หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 20 : 19 - พู่หยกคู่ re22/10/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34,912
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,316 ครั้ง
    22 ต.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

19 – พู่หยกคู่

           

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เยว่ถิงก็ได้พินิจรูปโฉมตัวเองอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกผ่านกระจกทองเหลือง


ใบหน้ารูปไข่มนรีให้ความรู้สึกละเอียดอ่อน ละเมียดละไม คิ้วเรียวโค้งบางแต่เข้มเหนือดวงตาสองชั้นที่แม้มีรอยอิดโรยไม่แจ่มใสไปบ้างก็ยังมีแพขนตายาวหนาเข้มตกแต่ง จมูกโด่งพอดีรับริมฝีปากเล็กสีชมพูอ่อนระเรื่อ ผิวพรรณออกขาวชมพูดูผุดผ่องกว่าที่ขอทานควรเป็น สิ่งนี้ควรยกความดีความชอบให้สามแม่เฒ่าที่จับเขามาแปลงโฉมกับอาหารบำรุงกำลังของเรือนเร้นจันทร์


แม้ตามร่างกายจะมีเนื้อหนังมากขึ้น แต่ก็ยังผอมบางจนอาภรณ์เนื้อดีสำหรับบุรุษตัวเล็กที่สวมใส่หลวมเล็กน้อย สีขาวสีน้ำเงินจากแพรพรรณชั้นดีและปิ่นหยกเสริมให้ร่างกายนี้ดูสูงค่ามีภูมิฐาน อย่างไรก็ไม่มีเค้าว่าเป็นกระต่ายบำเรอหรือขอทานแต่อย่างใด


เส้นผมสีดำเงางามตกเคลียบ่าเล็กแล้วยาวถึงกลางหลัง มองอย่างไรก็งามเกินไปสำหรับบุรุษ แม้จะมีลูกกระเดือกอยู่ตรงคออย่างไม่ชัดเจนตามประสาเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตดี เยว่ถิงมองจ้องตากับภาพสะท้อน เอนศีรษะไปมา ภาพนั้นก็ทำตาม


กระทั่ง... ร่องรอยกัดจากชิวหยางเมื่อราตรีก่อน ก็ยังแจ่มชัดบนผิวขาว


แต่แม้จะน่ามองแค่ไหน ความงามเหล่านั้นก็มีตำหนิรอยใหญ่อยู่


ยามดึงผ้าปิดแผลข้างแก้มออก เยว่ถิงเองที่เห็นผ่านแผลผ่านดวงตาของชิวหยางมาแล้วครั้งหนึ่ง ยังลมหายใจสะดุดไปหนึ่งจังหวะ


            ความงามที่ธรรมชาติสรรสร้างเหล่านั้นถูกความอัปลักษณ์พรากไป รอยแผลปูดบวมพุพองอย่างน่าขนพองสยองเกล้าเป็นสีแดงดั่งเต็มไปด้วยเลือดหนองคั่งอยู่ภายใน น่าอัศจรรย์ใจที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด ทั้งที่กินพื้นที่แก้มขวาทั้งหมดจนถึงคาง กระทั่งเขาเองยังไม่อยากมองนาน จึงต้องใช้ผ้าปิดอีกครั้ง


            เยว่ถิงรู้สึกนับถือใจชิวหยางมากขึ้นไปอีก ถึงตัวเขาเองจะไม่ใช่คนมองคนที่ภายนอก แต่จะตกหลุมรักผู้มีบาดแผลฉกรรจ์เช่นนี้ก็ต้องคิดมากเหมือนกัน หวนคิดเช่นนั้น คำพูดของเจิ้งซื่อก็ดังขึ้นในหัว


            เจ้าควรทำใจไว้ล่วงหน้า ว่าเจ้าอาจไม่ได้พบเจอท่านประมุขอีกเป็นครั้งที่สอง


            อันตัวเจิ้งซื่อนั้นพูดปดเหมือนสายน้ำไหลคล่อง... ครั้งแรกที่ได้ยินเยว่ถิงใจเสีย แต่ปลอบตัวเองเช่นนั้น บัดนี้ คิดว่าอากัปกิริยาอีกฝ่ายไม่คล้ายจะหลอกลวง


ทว่าเยว่ถิงสะบัดศีรษะไล่ความไม่สบายใจออกไป ก่อนได้ยินเสียงเรียกให้ออกไปภายนอก


“ไม่ทราบว่าเป็นข่าวดีหรือไม่ เจ้าอวิ๋นหลานนั่นส่งนกพิราบมาเลื่อนการประลองไปหลังยามตะวันกลางศีรษะ”


ชิวหยางว่า มองเยว่ถิงหัวจรดเท้าแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ ยิ่งทำให้คนผู้นี้สว่างไสวสมนาม แม้บัดนี้รอบกายยังตกอยู่ในเงาสลัวยามรออาทิตย์ขึ้น


“คาดอยู่แล้วว่าเจ้าแต่งเป็นบัณฑิตในชุดสีสุขุมย่อมเหมาะสมกว่านายบำเรอในชุดสีฉูดฉาดหลายเท่า”


“ท่านเองก็ดูดีมากเช่นกัน”


            ชิวหยางหัวเราะเบาๆ เยว่ถิงเห็นแววตาอาลัยและเจ็บปวดที่ถูกหลบซ่อนด้วยการหมุนตัวแล้วเดินนำไปแทน เขาจึงหลุบก้มใบหน้าลงเล็กน้อย ก่อนเดินตามไป


มองแผ่นหลังกว้างที่ก้าวเดินไม่ช้าไม่เร็วให้อาภรณ์สะบัดเป็นจังหวะ ยามนี้แต่งกายดั่งชาวยุทธ์ทั่วไป รวบผมยาวไว้ยังท้ายทอยต่างจากยามทั่วไปที่ครองฐานะประมุขพรรคน่าเกรงขาม


รัศมีของความแข็งแกร่งผึ่งผ่ายส่งออกมา ชุดสีดำเป็นพื้นหลัก ตกแต่งด้วยสีม่วงเข้มและสีเงินกลับเหมาะกับคนผู้นี้ยิ่งนัก เยว่ถิงสังเกตเห็นกระบี่คู่ที่เหน็บไว้ข้างเอว ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะใช้กระบี่ด้วยเช่นกัน ทว่าแค่ยังอยู่ในฝักก็สะท้อนปราณน่าหวั่นเกรงอย่างแรงกล้าออกมา


ก้าวออกจากเรือนเร้นจันทร์ไปยังลานแห่งหนึ่ง บุรุษรูปร่างสูงเพรียว ดวงหน้าเฉลียวฉลาด สวมอาภรณ์สีแดงอิฐทับด้วยสีดำไร้ลวดลายและปล่อยผมยาวสยายก้าวมาใกล้


มองวูบหนึ่ง เยว่ถิงรู้ได้ว่าคนผู้นี้คือเจิ้งซื่อ ซึ่งนับว่าสมกับสมญาปราชญ์อธรรมยิ่งนัก แม้เยว่ถิงจะรู้อยู่ว่าอีกฝ่ายเป็นคนของธรรมะ จึงถือได้ว่าปลอมแปลงแนบเนียนไร้ที่ติ


            เจิ้งซื่อได้เตรียมอาชาพ่วงพีขนสีดำสนิทเอาไว้ ดวงตามันเป็นสีแดงดั่งทับทิม ร่างกายแข็งแรงและใหญ่โต มีท่าทางพยศไม่เชื่องเท่าไหร่ ชิวหยางสาวเท้าเข้าไปกอดคอแล้วตบหลังเบาๆ มันยังส่งเสียงไม่พอใจแล้วสะบัดหน้าหนี แต่เมื่อถูกง้อด้วยหญ้าเขียวสดจากมือและการลูบกอดไปมา สุดท้ายก็ยอมคลอเคลียด้วยอย่างเสียมิได้


            เป็นภาพที่น่าเอ็นดู เยว่ถิงเองก็อดยิ้มตามไม่ได้ สะกดจิตตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน หยุดคิดถึงสิ่งในอนาคตอันใกล้


            “ท่าทางเฟิงยี่จะงอนข้า ไม่ได้มาหาแค่ไม่กี่วัน ทำเป็นโมโหไปได้”


 ชิวหยางหัวเราะออกมา ทั้งที่ควรยินดีเมื่อไดยินประมุขมารผู้นี้หัวเราะ ทว่าเยว่ถิงกลับรู้สึกได้ถึงการกลบฝังความเศร้าไว้ด้วยท่าทีที่ไม่เป็นปกติวิสัยของตน


เจิ้งซื่อยิ้มบาง ค้อมศีรษะลงแล้วว่า


            “เป็นเช่นนั้น หากยังพามาหาท่านประมุขช้ากว่านี้ ข้าคงจะโดนดีดเสียแล้ว ช่างเป็นอาชาชั้นยอดที่เอาใจยากนัก”


            ความเคารพนับถือ ความลังเลและความลำบากใจอยู่ในกระแสจิตที่แปรปรวนของปราชญ์อธรรม ทำให้รู้ได้ว่าเขามีจิตใจที่สั่นคลอนอย่างมาก เยว่ถิงส่งสายตาอ้อนวอนมองยังเจิ้งซื่อ แต่อีกฝ่ายท่าจะมิอยากสบประสานสายตาอีก


            “ขอให้ท่านประมุขโชคดี เดินทางปลอดภัย แม้ท่านจะไม่ต้องการ แต่ตามกฎของพรรค จำต้องปิดตาเขาไว้”


            ทางเข้าออกของพรรคหรือสำนักใหญ่ๆ เป็นเรื่องสำคัญ ให้คนนอกรู้ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่เยว่ถิงกลับรู้สึกสะท้อนใจเมื่อเจิ้งซื่อนั่นเองที่คงรู้เกือบทุกซอกทุกมุมในที่แห่งนี้ หากสุริยันพันแสงจะบุกสะบั้นสวรรค์ คงไม่ใช่เรื่องยาก


            แม้อยากบอกชิวหยางให้ระแวดระวัง แต่เยว่ถิงไม่อาจรู้ว่าเจิ้งซื่อกำลังกระทำการใดกันแน่ การยื่นมือสอดเข้ายุ่งเรื่องระหว่างพรรคโดยที่ไม่รู้มูลเหตุความเป็นมาทั้งหมดมีแต่จะนำหายนะมาให้ ไม่ว่าจะเป็นต่อสองฝ่ายหรือผู้คนในบริเวณนี้ ยิ่งเรื่ององค์รัชทายาทผู้มาเยือนแคว้นอ้ายผู้นั้น ยิ่งไม่ควรมีการก่อการใดเกิดขึ้น สุริยันพันแสงก็น่าจะรู้ดี


            หากเจิ้งซื่อเพียงต้องการปกป้องเทพธิดาพยากรณ์... หรือมีเหตุผลอื่นนอกไปจากนี้ที่อยู่ในพรรคสะบั้นสวรรค์กันเล่า ไหนจะคำขอที่อีกฝ่ายรับปากช่วยซีหลง เขาก็มิรู้จะตอบแทนอย่างไร


ทั้งได้ยินเรื่องของชิวหยางก่อนมาเป็นจอมอสูรพันศพ แม้เป็นโศกนาฏกรรม แต่การฆ่าคนร่วมสองพันศพ มิอาจถือว่าเป็นเรื่องถูกต้อง มิมีทางที่จะไม่มีคนเคียดแค้น มนุษย์ปุถุชนล้วนมีรักเกลียดชังกันทุกคน กระทั่งมาร อสูร หรือเทพเซียน ดังนั้นจึงทำให้สิ่งที่อยากเอ่ยเป็นเพียงวาจาที่ไม่มีเสียง


            “ข้าไม่ลืมหรอก”


            ประมุขแห่งพรรคสะบั้นสวรรค์น้ำเสียงสะบัดเล็กน้อย ชิวหยางกระโดดขึ้นอาชาก่อนดึงเยว่ถิงให้ขึ้นไปนั่งด้านหน้า ผ้าปิดตาสีดำถูกปิดไว้อย่างเบามือ อีกฝ่ายว่าขณะผูกปมเบื้องหลัง


            “หวังว่าเจ้าคงไม่รู้สึกอึดอัดอะไร”


            “มิได้ ข้าเองก็...”


...คงมิมีทางได้กลับมาอีก เยว่ถิงชะงัก กลืนคำนั้นลง เปลี่ยนเป็นว่าติดตลกแทน


“คุ้นชินกับการมองไม่เห็นมานานแล้ว ท่านอย่าลืมว่าข้าเคยตาบอดมาก่อน”


            ฝีเท้าอาชาออกควบตะบึงลงยังพื้นที่หุบเขาเจี่ยเหริน สายลมโอบล้อมร่างขณะอาชาก้าวทะยานไป เบื้องหลังมีบุรุษแข็งแกร่งที่เยว่ถิงไม่อยากเอนกายพิงพำนักจึงนั่งหลังตรง คล้ายชิวหยางเห็นท่าทางนั้น จึงปล่อยมือข้างหนึ่งจากบังเหียนแล้วโอบอึงเอวเขาเข้าชิดร่างเบาๆ ก้มลงกระซิบข้างหู


            “อย่างน้อย เวลานี้ขอให้เจ้าลืมความไม่สบายใจทั้งมวล แล้วอยู่กับข้า”


            ถ้อยคำที่ใช้แกมบังคับแต่น้ำเสียงกลับเว้าวอน เยว่ถิงจึงเอนพิงจนได้ยินเสียงหัวใจของชิวหยาง ไม่ทราบเหตุใดกลับช้ากว่าปกติ อาชาโผนทะยานในหนทางที่ค่อนข้างชันอันตราย เด็กหนุ่มสึกเสียววูบในท้องน้อย แต่ก็รู้สึกปลอดภัยเมื่อได้กลิ่นกายอ่อนๆ และไออุ่นของเจ้าของสมญาจอมอสูร


            ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งทั้งสองก็ลงจากหุบเขามาสู่สภาพภูมิประเทศที่ราบ น่าชื่นชมว่าชิวหยางผู้นี้มีทักษะในการบังคับอาชาอยู่ในขั้นช่ำชอง แม้ทำเวลาดีก็ยังนุ่มนวลไม่กระแทกกระทั้น


            ผ้าคาดตาสีดำสนิทถูกปลดออก ทั่วอาณาบริเวณยังคงตกอยู่ในเงาครึ้ม ทว่าเยว่ถิงยังสามารถเห็นทิวทัศน์อันงดงามของทิวป่าที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มราวกับเปลวเพลิง บ้างเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มแล้วต้องสายลมให้หลุดร่วงจากปลายขั้ว ปลิวไปในความว่างเปล่าทิศทางหนึ่ง ขณะนั้นคล้ายจะร่วงลงสู่พื้นทับถมกัน แต่แล้วกลับถูกลมหอบเปลี่ยนทิศล่องลอยไปอีกทาง


            ใบไม้เดียวดายไร้จุดหมายแน่นอนนั้นพัดผ่านไปเหนือผิวน้ำของทะเลสาบหินขนาดใหญ่ที่เป็นสีฟ้าระยิบระยับงดงาม ก่อนตกลงแล้วลอยนิ่งอยู่ เยว่ถิงคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้เห็นสีฟ้าสวยนี้ จนนึกขึ้นได้ว่าเป็นน้ำในอ่างน้ำพุหินสีขาวในตำหนักของประมุขสะบั้นสวรรค์


            “ที่นี่คือทะเลสาบดอกเหมย ทว่าดอกเหมยที่ขึ้นชื่ออยู่ยังอีกด้านหนึ่ง แวะโรงเตี๊ยมหาสิ่งใดทานก่อนแล้วข้าจะพาเจ้าไปชม”


            คุณชายไป่อวิ๋นหลานเลื่อนการนัดออกไป ยามนี้จึงมีเวลาว่างอยู่ เยว่ถิงหันไปยิ้มแก่จอมอสูร


            “ขอบคุณท่าน ชิวหยาง”


            สายลมหนาวยะเยือกผิวจนเยว่ถิงต้องแอบลูบผิวกาย แม้อาภรณ์นี้จะหนาและป้องกันความหนาวได้ส่วนหนึ่ง แต่คงเพราะฤดูหนาวนี้หนาวกว่าครั้งไหน ชิวหยางกระชับแขนและใช้กายแนบชิด


            “หนาวหรือ?”


            “มิได้หนาวมาก เพียงแต่...”


            คล้ายเห็นจุดรอยยิ้มเล็กๆ มุมปาก “หนาวก็ว่าหนาว เจ้าจะบิดพลิ้วทำไม ข้างหน้านี้มีหมู่บ้านอยู่ ข้าจะแวะซื้อเสื้อคลุมให้”


            เห็นเยว่ถิงมีท่าทีจะปฏิเสธอีก ครานี้บุรุษเจ้าของอาชาจึงก้มลงกระซิบ


            “อย่าคิดว่าข้าซื้อให้โดยไร้ค่าตอบแทน เมื่อข้าสร้างบุญคุณแก่เจ้า เจ้าก็ต้องกลับมาตอบแทนข้า ไม่มีใครหนีหนี้จอมอสูรพันศพแห่งพรรคสะบั้นสวรรค์ได้”


            นั่นจะว่าติดตลกก็มิเชิง แต่ก็เป็นการบังคับปนเอาแต่ใจกลายๆ เยว่ถิงได้ยินดังนั้นจึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้


            “งั้นในเวลาก่อนถึงยามประลองนี้ ก็เชิญท่านสร้างบุญคุณแก่ข้าเถิด แต่หากข้าขอสิ่งใด ท่านก็ต้องให้ อย่าได้บ่ายเบี่ยงเด็ดขาด”


            “ประเสริฐแล้ว อย่าได้เหนียมอายไม่เข้าท่าอีก อยากได้อะไรก็จงบอกข้า มิใช่ว่าชิวหยางผู้นี้ยากจนเสียหน่อย”


            กลับมาหัวเราะยิ้มเคียงคู่กันอีกครั้ง ก่อนชิวหยางจะกระตุกบังเหียนให้เฟิงยี่ก้าวเหยาะย่างไปสู่หมู่บ้านที่มีควันไฟของการหุงต้มลอยสู่อากาศขมุกขมัว


แม้ไม่ได้กล่าวเป็นวาจา ทว่าเวลาที่เหลืออยู่มีเพียงไม่นาน เมื่อเข้าใจร่วมกันดี ไยจะไม่ร่วมเสพสุขเล่า?


เมื่อควบอาชาเข้าสู่เขตหมู่บ้าน นับว่ามีผู้คนสัญจรไปมาอยู่พอสมควรในเวลาก่อนตะวันขึ้น พวกเขานับว่าเป็นจุดสนใจจนเยว่ถิงต้องก้มหน้าหลบสายตา ขอให้ชิวหยางพาลงเดินแล้วจูงเฟิงยี่ไปแทน อีกฝ่ายคล้ายจะกลั่นแกล้งไม่ยอม แต่พอเยว่ถิงยกคำพูดเมื่อครู่มาอ้าง ก็มิอาจขัดใจเขาได้ หลังจากซื้อเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแล้วทั้งคู่จึงเดินทางต่อไปยังโรงเตี๊ยม


“พวกเขาไม่รู้จักท่านหรือ?” เยว่ถิงกระซิบถาม เมื่อหลายสายตาเหลือบมองด้วยความชื่นชม โดยเฉพาะสตรีที่เอี้ยวมองแทบคอเคล็ด ปกติเห็นว่าจะมีแต่ผู้หวาดกลัวมิกล้าเข้าใกล้


“หึ มิใช่ว่าใครอยากเจอจอมอสูรพันศพก็ได้เจอ” ชิวหยางว่าด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง จนเยว่ถิงอดหมั่นไส้ไม่ได้ แม้รู้อยู่แก่ใจว่าเหล่าประมุขพรรคใหญ่มักไม่แสดงตัวง่ายๆ ทำให้คนในยุทธภพก็พากันคิดว่าบุรุษผู้นี้หน้าตาอัปลักษณ์ราวอสุรกายมานาน โดยเขาเองก็เชื่อตามไปด้วยจนกระทั่งประสบพอเจอด้วยตนเอง


อีกทั้งตอนนี้ร่างของชิวหยางไม่มีปราณคุกคามแรงกล้าอันเป็นดั่งสัตว์ร้ายและไฟลุกไหม้แผ่ออกมา ผู้คนเลยสามารถมองได้อย่างสนิทใจ


“แม่นางผู้นั้นเพิ่งส่งสายตาให้ข้า เจ้าหึงหวงหรือไร”


ชิวหยางบุ้ยใบ้ไปยังแม่สาวยิงเรือคนหนึ่งที่กระพือขนตา กัดริมฝีปาก สวมเสื้อคอร่นลงจนเห็นเนินอกขาวอวบอิ่ม มิทราบไม่หนาวหรืออย่างไร หรือไม่กระดากใจที่ให้ท่าผู้ชายหน้าบ้านร้านค้าอย่างนี้ ถ้าเป็นลูกสาวเขาจะตีให้ขาลาย เยว่ถิงนึกตำหนินางในใจ แต่เมื่อเห็นท่าทีมั่นใจนักของบุรุษข้างกายจึงเลิกคิ้ว แกล้งว่า


“มิได้ อย่าลืมว่าข้าเป็นบุรุษ นางเองก็ทรวดทรงองค์เอวใช่เล่น...!


เอ่ยยังไม่ทันจบก็ถูกฉกฉวยจุมพิตจากริมฝีปากอย่างรวดเร็ว เยว่ถิงอ้าปากค้าง ชิวหยางที่ผละออกยิ้มอย่างกุมชัย ไม่วายยกมือขึ้นมาโอบเอวเขาอย่างไม่สนใจสายตาผู้คนที่เดินสวนไปมา ส่วนแม่สาวคัพซีผู้นั้นบัดนี้ทำท่าคล้ายอยากจะขว้างปาอะไรสักอย่าง


“ท่าน!” ใบหน้าเด็กหนุ่มขึ้นสี พยายามเบี่ยงกายหลบออก ทว่าไม่อาจหลุดพ้นมือดั่งคีมเหล็กได้


กระทั่งต้องถูกกอดรัดร่างไว้อย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของจนถึงโรงเตี๊ยม ยามผูกเฟิงยี่ไว้ด้านนอก ชิวหยางจึงได้ปล่อยเขาในที่สุด ทั้งสองนั่งลงบนโต๊ะ เมื่อเห็นว่าเยว่ถิงหน้าขึงตึง ชิวหยางเอื้อมมือมาหยิกแก้มเยว่ถิงแล้วดึงเล่นไปมา จนเด็กหนุ่มที่มองเห็นแต่บุรุษนั่งร่ำสุราเต็มไปหมดต้องรีบดึงมือใหญ่กว่าออก


นิสัยเยว่ถิงก็ยังเป็นคนหน้าบาง มิใช่ว่าจะทำอะไรไม่สนใจฟ้าดิน ยิ่งเพิ่งลืมตาได้ ยิ่งไม่คุ้นชินสายตาที่มองมา


“ท่าน... จะทำอะไรเกรงใจผู้อื่นด้วย หรือหากไม่เกรงใจผู้อื่นโปรดเห็นแก่หน้าข้าก็ยังดี”


“ข้าหยอก คนรัก เล่นผิดตรงไหน มิได้หนักศีรษะใคร หรือถ้าหนัก ข้าจะช่วยให้ไม่หนัก”


ได้ยินเช่นนี้จึงต้องก้มหน้างุด ไม่อยากโต้เถียงอีก เพราะใบหน้าเริ่มร้อนอีกครั้ง จนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมได้มาถึง คราแรกเยว่ถิงจะได้เป็นผู้สั่ง แต่ไม่รู้ว่าจะกินอะไรด้วยความไม่คุ้นชินและประหม่า ชิวหยางจึงสั่งแทนอย่างคล่องแคล่ว


“ข้าวสวยสองถ้วยกับเต้าหู้ผัดเสฉวน ต้มคึ่นฉ่ายกระเพาะปลา หมั่นโถวไส้ผัก หมูแดงรมควัน แล้วก็รากบัวต้มน้ำขิงสองถ้วย”


            เถ้าแก่รับคำแล้วจากไป เยว่ถิงมองหน้าอีกฝ่าย “นี่คือ...”


            “คิดว่าเจ้าคงอยากกินที่สุด หรือเจ้าอยากกินอย่างอื่น ข้าจะได้สั่งใหม่”


            “อ่า มิได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของโปรดข้าทั้งสิ้น”


            ...เป็นรายการอาหารมื้อแรกที่เขาสั่งแก่ชิวหยางนั่นเอง


            ดวงตาเยว่ถิงอดไหววูบไม่ได้ ว่าจะไม่หวนนึกให้บรรยากาศที่ดีหม่นหมองด้วยความเศร้า แต่ก็อยากจะบังคับใจ ชิวหยางคล้ายรู้ จึงเอ่ยขึ้นว่า “จากนี้เจ้ามีที่ใดที่อยากไปหรือไม่”


            “ข้าได้ยินผู้คนสนทนากันว่ามีวัดอยู่แห่งหนึ่ง เราไปไหว้พระกันดีหรือไม่”


            เห็นชิวหยางทำสีหน้าปุเลี่ยนๆ คิ้วเข้มกดขมวด “เจ้าชักชวนจอมอสูรเช่นข้าเข้าวัด...?”


            “มิได้หรือ หรือว่าท่านกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์กัน”


            แค่คิดก็ตลกมากแล้ว ต้องขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วยเปลี่ยนอารมณ์ให้เขา เยว่ถิงจึงเผยยิ้มกว้างออกมาได้


            “หึ” ชิวหยางหัวเราะออกมาหนึ่งที ยกมือขยี้ศีรษะเขาเหมือนหมั่นเขี้ยว “กลัวแต่จะปกปิดรังสีมารไม่มิด พาให้บรรดาหลวงจีนดึงยันต์กระจกแปดทิศออกมาไล่ให้วุ่นวายน่ะสิ”


            “ข้าได้ยินว่าหากทำบุญสะเดาะเคราะห์จะช่วยให้ชีวิตผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ หรือหากท่านคิดว่างมงาย ก็ลองไปซึมซับพลังด้านบวกเพื่อให้เกิดความสบายใจดูก่อน”


            เห็นสีหน้าก็ทราบว่าจอมอสูรผู้ฝึกคัมภีร์มารต้องห้ามมิคิดจะเข้าวัดอีกตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ จนอาหารมาถึง เยว่ถิงจึงคอยรบเร้าตะล่อม พร้อมทั้งคีบอาหารเอาอกเอาใจตลอด จนสุดท้าย ประมุขพรรคมารสะบั้นสวรรค์จึงว่าอย่าเสียมิได้ พร้อมทั้งใบหูที่ขึ้นเรื่อไม่ต่างจากใบหน้าเยว่ถิงเมื่อครู่


            “ก็ได้ๆ! เลิกคีบนั่นนี่ให้ข้าแล้วกินเองซะ มิฉะนั้นข้าจะป้อนเจ้าด้วยปาก”


            รับประทานอาหารเรียบร้อย สองบุรุษจึงได้เดินทางไปสู่วัดที่อยู่เลียบไปกับทะเลสาบดอกเหมยจากโรงเตี๊ยมมาไม่ไกลนัก บันไดหินสีเทานับได้หลายร้อยขั้นทอดตัวยาวขึ้นไป ตัววัดขนาดกลางสร้างอย่างเรียบง่ายทว่าน่าประทับใจ ด้วยลวดลายศิลป์วิจิตรบรรจงและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณสลักอยู่ยังไม้ที่ทาสีน้ำตาลแดงเข้ม หลังคากระเบื้องสีส้มโดดเด่นเห็นได้ชัดแม้มองจากเบื้องล่าง


            ซุ้มประตูก่อสร้างด้วยหินอย่างดี ประตูไม้สองบานเปิดต้อนรับ ให้เห็นว่าเวลานี้ลานก่อนขึ้นสู่วัดมีผู้คนอยู่จำนวนหนึ่ง เบื้องหน้าประตูยังมีรูปปั้นกิเลนสองตัวท่าทางน่าเกรงขามตั้งอยู่เป็นดั่งเทพทวารบาลคุ้มครอง


            ชิวหยางจูงเฟิงยี่ไปผูกไว้ยังต้นไม้ริมป่าข้างๆ ก่อนเดินมาสมทบ เยว่ถิงรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเป็นเด็กอีกครั้ง


            สิบหกปีตาบอด ยามมองเห็นกลับพบว่าโลกยุทธภพแห่งนี้สวยงามนัก แม้จะเป็นสถานที่ธรรมดาเช่นวัดก็ตาม


            “เราเข้าไปกันเถอะ” เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ เด็กหนุ่มจึงอดหัวเราะไม่ได้ ใครจะรู้ว่าจอมอสูรจะมีสีหน้าบึ้งตึงเหมือนเด็กถูกผู้ปกครองบังคับกับเขาด้วย


            “สิ่งเหล่านี้เป็นพลังด้านตรงข้ามกับพลังมารในตัวข้า ฉะนั้นหากเกิดเรื่องยุ่งยาก เจ้าไม่ต้องตกใจ” ชิวหยางว่าขณะขมวดคิ้ว พาให้เยว่ถิงคิดว่าบุรุษตรงหน้าจะลุ่มร้อนดั่งผีดิบโดนยันต์เหมือนในภาพยนตร์หรือไม่ จำต้องถามย้ำให้แน่ใจ


            “ท่านไม่กลัวยันต์แน่หรือ”


            “พูดมากนัก”


เยว่ถิงถึงกับร้องโอ้ยเมื่อถูกหยิกแก้มอีกครั้ง ก่อนที่ชิวหยางผู้ติดจะรำคาญและออกอาการเสียหน้าอยู่บ้างจะเป็นฝ่ายดึงร่างเขาให้เดินเข้าไป


            ทันทีที่เดินเข้าสู่ตัววัด ราวกับก้าวเข้าสู่อีกเขตแดนหนึ่ง เยว่ถิงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่สำรวมและกลิ่นธูปหอมที่ลอยมาแตะจมูก ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวถึงบันได กลับได้ยินเสียงกระดาษฉีกขาดพร้อมๆ กันหลายแผ่น


            ยันต์นับสิบแผ่นที่วาดแปะอยู่กระจุยกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนที่จะโปรยปรายไป บางชิ้นถึงกับลุกไหม้เป็นจุณ แม้ว่าบุรุษข้างกายจะยังไม่ได้ปลดปล่อยปราณใดๆ ก็ตาม


            หลวงจีนที่คล้ายกำลังกวาดลานวัดอยู่หยุดมือแล้วมองมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เด็กวัดสองที่กำลังช่วยกันหาบน้ำตรงมาถึงกับทำตกในทันที ส่วนคู่สามีภรรยาผู้เฒ่าที่มาไหว้พระแล้วกำลังจะกลับก็ชะงักเท้า ก้าวเข้าหาตัวติดกันด้วยความกลัว


            แท้แล้ว มิใช่กลัวยันต์ แต่กลัวจะทำลายยันต์มากกว่า...


            เสียงกระดิ่งกังวานใสดังขึ้น ดึงสายตาทั้งหมดหันไป


            “ขอต้อนรับประสกทั้งสองสู่วัดดอกเหมย”


            หลวงจีนเคราขาวท่าทีสงบน่าเลื่อมใสในอาภรณ์สีส้มทับด้วยผ้าลายจัตุรัสสีแดงมาอยู่ตรงหน้าเมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้ เยว่ถิงเมื่อรู้สึกตัว จึงรีบก้มคำนับ ผิดกับชิวหยางที่ยังยืนนิ่ง หรี่ตาลงและจ้องยังหลวงจีนผู้นั้นอย่างครุ่นคิด เด็กหนุ่มจึงอดกระตุกแขนเสื้ออีกฝ่ายเบาๆ ไม่ได้


            “คารวะท่าน” ชิวหยางนอบกายลงช้าๆ อย่างไม่เต็มใจนักด้วยความค่อนข้างแข็งกระด้าง ราวกับกำลังดูท่าทีว่าจะมีการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันเกิดขึ้นหรือไม่ ด้วยเพราะคงรู้ดีว่ามารเช่นเขามิสมควรเข้ามายังที่แห่งนี้ รวมถึงการปรากฏตัวในฉับพลันไม่อาจทำให้ชิวหยางวางใจ ผิดกับเยว่ถิง ที่เขาคิดว่าหลวงจีนท่านนี้คงมิได้มาขับไล่แต่ประการใด


            “อาตมารู้ว่าท่านทั้งสองนี้มาดี ขอท่านอื่นๆ อย่าได้แตกตื่น”


            ได้ยินดังนั้น เหล่าคนที่หน้าซีดเผือดไม่กล้าทำสิ่งใดต่อก็พอคลายความกลัวได้ แต่ก็รีบจำอ้าวออกห่างจากทั้งคู่ให้มากที่สุด


            “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามาดี” ชิวหยางกระตุกยิ้ม แวบหนึ่งเห็นแววอ่อนไหวในดวงตา แต่ก็ถูกซ่อนไว้ใต้สีหน้าแข็งกร้าวดุดัน เยว่ถิงได้แต่ทำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจอยู่ข้างๆ


            “ท่านรู้ เขารู้ ฟ้าดินรู้ อาตมารู้” ตอบด้วยรอยยิ้มเมตตา “การทำบุญสะเดาะเคราะห์จะช่วยให้ชีวิตผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ หรือหากท่านคิดว่างมงาย ก็ลองไปซึมซับพลังด้านบวกเพื่อให้เกิดความสบายใจดูก่อนเถิด”


            เด็กหนุ่มในคราบบัณฑิตถึงกับสะดุ้ง ประโยคนี้มิใช่ว่าเขาเพิ่งพูดเองกับชิวหยางหรือ


            “ท่าน...”


            “เชิญ”


            ชิวหยางอ้าปากจะเอ่ยบางอย่าง แต่กลับเปลี่ยนใจเงียบ ดึงร่างเยว่ถิงที่กำลังตะลึงไปยังบันได


            “มีถูกย่อมมีผิด มีพบย่อมมีจาก มีสุขย่อมมีทุกข์ ใดๆ ล้วนเป็นธรรมดาของโลก ยังไม่สายหากท่านจะละทิ้งความเป็นมารและกลับคืนสู่สามัญ”


            ฝีเท้าชะงักกึก เยว่ถิงรับรู้ได้ถึงแรงที่จับยังแขนเสื้อเขามากขึ้น ชิวหยางมิได้หันไปขณะเอ่ย


            “หึ ท่านพูดเหมือนว่าอยากเป็นมารก็เป็น อยากเลิกเป็นก็เลิก มิใช่รับราชการนะท่านเจ้าอาวาส” น้ำคำประชดประชันแม้เสียมารยาท แต่สัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งในใจของผู้พูด “หลวงจีนทานแต่ผักเช่นท่านจะเข้าใจอะไร? มดสักตัวเคยฆ่าหรือเปล่ายังมิทราบ”


            “ในใจท่านเคยรุ่มร้อน แต่บัดนี้เหมือนมีน้ำทิพย์ชโลมให้เย็นสบาย อาตมาคิดว่าต่อให้ท่านฆ่าคนมากกว่าพันศพ เมื่อจิตใจมีสิ่งหนึ่งให้ยึดแล้ว ก็สามารถดึงตนกลับมาสู่ทางที่ถูกต้องได้”


            แรงที่จับแขนเยว่ถิงยิ่งมากขึ้นอีก ทั้งยังรับรู้ถึงอาการสั่นน้อยๆ ที่ส่งมาถึง


            “ข้ากำลังจะสูญเสียสิ่งนั้น ท่านเข้าใจหรือไม่”


            “อาตมาเข้าใจดี” น่านับถือนักเมื่อหลวงจีนยังคงเอ่ยอย่างสุภาพและสงบ มิมีอารมณ์โกรธใดเจือปนแม้แต่น้อย “หากประสบทุกข์เมื่อสูญเสียอีกครั้งและท่านยังจมอยู่กับไฟอาฆาตที่เผาผลาญ ท่านจะสูญเสียสิ่งนั้นไปตลอดกาล ทว่าหากท่านสงบนิ่งรอวันเวลาผันผ่าน สวรรค์จะเมตตาปราณีต่อท่าน”


            “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ” ชิวหยางตัดบทเสียงห้วน ก่อนที่จะจับตัวเยว่ถิงขึ้นอุ้มโดยไม่บอกกล่าว ทะยานใช้วิชาตัวเบาผ่านบันไดนับร้อยขึ้นสู่วัดโดยไม่ต้องใช้ความอุตสาหะก้าวขั้นต่อขั้น


            ตัววัดสงัดไร้ผู้คน ชิวหยางที่ดวงหน้าเหมือนมีเมฆหมอกอึมครึมปกคลุมวางเยว่ถิงลง หันหน้าไปอีกทาง เอ่ยว่า “อยากทำสิ่งใดก็ทำ ข้าอยากออกจากที่นี่เต็มทน”


            เยว่ถิงถอนใจ เอื้อมมือไปแตะหลังมือใหญ่นั้นแผ่วเบา ก่อนจะรวบกุมไว้


            “หากข้าเป็น สิ่งนั้นสำหรับท่าน ขอท่านได้โปรดอย่าทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของตนเองอีกเลย”


            “...”


            “ได้ยินหรือไม่ ท่านเจ้าอาวาสล่วงรู้ถึงคำพูดที่ข้าเอ่ยกับท่าน ย่อมต้องเป็นผู้สำเร็จญาณแน่แท้ น่าดีใจมิใช่หรือที่ว่าสวรรค์จะเมตตา?”


            “เจ้าคิดว่าข้าจะสงบนิ่งได้หรือ” เพียงเห็นด้านหลัง เยว่ถิงก็รู้ถึงสีหน้าอีกฝ่ายว่ารวดร้าวเพียงใด “เวลานี้อาจให้เจ้าจากไปได้ แต่นานเท่าใดกว่าสวรรค์จะเมตตา อาจจะอีกสักเจ็ดชาติภพก็ได้ใครจะรู้”


            “คงไม่นานขนาดนั้นกระมัง” เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ กับการตัดพ้อนั้น ครานี้ดึงมืออีกฝ่ายให้เป็นผู้เดินตามมาแทน “อนาคตเป็นเรื่องลึกลับ ท่านเองบอกให้ข้าอยู่กับท่าน ฉะนั้นในเวลานี้ ท่านเองก็ต้องอยู่กับข้า”


            การไหว้พระเป็นไปอย่างเรียบง่าย มิได้มีคำให้สัญญาสาบานรักผูกพันกัน เยว่ถิงนั่งลงพนมมือหลับตา ขณะที่ชิวหยางยกมือไว้อย่างลวกๆ เด็กหนุ่มปล่อยให้อ้อมกอดของความเงียบโอบล้อมครู่หนึ่ง หูได้ยินเสียงนกร้องหยอกเย้ายามเช้าและเสียงน้ำไหล ก่อนที่จะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พบกับดวงตาใคร่รู้ที่จ้องมาไม่กะพริบ


            “...เจ้าอธิษฐานอะไร”


            “ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว อุปสรรคเภทภัยใดๆ ล้วนแคล้วคลาด”


            “แล้ว?”


            “เพียงเท่านี้”


            “มิขอให้ตนเองเล่า ขอให้คนบาปเช่นข้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่สนใจรับฟังเจ้า”


            “ข้าเชื่อว่าคำขอของข้าคงมีผู้รับฟัง” เยว่ถิงยิ้มกว้างออกมา ชิวหยางเบิกตาขึ้นเล็กน้อย สองร่างนั่งสบประสานตากันอย่างเงียบงันแต่เต็มไปด้วยความหมายอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นจึงหลุบปิดลงแล้วลืมขึ้นใหม่ ชิวหยางดึงร่างเขาเข้าไปกอดไว้ เยว่ถิงสะดุ้ง ต่อหน้าพระหน้าเจ้าคงไม่ดีนักจึงพยายามดึงร่างออกจากพันธนาการ


            “ได้โปรด...”


            เสียงกระซิบดังอยู่ข้างหู


            “อยู่เช่นนี้สักพัก”


            เช่นนี้ผู้ใดจะปฏิเสธได้ เยว่ถิงจึงซบใบหน้าลงบนบ่าอีกฝ่าย ใช้สองมือขึ้นโอบตอบ ด้วยรู้แล้วว่าอ้อมกอดนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย


            ขากลับออกมาหลังทำบุญน้ำมันหยอดตะเกียงและบริจาคตามศรัทธาด้วยเงินก้อนหนึ่ง ก็พบว่าเป็นเวลารุ่งอโณทัย ดวงอาทิตย์สาดแสงสีส้มทองอาบไล้ยังขอบฟ้า เล่นแสงกับผิวทะเลสาบสีฟ้าครามและผืนฟ้าสีเข้ม ฝูงนกบินผ่านเหนือป่าที่ใบไมร่วงหล่น


            อาชาสีดำสนิทดวงตาสีแดงฉานได้มาถึงยังป่าดอกเหมยขึ้นชื่ออีกด้านหนึ่งของทะเลสาบ สีชมพูทั้งเข้มและอ่อนแต่งแต้มตามกิ่งที่แผ่ออกไปสวยงามจนเกือบลืมหายใจ ราวกับกำลังอยู่ในห้วงความฝัน กลิ่นหอมเย็นยิ่งทำให้มิอยากตื่น


            ต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เป็นระเบียบราวกับเป็นซุ้มเข้าสู่สถานที่หนึ่ง นอกจากเห็นเหล่าดอกเหมยที่เริ่มผลิบานรับเหมันต์ฤดูที่กำลังจะล่วงถึง ยังเห็นสุสานหินอ่อนสีขาวตั้งอยู่ มิมีชื่อใดสลักเอาไว้แต่มีของใช้ที่เป็นของสตรีวางอยู่อย่างเป็นระเบียบรอบๆ พลันได้ยินเสียงแผ่วเบาของบุรุษข้างกาย


            “นี่เป็นสุสานของรุ่ยเซียง”


            เยว่ถิงก้มลงจะจุดธูปสักการะ ชิวหยางได้เอ่ยห้ามไว้


            “เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”


“ข้ามิได้ทำเพราะคิดว่าท่านทำปรารถนาให้ทำ ท่านไม่ต้องคิดมากไป”


เห็นแววสั่นไหวหนึ่งจนไม่ต่างจากคลื่นน้ำในดวงตาสีน้ำตาลตรงหน้า เยว่ถิงหลุบตาต่ำเพราะไม่อาจมองอีกฝ่ายได้นาน


            ทั้งสองจุดธูปสักการะอย่างง่ายๆ แม้มิเคยรู้จักมาก่อน แต่เยว่ถิงพอทราบได้ว่าหวังรุ่ยเซียงคงเป็นสตรีงดงามที่น่าคบหาและเป็นที่รักของผู้คนทั่วไปคนหนึ่ง เมื่อมองใกล้ๆ ยิ่งเห็นแววตาที่ยิ่งเจือด้วยความเศร้าของชิวหยาง


            “นางสิ้นใจที่นี่ ก่อนตายได้บอกว่า หากข้ามีคนที่ต้องการจะเคียงคู่กันไปตลอดชีวิตจนแก่เฒ่าให้พาแนะนำให้นางรู้จักบ้าง นางจะคอยยินดีจากปรภพ”


            เยว่ถิงมิอาจบรรยายความรู้สึกของตนเองได้ เขาจึงทำเพียงรับฟัง ยากจะเอ่ยถึงสิ่งใดยามเมื่อสายลมยังพัดให้กลีบดอกไม้โปรยปรายลงเกิดเป็นม่านระย้าสีอ่อนโยน


            คล้ายมีลมแรงหนึ่งพัดมาเมื่อปักธูปเสร็จ พาเอาเสี้ยวพู่หยกครึ่งวงกลมตกลงจากฐานแท่นบูชากลิ้งมาอยู่ตรงหน้าเยว่ถิง


            ชิวหยางและเยว่ถิงเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน สายลมนั้นคล้ายพาดอกเหมยกลุ่มหนึ่งปลิวผ่านไปยังทะเลสาบแล้วหายไป ประมุขสะบั้นสวรรค์ค่อยๆ เอื้อมหยิบเสี้ยวหยกนั้นขึ้นมา ก่อนที่จะดึงเสี้ยวพู่หยกอีกครึ่งหนึ่งออกมาจากเสื้อ


            รอยตัดสามารถประกบกันได้อย่างแนบสนิทพอดี สีเขียวอ่อนกระจ่างตัดกับสีแดงมีชีวิตชีวา แม้ไม่หรูหราแต่กลับคล้ายมีพลังบางอย่างที่ลึกล้ำ ชิวหยางหัวเราะหึแล้วส่ายหน้า


            “เจ้ามิต้องบอก ข้าก็จะนำหยกนี้ให้เขาอยู่แล้ว”


ก่อนจะจับมือเยว่ถิงขึ้นแบแล้วนำพู่หยกนั้นให้


            “นี่คือพู่หยกคู่พระจันทร์ ว่ากันว่า เมื่อเจ้าของหยกจำต้องพรากให้แยกเก็บหยกคนละส่วน หากสายสัมพันธ์ผูกพันกันมากพอ ให้วางไว้ใต้หมอนในวันพระจันทร์เต็มดวง แล้วเจ้าของหยกทั้งสองจะสามารถพบเจอกันในความฝัน”


            “จริงหรือ”


            “ข้ามิเคยลอง แต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นจริง” ชิวหยางว่าด้วยสายตาลึกซึ้ง “อย่าให้หยกนี้ห่างตัว”


            “...ท่านก็เช่นกัน”


            “มีเรื่องใดอีกหรือไม่”


            “ฝากท่านดูเยว่หยางด้วย อย่าลืมขุนมันให้อ้วนพี หากกลับไปอีกครั้งแล้วมันยังผอมแห้ง ข้าจะโกรธท่าน”


            “จะจากกันแล้ว แต่นี่เจ้ายังห่วงแมวมากกว่าข้าหรือ น่าตีนัก”


            บทสนทนาจบด้วยเสียงหัวเราะเคล้ากัน ชั่วครู่หนึ่งแว่วเสียงจึงจะจางลง สองร่างขึ้นยังอาชาชั้นดีอีกครั้ง ก่อนจะควบตรงไปยังป่าไผ่เงินจุดนัดหมายการประลอง

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.316K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7710 3001mindong (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 21:38
    มันเศร้าอ่า ;____;
    #7,710
    0
  2. #7674 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 16:09
    โรแมนติกมั่ก เหมือนมาเดท
    #7,674
    0
  3. #7628 yotakabeery2004 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 20:42
    มีความสุขนะแต่ก็ไม่สุดอ่าาาฮรืออออออออ คือเป็นหน่วงไฟแท้😭
    #7,628
    0
  4. #7611 p*chu*ka (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 00:40

    เศร้าแล่ว😢😭😭

    #7,611
    0
  5. #7567 K.white wine (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 11:49
    มันหวานปนหม่นอะ แอแงงงง
    #7,567
    0
  6. #7519 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 16:48
    อบอุ่นแบบเศร้าๆ
    #7,519
    0
  7. #7423 ya.ong (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 08:57
    ถ้ากลับใจเลิกเป็นฝ่ายอธรรม ซิวหยางก็จะมีชีวิตต่อ ไม่ได้จบแบบในนิมิตตอนแรกใช่ไหม T_____T
    #7,423
    0
  8. #7315 taemynnn (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 03:53
    เป็นความโล่งใจที่โล่งไม่สุด;~;
    #7,315
    0
  9. #7208 justjeen (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 15:20
    อย่างไงโล่งใจอย่างนึงคือไรท์บอกว่าแฮปปี้
    #7,208
    0
  10. #7205 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 07:35

    โอ้ยยยย หน่วงเป็นบ้าเลย!

    #7,205
    0
  11. #7148 มิ้วแฟนแจมินไง (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 12:31
    ใกล้จะเริ่มเข้าดราม่าปวดตับรึยังนะ ยังไม่พร้อมจะเสียน้ำตา อยากให้เค้าได้อยู่ด้วยกันแล้ว แง ตอนนี้คือรู้เลยว่าเค้ารักกันอ่ะ
    #7,148
    0
  12. #7109 Fueled me (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 11:06
    รักกันมากขนาดนี้แล้วนะ
    #7,109
    0
  13. #7052 lilying_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 19:21

    หน่วงแบบเดี๋ยวสุขเดี๋ยวหน่วง แต่น้ำตาเราปริ่มมากตอนนี้ ฮือออออ ต้องกลับมาเจอกันนะ หยกความฝันก็ต้องใบ้ได้จริงด้วยนะ ฮือออออออออ

    #7,052
    0
  14. #6983 merinz (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 มกราคม 2563 / 01:23
    เจ่บปวดหัวใจTT
    #6,983
    0
  15. #6963 novem96 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 01:49
    ทั้งอบอุ่นหัวใจและเศร้าไปในคราเดียวกัน
    #6,963
    0
  16. #6945 ครุ๊งด๊าวด่าว (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 21:07
    ต้องได้อยู่ด้วยกันอีกนะ!!
    #6,945
    0
  17. #6906 ppp_12 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 / 15:48
    พี่เขาอบอุ่นมาก น้ำตาไหลพรากเรยTT
    #6,906
    0
  18. #6894 orangemamalde (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 23:22
    เป็นหน่วง ฮือ รอกลับมาเจอกันอีกนะ
    #6,894
    0
  19. #6848 Nyctophiliaaaa (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 00:11
    อบอุ่นแต่ก็เศร้าในคราเดียวกัน//ปาดน้ำตาที่คลอ
    #6,848
    0
  20. #6796 Londar (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 02:35
    เป็นตอนที่เศร้าแล้วกำลังพยายามยิ้มให้กันอ่าาาา
    #6,796
    0
  21. #6745 chalillxx_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 11:09
    โคตรแฟนอะ
    #6,745
    0
  22. #6697 pcy921 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 10:03
    มีความฝากแฟนดูแลแมว55555 ทาสแมวถูกใจสิ่งนี้ค่ะ5555
    #6,697
    0
  23. #6676 Wang19th (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 22:27
    ข้ากำลังจะเสียสิ่งนั้นไป ท่านเข้าใจหรือไม่ ฮือออออออ เศร้ามากๆ เศร้าาาาา
    #6,676
    0
  24. #6596 61imyoko (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 13:13
    น้ำตาจะไหล ต้องแยกกันมันเศร้าเสมอ ฮืออ
    #6,596
    0
  25. #6552 Ppttyc_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 19:41
    ระทวยเลยอ่อนโยนจนจะละลายแล้ว
    #6,552
    0