หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 27 : 25 - สายโลหิต re24/10/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,451 ครั้ง
    24 ต.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

25 – สายโลหิต

 

            ประกายวามวับสะท้อนจากผิวลื่นของหยกครึ่งเสี้ยวที่มีหยดน้ำเกาะเบื้องหน้าเลือนรางวูบไหว


            อยู่ใกล้เพียงนิด แต่ไหนเลยมือที่เต็มไปด้วยหโลหิตหลั่งชโลมนี้จะไขว่คว้าไว้ได้


            แว่วเสียงหวังอิงเอ๋อร์ดังอยู่ใกล้ๆ รับรู้ว่านางกำลังเขย่าตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง แต่บัดนี้ทั่วทั้งตัวของเขาหนักอึ้งเหลือเกิน เปลือกตาหลุบหล่นปิดเหลือเพียงความมืดมิด เยว่ถิงอ้าปากหายใจ สัมผัสได้ว่าไอเย็นเยือกหลั่งไหลออกจากริมฝีปากและปลายจมูก หนาวเหน็บเกินทานทน


            “ท่านจะฆ่าเขาไม่ได้!


            อดีตเทพธิดาพยากรณ์กรีดร้อง ฝ่ามือปัดป่ายอยู่ตามแก้มของเยว่ถิง พยายามให้เขารู้ตัวขึ้น เยว่ถิงนึกขอโทษนางที่ตอนนี้เขาไม่มีเรี่ยวแรงอันใดหลงเหลืออยู่แล้ว


            “ไม่ต้องกังวล วันนี้ยังมิใช่วันสิ้นชีพของเขา ท่านก็เช่นกัน คุณหนูหวัง”


            แม้ว่าไม่เห็นสีหน้าผู้พูด กลับถูกรังสีชวนขนพองสยองเกล้าชนิดหนึ่งแทรกซึมเข้ามา โจวหวู่ผู้นี้เหตุใดมีทั้งความลุ่มหลงและชิงชังบ้าคลั่งต่อเขามากมายถึงเพียงทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน แค่รับรู้กระแสอารมณ์มากมายเหล่านั้นอย่างไม่ชัดเจนก็พาให้ท้องไส้เยว่ถิงปั่นป่วนอย่างมิอาจห้าม


            “อย่าหลับ! แข็งใจไว้” ร่างเยว่ถิงถูกผู้ใดบางคนยกลอยขึ้น เสียงสตรีดังเตือนสติอยู่ข้างหู


            ยามนี้ แขนขาของเขาถูกทิ้งอยู่ข้างลำตัวไม่อาจยกขึ้น ลำคอก็ไม่อาจตั้งตรงผงกขึ้นได้ มีเข็มสองสามเข็มปักลงมาบนผิวยังจุดอันตรายบนร่าง ทว่าแม่นยำไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใด กลับยังฉุดดึงสติเยว่ถิงที่ใกล้หลุดลอยให้เคลิ้มสะลึมสะลือดั่งเสพยาสร้างความมึนงงเพ้อฝันเข้าไป


            เยว่ถิงถูกนำพาขึ้นอาชาแล้วสะบัดห้อควบตะบึงไป เป็นอีกครั้งที่ตกอยู่ในความฝันที่หวานละมุนแต่แฝงด้วยความขมขื่น


            สองปีมาแล้ว... เยว่ถิงยังคงจำทุกการเคลื่อนไหวบนอาชาพ่วงพีนามเฟิงยี่ที่ชิวหยางควบพาเขาออกจากพรรคสะบั้นสวรรค์ไปตามทะเลสาบและวัดอันสงบร่มเย็น ยังคงจำไออุ่นที่แนบเอนพิง ยังคงจำกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ล่อลวงผู้คนได้ ยังคงจำอาหารร่วมกันมื้อสุดท้ายที่เป็นของโปรดของเขาได้มิมีสิ่งใดลืมเลือน


            “ชิว... หยาง”


            ยังคงละเมอแผ่วเบาออกจากริมฝีปาก แม้ว่าเจ้าของนามจะไม่ได้อยู่เคียงข้างก็ตาม


            ‘ยามข้าไปรับ เจ้าต้องกลับมา


            ‘ยามข้าไปรอ ท่านต้องมารับ


            สองปีมาแล้ว... ท่านยังจำคำสัญญาได้หรือไม่?

 



            เยว่ถิงเกลียดการสลบหมดสติ เพราะการสลบไปแล้วตื่นขึ้นมาแต่ละครั้งในสถิติของเขา ล้วนไม่ค่อยจะมีเรื่องดีสักเท่าไหร่


            คาดว่า... ครั้งนี้ก็เช่นกัน


            ความคิดนั้นส่งผลให้เขาหัวเราะแผ่วออกมา อย่างน้อยบุคลิกสุขุมสงบที่พอฝึกฝนในสองปีก็ช่วยให้เขายังไม่ได้เป็นบ้าเสียสติไปหลังจากผ่านเหตุการณ์รุนแรงเกินคาดคิดในป่ามา


            เยว่ถิงตื่นขึ้นมาให้ห้องหับที่วิจิตรที่สุดที่เขาจะจินตนาการคิดถึง ความสวยงามของไม้สลักบนเตียงสี่เสามากพอที่จะทำให้ต้องหลับตาแล้วลืมขึ้นใหม่ ม่านระย้าบังตารอบเตียงทำจากผ้าโปร่งสีม่วงอมชมพูดั่งน้ำตก ให้ความรู้สึกของสตรีเพศอย่างมาก


            ชายหนุ่มยังคงนอนนิ่งๆ อยู่ พบว่าตัวนั้นค่อนข้างเบา กลิ่นสมุนไพรชั้นดีราคาแพงอบอวลอยู่ในห้องผสมผสานกับกลิ่นไม้หอมชวนผ่อนคลายเกินพรรณนา อาภรณ์ของเขาเปลี่ยนจากชุดสีเทาขมุกขมัวเป็นชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์เนื้อเรียบลื่นปักลายกระเรียน กระทั่งอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่าอาภรณ์ในเรือนเร้นจันทร์ที่ชิวหยางจัดหาให้นับว่าประณีตงดงามแล้ว อาภรณ์ที่ห่อหุ้มตัวตอนนี้กลับยิ่งเลอค่ากว่า


            หัวใจใต้แผ่นอกปวดหนึบอีกครั้งที่นึกไปถึงบุรุษที่คะนึงหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ครั้งล่าสุดก็ได้ฟังเพียงน้ำเสียงเท่านั้น ยามนี้ก็ไม่รู้อยู่แห่งหนใด


            ปล่อยให้ความคิดวิ่งพล่านวุ่นวายในศีรษะที่คลายความปวดลงมากแล้วอยู่สักพัก แพทย์หนุ่มแห่งหลวนซานก็ยังคงไม่ขยับตัว เพราะเกรงว่าส่วนใดสักส่วนอาจจะหลุดออกจากร่าง จนเมื่อทำใจได้ ก็ลองกลั้นใจขยับมือขวาเล็กน้อย หัวใจที่บีบรัดพลันค่อยคลายลงเมื่อยังหลงเหลือความรู้สึกอยู่


            เยว่ถิงยกฝ่ามือที่ถูกแทงทะลุและดึงเล็บออกไปทั้งหมดขึ้นมองช้าๆ นิ้วเรียวยาวในผ้าพันแผลสีขาวยังคงสั่นระริก ประดุจต้องการบอกเจ้าของว่ายังไม่หายตระหนกจากความหวาดกลัว


            ทว่า... การทำแผลเยียวยากลับดูอ่อนโยนเรียบร้อยจนน่าขนลุก เมื่อเทียบกับการทึ้งดึงเล็บเขาออกอย่างไม่ปราณีก่อนหน้า เยว่ถิงเคยดูแต่เพียงในหนังโรคจิต มิคาดวันหนึ่งตัวเองจะพบพานกับผู้มีจิตวิปลาสเช่นนี้


            คิดได้ก็นึกขึ้นได้อีกว่าเส้นผมเขาก็ถูกตัดไปด้วย พอนำมือลองสางก็พบว่าเป็นทรงสะอาดดีพร้อมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ นี่ก็มิใช่ว่าถูกตัดแต่งจนเรียบร้อยอย่างดีแล้วหรือ... คราวนี้คงนับว่าหล่อเหลาเอาการแล้วกระมัง?


เยว่ถิงปลงตกกับตนเองที่ยังมีอารมณ์มาคิดถึงหน้าตาภายนอกได้ แต่เอาเถอะ ขอเพียงแทนที่ความกลัวเขย่าขวัญที่เป็นตะกอนในใจไปได้ จะคิดเพ้อเจ้อบ้าบออะไรล้วนดีทั้งนั้น


            เพราะเขา... ยังต้องมีชีวิตอยู่ จะเจอเรื่องราวหนักหนาสาหัสแค่ไหน หากยังไม่ตาย ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป


            ลมหายใจเข้าออกกระตุ้นเตือนให้ยังรู้สึกเช่นนั้น


            เยว่ถิงหลับตาลงอีกครั้ง สวดภาวนาให้วิญญาณของซวี่ไห่และหยี่ซาน รวมถึงทหารผ่านศึกทั้งหมดไปสู่สุขคติ


            “ตื่นแล้วหรือ?”


            ดวงตาสีฟ้ากระจ่างลืมขึ้นฉับพลัน เยว่ถิงตัวแข็งตั้งแต่ศีรษะจนปลายเท้า


            “หึ”


            บุรุษที่เข้ามาอย่างไร้เสียงมีดวงหน้าคล้ายหน้ากากขี้ผึ้ง แต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหราสีเขียวเข้มปักดิ้นสีทองและสีขาว มีรอยยิ้มบนริมฝีปากบาง ดวงตากลิ้งกลอกดั่งจิ้งจอกชี้ขึ้นราวกับมีแผนการในหัวตลอดเวลา ในมือมีพัดหางนกยูงสะบัดอยู่ เส้นผมสีดำเกล้าไว้อย่างดีและครอบไว้ด้วยที่ครอบมวยผมเสียบปิ่นทองคำคล้ายเข็ม


            แม้จะไม่เห็นกับตาว่าใช้วิชาเข็มกับซวี่ไห่หรือหยี่ซวน แต่กระแสปราณและอารมณ์ที่เสียดแทงของคนผู้นี้ยามอยู่ในป่าล้วนตอบคำถามทุกอย่างโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา


            เยว่ถิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นและถดร่างถอยเข้าชิดกำแพงทันที บุรุษผู้นั้นเมื่อเห็นยิ่งหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างรื่นรม ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง เอื้อมมือมาแตะผิวแก้มเยว่ถิงแผ่วเบา คล้ายกลัวผิวของเขาบุบสลาย


            “งามนัก” ดวงตานั้นมีอารมณ์หลายอย่างแฝงอยู่ด้วย มากมายปั่นป่วนเกินกว่าจะจำแนกหมด


เยว่ถิงตัวแข็งทื่อ จ้องอีกฝ่ายเขม็ง กลั้นหายใจไว้แน่น นิ้วนั้นแตะไล่ยังปลายคางก่อนค่อยละไปคล้ายจะเสียดาย พึมพำแผ่วเบาราวกับเอ่ยกับตน “งามเหมือนมารดาเจ้ามิผิด...”


            !!


            คำเอ่ยนั้นทำให้เยว่ถิงหลุดลมหายใจออกมา ชายจิตวิปลาสเช่นนี้รู้จักมารดาของเขาอย่างนั้นหรือ!?


“...กระทั่งยอมเป็นโสเภณีขายสวาทให้แก่ผู้มั่งมีพอที่จะปรนเปรอได้ เรื่องนี้ก็ยังเหมือนกันมิผิด”


ได้ยินแล้ว เยว่ถิงก็ไม่สามารถหุบปากเงียบได้อีกต่อไป


“ท่านเป็นใคร ที่นี่คือที่ไหน” ตาลอบเหลือบมองที่ข้างเอว บัดนี้กลับไม่พบพู่หยกอีกครึ่งเสี้ยวเสียแล้ว ให้ใจหายว่าเขาตาฝาดไปหรือไม่


“โจวหวู่ รองประมุขพรรคสุริยันพันแสง” ชายตาจิ้งจอกยิ้มกว้างขึ้น ไม่ได้ขยับเข้าใกล้หรือมีท่าทีว่าจะทำอันตรายใดๆ ทว่านั่นยิ่งสร้างความกดดันแก่เยว่ถิงมากกว่าเดิม


“ท่านมีความแค้นอะไรต่อข้า หรือแม้กระทั่งกับหยี่ซวนหรือซวี่ไห่ เหตุใดต้องทำสิ่งโหดร้ายเช่นนั้นด้วย!?”


“คนฉลาดเช่นเจ้า บางเรื่องกลับโง่งมจนน่าตกใจ”


โจวหวู่ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ แต่ก้องสะท้อนดั่งมารร้ายเสีย เยว่ถิงหรี่ตาลง สมองประมวลผลอย่างหนัก


“หรือว่า... มารดาข้าทำเรื่องเลวร้ายอันใดไว้แก่ท่านในอดีต”


“ในที่สุดเจ้าก็แสดงว่ายังพอมีความเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง”


“ข้ามิรู้ด้วยซ้ำว่ามารดาตนเป็นใครหรือมีหน้าตาอย่างไร! นางเสียชีวิตเนื่องจากคลอดข้าเพราะว่าพิษ...”


คำกล่าวสะดุด ดวงตาเยว่ถิงยิ่งเบิกกว้าง มือซ้ายกำผ้าปู กลืนน้ำลายยากเย็นขณะจ้องมองใบหน้าโจวหวู่อย่างประหวั่นพรั่นพรึง กระซิบเสียงเบา


“หรือท่าน...”


            “ฮ่าๆๆๆๆๆ!” เสียงหัวเราะดังกระหึ่มก้อง บันดาลให้ผู้ใดก็ตามที่ได้ฟังต้องตัวสั่นเทา แม้จะมีจิตแข็งเพียงใดก็ตาม เยว่ถิงมองคนผู้บ้าคลั่งฉีกยิ้มกว้างแล้วยกมือขึ้นปิดใบหน้าที่คล้ายขี้ผึ้งหลอมของตนด้านหนึ่ง เค้นเสียงสูงออกจากลำคอ


            “สตรีงดงามแต่เพียงภายนอก! ทว่าภายในกลับเน่าเหม็นนัก หรือทั้งต้นตระกูลบรรพชนบัดซบของเจ้า สายโลหิตโสมมเหล่านั้นสมควรตายตกตามกันไปให้หมด!


            เยว่ถิงรู้สึกสะเทือนขวัญนัก จิตใจที่ยังไม่แข็งแรงอยู่กับร่องกับรอยดียิ่งสั่นไร้ที่พึ่งพักพิง บัดนี้เขายังต้องรับรู้สิ่งใดอีก “ท่านต้องการพูดอะไร”


            เขาเคยคิดจะตามหาตัวตนของตนเอง ทว่าแม้ศพผู้เป็นแม่ก็ไม่เคยได้เห็น เหล่าสตรีที่ดูแลเขาต่างพูดอย่างเฉยชาว่าเด็กกำพร้าในแคว้นอ้ายที่เป็นสนามยุทธภพนั้นมีมากมายเกินกว่าจะนับไหว การตามหาบิดามารดาโดยมิมีสิ่งใดติดตัวเป็นสัญลักษณ์เท่ากับงมเข็มในมหาสมุทร มิคาด... ไยคนผู้นี้ถึงรู้ได้ว่าเขาคือใคร


            “คงเป็นความบังเอิญที่ใบหน้าข้าไปคล้ายกับผู้มีความแค้นต่อท่านก็เท่านั้น ก่อนหน้าข้าเป็นเพียงขอทานร่อนเร่...”


            “ข้าโจวหวู่ผู้นี้มิเคยเบาปัญญาปานนั้น ในเมื่อข้าเป็นผู้สังหารมารดาเจ้าและฝากพิษตามืดบอดไว้ตั้งแต่เจ้าเป็นทารก ไยจะไม่รู้ว่าเจ้าคือใคร! น่าเสียใจที่กระทั่งหมอเทวดาก็ยังไม่อาจนำพิษออกไปได้ทั้งหมด”


คำพูดของซีหลงดังกลับเข้ามาในศีรษะ ที่ว่ามารดาเขาเป็นผู้มีวิทยายุทธ์จึงสามารถผนึกพิษไว้แก่ตนเองเพียงผู้เดียว เขาถึงยังไม่ตายทว่าตาบอดแก่กำเนิดแทนที่ ไม่นึกว่าเพิ่งพบเรื่องเลวร้ายมาไม่ทันต้องได้ยินสิ่งที่ทำร้ายจิตใจอันไม่สามารถตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จ


            “ใช่ เป็นข้าที่สังหารมารดาเจ้าและทำให้เจ้าพิการ” โจวหวู่ยิ่งเอ่ยย้ำ เยว่ถิงยิ่งเห็นความบ้าคลั่งสะใจ


            มิทราบเหตุใด... คนอำมหิตที่ถอดเล็บเขาอย่างไร้ความลังเลใจผู้นี้กลับมีน้ำตาไหลออกมาด้วย


            “เยว่ถิงคนงาม” โจวหวู่ค่อยๆ ผ่อนเสียงหัวเราะลง ดวงตาเย้ยหยันเขาราวกับมองดูตัวโง่งมชนิดหนึ่งอยู่ “เจ้าคิดว่าหวงไท่จื่อทรงช่วยเจ้าเพราะแค่อยากช่วยหรือเพราะต้องการควบคุมจอมอสูรงั้นหรือ?”


            “หวงไท่จื่อ...?”


            เพียงคำพูดมิอาจมีน้ำหนัก ทว่าสมองตอนนี้ถูกกระหน่ำซัดครั้งแล้วครั้งเล่า จนการตริตรองใดๆ ลดลงจนสิ้น ทั้งโจวหวู่ยิ่งแสดงท่าทีวิปริตผิดมนุษย์จนเยว่ถิงนึกไปถึงสาเหตุของจิตใจที่บิดเบี้ยวนี้


            บางที นี่อาจเป็นความจริง


            “ไม่ว่าใครก็ตามหาตัวเจ้า ช่างเก่งกาจนักที่หลบซ่อนอยู่ในคราบขอทานสกปรกมาได้หลายปี ทว่าสวรรค์ช่างเป็นใจ กระทั่งหวงไท่จื่อเองก็ยังทรงหาร่องรอยใดมายืนยันตัวตนของเจ้ามิได้ แต่เจ้านั้นไม่อาจหลีกหนีข้าพ้น”


            เรื่องราวใหญ่โตลุกลาม เยว่ถิงเลยสำนึกได้ว่าตลอดชีวิตสิบแปดฤดูหนาวที่ผ่านมา เขาไม่ได้รู้จักตนเองที่แท้จริงเลยแม้แต่นิดเดียว


ทว่าหากเขาไม่รู้ เขาก็ไม่ต้องการรู้


            “เรื่องราวในอดีต ความคับแค้นใจของท่านกับมารดาหรือตระกูลข้า ตัวข้านั้นหาได้รับรู้ไม่ อีกทั้งท่านลักพาข้ามาอย่างนี้ ไม่กลัวพระอาญาของหวงไท่จื่อหรือไร!


            ฉับพลัน ปลายคางก็ถูกจับรั้งดึงขึ้นอย่างแรง เงาดำทะมึนวูบเข้ามาคุกคามร่าง เส้นผมโจวหวู่ส่วนหนึ่งตกลงยังใบหน้าเยว่ถิง กลางเงามืดนั้นปรากฏแสงสีแดงจากม่านตาเบิ่งกว้าง


            “ข้ามิมีสิ่งใดต้องกลัว... ข้าจะบอกให้เอาบุญ มารดาเจ้าคือบุตรีแห่งผู้นำตระกูลหวัง เสนาบดีขวาแห่งแคว้นอ้าย ส่วนบิดาของเจ้าคือพระปิตุลาแท้ๆ ของหวงไท่จื่อ!


            คำกล่าวนั้นดั่งสายฟ้าฟาดที่ไม่มีคำเตือนล่วงหน้า ซัดเข้าทำให้หูดับ แต่มิต้องถามซ้ำก็แน่ใจว่าตนเองได้ยินชัดเจน ดวงตาสีฟ้าสั่นยามจ้องเงามืดของรองประมุขแห่งสุริยันพันแสง


            “...”


            ไร้คำพูดใดหลุดรอดจากริมฝีปากเยว่ถิง คนผู้นี้ไม่ต่างจากหมาบ้าที่คลุ้มคลั่ง โจวหวู่ยิ่งกระหน่ำหัวเราะใส่หน้าเขา


            “นี่คงเป็นเรื่องที่เจ้าไม่คาดคิดมาก่อนในชีวิต! สวรรค์ เหตุใดทำหน้าหวาดกลัวเช่นนั้นเล่า มิดีหรือที่เจ้ามีสายเลือดแห่งเชื้อพระวงศ์แห่งชางเหอ...!


            แพทย์แห่งหลวนซานในอาภรณ์ลายกระเรียนปักสวยงามหลับตาแล้วหายใจเข้าออกลึกๆ แม้จะสติหลุดเจียนคลั่งปานใด แต่เยว่ถิงก็มิอาจปล่อยให้ชายสะอิดสะเอียนเบื้องหน้าเยาะเย้ยเหยียดหยามหรือได้ใจที่เห็นเขาตัวสั่นเทาเป็นลูกนกตกจากรังไปมากกว่านี้


            เขา... ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังได้ ตาบอดแล้วมองเห็นก็ยังได้ ยังมีเรื่องอะไรให้ตกใจอีก! บัดซบ!


            เยว่ถิงสบถหยาบคายยืดยาวอยู่ในใจอย่างผิดวิสัย ดวงตาสีฟ้าที่จู่ๆ ก็แข็งกร้าวขึ้นลบเลือนเสียงสรวลเสียดโสตเบื้องหน้า


            “ข้ามีชาติกำเนิดเช่นนั้นแล้วอย่างไร สำคัญกับท่านด้วยหรือ ในเมื่อสิบแปดที่ผ่านมา แม้ไม่มีข้าทุกสิ่งก็สามารถดำเนินไป ผิดแต่ท่านที่จมปักอยู่กับอดีตจนแทบไร้สภาพของมนุษย์ หากคิดต้องการล้างแค้น จะฆ่าหรือทรมานข้าก็ไม่ช่วยให้เรื่องในอดีตลบเลือนไป หยุดพร่ำพรรณนาแล้วตอบข้า มารดาข้าไปทำสิ่งใดไว้แก่ท่าน!


            โจวหวู่มีสีหน้าคาดไม่ถึง ก่อนเปลี่ยนเป็นยินดีอีกครา น่ารำคาญใจแก่เยว่ถิงยิ่งนัก


            “สมกับเป็นบุตรของนาง! หากเจ้าเอาแต่หวาดกลัวข้าคงเบื่อหน่ายโดยง่ายนัก ก็ได้ ข้าจะตอบเจ้า” โจวหวู่ยกมือทั้งสองผายขึ้นโดยรอบ “ที่นี่... คือเรือนหอที่ข้าสร้างขึ้นเพื่อนาง เพื่อมารดาเจ้า ข้าตกหลุมคำสัญญารักแสนหวานของนาง  แต่สิ่งที่นางตอบแทนข้าช่างน่าละอายนัก”


            ฝ่ามือยกขึ้นกระชากใบหน้าที่เหมือนขี้ผึ้งนั้น เผยให้เห็นใบหน้าอัปลักษณ์เกินทานทนที่เต็มไปด้วยแผลไฟไหม้ฉกรรจ์


            “นางส่งจดหมายล่อลวงข้าให้ไปที่หนึ่ง แล้วบรรดาคนตระกูลหวังบัดซบนั่นก็รวมหัวกันเผาข้าทั้งเป็น ก่อนนางจะยินดีขึ้นเกี้ยวไปยังแคว้นชาง เพียงเพราะพระปิตุลาผู้นั้นที่พบเจอกันได้เพียงสามวันในแคว้นอ้าย ดูเอาเถิด ว่านางร่านรักถึงเพียงใด!


            ไฟความแค้นเผาผลาญทั้งดวงตาและใบหน้า ดั่งร่างนั้นตกอยู่ในกองเพลิงอีกครา


            “ทว่าสวรรค์เข้าข้างข้า นางแพศยาคนนั้นยึดธรรมเนียมกลับมาคลอดยังบ้านเกิด จากนั้น... ข้าให้เจ้าเดาเอาเอง”


            เยว่ถิงไม่ยอมผงะถอยหรือแสดงท่าทีจิตอ่อนอีก เขาพินิจบาดแผลเหล่านั้นด้วยอารมณ์ที่ปรับให้เป็นแพทย์มองผู้ป่วยสาหัสคนหนึ่ง สีหน้าและน้ำเสียงจึงอ่อนลง “ตระกูลหวังที่ท่านว่า มิทราบเป็นตระกูลหวังของเทพธิดาพยากรณ์ใช่หรือไม่”


            โจวหวู่แค่นหัวเราะ ใบหน้ายิ่งบิดเบี้ยว ราวกับเนื้อเละเหล่านั้นจะหลุดออกมา


“ถูกแล้ว และก็เป็นตระกูลของอดีตคนรักของจอมอสูรพันศพ อา เรื่องราวช่างซับซ้อนนัก ข้าคิดว่าวันนี้เจ้าควรพักผ่อนก่อนที่จะเจ็บป่วยทางจิตใจไปด้วย”


            เอ่ยจบ พัดหางยูงก็โบกไปในอากาศ ก่อนที่โจวหวู่จะหันตัวสาวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยเยว่ถิงไว้เพียงลำพัง เขาจะถามถึงเสี้ยวพู่หยกคู่หรือเส้นผมและเล็บของเขาก็ยังมิได้เอ่ยสิ่งใด ชายหนุ่มกัดฟันก่อนจะขยี้ศีรษะระบายความสับสนวุ่นวายในใจ


            โจวหวู่ผู้นี้แม้จิตใจบิดเบี้ยว แต่ไม่นับว่าโง่เขลาดัง มิยอมพล่ามพรรณนาสิ่งที่เขาจำเป็นต้องรู้ออกมา ให้เยว่ถิงต้องเค้นสมองหาเสี้ยวความจำมาประติดประต่อเอาเอง


            แคว้นอ้ายนอกจากเป็นสนามยุทธภพ ยังมีขั้วอำนาจอยู่สี่ฝ่ายที่ไม่ขึ้นกับพรรคสำนักใด หนึ่งคือตระกูลหวังแห่งเสนาบดีฝ่ายขวา สองคือตระกูลอู่แห่งเสนาบดีฝ่ายซ้าย สามคือชนเผ่าซ่งหู่ สี่คือชนเผ่าฟูซี สองชนเผ่าหลังอยู่ยังลุ่มแม่น้ำวูซาที่หวงไท่จื่อมาเพิ่งปรามระงับสงครามที่กำลังมาคุ


            เช่นนั้น หากตระกูลหวังส่งธิดาไปแต่งงานกับพระปิตุลา คงยกระดับอำนาจขึ้นได้มาก ทว่าการที่นางกลับสิ้นใจและบุตรชายที่เชื่อมสัมพันธ์ไม่รู้เป็นหรือตายเช่นนี้ ย่อมสร้างความเสียหายอย่างมิอาจประเมินได้


            ขณะเยว่ถิงคิดเรื่อยเปื่อย ดวงตาพลันไปปะทะกับธงประดับในห้อง เป็นรูปดวงอาทิตย์กลางเมฆา มีตัวอักษรเบื้องล่างประกาศว่าเป็นธงของพรรคสุริยันพันแสง


            พลันเยว่ถิงนึกถึงสิ่งหนึ่งแทรกขึ้นมาได้


            ยามอยู่ในพรรคสะบั้นสวรรค์ เขาพบป้ายหยกชิ้นหนึ่งในเรือนเก็บของตอนแอบนัดแนะกับซีหลง...


เป็นป้ายหยกสีงาช้างค่อนข้างเลือนชิ้นหนึ่ง แกะสลักเป็นรูปดวงอาทิตย์กลางเมฆา ห้อยพู่สีแดงสดดูสูงค่ามีราคา มีอักษรสลักเป็นคำจารึกในเนื้อหยกด้านล่าง


ถ้อยคำนั้นสลักว่า อู่ชิวหยาง


            เจิ้งซื่อเรียกผู้นำพรรคสุริยันพันแสงว่า นายท่านอู่


            ชิวหยางเคยเล่าว่า ตนเองถูกใส่ร้ายและต้องออกจากพรรคฝ่ายธรรมะในอดีต สตรีที่รักปกป้องเขาไว้จนต้องตายแทน


            ชิวหยางได้กล่าวว่า หรือข้าผิดที่รักนาง


            แม่นางผู้นั้นคือหวังรุ่ยเซียง  พี่สาวของหวังอิงเอ๋อร์ ซึ่งเทพธิดาพยากรณ์ได้ศาสตร์รู้ฟ้าหยั่งชะตาดินมาจากพี่สาว ทั้งนางยังเคยคร่ำครวญกับเจิ้งซื่อว่านายท่านอู่หรือประมุขพรรคสุริยันพันแสงหลงรักแต่เพียง พี่เซียงคนเดียว


            หากอดีตคนรักของจอมอสูรรู้ศาสตร์รู้ฟ้าหยั่งชะตาดินจนถ่ายทอดให้น้องสาวได้ มิใช่ว่าจะได้รั้งตำแหน่งอดีตเทพธิดาพยากรณ์ของพรรคสุริยันพันแสงหรือ


            เจิ้งซื่อยังเอ่ยว่านายท่านอู่ถูกโจวหวู่ผู้นี้ทรยศ มิทราบว่าเกี่ยวกับเรื่องที่ชิวหยางถูกใส่ร้ายจนต้องออกจากพรรคแล้วทำให้หวังรุ่ยเซียงต้องตายเพื่อปกป้องเขาหรือไม่ ในเมื่อชายวิปลาสผู้นี้เอ่ยเองว่าต้องการจะล้างตระกูลหวังให้หมดไป


            เมื่อลำดับเรื่องราวได้ เยว่ถิงถึงกับต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะ ดวงตาเบิกกว้าง


            เขาต้องคุยกับเทพธิดาพยากรณ์เดี๋ยวนี้!


            เบื้องนอกมีเวรยามเฝ้าแน่นหนา เยว่ถิงมิอาจลอบออกไปได้ เห็นเพียงตำหนักนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวในป่าเขาที่มีธรรมชาติสวยงามสมกับเรือนหอ ให้เยว่ถิงทำได้เพียงรอเวลาด้วยความกระวนกระวายใจ



 

            ยามโจวหวู่กลับเข้ามาอีกครั้งในยามอาทิตย์ตกดิน เยว่ถิงที่กระสับกระส่ายก็พยายามซ่อนสีหน้าของตน เอ่ยกับด้วยเสียงสุขุมที่สุด


            “สีหน้าท่านไม่ดีเท่าไหร่ ในป่านั้น ท่านบอกว่ายังมิใช่วันตายของเทพธิดาพยากรณ์ ทว่าบาดแผลกับอาการของนางคงไม่ดีเท่าไหร่กระมัง?”


            เท่าที่เยว่ถิงคาดคิด หากโจวหวู่จะล้างบางตระกูลหวัง หวังอิงเอ๋อร์คงเป็นคนท้ายๆ เพราะน่าจะมีผลประโยชน์ใดๆ ต่อกันมาก่อน และเป็นจริงดังคาด เมื่อคิ้วเรียวเฉียบนั้นเลิกขึ้น


            “เจ้ารู้?”


            “ข้าเป็นผู้เย็บแขนกลับคืนให้แก่นาง หมอทั่วไปย่อมไม่ดูแลแผลนั้นได้ดีเท่าข้า”


            “...เจ้าคิดว่ากำลังต่อรองกับใคร” โจวหวู่จำต้องมีอำนาจมากพอถึงจะทำการล้างแค้นได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ต้องการยึดพรรคสุริยันพันแสง โดยร่วมมือกับหูเป่ยซงจ้าวตำหนักสามของสะบั้นสวรรค์โค่นล้มประมุขของตนเอง เมื่อเรียบเรียงได้แล้วก็เป็นเหตุเป็นผล ตัวเยว่ถิงเองก็คงยังไม่ตายในเร็ววัน


            “ในสถานการณ์ซับซ้อนเช่นนี้ ข้าคิดว่าท่านยังต้องการให้นางมีชีวิตอยู่”


            โจวหวู่มองมือเยว่ถิงก่อนจะคลี่ยิ้ม เอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนจนเยว่ถิงขนคอตั้งชัน มิวายยังเดินมาดึงร่างเขาเข้าใกล้ กระซิบริมหูอย่างเชื้อเชิญ


            “เอาสิ ในเมื่อเจ้าเอ่ยเช่นนั้น ก็รบกวนหมอมือหนึ่งแห่งหลวนซานแล้ว”


            เยว่ถิงรู้สึกมีบางอย่างตีขึ้นในลำคอ ทว่าก็พยายามเมินเฉยต่อท่าทีนั้น โจวหวู่ใช้วิธีปิดตาแล้วนำพาขึ้นอาชา จนเมื่อถึงที่พำนักของเทพธิดาพยากรณ์ หลังจากโจวหวู่ออกไปทำธุระ เขาก็ได้รับอนุญาตให้มองเห็นในที่สุด


            ยามเปิดตาออก เขามองเห็นสตรีชราวัยประมาณแปดสิบนอนหายใจระรินอยู่บนเตียง เส้นผมกลายเป็นสีขาวเจือด้วยเทาทั้งศีรษะ ผิวหนังยืดเหี่ยวย่นและมีกระฝ้า ดวงตาเปิดขึ้นยังคงมีแววคุ้นเคย “จะ เจ้า...?”


            “คุณหนูหวัง!” เยว่ถิงรีบตรงเข้าไปหานาง จับแมะชีพจรด้วยความเคร่งเครียด รวมถึงตรวจสอบสภาพลิ้น “ท่าน... นี่คือผลพลังธรรมชาติไหลเวียนกลับใช่หรือไม่”


            “เจ้าเป็นแพทย์ยังต้องถามอีกหรือ” นางแค่นหัวเราะในลำคอ หญิงชราเลิกแขนเสื้อให้เห็นบาดแผลรอยต่อแขนที่เริ่มไม่ดี เยว่ถิงยิ่งเบิกตากว้าง ร้องสั่งให้บ่าวไพร่ภายนอกนำเครื่องมือรักษาเข้ามา


            “มือเจ้า... เป็นอย่างไรบ้าง”


            “นิ้วทุกนิ้วสามารถขยับได้ ท่านไม่ต้องกังวล เหตุใดปล่อยแผลเช่นนี้ไม่ดูแล!


            เยว่ถิงได้แต่ขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน แผลจากฝีเย็บถูกดูแลอย่างส่งๆ ไม่ใส่ใจ ยิ่งด้วยสภาพร่างกายของหวังอิงเอ๋อร์ ชายหนุ่มแทบพยากรณ์ได้ว่านางอยู่ได้ไม่เกินเจ็ดวัน ขณะตระเตรียมการรักษา นางก็เอื้อนเอ่ยวาจา


            “นี่คือพรรคสุริยันพันแสง เราอยู่ในส่วนหนึ่งของตำหนักรองประมุขโจว”


            “!


            อิงเอ๋อร์เหยียดยิ้ม กระซิบแผ่วเบา “จำได้หรือไม่ ภาพที่ข้าเห็นเมื่อสองปีก่อนในวันพิธีตีตราของเจ้า... คือภาพประมุขพรรคสุริยันพันแสงห้ำหั่นกับจอมอสูรพันศพ โดยมีเจ้าอยู่ตรงกลางในนิมิต มิคาดว่าจะเป็นแผนการของโจวหวู่ เขาคิดใช้เจ้าเป็นเครื่องมือก่อสงคราม”


            “อย่างไร!?”


            นางไอแห้งๆ ออกมา เยว่ถิงจำต้องแทบแนบชิดหูกับริมฝีปากนาง


“เส้นผมและเล็บนั้น เขาตั้งใจจะส่งไปพรรคสะบั้นสวรรค์เพื่ออ้างว่าท่านประมุขทรมานเจ้า ยั่วยุจอมอสูรให้เกิดโทสะ ทั้งเขาจะให้ประมุขสุริยันพันแสงได้เห็นเจ้า หากมีความงามเช่นนี้ ไม่ว่าบุรุษใดล้วนหลงรักโดยง่าย ยิ่งเป็นเจ้าเป็นถึงบุตรชายที่หายไปของอาหญิงกับพระปิตุลาด้วยแล้ว...”


            “พอแล้ว ให้ข้ารักษาท่านก่อน” ที่แท้นางรู้แล้ว แต่สตรีชรากลับถลึงตามอง “ฟังข้า เรามีเวลาไม่มาก โจวหวู่ให้เจ้าพบข้า เหตุเพราะยังไม่รู้ว่าข้ากับเจิ้งซื่อรู้ว่าเขาร่วมมือกับหูเป่ยซงจ้าวตำหนักสาม”


            เยว่ถิงจำใจต้องหยุดมือลง อิงเอ๋อร์กล่าวต่อไป


“จงตั้งใจฟังให้ดี ตระกูลหวังและตระกูลอู่แห่งแคว้นอ้ายต่างเป็นคู่อริกันมาตั้งแต่ในอดีต เสนาบดีหวังคือฝ่ายขวา เสนาบดีอู่คือฝ่ายซ้ายใต้การปกครองของอ้ายอ๋องหลี่ถัง เสนาบดีหวังมีบุตรชายหลายคนที่ทำงานรับราชการเป็นขุนนาง ทว่ามีผู้หนึ่งกลับนอกคอก คิดเข้าร่วมฝึกวิชาในพรรคสุริยันพรรคพันแสง บุรุษผู้นั้นคือบิดาของข้า”


“บิดาของข้าฝึกตนจนขึ้นเป็นประมุขพรรค ยามนั้นมีธิดาสองคนคือ พี่รุ่ยเซียงและข้า กระทั่งวันหนึ่งมีสตรีหนีตายมาสองนาง พร้อมกับเด็กชายสองคนที่นางอ้างว่าเป็นบุตรของตนกับเสนาบดีอู่”


“เสนาบดีอู่นั้น... แท้แล้วเป็นตาเฒ่าเจ้าชู้สามานย์คนหนึ่งที่มักเสพกามกับเด็กสาว ส่วนฮูหยินของเขาก็ยินดีที่จะตามล้างผลาญบรรดาอนุผู้ไม่รู้ความทั้งหลาย เด็กชายพี่น้องต่างมารดาสองคนที่หนีตายมา นั่นก็คือ อู่เสวี่ยจิน ประมุขพรรคสุริยันพันแสง และอู่ชิวหยาง ประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์”


เยว่ถิงรับรู้ว่ามือเย็นเฉียบ และสั่นจนต้องกอบกุมไว้ด้วยกัน


“บิดาข้ารับเลี้ยงดูพวกเขาไว้เหมือนลูก อบรมสั่งสอนศาสตร์วิชาต่างๆ ให้เป็นอย่างดี กระทั่งเมื่อเติบใหญ่ขึ้น พี่เสวี่ยจินเป็นผู้เคร่งเครียดจริงจังกว่า จึงได้รับเลือกให้เป็นว่าที่ผู้นำพรรคคนต่อไป ในขณะที่บิดาข้าได้หมั้นหมายพี่รุ่ยเซียง เทพธิดาพยากรณ์แห่งสุริยันพันแสง ไว้ให้แก่เขาด้วย แม้ยามนั้น... นางจะเริ่มมีใจให้แก่จอมอสูรก็ตาม”


นางหลับตาลงพักหายใจ


“โจวหวู่... คือหนึ่งในเสียงหลักที่สนับสนุนบิดาข้าให้เป็นประมุขพรรค ข้าเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาเป็นอดีตคนรักของท่านอาหญิง หวังมี่อิงมารดาของเจ้าที่แต่งงานกับพระอนุชาแท้ๆ ขององค์จักรพรรดิ แล้วเขาต้องการแก้แค้นตระกูลหวังจึงแฝงตัวเข้ามาในสุริยันพันแสง”


“เขารู้ว่าพี่รุ่ยเซียงกับจอมอสูรมีความรู้สึกรักใคร่ต่อกัน จึงเป็นผู้ยุยงให้สมาชิกพรรคส่วนหนึ่งสนับสนุนจอมอสูรให้เป็นประมุขแทน ยามนั้น อาจกล่าวได้ว่าหากวัดกันที่ฝีมือเพียงอย่างเดียว จอมอสูรเก่งกาจกว่าพี่เสวี่ยจินอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ด้วยอุปนิสัยมุทะลุ รักอิสระ บิดาข้าจึงไม่เลือกเขาและจอมอสูรเองก็มิได้มีความตั้งใจนั้น”


“อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งเกิดขึ้น พี่เสวี่ยจินเริ่มไม่ไว้ใจจอมอสูร ยิ่งพี่รุ่ยเซียงให้ความสนิทสนมกับจอมอสูรมากเท่าใด ความริษยายิ่งกลืนกินจิตใจเขา กระทั่งบิดาข้าล้มป่วยลง โจวหวู่จึงดำเนินแผนการ ใส่ร้ายว่าจอมอสูรคิดขโมยคัมภีร์ลับแก่นวิชาต้องห้ามแห่งสุริยันพันแสง ต้นกล้าแห่งความหวาดระแวงผลิดอกผลเต็มที่ ยิ่งเมื่อพี่รุ่ยเซียงปกป้องเขา พี่เสวี่ยจินยิ่งคิดอยากกำจัดจอมอสูรให้พ้น”


“นั่น... เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง” สตรีชราทอดถอนใจ “จากนั้น คาดว่าจอมอสูรคงเล่าให้แก่เจ้า พี่รุ่ยเซียงต้องปกป้องเขาจนสิ้นชีพ ทว่าก่อนหน้านั้นได้ถ่ายทอดศาสตร์วิชาให้ข้า ไม่ทราบเหตุใด ข้าถึงได้ติดร่างแหไปด้วยว่าสมรู้ร่วมคิดกับพี่รุ่ยเซียงและจอมอสูร คาดว่านั่นก็คงเป็นแผนของโจวหวู่เช่นกัน”


“บิดาข้าที่เจ็บป่วยเรื้อรัง พอทราบสถานการณ์แล้วอาการยิ่งทรุดจนสิ้นใจในที่สุด พี่เสวี่ยจินขึ้นเป็นประมุขพรรค เขายื่นข้อเสนอให้ข้า ว่ามีสองหนทางระหว่างถูกจองจำอยู่ในพรรคจนตายกับไปยังสะบั้นสวรรค์”


“ข้า...” นางเว้นว่างไป น้ำตาอุ่นร้อนไหลมาบนผิวหนังกระด้างกรอบ “...รักเขา คอยริษยาพี่สาวมาตลอด ยามได้ยินว่านางจะหนีไปกับจอมอสูร ข้ายินดีจนน่ารังเกียจ ขนาดเรื่องบานปลาย ข้าก็ยังยินดีให้เขาใช้ประโยชน์ ช่างโง่นัก”


“ผู้อาวุโสเจิ้งเล่า เขาเองก็ทำเพื่อท่าน...”


“หากหัวใจเจ้าไม่รัก ต่อให้ดีแค่ไหนเจ้าก็ไม่รู้สึกรัก” นางหัวเราะอย่างสังเวชในโชคชะตา “กับเจิ้งซื่อก็เป็นเช่นนั้น เขาคือสหายที่ดีมากผู้หนึ่ง ข้าขอให้เขายังมีชีวิตรอดและพบสตรีที่ดีในเร็ววัน”


เกรงว่าจะไม่ใช่สตรี... เยว่ถิงคิดได้เท่านั้นก็สะบัดศีรษะ เอ่ยเสียงแหบแห้ง “ขอบคุณท่านที่เล่ามาทั้งหมด มิฉะนั้นข้าคงไม่รู้ความต่อไป บัดนี้ข้าสัญญาจะรักษาท่านสุดความสามารถ”


 เยว่ถิงหยิบเข็มขึ้นมา กลับพบว่าเข็มนั้นสั่นไม่หยุด


“ไม่ๆๆ ...”


ชายหนุ่มพึมพำกับตนเอง หรี่ตาจ้องมองแล้วตั้งสติ


“อย่าเป็นเช่นนี้...”


มิใช่ว่าเขาจะรู้สึกเจ็บบาดแผลที่มืออีก เหตุใดไม่อาจบังคับควบคุมเข็มได้ดั่งใจ แค่จับให้นิ่งยังทำไม่ได้


“ได้โปรด...”


เขาอ้อนวอนต่อบางสิ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใด กระทั่งใช้มือซ้ายจับ เข็มนั้นก็ยังสั่นไม่หยุด


“วางลงเถอะ ตอนนี้เจ้ายังไม่ไหวหรอก”


เยว่ถิงเห็นสายตาปลดปลงแล้วยิ่งเจ็บปวด เขาวางเข็มแล้วยกขึ้นใหม่ด้วยความตั้งใจ แต่เหมือนว่าแค่กลับมาใช้มือและนิ้วได้ครบก็ดีถมไปแล้ว อย่าได้เอ่ยถึงงานละเอียดอ่อนเช่นฝังเข็มเลย


กริ๊ง


เข็มหลุดจากมือตกกระทบถาดโลหะ พร้อมหัวใจเยว่ถิงที่ตกลงยังเท้าด้วย


ฉับพลันได้ยินเสียงตุบเบาๆ เงาคนผู้หนึ่งกระโดดลงจากขื่อคาน โชคดีที่ทั้งเขาและคุณหนูหวังยังพอมีสติไม่กรีดร้อง ใบหน้าอิดโรยของคนผู้นั้นยามกระทบแสงจากเปลวเทียนยิ่งทำให้ประหลาดใจเป็นล้นพ้น ทั้งยามนี้ร่างกายสูงโปร่งแต่งกายด้วยชุดเช่นบ่าวรับใช้ทั่วไป


“กว่าจะลอบเข้ามาได้ รู้ไหมว่าข้าเกือบตายกี่รอบ”


หวู่อ๋องหลี่ซื่อหยาง พระอนุชาในหวงไท่จื่อกระตุกยิ้ม ผู้คอยนำพาเยว่ถิงขึ้นม้าในป่าไผ่เงินเมื่อสองปีก่อนยกเสี้ยวหยกสีเขียวประดับพู่สีแดงขึ้นในมือ


“ไม่ทราบหาสิ่งนี้อยู่ใช่หรือไม่”

 

 

 

100%

รีไรต์ยังไงก็ยังงงเหมือนเดิม 5555 ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ สัญญาว่าจะอัพตอนใหม่ในเร็ววัน TvT

ตัวละครโดยย่อๆ

โจวหวู่ ตัวร้าย แฟนเก่าแม่เยว่ถิง ปัจจุบันรองประมุขสุริยันพันแสง ต้องการแก้แค้นตระกูลหวัง

หูเป่ยซง จ้าวตำหนักสาม เป็นคนตัดแขนอิงเอ๋อร์ ร่วมมือกับโจวหวู่ แบ่งขั้วอำนาจกับชิวหยางในสะบั้นสวรรค์

อ้ายอ๋องหลี่ถัง อ๋องครองแคว้นอ้าย ดูเหมือนขัดแย้งกับหวู่อ๋องแม้จะเคยให้ที่พำนัก คุ้มครองหลวนซาน

หวู่อ๋องหลี่ซื่อหยาง อ๋องครองแคว้นหวู่ ติดทัณฑ์บนแต่หนีออกมายังแคว้นอ้าย เป็นอนุชาต่างมารดาของหวงไท่จื่อ

หวงไท่จื่อ องค์รัชทายาท มาเพื่อจัดการความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าซ่งหู่และฟูซี กับหาหมอเทวดาไปรักษาฮ่องเต้

อู่เสวี่ยจิน พี่น้องต่างแม่ของชิวหยาง บุตรเสนาบดีซ้ายแคว้นอ้าย คู่หมั้นแฟนเก่าชิวหยาง ปัจจุบันประมุขสุริยันพันแสง

หวังอิงเอ๋อร์ อดีตเทพธิดาพยากรณ์สะบั้นสวรรค์ ลูกสาวอดีตประมุขสุริยันพันแสง รักอู่เสวี่ยจิน

หวังรุ่ยเซียง แฟนเก่าชิวหยาง พี่สาวของอิงเอ๋อร์ อดีตคู่หมั้นอู่เสวี่ยจิน เสียชีวิตแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.451K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7691 bowloveyaoi (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 17:09
    สรุปตอนท้ายดีมากเลยเข้าใจข้นเยอะ ตอนอ่านสมองแอบลอยเลยคะ มึนงงมากแม่😅
    #7,691
    0
  2. #7677 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 22:12
    อยากได้แฟมิลี่ทรีเลยค่ะ5555555 ชั้นจะไม่งง!! ชั้นจะพยายาม!!!
    #7,677
    0
  3. #7573 K.white wine (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 17:24
    มาได้จังหวะมากค่ะท่านอ๋อง
    #7,573
    0
  4. #7524 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 19:21
    โอ้โหหห สรุปตอนท้าย ช่วยได้เยอะเลยยยยย
    เกือบจะวาด แผนผังขนาด A3 ประกอบการอ่านอยู่แล้วเชียววว
    #7,524
    0
  5. #7500 SehunMark (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 18:31
    ได้สรุปตอนท้ายช่วยชีวิต ขอบคุณมากค่ะ
    #7,500
    0
  6. #7475 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 19:14
    สุดยอดมากค่ะ อ่านจบเหมือนดวงตาเห็นธรรม เดาถูกสองส่วนก็ดีใจมากแล้ว55555 เจ้มจ้นมาก แสนรัก //ผู้แซ่โจว..บรึ๋ย หยองมากค่ะ
    #7,475
    0
  7. #7472 นารา (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 08:26

    ปวดหังไปหมด ตัวละครมากหลาย

    #7,472
    0
  8. #7464 SRKM2E (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 23:10
    ไม่รู้เรื่องเลยจ่ะ งองมาก5555555
    #7,464
    0
  9. #7430 ya.ong (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 12:49
    จะได้เจอกันแล้วสินะ แต่จะรอดใช่ไหม ;-;
    #7,430
    0
  10. #7375 Apit29 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 22:59
    มึนไปหมด
    #7,375
    0
  11. #7374 Apit29 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 22:58
    มึนมาก
    #7,374
    0
  12. #7335 PPSnook (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 22:27
    ในที่สุดน้องก็เจอพู่หยกแล้ว
    #7,335
    0
  13. #7321 taemynnn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 21:37
    กิ๊ดดด เศร้าจนน้ำตาไหล มาสุดตรงน้องถิงบอกเกรงว่าจะไม่ใช่สตรี ตอนที่นางเทพธิดาขอให้เจิ้งซื่อพบสตรีที่ดีนี่แหละ ไม่รู้ว่าจะดีกับเจิ้งซื่อแค่ไหนตอนอยู่ด้วยกัน แต่ที่แน่ๆไม่ใช่สตรี 555555555
    #7,321
    0
  14. #7245 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 15:09

    วุ่นวายดีแท้ เกือบจะงงแล้วนะ!

    #7,245
    0
  15. #7232 MinRos (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 06:02
    ตอนนี้เฉลยปมเยอะมสก สนุกสุดๆ
    #7,232
    0
  16. #7158 Panawin (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 13:42
    ฉันจะทรมานตัวเองไปดพื่ออะไรกันนะ...
    #7,158
    0
  17. #7115 Fueled me (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 13:10
    ความจริงเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่ได้จริงๆ โธ่
    #7,115
    0
  18. #7059 lilying_ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 21:33

    เครียดๆมึนๆอยู่ มาเจอประโยคเกรงว่าจะไม่ใช่สตรีคือลั่น 555555555555 แต่เค้าไปตามล่ากันจนหายไปไหนแล้วคะป่านนี้ เฮ้อ แต่น้องจะได้หยกคืนแล้วววววว ฮือออ หวู่อ๋องจงเจริญ!!!

    #7,059
    0
  19. #6971 f-srcn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 มกราคม 2563 / 20:42
    เข้าใจอยุ่ค่ะ ไม่ต้องเป้นห่วงนะคะ555555555
    #6,971
    0
  20. #6952 ครุ๊งด๊าวด่าว (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 20:56
    ตลคเยอะมั่กก
    #6,952
    0
  21. #6951 ครุ๊งด๊าวด่าว (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 20:55
    เยอะไปหมด ตาลาย
    #6,951
    0
  22. #6900 orangemamalde (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 00:06
    ปมน้องคือยิ่งใหญ่ แง ปวดใจตอนน้องจะใช้เข็ม
    #6,900
    0
  23. #6867 Jupitersadd (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 13:38
    อ่านวนไปวนมาเพราะเริ่มสับสนใครคือใคร555555555 เรื่องพีคมากพลิกไปพลิกมา
    #6,867
    0
  24. #6831 Ptie (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 15:07

    ใช้สมองอย่างหนักในการอ่านและทำความเข้าใจเนื้อเรื่อง555 ????

    #6,831
    0
  25. #6814 Bellry_Chan (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 19:01
    ท่านคือฮีโร่!!!
    #6,814
    0