หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 23 : 22 - วิถีทารก re23/10/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,883
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,881 ครั้ง
    23 ต.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

22 – วิถีทารก

 

            ฝีเท้าคู่ชะงักกึก ห้องเงียบกริบ กระเพาะเจ้ากรรมที่ยังคงส่งเสียงน่าอายขับขานจึงยิ่งได้ยินชัด


            โครกกกก ครากกกกก


            เยว่ถิงอยากยกมือปิดหน้าด้วยความอับอายเสียเหลือเกิน รับรู้ได้ว่าความร้อนจากพิษไข้ไปรวมกันยังใบหน้าและใบหู เหตุการณ์นี้ยังเดจาวูให้ย้อนกลับไปคิดถึงยามเมื่อพบคนผู้หนึ่ง...


พลันมือปราบเฟยหัวเราะออกมาไม่เหลือมาดเดิม ก้มงอตัวลงน้ำตาเล็ด คาดว่าคงหัวเราะจนท้องขดท้องแข็ง


            “ฮ่าๆๆๆ! โอ้ย”


            หวงไท่จื่อมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสีดำของสายเลือดมังกรจ้องมองมายังท้องเขาราวกับว่ามันเป็นบุคคลมารยาททรามผู้หนึ่งที่พูดจาจ้อไร้สาระไม่หยุด เยว่ถิงเองมิอาจปริปากหรือขยับเคลื่อนไหว คงต้องปล่อยให้กระเพาะที่โหยหิวครวญครางต่อไป


            แม้ว่าน่าขายหน้านัก อย่างน้อยก็นับว่าดีที่เขาดึงความสนใจของทั้งคู่กลับมาได้


            “แม้ไร้วรยุทธ์ กลับยังอุตส่าห์ใช้ความหิวโหยเรียกท่าน เจ้าเด็กคนนี้นับว่าเป็นอะไรกัน!” มือปราบเฟยพยายามหยุดหัวเราะอย่างยากลำบาก องค์รัชทายาทแห่งชางเหอปรายตามองเขา ก่อนถอนใจแล้วสั่งให้มือปราบเฟยออกไปยกสำรับอาหารมา


            ไม่นานนักข้าวต้มทรงเครื่องร้อนๆ หอมกรุ่นในถ้วยกระเบื้องขนาดใหญ่บนสำรับไม้อย่างดีก็ถูกยกเข้ามาวางไว้เบื้องหน้า


            หวงไท่จื่อสะบัดฝ่ามือวูบเดียวคลายเส้นให้ เยว่ถิงคล้ายรู้สึกหายจากการเป็นอัมพาตปลิดทิ้ง เขากอบโกยหายใจเอาอากาศเข้าปอดอยู่สองสามครั้งเหมือนปลาได้น้ำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง


            “ขะ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”


            “กินซะ”


            เยว่ถิงใช้มือข้างซ้ายหยิบช้อนไม้ขึ้นอย่างทุลักทุเล แค่ขยับนิดเดียวก็ร่างกายแทบจะพังทลายเสียให้ได้ เขาจึงยกมือสั่นๆ ที่จับคันช้อนวางค้างอยู่เช่นนั้น บุรุษรูปงามดั่งหยกเย็นคล้ายรำคาญใจ จึงสั่งส่งๆ “ป้อนเขา เฟยเหยา”


            “รับสั่งว่าเช่นไรนะพ่ะย่ะค่ะ?”


            “ข้าจะไม่ย้ำอีก” เฟยเหยาได้แต่ทำสีหน้าปุเลี่ยนๆ สุดท้ายต้องจำใจนั่งข้างเยว่ถิงแล้วใช้มือข้างหนึ่งจับถ้วย ก่อนจะใช้มืออีกข้างป้อนคำต่อคำ น่าอนาถที่เมื่อกินคำแรกกลับลวกปาก เฟยเหยาจึงต้องคอยเป่าให้ทีละคำอย่างเลี่ยงไม่ได้


สีหน้ามือปราบดุดันน่าเกรงขามบัดนี้คล้ายจะร้องไห้ ไม่ต่างกับเยว่ถิง จะมีคนหฤหรรษ์จากความทุกข์ของคนอื่นก็เพียงคนเดียว สิ่งนี้ทำให้เยว่ถิงต้องมององค์รัชทายาทแห่งชางเหอใหม่อีกที


            ฝืนทนทานไปก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว แม้จะอร่อยและหิวโหยเพียงใด ทว่าก็กระดากใจในการกลืนแต่ละคำลงคอ เหตุการณ์นี้ทำให้เยว่ถิงแน่ใจในอีกสิ่งหนึ่ง ว่าถึงเขาจะชอบชิวหยาง แต่เขาไม่ได้เปลี่ยนรสนิยมมาชอบผู้ชายด้วยกันอย่างแน่นอน เมื่อทานเสร็จ เฟยเหยาก็รีบนำสำรับออกไป ท่าทางเหมือนว่าจะลาจากไม่กลับมาอีกเลย


            “ข้าให้เจ้าถามได้สามข้อ”


            หวงไท่จื่อยื่นคำขาดเสียงเย็น คำเอ่ยนั้นมิคาดว่าจะใจดีกว่ามาดเย็นชาที่แสดงออกมา เยว่ถิงค้อมศีรษะลง พยายามรวบรวมสติคิดตรองให้ถี่ถ้วนถึงสิ่งที่จะถามก่อนเอ่ยออกมาช้าๆ


            “...บัณฑิตแพทย์หลวนซานเจ้าของจดหมายนั้น พระองค์ทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง”


            “หากจะถาม ควรถามท่านหมอซุ่ยหวางเจียยามเขาเข้ามาดูอาการเจ้า”


            ถามแล้วก็ไม่นับว่าถาม เยว่ถิงอยากหาญกล้าเอ่ยว่าขอไม่นับได้ไหม แต่ดูดวงตาสีดำคู่นั้นจะไม่อ่อนข้อกว่านี้อีก จึงจำต้องเลิกตอแยแล้วถามสิ่งต่อไป


            “นับจากนี้ ชีวิตกระหม่อมจะ... เอ่อ จะอยู่ใต้อาณัติของพระองค์ใช่หรือไม่”


            “สภาพเช่นนี้ เจ้ามีทางเลือกเท่าใดกัน?”


            เป็นจริงที่บุญคุณของบุรุษสูงศักดิ์เทียมฟ้าผู้นี้ท่วมศีรษะ เขาจะเอ่ยปฏิเสธอันใดได้เล่า เด็กหนุ่มถามคำถามสุดท้าย “พระองค์จะให้กระหม่อมรับใช้ในสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”


            “ข้าก็อยากรู้ว่าเจ้าจะทำอะไรได้” ย้อนความคล้ายยียวน แต่สีหน้ายังคงไร้อารมณ์ “ข้าไม่เคยกระทำสิ่งใดโดยเปล่าประโยชน์ การช่วยเหลือเจ้าก็เช่นกัน หวังว่าเจ้าเองก็คงมีความสามารถ”


            “มิใช่ช่วยกระหม่อมไว้เพื่อคอยควบคุมประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์หรือพ่ะย่ะค่ะ”


            พอท้องอิ่ม ความกล้าบ้าบิ่นเดิมๆ ก็กลับมา เหมือนว่าความกล้าแปรผันตรงตามความอิ่มโดยแท้ เวลานี้เขายังมีอะไรต้องกลัวอีก หากผ่านพ้นเคราะห์ร้ายมากมายเหล่านั้นมาแล้ว


            “นั่นก็นับเป็นหนึ่งในเหตุผล”


            ถ้าหากเอ่ยว่าเป็นหนึ่งในเหตุผล แสดงว่าสิ่งที่ทำให้ช่วยเหลือเขานั้นมีมากกว่าหนึ่ง เยว่ถิงจะอ้าปากถามเผื่อขี้โกงได้บ้าง ทว่าครานี้หวงไท่จื่อได้สะบัดชายผ้าแล้วหายไปจากห้องอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันได้แม้แต่อ้าปาก


            เยว่ถิงตกอยู่ห้องโปร่งที่แสงสีทองส่งลอดเข้ามาเพียงลำพัง อากาศบริสุทธิ์และเสียงนกร้องแว่วมาไม่อาจทำให้จิตใจว้าวุ่นสงบลงได้ จนเมื่อต้านทานพิษไข้ไม่ไหว รวมถึงเมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็ย่อมหย่อน เขาจึงจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดาย


            มิทราบสมองทำงานหนักหรือกระสับกระส่ายเกินไปหรือไม่ เมื่อหลับตาอีกครั้ง เยว่ถิงจึงได้ฝันหลังจากไม่ได้กึ่งหลับกึ่งตื่นในมโนความคิดเช่นนี้มาเนิ่นนาน


 


            ในความฝันอันเจิดจ้า เขาเดินเคียงข้างบุรุษผู้หนึ่ง...


            รอบกายเต็มไปด้วยผู้คนพลุ่งพล่านมีชีวิตชีวา มีบรรดาเด็กน้อยวิ่งเล่นกันผ่านไป หญิงสาวผัดหน้าทาปากแต่งกายสีสดใสไม่ต่างจากบุปผาพัดปลิวตามสายลม เหล่านักเดินทาง ขุนนาง วาณิช ต่างรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ไอควันของการหุงต้มประกอบอาหารโชยคลุ้ง แม้เอะอะแต่กลับไม่เป็นที่น่ารำคาญใจของเยว่ถิง


            เยว่ถิงรู้สึกเบิกบานใจ เขาหัวเราะ บุรุษผู้เดินเคียงข้างก็หัวเราะ


            ไม่ต้องสงสัยยามเหลือบสายตาขึ้น ชิวหยางในความฝันช่างอบอุ่นและสง่างามไม่ต่างจากดวงอาทิตย์ แม้แต่งกายอย่างธรรมดาติดจะค่อนข้างปอนๆ ด้วยกันทั้งคู่ ทว่าเขากลับอิ่มเอมเป็นล้นพ้น คอยหยอกล้อเล่นกันไม่ต่างจากเด็กน้อย


            ถนนสายนี้ให้ความรู้สึกว่าคือเส้นทางหนึ่งในเขตการค้าสุ่ยหนาน ชิวหยางสอดมือซ้ายเข้าจับมือกับเขาแน่น ราวกับไม่มีวันจะปล่อยไป เยว่ถิงรู้สึกเขินอายสายตาผู้คน แต่กลับยิ่งถูกประสานแนบพันธนาการ จนต้องจำใจให้อีกฝ่ายยิ้มกริ่มอย่างได้ที


            เดินทางเคียงคู่ไปถึงร้านค้าแห่งหนึ่ง ป้ายไม้เก่าแต่ดูออกว่าดูแลอย่างดีบอกว่าเป็นร้านเต้าหู้เจ้าเก่าแห่งสุ่ยหนาน เยว่ถิงหันไปขอสั่งของโปรดกับอีกฝ่ายที่พยักเพยิดตามอกตามใจ ชิวหยางบอกว่าจะซื้อเท่าไหร่ก็จะยอมจ่ายให้ไม่อั้น


            หญิงสาวที่มาต้อนรับเป็นสาวใช้ในเรือนเร้นจันทร์ บัดนี้สวมผ้ากันเปื้อนและแก้มเลอะแป้งทว่ากลับดูมีความสุขนัก นางเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าไปนั่งด้านใน ทว่าเยว่ถิงของสั่งเพียงเต้าหู้ทอดสำหรับทานเล่นเท่านั้น


            เท่าที่เยว่ถิงรู้ ชิวหยางมีชอบความในเต้าหู้ปานกลาง แต่เมื่อเยว่ถิงป้อนให้ บุรุษผู้นี้กลับชมไม่ขาดปากว่าอร่อยนัก ขโมยกินของเขาไปเกือบหมด เยว่ถิงอดไม่ได้ที่จะต่อยแขนอีกฝ่ายแรงๆ แต่ก็ได้เพียงสีหน้าพออกพอใจกลับมา


            ทั้งสองกุมมือกันเดินไปเรื่อยๆ แต่ทว่าเหตุไม่ทราบ ยามเมื่อยิ่งเดินไป หนทางกลับแคบลง


ผู้คนหายไปจากสายตา จนสุดท้ายคล้ายว่าเดินมายังทางที่รอบกายเป็นป่าไผ่สูงค้ำศีรษะ เงาวูบวาบยามไหวเอนน่าหวาดหวั่น ใบไผ่สีเงินปลิวละลิ่วลอยลง เวลาทิวากาลเมื่อครู่ในยามนี้กลับมืดเหมือนตกอยู่ใต้เงารัตติกาลมืดครึ้ม


            จากที่เดินเคียงข้าง จู่ๆ ชิวหยางกลับเดินเร็วขึ้นจนฉุดรั้งร่างเยว่ถิงให้ต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามไป หัวใจที่อบอุ่นพลันเย็นเยียบความกลัวแผ่กระจายทั่วอก เยว่ถิงพยายามกระตุกมือแล้วพร่ำบอกให้กลับออกจากที่แห่งนี้ ทว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหันมา


            ทันใดนั้น ธนูเหล็กนับสิบพุ่งเข้าใส่ร่างชิวหยาง เยว่ถิงกรีดร้องลั่น กระชากแขนอีกฝ่ายดึงตัวให้หลบเกาทัณฑ์มรณะเหล่านั้น ทว่าถูกแรงผลักที่ไหล่จนลอยกระเด็น


            เยว่ถิงถูกแรงดีดถลาออกจนล้มลง สามารถรอดพ้นธนูเหล่านั้นได้ทั้งหมด ส่วนชิวหยางถูกธนูปักจนร่างกระตุก โลหิตสาดกระจายคละคลุ้ง ก่อนจะค่อยๆ คุกเข่าลง ศีรษะก้มตกลงราวกับสิ้นชีพ


            เด็กหนุ่มจะตะเกียกตะกายจะเข้าไปช่วย ทว่าแขนขวายังถืออะไรที่ถ่วงไว้หนักอึ้งทำให้ไม่อาจขยับไปไหนได้ เยว่ถิงก้มลงดูสิ่งนั้น


            แขนซ้ายของชิวหยางที่อาบไปด้วยเลือดยังคงเกาะกุมกับมือขวาของเขาแนบแน่น...



 

            “ไม่!!!


            เยว่ถิงผวาตื่นขึ้น เหงื่อโชกโทรมกาย ดวงตาเบิ่งกว้าง น้ำตาร้อนยังชุ่มในเบ้าตา ริมฝีปากสั่นระลิกขณะนำมือผอมแห้งจนเหลือข้อกระดูกขึ้นปิดใบหน้า


            “หลับไปสองเดือน ตื่นมาไม่กี่เค่อ แล้วก็หลับไปอีกสามวัน เจ้านี่นับเป็นตัวอะไร”


            เสียงนิ่งขึงเอ่ย เยว่ถิงหันไป พบกับชายชราเคราขาวที่เกล้าผมไว้อย่างดีแล้วปักไว้ด้วยปิ่นหยกรูปเมฆ แต่งกายดูไปก็คล้ายมหาเทพโอสถที่ผู้คนบูชาให้หายป่วยไข้ น่าอัศจรรย์ที่เพียงแค่เอ่ยประโยคเดียว ก็ทำให้ใจเยว่ถิงพอสงบลงได้ ท่านปู่ผู้นั้นวุ่นวายกับการพัดเตายาเล็กๆ จนกลิ่นสมุนไพรขมคออบอวล


            บัดนี้หน้าต่างห้องถูกมู่ลี่ไม้ไผ่บดบังแสงไว้ส่วนหนึ่ง แต่ยังสัมผัสได้ถึงลมท้ายฤดูสารท


            “ท่านคือ...”


            “ข้ามีนามว่าซุ่ยหวางเจีย เป็นอาจารย์แพทย์แห่งสำนักแพทย์หลวนซาน”


แม้ดวงหน้ามีริ้วรอยแห่งกาลเวลา ทว่าสุขุมดูสง่าและให้ความรู้สึกน่าเคารพยำเกรง เยว่ถิงยามนี้อาการไข้ทุเลาลงมากแล้ว หากไปไม่นับอาการบาดเจ็บที่แขนและขากับฝันร้ายเมื่อครู่ ก็นับว่าอยู่ในสภาพที่ดี


            “ขอบคุณท่านมาก ผู้น้อยย่อมต้องตอบแทนท่านในอนาคตแน่นอน”


            “ไม่ต้องตอบแทนสิ่งใด ขอแค่ให้หายเร็วๆ แล้วกลับบ้านไปก็พอ”


            เยว่ถิงกำลังปาดเหงื่อออกจากใบหน้าที่คงซีดเผือด ได้ยินก็หลุดขำออกมาคำรบหนึ่ง “เคยได้ยินมาว่าท่านหมอเคร่งเครียดจริงจัง ทว่ายามพบแล้วผู้น้อยคิดว่าท่านมีอารมณ์ขันนัก”


            “ถ้าเจ้าได้ดื่มยาแล้วจะไม่พูดเช่นนี้” หมอเทวดาว่าเสียงขรึม ยังคงไม่แย้มยิ้มใด แต่เยว่ถิงสัมผัสได้ว่าคนผู้นี้เป็นคนดีคนหนึ่งทีเดียว พลันนึกขึ้นได้ว่าควรถามถึงซีหลงจึงเอ่ยปากอย่างระวัง


            “ท่านหมอ ไม่ทราบว่าพี่ซีหลง...”


            “เจ้าเด็กน่าตายนั่น!” จากท่าทีนิ่งเฉยกลับพัดกระพือไฟแรงขึ้น ผู้เป็นอาจารย์เข่นเขี้ยว คล้ายมีอารมณ์กึ่งโมโหกึ่งโล่งใจ “หึ คงยังไม่ถึงวันตายกระมัง ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถหนีรอดออกจากพรรคมารเช่นนั้นได้”


            นี่ถือว่าเป็นข่าวดีตั้งแต่ที่เขาฟื้นขึ้นมา “แล้วเขา...”


            “ข้าส่งให้ไปปฏิบัติธรรมเพื่อซึมซับคำว่าคุณธรรมเข้าศีรษะเสียบ้าง หากยังคัดลอกคัมภีร์ในหอธรรมะค้ำจุนหล้าไม่ครบ ก็ไม่ต้องกลับมา”           


หอธรรมะค้ำจุนหล้า เป็นหอที่รวบรวมหลักธรรมต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นอ้าย ไม่ต้องเอ่ยถึงบรรดาตำรามากมายว่าเยอะเพียงใด กว่าซีหลงจะคัดได้ครบคงกินเวลานับปี เยว่ถิงได้แต่อ้าปากค้าง ทว่าเมื่อดูสีหน้าหมอเทวดาซุ่ยหวางเจียแล้วขึ้งโกรธเสียจนเขามิกล้าปริปากขอลดโทษให้แก่พี่ชายดอกเหมย หรือกระทั่งถามว่าออกมาจากสะบั้นสวรรค์ได้อย่างไร


จึงได้แต่เป็นกำลังใจ ขอให้อีกฝ่ายคัดเสร็จโดยเร็วแล้วทันสอบไล่สำเร็จการศึกษาแพทย์จากที่นี่


“ท่านหมอ บัดนี้พิษยังดวงตาผู้น้อยเป็นอย่างไรบ้าง”


“เป็นพิษแปลกพิสดาร ยากแก่การอธิบาย” หมอเทวดาเอ่ย “เวลานี้เพียงสกัดพิษไม่ให้กำเริบจนดวงตาเจ้ามืดบอดอีก ทว่า... หากใช้งานดวงตาอย่างหนักหน่วง พิษก็สามารถถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ และหากถูกกระตุ้นมาก ครานี้คงมืดบอดอย่างถาวร”


“อา...” เยว่ถิงมิรู้จะเอ่ยอย่างไรในความเมตตากรุณา เขาขอบคุณอย่างตื้นตันอีกครั้ง ความรู้สึกยามเมื่อถูกฉุดดึงขึ้นจากความสิ้นหวังเป็นเช่นนี้ ล้นทะลักจนยากแก่การอธิบาย


ดวงตาที่เหนื่อยอ่อนและฉาบด้วยรอยโศกค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป แม้ร้องไห้กี่ครั้งเขาที่ยังอ่อนแอก็ไม่สามารถทำสิ่งใดให้เป็นประโยชน์ ยามตาบอดยังพอมีข้ออ้าง แต่ยามนี้มองเห็น เขาเองที่ชาติภพก่อนเคยประสบสิ่งที่แตกต่างจากภพนี้อย่างสิ้นเชิงจะไม่พยายามได้อย่างไร


สวรรค์ดึงดันจะให้เขามีชีวิตอยู่ เขาเองก็จะไม่ให้เสียเปล่าเช่นกัน


“ท่านหมอซุ่ย” เยว่ถิงใช้น้ำเสียงจริงจัง คล้ายกระแสอารมณ์ของเขาเรียกสายตาคู่คมกริบนั้นเงยขึ้นมา แม้ผ่านมาหลายปี เยว่ถิงก็แอบคิดไปถึงเจ้านายเก่าตอนทำงานวิศวกรรมที่เฮี้ยบพอตัวและมีดวงหน้าคล้ายคลึงกับท่านหมอเทวดาแห่งหลวนซานผู้นี้


“ผู้น้อยขอร้องท่าน โปรดรับผู้น้อยเป็นศิษย์ด้วย”


 สดับเสียงนั้นสายตาของผู้ผ่านพ้นกาลเวลามานานจึงเปลี่ยนใจ ไม่ใคร่จะแปลกใจนัก แต่ราวกับว่ามองทะลุหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตใจหลังคำพูดฝากตัวอย่างกะทันหันเหล่านั้น


“เห็นเจ้าเด็กซีหลงบอกว่าเจ้าเป็นเพียงขอทานตาบอดคนหนึ่ง มิใช่ข้าจะดูแคลน แต่การเรียนวิชาแพทย์ไม่ใช่ผู้ใดก็ร่ำเรียนได้ โดยเฉพาะวิชาแพทย์ของสำนักหลวนซาน”


“จริงอยู่ที่ผู้น้อยเป็นขอทานตาบอด ทั้งยังกำพร้าบิดามารดา ทว่าในเมื่อบัดนี้ดวงตามองเห็นแล้ว ทั้งยังรู้สึกสรรเสริญท่านจนเกิดความประทับใจอย่างยิ่ง หากต่อไปได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์ ก็จะตั้งใจพากเพียรอย่างเต็มที่และไม่ให้ชื่อเสียงของสำนักแพทย์หลวนซานเสื่อมเกียรติ”


“มองจากดวงตาเจ้า... ก็นับว่ามีประกายเฉลียวฉลาดอยู่มาก” หมอเทวดาลูบเครา “แต่มิเขียนได้อ่านเขียนมาก่อน ไยจะสามารถศึกษาตามผู้อื่นทันและเข้าใจได้ถ่องแท้กัน”


            เยว่ถิงอยากเอ่ยว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนข้ามภพเช่นเขาที่เคยเรียนจบทั้งดุษฎีบัณฑิตและอนุปริญญามาแล้ว แต่สะกดความร้อนใจและตื่นเต้นเอาไว้ในท่าทีที่ดูเคารพนบนอบมากที่สุด การเริ่มต้นศึกษาศาสตร์การแพทย์โบราณก็น่าจะเป็นเรื่องที่หากพยายามก็ย่อมสามารถทำได้ แม้เขาเพิ่งรู้จักกับโลกใบนี้ได้ไม่นาน


“ผู้น้อยพอลักจำเรื่องสมุนไพรและการรมยามาบ้างยามตามืดบอด ความรู้นั้นสามารถเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตร่อนเร่ได้ ดังนั้นได้โปรดสอนสั่งผู้น้อยให้มีค่ามากกว่าการเป็นเพียงขอทานหรือนายบำเรอคนหนึ่ง”


หมอเทวดาซุ่ยหวางเจียถอนใจออกมาเบาๆ “ในเมื่อเจ้าอ้อนวอนถึงเพียงนี้ ระหว่างที่พักรักษาตัวข้างจะให้เด็กรับใช้นำตำราเบื้องต้นเข้ามาให้อ่านบ้าง แล้วเมื่อหายดีข้าจะทดสอบเจ้า ว่ามีคุณสมบัติพอที่เรียนรู้หรือไม่”


“ขอบคุณท่านมาก ผู้น้อยเยว่ถิงขอคำนับท่านอาจารย์ซุ่ยหวางเจีย”


ใจเยว่ถิงลิงโลดขึ้น ยิ้มกว้างและน้ำตาแทบไหลอีกครั้ง แต่ถูกห้ามปรามไว้ก่อน “อย่าเพิ่งดีใจ หากเจ้าไร้คุณสมบัติ คงไม่ต่างจากสอนสั่งก้อนหิน ยามนี้ยังเร็วไปที่จะเรียกข้าว่าอาจารย์”


แม้ผู้ดูแลสำนักแพทย์มีท่าทีเช่นนั้น เยว่ถิงกลับยังฉีกยิ้มค้างอยู่ เพียงเท่านี้ก็มากพอให้เขารู้สึกมีความหวังในการดำเนินชีวิตต่อไปแล้ว


อีกทั้ง...  เขาจะได้สามารถช่วยเหลือชิวหยางได้อย่างเต็มที่เมื่อพบกันอีกครั้ง เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น จะต้องอยู่เคียงข้างกันโดยไม่เป็นฝ่ายที่ถูกปกป้องเพียงฝ่ายเดียว


ท่านอาจารย์ซุ่ยหวางเจียออกไปแล้ว หลังจากนั้นจึงยกดื่มยารสขมจัดลงไป ทว่ากลับไม่รู้สึกฝืดคอ เยว่ถิงเหม่อมองไปนอกหน้าตา ภาวนาให้ร่างกายที่กลับมาผ่ายผอมทรุดโทรมดีขึ้นในเร็ววัน เพราะมีสิ่งมากมายนักที่เขาต้องกระทำ


แม้มิอาจฝึกวรยุทธ์ให้แก่กล้า ยามนี้เปรียบเป็นแค่ทารก แต่เขาก็มีวิถีทารกของตนเอง


“ยามพบกันอีกครา ข้าจะเป็นแขนให้ท่าน ชิวหยาง ได้โปรดรอข้า”


เยว่ถิงหลับตากระซิบแผ่วเบา กระนั้นกลับหนักแน่นในหัวใจดั่งปณิธานไม่คืนคำ ได้แต่ฝากวาจาไว้ วานให้สายลมคอยพัดพาไปถึงบุรุษคนหนึ่งที่คงเจ็บปวดอยู่


หากแม้นพระพายช่วยฝากความคิดถึงห่วงหานี้ไป แม้สามารถบรรเทาความปวดร้าวทั้งกายใจได้เพียงสักน้อยนิด


หากแม้นพระพายช่วยทำหน้าที่แทนหยกคู่ที่สูญหาย ขอเพียงให้รู้ว่าสองวิญญาณยังมีลมหายใจ เท่านี้ก็เพียงพอ

 



เวลาผ่านไปราวติดปีก แทบพริบตาเดียวก็ล่วงเลยไปสามอาทิตย์ เยว่ถิงเองประสบเคราะห์มามากมาย บัดนี้สวรรค์คงพอมีความเมตตาสงสารบ้าง จึงได้ส่งบัณฑิตแพทย์คนหนึ่งที่แนะนำตัวว่าเป็นสหายสนิทของซีหลงมาให้ ได้ยินว่าเจ้าตัวขออาสามาเป็นทั้งคนดูแลและพี่เลี้ยงในการช่วยติวหนังสือให้เขาอย่างใจดี


            “ยามนี้สหายสนิทที่สุดของข้าไม่อยู่ ข้าย่อมหงอยเหงานัก แต่หากมีน้องชายคนหนึ่งมาแทน ย่อมพอทำเนาบ้าง”


            บุรุษดวงหน้าแจ่มใสพูดจาฉะฉานผู้นี้มีนามว่า เจียหง เป็นคนจากแคว้นหลวงชางที่มาศึกษาศาสตร์การแพทย์ที่แคว้นอ้ายพร้อมกับพี่ชายดอกเหมย เจียหงคนนี้เป็นบุตรของเพื่อนบิดาของซีหลงที่อยู่บ้านเคียงกัน ทางบ้านทำอาชีพเปิดโรงหมอ แต่อยากให้เขามาศึกษาศาสตร์ที่แตกต่างไปจากในแคว้นเพื่อไปพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น


เจียหงคล้ายเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ทราบเรื่องในจดหมายก่อนที่ซีหลงจะถูกสั่งให้ไปหอธรรมะค้ำจุนหล้า มิทราบพี่ชายผู้นั้นเขียนอะไรถึงเขาไว้บ้าง สหายคนนี้ถึงได้เห็นอกเห็นใจ รวมถึงใจกว้างคอยช่วยเหลือเขาโดยไม่ขัดเคืองแม้แต่น้อย นั่นทำให้เยว่ถิงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอีกฝ่ายมากขึ้น จะขึ้งโกรธเรื่องร่วมมือกับฝ่ายธรรมะก็ทำไม่ลง


“เจ้าคงสงสัยว่าเขากลับมาได้อย่างไร ข้าก็สงสัยเช่นกัน แต่ได้ยินว่าฝ่ายธรรมะคนหนึ่งได้นำเขามา ทว่าบัดนี้เจ้าตัวกลับหายไปไร้ร่องรอยเสียแล้ว”


เยว่ถิงพลันนึกไปถึงเจิ้งซื่อ บุรุษผู้นั้นนำกำลังพลมาแล้วตะโกนว่าคุ้มกันท่านประมุข แต่ยามนั้นสถานการณ์วุ่นวายสับสนเสียเหลือเกิน จึงแทบจะระลึกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง


ส่วนหวงไท่จื่อได้หายไปไม่มาพบอีกตามที่เยว่ถิงคาดไว้ หรืออ๋องแปดหลี่ซื่อหยางเองก็ไม่รู้ชะตากรรมว่าถูกพี่ชายที่เป็นน้ำแข็งเดินได้ผู้นั้นทำอะไรบ้าง มีก็แต่มือปราบเฟยที่เข้ามาบ้างครั้งคราว แต่ก็ไม่พูดคุยหยอกล้อเล่นแล้ว มีแต่มาดดุเครียดและพูดจาแทบนับคำได้ ก่อนออกไปอย่างรวดเร็ว


ข่าวสารยามนี้สงบเงียบจนน่าอึดอัด เยว่ถิงได้ยินว่าเวลานี้ไม่คิดมีฝ่ายใดทำการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสะบั้นสวรรค์ สุริยันพันแสง ชนเผ่าที่ลุ่มแม่น้ำวูซาทั้งสอง อาจเป็นเพราะข่าวการมาเยือนขององค์รัชทายาทได้แพร่งพรายออกไป


ส่วนเสี้ยวหยกนั้นก็ยังคงไร้ร่องรอย เยว่ถิงเองก็มิรู้ว่าจะไปตามหามันที่ใด แต่หากมีโอกาส ก็จะติดตามอย่างเต็มที่สุดความสามารถ


เมื่อพูดคุยติวหนังสือกับเจียหงมาได้ช่วงหนึ่ง ก็ทราบได้ว่าเป็นบุคคลที่น่าคบหาอย่างมากคนหนึ่ง แต่อีกประการที่ไม่ทิ้งลายกับซีหลงคือป้อยอสาวเก่งไม่แพ้กัน ด้วยความที่เป็นคนหน้าตาสะอาดสะอ้านหมดจดและมักแย้มยิ้มอยู่ตลอด ทำให้อากาศรอบตัวสบายน่าเข้าหา มักจะมีวีรกรรมจีบสาวเล่าให้เขาฟังเพื่อคั่นไว้แก้เบื่ออยู่เสมอ


เจียหงเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ลงเขาไปหอคณิกาด้วยในวันที่ซีหลงถูกจับ เขายังเอ่ยอีกว่ารู้สึกผิดอย่างมากที่กลับมาโดยไม่มีซีหลง ในยามนั้นเมื่อหาไม่พบแล้วอย่างไรก็ต้องกลับมาทำหน้าที่อยู่ดี


            “น้องถิง” เจียหงวางพู่กันลงอย่างอึ้งๆ ขณะมองเขาที่คัดตอบชื่อสมุนไพรถูกต้องทั้งหมด “ไหนเจ้าซีหลงเอ่ยว่าเจ้าเป็นขอทานตาบอดมาก่อน ขอทานเช่นไรเรียนรู้ได้รวดเร็วปานอัจฉริยะเช่นนี้!”          


            แม้เยว่ถิงรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองขี้โกงคนหนุ่มสาวในวัยเดียวกันอยู่หลายก้าว ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะภาคภูมิใจ ดีที่สมองของเขาไม่ได้ฝ่อไปตามกาลเวลา


            “เพราะท่านสอนดี ไหนเลยข้าจะจำไม่ได้”


            “ศิษย์น้อง เจ้าช่างปากหวานนัก!” เจียหงร้องออกมาพร้อมยืดอก ก่อนมองเยว่ถิงด้วยสายตาประหลาด แล้วจู่ๆ จึงส่ายหน้าตีหัวเอง “ไม่ๆๆ!


            “พี่เจียหง มีสิ่งใดหรือ”


            “ทำไมเจ้าช่างหน้าตางดงามนัก” เจียหงเอ่ยเองแก้มก็ขึ้นสีเรื่อเอง ก่อนยกมือยกไม้ออกอาการลนลาน “อา! แต่อย่าได้คิดว่าศิษย์พี่คนนี้คิดลามกอุตริกับเจ้า เพียงอดคิดไม่ได้ว่า บุรุษไฉนเลยจะงดงามได้ปานนี้ บางทีข้าก็นึกไปว่าแท้แล้วเจ้าอาจจะเป็นสตรีปลอมตัวเป็นบุรุษ... ไม่สิ เจ้าอย่าได้คิดว่าข้าร่ำเรียนจนเพี้ยนไป”


            เยว่ถิงหัวเราะ ก่อนจะดึงคอเสื้อลง เผยให้เห็นแผงอกขาวแบนราบรำไร เจียหงยิ่งสะดุ้งยกมือปิดตา “เจ้าทำอะไร!


            “ข้าเป็นบุรุษ พี่อย่าได้กังขา”


            “รู้แล้ว! ดึงเสื้อขึ้นเสียที”


            เยว่ถิงยิ้มแล้วส่ายหน้าขำ ยกมือจัดแต่งตัวให้เรียบร้อย สุขภาพในช่วงนี้ของเขาดีขึ้นอย่างมาก แขนและขาก็ใกล้หายสนิท ไม่รู้ว่าด้วยโอสถวิเศษหรือใจที่ฮึดสู้เกินพอดีกันแน่ นานมากแล้วที่เขาไม่รู้สึกกระตือรือร้นทะเยอทะยานเช่นนี้


            “อย่าเที่ยวไปดึงเสื้ออย่างนี้” เจียหงมองด้วยสายตาขุ่นเคืองใส่ “เมื่อพูดคุยกันมา ข้าเข้าใจว่าใจเจ้าเป็นบุรุษเต็มเปี่ยม แต่บางครั้งต้องระวังสังขารด้วย เช่นยามเจ้าถูกจับไปเป็นกระต่าย...”


            เจียหงยกมือขึ้นปิดปาก สายตาเปลี่ยนเป็นขออภัยที่พลาดพลั้ง แต่เยว่ถิงไหนเลยจะถือความ


            “ท่านว่าข้าเป็นบุรุษ ฉะนั้นจิตใจก็มิได้อ่อนไหวง่ายจนเกินไป ท่านไม่จำเป็นต้องคิดมากยามจะเอ่ยสิ่งใดออกมา”


            “อ้อ เช่นนั้นย่อมดีแล้ว” อีกฝ่ายว่าด้วยสีหน้าชื่นชม ก่อนจะเริ่มติวตำราต่อไป


            การเรียนรู้เรื่องการแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่กระนั้นก็ต้องมีเวลาเว้นว่างบ้าง เยว่ถิงได้ขอร้องให้เจียหงหาตำราสำหรับการช่างและการก่อสร้าง สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ รวมถึงความรู้ทั่วไปของแคว้นอ้ายมาให้อ่านด้วย


            คราแรกเจียหงดูสงสัย เอ่ยว่า “มิใช่เรื่องลำบากที่จะหามา แต่ตำราวิชาการเหล่านั้นศึกษาได้ยากเย็น เห็นเจ้าอ่านตำราเกี่ยวกับสมุนไพรและร่างกายอย่างหนักแล้ว จะอ่านหนังสือเหล่านี้เอาคลายเครียดก็คงไม่เข้าทีเท่าไหร่”


            “มิได้ ข้าเพิ่งมองเห็น ย่อมอยากเติมเต็มความรู้แขนงอื่นด้วยเช่นกัน”


            “นับถือในความขยันของเจ้า หากข้าได้สักเสี้ยว คงสอบได้ที่หนึ่งไปแล้ว”


ว่าแล้วก็หัวเราะตนเอง อันที่จริงเจียหงมีผลการเรียนอยู่ในระดับปานกลางของบัณฑิตแพทย์หลวนซาน แม้ไม่ขี้เกียจแต่ก็ไม่ได้ขยันหมั่นเพียรเป็นพิเศษ ผิดกับซีหลง ที่ได้ยินมาว่า อ่านแต่น้อย กลับได้คะแนนมาก ทั้งยังมีความคิดแหวกแนวนอกตำราอยู่เสมอ จนนับว่าเป็นทั้งศิษย์รักและศิษย์คู่กัดกับท่านอาจารย์ซุ่ยหวางเจีย


            ซีหลงนั้นเป็นบุคคลที่หากสนใจเรื่องใดก็จะศึกษาแตกฉานอย่างที่สุด ทว่าหากเมื่อไม่สนใจแล้ว ก็แทบจะไม่แลเหลียวเช่นกัน การที่รักษาพิษจากดวงตาเขาได้ชั่วคราวนั้นก็คล้ายว่าประทับใจท่านอาจารย์หมอ จนมิอาจตัดใจไล่ผู้มีความสามารถเช่นนี้ออกได้แม้จะกระทำความผิดให้เดือดร้อน จึงลงท้ายด้วยการดรอปเรียนไว้แล้วให้ไปปฏิบัติธรรมแทน


            ในที่สุดเยว่ถิงก็สามารถออกจากห้องได้ แม้จะต้องใช้ไม้เท้าช่วยค้ำยัน แต่ก็มีเจียหงคอยให้กำลังใจและพยุงอยู่ข้างๆ ส่วนแขนเองก็ใช้ได้มาสักพักหนึ่ง นั่นหมายถึงการที่เขาต้องเข้าทดสอบ


            สำนักแพทย์หลวนซานนั้นร่มรื่นกว้างใหญ่และกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างที่สุด ทั้งยังมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยแวะเวียนมาไม่ให้สงัดเงียบจนเกินไป ผู้คนที่เดินไปมามักสำรวม แต่ก็มองเขาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น หากเป็นบัณฑิตแพทย์ในแต่ละขั้นก็จะมีพู่ห้อยและแต่งกายด้วยอาภรณ์สีต่างกัน ทว่าคลุมด้วยอาภรณ์ตัวนอกสีเดียวกัน


            การสอนแพทย์ในที่นี่แบ่งเป็นสี่ระดับ กระนั้น แต่ละระดับผ่านได้ยากเย็น เจียหงเองอยู่ระดับสี่เช่นเดียวกับซีหลง อีกไม่นานก็นับว่าเป็นแพทย์ได้เต็มตัว ได้ยินว่าทั้งเจียหงและซีหลงเอง เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วก็คิดจะเดินทางกลับแคว้นชางเพื่อไปสอบเป็นหมอหลวง


            เยว่ถิงถูกนำพาไปยังเรือนไม้หลังใหญ่ ที่แห่งนั้นความกดดันประหม่าบังเกิดขึ้น เมื่อถูกล้อมรอบด้วยเหล่าบัณฑิตแพทย์ส่วนหนึ่งที่คล้ายถูกเกณฑ์มาเป็นสักขีพยานในการรับเขาเข้าร่วมศึกษาด้วย


            เจียหงยังอุตส่าห์กระซิบปลอบใจและให้กำลังใจจนถึงวินาทีสุดท้าย


            “น้องถิง เจ้าต้องทำได้แน่ ไม่ต้องกลัวไป ข้าเป็นกำลังใจให้”


            “ปกติเราจะไม่รับบัณฑิตในลักษณะพิเศษเช่นนี้” ท่านอาจารย์ซุ่ยหวางเจียนั่งอยู่ยังตั่งที่นั่งที่สูงขึ้นตรงกลาง เยว่ถิงเห็นโต๊ะไม้เตี้ยตัวหนึ่งยังกลางสถานที่ มีเบาะรองนั่งสีเขียวไข่กาสองอันวางอยู่


            “แต่เมื่อมีกรณีนี้เกิดขึ้น จึงต้องทำการทดสอบเจ้าอย่างไม่ให้เป็นที่กังขาแก่ผู้อื่น เข้าใจหรือไม่ เยว่ถิง”


            “ผู้น้อยเข้าใจขอรับ”


            “ดี ข้าจะเป็นผู้ถามคำถามเขาด้วยตนเอง”


            เสียงก้องกังวานเอ่ยจบ ร่างผู้ปกครองเหนือเหล่าบัณฑิตแพทย์ทั้งปวงก็ก้าวตรงก็มา จากนั้นจึงทรุดตัวนั่งลงยังเบาะนั้น แล้วผ่ายมือด้วยท่วงท่าสง่ามีพลัง


            “เชิญ”


            เยว่ถิคำนับแล้วเดินไปทรุดกายลง รับรู้ถึงสายตาที่จับจ้องมากมายจนอึดอัด


            “ข้าจะให้เจ้าจับหัวข้อคำถามสามหัวข้อ หัวข้อละสิบคำถาม นั่นคือสิ่งพื้นฐานที่เจ้าควรรู้ก่อนที่จะมาเป็นบัณฑิตหลวนซาน แม้เป็นเพียงทฤษฎี ทว่าสำคัญยิ่ง”


            กล่องใบหนึ่งถูกนำมาไว้เคียงข้าง เยว่ถิงเอื้อมมือจับลงไป ตั้งสมาธิให้สงบ แล้วจึงดึงกระดาษขึ้นมาส่งให้ผู้เป็นอาจารย์


            “หัวข้อแรก การดูแลรักษาผู้ทุพพลภาพที่สูญเสียอวัยวะโดยเบื้องต้น”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.881K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7570 K.white wine (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 13:16
    คำถามแรกมาจึ๊กเลย
    #7,570
    0
  2. #7498 SehunMark (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 15:24
    คำถามแรกก็ซี้ดซ้าดแล้ว
    #7,498
    0
  3. #7427 ya.ong (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 11:54
    เอาใจช่วยน้องง
    #7,427
    0
  4. #7291 carunijoy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 21:37
    ชอบทุกอย่างแต่ขอคำว่าผู้น้อยนี่เลิกใช้ได้มั้ยอ่านแล้วขัดตาทุกที
    #7,291
    0
  5. #7229 MinRos (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 04:02
    น้องถิง ถ้าเรียนจนเก่งก็ไปรักษาฮ่องเต้แทนอาจารย์ได้นะ เก๋ๆ
    #7,229
    0
  6. #7180 Nichan (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 21:55
    ตอนน้องบอกจะเป็นแขนให้เองนี่มันแบบ คู่นี้เป็นอีกคู่หนึ่งที่มีความรักและหวังดีต่อกันจากใจจริงมากๆเลย
    #7,180
    0
  7. #7112 Fueled me (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 12:02
    เพื่อนซีหลงตลกมาก เอ็นดู5555555
    #7,112
    0
  8. #7056 lilying_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 20:19

    อห แค่หัวข้อแรกก็... แงงงง คิดถึงชิวหยาง เป็นยังไงบ้าง แล้วหยกคู่หายไปไหนนะ ฮือออ

    #7,056
    0
  9. #6948 ครุ๊งด๊าวด่าว (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 19:04
    คำถามช่างเหมาะพอดีอะไรเยี่ยงนี้ นับถือใจน้องเก่งมาก!!!!
    #6,948
    0
  10. #6908 ppp_12 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 00:07
    น้องก็คือประชากรคุณภาพ แค่นี้ก็เก่งแล้วลูกก
    #6,908
    0
  11. #6897 orangemamalde (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 23:40
    น้องถิงคือฮึดสู้เพื่อชิวหยาง ฮือ
    #6,897
    0
  12. #6755 December_J (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 19:08
    ยังอ่านไม่จบค่ะ ขอมาเม้นก่อน ชาติที่แล้วเป็นวิศวะ ชาตินี้เป็นหมอ น่านับถือจริงๆ!
    #6,755
    0
  13. #6747 chalillxx_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 14:22

    ชั้นปลื้มอะน้องยังคิดถึงชิวหยางด้วยอะ แต่บับปวดใจชิวหยางจะเป็นยังไงบ้างนะ

    #6,747
    0
  14. #6699 pcy921 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 10:53
    น้องตอบได้แน่ค่ะเพราะน้องอยากดูแลชิวหยาง
    #6,699
    0
  15. #6555 Ppttyc_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 05:22
    เอาความรู้เป็นหมอแล้วไปช่สยเหลือชิวหยาง แงงน่ารักจริงลูกเอ้ย
    #6,555
    0
  16. #6521 Shin Night (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 23:13
    เข้าทางงงงง
    #6,521
    0
  17. #6472 Dongdung56789012 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 17:57
    หัวข้อนี้น้องถิงศึกษามาดี ไม่พลาดๆๆ
    #6,472
    0
  18. #6423 Earn0624 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 20:04
    อยากเห็นน้องเป็นนายช่างด้วยจัง ออกแบบสร้างเรือนเก๋ๆ
    #6,423
    0
  19. #6362 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 12:03
    น้องเก่งง ทำได้อยู่แล้ว
    #6,362
    0
  20. #6274 gabriel.la(: (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 10:56
    ซีหลงคือคนฉลาดแต่ไม่อยู่ในกรอบอาการจะรักก็รักได้ไม่สุดเพราะน่าจะดื้อมากๆ5555 น้องถิงก็ขยันมาก
    #6,274
    0
  21. #6243 Tanatorn_M (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 02:48
    ซีหลงน่าสงสาร55555 กลับมาคือนุ้งขาว ห่มขาวแล้วมั้ง
    #6,243
    0
  22. #6162 GSstory (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 05:11
    ซีหลง ซึ้งในพระธรรมยังลูก 5555
    #6,162
    0
  23. #6102 Bloody_Mary (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 / 21:31
    หัวข้อถูกสถานการณ์เหลือเกิน
    ซีหลงนี่ไม่ใช่ว่ากลับมาอีกที...ท่านอาจารย์ข้าขอลาบวช บรรลุแล้ว555+
    #6,102
    0
  24. #6060 กิ้งก่อง กิ้งๆ ก่อง (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 เมษายน 2562 / 10:07
    จะได้เรียนหมอแล้วเก่งเกิ๊นนน
    #6,060
    0
  25. #5971 love_forever 1992 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:37

    น้องเก่ง ผ่านได้สบายๆอยู่แล้ว

    #5,971
    0