หทัยจอมอสูร [Yaoi] -END- (สนพ.ฟาไฉ)

ตอนที่ 19 : 18 - ปลิดปลิว re17/12/60

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,253
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,080 ครั้ง
    17 ธ.ค. 60

หทัยจอมอสูร [Yaoi]

18 – ปลิดปลิว

 

            เยว่ถิงสามารถกลับสู่แห่งเรือนเร้นจันทร์ได้อย่างปลอดภัย โชคดีที่ไม่พบปะใครระหว่างทางให้วุ่นวาย สองเท้าคล้ายพาร่างเดินไปอย่างไม่มีสติ แม้ว่าดวงตาคู่นี้จะมองเห็นแล้วก็ตาม


            จดหมายในอกเสื้อทั้งสอง รู้สึกราวเป็นของร้อนที่ต้องหวาดระแวงว่าจะล่วงหล่นที่ใดหรือไม่


            เพราะล่องลอยว้าวุ่น จึงไม่ทันได้สนใจความผิดปกติของรอบตัวที่ไร้สรรพเสียงใดๆ จนวังเวง เยว่ถิงผลักประตูเข้าสู่ห้องนอน


            “เจ้าไปที่ใดมา”


            เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัว มือกระตุกแตะยังจดหมายในเสื้อ แสงเปลวเทียนสลัวถูกจุดขึ้น ปรากฏให้เห็นใบหน้าดุแข็งกร้าวของประมุขแห่งพรรคสะบั้นสวรรค์ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ทอแสงอ่อนโยนในเวลากลางวัน ยามวิกาลนี้กลับทำให้หนาวเหน็บ


            ชิวหยางหรี่ตาลง เคลื่อนขยับริมฝีปากน้อยนิด


            “ข้าพาเจ้าออกไปจากเรือน แต่มิได้หมายความว่าเจ้าจะเดินไปไหนมาไหนหรือพบใครก็ได้”


            “ข้าเพียงออกไปเดินเล่นนอกเรือนเร้นจันทร์บ้างก็เท่านั้น ท่านอย่าได้ขัดเคืองใจ...”


            กลั้นใจเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาไม่แพ้กัน


            แววตาประหลาดเกิดในดวงตาคู่ตรงหน้า บุรุษร่างสูงใหญ่กำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ขบฟันจนสันกรามนูนขึ้น ดวงตาโชนด้วยเปลวไฟดวงเล็กที่เต้นอยู่เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงผสมกันจนผู้อยู่ใกล้รู้สึกคล้ายจะโดนเผาผลาญทั้งเป็น


            ทว่ากระแสอารมณ์ชัดแจ้งที่สุดคือความเศร้าและความผิดหวัง เหมือนมีเข็มทิ่มต่ำผิวให้เจ็บแสบ มิสู้ให้อีกฝ่ายโกรธเคืองอาละวาดเข้าทำร้ายเขา เช่นนั้นย่อมดีกว่าหลายเท่า


            นี่มิใช่ว่า... ในช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย ทั้งหมดอาจจะถูกแผดเผาเป็นดั่งเถ้าธุลีแล้วปลิวล่องไปในอากาศ ไม่เหลือสิ่งใดให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเคยมีความอบอุ่นห่วงหาอาทรระหว่างประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์และกระต่ายบำเรออัปลักษณ์ใช่หรือไม่


            จอมอสูรกระตุกยิ้มขึ้นมาแค่เสี้ยววินาที “สนุกมากใช่หรือไม่?”


            ท่าทีเช่นนี้ คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากว่าจอมอสูรคงได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับซีหลงหมดสิ้น...


คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะตามผู้ไร้วรยุทธ์สองคนไปแล้วลอบฟัง เยว่ถิงเข่าอ่อนแทบทรุดกายลง ใช้มืออีกข้างยึดจับโต๊ะไว้ทรงตัว ใจร้อนผ่าวอยากเร่งอธิบาย ทว่าอีกฝ่ายไม่เปิดโอกาส


“มะ...”


            “ใช่หรือไม่!


            ชิวหยางตวาดลั่น กระชากร่างเยว่ถิงเหวี่ยงลงบนเตียงนอนสี่เสา โชคดียังยั้งแรงทำให้มิได้รู้สึกเจ็บนัก  แต่ยามความรู้สึกผิดเกาะกินดั่งปรสิตมานานได้สำแดงฤทธิ์ แค่จะมองหน้าอีกฝ่ายเขายังไม่อาจทำได้ ร่างสูงใหญ่กว่าตามเข้ามาทาบทับด้านบน ดึงใบหน้าให้หันตรงอย่างไม่ถนอมแรง


            เส้นผมยาวสีดำสนิทของเขากระจัดกระจายบนหมอนสีขาวจนยุ่งเหยิง จอมอสูรเท้ามือข้างหนึ่งลงในกลุ่มเส้นผมนั้น โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้


            “ข้ามันโง่เอง ที่คิดว่าเจ้าต่างจากคนอื่น ที่แท้ก็เต็มไปด้วยคำโป้ปด”


            คำเหล่านั้นดั่งกรีดลงกลางใจ เยว่ถิงนอนนิ่งไม่ขัดขืน มิคิดโต้ตอบหรือแสดงอาการโกรธขึ้นมา ยอมรับหากจะถูกลงโทษใดๆ ด้วยเพราะจนปัญญาและเหนื่อยอ่อนทั้งจิตใจและร่างกายเกินกว่าจะดิ้นรนให้รอดพ้น


            ขอบตารื้นร้อนผ่าว ต้องหลับตาลงแล้วผินหน้าไปอีกทาง


            “...!


            ทันใดนั้น อีกหนึ่งใบหน้าฝังลงยังต้นคอ กัดฝังรอยไว้เต็มเขี้ยว


            เยว่ถิงข่มเสียงร้อง มือยกขึ้นจับบ่ากว้างใหญ่นั้นไว้ในท่าทีฝืนต้าน ประมุขสะบั้นสวรรค์ได้ประทับสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของโดยไม่สนใจว่าใบหน้าของเขาจะยังมีรอยแผลอัปลักษณ์อยู่


            ความคิดเตลิดไปไกล คนผู้อยู่เหนือตัวเงยหน้าขึ้นจากซอกคอ ก่อนที่จะใช้นิ้วดีดหน้าผากเข้าจังๆ เด็กหนุ่มจึงหลุดร้องเสียงหลง ยกมือกุมจุดที่คงเป็นปื้นแดงอย่างไม่ทันตั้งตัว หลุดสีหน้าเหวอด้วยความงุนงง


            กระแสความกรุ่นโกรธเหล่านั้นเจือจางลง กลับกลายเป็นว่านี่เป็นเพียงการลงโทษสั่งสอน อีกฝ่ายรู้ว่าเขาจับกระแสปราณและกระแสอารมณ์ได้ มิคาดยังสามารถปลอมแปลงมาหลอกลวง


            สีหน้ายังบึ้งตึง แต่แววตาอ่อนลงเจือด้วยความพึงใจระคนสะใจเล็กๆ โน้มหน้าผากลงมาแตะบริเวณที่ถูกดีดเป็นปื้นแดง เยว่ถิงทั้งที่ยังเครียดเกร็งด้วยความตระหนก กลับไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการกระทำนี้ทำให้อ่อนไหวเพียงใด


            “หากกลัวข้าโมโหถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงยังกล้าออกไปลำพัง ช่างไม่เจียมตน”


            นี่เป็นเพียงการอบรมว่าอย่าละเมิดคำพูดที่เอ่ย ชิวหยางยังมิรู้เรื่องอันใด


            แต่ต่อให้จอมอสูรลงโทษจริงๆ ตัวเขานี้จะไปว่าอะไรได้


            “สาวใช้สารภาพว่าเจ้าลอบออกไปเพื่อหากะลาขอทานเก่าๆ ในโรงเก็บของและพบกับนายโลมผู้นั้น ช่างดื้อด้านนัก บอกแล้วใช่หรือไม่คนทั่วทั้งพรรคอยากจะฉีกเจ้าเป็นพันส่วน”


เยว่ถิงก้มหน้านิ่งเงียบงันด้วยความละอาย


บุรุษร่างใหญ่ทิ้งร่างลงทาบทับ ผิวกายแนบชิดเช่นนี้ต่อให้มีอาภรณ์กั้นแต่ก็มิได้เกิดมาในหลายวันจึงหวนให้ไม่รู้สึกคุ้นชิน จอมอสูรเอื้อมมือตวัดกอดตัวเขาไว้ต่างหมอนข้าง เบี่ยงร่างไปข้างๆ


ได้กลิ่นหอมอ่อนจางของบุรุษ ให้ความรู้สึกลึกล้ำจนไม่อยากสูดดม ทว่าจะเบือนหน้าหนีจากอ้อมกอดพันธนาการก็ไม่เป็นผล จำต้องรับความอบอุ่นที่ปลอบประโลมผิวกายจากสายลมปลายสารท


            ใบหน้าคมสันน่าเกรงขามนั้นก้มลงข้างหู


            “หัดกลัวเสียบ้าง มิใช่คอยคิดแต่จะขัดคำสั่งข้าอยู่ร่ำไป...”


            ความในใจขัดข้องเหมือนเสมหะเนียวข้น มิอาจกระแอมออกได้


            “ชิวหยาง... ท่าน...”


            เยว่ถิงเอ่ยแผ่วเบาเพียงนิดจึงหยุด จิตใจยามนี้ไม่เข้มแข็งเพียงพอ เมื่อนึกไปถึงอนาคตที่พร่ามัวและการทรยศหักหลังบุรุษที่กำลังกอดกระชับร่างเขา


บุรุษที่ผู้คนทั่วแคว้นอ้ายหวาดหวั่น แต่กลับอ่อนโยนกลับนายบำเรอตาบอดอัปลักษณ์ผู้หนึ่ง


            “เป็นอันใด?”


            อีกฝ่ายดึงคางเขาให้กลับไป สำรวจทั่วกรอบใบหน้าก่อนถอนใจแผ่วเบา


            “ข้าคงทำเกินไป... ข้าขอโทษ”


            คำขอโทษที่ไม่เคยได้ยินดังก้องในห้องหับที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้มาเยือนทุกค่ำวัน


            “เยว่ถิง... เจ้ารู้ดีว่าข้าเป็นห่วงเจ้า” มือประคองใบหน้าด้วยสัมผัสแผ่วเบา อีกข้างลูบผมอย่างทะนุถนอม


ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด วันนี้จอมอสูรพันศพจึงช่างซื่อตรงต่อความรู้สึกตนยิ่งนัก


...ผิดกับเขา


            “อย่าร้องไห้” นิ้วปาดเช็ดน้ำตาอย่างอ่อนโยน ขณะเลื่อนใบหน้าเข้ามาข้างใบหู


            พอเถิด...


            “ใจข้ารุ่มร้อนคลุ้มคลั่ง เพราะความคิดของข้าจดจ่ออยู่กับเพียงเจ้า ยิ่งเมื่อตระหนักได้ ข้ายิ่งมิอาจสงบ เพราะข้าไม่คิดว่าจะรู้สึกเช่นนี้กับผู้ใดอีกในชีวิต”


            ถ้อยคำลึกล้ำที่แผ่วเบาไม่ต่างจากใบไม้ไหว แต่หนักแน่นยิ่งกว่าภูผาศิลาที่กดทับในใจ


            เยว่ถิงหลับตา ในอกเสียดแปลบ เอียงใบหน้าเข้าสู่แผ่นอกกว้าง ชิวหยางผ่อนคลายร่างลง ใช้มือลูบหลังเนิบช้า ก่อนกอดกระชับร่างเขาให้แนบแน่นขึ้น


            ภายนอกเรือนเร้นจันทร์... ได้ยินเสียงพายุระลอกที่สองก่อเค้า เสียงฟ้าร้องครืนดังสนั่น อากาศโดยรอบเย็นขึ้น ก่อนที่จะได้ยินเสียงม่านฝนสาดเทปะทะกับที่พำนัก


            เป็นพายุที่ไม่ได้รุนแรงกว่าพายุครั้งก่อน ทว่าใจของผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกลับต่างกันยิ่งนัก


            ปล่อยความคิดให้ละลายไปกับความอบอุ่นของผิวกายที่สัมผัสกัน เยว่ถิงเงยหน้าขึ้น พบใบหน้าหลับใหลของเจ้าของสมญาจอมอสูรพันศพ เค้าลางเหนื่อยอ่อนแฝงอยู่ในเรียวคิ้วที่ขมวดเป็นปม โดยที่สองมือยังแนบร่างเขาสนิท


            เยว่ถิงเอียงศีรษะซบฟังเสียงหัวใจสม่ำเสมอของบุรุษที่ทำตนเป็นดั่งป้อมปราการ สำนึกได้ว่าทุกการตัดสินใจย่อมมีค่าเสียโอกาส


            ใบหน้าเลื่อนเข้าไปชิดผู้หลับใหลช้าๆ แล้วแตะลงบนริมฝีปากที่เผยอขึ้นเล็กน้อยอย่างแผ่วเบาแต่เนิ่นนาน จากนั้นจึงผละออกแล้วก้มลง


            “ข้าขอโทษ ชิวหยาง...”



 

            ราตรีกาลร่วงหล่น มิอาจข่มตาหลับได้ลง


            เปลวเทียนเดียวดายไหววูบอยู่กลางห้อง พิรุณกู่คำรามบัดนี้เหลือเพียงเสียงสายม่านฝนฉ่ำโปรยปรายนำพาความเย็นเข้ามา


            ผู้เหน็ดเหนื่อยผู้นั้นพลิกขยับตัวเล็กน้อย เยว่ถิจึงดึงมือออกฝ่ายออกจากร่างอย่างแผ่วเบาที่สุด


            ทว่าการเคลื่อนไหวนั้นไม่อาจรอดพ้นการรับรู้ของชิวหยาง ประมุขสะบั้นสวรรค์ขยับเปลือกตาบาง ลืมตาขึ้นช้าๆ

            “นอนไม่หลับหรือ?”


            “เป็นเช่นนั้น”


            เยว่ถิงว่า กระแอมไอให้น้ำเสียงหายแหบเครือ


            “ยามเฉินที่จะถึงนี้คือเวลาที่ข้านัดประลองกับอวิ๋นหลาน” อีกหนึ่งบุรุษคงคาดไปว่าเขากำลังกังวลเรื่องนั้น เยว่ถิงจึงเอ่ยไปอีกอย่าง


            “ขอข้าลุกขึ้นนั่งคลายเมื่อยเสียหน่อย หวังว่าท่านคงไม่ว่ากระไร”


            ชิวหยางปลดพันธนาการจากอ้อมแขนนั้นออก ยังมิวายเอ่ยถามเบาๆ “ปวดเมื่อยตรงไหน เดี๋ยวข้านวดให้”


            เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งบนเตียง ได้ยินเช่นนั้นจึงก้มศีรษะแล้วขมวดคิ้วส่ายหน้า เกือบจะคล้ายยังมีความไม่พอใจ ชิวหยางจึงลุกขึ้นตามเหมือนจะงอนง้อ “ข้าบอกแล้วว่าข้า...”


            “ข้ามีเรื่องอยากถามท่าน” เยว่ถิงตัดบทเสียงนิ่งเงียบ เขายกมือขึ้นจัดอาภรณ์ที่ยับให้เข้าที่ ยังคงนั่งหันหลังทิ้งขาสองข้างลงยังข้างเตียงให้แก่อีกหนึ่งบุรุษ “...สำคัญมาก ขอให้ท่าน...”


            เยว่ถิงขมวดคิ้ว สุดท้ายจึงฝืนทนเอ่ยออกมา “...ตอบตามจริง”


            บางครา เยว่ถิงรู้สึกว่าตนมิใช่คนใสซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างรูปลักษณ์ แต่เป็นคนหน้าเนื้อใจเสือที่สามารถกระทำสิ่งโหดเหี้ยมด้วยดวงหน้าสลดหดหู่คล้ายว่าเป็นผู้ถูกทารุณเสียเอง


            “ย่อมได้ เจ้ามีสิ่งใดจงถามมา”


            ผู้ถามจ้องมองพื้นห้องนอนของเรือนเร้นจันทร์ราวกับว่าคลองสายตาถูกยึดตรึงไว้ตรงนั้น


            “ท่านมีนายบำเรอกี่คนก่อนหน้าข้า”


            “สาม รวมเจ้ากระต่ายก่อนหน้าเจ้า” ผู้ตอบคงรู้ว่าไม่น่าเชื่อถือนัก จึงเอ่ยเสริม “เป็นสัตย์จริงที่มิได้มาจากคำพูดเล่าลือ”


 ความโล่งอกเปลาะหนึ่งนั้นน่าเกลียดไม่น้อยเมื่อโผล่มาผิดที่ผิดเวลา เยว่ถิงสะกดท่าทาง เอ่ยต่อไปแช่มช้า


            “แล้วเขาเหล่านั้นเล่า บัดนี้เป็นอย่างไรบ้าง”


“คนแรก เป็นนายโลม ยินดีขายตัวเองมาให้ข้า แต่ด้วยอุปนิสัยขี้ริษยาดุจสตรี ข้าจึงลดขั้นเป็นเด็กรับใช้ ใครในพรรคอยากได้ก็เอาไป คนที่สองเป็นคุณชายบ้านหนึ่งที่แอบหนีออกจากบ้านมา  ทำกร่างมีเรื่องในเขตการคุ้มครองของสะบั้นสวรรค์ จึงถูกจับมา ข้าเห็นว่างามดีจึงนำมาเป็นนายบำเรอ เดิมวางมาดมีศักดิ์ศรี แต่นานเข้าก็ลุ่มหลงในทรัพย์สินของข้า คิดขโมยออกไป จึงตายอย่างอนาถ”


ระลึกขึ้นในใจ คนที่สองนี้คงเป็นคนในคำพูดของชิวหยางกับเจิ้งซื่อครั้งอาหารมื้อแรกของเยว่ถิงในพรรคสะบั้นสวรรค์ว่าเป็นคุณชายบ้านไหนนี่เอง “ส่วนคนที่สามเล่า...”


“มันต้องสงสัยว่าเป็นสายของพรรคธรรมะ คืนแรกเต็มไปด้วยมารยา ร้องห่มร้องไห้ว่าถูกขายใช้หนี้เข้าหอโคมเขียวเสียจนน่าสงสาร” มีน้ำเสียงเหยียดเยาะจนเยว่ถิงต้องกุมมือน้อยๆ ที่สั่นไว้ “บัดนี้ก็ยังถูกทรมาน มันจะยังไม่ตายอย่างสบายจนกว่าจะสารภาพความผิด”


เช่นนั้น ท่านคงต้องฆ่าข้าด้วยอีกคน...


“ทว่าข้าไม่ทำร้ายเจ้า” มือใหญ่กว่าเอื้อมมาทาบบนมือของเขา กุมไว้หลวมๆ ก่อนที่ชิวหยางจะขยับกายใหญ่เข้าใกล้อีกครั้ง ก้มศีรษะแตะหน้าผากยังแผ่นหลังของเยว่ถิง


“และจะปกป้องเจ้า ในใต้หล้านี้ หากใครคิดทำร้ายเจ้า มันผู้นั้นต้องเป็นศัตรูกับข้าชั่วชีวิต”


เยว่ถิงรู้สึกบิดมวนในห้อง ลำคอเองก็จุกตัน หากกระอักโลหิตออกมาได้ เขาอาจกระอักออกมาตรงนี้


“แล้ว... เหตุใดท่านถึงได้เป็นประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์และได้สมญาจอมอสูรพันศพ”


ความเงียบตกลงอยู่ดั่งตะกอนข้นคลั่ก กระทั่งเยว่ถิงกลัวเสียงหัวใจของตนเองจะดังจนชิวหยางรู้ถึงสิ่งในความคิดทั้งหมด

นับเวลาราวหนึ่งก้านธูป ผู้ถามนิ่งงันรออย่างอดทน จนเจ้าของสมญาน่าหวั่นเกรงในใต้หล้ากล่าวขึ้น


“ครั้งหนึ่งข้าเคยเป็นคนของพรรคธรรมะ เป็นเด็กชายโง่งมคนหนึ่งที่เกิดและฝึกวิทยายุทธ์ที่นั่น ผู้เคยตะโกนสาบานต่อฟ้าดินว่าจะปราบเหล่าอธรรมทั้งมวลให้สิ้น แต่ฟ้าดินมิได้กำหนดชะตาเช่นนั้นให้ข้า ข้าถูกป้ายสี ถูกขับไล่ ถูกตามล่า สุดท้ายถูกพรากคนที่รักที่สุดอย่างไม่อาจหวนคืน... ด้วยฝ่ายที่ตนเองนับถือมาตลอดว่ายิ่งใหญ่และถูกต้องที่สุดในใต้หล้า”


ชิวหยาง มิคาดเคยเป็นคนของธรรมะจริงๆ


“บางทีอาจเป็นเวรกรรม หรือไม่ก็เป็นชะตากรรมที่น่าหัวเราะเยาะและน่าชิงชัง” น้ำเสียงของประมุขมารแผ่วเบาลง ตัดพ้อ และชอกช้ำอย่างที่สุด แค่เอ่ยถึงยังราวกับเหตุการณ์เหล่านั้นหวนคืนมาใหม่


“หรือไม่ ก็คงผิดที่ข้ารักนาง...”


คำว่ารักนาง ทำให้หัวใจเต้นกระตุกผิดจังหวะไป


“นางตายเพื่อปกป้องข้า จากนั้นชีวิตที่เหลืออยู่ข้าจึงปฏิญาณว่าจะล้างแค้น จนได้ละเมิดฝึกคัมภีร์มารนอกรีตที่มี เคล็ดสำเร็จวิชาคือการฆ่าคนครบพันคน ข้าตระเวนเข้าเป็นทหารรับจ้างไปตามสนามรบ แต่ละครั้งไปมาราวสายลม ไม่มีใครรู้จักข้า ทว่าไม่นานก็ไม่มีใครไม่หวั่นเกรงต่อข้า”


ได้ยินเสียงแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งที


“ยามข้าฆ่าครบหนึ่งพันศพ เก็บรวบรวมความโกรธแค้นอาฆาตทั้งมวลเอาไว้ใต้การควบคุม ข้าจึงสำเร็จวิชามาร โชคดีที่ไม่นานมีสงครามใหญ่ระหว่างฝ่ายอธรรมและธรรมะ ข้าจึงเข้าร่วมอย่างไม่ลังเล จากนั้นจึงปลดปล่อยปราณมืดดำนี้ คร่าชีวิตร่วมพันศพในครั้งเดียว นั่นเป็นสมญาของข้าในกาลต่อมา”


แคว้นอ้ายได้ชื่อว่าสนามยุทธภพ ส่วนแคว้นเคียงข้างชื่อแคว้นป๋อได้ยินว่าเป็นทุ่งของชนเผ่าค่อนข้างป่าเถื่อน ทั้งสองเกิดการสงครามการปะทะขึ้นภายในหรือระหว่างกันบ่อยครั้งทั้งเล็กใหญ่ ตอนนี้กระจ่างชัดว่าอสูรผู้นั้นได้กลายเป็นจอมอสูรพันศพในกาลต่อมา


“ข้าได้ขึ้นเป็นประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์ บัดนี้โอกาสมาถึงมือข้า ข้าต้องจนำเลือดของพวกพรรคสุริยันพันแสงเหล่านั้นมาล้างเท้าต่างน้ำบูชาวิญญาณนางให้สาแก่ใจ”


ชิวหยางขยับศีรษะขึ้นมาบนบ่าของเขา


“แต่เจ้า... ทำให้เป้าหมายของข้าเลือนราง” เอ่ยถึงเขาทว่าผินพักตร์หันไปยังด้านข้าง “ข้ายังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เจ้า... ทำให้ข้าหลงลืมความแค้น”


เยว่ถิงหลับตาลง


“ความสงบและความถวิลหา... ที่ข้าไม่ได้พบมาเนิ่นนาน”


แต่อีกไม่นาน ทั้งหมดจะยิ่งกว่าไฟผลาญทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง


“ท่านได้สัญญาบางสิ่งกับแม่นางผู้นั้นไว้หรือไม่”


“ข้าสัญญาว่านางจะเป็นสตรีคนเดียวที่ข้ารัก” ชิวหยางเอ่ย แม้นิ่งขรึมแต่ครานี้กลับติดกลั้วหัวเราะขึ้น


“หึ คล้ายนางมีลางสังหรณ์ด้วยศาสตร์รู้ฟ้าหยั่งชะตาดินว่าตนเองจะอายุสั้น จึงได้ออกปากว่า นางยินดีหากข้าจะหาบุรุษมาเคียงข้างถ้านางจากไป ยามนั้นข้าส่ายหน้ากับคำนาย มิคิดว่าจะเป็นจริง...”


“นางช่างเก่งกาจยิ่ง” เยว่ถิงเผลอยิ้มบาง ลืมตาขึ้นแต่ดวงตาหม่นแสง


จู่ๆ ชิวหยางก็เอื้อมมือมากอดร่างเขาไว้อีกครั้ง ใช้คางเกยวางบนไหล่


“ข้ามิเคยเล่าเรื่องของ หวังรุ่ยเซียง พี่สาวของอิงเอ๋อร์ให้กับผู้ใดมาก่อน”


“มิเคย เฝ้ามองผู้ใดแล้วเป็นสุขเพียงนี้มาก่อน”


“และมิเคย รู้สึกร่วมกับใครดั่งเช่นผูกวิญญาณเช่นนี้มาก่อน”


ชิวหยางดึงใบหน้าเขาให้หันไปอย่างเชื่องช้า บุรุษตรงหน้าหยิบขวดแก้วขนาดเล็กระยิบระยับสูงค่าขวดหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะยกขึ้นดื่มแล้วเคลื่อนใบหน้าเข้าจุมพิตเขา


ของเหลวกลิ่นหอมอ่อนจางๆ และเย็นลื่นคอถูกใช้ลิ้นส่งผ่านมา วาบหวามแต่ไม่หยาบโลน


ความรู้สึกเย็นวาบทั่วทั้งสรรพางค์นี้เยว่ถิงเคยประสบ เหมือนครั้งดื่มยาถอนพิษกร่อนกระดูกยังพิธีตีตราไม่ผิดเพี้ยน จนเมื่อให้เขาละเลียดดื่มจนหมด จึงถอนริมฝีปากออกไป ดวงตาคู่สีน้ำตาลเข้มแรงกล้านั่นสบประสาน


“ยาแก้พิษกร่อนกระดูกชนิดนี้มีเพียงตัวข้าที่รู้สูตร สืบทอดกันมาเฉพาะประมุขพรรคสะบั้นสวรรค์ ปกติจะให้อย่างเจือจาง แต่ข้าใช้ปริมาณที่สามารถถอนพิษได้อย่างถาวร ดังนั้นเวลานี้ตัวเจ้าไร้ซึ่งพิษใดๆ”


ตรวนอีกหนึ่งกลับถูกผู้ตีถอดถอนออกอย่างง่ายดาย ราวปล่อยนกโบยบินสู่อิสระ


เหตุผลหรือสิ่งที่คิดว่าควรทำใดๆ พังครืนลง เยว่ถิงสะกดเสียงของตนเองให้ราบเรียบแต่ดังชัดเจน


“ตัวข้ายังมีพิษอีกสองชนิด หลิวซีหลงหรือนายโลมผู้นั้นคือบัณฑิตแพทย์จากเขาหลวนซาน เขาเป็นคนตรวจให้ข้าและทำให้ดวงตาของข้ามองเห็น แต่เพื่อให้หายดี ข้าจำเป็นต้องไปรักษาตัวยังหลวนซาน”


เอ่ยจบจึงลุกขึ้นแล้ววาดแขนเสื้อก้มคำนับอย่างเต็มยศ แวบเดียวที่เห็น ดวงหน้าของประมุขแห่งสะบั้นสวรรค์ไหนเลยจะตระหนกถึงเพียงนี้


เยว่ถิงโขกศีรษะลงบนพื้นจนได้ยินเสียง


“ข้ายินดีขอร้องอ้อนวอนต่อท่านด้วยชีวิต เวลานี้ข้ามีแผนการหลบหนีว่ายามท่านประลองกับคุณชายไป่ จะมีผู้มารับข้าไปยังหลวนซาน ได้โปรด... ให้ข้าไปรักษาตัว และได้โปรดให้เขาไปกับข้า”


“...เป็นจริงรึ?”


“เป็นจริง”


ครู่หนึ่งจึงดึงสีหน้าเดิมกลับมาให้สมกับเป็นศักดิ์ประมุขพรรค อากัปกิริยาของชิวหยางไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยว เพียงนิ่งราบเรียบกว่าครั้งไหน เงาของเรือนกายบนผนังดูวูบไหวตามเปลวเทียน


“เหตุใดเจ้าถึงบอกข้า”


“ข้ารู้สึกผิดต่อท่าน” แต่ในใจเยว่ถิงรู้ว่ายังมีบางอย่างมากกว่านั้น ชิวหยางเผยยิ้ม รัศมีหมองหม่น ยามเอ่ย


“แล้วถ้าข้าคุกเข่าขอให้เจ้าไม่ไปบ้าง เจ้าจะไม่ไปได้หรือไม่”


ไม่มีคำถามอื่นใดที่ควรถามถึงความเป็นมา มีแต่สิ่งที่เอ่ยต่อกัน เยว่ถิงส่ายศีรษะช้าๆ


“ได้โปรดอย่าทำให้ข้าหนักใจไปมากกว่านี้”


“...ลุกขึ้น”


เยว่ถิงยังคงก้มอยู่ กระทั่งได้ยินเสียงย้ำหนักๆ อีกครั้งจึงจำต้องลุกขึ้น สมองบัดนี้ช่างตื้อตันไม่อาจคิดอะไรได้อีก


“ฟังข้า” ชิวหยางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงหน้าไร้อารมณ์มิอาจล่วงรู้ความในใจ “เจ้าไปได้ ทว่าหลิวซีหลงผู้นั้นจะต้องหาทางออกไปเอง ข้าอาจปิดหูปิดตาทำเป็นไม่เห็นได้อยู่ แต่ก่อนไป เจ้าต้องให้คำมั่นสัญญาต่อข้า”


“เชิญท่านว่ามา”


“ยามข้าไปรับ เจ้าต้องกลับมา”


คำพูดนั้นจะว่าเบาก็เบา แต่ยามนี้คล้ายถูกกรีดสลักไว้ในหัวใจ ชิวหยางยกนิ้วโป้งขึ้นกัดจนโลหิตออก แล้วแนบเข้ากับริมฝีปากเยว่ถิง เป็นวิธีการสัญญาปากเปล่าของชาวบ้านของแคว้นอ้ายที่มีมาแต่โบราณ


อย่างไรก็ดี จุดเริ่มต้นของการสัญญาเช่นนี้มาจากเหล่าเด็กไม่รู้ประสาเท่านั้น... มิได้มีปราณพันธนาการหรือการสาปแช่งใดๆ ไว้ผูกเชื่อมโยง


            “ข้าสัญญา”


เยว่ถิงเอ่ยช้าๆ ก่อนจะยกนิ้วโป้งของตนเองขึ้นกัด แล้วแนบยังริมฝีปากอีกฝ่าย


“ยามข้าไปรอ ท่านต้องมารับ”


“ข้าสัญญา”


จากนั้นจึงก้าวเข้าสู่อ้อมกอดของกันและกัน ราวเป็นคำบอกลาสุดท้าย


เวลาเช้ามืด ได้ยินเสียงบุรุษผู้หนึ่งดังลอดเข้ามา ชิวหยางจึงสะบัดชายผ้าแล้วจากไปเพื่อเตรียมตัว เยว่ถิงก้าวตามออกมาจากห้องนอนยังห้องรับแขก พบบุรุษที่ยืนรั้งรออยู่ยังมีสีหน้าซีดเซียว กำลังยกมือถูดวงตา


“ผู้อาวุโสเจิ้ง...” เยว่ถิงออกปากทักอย่างประหลาดใจ


เจิ้งซื่อเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางเครียดขึง สะบัดมือปัดเส้นผม กระแอมไอแล้วกล่าวเสียงกระด้าง


“เช่นนั้น เจ้าควรทำใจไว้ล่วงหน้า ว่าเจ้าอาจไม่ได้พบเจอท่านประมุขอีก”

 

 

 

 

หมายเหตุจ้า* สำหรับเวอร์ชั่นรีไรท์นี้ ที่บุคลิกนุ้งเยว่เปลี่ยนและมีบางซีนที่อาจไม่ถึงอารมณ์ เป็นเพราะเสี่ยวอ้ายเพิ่งตระหนักได้(?) ว่านุ้งเยว่คือชายหนุ่มวัยดร.วิศวะวัยสามสิบกว่าๆ ;3; 555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.08K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

7,728 ความคิดเห็น

  1. #7709 3001mindong (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 20:40
    แงงงดีจังที่น้องบอกตรงๆ แล้วก็ดีใจมากที่ชิวหยางไม่โกรธ ดีใจมากที่เข้าใจกันและกันอ่า แงงงน่ารักมากๆๆๆ
    #7,709
    0
  2. #7673 กะเทยไหล่กว้าง (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 14:33
    น้องน่ารักจัง กล้าบอกด้วย
    #7,673
    0
  3. #7566 K.white wine (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 11:22
    ดีที่น้องเลืิอกบอกความจริง แอแงงงงง
    #7,566
    0
  4. #7518 9nvwqluvXz (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 16:32
    ดีนะที่น้องบอกความจริงงง
    #7,518
    0
  5. #7458 enjoyly_24 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 13:30
    ดีใจที่น้องเลือกที่จะไม่ปิดบัง
    #7,458
    0
  6. #7422 ya.ong (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 08:41
    ชอบตอนที่เย่วถืงบอกความจริงมาก น้ำตาไหลเลย ประทับใจอ่ะ เหมือนรักจนไม่อยากให้ซิวหยางผิดหวัง ผิดใจ เลยกล้าเสี่ยงที่จะบอก
    แต่ซิวหยางจะตายไหมนี่สิ ตอนจบจะได้รักกันอยู่ด้วยกันไหม กลัวจะเป็นแบบนิมิต ฮืออออออ
    #7,422
    0
  7. #7314 taemynnn (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 03:23
    ชิงหยางคงรู้ทุกอย่างแล้วจริงๆนั่นแหละ ตอนแรกที่ว่าน้องนั่นคงเพราะโกรธจริงๆ แต่ก็ไม่อยากทำร้ายน้อง รอน้องบอกเอง ตอนบอกถึงได้นิ่งขนาดนั้น หรือเราคิดเยอะไป แต่ยังติดใจที่น้องเก็บของ(ยา?)ของชิวหยางที่สาวใช้ชนตกอยู่
    #7,314
    0
  8. #7226 MinRos (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 23:50
    ท่านเจิ้งพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ! พระเอกต้องอยู่จนจบเรื่องสิ ต้องได้เจอแน่ๆ ข้าคือนักิ่านพยากรณ์ อิอิ
    โล่งใจมากตอนที่น้องถิงสารภาพแล้วก็ขอไปตรงๆ ไม่อยากเห็นใครใจสลายซักคน
    #7,226
    0
  9. #7207 Brem25 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 10:13
    งื้อออ เค้ารักกัน
    #7,207
    0
  10. #7204 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 06:54

    นี่แสดงว่าชิวหยางรู้หมดทุกอย่างแล้วแน่ๆ ที่พูดมาทั้งหมดคงจะรองใจอาถิงอยู่ใช่มะ? ไม่มีดราม่าแก้แค้นน้องมันนะ!

    #7,204
    0
  11. #7203 Tawan-pupin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 01:06
    โอ๊ยยยยใจจะขาด เขารักกันมาก
    #7,203
    0
  12. #7108 Fueled me (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 08:21
    นึกว่าจะต้องผิดใจกันซะแล้ว แงงงงงง
    #7,108
    0
  13. #7051 lilying_ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 18:59

    ฮืออออออ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณที่ให้น้องสารภาพ ไม่หนีไปจนผิดใจกันเหมือนนิยายส่วนมาก ฮืออออออออ รู้สึกใจสลาย นี่เค้ายังไม่ทันจากกันเลยเราก็อยากให้น้องหายแล้วประมุขมารับน้องแล้ว ฮืออออออออออออ

    #7,051
    0
  14. #7031 肖金模 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 17:17

    ชิวหยางแค่ชื่อก็น่ารักแล้ว ภาวนาให้เขาได้รักกันเด้อ

    #7,031
    0
  15. #7017 fah_ikon14 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:13
    ใจเราเหลวเป็นน้ำฟักข้าว กับสัญญาปากเปล่าที่มีที่มาจากเด็กไม่กี่ขวบ อุแง้ ท่านอสูรพันศพตอนนี้ดูอบอุ่น แล้วก็ดูเหมือนเด็ก ห้าขวบอะ น่ารักมากจริงๆ หลุ่มรักนี่ไม่ได้ขุดไว้เพื่อให้ตกได้แค่คนเดียวจีงๆ
    #7,017
    0
  16. #7006 Love Fantasy.. (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:04
    ขอบคุณค่ะ ขอบคุณ ฉันปริ่มมากที่น้องไม่หนีไป
    #7,006
    0
  17. #7003 na nariss (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 15:07
    ชอบตอนพวกเขาสัญญากัน โอ้ยยยยย
    #7,003
    0
  18. #6970 f-srcn (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 มกราคม 2563 / 17:23
    ฮือออออ ขอบคุนค่ะ ขอบคุนทุกอย่าง นี่คือสิ่งที่ต้องการมาตลอด น้องถิงของพี่ TT
    #6,970
    0
  19. #6962 novem96 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 01:19
    ชอบแบบนี้มาก มีอะไรก็บอกไปเลยจะได้ไม่ดราม่ามาก เรารับไม่ไหว แงงง ตอนนี้แบบมันทัชมาก ดูโตมีอะไรก็คุยกันดีๆ ไม่งั้นหัวใจคนอ่านนี่แหละ แตกสลายพร้อมอีพี่ t-t
    #6,962
    0
  20. #6944 ครุ๊งด๊าวด่าว (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2562 / 20:45
    "ข้าสัญญา" มันทัชมากกกก แงงงงงงงง
    #6,944
    0
  21. #6905 ppp_12 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 / 15:26
    ทำดีมากรู้กกก พี่เขาจะได้ไม่เจ่บ
    #6,905
    0
  22. #6893 orangemamalde (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 23:15
    อย่าลืมไปรับมานะ แง อยากเห็นเขาอยู่ด้วยกัน
    #6,893
    0
  23. #6847 Nyctophiliaaaa (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 23:56
    ลุ้นทุกบรรทัดกลัวน้องหนีมากอะ ดีที่บอกชิวหยางไปตรงๆอินไม่ไหวแล้ว
    #6,847
    0
  24. #6829 JCC (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 23:55

    ดีที่ไม่หนีไปเง ;_;

    #6,829
    0
  25. #6740 chalillxx_ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 00:25
    ชั้นแบบจะร้องไห้แล้วอะ ยังดีที่น้องยังรักษาใจชิวหยางนะ ถ้าหนีไปนี่ชิวหยางพังแน่ๆเลย ;_;
    #6,740
    0