พระสนมสองหน้า [Yaoi]

ตอนที่ 33 : 31 - ตำหนักเย็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,072
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 992 ครั้ง
    29 มี.ค. 64

พระสนมสองหน้า [Yaoi]

31 - ตำหนักเย็น




ขั้นตอนการเนรเทศไปตำหนักเย็นของต้าหลิงนั้นน่ากลัวว่าที่หลิวซีหลงคาดการณ์ไว้นัก


ในฐานะพระสนมกำมะลอ แม้จะยังคงดำรงยศซิวหรง แต่เขาก็ถูกปลดปิ่นและเครื่องประดับรวมถึงอาภรณ์ประจำตำแหน่งออกทั้งหมด ให้สวมเพียงเสื้อผ้าเทียบชั้นเท่านางกำนัลทั่วไป


ทั้งเนื้อตัวเหลือเพียงป้ายประจำตัวที่ยังมิได้ถูกยึด ซึ่งยังคงเป็นสิ่งเดียวที่ประกาศว่าเขาคือสนมขององค์จักรพรรดิ


เขาที่รู้แผนการมาก่อนยังรู้สึกประหนึ่งสูญเสียทุกอย่าง แล้วสตรีที่ถูกเนรเทศจะรู้สึกสิ้นหวังเพียงใดกัน?


ยามเที่ยงตรงตะวันแผดร้อนอยู่กลางศีรษะ ขันทีสองคนและนางกำนัลสองคนมารออยู่หน้าตำหนัก ก่อนจะนำทางเขาไป


อากาศร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย ไม่มีทั้งร่ม พัดและน้ำแข็งดั่งที่เคยมี


มีเพียงแดดที่เผาไหม้ผิว กับทางเดินหินยาวราวกับไม่มีวันสิ้นสุด


บัดนี้อู๋หนิงเหอได้ปลอมแปลงเป็นขันทีจิ้นชิงผู้ซึ่งติดตามเขามาด้วยเรียบร้อย พอรู้สึกได้ถึงเสียงย่ำฝีเท้าที่แว่วตามมาก็ช่วยให้ใจชื้นขึ้นได้บ้าง


ระหว่างทางบ้างก็มีนางสนม บ้างก็มีนางกำนัลมาหยุดยืนดู ไม่มีการเคารพใดๆ อีก มีเพียงสายตาเย้ยหยัน


ดูสิ นั่นซีซิวหรงมิใช่หรือ


ใช่แล้ว เป็นนาง อดีตคนโปรดที่หาญกล้าไปชิงองค์จักรพรรดิถึงตำหนักลี่กุ้ยเฟย!


ช่างสมน้ำหน้านัก! สุดท้ายฝ่าบาทก็ทรงเบื่อน้ำหน้านางเสียที


ข้าล่ะรอชมดูแทบไม่ไหวว่าจะจุดจบของนางจะเป็นอย่างไร


เสียงหัวเราะกระซิบกระซาบดังระหว่างไม่ขาด ซีหลงเหลือบตาจดจำใบหน้าของผู้พูดแต่ละคนเอาไว้ในใจ


เขาก็มิได้เจ้าคิดเจ้าแค้นเท่าใดหรอก แต่เขาสามารถจำคนเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำทีเดียว


"พระสนม ท่านไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"


อู๋หนิงเหอถามเขาอย่างเป็นห่วง หลิวซีหลงพยักหน้า แสร้งยิ้มอ่อนแรง ร่างกายซวนเซเล็กน้อย


"ไม่ไหวได้อย่างไร ข้ามิได้สบายจนเคยตัวเสียหน่อย"


ทำตัวให้น่าสมเพชเข้าไว้ พอกลับมาอีกทีผู้คนจะได้ไม่คาดคิด


ว่าแล้วก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดเหงื่อ พอเดินในวังโดนไม่มีเกี้ยวด้วยรองเท้าผ้าของสตรีก็ชวนให้เท้าระบมจริงๆ


ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงตำหนักเย็น


ทันทีที่ประตูเปิดออก สายลมหนึ่งก็พลันตีออกมาปะทะกาย พาให้หนาวยะเยือกขึ้นถึงสันหลัง


แม้จะเป็นคิมหันต์ แต่บรรยากาศภายในตำหนักเย็นกลับอับชื้นพานพาจะหายใจไม่ออก


ภายในตำหนักเย็นแบ่งเป็นห้าเรือนหลังใหญ่ หลังคาล้วนเป็นสีดำต่างจากหมู่ตำหนักปกติ ที่แห่งนี้ตั้งอยู่ริมขอบชิดกำแพงนครต้องห้ามมากที่สุด แม้หลิวซีหลงจะเคยมาแล้ว แต่ก็ยังแอบตะลึงว่าเหตุใดจึงกว้างใหญ่เพียงนี้


ดังนั้น การหาคนก็นับว่าไม่ง่ายแน่นอน


ปัง!


เสียงประตูปิดตามหลัง พลันมีเสียงแหลมสูงดังขึ้น


"พวกเจ้าตรงนั้น!! "


หลิวซีหลงกับอู๋หนิงเหอหันควับไป ขันทีอายุราวห้าสิบกว่าปีผู้หนึ่งถือแส้ขนม้าอยู่ในมือ เดินดุ่มๆ ตรงมา พร้อมกับเบื้องหลังที่มีนางกำนัลขันทีกว่าสิบกว่าคน

พอเข้ามาใกล้ ขันทีวัยกลางคนก็ประกาศเสียงก้องด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร


"ข้าคือขันทีผู้คุมกฏ ในตำหนักเย็นแห่งนี้ คำของข้าถือว่าเป็นประกาศิต ผู้ใดก็ห้ามละเมิดหากไม่อยากเจ็บตัว ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะมียศสูงปานใด แต่เมื่อเข้ามาในตำหนักเย็นแล้ว เจ้าก็ไม่ต่างจากนักโทษ เข้าใจหรือไม่"


"ยังไม่รีบทำความเคารพอีก! "


ขันทีขี้ประจบผู้หนึ่งหมายจะทำความดีความชอบ พอเห็นเขาไม่คุกเข่าก็ทำท่าจะยกมือขึ้นตบตี แต่มือกลับชะงักค้างไว้กลางอากาศ

"อึก! "


อู๋หนิงเหอที่ประสาทสัมผัสฉับไวกว่าคว้ามือนั้นเอาไว้ แรงที่กุมรุนแรงจนอีกฝ่ายเบ้หน้า


"หนิง... จิ้นชิง! " หลิวซีหลงพลันรู้ตัว รีบกระซิบปรามอีกฝ่าย เข้ามาก็มีเรื่องเลยเห็นจะไม่ได้


อู๋หนิงเหอเหลือบเขาแล้วจึงมองอีกฝ่าย ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือออก


"ขออภัยที่ผู้น้อยเสียมารยาท เพียงแต่คิดว่าพวกเราก็กำลังจะทำความเคารพ คงไม่ต้องถึงขั้นลงไม้ลงมือต่อกันกระมัง"


"ถูกต้อง... ข้า หลิวเหมยอิง ขอคำนับขันทีผู้คุมกฏ"


ขันทีผู้คุมกฏชะงักไปเล็กน้อย ปกติเขามิเคยเจอนางสนมที่ปรับตัวได้เร็วปานกิ้งก่าเปลี่ยนสีปานนี้ มีแต่ร้องไห้ตีโพยตีพายจนต้องลงโทษให้หลาบจำ บ้างก็ถูกสั่งให้อดข้าว บ้างก็ถูกสั่งมัดเอาไว้ บ้างก็ถูกคุมขังในห้องมืด


ซีซิวหรงผู้นี้... เขาได้ยินมาบ้างว่ากล้าโอหังแข็งข้อกับลี่กุ้ยเฟย คิดว่าจะลงมือหนักหน่อย มิคาดอีกฝ่ายกลับนอบน้อมกว่าที่คาด


"หึ ดี! เจ้าอยู่ที่นี่ หากอยากจะมีข้าวกินก็ต้องทำงาน หากอยากจะมีเสื้อผ้าใส่ก็ต้องซักผ้า ห้องที่พวกเจ้าอยู่ก็ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น แออัดสกปรกเพียงใดก็ต้องทนให้ได้ อีกทั้งน้อยคนนักที่จะได้กลับออกไป ถ้ายังอยากมีชีวิตต่อไปก็ต้องเชื่อฟังแล้วก้มหน้าทำตามคำสั่ง เข้าใจหรือไม่"


"ข้าเข้าใจแล้ว"


ข่มขู่ไปตั้งมาก ซีซิวหรงกลับไม่มีแววหวาดหวั่นประการใด นับว่าจิตแข็งยิ่งนัก!


แต่ยามนี้อาจจะยังทนได้ รอดูจนถึงเมื่อคราวจริงก่อนเถิด ไม่รู้จะร่ำไห้ปานจะขาดใจตายหรือไม่


"งั้นก็จงไปทำงานซะ! อย่าให้ขาดตกบกพร่องเป็นอันขาด"


พวกเขาถูกพาไปยังห้องซักล้าง ก่อนที่ผ้ากองมหึมาท่วมศีรษะจะถูกโยนลงมาเบื้องหน้า


"หากซักไม่เสร็จ ห้ามพวกเจ้าไปไหนเด็ดขาด! "


ผ้าเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีกลิ่นเหม็นเน่า บ้างมีกลิ่นอาเจียน บ้างมีกลิ่นน้ำเหลือง หลิวซีหลงดูปราดเดียวก็ทราบได้ว่ามาจากมาจากเรือนผู้ป่วย อู๋หนิงเหอแยกเขี้ยวไล่หลังขันทีเฒ่า กระซิบเสียงเหี้ยม ควงไม้ตีผ้าในมือ


"ไอ้ขันทีระยำ อย่าให้ข้าได้กลับออกไป..."


พอเห็นดวงหน้าแสนสุภาพของจิ้นชิงมีสีหน้าราวสุนัขตัวใหญ่ที่เตรียมกัดคนแล้ว หลิวซีหลงก็อดประหลาดใจกึ่งขบขันไม่ได้ เขาสะกิดไหล่อีกฝ่ายให้เอาไม้ลง


"ใจเย็นก่อน ตอนนี้เรามาซักผ้ากันเถอะ"


"ซักผ้า? " อู๋หนิงเหอส่งเสียงสูง มองเขาแทบไม่เชื่อสายตา "ท่านจะทำจริงๆ หรือ"


"ก็คงต้องทำไปก่อนเพื่อความแนบเนียน"


"...พระสนม" อู๋หนิงเหอเริ่มโอดครวญ ด้วยเพราะเจ้าตัวคงใจร้อน คิดว่าอยู่ไกลหูตาผู้คนปานนี้จะทำสิ่งใดก็ได้ หลิวซีหลงจึงว่า


"ขันทีผู้นั้นเป็นคนของลี่กุ้ยเฟย"


"!? " อู๋หนิงเหอมีสีหน้าฉงน "ท่านทราบได้อย่างไร"


"ทั้งอาภรณ์เครื่องประดับล้วนมาจากร้านค้าสกุลเฉิน ผ้าไหมเสฉวนนั้นมีหรือขันทีธรรมดาจะสามารถสวมใส่ได้ อีกทั้ง หากลี่กุ้ยเฟยไม่มีคนคุมอยู่ที่นี่ ไหนเลยจะให้พวกเราเข้ามา"


"อา ที่แท้เป็นเช่นนั้น ท่านช่างสายตาแหลมคมจริงๆ "


ก่อนเขาจะตัดสินใจเข้ามาที่นี่ ก็ตัดสินใจให้มู่หลันและจิ้นชิงช่วยสืบความเป็นไปทั้งหมดในตำหนักเย็น มิใช่สุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามา


"ที่แห่งนี้แบ่งออกเป็นเรือนซักล้าง เรือนหุงต้ม เรือนซ่อมแซม เรือนถักทอ และเรือนระบายสิ่งปฏิกูล เป้าหมายของเรา คือจวี๋จือ นางเป็นหัวหน้าเรือนซักล้าง ส่วนว่านซิงอีวิกลจริตไปแล้ว จึงมักร่อนเร่ไปทั่ว เช่นเดียวกับสวีซิวหยี่ยน"


อู๋หนิงเหอพยักหน้า หลิวซิวหลงตาเป็นประกาย


"แผนการก็คือข้าจะเข้าไปให้ใกล้ถึงตัวจวี๋จือ แล้วพยายามดึงความจริงออกจากปากนาง เมื่อครู่เรามิเห็นจวี๋จือในขบวนของของขันทีเฒ่านั่น เป็นเพราะนางกับขันทีผู้คุมกฎไม่ถูกกัน เราจึงจะใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด"




สองคู่หูจำเป็นลงมือซักผ้า อู๋หนิงเหอเคยชินแต่กับการควงกระบี่ฟาดฟันคน พอมาซักผ้าน่าขยะแขยงกองโตแล้วกลับดูน่าขันเสียจนหลิวซีหลงอดหัวเราะออกเสียงไม่ได้


ตรงกันข้าม หลิวซีหลงถึงแม้จะเป็นคุณชาย แต่ช่วงที่ไปฝึกวิชาแพทย์ก็ทำงานหนักมานักต่อนัก กอปรกับเป็นแพทย์จึงเคยชินกับของเสียของคน เปรียบเทียบกันแล้วจึงซักผ้าได้ดูคล่องแคล่วกว่ามาก


"ให้ท่านต้องขำแล้ว"


เจ้าลูกหมาตัวโตเอ่ยฮึดฮัด ทั้งอายทั้งโมโหหงุดหงิด หลิวซีหลงพลันรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา


เขารู้แล้วว่าเหตุใดหลี่ลู่จินถึงได้รักใคร่องค์รักษ์เด็กเปรตผู้นี้อยู่หลายส่วน


ขณะกำลังซักผ้าอย่างขะมักเขม้น จู่ๆ ก็มีกลุ่มนางกำนัลกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้ามา ในมือถือไม้ซักผ้าเอาไว้ ผู้ที่เป็นหัวหน้าแต่งกายดีกว่าผู้อื่น ดูจากรูปลักษณ์และการวางท่าแล้วน่าจะเป็นอดีตพระสนมในตำหนักใดตำหนักหนึ่ง


"ซีซิวหรง! หึ ดูสารรูปเจ้าสิ ช่างสมน้ำหน้านัก"


ขนาดคนแปลกหน้ายังรอเหยียบย่ำเขา ดูท่าชื่อซีซิวหรงนี้จะอัปมงคลโดยแท้!


"เจ้าเป็นใคร"


รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นไม่มาดีแน่ๆ แต่หลิวซีหลงยังรักษามาดสงบนิ่ง นึกไม่ออกว่าไปสร้างความแค้นให้สตรีหน้ามนผู้นี้ไว้ตอนไหน


"เจ้า!"


อีกฝ่ายหน้าเขียวคล้ำขึ้นมา คงสำคัญตัวว่าอย่างน้อยเขาต้องเคยพบเห็นหรือรู้จัก


"ข้าคือฝูไฉเหริน ผู้ที่แค่พูดความจริงเรื่องเจ้า ลี่กุ้ยเฟยและฮุ่ยซูเฟยก็สั่งลงโทษอย่างไร!"


"อา..."


'ทว่า หากใครเอ่ยถึงท่านไม่ดี หากลี่กุ้ยเฟยและฮุ่ยซูเฟยได้ยินเข้า กลับจะสั่งลงโทษรุนแรง ด้วยว่ามีจิตคิดแค้นริษยา ไม่สมกับเป็นสตรีของฝ่าบาท มีไฉเหรินผู้หนึ่งถูกตบจนปากแตก ถึงกับถูกเนรเทศไปห้องซักผ้า บัดนี้ยังไม่ได้กลับมา หากใครจะเอ่ยถึงชื่อท่านต้องใคร่ครวญให้ดี'


คำพูดของมู่หลันผุดขึ้นมาในศีรษะ หลิวซีหลงถึงร้องอ้อในใจ 


ฝูไฉเหรินก็คงเป็นไฉเหรินโชคร้ายผู้นั้นนี่เอง


"เช่นนั้นเจ้ามีธุระอะไร"


"ธุระอะไรงั้นหรือ" ฝูไฉเหรินส่งเสียงแหลมสูง "จับนางไว้!"


ลูกน้องทั้งหลายหมายจะเข้าจับกุม แต่แล้วก็ต้องชะงักงันถ้วนหน้า


อู๋หนิงเหอพลันกระโดดขึ้นขวาง วาดไม้ซักผ้าข่มขู่ เสียงวูบเกิดเป็นลมกำลังภายในอันแกร่งกล้า ตัดผมหน้าม้าของสตรีหลายคนให้แหว่งไม่เป็นทรงจนร้องกรี้ด ถอยกรูดไปทันที


หลิวซีหลงหลบอยู่หลังอีกฝ่ายอย่างไม่อาย นึกในใจว่าต้องขอบคุณองค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงแล้วที่ให้ยืมตัวยอดฝีมือผู้นี้ มิฉะนั้นต่อให้เขาเป็นบุรุษก็สู้แรงสตรีหลายคนที่เข้ามารุมทึ้งไม่ได้


"หลบหลังขันทีกระจอกงั้นหรือ ช่างขี้ขลาดยิ่งนัก!"


"เจ้าว่าผู้ใดกระจอก!?"


อู๋หนิงเหอขึ้นเสียงตอบอย่างลืมตัว ยกไม้ขึ้นชี้หน้าฝูไฉเหริน


"อย่าคิดว่าเป็นสตรีแล้วข้าจะไม่กล้าตีเจ้า ลองเข้ามาอีกก้าว ข้าจะทำให้เจ้าซักผ้าไม่ได้ตลอดชีวิต"


อะไรก็ดี เสียแต่ว่าอู๋หนิงเหอผู้นี้เลือดร้อนไปหน่อยนี่แหละ!


หลิวซีหลงรีบกระซิบปรามอีกฝ่าย มิเช่นนั้นความได้แตกแน่ว่านี่มิใช่จิ้นชิง "ใจเย็นๆ"


อู๋หนิงเหอเบ้หน้าขัดใจ แอบเหลือบมองเขาแล้วกระซิบตอบ "ขอรับ ข้าแค่ขู่เฉยๆ ไม่หักมือเท้าใครแน่นอน"


หลิวซีหลงกระแอมไอ "เอาล่ะ ตกลงเจ้ามีธุระอะไร"


"ข้าก็จะมาแก้แค้นอย่างไร" ฝูไฉเหรินมองมาอย่างมาดร้าย "้ข้าถูกตบปากจนปากแตกเพราะเจ้า เจ้าเองก็ต้องถูกตบเช่นกัน จะได้ลิ้มรสของความเจ็บปวดของข้าบ้าง"


"แต่ข้ามิได้เป็นคนทำร้ายเจ้า เหตุใดจึงแค้นเคืองข้าเล่า"


"เพราะเจ้าเป็นตัวต้นเหตุน่ะสิ พวกเจ้า ใครตบปากนางได้ ข้าให้ห้าสิบตำลึง!"


เหล่านางกำนัลต่างตาลุกวาว ที่แท้เงินนี่เองที่ทำให้นางเป็นหัวหน้าผู้อื่น ก่อนที่จะมีคนไม่กลัวตายเข้ามา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นประหนึ่งสายฟ้าฟาด


"เอะอะอะไรกัน!"


ผู้มาถึงเป็นสตรีอายุราวสามห้าปี นางมีรูปร่างอ้วนท้วม เดินเขยกต้องใช้ไม้เท้า ทว่าดวงหน้ากลับเคร่งเครียดน่ากลัว


ฝูไฉเหรินกับพรรคพวกรีบเก็บไม้ ก้มหน้าลงทันที


"ทะ ท่านป้าจวี๋ นางคือคนใหม่แท้ๆ กลับไม่ไปรายงานตัวต่อท่าน ถือว่าเคยเป็นคนโปรดของฝ่าบาทก็ยโสโอหัง เมื่อครู่ยังเอ่ยว่าไม่สนใจว่าท่านจะเป็นใคร ข้าจึงต้องลงมือสั่งสอน"


ฝูไฉเหรินฟ้องความเท็จออกมาชุดหนึ่ง ท่านป้าจวี๋หรี่ตา ก่อนจะหันมามองหลิวซีหลงและอู๋หนิงเหออย่างพิจารณา


นี่คงเป็นจวี๋จือแน่แท้ รัศมีความมีอำนาจเคร่งขรึมของนางแผ่ซ่านออกมา ยิ่งสวมอาภรณ์สีน้ำตาลและดำยิ่งขับให้ดูอาวุโสทรงภูมิ


"งานยังมีอีกมาก หากยังอยากมีข้าวกิน ก็จงไปทำงานซะ!"


จวี๋จือเอ่ยเสียงเด็ดขาด ฝูไฉเหรินและนางกำนัลจำต้องรีบก้มหน้าแล้วลนลานจากไป


"เจ้าคือซีซิวหรงใช่หรือไม่"


"เป็นข้าเอง ขอคำนับท่านหัวหน้าเรือนซ้กล้างจวี๋จือ"


"ไม่รู้ว่ามาตำหนักเย็น ยังมีขันทีติดตามมาได้"


ดวงตาคมปลาบมองอู๋หนิงเหอ ผู้ซึ่งรีบทำสีหน้าสุภาพ "ผู้น้อยจิ้นชิง คำนับท่านหัวหน้าเรือนซักล้าง"


"ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักพระสนม ไม่ต้องมีคนรับใช้" จวี๋จือเอ่ยเสียงเย็นชา พยักเพยิดไปทางอู๋หนิงเหอ "ข้าจะส่งเจ้าไปเรือนซ่อมแซม ขันทีส่วนใหญ่จะอยู่ที่นั่น"


"!!"


อู๋หนิงเหออ้าปากจะเถียง หลิวซีหลงกลับเหยียบเท้าอีกฝ่ายไว้ก่อน "น้อมรับคำสั่ง"


จวี๋จือสะบัดตัวจากไป อู๋หนิงเหออดหันมาเอ่ยกับผู้เป็นพระสนมไม่ได้ "แต่ข้าได้รับคำสั่งให้อยู่ข้างท่าน หากท่านเกิดอะไรขึ้นมา..."


"เอาล่ะๆ ตอนนี้ห้ามขัดใจนาง" หลิวซีหลงว่า เขาเองก็ต้องระวังตัวขึ้นหลายเท่า จวี๋จือผู้นี้ดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลย "เจ้า... ปลอมตัวเป็นสตรีได้หรือไม่"


อู๋หนิงเหอประเดี๋ยวหน้าเขียวหน้าดำ ก่อนเอ่ยเสียงเบา "ได้"


"ดี เจ้าไปรายงานตัวกับหัวหน้าเรือนซ่อมแซมก่อน แล้วแกล้งตายหรือวิปริตอะไรก็ได้ คนจะหายไปจากตำหนักเย็นนั้นไม่แปลกหรอก จากนั้นก็ค่อยปลอมเป็นสตรีกลับมา ได้คืนนี้ยิ่งดี ไปเถอะ!"


อู๋หนิงเหอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ตาละห้อยหูหางตกไปหมด แต่แล้วก็จำต้องรับคำ "ขอรับ"


 คนจากไปชั่วคราว เหลือเพียงเขาอยู่ลำพัง หลิวซีหลงจึงต้องรีบตามจวี๋จือไป


เขานึกจดจำแผนที่ในเรือนซักล้างไว้อย่างคร่าวๆ ตอนนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้ไปเจอกับพวกของฝูไฉเหรินเข้า โชคดีไม่นานก็เดินครบจนหมด


พอจดจำได้ดีแล้ว หลิวซีหลงก็กลับไปซักผ้ากองโตให้เสร็จ ระหว่างนั้นก็หอบผ้าไปเข้าหากลุ่มนางกำนัลกลุ่มหนึ่งที่กำลังพูดคุยกันออกรส พอเห็นหน้าเขาก็เอ่ยปากทัก


"เป็นอย่างไร ป้าจวี๋ไม่ไหวหน้าผู้ใดหรอกนะ"


"ไม่เป็นอย่างไร" หลิวซีหลงหัวเราะน้อยๆ "ข้าชื่อหลิวเหมยอิง ขอฝากตัวด้วย"


นางกำนัลเหล่านั้นพอเห็นเขาเข้ามาพูดคุยอย่างไม่ถือตัวก็เริ่มแนะนำตนเอง แท้แล้วหลายคนก็เป็นสนมยศต่ำ บ้างก็เป็นนางกำนัลยศสูง


"เจ้าเองเคยเป็นคนโปรดใช่ไหมล่ะ บุรุษก็อย่างนี้แหละ พอเบื่อแล้วสตรีก็ไม่ต่างจากของไร้ค่า อยากทิ้งขว้างก็ทิ้ง"


"เฮ้อ ข้าจะทำอย่างไรได้เล่า" หลิวซีหลงตีหน้าเศร้า "ก็มีแต่ต้องใช้ชีวิตต่อไป"


"แต่เจ้าโชคร้ายหน่อยนะ เพิ่งมาใหม่แท้ๆ กลับโดนพวกฝูไฉเหรินหมายหัว... อ้อ แต่ขอบอกก่อนว่า ถ้าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา พวกเราช่วยไม่ได้หรอกนะ"


ในที่แห่งนี้ ต่างคนต่างเอาตัวรอด หลิวซีหลงเห็นความจริงแล้วก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ แต่ก็มิได้ตำหนิพวกนาง


"ข้าจะระวังตัวไว้" 


ตกค่ำ เขาทำงานจนไหล่หลังปวดตึงไปหมด สุดท้ายก็ได้เข้าห้องพัก ในห้องเล็กแคบห้องหนึ่งนั้นนอนอยู่รวมกันถึงสิบคน ทั้งแออัดทั้งอับชื้น ชวนให้คนรู้สึกเศร้าใจทุกข์ระทม


หลิวซีหลงหานางกำนัลที่ดูซื่อๆ ผู้หนึ่งมาพูดคุย จากนั้นจึงเอ่ยถาม "ป้าจวี๋ป่วยอยู่ใช่หรือไม่"


"เอ๊ะ เจ้ารู้ได้อย่างไร"


"ด้วยท่าทางเดิน ผิวพรรณ และสีหน้าของนาง งั้นนางป่วยเป็นอะไรเล่า"


"ไม่มีผู้ใดรู้หรอก พวกแพทย์หลวงเคยมาตรวจแล้วก็หาสาเหตุไม่พบ แต่ป้าจวี๋มักชอบบ่นว่า ปวดเมื่อยเอว ร้อนหน้าอก มีเสมหะกับปวดเกร็งท้องบ่อยๆ"


หลิวซีหลงเก็บข้อมูลไว้ในใจ อย่างน้อยเขาอาจไม่มีฝีมือบู๊เช่นอู๋หนิงเหอ แต่เขาก็ยังมีวิชาแพทย์ติดตัว




วันต่อมา หลิวซีหลงถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ให้ไปซักผ้ากองมหึมาที่ผุดขึ้นมาดั่งเสกมนตร์ พลันก็มีคนมาสะกิดที่ไหล่เบาๆ 


เป็นสตรีหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่งในชุดนางกำนัล แต่ด้วยส่วนสูงที่มากกว่าสตรีปกติแล้วก็ทำให้ดูโดดเด่น หลิวซีหลงตอนแรกยังไม่แน่ใจ จนเมื่อน้ำเสียงใสๆ นั้นกล่าว


"เป็นข้าเอง"


ที่แท้เป็นอู๋หนิงเหอ 


"น่ารักเชียว" หลิวซีหลงพลั้งปากชมกลั้วหัวเราะ


อีกฝ่ายแยกเขี้ยวรับ กระซิบรายงานยามเข้ามาซักผ้าข้างๆ "ข้าแกล้งกระโดดบ่อน้ำตายไปเมื่อวาน แน่แล้วว่ามิมีผู้ใดใส่ใจ คนในที่นี้ช่างเลือดเย็นจริงๆ"


"อือ ข้าเองก็โชคดีที่พวกฝูไฉเหรินมิได้ลงมือเมื่อวาน ไม่เช่นนั้นคงลำบาก ช่วงนี้ก็ลำบากเจ้าหน่อยแล้วกัน"


"ขอรับ"


ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ในการอยู่ในตำหนักเย็น มีบ้างที่ฝูไฉเหรินเข้ามาหาเรื่องเขา แต่อู๋หนิงเหอก็เป็นผู้ช่วยจัดการปกปักษ์อารักษ์เขาได้ ในที่สุด ตอนยามซวี (หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม) ของวันที่ร้อนจัดคล้ายจะมีพายุ หลิวซีหลงก็สบโอกาส โชคดีจวี๋จือยังมินอน สังเกตได้จากแสงไฟที่ออกมาจากห้องทำงาน เขาจึงไปอยู่หน้าห้อง เอ่ยถาม "ข้าหลิวเหมยอิง ขอพบท่านป้าจวี๋ได้หรือไม่"


"เข้ามา"


จวี๋จือมิมีคนสนิท ดูแล้วก็รู้ว่าระแวดระวังตัวอย่างยิ่ง หลิวซีหลงได้รับอนุญาตก็ใจชื้นขึ้น เดินนอบน้อมเข้าไป


เขาสังเกตท่าทีอีกฝ่ายอยู่ตลอด กระทั่งเคยเข้าไปช่วยพยุงเวลาที่อีกฝ่ายจะล้มอยู่หลายครั้ง ผ้าก็ซักไปไม่ปริปากบ่น จนมือทั้งสองข้างถลอกลอก 


จวี๋จือคงเห็นในความพยายามของเขา จึงมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด


เมื่อเข้าไปในห้อง จวี๋จือกำลังนั่งทำบัญชีอยู่ยังโต๊ะไม้ ไม้เท้าวางพิงไว้ข้างๆ 


"มีธุระอะไร"


จวี๋จือมองกลับมาอย่างไม่ไว้ใจ หลิวซีหลงจึงเอ่ยเข้าเรื่อง


"ผ้าอาจให้คนอื่นซักได้ แต่... รับใช้ท่านก็เป็นงานเหมือนกัน มิใช่หรือ"


จวี๋จือพลันหรี่ตา "เจ้าต้องการอะไร"


"ข้ามีพี่ชายเป็นแพทย์หลวง จึงพอรู้วิชาแพทย์มาบ้าง ด้วยลักษณะท่าเดินของท่าน ไม่ทราบมีอาการเมื่อยเอว ร้อนหน้าอก มีเสมหะกับปวดเกร็งท้องบ่อยๆ ร่วมด้วยใช่หรือไม่"


"ไม่"


หลิวซีหลงยิ้มน้อยๆ "ท่านทำให้ข้านึกถึงท่านแม่ของข้า ในตำหนักเย็นข้าไม่มีใคร อาจจะมีท่านที่พอเป็นที่พักพิงใจได้บ้าง" 


จวี๋จือเม้มปากเป็นเส้นตรง พลันดวงตาเป็นประกาย "ข้ามิได้เป็นคนดีขนาดให้เจ้ามาพักพิง ออกไปได้แล้ว"


"เช่นนั้น ก็ถือว่าข้าตอบแทนที่ท่านได้ช่วยเหลือข้าในวันแรก"


"..."


"ข้าจะไม่ยัดเยียดต่อท่าน ทว่าเมื่อใดที่อาการเป็นมากจนทนไม่ไหว ก็ให้ท่านคิดถึงข้า"




 50%

ในเรื่องนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ค่า  55555 

สอบเสร็จแล้ว ฮือ ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจนะคะ นักอ่านทุกคนน่ารักมากๆ ใจฟูฟ่องเลยทีเดียว แงงงงง TT



หลิวซีหลงย่อคำนับ หันหลังหมายจะจากไป


“ช้าก่อน”


จวี๋จือเอ่ยรั้งไว้ขึ้นมา หลิวซีหลงจึงหยุดฝีเท้า


เสี้ยวใบหน้าของสตรีวัยกลางคนสะท้อนแสงเทียน ดูเหมือนล่องลอยไปในความคิดไกลแสนไกล ยามเอ่ยถาม


“ยามนี้ ฝ่าบาททรงเป็นอย่างไรบ้าง”


สังเกตสีหน้าของจวี๋จือ ความเย็นชาในยามปกติอ่อนโยนลง หลิวซีหลงพลันเกิดอารมณ์ประหลาดมากมายในใจ


จวี๋จือผู้นี้ อย่างไรก็เป็นแม่นมให้แก่องค์จักรพรรดิ ต่อให้เป็นคนสนิทกับว่านฮองไทเฮา ก็คงยังมีความผูกพันธ์ต่อหลี่ลู่จินอยู่ด้วย


“ฝ่าบาททรงพระพลานามัยแข็งแรงดี ท่านไม่ต้องกังวล”


“เจ้าเคยร่วมคืนกับฝ่าบาทใช่หรือไม่”


คำถามตรงไปตรงมาทำให้หลิวซีหลงพลันดวงหน้าเห่อร้อน จวี๋จือกลับมีสีหน้าราบเรียบอย่างยิ่ง เขาจึงเก็บอาการเก้อกระดากแล้วกระแอมไอ


“เหล่าสนมย่อมต้องปรนนิบัติฝ่าบาทอยู่แล้ว มิใช่หรือ?”


ดวงตาจวี๋จือมีประกายแสงแวบเข้ามา หันมาสบเข้ากับดวงตาเขา “เจ้าเห็นพระวรกายของพระองค์แล้วใช่หรือไม่”


               รอยสักบริเวณหลังพลันแวบเข้ามาในความคิด หลิวซีหลงกลืนน้ำลายหนึ่งอึก ไม่แน่ใจว่าควรตอบอย่างไร


               แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยความจริง ด้วยอย่างไรเขาก็ต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อแลกข้อมูล


“...เคยแล้ว”


จวี๋จือเงียบไป จ้องมองหน้าเขานิ่งๆ อย่างพินิจพิจารณา คล้ายมีบางอย่างต้องการจะเอ่ย แต่ก็มิเอ่ยออกมา พระสนมกำมะลอและอดีตแม่นมขององค์จักรพรรดิต่างจดจ้องอ่านใจซึ่งกันและกัน กระทั่งจวี๋จือเป็นผู้เบือนสายตาหลบไป


“...เจ้าออกไปได้แล้ว”


“ขอลา”


พอออกมาจากห้องทำงาน หัวใจของหลิวซีหลงก็เต้นระทึกอย่างมิอาจห้าม


รอยสักทาสบนหลังหลี่ลู่จิน แน่แล้วว่าจวี๋จือผู้นี้ก็ทราบความด้วย


นางดูปฏิกิริยาของเขา ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ดูปฏิกิริยาตอบโต้ของนาง ต่างฝ่ายต่างดูเชิงกันอย่างยิ่ง ทำให้ต่อจากนี้ ยิ่งต้องเดินหมากอย่างระมัดระวังอย่างมาก


“ท่านได้ความมาบ้างหรือไม่” อู๋หนิงเหอที่เฝ้าต้นทางอยู่ไม่ไกลถามขึ้น


“วันนี้ยังมิได้ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็รู้ว่านางรู้อะไรบางอย่างจริงๆ”

 



ค่ำคืนนั้น หลิวซีหลงนอนกลิ้งอยู่ข้างนางกำนัลหน้าซื่อคนเดิม ปากก็กระซิบถามนาง


“เหตุใดป้าจวี๋จึงไม่ถูกกับขันทีผู้คุ้มกฎหรือ”


“ป้าจวี๋เป็นคนเก่าแก่ นางอยู่มานานยิ่งกว่าผู้ใด แต่ขันทีผู้คุมกฎเพิ่งถูกย้ายมาได้สามปี กลับวางมาดเป็นใหญ่ ไม่เห็นนางอยู่ในสายตา นางจึงไม่ถูกกับเขาอย่างยิ่ง”


“แต่ขันทีผู้คุมกฎก็มิอาจทำอันใดต่อนาง?”


“เพราะการจัดการภายในตำหนักเย็นล้วนต้องพึ่งพาป้าจวี๋อย่างไร  ขันทีผู้คุมกฎวันๆ นอกจากเดินไปมาก็มิได้ทำสิ่งใดมากนัก งานหนักหรืองานบัญชีก็อย่าให้เอ่ยเลย เขาไม่ได้มีใจจะทำด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่อาจทำอะไรต่อป้าจวี๋ได้ อีกทั้งเพราะป้าจวี๋เคยเป็นอดีตคนรับใช้ของว่านฮองไทเฮา ขันทีผู้คุมกฎก็ยังเกรงใจอยู่สามส่วน”


“อืม”


บารมีของว่านฮองไทเฮาทำให้นางสามารถคานอำนาจกับขันทีผู้คุมกฎที่เป็นคนของตระกูลเฉินได้


ฉะนั้นหากทำให้นางรู้สึกว่าบารมีของว่านฮองไทเฮามิมีผลแล้ว การที่จวี๋จือจะปริปากก็คงง่ายขึ้น


อันดับแรก เขาต้องซื้อใจนาง รวมทั้งทำให้ขันทีผู้คุมกฎเห็นว่าเขาสนิทสนมกับนางเสียก่อน


              


หลิวซีหลงกับอู๋หนิงเหอคอยสังเกตติดตามจวี๋จืออยู่เป็นระยะ จนวันหนึ่งในยามค่ำคืนก็บังเอิญได้ยินบทสนทนาของนางกับขันทีผู้คุมกฎเข้า


“เหตุใดผ่านมาป่านนี้ เจ้ายังไม่ลงมืออีก!


“ข้ามิได้มีหน้าที่ต้องฟังคำสั่งคนสกุลเฉิน”


“หึ! ประเสริฐ! งั้นก็ส่งนางมาให้ข้า กับแค่พระสนมตกอับผู้เดียว จะฆ่าไม่ได้เลยหรือไร!


“ฝ่าบาทยังอาลัยอาวรณ์ต่อนาง หากวันหนึ่งเกิดเปลี่ยนพระทัยเรียกตัวนางคืน แล้วพบว่าคนเป็นศพไปแล้ว เกรงว่าต่อให้เป็นนายหญิงหรือนายท่านของเจ้า ก็ยังเอาหัวไว้ไม่อยู่ หรือต่อให้ตัดหัวเจ้าให้แร้งกินแล้ว ตำหนักเย็นก็ยังไม่รอดพ้นเพลิงพิโรธ พวกเราจะมีแต่วอดวายกันหมด”


“นี่เจ้าข่มขู่ข้างั้นหรือ”


“จงใช้สมองของเจ้าคิดซะบ้าง ว่าที่ข้าพูดไปจริงเท็จเพียงใด”


“เฮอะ ข้าให้เวลาอีกเจ็ดวัน จากนั้นข้าจะไม่เกรงใจเจ้าอีก”


ขันทีผู้คุมกฎสะบัดตัวจากไป พระสนมกำมะลอพลันรู้สึกหนาวเยือกในกาย


คนที่จะฆ่าเขาไหนเลยจะมีมากมายนัก


อู๋หนิงเหอเห็นก็ส่งสายตาเป็นห่วงมาให้ กระซิบอย่างหนักแน่น “มีข้าอยู่ ท่านไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น ฝ่าบาทเองก็มิมีทางปล่อยให้ท่านเป็นอะไรไปได้แน่นอน”


“ขอบใจเจ้า”

 



เช้าวันถัดมา หลิวซีหลงตั้งใจมุ่งมั่นจะตีสนิทจวี๋จือ กระทั่งอาสาช่วยงานบัญชีดีดลูกคิด


แรกๆ จวี๋จือปฏิเสธ แต่อากาศเริ่มเปลี่ยนฤดู อาการเจ็บป่วยจึงรุนแรงขึ้น ไม่นานก็ล้มป่วยลง สุดท้ายต้องใช้เขามาเป็นผู้ช่วยอย่างเสียมิได้


สำหรับหลิวซีหลง งานธุระใดๆ ล้วนตั้งใจรับใช้หัวหน้าเรือนซักล้างผู้นี้เป็นอย่างดี เมื่อถูกดุด่าก็มิปริปากบ่นสักคำ ยินดีให้นางโขกสับระบายอารมณ์ตามใจชอบ


จนให้ที่สุดอาการของจวี๋จือก็กำเริบขึ้นจนทนไม่ไหว แต่เวลานี้ย่อมมิมีแพทย์หลวงจำอยู่ใกล้ๆ หลิวซีหลงจึงถือวิสาสะพยุงนางไปนอนพักแล้วเข้าไปตรวจร่างกายของนาง


“ข้าสังเกตแล้ว ท่านมักมีอาการเมื่อยเอว ขาไม่มีแรง จับดูแล้วส่วนล่างของร่างกายเย็น ท้องน้อยหดเกร็ง ร้อนรุ่มหน้าอก กระสับกระส่าย ไม่ทราบว่ามีอาการปัสสาวะไม่คล่องหรือไม่”


“มี”


             จวี๋จือเองก็ทรมานจนยอมจำนน


“มีอาการเสมะหะชื้นตกค้างหรือไม่”


“มี”


“เช่นนี้เกิดจากหยางของไตไม่สมบูรณ์ ต้องบำรุงหยางแล้วเพิ่มความอบอุ่นให้ไต ต้องใช้ตัวยาตำรับ เซิ่นซี่หวาน ประกอบด้วย ตี้หวง (โกฐขี้แมว) เป็นตัวยาหลัก มีคุณสมบัติเย็น ช่วยระบายความร้อน ทำให้เลือดเย็น บำรุงหยินและเสริมธาตุน้ำ ตัวยาเสริมคือซันเหย้า ซันจูยหวี ตัวยาช่วยคือ เจ๋อเซี่ย ฝูหลิง (โป่งรากสน) ตันผี (เปลือกรากโบตั๋น) กุ้ยจือ (กิ่งอบเชยจีน) ฟู่จื่อ (โหราเดือยไก่)”


“ของมากมายเพียงนี้ ข้าจะมีปัญญาหามาได้อย่างไร”


“เอาเป็นว่าข้าหามาให้ท่านได้ ขอเพียงท่านยอมดื่มลงไปก็พอ”


จวี๋จือจ้องมองมาอย่างเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจ แต่ก็ทนต่ออาการปวดไม่ไหว สุดท้ายก็พยักหน้าลง


ใช้เวลาเพียงครึ่งยามอู๋หนิงเหอก็ลอบออกไปหาของมาได้ครบ หลิวซีหลงลงมือปรุงยา ใช้เวลาบดและต้มรวมกันไม่นานก็ได้ตำรับเทียบยามา


จวี๋จือดื่มลงไป จากนั้นสีหน้าก็ดีขึ้นมาก เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ขอบใจ”


“มิได้”


“เจ้าคงมิได้ทำลงไปโดยมิหวังผลตอบแทน”


“ขอแค่ท่านไม่คิดฆ่าข้าก็พอ”


!!


ถ้วยยาที่ดื่มหมดแล้วลื่นหลุดจากมือตกลงพื้นเสียงดังเพล้ง หลิวซีหลงกับยืนอย่างสงบ โดยมีอู๋หนิงเหอคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือน ทำให้ไม่อาจมีผู้อื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวได้


“ที่แท้... เจ้าก็ทราบเรื่อง”


“ข้าจะไม่ทราบอย่างไรไหว ในเมื่อชีวิตข้ามีแต่คนอยากได้” พระสนมกำมะลอยิ้มบางเบา “แต่ไม่ต้องกลัว ถึงฟู่จื่อจะมีพิษมาก แต่ข้าก็มิได้ทำให้เกิดอันตรายต่อท่านแม้แต่น้อย”


จวี๋จือกลืนน้ำลาย มือสั่นเล็กน้อย ยามเบิกตาจ้องหน้าเขา สุดท้ายก็ทอดถอนใจ


“เจ้าอยากได้สิ่งใดอีก”


“ข้าต้องการรู้ว่า เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่”


“ข้าถูกข้อหาขโมยเครื่องประดับของว่านฮองไทเฮา”


“ท่านมิได้ขโมยจริงใช่หรือไม่”


“ข้าจะกล้าได้อย่างไร...!” จวี๋จือเอ่ยเสียงสั่นพลางยกมือขึ้นปิดหน้า พลันน้ำตาก็ไหลรินลงมา “ข้าจงรักภักดีขนาดทำเพื่อฮองไทเฮาได้ทุกอย่าง ข้ามิย่อมกล้าทำอย่างแน่นอน”


“...ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าผู้ใดวางยาพิษอดีตพระสนมคนโปรดในองค์จักรพรรดิองค์ก่อน”


“...”


“ท่านไม่พูดไม่เป็นไร”


“เจ้าไม่อยากตายก็ฟังแล้วจำไว้” จวี๋จือที่ตาแดงก่ำเงยหน้าขึ้น “อย่าถามข้าอีก ออกไปได้แล้ว!


เห็นนางเริ่มอารมณ์ไม่อยู่กับเนื้อตัว หลิวซีหลงก็มิคาดคั้น หลบหลีกออกมาก่อน ในใจก็นึกว่าสำเร็จไปอีกขั้น


อีกไม่นาน นางจะต้องเอ่ยความจริงอย่างแน่นอน



 

วันรุ่งขึ้น จวี๋จือมีอาการเหม่อลอย แต่ก็มิได้ปริปากพูดถึงเหตุการณ์เมื่อวานอีก หลิวซีหลงก็ปฏิบัติต่อนางอย่างดีเหมือนเดิม ต่างคนต่างทำคล้ายมิมีอะไรเกิดขึ้น


               แต่ช่องว่างระหว่างเขากับแม่นมผู้นี้แคบลงอย่างเห็นได้ชัด จวี๋จือยังมีท่าทีเข้มงวดแข็งกระด้าง แต่ก็ยอมให้เขาอยู่รับใช้ใกล้ชิดไม่ห่าง พวกฝูไฉเหรินจะมารังควาน นางก็เป็นคนออกปากไล่เองโดยมิต้องลำบากหนิงเหอ ทำให้พวกนางได้แต่ส่งสายตามาดร้ายเฝ้ามองมาห่างๆ


               จนในห้องทำงานยามค่ำ จวี๋จือพลันเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มี่ปี่มีขลุ่ย


               “หากเป็นเรื่องอื่น ข้าอาจพอบอกเจ้าได้”


               “เอ๊ะ ท่านหมายถึงเรื่องอันใด”


จวี๋จือเม้มปาก ก่อนเอ่ยช้าๆ


“ลองถามมา ที่มิใช่เกี่ยวกับเมื่อวาน มิใช่เรื่องการวางยาพิษอดีตพระสนมโปรดของอดีตองค์จักรพรรดิ”


“เช่นนั้น รอยสักของฝ่าบาท ได้มาอย่างไร”


จวี๋จือทอดถอนใจพลางนวดขมับ “เจ้านี่คงอายุไม่ยืนแน่แท้ สิ่งที่อยากรู้แต่ละเรื่อง ล้วนพอให้ตายได้อย่างง่ายๆ”


“ถ้าท่านป้าไม่อยากตอบ ข้าจะไม่เซ้าซี้”


“เอาเถอะ เห็นว่าเป็นเจ้า ข้าจะยอมเอ่ยปาก” จวี๋จือเอนตัวลงพิงกับเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง ก่อนเล่า


“เป็นรอยสักที่อดีตองค์จักรพรรดิพระราชทานให้ฝ่าบาท”


!!!


หลิวซีหลงเบิกตากว้าง ของเช่นนั้น ไหนเลย...! ไหนเลยจะเป็นของที่พ่อทำกับลูกชายในไส้ได้


ภาพรอยสักแสนทรมานที่ตีตราประหนึ่งองค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงเป็นทาส รอยสักที่เกิดจากการแล่เนื้อเถือหนัง กรีดชิ้นเนื้อออกเป็นลายเส้นอักษรทีละชิ้น เมื่อรอจนหายสนิทจะเกิดเป็นถ้อยคำจารึกเป็นที่ไม่วันลบเลือน


 ถ้อยคำอันที่สลักลึกลงไปว่า กตัญญูรู้คุณ คือคุณธรรมอันดับแรก


“ครั้งหนึ่ง องค์รัชทายาทหลี่ลู่จินได้ล่วงเกินฉางกั๋วฟูเหรินเข้า ทำใบหน้างามล่มเมืองของนางเป็นบาดแผลเลือดซิบเพียงหนึ่งข้อนิ้วก้อย อดีตองค์จักรพรรดิกลับพิโรธหนัก สั่งให้สลักถ้อยคำลงบนหลังองค์รัชทายาท”


“...”


หลิวซีหลงไร้คำพูด สมกับที่ผู้คนกล่าวขานว่าอดีตจักรพรรดิลุ่มหลงสตรีจนวิปลาส หากยังมีสติดี บิดาที่ไหนจะกล้าลงโทษลูกชายได้รุนแรงถึงเพียงนี้


“ว่านฮองไทเฮาในยามนั้นร้องไห้อ้อนวอนอย่างไรก็มิเป็นผล สุดท้ายองค์รัชทายาทก็ถูกลงโทษ หลังจากสลักคำจนครบ ฝ่าบาทยังสั่งให้นั่งคุกเข่าสำนึกผิดอดข้าวน้ำอยู่อีกสามวันจนสิ้นสติ”


คนฟังมือสั่นปากสั่น นึกจินตนาการแล้วแผ่นหลังก็ปวดสะท้านขึ้นมาจนแทบอาเจียน


“องค์รัชทายาทสลบไปสามวัน เมื่อตื่นขึ้นมา... ยังได้หลั่งน้ำตาโลหิตเป็นครั้งแรก”


น้ำตาโลหิต.... หากมิคั่งแค้นเจ็บปวดจริงๆ ไหนเลยคนผู้หนึ่งจะหลั่งน้ำตาเป็นเลือดได้


“นับแต่นั้นองค์รัชทายาทก็มิได้ยุ่งเกี่ยวกับฉางกั๋วฟูเหรินอีก ยังคงกระทำตามพระบัญชา แต่บุคลิกและสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นไร้อารมณ์อย่างยิ่งประหนึ่งหุ่นกระบอก ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่อารมณ์ใดๆ อีกเลย”


น้ำตาไหลลงข้างแก้ม หลิวซีหลงรู้สึกเศร้าเสียใจจนกลั้นความโศกไว้ไม่อยู่


คนผู้หนึ่ง เป็นถึงองค์จักรพรรดิอันยิ่งใหญ่ กลับยังมีบาดแผลที่เกิดจากน้ำมือบิดาของตัวเอง ซึ่งลุ่มหลงในตัวพระสนมผู้หนึ่ง มิหนำซ้ำยังเป็นบาดแผลที่อยู่กับตนเองไปตลอดชีวิต


ตีตราผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้าให้เป็นประหนึ่งทาส ด้วยถ้อยคำว่าต้องกตัญญู


หลิวซีหลงเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนถาม


“แล้วผู้ใดเป็นผู้วางยาพิษหลินเต๋อเฟยและลูก”


หลิวซีหลงคาดหวังคำตอบว่าจะเป็นว่านฮองไทเฮาตามที่หลู่ลู่จินเอ่ย


ทว่า คำตอบกลับมิใช่


“แน่แล้วว่าเป็นลี่กุ้ยเฟยสกุลเฉิน”

 


 

75%

เอ้า!!!

เรื่องฝ่าบาทมันมีรายละเอียดค่ะ แต่ใส่ตอนนี้ไม่หมด ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ

ปล.ตอนนี้ไม่มั่วแล้วค่ะ ตำรับยามีจริงๆๆ อ้างอิงจาก ตำรับยาจีนที่ใช้บ่อยในประไทศเล่มหนึ่ง หน้า 143 ค่ะ ไปหาโหลดมาอ่านกันฟรีๆ ได้



“ลี่กุ้ยเฟยน่ะหรือ!?”


หลิวซีหลงพลันรู้สึกสะท้านหนาวไปทั่วร่าง ภาพสตรีงามประหนึ่งภาพวาดมีชีวิตและเล็บแดงประดุจโลหิตของนางฉายแวบเข้ามาในศีรษะ


หากเป็นนางจริง ก็พอจะสมเหตุสมผล แต่หลิวซีหลงยังมิอาจปักใจเชื่อสิ่งที่จวี๋จือเอ่ยทั้งหมด


อย่างไรก็ดี ผู้กุมอำนาจทั้งหมดก็เป็นว่านฮองไทเฮามาเนิ่นนาน... หากมิผ่านการรู้เห็นของนาง ลำพังลี่กุ้ยเฟยจะลงมือเองเลยหรือ


อีกทั้ง ดูก็ทราบได้ว่าจวี๋จือผู้นี้มิกล้าซัดทอดผู้เป็นนายเก่า ยิ่งเมื่อวาน นางร้องไห้ตอนเอ่ยเรื่องการวางยาฉางกั๋วฟูเหรินก็พอรู้ได้ว่าต้องมีเงื่อนงำ แต่หากถามว่าเรื่องมิเกี่ยวกับว่านฮองไทเฮาเลยใช่หรือไม่ อย่างไรก็ยากจะเชื่อ


“ท่านทราบได้อย่างไร”


จวี๋จือเหยียดยิ้ม


“หากเจ้ามิเชื่อ ก็มิต้องเชื่อ”


“มิได้เอ่ยว่าไม่เชื่อท่าน” หลิวซีหลงเอ่ยอย่างใจเย็น “เพียงแต่ไม่มีผู้ที่อยู่เบื้องหลังอีกหรือ”


“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”


“ข้าอยากทราบว่าผู้ใดบงการให้ลี่กุ้ยเฟยทำ”


จวี๋จือหน้าตึงขึ้นมา น้ำเสียงสะบัดน้อยๆ “นางดูเหมือนผู้ที่ทำอะไรโหดเหี้ยมเองไม่เป็นหรืออย่างไร จะบอกให้รู้ไว้ สำหรับคนสกุลเฉิน หากเพื่อผลประโยชน์แล้ว การฆ่าคนนั้นง่ายยิ่งกว่าบี้มดเสียอีก”


สัญชาตญาณลึกๆ ของหลิวซีหลงกลับบอกว่านี่ยังมิใช่ความจริงทั้งหมดที่เขาต้องการ


“ป้าจวี๋” พระสนมกำมะลอมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น “ท่านกำลังกลัวใช่หรือไม่”


“เจ้าว่าผู้ใดกลัว”


“ท่าน”


“...กลัวอะไร ข้ามิได้กลัวสิ่งใด”


“เป็นตายอย่างไรท่านก็มิกล้าพูดถึงว่านฮองไทเฮา มิใช่หรือ”


!


หลิวซีหลงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนว่า


“ฝ่าบาทบอกว่าผู้ที่วางยาพิษหลินเต๋อเฟยคือว่านฮองไทเฮา”


ใบหน้าของจวี๋จือเปลี่ยนสี ท่าทางเย็นชาเปลี่ยนเป็นตระหนกและหวาดกลัว


“เจ้าคิดเช่นนั้น เหตุใดยังต้องมาถามข้า” จวี๋จือตัวสั่น ยกมือขึ้นปิดหน้าอีกครา มือทั้งสองก็สั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุม “ไม่สิ ข้ารู้แล้ว ที่แท้... ฝ่าบาทก็ส่งเจ้ามา!


จวี๋จือผู้นี้มิใช่คนโง่ อย่างไรสักวันก็ต้องรู้อยู่ดี หลิวซีหลงจึงเลือกที่จะเอ่ยความจริง พลางยกมือขึ้นแตะหลังมือของนางแผ่วเบา


“ข้ามาเพื่อช่วยท่าน”


“ไม่จริง! ผู้ใดก็ช่วยข้ามิได้”


“หากท่านพูดความจริง ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็จะช่วยท่านอย่างสุดความสามารถ”


“...”


“ท่านชดใช้บาปกรรมมานานแล้ว แต่ยังมีผู้ที่มิได้ชดใช้ด้วย ท่านจะยอมแบกรับความอยุติธรรมไปจนตายหรือ”


“....”


“ขอเพียงท่านเอ่ยมาคำเดียว คนทั้งหมดก็จะได้รับผลกรรมที่ทำไว้ ความยุติธรรมจะปรากฏแก่ต้าหลิง หรือหากแม้ท่านมีสิ่งใดติดค้างกับว่านฮองไทเฮา ฝ่าบาทล้วนสามารถช่วยเหลือท่านได้ คืนนี้ท่านเหนื่อยมากแล้ว ก็ขอให้ไปนอนคิดให้ดี”


หลิวซีหลงกลับออกมา ก่อนรีบตรงไปหาอู๋หนิงเหออย่างร้อนใจ


“จวี๋จือผู้นี้คือพยานปากสำคัญ รับปากข้าได้หรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามปล่อยให้นางเป็นอันใดไปเด็ดขาด”


เดิมทีเขามิได้คิดจะผูกพันอันใดกับนาง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ผู้ใดจะไม่นึกสงสารนางได้ เขาเองก็เข้าใจดีถึงสภาพของคนที่ไร้ทางเลือกแล้วเป็นได้เพียงตัวหมากบนกระดานแห่งอำนาจ


“ขอรับพระสนม ข้าจะปกป้องมิให้ใครทำร้ายนาง” อู๋หนิงเหอรับปากหนักแน่น “เอ๊ะ แสดงว่านางปริปากบอกความจริงแล้วหรือ!?”


“นางบอกความจริงเพียงบางส่วน ที่เหลือคือทำให้นางยอมเอ่ยความจริงทั้งหมดรวมทั้งยอมไปเป็นพยานให้กับเรา เพื่อโค่นล้มขั้วอำนาจของว่านฮองไทเฮา ทว่า เพียงแค่ลมปากของนางอาจไม่มีน้ำหนักพอ หลักฐานชิ้นสำคัญก็คงจะอยู่ในที่แห่งนี้ด้วย”


“อ้อ ข้ายังมิได้บอกแก่ท่าน” อู๋หนิงเหอทำหน้านึกขึ้นได้ “ระหว่างนี้ขันทีจิ้นชิงตัวจริงก็จำต้องหายตัวไปก่อน เขายังได้ไปตรวจสอบเบื้องลึกเบื้องหลังของจวื๋จือ ที่แท้... นางติดค้างว่านฮองไทเฮาอยู่มาก”


“เรื่องอันใดบ้าง”


“จวี๋จือเป็นเด็กกำพร้าที่บ้านตระกูลว่านเก็บมาชุบเลี้ยง ตั้งแต่ว่านฮองไทเฮายังเยาว์วัย จวี๋จือก็คอยเป็นพี่เลี้ยงและคอยรับใช้นางมาโดยตลอด ทั้งสองมีสัมพันธ์ที่ค่อนข้างแน่นแฟ้นต่อกัน จึงไม่แปลกที่นางจะจงรักภักดี”


“ดังนั้นเรื่องเครื่องประดับ อย่างไรก็คงเป็นการใส่ร้ายเพื่อปิดปากคน ว่านฮองไทเฮาน่าจะเป็นผู้วางยาพิษฉางกั๋วฟูเหรินแล้วป้ายสีให้อดีตเซียวฮองเฮารับโทษแทน จากนั้นก็เนรเทศจวี๋จือมายังตำหนักเย็น หากทั้งสองมีความผูกพันกันอยู่บ้าง ก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ว่านฮองไทเฮาฆ่าจวี๋จือไม่ลง”


อู๋หนิงเหอคิดตาม ก่อนพยักหน้าช้าๆ “ข้าเห็นด้วยกับท่าน เราเข้าใกล้ความจริงมากแล้ว!


“สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของข้า ไม่แน่ว่าอาจผิดก็ได้” หลิวซีหลงขมวดคิ้วแน่น อดถอนใจไม่ได้ “คืนนี้ท่านจงไปเฝ้าจวี๋จือ ข้าสังหรณ์ใจไม่ดี”

 



จวี๋จือนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องแต่เพียงลำพัง น้ำตาอุ่นร้อนไหลอาบแก้มท่ามกลางความเงียบงัน


ภาพความหลังมากมายไหลผ่านความคิด ช่างเลือนรางอยู่แสนไกล


“คุณหนู...”


คุณหนูของนาง สตรีแสนผู้บริสุทธิ์และบอบบาง เมื่อใดกันที่ถูกความทะเยอทะยานมืดบอดกลืนกิน ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยไม่สนว่าปลายกระโปรงจะมีซากศพนับไม่ถ้วนนอนอยู่เท่าใด


เรื่องมันเริ่มจากนาง จวี๋จือ ผู้นี้โดยแท้


หากนางมิเอ่ยเกลี้ยกล่อมให้คุณหนูเข้าวังเป็นพระสนม


หากนางมิเอ่ยให้คุณหนูของนางออกไปชมหิมะ แล้วพบกับเขาคนนั้น


บุรุษผู้ทะยานอยากจะกุมใต้หล้าไว้ในฝ่ามือ บุรุษทรงเสน่ห์ที่ทำให้คุณหนูของนางรักจนหมดใจ


บุรุษที่คล้ายว่าจะเป็นวีรบุรุษ แต่บั้นปลายกลับลุ่มหลงสตรีอื่นจนกลายเป็นกษัตริย์วิปลาส ก่อนตายอย่างอนาถ


หัวใจคุณหนูของนางแหลกสลาย แหลกสลายจนมิอาจกลับมาเป็นเหมือนเดิม


ความรักความทุ่มเททั้งหมดจึงฝากไว้กับลูกชายในไส้ แต่หารู้ไม่ว่า จิตใจของคุณหนูได้บิดเบี้ยวไปแล้วจนไม่อาจเป็นดั่งคนทั่วไป ความรักที่มีให้บุตรชายจึงคล้ายเชือกรัดคอพันธนาการเขาไว้ ยิ่งรัดแน่นยิ่งอึดอัดทรมานและฝากรอยแผลอันไม่มีวันลบเลือนเอาไว้ด้วย


ดูเอาเถิด คุณหนูตัดสินใจทำเรื่องราวเลวร้าย เพียงเพื่อคิดว่ามันเป็นความรักที่มารดามีต่อบุตร คิดว่าท่านทำสิ่งที่ถูกต้อง


จนเมื่อลูกชายท่านมิอาจทนได้ ท่านผิดหวังจากลูกชายอีกครา จนสุดท้าย หัวใจที่มืดบอดก็ยิ่งกลายเป็นสีดำยิ่งกว่าน้ำครำ คุณหนูได้เอ่ยว่า ความรักเป็นภาพลวงตา อำนาจคือของแท้จริง


แล้วบัดนี้ ท่านเป็นถึงฮองไทเฮาผู้กุมอำนาจต้าหลิง แล้วท่านกำลังมีความสุขอยู่หรือไม่


ท่านจะยังสามารถนั่งภาวนาสวดมนต์ได้หรือไม่ หากรู้ว่าลูกชายกำลังพยายามจะโค่นล้มท่าน ดึงท่านลงสู่อเวจี


คนที่คุณหนูรักที่สุดกลับมาหันคมดาบใส่นางเอง


สุดท้าย คุณหนูของนางก็มิเหลือใคร


เวรกรรม เวรกรรมแท้ๆ


แล้วข้าผู้นี้... จะชดใช้ให้ท่านอย่างไรหมด กับแค่มาอยู่ในที่แห่งนี้เพื่อท่าน ก็ดูจะน้อยไปด้วยซ้ำ


จวี๋จือลุกขึ้นเชื่องช้า ใบหน้าเปียกชื้น ดวงตาหม่นแสง พลันก็มองเห็นเชือกป่านเส้นหนึ่งกองอยู่มุมห้อง


ตั้งเก้าอี้ไว้กลางห้อง ก้าวขึ้นไปยืนมองคานที่ร่นลงมาต่ำ บรรจงผูกเชือกกับคานช้าๆ แล้วนำมาผูกที่คอของตน ก่อนกลั้นใจกระโดดลงจากเก้าอี้


“ช้าก่อน!!

 



ราตรีดับแสง หม่นหมองเยียบเย็น บอกว่ายามนี้เข้าถึงช่วงสารทฤดู


หลิวซีหลงที่กึ่งหลับกึ่งตื่นได้ยินเสียงกุกกักข้างตัว พลันกำลังจะลุกขึ้นตื่นจากนิทรา กลับถูกกลุ่มนางกำนัลขันทีสิบกว่าคนในห้องเข้ามาซ้อม ทั้งตบทั้งต่อยไปหลายครั้งจนตัวงอลงกับพื้น รสสนิมโลหิตขมปร่าอบอวลอยู่ในปาก ก่อนที่จะถูกเอากระสอบครอบตัวแล้วแบกขึ้น


เขาส่งเสียงดังดิ้นรน แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล อู๋หนิงเหออาจเป็นยอดฝีมือ แต่อย่างไรก็แยกร่างมิได้ จึงไม่อาจขอความช่วยเหลือในยามนี้


หลิวซีหลงถูกโยนเข้าไปในห้องเก็บของก่อนเสียงลงกลอนจะตามมา


“สภาพดูไม่ได้เลยนะ ซีซิวหรง คิกๆๆๆๆ”


เสียงกรีดร้องบาดหูดังเสียดแทงโสตประสาท อดีตแพทย์หลวงหนุ่มหอบหายใจตัวโยน ท่ามกลางแสงสลัว กลับมีสตรีผมยาวยุ่งเหยิงผู้หนึ่ง ดวงตาเบิกกว้างแทบถลน ในมือถือมีดแหลมคมอยู่


“...สวีซิวเยี่ยน”

 


 

100%

ใครแบนนุ ขอปลดแบนไปแล้วค่ะ โดนเด้งจากท็อบเลยทีเดียว 55555 (เพิ่งรู้ว่าติดท็อบกับเขาด้วย)

ปล. เขียนตอนแบบนี้แล้วมันเจ็บปวดหัวใจ (และปวดหัว) ดีแท้ เอื้ออ ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ รัก มาเป็นกำลังใจไม่ให้ตาซีหลงโดนกระซวกจากโจทก์เก่าเถอะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 992 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,560 ความคิดเห็น

  1. #6551 PPSnook (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 14 เมษายน 2564 / 13:41
    ตื่นเต้นมากกก
    #6,551
    0
  2. #6550 PPSnook (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 14 เมษายน 2564 / 13:32
    สงสารฝ่าบาทมากคือแบบมันทำให้คิดว่า เออแม่งข้าไม่ต้องมีลูกหรอก ถ้ามีแล้วตัวเราไปหลงสตรีแบบพ่อแล้วทำกับลูกแบบนี้ มันยิ่งซ้ำเติมว่าเราไม่ต่างจากพ่ออะ
    #6,550
    0
  3. #6501 blueeyes111 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 3 เมษายน 2564 / 00:07
    อู๋นิงเหอ มาช่วยลูกแม่ด้วยย
    #6,501
    0
  4. #6380 หมวยด๊อง (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 21:05
    ไม่น๊าาาา
    #6,380
    0
  5. #6379 AreeyaBubphamart (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 19:21
    ฮื้อค้างมากกกก
    #6,379
    0
  6. #6377 ดิ๊งด๊อง (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 17:35
    ไรท์~~~~~~~~~ค้างมาก(ก.ไก่ล้านตัววววว)
    #6,377
    0
  7. #6376 Kankao94 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 16:28
    ค้างมากกกกก แงงงงงงงง
    #6,376
    0
  8. #6375 oil (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 15:06

    รอๆๆๆๆ

    #6,375
    0
  9. #6374 dada0504 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 14:42
    แงงง แล้วใครจะช่วยนุ้งซีได้ล่ะเนี่ยย
    #6,374
    0
  10. #6373 bucha (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 10:43
    ฝ่าบ๊าททททททททท
    #6,373
    0
  11. #6371 นินรักจงอิ้ด (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 07:14
    ไม่ทันไรเลย น้องเราจะได้นอนหลับสนิทสักคืนก็ลำบากจริงๆ พี่เต้นะพี่เต้
    #6,371
    0
  12. #6370 tongy_ket (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 07:13
    ฝ่าบาทททททท มาาเร้วววว มาช่วยซีหรงงงงก๊อนนนน
    #6,370
    0
  13. #6369 ขอเฉียงโหน่ย (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 01:35
    ศัตรูเยอะเกิน มีเเต่คนจะรุมรอเล่นงานน้อง ฝ่าบาททททช่วยที //สู้ๆนะคะ
    #6,369
    0
  14. #6368 BBeBee (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 00:52
    น้องงงงงง วิบากกรรมเยอะเหลือเกิน รับมือทางนั้นทีทางนี้ที ช้ำไปทั้งตัว ถ้าฝ่าบาทรู้คือโดนความพิโรธกันถ้วนหน้าแหง ละถ้าจบงานนี้ยังไม่ได้ค่าจ้างจากฝ่าบาทที่ลูกชั้นพอใจล่ะก็ รีดเดอร์นี่แหละจะพาลูกหนีเอง!
    #6,368
    0
  15. #6366 Cryingforcake (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 00:08
    มาต่อแล้ววว เห้ย โดนรุมยำตีนหรอน้องซี5555555 เวนกรรมของคนดีแท้ๆ โถ่ๆ จบมิชชั่นตำหนักเย็นนี้ฝ่าบาทจะตบรางวัลอะไรให้สมราคามั้ยนะ เสี่ยงตายทุกวัน5555555
    #6,366
    0
  16. #6365 NatpreeyaPp (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 23:23
    ฝ่าบาททททท
    #6,365
    0
  17. #6362 Kunrutai Thanasuwan (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 23:11
    ฮรื้อ อ่านไปเท้าจิกไป ลุ้นนน
    #6,362
    0
  18. #6360 lilinet5597 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:58
    ฝ่าบาทน้องโดนตีแล้ววว
    #6,360
    0
  19. #6359 Thanyatorn♡ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:55
    มาช่วยน้องหน่อยยยยยยยย วางระเบิดแล้วจากไปปป กรี้ดดดดดดดด แล้วจวี๋จือล่ะ แอแงงง แต่ไรท์ สู้ๆนะคะ เรารอได้ค่ะ
    #6,359
    0
  20. #6358 An_nGOT (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:55
    ฮื่ออออ น้องอริเยอะมาก55555 วังหลังน่ากลัวสุดๆไปเลย ต้องรอดนะหนู!!! รอนะคะ สู้ๆน้าาา
    #6,358
    0
  21. #6357 MooGifz (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:43
    อ๋า ตัดตอนได้โหดน้ายมากกกกกกกกก
    #6,357
    0
  22. #6356 lovedyo (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:42
    อ้ากกกก ลุ้นมากๆเลย น้องจะต้องปลอดภัยยย เป็นกลจ.ให้เสมอนะคะ สู้ๆกับทุกเรื่อง
    #6,356
    0
  23. #6355 Capricorn_syn (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:39
    จะมีคนช่วยน้องไหมมมม ฝ่าบาทกริ้วแน่ แล้วน้องจะโดนกริ้วด้วยชอบทำอะไรหวาดเสียวอยู่เรื่อย แต่แม่นางทั้งหลายที่มากระทืบน้องไม่ตายดีแน่
    #6,355
    0
  24. #6354 Jao_kath (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:39
    อยากทุบอดีตฮ่องเต้มาก ทำแบบนี้กับฝ่าบาทของชั้นได้ยังไงกัน ห๊าาาาา!!! และตาซีหลงอยู่รอดปลอดภัยก่อนน่ะ
    #6,354
    0
  25. #6353 jinworld2 (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 29 มีนาคม 2564 / 22:37
    รอฝ่าบาทเช้คบิล ขนาดเข่าด้านยังเป้นห่วงแทบตายแกจำเอาไว้เลย!?
    #6,353
    0