หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 22 : 21 - หลวนซาน re22/10/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,884 ครั้ง
    22 ต.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

21 – หลวนซาน

 

            ร่างของเยว่ถิงพุ่งแหวกอากาศหนาวเสียดกระดูกลงไปสู่แม่น้ำเชี่ยวกราดเบื้องล่าง หิมะแรกเหมันต์สีขาวปลิดปลิวหวีดหวิวจากฟากฟ้าสีเทาทะมึนช่างเวิ้งว่างน่าหวาดกลัว


            อดีตขอทานตาบอดเคยคิดว่าตนเองสามารถปลงใจตายเมื่อไรก็ย่อมได้ในยุทธภพแห่งนี้ แต่เหตุใดถึงคราต้องสิ้นชีพจริงๆ กลับมองเห็นดวงหน้าหนึ่งชัดแจ้งแม้เริ่มถูกกระชากห่างจากกัน มองเห็นหยาดน้ำหนึ่งที่เคลื่อนของจากหางตาเป็นหยดดั่งเม็ดฝน


            ลมดุจดั่งคมมีดเสียดแทง จนเมื่ออึดใจหนึ่งต่อมาภาพทั้งหลายทั้งทุกข์หรือสุข ภพก่อนหรือภพนี้ไหลเข้ามาในมโนสำนึกราวกับภาพยนตร์ที่ตัดต่อเพิ่มความเร็ว


            จนภาพสุดท้าย ภาพที่แขนซ้ายนั้นหลุดสะบั้นออกไปพร้อมกระบี่ของเจ้าของสมญาจอมอสูรพันศพ


            อา...


            ชิวหยาง


            ขอให้ท่านปลอดภัย สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์


            ขอให้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้จงได้


            หลับตาพร่ำขอในวาระสุดท้าย แม้คำเหล่านี้จะเป็นแค่คำภาวนาที่ไม่มีใครรับฟังก็ตาม


            เสียงร่างกระทบสายน้ำเชี่ยวกราดเกรี้ยวดังลั่น พลันดิ่งจมลึกลง หูทั้งสองก็ดับจนไร้เสียงใดเล็ดลอดเข้ามา มวลกระแสน้ำเข้าโอบล้อมร่างแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ เยว่ถิงไม่แม้แต่จะสามารถตะเกียกตะกาย เมื่อความเจ็บปวดร้าวรานทั้งร่างกายและหัวใจทำให้สิ้นสติไปในบัดดล



 

            ทว่าสวรรค์เล่นตลก เขาไม่ได้ตายจากที่นี่ดั่งที่คาดไว้


            “แค่กๆ!!!


            มิทราบเหตุใดถึงยังรู้สึกมีสติกลับคืนมา ถึงเลือนรางสับสน แต่เขากลับเข้าใจได้ชัดแจ้งว่ายังคงมีชีวิตอยู่


หิมะหยุดตกแล้ว ทว่ายังหนาวจับขั้วหัวใจ


แม้ร่างกายคล้ายใกล้แหลกเหลว เจ็บจนคาดว่าอวัยวะภายในหรือกระดูกน่าจะมีส่วนที่เสียหายอย่างมาก ทว่าเขายังคงไอสำลักน้ำอย่างรุนแรงจนแสบทั่วทั้งทางเดินหายใจ


เปลือกตาลืมได้ข้างเดียว มิหนำยังมองได้เพียงกึ่งหนึ่งจากสายตาปกติ คล้ายว่านอนวางแนบใบหน้าอยู่บนริมฝั่งน้ำที่เต็มไปด้วยกรวดหินมากมาย เห็นโลหิตที่ไหลจากแขนบิดเบี้ยวของตน


เยว่ถิงคิดลองขยับ แต่อย่าเอ่ยถึงขยับเลย บัดนี้ความชาจนน่าขนลุกไล่มาจากปลายเท้า ร่างกายเขากำลังหนาวสั่นและเยียบเย็นลง หรือนี่จะเป็นการค่อยๆ ตายทั้งที่ยังรู้สึกอยู่


รสเลือดเข้มข้นขมปร่าอยู่ในลำคอตลบอบอวล เมื่อได้ลิ้มรสแล้วยิ่งทำให้สติพร่าเลือน


“ฮะๆ ...” เสียงหัวเราะนั้นแสนแผ่วเบาเหลือเกิน


สวรรค์ เหตุใดไม่เห็นใจเขาบ้างเล่า หรือเขาเคยทำอะไรผิด เฉกเช่นชิวหยางผู้นั้นที่ถูกลิขิตให้เดินทางมืดมิดแล้วกลายเป็นจอมอสูร กาลก่อนเคยทำสิ่งใดผิดมากมายไว้งั้นหรือ


และในเวลานี้ จะให้เขาตายก็ตายเถิด รั้งไว้ด้วยลมหายใจน้อยนิดนี้เพราะเหตุใด...


พลันเยว่ถิงได้ยินเสียงคำรามต่ำๆ ของสัตว์ร้ายในลำคอ อุ้งเท้าสีขาวสะอาดดุจหิมะรอบกายแต่มีลายพาดสีดำสนิทตัดกันชัดแจ้งอยู่ปรากฏขึ้น ก่อนที่พยัคฆ์องอาจสง่างามตัวหนึ่งจะเยื้องย่างเข้าใกล้เขา ก่อนจะก้มลงใช้จมูกใหญ่สีชมพูดมใกล้ๆ อย่างใคร่รู้ ดวงตาสีฟ้าสว่างไสวสวยงามแวววาวดุร้ายและข่มขวัญ


“ไง”


เยว่ถิงแย้มยิ้มและส่งเสียงคล้ายครางเบาๆ ในลำคอได้เพียงเท่านั้น


เห็นก่นด่าฟ้าดินมาก สุดท้ายเลยตายศพไม่สวยสินะ แต่อย่างน้อยกับการกินร่างเขามันก็คงพออิ่มไปได้หลายวัน พยัคฆ์งดงามตัวนี้คงพอใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย


สติเยว่ถิงคล้ายจะหลุดลอยไปอีกอีก ดวงตายิ่งปรือภาพยิ่งเบลอลงเห็นเป็นสีสาดเท ลมหายใจยิ่งผะแผ่วจนรวยริน


“ช้าก่อน ลู่เหวิน”


เสียงบุรุษทุ้มเสียงหนึ่งดังมาคล้ายจากที่ห่างไกล ดั่งเป็นเสียงเทพเซียนอย่างไรอย่างนั้น พลันรองเท้าสีสุขุมคล้ายรองเท้าของเหล่าบัณฑิตก็ก้าวเข้ามาเคียงข้างพยัคฆ์ตัวนั้นที่เชื่องว่าง่ายอย่างคาดไม่ถึง รัศมีบารมีกระจายท่วมท้น


ก่อนที่เยว่ถิงจะสลบไสลไปอีกครั้ง



 

สัมผัสหนึ่งแผ่วเบาวางบนหน้าผาก ผ้าชุบน้ำพอหมาดนั้นดูดซับเอาไอร้อนส่วนหนึ่งออกไปจากร่าง คราก่อนที่จำความได้สรรพางค์ทั้งปวงหนาวเหน็บมิอาจอธิบาย บัดนี้ร่างกายกลับร้อนผะผ่าวราวถูกไฟสุม หรือคงเป็นเพราะหัวใจและวิญญาณที่ร้อนลุกไหม้ราวตกอยู่กลางทะเลเพลิง


ปลายนิ้วเริ่มกระดิกได้เล็กน้อย เยว่ถิงทอดร่างไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียงที่ไม่นุ่มไม่แข็ง ทว่าแม้รู้สึกตัว แต่ยังไม่อยากลืมตา ตอนนี้ยังอยากจมอยู่แต่ใต้ผ้าห่มผืนหนาที่ดึงขึ้นมาถึงลำคอ


“หืม?”


เสียงทุ้มแผ่วเบาในลำคอดังอยู่เคียงข้าง น่าประหลาดใจที่ก้องไปมาในหู สัมผัสนิ้วทั้งสี่ด้านหลังมือแตะยังข้างแก้ม อังไว้ราววัดอุณหภูมิครู่หนึ่งก่อนละออกไป ผ้าห่มก็ถูกออกไป ผ้าชุบน้ำก็ถูกนำออกไปเช่นกัน


“รู้สึกตัวแล้วก็ลืมตา”


ความสบายกายพลันกลายเป็นไม่สบายตัว คำสั่งนั้นทำให้ร่างแข็งเกร็ง สติกระจ่างใสขึ้นหลายส่วน เยว่ถิงรู้สึกคอแห้งเป็นผุยผง แม้อยากจะแกล้งตายแค่ไหนก็ไม่อาจทำได้เมื่อคล้ายถูกกดดันด้วยรังสีแห่งอำนาจบารมีที่เด็ดขาดพิฆาตอยู่ข้างๆ


เยว่ถิงฝืนกระตุกเปลือกตาบางที่อ่อนล้า แสงแรกที่เห็นทิ่มแทงดวงตาจนต้องหลุบปิดแล้วลืมขึ้นใหม่


ภาพแรกที่ปรากฏต่อสายตาคือดวงหน้าของบุรุษผู้หนึ่งซึ่งถูกส่องกระทบด้วยแสงอาทิตย์รำไรสีทอง ทั้งโลกก่อนและโลกนี้ เขาไม่เคยเห็นใครที่แสดงความน่าเกรงขามและรูปงามเยือกเย็นดุจหยกสลักเช่นนี้มาก่อน ระยะใกล้เพียงนี้ยิ่งพิศได้ถึงความสมบูรณ์ของส่วนประกอบของใบหน้าว่าไร้ตำหนิจนน่าขนลุก


หากมิมีสีสันแจ่มชัดของผิวพรรณสมบูรณ์เกรงว่าเขาจะคิดว่าเป็นรูปปั้นจากช่างมือเอกแห่งยุคแน่แท้ แต่แม้หล่อเหลาประดับบารมีล้ำเลิศเพียงใด ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับคล้ายไร้สิ้นซึ่งแสงหรือความวาวระยับใดๆ ที่มนุษย์ควรมีไปทั้งสิ้น


บุรุษปริศนามีเส้นผมยาวสีดำเงางามยาวเพียงประบ่า ไร้เครื่องประดับศีรษะ สวมอาภรณ์คอปิดมิดชิดสีขาวและดำคล้ายชุดไว้ทุกข์  


“ขะ ขอบคุณท่าน แค่ก...” เยว่ถิงเอ่ยได้เพียงนั้นก็ไอแห้งโขลกๆ ออกมา บุรุษผู้นั้นจึงยื่นมือเข้ามาช่วยพยุงเขาขึ้นนั่งและนำน้ำในกระบอกไม้ไผ่มาให้ เยว่ถิงหลังดื่มน้ำแล้วจึงดีขึ้น


แต่เมื่อสติมา ความเจ็บปวดก็ตามมาด้วย เยว่ถิงรวดร้าวไปทั้งตัว โดยเฉพาะแขนขวาที่คงจะหักและถูกดามไว้ด้วยเฝือกไม้ที่ทำอย่างค่อนข้างประณีต ห้องที่อยู่ปลอดโปร่งและได้กลิ่นยาสมุนไพรฉุนๆ ลอยมา


“เอ่อ ไม่ทราบท่านคือ...” เยว่ถิงมองบุรุษตรงหน้า เขาเองยังแทบตาพร่าจากความหล่อเหลาปานเทพสร้างนี้ เสียดายที่มีไอเย็นแผ่ซ่านออกมาให้รู้สึกคล้ายถูกบีบรัดไว้ใต้อุ้งกรงเล็บมังกร


“ข้ามีนามว่าหลี่ลู่ชิง” ดวงตาสีดำคมปลาบจ้องมองอย่างทะลุทะลวง ราวกับปลดเปลื้องความคิดและสิ่งที่อยู่ในใจจนเยว่ถิงต้องก้มหน้าลง บุรุษผู้นี้สนทนาด้วยยากเหลือเกิน


“ผู้น้อยมีนามว่าเยว่ถิง ท่านเป็นแพทย์หรือ”


“ไม่ใช่ เป็นแค่เพียงผู้ที่พาเจ้ามาที่นี่” ดูจากพัดในมือและเตาสมุนไพรตรงหน้า อาจเป็นผู้ดูแลเขาอีกด้วย


“ตอนนี้เป็นหนี้บุญคุณท่านแล้ว ไม่ทราบที่นี่คือที่ไหน” เยว่ถิงค้อมหัวคำนับ สอดส่ายสายตาไปรอบๆ


แม้ยังงงงวยที่ตนเองไม่ตายเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบ แต่บัดนี้เยว่ถิงก็มิใช่ไม่มีสติขนาดเอะอะตกใจ จำเป็นต้องลำดับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถ้วนถี่ จะพูดจาอะไรก็ต้องระวัง


            “หลวนซาน” หลี่ลู่ชิงตอบสั้นๆ เยว่ถิงยังรับรู้ว่าดวงตาดุจพญามังกรยังจ้องเขม็งมา “เจ้ามีความสัมพันธ์อะไรกับประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์”


            เยว่ถิงคล้ายมีกระแสไฟฟ้าแล่นวาบจากศีรษะจรดปลายเท้า หัวใจกระตุกอย่างแรง เขาวางคลองสายตายังปลายเท้าที่ถูกเฝือกดามเช่นกันของตน มือกำผ้าห่มแน่นขึ้น เลือกถามแทนตอบคำ


            “...ท่านพบผู้น้อยที่ไหน”


            “ยังแม่น้ำเบื้องล่างป่าไผ่เงิน”


“ผู้น้อย...” เยว่ถิงพลันกระบอกตาร้อนผ่าวขึ้นเมื่อเอ่ยถึงชิวหยาง ภาพแขนที่สูญเสียไปเพราะช่วยเหลือเขายังกระจ่างชัดในความคิดจนน่ากลัวว่าจะเป็นฝันร้ายไปตลอดกาล


คำตอบของเยว่ถิงเบายิ่งกว่ากระซิบ


“เป็นเพียงนายบำเรอที่ถูกจับไปโดยไม่ยินยอมขอรับ ท่านทราบหรือไม่ว่าบัดนี้เขาเป็นอย่างไร”


            คล้ายเห็นจากปลายหางตาว่าดวงหน้าเย็นชานั้นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เกือบมั่นใจว่าหลี่ลู่ชิงคนนี้คงเห็นการต่อสู้วุ่นวายและได้อ่านจดหมายของซีหลงแล้ว เพราะอาภรณ์ของเยว่ถิงได้เปลี่ยนเป็นผ้าเนื้อละเอียดสีฟ้าครึ้มๆ ยามนี้ไม่มีทั้งเสี้ยวหยกครึ่งซีกและจดหมายของพี่ชายดอกเหมย


ตัวเขาเองยังร้อนเพราะพิษไข้ บัดนี้ยิ่งสะบัดร้อนสะบัดหนาวกับการพูดคุยคล้ายสอบสวนไม่ผ่อนปรนทันทีที่ได้สตินี้


“ข้าไม่อาจตอบคำถามเจ้า หากเจ้ายังคิดว่าสามารถโกหกข้าได้”


เยว่ถิงพลันสะเทือนใจเกินกว่าจะคิดอะไรอีก ถอนใจแล้วหลับตาลง เสียงมิอาจไม่สั่นเครือ


“มิใช่ว่าท่านเองก็รู้ในหลายสิ่งหรือ รู้... ก่อนจะถามข้าด้วยซ้ำ”


เขาอาจเสียมารยาทต่อผู้มีพระคุณ แต่อีกฝ่ายเป็นใคร ฝ่ายไหน อย่างไร เขาควรต้องเอ่ยอะไร ชิวหยางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ศีรษะเขาแทบระเบิดเป็นเสี่ยงไม่ต่างจากหัวใจที่บีบเค้นแน่นภายในหน้าอก


ได้ยินได้ขยับกาย บุรุษข้างกายลุกขึ้นไปหยิบสิ่งหนึ่งแล้วเดินกลับมานั่งข้างเตียง


“หันมาแล้วจงลืมตา”


เยว่ถิงจำใจต้องทำตาม พลันเห็นใบหน้าของเขาสะท้อนในกระจกทองเหลือง ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างสะท้อน เยว่ถิงรีบยกมือข้างที่ยังดีขึ้นแตะยังข้างแก้มเพื่อพิสูจน์ว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นจริง


บัดนี้... แผลอัปลักษณ์เหลือเพียงรอยจางที่ใกล้จะเลือนหายในไม่ช้า เผยผิวละเอียดเฉกเช่นส่วนอื่นของใบหน้า


หลี่ลู่ชิงเก็บกระจกไว้ที่เดิม ก่อนหันกลับมาด้วยสีหน้าที่ไม่แปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย


“พิษบาดแผลอัปลักษณ์ในตัวเจ้าได้ถูกถอนออกไประหว่างที่เจ้าไม่ได้สติ บัดนี้เหลือเพียงพิษยังดวงตาที่คั่งค้างอยู่ ท่านหมอซุ่ยหวางเจียคือผู้ที่จัดยาและรักษาเมื่อเจ้าสาหัสเกือบไม่รอด ยานี่ข้าเพียงต้มตามที่สั่งมา”


“บุญคุณนี้ใหญ่นัก มิคาดว่าชั่วชีวิตจะตอบแทนได้หมด” เยว่ถิงเอ่ย น้ำเสียงเศร้าไร้ความปีติใดๆ เพราะใจพะวงห่วงอยู่แต่บุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น


“ท่าน... ได้เห็นการต่อสู้ที่ป่าไผ่หรือไม่”


“เห็นบ้าง”


เยว่ถิงคล้ายจุกตันในลำคอ ท่าทีเฉยชานั้นยากแก่การคาดเดานัก “ประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์ เขา... ได้เอ่ยว่า ชอบข้า”


            สีหน้าหลี่ลู่ชิงก็มิได้เปลี่ยนไปหลังได้รับคำตอบ พอใจ ไม่พอใจ ล้วนไม่มี แต่ตอบกลับในสิ่งที่เยว่ถิงอยากได้ยิน “เขายังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่พรรคสะบั้นสวรรค์ ทว่าเสียแขนซ้ายไปข้างหนึ่ง”


            เยว่ถิงแม้ใจหนึ่งก็ดีใจและโล่งใจที่ชิวหยางยังมีชีวิตอยู่ แต่เรื่องแขนก็ยังตอกย้ำให้น้ำตาไหลหล่นลงช้าๆ เยว่ถิงร้องไห้อย่างไร้เสียงเงียบๆ อีกฝ่ายสอบถามเขาถึงเพียงนี้ มิมีทางช่วยเหลือด้วยเพราะอยากทำบุญแน่แท้


            “แล้วท่านอ๋อง...”


            “หึ” เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงคล้ายหัวเราะ เสี้ยววินาทีหนึ่งมุมปากนั้นยกสูงขึ้นเพียงนิด หลี่ลู่ชิงลุกขึ้น สะบัดชายผ้าเดินไปยังประตู ตัดบทสนทนาเสียดื้อๆ


ทว่าด้วยอารามร้อนใจและไม่รู้ว่าจะได้ตื่นมาพบบุรุษผู้นี้อีกหรือไม่ เยว่ถิงจึงโพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน


            “ท่านคือใครกันแน่ ต้องการสิ่งใดจากข้า ได้โปรดตอบข้าด้วยเถอะ”


            ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเอะอะดังอยู่ภายนอกห้อง


            “ปานนี้เจ้ากระต่ายตัวนั้นก็ยังหลับไม่รู้เรื่อง นิทราราวกับจะตายทั้งเป็นมาสองเดือนแล้ว แทนที่จะนอนยังเรือนผู้ป่วยรวมกลับได้แยกออกมา แค่หน้าตาดีหน่อย มีอภิสิทธิ์อันใดมานอนกินน้ำกินยาของเรา” เสียงแรกเป็นเสียงปวดหูของสตรีคนหนึ่ง แต่เสียงต่อมาอีกสองเป็นบุรุษ


            “ไหนจะเป็นคนของสะบั้นสวรรค์ แค่รอยสักนั่นก็ทำข้าขนลุก ได้ยินว่าตอนมาถึงมีจดหมายของซีหลงคนเจ้าปัญหามาด้วย ข้าล่ะอยากรู้นักว่ามันเขียนอะไรให้อาจารย์รับกระต่ายนี่มาดูแล”


            “ฮ่า แต่ข้าว่าเพราะงามถึงเพียงนั้นนั่นแหละ คนงามจะได้รับอภิสิทธิ์ก็ไม่แปลก...”


            “อะไร! เห็นคราแรกเจ้ายังทำหน้าสะอิดสะเอียน พอแผลหายหน่อยกลับกลืนน้ำลาย” เสียงสตรีตวาดแว้ดแหลมมา เยว่ถิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แต่คุณชายบัณฑิตหยุดเท้า มองเงาคนเหล่านั้นด้วยสายตาเฉยเมย


            “บังอาจ! ว่างนักก็ไปทำงานไป”


ฝูงคนที่กำลังจับกลุ่มนินทาออกรสพลันถูกเสียงใหญ่ห้าวหนึ่งขับไล่ คนเหล่านั้นรีบคำนับขออภัยแล้วสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ไม่อยู่ให้ข้อมูลเยว่ถิงอีกต่อไป  


            ประตูเปิดเข้ามา เป็นบุรุษที่สวมเสื้อผ้าที่น่าเป็นพวกมือปราบ ไว้หนวดเครา ใบหน้าเหลี่ยม ผิวกร้านแดด สูงเกือบสองเมตรเป็นอย่างต่ำและพกกระบี่อย่างดี เขาก้มลงนั่งคำนับโดยชันเข่าข้างหนึ่ง มือประสานกันอย่างจอมยุทธ์


            “คำนับหวงไท่จื่อ”


            หวงไท่จื่อ!? เยว่ถิงอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้างขึ้น


            มิใช่ว่านี่คือองค์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิชางเหอเจ็ดแคว้นหรอกหรือ...!


            สมองที่ตื้อตันอยู่แล้วกลับยิ่งมืดแปดด้าน มิรู้ว่าควรทำอะไร บุรุษผู้เข้ามาใหม่เพียงปรายตามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก หวงไท่จื่อเองก็มิได้มีท่าทีอันใดนอกจากสั่งคำ


            “ลุกขึ้น”


            “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมาเพื่อแจ้งว่าหวู่อ๋องเพิ่งฟื้นเมื่อครู่...”


            “เป็นเรื่องดี”


            แม้ปากของผู้สูงศักดิ์เทียมฟ้าจะเอ่ยว่าเป็นเรื่องดี แต่กระแสรับสั่งนั้นไม่ชวนให้รู้สึกเช่นเดียวกัน ให้ความรู้ว่าจะได้คิดบัญชีง่ายขึ้นมากกว่า เยว่ถิงไม่รู้ควรรีบเอ่ยคำนับแทรกหรือควรทำอย่างไร จึงยกมือข้างที่ยังดีอยู่ข้างเดียวขึ้นคำนับแล้วก้มหน้าลงต่ำ เนื้อตัวพลันสั่นเทา


            ไม่ทราบหวงไท่จื่อมีพระเนตรเบื้องหลังหรืออย่างไร จึงได้กล่าวคล้ายลอยๆ


            “เงยหน้า”


            มือปราบผู้นั้นก็เงยหน้าอยู่แล้ว นี่จึงเป็นคำสั่งที่ออกให้เขาปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อกังขา เยว่ถิงคล้ายรีบกระตุกร่างพยักพเยิดขึ้น น้ำตาที่ไหลออกจนแห้งกรังแล้ว บัดนี้อยากคร่ำครวญอีกครา เมื่อบทสนทนาระหว่างหวู่อ๋องหลี่ซื่อหยางที่น่าจะมีศักดิ์เป็น พระอนุชากับรองประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์นามซุนเหิงได้หลั่งไหลกลับเข้ามาในความทรงจำ


            หากบุรุษผู้นี้เป็นองค์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิชางเหอเจ็ดแคว้นจริง... 


            ‘ตอนนี้พระเชษฐาอยู่ที่แคว้นอ้ายแล้ว คาดว่าคงมาจัดการเรื่องวูซากับสองชนเผ่านี่เอง หากเป็นไปได้อย่าเพิ่งมีการปะทะระหว่างพรรคจะดีกว่า


            ‘ทั้งช่วงนี้เสด็จพ่อมีอาการประชวรเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายขาด แต่ทรงปิดบังมิให้พระเชษฐารู้ แต่ท่านก็ทราบว่าเขาฉลาดแค่ไหน แสร้งทำเป็นเฉยเมยต่อทุกสิ่งแต่กลับรู้ทุกอย่าง คงคิดจะไปหาหมอเทวดาซุ่ยหวางเจียด้วยเช่นกัน อ้ายอ๋องหลี่ถังผู้คุ้มครองเขตเขาหลวนซานก็พยายามจะประจบสอพลอเต็มที่ ทั้งๆ ที่ก่อนนี้มิได้จะใส่ใจอะไรนัก


            ‘องค์รัชทายาทแห่งชางเหอไปที่ใดก็กระเทือนได้ทุกที่ ได้ข่าวว่าเพิ่งกวาดล้างหนึ่งสำนักและสองพรรคไป ไม่สนใจว่าเป็นอธรรมหรือธรรมะ เพียงเพราะว่าสร้างความวุ่นวายในเขตการค้าสุ่ยหนาน สนามยุทธภพที่นี่ต่อให้เป็นหนึ่งในเจ็ดพรรคใหญ่เช่นสะบั้นสวรรค์หรือสุริยันพันแสง หากทำให้ขัดเคืองเข้าคงลำบากเช่นกัน


            ‘เป็นจริง ทั้งอารมณ์เขาเองก็มิค่อยจะดีด้วย เนื่องจากยังคงสะเทือนใจกับการสูญเสียบุตรในครรภ์พระสนมไปพร้อมเหตุการณ์ใหญ่ในวังหลวง แม้นางเป็นแค่อนุลำดับสามและไม่ได้รับความโปรดปรานมากก็ตาม เฮ้อ ถึงผ่านมาหลายปี พระเชษฐามีท่าทีนิ่งเฉยราวกับลืมเลือนแล้ว ทว่าภายในใจยังชอกช้ำนัก  ตัวข้าเป็นน้องชายคนสนิทย่อมรู้ดี


            ‘ดังนั้น หากพระเชษฐารู้ว่าพรรคสะบั้นสวรรค์และสุริยันพันแสงคิดก่อการปะทะกัน ย่อมมิมีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น


            ‘ถึงเจ้าไม่พูด แต่ข้ารู้ว่าเจ้าออกจากแคว้นหลวงมาด้วยเหตุใด และถูกลดขั้นเพราะเหตุใด หากองค์รัชทายาทรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่เพื่อพยายามสมานเส้นปราณที่ถูกตัดสะบั้นไปคงไม่ชอบใจแน่


            คงเพราะดวงตามืดบอด เยว่ถิงเองก็คาดไม่ถึงว่าตนจะจดจำคำพูดเหล่านั้นได้ชัดเจนราวกับเปิดอ่านหนังสืออีกรอบ ทว่ายิ่งระลึกได้ยิ่งมิอาจควบคุมมือให้มิสั่นน้อยๆ


            สองเดือนที่เขาหลับใหล... มีสิ่งใดเกิดขึ้นกันแน่


            แล้วบุคคลตรงหน้า... หากคือผู้เป็นใหญ่รองจากองค์จักรพรรดิที่สูญเสียบุตรในครรภ์พระสนมไป กำลังคิดจะทำการใดต่อ...? ช่วยเหลือเขาไว้เพราะเหตุใด...


            แล้วที่ถามเขาว่ามีความสัมพันธ์ใดกับชิวหยาง หรือว่า...


            “เจ้าเองก็คงรู้หลายสิ่งมิใช่น้อย”


            ดวงตาสีดำคมปลาบยิ่งวาบวาว เยว่ถิงรู้สึกอยากเป็นลมล้มพับเพราะพิษไข้ไปอีกรอบ แต่ตัดสินใจทำใจดีสู้กับพญามังกรดุดันตนนี้


            “กระ กระหม่อมขออภัยที่เสียมารยาท เมื่อครู่ไม่คาดว่าพระองค์คือ...” 


            “เงียบแล้วฟัง” หวงไท่จื่อว่าอย่างไร้อารมณ์ ติดจะเบื่อหน่ายและรำคาญอยู่บ้าง


            เยว่ถิงได้แต่อ้าปากพะงาบ


            “ยามได้ยินว่าข้าคือหวงไท่จื่อ สีหน้าเจ้าแปรเปลี่ยนไปหลากหลาย” ทั้งหลี่ลู่ชิงนั้นมิทราบว่าคือนามจริงหรือไม่ หวงไท่จื่อผู้นี้รับมือยากเหลือคณา แค่สีหน้าคนกลับอ่านออกเหมือนเป็นหนังสือตำราอย่างไรอย่างนั้น บัดนี้ความสนใจคล้ายกลับมายังเยว่ถิงอีก เมื่อหมุนตัวแล้วก้าวเข้ามาใกล้ ตัดใจยังไม่ออกไปจากห้อง


            “ตระหนก หวาดกลัว หวาดหวั่น...” เว้นวรรคครู่หนึ่ง หรี่ตาลง ครานี้สบประสานตาโดยตรง “...และเวทนา”


            เยว่ถิงขนคอลุกชัน


            “เปิ่นหวาง(ตัวข้าองค์ชายผู้นี้)มีอะไรให้เวทนา”


            สรรพนามที่เปลี่ยนไปโดยฉับพลัน แฝงไว้ความหยิ่งทระนงถือยศนั้นทำเอาเยว่ถิงลิ้นพันกัน


            “กระหม่อมไหนเลยจะ...”


            “เจ้ารู้อะไร” หวงไท่จื่อไม่อ้อมค้อมอีก ยังเอ่ยเนิบนาบแต่มีรังสีกดดันจนแทบจมดิน “ที่ไม่ควรรู้หรือไม่?”


            “กระหม่อมสมควรตาย” เยว่ถิงสารภาพอย่างหมดเรี่ยวแรง “กระหม่อม... เอ่อ บังเอิญได้ยินเพียง ข่าวลือเรื่องว่า พระองค์เสด็จมาที่นี่เพื่อหาทางรักษาองค์จักรพรรดิที่ทรงประชวรด้วยโรคที่รักษาไม่หาย ระหว่างนั้นได้จัดการหนึ่งสำนักสองพรรคที่สร้างความวุ่นวายไป ส่วนความเวทนานั้น...”


            เยว่ถิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เนื้อตัวคล้ายยิ่งร้อน แทบเห็นไอระเหยจากผิว


            “กระหม่อมโง่เขลา เชื่อถือเสียงเล่าลือว่าพระองค์เพิ่งสูญเสียทายาทในครรภ์พระสนมไป จึงพลั้งเผลอมีสีหน้าหาญกล้า เศร้าเสียใจแทนพระองค์ ขอโปรดอย่าทรงกริ้วในความโง่งมไร้ความคิดนี้”


            คำเหล่านั้นพรั่งพรูขณะก้มศีรษะ ความเงียบแสนอันตรายเกิดขึ้นชั่วครู่ เหงื่อยิ่งไหลซึมจนอาภรณ์เริ่มชุ่ม


            “ฮ่าๆ!” จู่ๆ มือปราบมาดเข้มก็หัวร่อออกมาเสียงดังสะท้านจนเยว่ถิงต้องเงยหน้า ส่วนหวงไท่จื่อคล้ายคลายรังสีกดดันนั้น มือปราบไว้เคราเอ่ยเสียงดังไม่แพ้เสียงหัวเราะเมื่อครู่


            “รู้จักเจรจาพาทีมิใช่น้อย ทารกผู้นี้ยังไม่ควรถึงฆาตนะพะย่ะค่ะ กระหม่อมดูไม่ผิดหรอกว่าใครน่าเก็บไว้ ใครน่าฆ่าทิ้ง หน้าตาดูว่าซื่อๆ ที่ไหนได้คารมพอตัวทีเดียว แม้รู้เรื่องเหล่านี้ว่าเป็นจริง หวงไท่จื่อก็มิต้องทรงกังวลพระทัยไป”


            “หัวเราะอะไรก็หัดสำรวมบ้าง เฟยเหยา”


            “พ่ะย่ะค่ะ” เฟยเหยานั้น มาตรว่ามีอายุ แต่กลับมีรอยยิ้มขี้เล่นเหย้าแหย่เหมือนเด็ก ไม่กลัวหัวขาดแม้แต่น้อย


            เยว่ถิงสังเกตสีหน้าขององค์รัชทายาทยามนี้ แม้ไม่ยิ้มไม่บึ้ง กลับเหมือนว่าแฝงด้วยความพอใจอยู่หลายส่วนทีเดียว เด็กหนุ่มที่ตามอารมณ์คนทั้งสองไม่ทันได้แต่ทำหน้าเหลอหลา จับต้นชนปลายไม่ถูก


            เมื่อครู่คือการแสดงละครเพื่อทดสอบเขางั้นหรือ


            “ถูกแล้ว ข้าทดสอบเจ้า” อีกฝ่ายกล่าวเสียงเรียบ ราวอ่านใจได้ “ข้ามิเคยพบประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์ เพียงแค่ได้ยินกิตติศัพท์มาบ้าง แต่กลับขัดแย้งกับภาพที่ยอมแลกแขนหนึ่งข้างเพื่อช่วยเหลือเจ้าซึ่งมีสถานะเป็นแค่กระต่ายบำเรอ”


            “ทั้งจอมอสูรพันศพเป็นผู้ใช้วิชากระบี่คู่” เฟยเหยาลูบคาง “เกรี้ยวกราดดุดันและพิสดารไร้ก้นบึ้ง ทว่าเป็นวิชาพิฆาตไม่ใช่ปกปักษ์ หากปล่อยให้เจ้าตายก็สามารถหลบเร้นออกจากกลุ่มนักลอบสังหารได้อย่างไม่ยากเย็น”


            “นั่นทำให้ข้าอยากรู้ว่าเจ้ามีค่าอะไรให้ผู้ได้สมญาว่า จอมอสูร คุ้มครองถึงเพียงนั้น แต่พอเห็นเจ้าปล่อยมือเขาโดยไม่ลังเลเพื่อให้สามารถหันกลับไปต่อสู้ ข้าก็มั่นใจว่าความสัมพันธ์ของพวกเจ้าไม่ธรรมดา... ใช่หรือไม่”


            เยว่ถิงพยักหน้ารับ ยังกระอักกระอวนใจและเจ็บแปลบที่อกทุกครั้งเมื่อหวนนึกถึง


            “ส่วนซื่อหยาง” หวงไท่จื่อเอ่ยถึงหวู่อ๋อง “ต้องการรักษาเส้นปราณที่ถูกสะบั้น จึงร่วมมือกับสายธรรมะและบัณฑิตหลวนซานที่อยู่ในพรรคสะบั้นสวรรค์ตั้งใจรับส่งเจ้าไปหลวนซานใช่หรือไม่”


            “กระหม่อมไม่แน่ใจ...” เยว่ถิงเอ่ยเบาๆ “หวงไท่จื่อ ตอนกระหม่อมตกลงจากผา ตัวกระหม่อมมีของสองสิ่งติดตัว นั่นคือจดหมายของบัณฑิตแพทย์หลวนซานและเสี้ยวพู่หยกครึ่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าพระองค์พบมันหรือไม่”


            “จดหมายข้านำให้แก่ท่านซุ่ยหวางเจียแล้ว ส่วนเสี้ยวพู่หยกนั้นไม่เห็น”


            เยว่ถิงใจหายวาบ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายตอบเสียหนักแน่นเช่นนี้ จึงจำใจเปลี่ยนคำถาม


“แล้วถ้าหากกระหม่อมจะทูลถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสองเดือนนี้...”


            “เจ้าเหนื่อยมากแล้ว พักเสียเถอะ”


            เฟยเหยาตัดบทเสีย เดินเข้ามาดันไหล่เยว่ถิงให้นอนลงอีกครั้ง เด็กหนุ่มฝืนทนไว้ เขาทนพิษไข้มาได้ก็เพราะอยากรู้ความเป็นไป ใช่ขอทานเช่นเขาจะมิเคยป่วยตัวร้อนยาวนาน ทั้งเขาพักมามากพอแล้ว จึงใช้สายตาเว้าวอนช้อนมอง


            “ท่านมือปราบเฟย ได้โปรด...”


            “อา!” มือปราบเฟยยกมือออกแล้วผงะถอยราวกับแตะของร้อน “อย่ามองข้าแบบนั้นนะ! ข้ามีลูกมีเมียแล้ว!


            ได้ยินเสียงถอนใจเบาๆ


            หวงไท่จื่อยกมือขึ้นกอดอก มองเฟยเหยาด้วยสายตาสมเพชและเยาะเย้ยเล็กน้อย หากเยว่ถิงจับกระแสอารมณ์ไม่ได้คงไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงของบุรุษดั่งหยกเย็นผู้นี้


            “หากเจ้าเสียคนตอนแก่ เกรงว่าเฟยฮูหยินจะจับเจ้าตัดตอนเป็นขันที แต่นั่นก็ดี ตำหนักข้ายังขาด...”


            “ไยท่านปากคอเราะร้ายเพียงนี้!


            เยว่ถิงค่อยผ่อนคลายลงอย่างมากเมื่อจู่ๆ บรรยากาศกลับคล้ายเป็นตลกคาเฟ่โดยไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหวงไท่จื่อผู้นี้ดูแท้แล้วอาจมิได้ดุร้ายมากนัก...กระมัง? ดวงตามังกรคล้ายเห็นสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม จึงใจดีอธิบายความ


            “สองเดือนที่ผ่านมา พรรคสะบั้นสวรรค์กลับยิ่งเก็บตัวเงียบ แทบไม่เคลื่อนไหว ไม่ทราบตั้งใจทำการใด ส่วนเรื่องกลุ่มนักลอบสังหารเหล่านั้น มีคนหลายกลุ่มผสมกัน ส่วนมากมักพวกเดนตายที่ถูกเงินจ้างมา แต่คาดว่าผู้สามารถจ้างพวกมันได้คงมีทรัพย์สินมหาศาลแทบเป็นอันดับหนึ่งของแคว้นอ้าย”


            ก่อนหน้าเยว่ถิงมั่นใจแล้วว่าเป็นพรรคสุริยันพันแสงแน่แท้ แต่คล้ายว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายเพียงนั้น


            “ข้ามาที่นี่เพื่อเรื่องสองประการ ฉะนั้นหากมีเรื่องอื่นให้รำคาญใจ คงไม่ปล่อยไว้นาน”


            องค์รัชทายาทสรุปช้าๆ เยว่ถิงพอคาดได้ว่าหมอเทวดาซุ่ยหวางเจียอาจยังไม่ตกลงเดินทางไปยังแคว้นหลวง อีกประการคือบุรุษผู้นี้ต้องนำน้องชายที่ฝ่าฝืนราชโองการกลับไปรับโทษ แต่ที่รั้งรอรวมเพื่อสนทนากับเขา คงเพราะคล้ายมีเรื่องที่วุ่นวายนอกจากการปะทะกันของสองชนเผ่ายังลุ่มน้ำ นั่นคือสะบั้นสวรรค์และสุริยันพันแสงที่พร้อมเปิดศึกทุกเมื่อ


            และหากรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับชิวหยางแล้ว แม้จอมอสูรพันศพจะคลั่งแค้นสุริยันพันแสงเพียงใด หวงไท่จื่อมีเขาไว้เป็นตัวประกันในกำมือเช่นนี้ ชิวหยางคงกระทำสิ่งใดๆ ลำบาก


            แล้วเชื้อพระวงศ์ผู้นี้จะประทานความยุติธรรมให้หรือไม่ หรือว่าเป็นเรื่องที่กระทำกันไปมาไม่จบสิ้นระหว่างสองพรรคสองฝ่ายเอง ดั่งว่าผู้ใดผูกผู้นั้นก็ต้องแก้เอง แต่ถ้าหากมาแก้ต่อหน้าให้รำคาญตา จะลบหายไปให้หมดไม่ให้สร้างความรำคาญใจ


            เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแน่น กล้ำกลืนคำพูด ก่อนจะเอ่ยถามถึงซีหลงอีกคน ที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร


            “แล้ว...”


            “เจ้าถามพอแล้ว” นิ้วสะบัดกดจุดอย่างรวดเร็ว เยว่ถิงแทบไม่ล่วงรู้ว่าจุดใดที่โดนบ้าง แต่ริมฝีปากกลับปิดสนิท ร่างแข็งดั่งท่อนไม้ไหลลงนอนนิ่ง ได้แต่เบิ่งตาค้าง


            ไม่! อย่าเพิ่งไป


            “หากอยากถามก็ลองส่งเสียงดู หวงไท่จื่ออาจมีน้ำพระทัยรับฟัง...” เฟยเหยาคล้ายหัวเราะในความด้อยวรยุทธ์ของเขา ส่งเสียงชิในลำคอแล้วส่ายหน้า


            เยว่ถิงหลับตาเจ็บปวด วรยุทธ์โดยง่ายยังไม่เป็น นับประสาอะไรจะแก้การสกัดจุด น่าคับแค้นใจตนนัก


            ได้ยินเสียงประตูเปิดออก ใจเยว่ถิงร้องประท้วงลั่นเพราะสังหรณ์ว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้พูดคุยกับบุรุษผู้สูงศักดิ์นี้


            เยว่ถิงพยายามจะส่งเสียงร้องเรียกอย่างอับจนหนทาง


            ทว่าปาติหารย์บังเกิดขึ้น


            โครกกกกกก!


            ....แม้ว่าจะไม่ใช่เสียงจากกล่องเสียงก็ตาม

            



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.884K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7631 Nitto_OuranHC (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2563 / 08:08
    ฮืออออชิวหยางงงงงน้องหิวแล้ว มาสั่งข้าวให้น้องงงงงง
    #7,631
    0
  2. #7569 K.white wine (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 12:43
    ท้องร้องอีกแน้ววววววววววววววววววว
    ฮือ พี่ชิวหยางของน้องงงงง
    #7,569
    0
  3. #7521 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 17:24
    ท่านประมุขเสียแขนเลยเหรอออ จะงอกใหม่ไหมมง่ะ ฮืออออ
    ยัยน้องนี่ ดวงแข็งจริงๆ หนูมี 9 ชีวิตใช่ไหมมตอบแม่มาซิ!!
    #7,521
    0
  4. #7474 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 17:38
    น้ำตาตกมาตั้งแต่ตอนก่อน เจอเสียงท้องที่ดังกว่าเสียงจากหัวใจตอนท้ายคือถึงกับไปไม่เป็นเลยค่ะ โอ๊ย5555555 น้องถิงกับเสียงท้องของเขา5555555
    #7,474
    0
  5. #7466 TUNBAINJI (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 15:27
    จังหวะอย่างเชี่ย5555
    #7,466
    0
  6. #7426 ya.ong (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 11:35
    เครียดมาทั้งตอน ช่วงสุดท้ายคือ...555555555555555555
    #7,426
    0
  7. #7377 นานา (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 12:22

    ลูกกกกกก555555ก็ยังดีนะ

    #7,377
    0
  8. #7334 Jolly CCP (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 20:58
    น้อง- 555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555
    #7,334
    0
  9. #7319 taemynnn (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 11:29
    น้องงงง ไม่หลับก็หิวล่ะโว้ยยย 55555
    #7,319
    0
  10. #7228 MinRos (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 03:42
    5555555555 ท้องคือยังคับได้ใช่มั้ย ถูกจังหวะตลอดดด
    #7,228
    0
  11. #7111 Fueled me (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 11:45
    สลบไปนานเหมือนกันนะ
    #7,111
    0
  12. #7055 lilying_ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 20:02

    น้องงงงงงง น้องผู้หิวโหย 555555555

    #7,055
    0
  13. #6999 นินรักจงอิ้ด (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 08:00
    เสียงท้องร้อง 555 น่ารัก
    #6,999
    0
  14. #6947 ครุ๊งด๊าวด่าว (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 09:26
    เคียกๆๆๆๆ
    #6,947
    0
  15. #6896 orangemamalde (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 23:33
    ท้องร้องช่วยน้องอีกครั้งแล้วว
    #6,896
    0
  16. #6746 chalillxx_ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 11:19
    น้องงงงงงงง กลัวชิวหยางจะทำอะไรไม่คิดมากเลย มีแต่งูพิษรอบตัว
    #6,746
    0
  17. #6693 Wang19th (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 08:00
    5555555 น้องงงงง หิวอีกแล้ว
    #6,693
    0
  18. #6642 Ne4w (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 21:54
    โอ้ยยย น้องหิวเก่งจังลูก55555555555
    #6,642
    0
  19. #6554 Ppttyc_ (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 20:29
    หิวบ่อยยย
    #6,554
    0
  20. #6520 Shin Night (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 22:41
    จะเม้นอะไรฉันลืมหมดเพราะท้องลูกฉันร้องนี่แหละ!!!
    #6,520
    0
  21. #6422 Earn0624 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 16:37
    โอยยย คนหิวตลอดทั้งเรื่องก็คือน้อง
    #6,422
    0
  22. #6361 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 23:46
    กระเพาะช่วยชีวิตตลอด
    #6,361
    0
  23. #6273 gabriel.la(: (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 06:07
    ตอนพีคๆท้องร้องตลอด5555
    #6,273
    0
  24. #6242 Tanatorn_M (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 02:12
    เรื่องเริ่มเข้มข้น นี่ต้องจูนสติ งืมมม น้องท้องร้องอีกแล้ว5555
    #6,242
    0
  25. #6161 GSstory (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 04:51
    ท้องร้องได้ถูกจังหวะทุกที 55
    #6,161
    0