หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 24 : 23 - ความหวัง re23/10/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26,083
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,831 ครั้ง
    23 ต.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

23 – ความหวัง

 

            เพียงเริ่มต้นหัวข้อแรกก็กระแทกกลางหัวใจ เยว่ถิงยิ่งกำมือกับชายแขนเสื้อแน่นขึ้น เม้มริมฝีปากจนซีดขาว


            บัดนี้ถึงรู้ได้ว่า กำแพงความแข็งแกร่งที่เฝ้าก่อสร้างมาปกปิดบาดแผลเหวอะหวะในใจหลายวัน พอถูกสะกิดโดนเข้าเพียงนิด กลับสั่นคลอนคล้ายจะถล่มลง


            แต่ไม่มีทาง มันจะไม่พังลงง่ายดายปานนั้น


            “ขอรับ”


            ท่านอาจารย์ซุ่ยหวางเจียหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยปากถามอาการ “ใบหน้าเจ้ายังซีดเซียว หากยังไม่หายดี ข้าจะเลื่อนการทดสอบให้”


            “สำออย” สุ้มเสียงซุบซิบหนึ่งดังเล็ดลอดเข้ามาในโสตสัมผัส เยว่ถิงตอบอย่างสงบนิ่ง “ขอบพระคุณท่านที่เมตตา แต่ผู้น้อยสบายดี สามารถรับการทดสอบได้”


            “ในเมื่อเจ้าเอ่ยเช่นนั้น ก็หวังว่าจะสามารถดำเนินการสอบตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างราบลื่น” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการ ฟังดูห่างเหิน แต่เยว่ถิงจับกระแสอารมณ์ห่วงใยได้จึงคลายกังวลลงหลายส่วน


            คำถามที่เอ่ยถามต่อมาไม่ถือว่ายากหรือง่าย แต่ก็เป็นไปตามที่เขาศึกษามาอย่างดี นับว่าโชคดีไม่น้อย ลักษณะการถามจะถามเนื้อความในตำราก่อน แล้วถึงเจาะจงให้ลองวิเคราะห์ดูตามสถานการณ์ มิใช่จะใช้ความจำเพียงอย่างเดียวก็สามารถตอบได้ถูกต้องหรือทำให้หมอเทวดาพึงพอใจ


            ผ่านไปเก้าคำถาม สังเกตจากสีหน้าผู้อาวุโสกว่าแล้วเยว่ถิงค่อยพอหายใจทั่วท้อง เมื่อดูแล้วพึงพอใจและชื่นชมอยู่ส่วนหนึ่งเลยทีเดียว การจรดบันทึกคะแนนลงไปหลังตอบคำถามแต่ละข้อเขาไม่อาจเห็นได้ กระนั้น เสียงซุบซิบรอบตัวก็ยังไม่คลายความกังขา


            “ตอบได้หมดเลยรึ? แถมยังตอบอย่างละเอียดครบถ้วน ไหนว่าเป็นเพียงนายบำเรอ...”


            “หึ มิคาดจะรู้ข้อสอบล่วงหน้า ได้ยินว่าพี่เจียหงไปดูแลด้วยตนเอง”


            เด็กหนุ่มเลือกที่จะปัดถ้อยคำรบกวนสมาธิเหล่านั้นออกไป บางคนอาจจะพอรู้บ้างว่าเขาเป็นนายบำเรอของประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์ที่ถูกช่วยเหลือมา จะมีอคติบังตาก็มิน่าแปลกใจเลย


            “ข้อสุดท้ายสำหรับหัวข้อแรก หากบุคคลผู้หนึ่งสูญเสียแขน ควรกระทำการรักษาเบื้องต้นอย่างไร”


            ภาพบนผาของป่าไผ่เงินฉายแวบเข้ามาในศีรษะ ทั้งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นอยู่ไม่นาน เยว่ถิงพบว่าต้องต่อสู้กับอาการปวดศีรษะอย่างมากที่ประดังเข้ามาหลังคำถามนั้น เป็นสัญญาณว่าจิตใจเขายังคงบาดเจ็บหนักหนา


            ชิวหยาง...


            หลายวันมานี้เขาปกติดีจนน่ากลัว จะยิ้มแย้ม จะหัวเราะหรือเอ่ยสนทนาด้วยอารมณ์ขันล้วนทำได้ทั้งสิ้น นามชิวหยางก็มิได้หลุดเร้นลอดออกจากปากแม้แต่สักครั้ง ไม่นับว่าเขาไม่อาจเอ่ยเรื่องอึดอัดใจนี้ให้กับผู้ใดในสำนักหลวนซาน หรือกระทั่งมือปราบเฟย


            เยว่ถิงนิ่งค้างไป เด็กหนุ่มหลับตาแล้วลืมขึ้นใหม่ ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมาดังผีสาง


            “น่ากลัวคำถามนี้จะตอบไม่ได้ ถึงกลับนิ่งอึ้งเลยรึ”


            “น่าสมเพชนัก คิดยกระดับฐานะตน แต่คงไม่ง่ายดายปานนั้น”


            “ตอบได้หรือไม่” ท่านอาจารย์ซุ่ยหวางเจียเอ่ยถามเรียบๆ เยว่ถิงส่งยิ้มเบาบาง ยกมือขออภัย “ขออภัยที่ผู้น้อยเสียมารยาท เพียงดวงตายังระคายเคืองอยู่บ้าง แต่คำถามนี้สามารถตอบได้”


            “ดี งั้นจงว่ามา”


            “ขั้นแรกคือห้ามโลหิตบริเวณที่บาดเจ็บ ใช้ผ้าสะอาดปิดแผล พันให้แน่นเหนือบาดแผลมิให้โลหิตไหลออก แต่ไม่ควรใช้ผ้ามัดแน่นเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นประสาทและหลอดโลหิตเสียหาย...”


            เยว่ถิงตอบไปตามที่ศึกษามาในตำราจนจบอย่างไม่ผิดเพี้ยนไปแม้แต่คำเดียว ท่านอาจารย์ลูบเคราเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ เด็กหนุ่มมิอาจหักห้ามใจตนเองได้ แม้ว่าจะอยู่ระหว่างการทดสอบก็ตาม


            “ขอผู้น้อยเสียมารยาทเรียนถาม มีวิธีใดสามารถต่อแขนกลับไปได้หรือไม่”


            มือที่จรดเขียนคะแนนชะงัก ดวงตาเป็นประกายประหลาดขณะเหลือบขึ้นมอง “แม้เป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ ศาสตร์นั้นแม้แต่ข้ายังไม่สามารถทำสำเร็จ  ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายสิ่ง ทว่าหากเจ้าสนใจ ก็มาพูดคุยกับข้าภายหลัง อาจแนะนำผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ให้ได้”


            ได้ยินเช่นนั้น ก็คล้ายกับมีผู้หนึ่งได้นำเมล็ดพันธุ์อันเรียกว่าความหวังปลูกไว้กลางใจเยว่ถิงนับแต่นั้นเป็นต้นมา



 

            การทดสอบผ่านไปในที่สุด ระหว่างนั้นมีความกดดันและมีเสียงพึมพำปรามาสดังให้ได้ยินเป็นระยะ บางครั้งก็เจือด้วยเสียงประหลาดใจ ท่านอาจารย์ซุ่ยหวางเจียลุกยืนขึ้น คลี่ม้วนกระดาษบันทึกประกาศต่อหน้าหมู่บัณฑิตแพทย์และอาจารย์แพทย์ส่วนหนึ่งด้วยกันว่าเขาผ่านการทดสอบด้วยคะแนนในระดับดีเยี่ยม


ไม่มีผู้ใดมีข้อกังขา แม้หลายสายตาจะบ่งบอกว่าอยากค้านก็ตาม เยว่ถิงจึงได้กลายเป็นบัณฑิตแพทย์สมดังตั้งใจ หลังจากฟังกฎเกณฑ์โดยละเอียดและดื่มน้ำสัตย์สาบานว่าจะกระทำตามกฎนั้น ถือว่าสิ้นสุดพิธี


“บัดนี้เจ้าได้เป็นบัณฑิตแพทย์ของหลวนซานก็จริง แต่อยู่ในระดับหนึ่งที่ผู้อื่นเรียนล่วงหน้าเจ้าไปหลายส่วน จงอย่าประมาทไม่ศึกษาศาสตร์ความรู้ เมื่อเจ้าต้องพยายามมากกว่าผู้อื่นนักในทางภาคปฏิบัติ อย่างไรก็ดี พรุ่งนี้เจ้าจะเริ่มต้นร่วมเรียนในเรือนโอสถสมานพร้อมผู้อื่น”


เจียหงเข้ามายินดีด้วยประหนึ่งสอบได้เอง ชายหนุ่มกอดคอเยว่ถิงอย่างสนิทสนมและใช้มืออีกข้างขยี้ศีรษะเขา


“ต้องอย่างนี้! ไม่เสียทีที่เจ้าอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ แต่เจ้ารู้หรือไม่ ตอบผิดสักสองสามคำถามก็ไม่ถือว่าสอบตก ตอบถูกเสียหมดเช่นนี้ เกรงว่าหลวนซานจะได้หมอเทวดาคนต่อไปแล้ว”


ไม่วายกระเซ้าเหย้าแหย่ เยว่ถิงจึงค่อยเปลี่ยนอารมณ์ได้ “ศิษย์พี่กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงตอบตามตำรา ลงมือจริงก็มิรู้ว่าจะทำได้ดีหรือไม่”


“ฮ่าๆ ถ่อมตนไปไย” อีกฝ่ายตบไหล่เยว่ถิงเบาๆ ยามอยู่กับเจียหงนั้นทำให้เยว่ถิงสบายใจขึ้น แม้จะมองเห็นหลายสายตาที่ไม่ชอบใจก็ตาม “ส่วนเจ้าพวกขิ้อิจฉาไปวันๆ นั่น เจ้าก็อย่าได้ใส่ใจ มีข้าอยู่นี่ ขอให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครรังแกเจ้า”


“ขอบคุณท่าน แต่บางครา ข้าก็คงให้ท่านออกหน้าไปทุกครั้งไม่ได้”


“อ่า เห็นน้องถิงของข้าเข้มแข็งเช่นนี้ ข้าก็ดีใจ อีกไม่นานเจ้าก็ได้ถอดเฝือกแล้ว ดียิ่งๆ หากศึกษาแล้วมีอะไรติดขัดสงสัย เจ้าสามารถถามข้าได้ทุกเมื่อ”


เห็นได้ชัดว่าในบรรดาบัณฑิตแพทย์หลวนซาน เจียหงนั้นค่อนข้างเป็นที่รักและเคารพของทั้งรุ่นน้องและรุ่นเดียวกัน ผู้คนจึงยังดูเหมือนเกรงอกเกรงใจอยู่บ้างเวลาเข้ามาพูดคุยกับพวกเขา ไม่แสดงตัวเป็นปรปักษ์ชัดเจน


วันแรกเริ่มต้นการเรียน เยว่ถิงยังเกร็งและระวังตัวอยู่บ้างเมื่อได้เข้าไปร่ำเรียนในเรือนโอสถสมาน ตัวเรือนค่อนข้างกว้างใหญ่มีหลายห้อง เด็กหนุ่มเดินเข้าไปแล้วนั่งลงพร้อมๆ ผู้อื่น แต่เมื่อตรวจโต๊ะเล็กของตนที่เจียหงเอ่ยว่าจะมีข้าวของเตรียมไว้ให้ กลับพบว่ากล่องเก็บเข็มได้หายไป


“ไม่ทราบว่าเห็นกล่องเก็บเข็มของผู้น้อยหรือไม่” เยว่ถิงสอบถามสตรีข้างกาย ในกลุ่มบัณฑิตแพทย์ ดูคร่าวๆ แล้วนับสัดส่วนชายต่อหญิงได้ราวสิบต่อหนึ่ง นางเพียงปรายตามองแล้วไม่เอ่ยอะไร ก่อนจะก้มลงสนใจข้าวของของตน


เยว่ถิงเห็นนางชักสีหน้าเย็นชาเช่นนั้นก็ไม่อยากตอแยต่อ ในใจโหวงเหวง เขาหันไปทางขวามืออีกด้าน “ท่าน... เห็นกล่องเก็บเข็มของข้าหรือไม่”


บุรุษทางด้านขวามือก็เหลือบมองแวบหนึ่งขึ้นจากตำราและกระดาษมากมาย ตอบเสียงกระด้างห้วนสั้น “ไม่เห็น”


ได้ยินว่าวิชานี้จะเป็นการฝึกการดูจุดและฝังเข็มเบื้องต้น หากกล่องเข็มหายไปตั้งแต่คาบแรก ดูท่าจะไม่ใช่การเริ่มต้นที่ดีแม้แต่น้อย เยว่ถิงกระสับกระส่ายและหันซ้ายขวาไป ก่อนจะรู้สึกถึงฝ่ามือแผ่วเบาที่แตะยังบ่า


“เจ้าหาสิ่งนี้อยู่ใช่หรือไม่”


กล่องเข็มถูกยื่นส่งให้โดยเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ดวงหน้าแย้มยิ้มใจดีพาให้ใจชื้นขึ้น ขณะที่มีสหายมาด้วยอีกคน


“อา ขอบคุณท่าน...”


“ข้าชื่อซวี่ไห่ ส่วนนี่สหายสนิทของข้ามีนามว่าหยี่ซวน ยินดีที่ได้รู้จัก เราประทับใจการตอบคำถามของเจ้ามากจริงๆ”


“ข้ามีนามว่าเยว่ถิง ยินดีที่ได้รู้จักท่านเช่นกัน” เยว่ถิงยิ้มตอบกลับ นับแต่นั้นคล้ายคลายความกังวลได้บ้างเมื่อพอมีเพื่อนให้พูดคุย


วันเวลาโบยบิน แม้บัณฑิตร่วมชั้นส่วนมากมักไม่พูดคุยสนทนาและมีท่าทีเฉยชาออกจะดูแคลนในตัวเขา มีการเข้ามาหาเรื่องหาความบ้างแต่มิถึงกับเลือดตกยางออก  


ซวี่ไห่และหยี่ซวนนับว่าเป็นสหายเพียงสองคนที่เรียนร่วมระดับกับเยว่ถิง มีน้ำใจกว้างขวางและไม่ได้รังเกียจเขาเช่นเดียวกับบัณฑิตคนอื่นๆ


ทั้งสองเอ่ยว่าเป็นลูกชายของขุนนางระดับกลางที่รับราชการอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นอ้าย มีฐานะปานกลางค่อนข้างไปทางดี ยังโชคดีที่มีทั้งสองคนอยู่ร่วมกัน พูดคุยสนทนาไม่ให้เหงาและช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด คอยผ่อนคลายความตึงเครียดไปได้ไม่น้อย


ไม่นานเจียหงก็สำเร็จการศึกษาและมาล่ำลาเขาก่อนจะเดินทางกลับไปแคว้นอ้าย จวบจนเมื่อซีหลงได้กลับมา เยว่ถิงก็วุ่นวายอยู่กับการศึกษาที่เขาเร่งกวดขันตนให้สอบผ่านด้วยคะแนนดีเยี่ยมทุกครั้งจนไม่มีเวลาไปพบปะกัน


ข่าวสารเรื่องราวภายนอกยังคงนิ่งสงบ พู่หยกคู่นั้นก็ยังสูญหายไปคล้ายไม่มีวันหาเจอ เยว่ถิงอาลัยอาวรณ์มันนัก แต่ก็ไม่มีเวลาให้นึกถึงเท่าใด เมื่อเขาต้องฝึกฝนศาสตร์การแพทย์ให้เชี่ยวชาญ ทั้งยังไม่อาจทิ้งความรู้วิศวกรรมที่ประกอบกัน โดยใช้เวลาว่างรื้อฟื้นความรู้ พร้อมผสานความเข้าใจในโลกแห่งนี้ขึ้น


ครั้งหนึ่งเกิดพายุฤดูร้อนพัดมา พาเอาหลังคากระเบื้องของเรือนศึกษาเสียหาย หนทางขึ้นหลวนซานยากลำบาก กว่าจะให้ผู้มีความสามารถมาซ่อมได้ก็หลายวัน เยว่ถิงเห็นอาจารย์ซุ่ยหวางเจียเคร่งเครียดกังวล จึงตัดสินใจเข้าไปเสนอวิธีช่วยเหลือ


“เรือนศึกษานี้ก่อสร้างอย่างดี โครงสร้างละเอียดอ่อน หากไม่ใช่ผู้ชำนาญไหนเลยจะซ่อมแซมได้ กลัวแต่จะเสียหายกว่าเดิม”


“ศิษย์พอรู้วิธีซ่อมแซมชั่วคราวได้บ้าง หากท่านยังเก็บแบบแปลนเรือนไว้ ศิษย์ขอบังอาจดูชมสักหน่อย”


“งั้นหากเจ้าพอมีความรู้อยู่บ้าง ก็ลองว่ามา”


เยว่ถิงรู้สึกตื่นเต้นหลังลามือจากงานโยธาก่อสร้างและบูรณะมานาน พอลองได้ดูแบบแปลนและวัตถุที่สร้างพร้อมความเสียหาย กลับรู้ว่าสิ่งที่รู้อยู่แล้วย่อมง่ายกว่าสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้ได้ไม่นานหลายเท่า


ในอดีตชาติก่อนออกจากงาน เขาเป็นวิศวกรโครงสร้างซึ่งทำงานโดยเน้นเกี่ยวกับคำนวณวิเคราะห์ ออกแบบโครงสร้างและแรงต้านทานของวัสดุ ส่วนในโลกใบนี้แม้กฎเกณฑ์ต่างๆ จะผิดแปลกไปบ้างแต่ก็ไม่ได้หลุดจากสิ่งที่เขาพอเข้าใจเป็นพื้นฐานของวิศวกรรมเบื้องต้น


เมื่อลองเสนอความคิดโดยคร่าวๆ คล้ายท่านอาจารย์ซุ่ยจะนิ่งตะลึงไปบ้าง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับมอบงานให้จัดการ เกณฑ์คนงานมาส่วนหนึ่งและส่วนหนึ่งเป็นบัณฑิตแพทย์ด้วยกัน


มิทราบว่าวิญญาณนายช่างเก่าเข้าสวมหรือไร เยว่ถิงคล้ายหลงลืมตัวไปชั่วขณะ มือหนึ่งถือแบบแปลน ส่วนอีกมือหนึ่งก็ชี้นิ้วสั่งด้วยสีหน้าจริงจัง ผิดกับมาดขี้เกรงอกเกรงปกติอย่างสิ้นเชิง แต่ท่าทางบัณฑิตแพทย์และคนงานเหล่านั้นบางทียังไม่ได้ดั่งใจ เขาจึงปีนป่ายขึ้นไปกำกับงานด้านบนด้วยตนเอง


“ตรงจุดนี้ท่านจะทำอย่างนี้ไม่ได้ มิฉะนั้น...”


            เด็กหนุ่มเอ่ยเสียงเคร่ง คิ้วขมวดพันกัน ศิษย์ผู้พี่ที่ถือเครื่องมือบูรณะอยู่หน้าเหลอหลาแต่ก็ตั้งใจฟังอย่างงงๆ สายตาราวกับว่าจับจ้องใครสักคนที่ไม่ใช่เขา แต่เยว่ถิงสนใจในงานตรงหน้ามากกว่าที่จะผ่อนปรน กระทั่งได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งอยู่เบื้องล่าง


            “โลกนี้ช่างน่าอัศจรรย์นัก ใครจะรู้ว่านอกจากกระต่ายบำเรอจะเป็นแพทย์ได้ ยังเป็นนายช่างอีกด้วย”


            เบื้องล่างปรากฏร่างของสองบุรุษผู้สูงยศ หวงไท่จื่อและมือปราบเฟยเดินมาอย่างไร้สุ้มเสียงขณะเงยหน้าขึ้นมอง เยว่ถิงแทบทำค้อนหลุดมือ จะรีบคำนับ แต่ก็ถูกยกมือห้ามเอาไว้


            “ทำงานต่อไปเถอะ”


            เหล่าบัณฑิตแพทย์หลวนซานนอกจากอาจารย์หมอเทวดา ไม่มีใครรู้ถึงฐานะอันสูงส่งที่แท้จริงขององค์รัชทายาทแห่งชางเหอ เพียงเรียกขานกันว่าคุณชายหลี่ซึ่งมีฉากหน้าเป็นสหายสนิทของท่านอาจารย์ นานๆ ครั้งคนผู้นี้จะแวะเวียนมาเยี่ยม ทว่ามาเมื่อไร่เหล่าบัณฑิตหญิงก็กระตือรือร้นกันถ้วนหน้า ผิดกับเยว่ถิงที่อยากจะหลีกหนีโอรสสวรรค์ผู้นี้ให้ไกล


ดวงตาสีดำสนิทคมกริบนั้นจ้องมองการทำงานทุกขณะจนเยว่ถิงรู้สึกคล้ายถูกเข็มเสียดแทงผิว


            ยามงานเสร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้วลงไปคำนับทักทาย หวงไท่จื่อที่หายพระพักตร์ไปนานและตอนนี้ทรงอุตส่าห์ยืนดูอยู่ก็โบกมือไล่คนอื่นไปเหลือเพียงเยว่ถิงและมือปราบเฟย ดำรัสขึ้นด้วยเสียงเรียบเรื่อยตามสไตล์


            “ข้าชักไม่เชื่อว่าเจ้าคือขอทานตาบอดตามที่อ้าง”


            อา... ถ้าเขาบอกว่าตัวเองเป็นนายช่างชาติที่แล้ว หวงไท่จื่อจะหาว่าเขาเพ้อเจ้อหรือไม่ เยว่ถิงยิ้มแหยๆ ให้ “กระหม่อมสนใจศึกษาทางด้านนี้ด้วย ทำให้พอมีความรู้บ้างเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ”


            “ซ่อมหลังคาที่สร้างอย่างละเอียดลออได้ ไม่ใช่แค่ศึกษาจากตำราก็ทำได้”


            “...” หากจะสอบสวนเขา ก็คงมิรู้ว่าจะตอบอย่างไรให้พอพระทัย อย่างไรก็ตามคล้ายวันนี้บุรุษรูปงามปานหยกเย็นนี้ค่อนข้างจะอารมณ์ดี จึงไม่ซักไซ้ไล่เรียงมากนักแล้วจากไปอย่างรวดเร็วดั่งสายลม ให้เยว่ถิงอดคิดไม่ได้ว่า สนทนากันกี่ครั้งก็ไม่อาจเดาใจคนผู้นี้ได้เลย


             หลังจากเหตุการณ์ซ่อมแซมหลังคา ความโปรดปรานในตัวเขาของท่านอาจารย์หมอเทวดาก็เพิ่มขึ้นมาก แม้ไม่ได้ถือสิทธิพิเศษให้ แต่มักจะตอบความรู้เพิ่มเติมและสรรหาตำราต่างๆ ที่เยว่ถิงต้องการ



           

สองปีปลิวลอยผ่านพ้น กาลเวลาวนเวียนกลับมายังปลายสารทอันแห้งแล้งอีกครั้ง ซีหลงกลับไปยังแคว้นชางอย่างสมภูมิ เยว่ถิงเองก็ได้สำเร็จการสอบแพทย์ระดับสี่และเป็นแพทย์เต็มตัว ทว่าสถานที่ที่เขาเลือกไปไม่ใช่แคว้นหลวง กลับเป็นสถานพำนักของทหารผ่านศึกซึ่งอยู่ยังเบื้องล่างเขาหลวนซาน และยังเป็นที่ในคุ้มครองของอ้ายอ๋องหลี่ถัง


เป็นความจริงที่ว่าแม้เขาจะสำเร็จการศึกษาแพทย์แล้ว แต่สถานที่ให้เลือกไปมีไม่มากนัก ด้วยเพราะบัดนี้ยังนับว่าเขาเป็นผู้อยู่ใต้อาณัติของหวงไท่จื่อ


ณ ที่แห่งนั้น ผู้คนมักมีแววตาหวาดหวั่น อ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อย บางคนคุ้มคลั่งเสียสติ แทบไม่มีแพทย์คนไหนอยากเหยียบย่างมา ทว่าไม่ใช่กับบัณฑิตผู้สอบผ่านเป็นอันดับหนึ่งในปีนี้ของเขาหลวนซาน


            ชายผ้าปลิวสะบัด อาภรณ์เนื้อดีสีเทามีลายเรียบๆ ไม่โดดเด่น กระนั้นผู้ใส่กลับเจิดจ้าบาดตาใต้แสงรุ่งอรุโณทัย บรรดาเหล่าคนที่ซบเซาเงียบงันเงยหน้าขึ้น ต่างคิดว่าตนตาฝาดไปหรือไม่ที่เห็นร่างเบื้องหน้าปรากฏขึ้นกลางฝุ่นควันเวิ้งว้าง


            คราแรกอาจเป็นเพราะเสียสติ จึงนึกว่าตนเองวิญญาณหลุดล่องลอยไปสู่สรวงฟ้า จึงเห็นรูปโฉมที่ดึงดูดจนมิอาจละสายตา ดวงหน้านั้นอ่อนโยนและนุ่มนวล วิจิตรและไร้ตำหนิจนนึกสงสัยในภาพตรงหน้าว่าเป็นภาพลวงตาหรือไม่ นัยน์ตาสีฟ้าดั่งขอบฟ้ายามกระจ่างแม้แลชายมาเพียงนิดกลับดึงหัวใจให้หลุดจากอกตามไป


แม้ว่ายังไม่มีรอยยิ้มบนริมฝีปากสีชาดธรรมชาติสร้าง ทว่ายามเส้นผมสีดำพัดสยายตัดกับผิวขาวดั่งไข่มุกเรืองรองก็จะพานพาให้ลุ่มหลงมัวเมา


งามล่มเมือง... ก็มิใช่คำที่เกินจะเปรียบเปรย


เยว่ถิงในวัยสิบแปดสงบนิ่งและมั่นคงกว่าเดิมหลายเท่า บัดนี้นับว่าเขาคงเป็นชายหนุ่มเต็มตัวคนหนึ่งได้ หากแต่น่าเศร้าเมื่อที่สิ่งที่คุณหนูหวังอิงเอ๋อร์หรือเทพธิดาพยากรณ์ได้ทำนายไว้เป็นจริงไปส่วนหนึ่ง เขามิได้มีมาดแมนสมบุรุษเลยสักนิด


คนงามล่มเมืองถอนหายใจเบาๆ ในใจ จะว่าปลงตกกับรูปลักษณ์นี้ก็ไม่เชิงนัก ร่างกายเขาเติบโตสูงใหญ่ขึ้น แต่ถ้าไม่นับหัวไหล่ที่ยังคงแคบและเอวที่บางกว่าบุรุษทั่วไป ก็อาจจะพอทำเนาว่าดู สง่างามมากกว่า อรชรอ้อนแอ้น


เหล่าผู้ดูแลคนไข้ออกมาต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นยินดี เยว่ถิงตอบรับความหวังดีอย่างจริงใจ และปักหลักดูแลคนไข้ เขาคิดจะพัฒนาจนกว่าฝีมืออีกระดับหนึ่งค่อยวางแผนต่อไป กระทั่งโอกาสได้มาถึงยามมีผู้ป่วยที่สูญเสียแขนจากการโดนฟันเข้ามา

 



รัตติกาลมืดครึ้ม จันทราและดวงดาราเร้นกายหลบซ่อนในม่านเมฆหมอกเลื่อนลอย แสงสว่างสลัวจากคบไฟไหวอยู่บนรั้วไม้เตี้ยเบื้องหน้า อากาศแห้งโดยรอบเริ่มเยียบเย็นอีกครั้ง


เยว่ถิงคือหมอที่อยู่เวรในคืนนี้ สถานที่พำนักทหารผ่านสงครามมีหมอเพียงสามคนรวมเขาด้วย มีผู้ช่วยหมอหญิงอีกสามคน บัดนี้ได้แยกย้ายกันไปดูแลส่วนอื่นๆ ของเรือน บ้างก็ลาพักผ่อนไปในช่วงนี้


นอกจากสถานที่พำนักทหารจะเป็นที่พักฟื้นและรักษาผู้ผ่านสงครามแล้ว ยังช่วยเหล่าคนเดินทางที่ถูกทำร้าย หรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ซึ่งมักมาอย่างเร่งด่วนและไม่ได้มีเงินทองติดกระเป๋ามากนัก เป็นสาเหตุอีกหนึ่งประการที่ทำให้บัณฑิตแพทย์จบใหม่ไม่เลือกที่จะมายังที่แห่งนี้


“พวกเขาอยู่ยังคอกม้าด้านหลังเรือนขอรับ ดูท่าอาการสาหัสทีเดียว


เยว่ถิงได้ยินเสียงคุณลุงพ่อบ้านเก่าแก่ร้องเรียกก็เตรียมตัวและรีบรุดไป “ช่วยตามท่านป้าซุนกับพี่เสวียน...!


            ชายหนุ่มยังเอ่ยไม่ทันจบ ร่างเขาก็ถูกดึงไปทันทีที่เดินออกจากเรือน กลิ่นโลหิตคาวคลุ้งมาจากร่างของบุรุษที่ฉุดเขาไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเงานั้น คล้ายกับแสงจันทร์ยิ่งเป็นใจ เมื่อฉายให้เห็นดวงหน้าดูดีมีเค้าเฉลียวฉลาด แต่บัดนี้กลับตระหนกขาดสติ เส้นผมที่มักเรียงตัวสวยงามเป็นระเบียบยุ่งเหยิง มือที่ผอมขึ้นข้อกระดูกกำรอบแขนเยว่ถิงแน่น


            แก้มซูบตอบและดวงตาลึกโหลเหมือนอดนอนมานานนับเดือน กระทั่งเสียงสุขุมนุ่มลึกกว่าเสียงใดก็สั่นสะท้าน


            “ได้โปรด... อย่าตามใคร ขอให้เจ้าไปคนเดียว”


            “...ผู้อาวุโสเจิ้ง!?”


            ความตระหนกพุ่งระริ้วขึ้นจนตัวเกร็งชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ขณะหนึ่งคาดว่าตนเองอาจจำคนผิด แต่เมื่อเห็นดวงตาเรียวรีของปราชญ์สาลิกาแล้วก็ไม่อาจนับว่าเป็นผู้อื่นไปได้


            “เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่” โลหิตแดงคล้ำแปดเปื้อนอาภรณ์สีซีดขาดวิ่น มีร่องรอยการบาดเจ็บดั่งผ่านสมรภูมิต่อสู้อันหนักหน่วงมา แต่สองแขนยังอยู่ครบ แล้วผู้แขนขาดนั้นคือผู้ใด...?


“ไม่มีเวลาแล้ว รีบไปเถอะ!” หยาดน้ำชุ่มไหลรินดวงตาที่เบิกกว้าง ริมฝีปากและมือสั่นน่าเวทนาเกินกว่าจะปฏิเสธคำขอ เจิ้งซื่อซึ่งหมดท่าทีสูงส่งของเสนาธิการฝ่ายขวาแห่งพรรคสะบั้นสวรรค์คงกำลังหลบหนีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา...


คิดไปดังนั้น หัวใจเยว่ถิงก็เต้นผิดจังหวะไปหนึ่งอึดใจ แต่บังคับให้ตนสงบใจก่อนหันไปสั่งกับพ่อบ้านวัยกลางคนด้วยเสียงเฉียบขาด “ขอท่านลุงอย่าปริปากเรื่องนี้กับผู้ใด ส่วนข้าจะไปดูพวกเขาสักหน่อย”


“ขะ ขอรับท่านหมอ”


บุรุษสองคนรีบวิ่งไปยังคอกม้าด้านหลังเรือนพำนัก ดูจากที่เจิ้งซื่อไม่ใช้วิชาตัวเบาและใช้มือหนึ่งกุมท้องตลอดเวลา ทำให้ทราบได้ว่าคงบาดเจ็บยังช่องท้องมาไม่น้อย แต่ฝืนทนอดกลั้นจึงยังยืนไว้ได้อยู่


ยังบริเวณคอกม้าด้านหลัง คบไฟถูกจุดขึ้นแล้ววางไว้ยังรั้ว คอกว่างเปล่าแห่งหนึ่งมีร่างของสตรีนอนหายใจรวยรินอยู่บนฟางแห้งกรอบสีน้ำตาล โลหิตหลั่งไหลเจิ่งนองออกมามากมาย พลันเมฆหมอกเบื้องบนเลือนออก จันทราเผยโฉม สาดแสงโอ้โลมลงสู่พื้นเบื้องล่าง


แสงซีดจางอาบไล้ตัวนาง ใบหน้านั้นแม้จะเป็นของสตรีวัยกลางคนที่มีเส้นริ้วรอยแต่ก็ยังคงมีเค้าของความงดงามอยู่ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ถูกอาบเคลือบเป็นสีแดงฉาน บริเวณแขนขวาจากข้อศอกลงไปขาดสะบั้นจากกัน โชคดีที่ยังมีส่วนของแขนที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่ข้างๆ


“เทพธิดาพยากรณ์...” เยว่ถิงพึมพำลมหายใจสะดุด ศีรษะเล็กที่มีเส้นผมสีเทารุงรังยาวปรกผงกขึ้น ดวงตาคู่นั้นฉายแววหวาดกลัว เสียงแผ่วพะงาบแฝงความเกลียดชัง “เจ้า! ไม่ต้องเข้ามา ปล่อยให้ข้าตายเสียเถอะ!


เจิ้งซื่อไม่สนใจคำพูดนาง เขาก้มลงกราบคารวะแทบเท้าเยว่ถิง แต่ละคำเจือสะอื้นคล้ายจะขาดใจ “ได้โปรดช่วยนางด้วย ได้โปรด ข้ายินดีทำทุกสิ่งเพื่อตอบแทน”


 เยว่ถิงหน้าเครียด ผละออกแล้วเดินเข้าหาเทพธิดาพยากรณ์ เอ่ยเสียงแข็งกับเจิ้งซื่อ “ลุกขึ้น แล้วมาช่วยข้าดูแผลนาง”


“อย่ามาแตะต้องตัวข้า!!” คุณหนูหวังพยายามจะถดร่างถอยหนี เยวถิงต้องต่อสู้กับมารปีศาจที่กระซิบถ้อยคำร้ายากาจอยู่ข้างหู เขาขมวดคิ้วกับท่าทีของนางที่ดิ้นรนไม่ให้ดูแผลง่ายๆ ก่อนที่เงยหน้าสบสายตาแล้วเอ่ยเสียงเข้ม


“ตั้งแต่จบเป็นแพทย์ ยังไม่เคยมีใครตายคามือข้า โปรดอย่าให้ท่านเป็นคนแรก”


“ให้คนอย่างเจ้ารักษา สู้ข้าตายเสียดีกว่า!


“เอาผ้าอุดปากนาง” เยว่ถิงหันไปสั่งกับเจิ้งซื่อ เขาพยักหน้ารับ ประคองศีรษะนางขึ้นด้วยความอ่อนโยน ดวงตาปราชญ์สาลิการู้สึกผิดอยู่มาก “ขออภัยขอรับคุณหนู แต่ท่านต้องมีชีวิตอยู่”


เมื่อถูกปิดริมฝีปากและรมยาสลบที่พอมีตระเตรียม ไม่นานนางก็สิ้นสติไป นับว่าโชคดีอย่างมากที่บาดแผลซึ่งถูกตัดสะบั้นนั้นเรียบร้อยจนแทบจะไม่ทำลายเส้นประสาทหรือเส้นเลือดให้แหว่งวิ่น


หากเป็นในโลกก่อน การเชื่อมต่อแขนโดยไร้เครื่องมืออุปกรณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ในโลกแห่งนี้ที่มีเรื่องเกี่ยวกับพลังชี่ปราณ พลังธาตุและพลังหยินหยาง รวมถึงมีโอสถวิเศษต่างๆ ก็ขยับโอกาสแห่งความหวังเพิ่มขึ้นอย่างมาก


แม้เยว่ถิงได้เพียงศึกษาและลองกระทำการผ่าตัดนี้กับศพหรือร่างกายสัตว์ แต่ผลการทดลองล่าสุดก็ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ อย่างไรก็ดี เขายังไม่เคยลองกับคนเป็นๆ สักครั้ง จึงสร้างความตึงเครียดกดดันอย่างมาก


เทพธิดาอ่อนแรงเกินกว่าจะเคลื่อนย้ายไปไหน เจิ้งซื่อได้นำสิ่งต่างๆ มาเพิ่มเติมให้เยว่ถิงจนครบถ้วน เขาเหลือบมองบุรุษที่ช่วยเหลืออย่างกระสับกระส่ายเบื้องหน้า


“โชคดีที่นางไม่มีบาดแผลอื่นให้กังวล รอยกระบี่ที่ตัดสะบั้นก็มิได้ผ่านสิ่งใดที่แปดเปื้อนสกปรกมาก่อน  ทั้งรอยตัดยังเรียบเนียนดีนัก แต่ข้าขอแจ้งแก่ท่านว่า หากต่อแขนกลับคืน อาจจะทำให้แขนเน่าและโลหิตที่เป็นพิษในส่วนของแขนหลุดเข้าไปเจือปนกับโลหิตในร่าง ทำให้เสียชีวิต ท่านยังจะให้ข้าต่อกลับไปหรือไม่”


“เจ้ารักษาอย่างไรก็ได้” เจิ้งซื่อว่า ดวงตาที่มองนางนั้นลึกล้ำเหลือเกิน “ขอเพียงนางมีชีวิตอยู่ก็พอ”


“ข้ากำลังใช้นางเป็นหนูลองวิชา หวังว่าท่านจะไม่โกรธเคือง”


“ได้ทั้งนั้น”


เยว่ถิงพยักหน้ารับ ครานี้เขาจะได้รักษาอย่างสบายใจ แม้ในอดีตนางจะร้ายกาจกับเขาเพียงใด ทว่าสถานะในยามนี้คือผู้ป่วย ด้วยจรรยาบรรณแพทย์แล้ว หากตกลงใจรักษาผู้ใด ก็จะต้องรักษาอย่างสุดความสามารถ


การผ่าตัดดำเนินไปอย่างยากลำบากและตึงเครียดอย่างมาก เยว่ถิงได้ฝึกฝนปราณเฉพาะแบบส่วนหนึ่งเพื่อการเชื่อมต่อเส้นประสาทและเส้นเลือดโดยเฉพาะ การรักษานางที่เป็นการฝืนธรรมชาติจึงคล้ายดูดพลังชีวิตของเขาไปด้วย


ต้องขอบคุณยากดพิษที่ดวงตาของเขาของท่านอาจารย์หมอเทวดา นอกจากมีฤทธิ์ช่วยทำให้เขามองเห็น ยังช่วยคลายความสามารถในการฝึกฝนปราณให้ดีขึ้น


ปราณที่ฝึกฝนมีเพียงปราณรักษา ด้วยเพราะบนเขาหลวนซานเยว่ถิงมิได้มีหนทางศึกษาปราณจู่โจมฆ่าฟันไว้ หรือหากมี ตัวเขาเองด้วยเพราะเหตุใดไม่ทราบ จึงไม่อาจเดินกำลังยุทธ์ได้เลย


ยามรีดเค้นปราณรักษาออกมาแล้วเห็นเป็นคล้ายๆ ละอองแสงแผ่วเบานุ่มนวลบนผิว แต่ขีดจำกัดของปราณนี้มีมาก หากใช้ในครั้งนี้ อาจจะอีกสักเดือนกว่า เขาถึงจะใช้ได้อีกครั้ง


เข็มแต่เข็มที่จรดปักตรึงลงในผิวจะพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นยังขมับไหลยังปลายคาง กระทั่งเสียงหายใจก็หายไป ได้ยินเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นด้วยความระทึก


ฉับพลัน ความเงียบงันกลับถูกทำลาย เมื่อได้ยินเสียงผู้มาเยือนแว่วมาพร้อมควบอาชา เสียงกร้าวเกรี้ยวกราดนั้นเยว่ถิงรู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด


“ไม่ทราบว่ามีหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษที่บาดเจ็บผ่านมาทางนี้หรือไม่”


มู่อวิ้นหลง...!


นิ้วเยว่ถิงหยุดชะงัก เขาเหลือบตาขึ้นมองเจิ้งซื่อ อีกฝ่ายยิ่งน่าซีดเผือด เยว่ถิงกลืนน้ำลายเหนียวหนืด มองสีหน้าเทพธิดาและตรวจแมะชีพจรเป็นระยะก็บอกได้ว่าเขาจะหยุดมือไม่ได้


“ทุกวันมีผู้ป่วยมากมาย หะ หากท่านต้องการพบใครก็โปรดเข้ามาหาดูในเรือน”


“ขอรบกวนแล้ว”


ครานี้น้ำเสียงนี้เป็นน้ำเสียงทุ้มนิ่งของบุรุษอีกคน


เป็นน้ำเสียงที่เขาคะนึงหามาตลอดสองปี


เป็นน้ำเสียงที่เขาเฝ้าเพ้อคร่ำครวญอยู่เนืองนิตย์แม้ยามหลับฝัน


เป็นน้ำเสียงที่เขาไม่ทราบว่าตนเองหูฝาดไปเพราะความรู้สึกรุนแรงมากมายที่ท่วมท้นเกินต้านทานหรือไม่


ชิวหยางอยู่ยังที่แห่งนี้ อยู่ห่างกันเพียงแผ่นผนังไม้กั้น


“...”


เยว่ถิงหลุดจากสมาธิในสิ่งที่กำลังกระทำเบื้องหน้า กระทั่งเหลือบเห็นใบหน้าอ้อนวอนปานจะขาดใจของเจิ้งซื่อ ใบหน้านั่นสั่นศีรษะน้อยๆ เมื่อเห็นท่าทีลังเลและหลุดลอยของเขา เยว่ถิงพลันใจอ่อนยวบลง ฝืนกัดฟันดึงสติกลับมาอยู่กับงานในมือ ซึ่งยิ่งต้องทำอย่างเงียบเชียบ


เสียงฝีเท้าทั้งสองผ่านไปยังส่วนของเรือนด้านหลัง เยว่ถิงใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก้อนเนื้อในอดปวดแปลบด้วยความรู้สึกมหาศาลที่บีบแน่นรวมกัน หากจะระเบิดออกมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย


แต่เขาจะพลาดไม่ได้ พลาดไม่ได้...


เข็มเงินที่ถูกจับไว้อย่างคล่องแคล่วมั่นคงเริ่มสะเทิ้นสั่น เยว่ถิงต้องยกขึ้นมองก่อนที่จะปักฝังลงไป ยิ่งเวลานี้ เข็มนี้ถือว่าจะปักตรึงจุดสำคัญที่สุด ชีวิตสตรีเบื้องหน้าอยู่ระหว่างเส้นแห่งความเป็นความตาย


ฝีเท้าเดินวนกลับมายังเบื้องหน้าอีกครั้ง ได้ยินมู่อวิ้นหลงสบถเบาๆ เมื่อไม่พบใคร ทว่ากลับมาหยุดอยู่ยังบริเวณเดียวกับที่การผ่าตัดดำเนินอยู่ซึ่งถูกกั้นด้วยผนังพอดี


“ไม่ทราบด้านนอกนี่คือที่ใด?” ประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์เอ่ยถาม เข็มในมือเยว่ถิงยิ่งแทบตกหลุดมือ


“อะ อ้อ นั่นเป็นคอกม้า แม่ม้าตัวสำคัญกำลังตกลูกอยู่ นานแล้วก็ไม่คลอดเสียทีจนเราต้องใช้กำลังคนมากในการทำคลอด ยามนี้คงไม่เหมาะที่ท่านจะเข้าไป”


“อืม” เสียงนั้นรับอย่างง่ายดาย ไม่ใช่ไม่ติดใจ ทว่าคล้ายเบื่อหน่ายและระทมทุกข์เกินกว่าจะนึกตะขิดตะขวงใจในเรื่องเล็กน้อย จึงปล่อยผ่านไปไม่คิดจะตรวจสอบ บุรุษผู้มีฐานะประมุขพรรคมารเอ่ยขอบคุณแล้วสั่งให้มู่อวิ้นหลงออกไป


เสียงอาชาควบตะบึงจากไปแล้ว


ใจหนึ่งเยว่ถิงก็โล่งอก แต่อีกใจหนึ่งกลับอยากจะทิ้งงานตรงหน้าแล้ววิ่งเข้าไปโผกอดเจ้าของเสียงนั้นไว้แนบแน่นในอ้อมแขน หรือแม้แต่ตะโกนว่าเยว่ถิงยังมีชีวิตอยู่ก็ยังดี


ทว่าบัดนี้ได้สายไปเสียแล้ว ชิวหยางได้จากไปอีกครั้ง


เจิ้งซื่อเองก็เข้าใจที่เยว่ถิงนิ่งงันเป็นรูปปั้นไม่ยอมลงมือ จึงได้แต่นิ่งเงียบ จนเมื่อเยว่ถิงเห็นสีหน้าทรมานของเทพธิดาจึงจำต้องตัดความอาลัยที่จุกตันขึ้นมายังลำคอ


ไยบุรุษที่ไม่ปล่อยให้สิ่งเล็กน้อยเล็ดลอดสายตาไปได้ ทั้งยังมีบุคลิกดุดันแข็งกร้าวเช่นนั้นกลับกลายเป็นบุรุษนิ่งขรึมและอมทุกข์ไปได้ เยว่ถิงไม่อยากคาดว่าในช่วงเวลานี้อีกฝ่ายผ่านความทุกข์ยากใดมาบ้าง


“หลังจบสิ้นการรักษา ท่านต้องบอกทุกสิ่งที่ท่านรู้มาให้หมด”


เยว่ถิงเอ่ยกับเจิ้งซื่อด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ก่อนหลับตาที่ปวดตุบแล้วลืมตาขึ้นใหม่ ดึงสมาธิกลับมายังเข็มสุดท้าย


“ข้าจะบอกทุกสิ่งทุกอย่าง”


 


รุ่งสาง เสียงนกการ้องระงมยามออกบินหาอาหารอีกครั้ง


การผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี คุณหนูหวังถูกย้ายเข้าไปนอนยังห้องผู้ป่วยที่แยกออกมา เนื่องจากนางเป็นสตรี ซึ่งหายากในหมู่ทหารผ่านศึก จึงสมควรต้องจัดหาห้องพักไว้ต่างหาก


ตลอดทั้งคืนเยว่ถิงไม่ได้นอนแม้แต่น้อย กระทั่งเสร็จงานเขาก็ไปนั่งเหม่อลอยรับลมเย็นอยู่ยังนอกเรือน


สมองคิดไปเรื่อยเปื่อย เขายังคอยชะเง้อด้วยความคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะกระตุกอาชาหันกลับมาทว่าก็ไม่มีแม้แต่เงา


น่าแปลก ครานี้แม้เจ็บปวดปานใด กลับไร้น้ำตาไหลลงมา


เคยได้ยินว่าหากร้องไห้ด้วยความเจ็บช้ำถึงที่สุดหลายต่อหลายครั้งแล้ว วันหนึ่งที่ไร้น้ำตา คนผู้นั้นจะกลายเป็นคนไร้หัวใจ


เยว่ถิงรู้สึกนึกขำคำกล่าวนี้ หากเขาไร้หัวใจ ไฉนเจ็บช้ำเพียงนี้เล่า ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแผ่วๆ อย่างสมเพชเวทนาในโชคชะตาของตน อยู่กันแค่เอื้อมกลับมิได้มีโอกาสพบหน้า ทั้งโอกาสนั้นจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบ


ทว่า... อย่างน้อยก็ยังดีที่ชิวหยางผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาเองก็ไม่ความโศกศัลย์จนไม่เป็นอันทำอะไร จึงลุกขึ้นขยับเคลื่อนกายเข้าไปในเรือนเพื่อตรวจดูอาการของคนไข้คนล่าสุดของเขา


เมื่อเลื่อนประตูออกก็พบเจิ้งซื่อนั่งฟุบหลับใหลอยู่เคียงข้างเทพธิดาพยากรณ์ ฝ่ามือกุมกับมือข้างที่ยังดีของนางอยู่ เยว่ถิงมองภาพนั้นก็รู้สึกบาดใจในความรักล้ำลึกนี้อย่างประหลาด


เมื่อยืนอยู่ครู่หนึ่งยังไม่รู้สึกตัว เยว่ถิงจึงถอนใจแผ่วเบา ด้วยความพาลหรืออย่างไรไม่ทราบ ทำให้เขาอยากจะยกเท้าขึ้นถีบปราชญ์ลิ้นสาลิกาผู้นี้ให้กระเด็นตกเก้าอี้เพื่อระบายอารมณ์ แต่ก็ทำเพียงในความคิด ภายนอกยังคงรักษาท่าทางสุขุมเงียบขรึมไว้อยู่ เยื้องย่างช้าๆ เข้าไปเขย่าบ่าปลุกอีกฝ่ายอย่างไม่แรงนัก


“อ่า...” เปลือกตาบางค่อยขยับเปิด เยว่ถิงมองต่ำลงไปยังบาดแผลที่ท้องของบุรุษร่างโปร่งอย่างบัณฑิตนั้น “ท่านเองก็บาดเจ็บมากเช่นกัน ไปทำแผลก่อนดีหรือไม่”


“ขอบคุณเจ้ามาก ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ” เจิ้งซื่อก้มหน้าพึมพำ ถอนหายใจออกแทบหมดปอด เหลือบมองสตรีซึ่งสูญเสียรูปโฉมเดิมไปหลายส่วนด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะผละตามเยว่ถิงไปอีกห้องหนึ่งที่เงียบเชียบไร้ผู้คน


“ข้าได้ยินว่าเจ้าสำเร็จแพทย์จากหลวนซาน แต่ไม่คิดว่าจะอยู่ที่นี่และเก่งกาจถึงเพียงนี้” เจิ้งซื่อเอ่ยเสียงอ่อนล้า ใช้มือปัดผมออกจากใบหน้า “...หากเจ้าตั้งใจฝึกฝนศาสตร์เช่นนี้ คงตั้งใจรักษาท่านประมุขได้”


“หากชิวหยางมิใช่ประมุขของท่าน ขอได้โปรดอย่าเรียกเขาว่าท่านประมุข” เยว่ถิงเอ่ยเสียงเย็น แต่มือยังคงทำแผลให้อย่างแผ่วเบา เจิ้งซื่อคล้ายหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย “เจ้ารู้มานานแล้วสินะ”


“ท่านหมายความว่าอย่างไร ที่ว่าข้าจะรักษาชิวหยางได้ เขายังเก็บแขนที่ถูกสะบั้นออกไว้หรือ” เยว่ถิงถามไปอีกคำถาม เจิ้งซื่อพยักหน้ารับ


“เก็บไว้อย่างดีในห้องเย็น แต่เวลาผ่านมากว่าสองปีแล้ว ข้ามิรู้ความยากลำบากของศาสตร์การแพทย์ จึงไม่รู้ว่าจะสามารถเชื่อมกลับคืนได้หรือไม่”


เยว่ถิงค่อยใจชื้นขึ้นหลายส่วน เริ่มปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็นมิตรกับเจิ้งซื่อขึ้นเล็กน้อย


“ชิวหยางเป็นผู้สะบั้นแขนนางหรือ”


“มิใช่” เจิ้งซื่อขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน มีโทสะแรงกล้าขึ้นมา “เป็นเจ้าสารเลวหูเป่ยซง จ้าวตำหนักสามแห่งสะบั้นสวรรค์ที่ร่วมมือกับคนระยำแห่งพรรคสุริยันพันแสงลอบทำร้ายพวกเจ้าในป่าไผ่เงินเมื่อสองปีก่อน”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.831K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7571 K.white wine (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 13:47
    ลึกลับซับซ้อนปนหน่วง แอแงงงงงงง
    #7,571
    0
  2. #7522 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 18:34
    เอ้า ไอหมูโสโครกนั่นยังมีชีวิตอยู่อีก ทำไมไม่มีใครจัดการมันนนน
    เศร้า เมื่อไหร่จะได้เจอกันนน
    #7,522
    0
  3. #7428 ya.ong (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 12:13
    ชิวหยางก็มีสิทธิ์กลับมามีแขนเหมือนเดิมสินะ ;__;
    #7,428
    0
  4. #7240 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 10:01

    ฮือออออออ เราร้องไห้แทนนะอาถิง อยู่ไกล้แค่เอื้อมเองอ่าาา

    #7,240
    0
  5. #7230 MinRos (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 04:38
    เก็บแขนไว้ ฉันมีความหวังแล้วววว
    #7,230
    0
  6. #7113 Fueled me (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 12:31
    เจิ้งซื่ออยู่ฝ่ายไหนกันแน่เนี่ย ฮือออออออ
    #7,113
    0
  7. #7057 lilying_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 20:44

    โอยยยยความอึดอัดนี้ เมื่อไหร่เค้าจะเจอกันคะแม่ ฮืออออออ เจิ้งซื่อบอกว่าได้ข่าวน้อง แบบนี้ประมุขจะได้ข่าวด้วยมั้ยยังไง ฮือออออ

    #7,057
    0
  8. #6979 noona a (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 มกราคม 2563 / 23:38
    งือ~~~ นิดเดียวแท้ๆ
    #6,979
    0
  9. #6949 ครุ๊งด๊าวด่าว (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 19:33
    โอ้ยยยยยยย ห่างกันเพียงเอื้อมมือแต่มันคือแสนไกลจริงๆเจ้าค่ะ เห้ออออ
    #6,949
    0
  10. #6909 ppp_12 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 00:24
    น้องเหมาะกับหลักสูตรใหม่(หมอ-วิศวะ)ที่เขาจะออกมาก ตอนแรกก็งงว่าใครจะเรียนได้ น้องนี่เอง5555
    #6,909
    0
  11. #6898 orangemamalde (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 23:50
    ปวดใจแทนน้องถิง คลาดไม่เจอกันไปนิดเดียว แอแง
    #6,898
    0
  12. #6850 Nyctophiliaaaa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 01:10
    เพียงแค่ผนังกั้น... นับถือน้องถิงมากภพก่อนจบวิศวะภพนี้จบหมอ เป็นนี่คงสมองระเบิดก่อนเลย5555555
    #6,850
    0
  13. #6748 chalillxx_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 14:39

    คนเราอะนะนอกจากจบวิศวะแล้วก็ยังจบแพทย์อีก สุดยอดไปเลยจ้าไอน้องง

    #6,748
    0
  14. #6711 Wang19th (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 15:22
    สงสารน้องจัง ปวดใจมากเลยสินะ
    #6,711
    0
  15. #6700 pcy921 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 11:21
    คิดซะว่ามันยังไม่ถึงเวลานะคะ
    #6,700
    0
  16. #6556 Ppttyc_ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 06:06
    แม่พบกันแต่ไม่ได้เห็นหน้าเจ็บปวดใจมาก แต่แบบทำไมเรื่ิองมันถึงมาเป็นงี้ได้เจ้าหญิงต้องหายนะ
    #6,556
    0
  17. #6522 Shin Night (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 23:50
    เล่ามาให้หมดต่อมเผือกทำงานแล้วววว
    #6,522
    0
  18. #6424 Earn0624 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 20:27
    ฮือออออ เจ็บหัวใจ แค่ผนังกั้นอะ แค่นั้นเอง ถ้าได้เจอกัน ชิวหยางต้องดีใจมากแน่
    #6,424
    0
  19. #6363 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 12:28
    ห่างแค่กำแพงกั้นนน
    #6,363
    0
  20. #6275 gabriel.la(: (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 11:49
    ใจเต้นแรงมากคิดว่าจะได้เจอกันแล้ว เกือบๆสามปีแล้วนะที่ห่างกัน
    #6,275
    0
  21. #6244 Tanatorn_M (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 03:45
    กะลังอิน...ห่างกันแค่นิดเดียวแท้ๆ!!!!
    #6,244
    0
  22. #6208 PPsry (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 20:01
    ฮืออออ อยู่ห่างกันแค่นี้ แต่มือาจพบหน้า แงงงงงงง
    #6,208
    0
  23. #6196 LWLookwai (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 09:20
    เพลงมา! ห่างแค่เพียงเอื้อมมือเเต่มันคือแสนไกล~~ สงสารน้องงงง
    #6,196
    0
  24. #6163 GSstory (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 05:37
    อีกนิดเดียวววว ฮือออ พี่ชิว รอก่อนน้อง เดี๋ยวน้องไปเย็บแขนให้
    #6,163
    0
  25. #6061 กิ้งก่อง กิ้งๆ ก่อง (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 19:08
    โถ่ คู่จิ้นไล่ฟันกัน ฮืออออ
    #6,061
    0