยิ่งกว่าตำหนักของโจวหวู่ ก่อนที่จะถูกพาเข้าไปยังห้องหนึ่ง


            ห้องนั้นเป็นห้องนอนที่ตกแต่งด้วยโทนสว่างและโทนเย็นของสีครามและฟ้า ร่างของเขาถูกเหวี่ยงลงบนเตียงสี่เสาที่ปูด้วยผ้าไหมสีขาวอย่างดีปักดิ้นเงินและทอง วิกผมปลอมเลื่อนหลุดเห็นผมสั้นเพียงต้นคอ เยว่ถิงไม่นิยมดูละคร แต่คิดว่าถ้ามีฉากย่ำยีก็คงประมาณนี้แน่แท้


            “ชะ ช้าก่อน” เยว่ถิงร้องเมื่ออีกฝ่ายเข้าใกล้ แม้จะเป็นเพียงการนั่งลงข้างๆ บนเตียง แต่ร่างกายของเขาก็ตระหนกจนต้องหดตัวเข้ากับขอบผนังอีกด้าน


            “ท่านเข้าใจข้าผิดไปทั้งหมด”


            คิ้วสีเงินเลิกขึ้น กระตุกยิ้มขึ้น ดวงตาขึ้นประกายคล้ายนักล่าเล่นสนุกไล่ต้อนสัตว์เล็กตัวหนึ่งในกำมือ


            “แล้วข้าควรเข้าใจอย่างไร มิเหมาะเจาะเกินไปหรือที่เจ้าปรากฏตัวขึ้นในเวลาอันตรายเช่นนี้ ทั้งยังเป็นนายบำเรอที่หนีมาของชิวหยาง มีใบหน้าดั่งหวังรุ่ยเซียง มาบัดนี้ก็ทำตัวอ้อเซาะน่ารักกับข้าแทน ยังไม่นับอาภรณ์ยั่วยวนเช่นนั้นของเจ้าในวันแรก...”


            “เป็นรองประมุขโจวที่พาข้ามา แล้วเอ่ยให้ข้าทำเช่นนั้นกับท่าน หากท่านรู้เรื่องราวในสะบั้นสวรรค์ ข้าได้หลบหนีจากพรรคมาตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้วไปยังหลวนซาน บัดนี้สำเร็จวิชาแพทย์และทำงานอยู่ยังสถานพำนักทหารผ่านศึก แต่ถูกรองประมุขโจวจับกุมมา หากข้าไม่แสร้งทำดียั่วยวนท่าน เขาขู่ว่าจะถลกหนังคนที่ข้าทำงานด้วยทีละคน!


            “เจ้าช่างแต่งเรื่องได้น่าฟัง มีอะไรอีกหรือไม่”


            แม้สิ่งที่เอ่ยเป็นความสัตย์ แต่ไหนเลยนายบำเรอแปลกปลอมจะน่าเชื่อถือกว่ารองประมุขพรรค หากจะเอ่ยเรื่องตัวตนของเขาว่าเป็นโอรสของพระปิตุลากับธิดาเสนาบดีหวังแห่งแคว้นอ้ายก็มิมีหลักฐานอันใดนอกจากพิษในตัวกับคำยืนยันของโจวหวู่ คาดว่าถ้ายิ่งเอ่ยเรื่องนี้ ยิ่งดูเหมือนเรื่องไม่น่าเชื่อถือยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก


            ต้องใจเย็น เขาจะแตกตื่นโวยไม่ได้ อู่เสวี่ยจินมิใช่ผู้ที่จะใช้ไม้แข็งที่ไม่แข็งพอเข้าสู้รบปรบมือโดยง่าย


            เยว่ถิงหลับตา ถอนใจหนักอึ้ง หว่างคิ้วขมวดแน่น เอ่ยด้วยเสียงตัดพ้อ


            “หากท่านจะสอบสวนข้า นี่คือความจริง ข้าได้เอ่ยแก่ท่านหมดแล้ว...”


            เยว่ถิงพลันนึกบางสิ่งขึ้นได้ จึงลืมตาขึ้น สบดวงตาที่มองมาอย่างไว้เชิงและประเมินค่าสีอำพันสวยนั้น


            “ทว่า... เมื่อครู่ท่านเอ่ยว่า สะบั้นสวรรค์ส่งข้ามางั้นหรือ เหตุใดไม่เอ่ยว่า ชิวหยางเป็นผู้ส่งข้ามากัน”


            “น้องชายข้า ข้ามีหรือจะไม่รู้จักเขา แม้เป็นอสูรเห็นแก่ตัวไร้ใจ ทว่าหากได้เป็นเจ้าของสิ่งใดที่ปรารถนาแล้วจะหวงแหนอย่างยิ่ง แม้บางทีไม่ใช่สิ่งที่สมควรเป็นของตนก็ตาม” น้ำเสียงที่เอ่ยหยามเหยียดและเย้ยหยันอยู่ในที คล้ายรำลึกอดีตแสนขมขื่น “ข้าจึงคิดว่าเขาไม่ประสงค์จะส่งเจ้ามา แต่เป็นผู้อื่นในสะบั้นสวรรค์”


            “มิมีผู้ใดส่งข้ามา เป็นรองประมุขโจวที่บังคับข้า” เยว่ถิงยืนยันเสียงแข็ง “แสดงว่าท่านรู้ว่ามีคนส่วนหนึ่งไม่จงรักภักดีกับชิวหยาง แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าท่านก็มีคนไม่จงรักภักดีเช่นกัน คนฉลาดเช่นท่าน เหตุใดไม่ระวังภัยใกล้ตัว”


            สิ้นคำพูด พลันเยว่ถิงก็ถูกผลักร่างลงล้มบนเตียงนอน ก่อนจะถูกร่างของเจ้าของสมญาจอมเทวะตะวันขึ้นคร่อมทาบทับอยู่ด้านบน ใบหน้าที่เหมือนชิวหยางหลายส่วนที่บัดนี้มีรอยสรวลหยามหยันน้อยๆ ยิ่งทำให้รู้สึกปวดแปลบในอกอย่างไม่ตั้งใจ เส้นผมสีเงินงดงามตกลงบนใบหน้าเขา


            “ระวังคำพูดของเจ้าด้วย”


            “หากเป็นสิ่งที่ต้องพูด ถึงแม้ตายข้าก็ต้องพูด” เยว่ถิงยังปากกล้าต่อไปด้วยอารมณ์มากมายที่พรั่งพรูออกมา แม้นว่าตอนนี้อยู่ในท่าทางที่สุ่มเสี่ยงเหลือเกิน “โจวหวู่มีอะไรให้ท่านเชื่อถือเขานัก! แท้แล้วเขาร่วมมือกับหูเป่ยซงจ้าวตำหนักสามแห่งสะบั้นสวรรค์คอยยุแยงให้ท่านกับชิวหยางฆ่ากันตาย แล้วยึดครองพรรคมาเป็นของตนเอง”


            ผู้ฟังนิ่งขึงไปราวอึดใจ ก่อนเอ่ยเน้นทีละคำช้าๆ


            “...แล้วเจ้ามีอะไรให้ข้าเชื่อถือเล่า”


            “คุณหนูหวังอิงเอ๋อร์อยู่ที่นี่ ในตำหนักของโจวหวู่ คาดว่าเขาคงไม่แจ้งเรื่องนี้แก่ท่าน นางเป็นผู้ที่รู้ความจริงทุกอย่างกระทั่งเรื่องที่ทำให้ท่านกับชิวหยางแตกหักกันก็เป็นเพราะโจวหวู่ หากยังไม่เชื่อ ท่านก็จงไปถามนางด้วยตนเอง”


            ยามยกชื่ออดีตเทพธิดาพยากรณ์ของสะบั้นสวรรค์ขึ้น อู่เสวี่ยจินหรี่ตาลง ยิ่งมีสีหน้าเยียบเย็น


            “นางถูกข้าสำเร็จโทษให้ประจำการอยู่สะบั้นสวรรค์ เรื่องราวครั้งนั้นนางก็มีชนักปักหลังฐานสมรู้ร่วมคิด เจ้าช่างหาพยานได้ดีเสียนี่กระไร ไม่สิ เรื่องที่เจ้าพร่ำเพ้อมา มิทราบเจ้าเกิดหรือยังในตอนนั้น”


            “ท่านอย่าทำเช่นว่าท่านไม่ใส่ใจคำพูดของข้า” เยว่ถิงเอ่ยอย่างยากลำบาก “ท่านไล่คนของรองประมุขไปเพื่อสนทนากับข้าตามลำพัง ข้าเห็นความหวั่นไหวและหวาดระแวงในดวงตาของท่าน อีกทั้ง ตัวท่านปรารถนาสงครามหรืออย่างไรกัน”


            “ข้าปรารถนาจะสะสางเรื่องราวที่ยืดยาวน่ารำคาญใจให้จบสิ้น อย่างไรซะ ข้ากับเขาก็ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้”


            “ท่านก็เพียงต้องการแก้แค้น นี่หรือคำพูดของประมุขฝ่ายธรรมะ น่าอับอายนัก!


            “มิคาด กระทั่งใจเจ้าก็หลงใหลได้ปลื้มในตัวเขาด้วย” มือที่นิ่งเฉยเริ่มไล้แตะตามใบหน้าลงมายังลำคอ สัมผัสแผ่วเบาทว่ายั่วเย้าปลุกปั่น ทำให้ลมหายใจเยว่ถิงสั่นอย่างยากจะห้าม “จอมอสูรพันศพ... สมญานี้คือความถูกต้องหรือ? คนเป็นพันตายเพราะเขา ข้ากำจัดเขา นี่มิใช่ความถูกต้อง?”


            “แต่คนมากมายกว่านั้นจะต้องตายเพราะสงครามระหว่างสองพรรค! กระทั่งท่านเองก็ไม่เว้น”


            “จุดประสงค์แท้จริงของเจ้าคืออะไรกันแน่ เยว่ถิง” เรียวนิ้วปลดเปลื้องอาภรณ์ของเยว่ถิงออกเผยให้เห็นลำคอและแผ่นอก เสียงกระซิบอยู่ข้างหูพร้อมกันปลายจมูกที่กดแนบเข้ามาจนต้องเบือนหน้าหนี


            “ตอบ” มืออีกค้างจับคางเขาดันกลับให้ไม่อาจหลบจากสัมผัสของอีกฝ่ายได้ เยว่ถิงต้องตั้งสติอย่างมาก ก่นด่าร่างกายที่นอกจากคล้ายสตรีแล้วยังไวต่อสัมผัสจนน่ารังเกียจ ทำให้น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นสะท้าน


            “ข้าต้องการระงับสงคราม ช่วยเหลือทั้งท่านและชิวหยาง รวมถึงให้คนเลวเช่นโจวหวู่ หูเป่ยซงลามไปถึงอ้ายอ๋องหลี่ถังถูกสำเร็จโทษตามที่ทำไว้”


            “อ้ายอ๋องหลี่ถัง?” อู่เสวี่ยจินเอ่ยแฝงด้วยความฉงน แต่ยังไม่หยุดปลายจมูกที่ซุกไซ้ยังลำคอของเขาไล้ต่ำลงเรื่อยยังหน้าอก “นี่เจ้าลากกระทั่งอ๋องครองแคว้นเข้ามาเกี่ยวโยงด้วยหรือ”


            “เขาเองก็มีผลประโยชน์ร่วมกันกับโจวหวู่และหูเป่ยซง หากสงครามครั้งนี้ใหญ่พอและคร่าชีวิตสร้างความวุ่นวายได้มาก เขาจะยื่นเรื่องขอตรารวมกำลังรบ และวางแผนก่อกบฏในไม่ช้า อึ่ก!


            เยว่ถิงกัดฟันกลั้นเสียง ยามถูกริมฝีปากขบเม้นยังยอดอกที่อ่อนไหว สองมือพลันรีบยกขึ้นดันไหล่อีกฝ่ายแม้รู้ว่าไร้ประโยชน์


            “นี่ท่านคิดจะทำอะไร!


            “เจ้าไม่รู้หรือแกล้งโง่ มิใช่เล่นรักกับชิวหยางนักต่อนักแล้วหรือ แค่นี้เจ้าคงมิแปดเปื้อนหรือกระเทือนอันใด”


            “ข้าไม่เคยร่วมรักกับเขา” อย่างน้อยก็ด้วยร่างกายในความเป็นจริง เยว่ถิงรู้ว่าตนคงหน้าซีดเผือดยิ่งกว่ากระดาษแล้ว แทบร้องเอะอะออกมา “ท่านจะกระทำชำเราข้าไม่ได้”


            อู่เสวี่ยจินหัวเราะ “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น แต่ข้าจะทำให้เจ้าต้องร่ำร้องหาข้า ทั้งคืน มิใช่ก่อนหน้านี้เจ้าน่ารักพริ้มเพราคอยเอาอกเอาใจข้าอย่างดีหรือ เหตุใดจึงเปลี่ยนท่าทีไปเช่นนี้”


            “ข้าขออภัยที่เสแสร้งต่อท่าน ทว่าขอให้ท่านหยุดเถอะ” เยว่ถิงเริ่มดิ้นรน อาภรณ์ลู่ลงจากไหล่ ก่อนจะถูกพรมจุมพิตตั้งแต่หัวไหล่กลมมนมายังไหปลาร้า มิได้อ่อนโยนแผ่วเบาอีกแล้ว บัดนี้แต่ละครั้งที่ริมฝีปากกดลงประทับรอยสีชมพูเข้มเอาไว้ มืออีกข้างก็ลูบเค้นคลึงสะโพกหนักหน่วง


            คนผู้นี้กล่าวว่าไม่จำเป็นต้องปราณีต่ออธรรม ถึงได้คิดข่มขืนเขาอย่างไม่มีความผิดงั้นหรือ บัดซบเกินไปแล้ว


มือเยว่ถิงที่ปัดป่ายวุ่นวายถูกพันธนาการรวบไว้ด้วยมือข้างเดียวเหนือศีรษะ ขาที่ยกงอขึ้นก็ไม่อาจดิ้นรน ยามยิ่งขยับยิ่งเสียดสีร่างกันน่าอดสู ใบหน้าเขาเห่อร้อนขึ้นสี กระทั่งได้ยินเสียงวัตถุหนึ่งตกจากที่ซ่อนในผ้าคาดเอว


อู่เสวี่ยจินชะงัก ก่อนปล่อยเยว่ถิงจากพันธนาการ สิ่งที่ดึงความสนใจไปนั้นคือเสี้ยวพู่หยกคู่พระจันทร์ เยว่ถิงตาเบิ่งกว้าง พยายามคว้ากลับมาแต่ถูกดึงยึดไปเสียก่อน


“นี่เจ้ากับเขา... มีสัมพันธ์กันลึกซึ้งถึงปานนี้?”


แววตาสีอำพันฉายรอยเจ็บปวดชั่วครู่ก่อนกลับมากระด้างว่างเปล่า ตาสีฟ้าฉายแสงแรงกล้าขึ้นยามสบประสาน


            “ใช่ ข้าสามารถติดต่อเขาในความฝันของคืนวันเพ็ญ เป็นสิ่งเดียวที่ข้าสามารถทำได้เมื่อถูกจับมาและบังคับให้ยั่วยวนท่าน ต้องทำเช่นไรท่านถึงจะเชื่อข้า ท่านรู้ความนัยของกลอน จึงหลีกเลี่ยงการติดตามของโจวหวู่ แสดงว่าท่านไม่ไว้ใจเขา ยิ่งเมื่อท่านเห็นว่าชิวหยางรักใคร่ข้าเพียงนี้ แต่ท่านยังคิดเชยชมอีก มิเป็นการย้อนรอยเดิมแล้วสร้างสงครามความแค้นหรือไร”


            อีกฝ่ายยังคงยกร่างค้างอยู่เหนือร่างเขา สีหน้าเคลือบแคลงใจ ค่อยๆ เอ่ยช้าๆ


            “งั้นที่เจ้าเสแสร้งมา คือเพียงเพื่อแจ้งว่าข้าถูกทรยศและต้องการให้ร่วมมือกับชิวหยาง?”


            ใจเยว่ถิงชื้นขึ้นหลายสิบส่วน แทบถอนใจออกหมดปอด


            “ในที่สุดท่านก็เข้าใจ...โอ๊ย!


            ประมุขผมเงินก้มลงกัดลำคอเยว่ถิงจนเกิดรอยฟันขึ้นประทับ ก่อนที่จะผละออกและลุกขึ้นนั่งจัดเสื้อผ้าของตน


            “หึ น่าขำ ข้ากับเขาหรือจะร่วมมือกันได้ แล้วพวกเจ้าจะมีรักมั่นคงขนาดผูกพันกันด้วยความฝันจริงๆ หรือ”


            “ไยข้าต้องโกหก?”


            อู่เสวี่ยจินยกยิ้ม “หากเขาให้สัญญาณว่ารู้ถึงรอยกัดนั้น ข้าก็คงเชื่อว่าเจ้าสามารถพบกับเขาได้จริง เพราะไม่ใช่คนทุกคู่ที่จะสามารถใช้อำนาจพิเศษของพู่หยกคู่พระจันทร์ได้ น่าสนุกดีเหมือนกันที่จะได้เห็นท่าทีแทบคลั่งของน้องชายที่รัก”


            พูดจาเยี่ยงตัวร้ายอะไรเช่นนี้ เยว่ถิงรีบจัดเสื้อผ้า ขยับหนีออกมา “แล้วท่านจะรู้ความจริง อีกเรื่องหนึ่งนั้นในอดีตชิวหยางถูกโจวหวู่ใส่ร้ายว่าขโมยคัมภีร์ คุณหนูหวังรุ่ยเซียง... พี่สาวของหวังอิงเอ๋อร์ถึงได้ปกป้องชิวหยาง พวกท่านเข้าใจผิดกันมาตลอด”


            ดวงหน้านิ่งคิดนั้นอ่านยาก พลันเยว่ถิงก็ถูกดึงให้ล้มลงนอนเคียงข้างกันอีกรอบ ครานี้ถูกตระกองกอดไว้ให้อ้อมแขนต่างหมอนข้าง อู่เสวี่ยจินที่กลายเป็นบุรุษร้ายกาจคนหนึ่งไปแล้วมีสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ก้มลงกระซิบข้างใบหูเขาจนจั๊กจี้ อดคิดไปไม่ได้ว่าความหื่นและการชอบคลอเคลียของพี่น้องคู่นี้ไม่ต่างกันเลย


            “ข้าให้เวลาเจ้าเจ็ดวัน ซึ่งนับว่ามากมายในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ หากเจ้ายืนยันว่าชิวหยางถูกใส่ร้าย ก็จงหาหลักฐานมายืนยันว่าที่เจ้าเอ่ยเป็นจริง ข้าจะสกัดมิให้คนของโจวหวู่ลอบติดตามไป เจ้าจึงสามารถไปได้ทุกที่ในพรรค ทว่าต้องอยู่ภายใต้สายตาข้า”


            “ขอบคุณท่าน” สวรรค์ ในที่สุดเขาก็มีทางออก ทว่าต้องดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นจนเกือบจะร้อนนี้ พานจะไม่สบายตัวหรือรู้สึกว่าเหมาะสมแม้แต่น้อย “แต่ช่วยพาข้ากลับห้องได้หรือไม่ หรืออย่างน้อยข้าให้ข้านอนยังที่อื่นก็ยังดี”


            ได้ยินเสียงหลุดขำออกมาคำรบหนึ่ง


            “เห็นทีจะไม่ได้ เพราะข้าเอ่ยไว้แล้วว่าจะให้เจ้าอยู่ด้วยจนรุ่งสาง ชิวหยางหนอชิวหยาง หากรู้คงกระอักเลือดตายเป็นแน่” 


            นิสัยเช่นนี้ วอนหาที่ตายเสียจริง เยว่ถิงอดคิดอย่างขบเคี้ยวเขี้ยวฟันไม่ได้ ต้องจำยอมที่จะพยายามข่มตาหลับนอนโดยดีอย่างไร้ทางเลือก


            หากชิวหยางรู้เข้า... เขาก็ได้แต่ภาวนาให้อีกฝ่ายนั้นจะไม่ฆ่าพี่ชายของตัวเองคามือเหมือนกัน จะบลัฟกันด้วยการลวนลามร่างกายเขาไปเพื่ออะไรมิทราบ เกิดเป็นเยว่ถิงนี่ลำบากจริงๆ

           

           

100%

ยาวมาก มาตอนนี้นุ้งเยว่ถึงเพิ่งตัดพ้อว่าเกิดเป็นตูนี่ลำบากจริงๆ ความอดทนสูงมากลูกแม่

ส่วนใครที่สงสารอิตาประมุขธรรมะนี่รีบเก็บความสงสารกลับไปด่วนเลย555555หรือตอนนี้จะบังเกิดเรือลำใหม่(?)ขึ้นแล้วยังไงก็ขอบคุณที่ตามอ่านนะคะ ปลื้มคนที่ถอดกลอนมากๆ เป๊ะเว่อร์ ฮา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.466K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7720 field_2212 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 12:07
    กี้ดแน้ววว

    น้องน่าเอ็นดูอะเนอะะ จินถิงเรือเขาดีไม่เบานา
    #7,720
    0
  2. #7678 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 00:34
    นี่มันวิธีไต่สวนอะไรกันคะ ฮือออ เขินง่า จะฟ้องชิวหยาง!!!
    #7,678
    0
  3. #7668 Bongnahungg (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 07:23
    อู้วววววววววว
    #7,668
    0
  4. #7663 ยามค่ำ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 05:59
    เอาจิงๆอ่านมาถึงตรงนี้นี่เรือ จินถิงมันช่างแรงซะเหลือเกิน ชิวหยางโปรดให้อภัยด้วย😂😂😂
    #7,663
    0
  5. #7576 K.white wine (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2563 / 12:31
    พี่น้องภม่ต่างกันเลย เห้ออออออ
    #7,576
    0
  6. #7527 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 20:50
    ใครๆก็เอ็นดูยัยน้องงง เป็นของกลางนี่มันลำบากจริงๆเนอะะะ
    #7,527
    0
  7. #7477 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 23:34
    อิตาคนนี้เบรกหัวทิ่มจนิงๆค่ะ มงออสการ์ลงมาก เนียน เนียนมาก เนียนเกินไปแล้ว!!!
    #7,477
    0
  8. #7433 ya.ong (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 20:09
    พี่น้องคู่นี้ฉลาดมากกก
    #7,433
    0
  9. #7402 OhChu? (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 00:01

    เขาสามคนควรอยู่ด้วยกัน😅😁

    #7,402
    0
  10. #7391 อั จ ฉ ร า (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 10:57
    เหยียบสองเรือได้หรือไม่🥺
    #7,391
    0
  11. #7371 TORIGOD (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 12:23
    ชอบกลอนมาก สื่อความหมายได้ตรงมาก
    #7,371
    0
  12. #7324 taemynnn (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 01:54
    สายเลือดอะเนาะะะะ ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของใดๆ 5555555555
    #7,324
    0
  13. #7247 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 17:58

    พี่น้องคู่นี้อันที่จริงมันร้ายทั้งคู่! 55555

    #7,247
    0
  14. #7235 MinRos (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 07:51
    ว้ายกรี๊ด แซ่บมากค่ะ ผู้ชายร้ายๆทำใจเต้น
    #7,235
    0
  15. #7151 gamsama (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 21:38
    คุณแม่คะ พี่เขยชั่งร้ายนักกกก
    #7,151
    0
  16. #7118 Fueled me (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 17:10
    ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งถูกลวนลาม โอ๊ย55555555555
    #7,118
    0
  17. #7085 Mindmint082 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 10:30
    สามพีไปเล้ยยยอรั้ยคนพี่ก็ดีคนน้องก็ดีโว้ยยยย
    #7,085
    0
  18. #7061 lilying_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 23:35

    สมกับเป็นพี่น้องกันจริงๆค่ะ 5555555555 แต่อย่ามาแตะน้องนะ น้องเป็นของชิวหยาง!!! เชอะ

    #7,061
    0
  19. #6985 noona a (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 08:44
    ท่านพี่ร้ายจริงๆค่ะหัวหน้า. เราจะทำยังไงกันดีคะ 😂😂😂
    #6,985
    0
  20. #6870 Jupitersadd (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 16:11
    ร้ายมันทั้งพี่ทั้งน้อง55555
    #6,870
    0
  21. #6754 chalillxx_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 16:15

    น้องงงงงงง อุแงงง้ เกือบแล้ว

    #6,754
    0
  22. #6712 pcy921 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 15:25
    จิงๆท่านอยากทำตามใจตัวเองเจ้าค่ะรู้ดูออก
    #6,712
    0
  23. #6644 kanyaon2 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 00:50
    ตอนนี้ลูกคือสวยมาก โอ๊ยย ภูมิใจในความสวยของลูกเยว่ 555
    #6,644
    0
  24. #6561 Ppttyc_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 18:17
    โอ้ยหน่อยบทจะอ่อนโยนก็อ่อนโยนจะเจ้าเลห์เพทุบายก็เอาซะตั้งรับไม่ทันแต่ชอบนะคะที่เกรี้ยวกราด5555 แต่ระวังอาชิวหยางจะฟิวขาด5555555
    #6,561
    0
  25. #6529 Shin Night (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 15:59
    เหงามากก็ไปหาเมียจ้าาาาเอาพ่อจิ้งจอกข่าวเป็นเมียก็ได้อย่าหาเรื่องตายแบบนี้😂😂😂
    #6,529
    0