พระสนมสองหน้า [Yaoi]

ตอนที่ 31 : 29 - พิษรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,367 ครั้ง
    8 ส.ค. 63

พระสนมสองหน้า [Yaoi]

29 – พิษรัก

 


            เหตุที่หลิวซีหลงรู้แผนการ เป็นเพราะซินเจาหรงร้อนใจมานาน สุดท้ายเองก็อยู่เฉยไม่ได้


            จะดีจะร้ายนางกับซุนเจาอี๋ก็มีไมตรีต่อกันมานาน จะปล่อยให้ซุนเจาอี๋คิดโง่งมขึ้นมาได้อย่างไร


            นางตัดสินใจไปดักรอขันทีจิ้นชิงที่ไปมาจากตำหนักผิงอัน ก่อนเล่าเรื่องแผนการของซุนเจาอี๋ทั้งหมด


            “จะบอกซีซิวหรงหรือไม่ นั่นก็แล้วแต่เจ้า”


            ตำหนักผิงอันไร้การเคลื่อนไหว เดิมทีคิดว่าขันทีต่ำต้อยผู้นั้นคงกลัวจนไม่กล้าปากมาก สุดท้ายซีซิวหรงกลับบ้าบิ่นยิ่งกว่า นำขบวนไปชิงองค์จักรพรรดิจากตำหนักลี่กุ้ยเฟยในคืนที่ว่านฮองไทเฮาลงมือนั่นเอง

             



            ตอนได้รู้ถึงความตั้งใจของซุนเจาอี๋ หลิวซีหลงถึงกับสบถหยาบคายออกมา


            ซุนเจาอี๋คิดว่าเขาเป็นดรุณีน้อยใสซื่อ หากตั้งครรภ์แล้วถูกทำร้ายจนแท้งย่อมไม่มีอนาคต แต่นางไม่รู้ว่าแท้แล้วเขานั้นเป็นบุรุษทั้งแท่ง


ยาทำให้แท้งไม่มีผลกับบุรุษ หรือถ้าหากถูกพิษร้ายเอาชีวิต องค์จักรพรรดิก็คงไม่ไร้น้ำใจปล่อยให้เขาตายไปง่ายๆ เพราะยังมีบุญคุณติดพันเรื่องรสสัมผัสกันอยู่


จบเรื่องนี้ ซุนเจาอี๋อาจหวังว่าจะได้ออกจากวังไปใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ความเสี่ยงนั้นมีมากเกินไป ทั้งไม่มีใครรู้ว่านฮองไทเฮาจะลงมืออย่างไรบ้าง


            จิ้นชิงขณะคุกเข่าขอร้องเขาก็ตัวสั่นหน้าซีด เห็นชัดว่าไม่ปรารถนาเช่นเดียวกัน


            ในเมื่อหลิวซีหลงอยู่ฝ่ายหลี่ลู่จิน สุดท้ายสักวันก็ต้องแตกหักกับลี่กุ้ยเฟยและว่านฮองไทเฮาอยู่ดี แค่เพียงจะช้าจะเร็วเท่านั้น มิสู้กัดฟันลงมือเสียเลย

 



            ตำหนักผิงอัน ม่านโปร่งพลิ้วลวงตา แสงเทียนกระทบเสี้ยวหน้าขึ้นสีแดงก่ำ องค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงทั้งหอบหายใจทั้งเหงื่อพร่าง หัวคิ้วขมวดมุ่นเป็นปม ดูทรมานเหมือนตอนที่บาดเจ็บไม่ผิด


            เสื้อคลุมตัวนอกสีดำถูกหลิวซีหลงดึงทึ้งตกอยู่ข้างเตียง บัดนี้หลี่ลู่จินเหลือเพียงเสื้อตัวกลางสีม่วงเข้ม และอาภรณ์ตัวในสีขาว ตอนนี้ยังมีร่างหนึ่งคุกคามอยู่บนตัว


            รัศมีแห่งอำนาจที่สยบคนทั้งใต้หล้า ไม่รู้เหตุใดถึงไม่อาจใช้กับหมอหลวงในคราบพระสนมผู้หนึ่งได้ หลี่ลู่จินจะสลัดอีกฝ่ายทิ้งก็ไม่ยาก หากมิใช่ร่างร้อนขึ้นทุกขณะ สติคล้ายพร่าเลือนลงทุกที


            เขามิใช่ไม่เตรียมแผนไว้รับมือ เมื่อไปถึงตำหนักซุนเจาอี๋ยังคิดหลบไปอยู่ปีกตำหนักข้างแล้วดื่มโอสถให้ขับยากระตุ้นกำหนัดออกไปบ้าง เพื่อช่วยบรรเทาอาการให้ลดลง


            คิดไม่ถึง หลิวซีหลงผู้นี้กลับโผล่มาทำให้ผิดแผนไป


            หลี่ลู่จินความคิดไม่กระจ่าง ทำได้เพียงเปล่งรังสีอำมหิตแค่นเสียงขู่ หลิวซีหลงนอกจากไม่ถอยแล้ว ยังเถียงคำไม่ตกฟาก ชักเหตุผลร้อยแปดนานาว่าทำไมคืนนี้ถึงยอมโดนกระทำชำเราเสียเอง


            กระทำอุกอาจไปแล้ว มีหรือพระสนมกำมะลอจะไม่เตรียมใจมาก่อน มือของหลิวซีหลงปัดป่ายปลดเสื้อผ้าองค์จักรพรรดิอย่างไม่กลัวตาย ดึงปิ่นและกวานทองคำออก จนเส้นผมสีดำสนิทนั้นตกลงเคลียใบหน้า


            หัวใจของหลิวซีหลงเต้นอึงอลราวกลองศึก ก็เป็นเตียงนี้นี่แหละที่เขากับหลี่ลู่จินนอกกอดกันไม่รู้เท่าไหร่ แถมยังใช้ร่วมคืนสวาทกันเป็นครั้งแรก


            เช่นนั้น ยังจะมาอายอะไรอีก!


            “ท่านชอบทำรุ่มร่ามนักมิใช่หรือไง บัดนี้ยังกลัวอะไรเล่า”


            ลงมืออย่างโฉดชั่วไร้ยางอายจนได้เห็นสีหน้าที่ตกเป็นรองของอีกฝ่าย พระสนมกำมะลอยิ่งเลือดลมพลุ่งพล่านเข้าไปอีก แต่เดิมก็มีไฟโทสะร้อนรุ่มอยู่แล้ว ยิ่งทำให้หน้ามืดตาลายขึ้นมา


            “อีกทั้งครั้งก่อนข้าล่อนจ้อนทั้งตัว ส่วนท่านสวมอาภรณ์ไม่ยอมถอด ใช้ได้ที่ไหนกัน!


            เสียง แคว่กดังสะท้าน แพรไหมเนื้อดีถูกดึงออกจากกัน ตกลงมายังไหล่กว้าง หลี่ลู่จินที่ยื้อยุดกันอยู่หยุดชะงัก ดวงตาเบิกขึ้นจ้องหน้าเขา ริมฝีปากได้รูปนั้นเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง


            นัยน์ตาคู่คมแดงก่ำมีน้ำกระจ่างเคลือบอยู่ หากไม่ใช่เพราะฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัด หลิวซีหลงคงคิดไปแล้วว่า อีกฝ่ายเหมือนสาวน้อยถูกโจรป่าฉุดคร่า พลันก็นึกขึ้นได้


            “หรือว่า... ท่านไม่อยากให้เห็นรอยสักบนหลัง”


            “...”


            ผิวกายที่มักเยียบเย็นอยู่เสมอ บัดนี้ร้อนระอุคล้ายเป็นไข้สูง หลิวซีหลงมองสภาพองค์จักรพรรดิตอนนี้แล้วคลื่นน้ำในใจยิ่งสั่นสะท้าน บรรยากาศพาให้อารมณ์อันซับซ้อนก่อตัวซัดโถมอย่างอธิบายไม่ได้


            “ลงไป ก่อนที่ข้าจะยั้งตัวเองไว้ไม่ได้”


            หลี่ลู่จินหลุบสายตาไปทางอื่น น้ำเสียงแผ่วเบาแหบเครือ


            “แล้วจะให้ข้าปล่อยท่านไว้แบบนี้หรือ”


            ยาปลุกกำหนัดชนิดนี้มีนามว่า สวาทล้ำคร่ำยุทธ์ ได้จากการบดเอาสมุนไพรที่กระตุ้นกำหนัดของบุรุษนับสิบชนิดปนเปเข้าด้วยกัน


            ลักษณะพิเศษของพิษนี้ คือยิ่งผู้ถูกพิษมีร่างกายแข็งแรงและฝึกยุทธ์มาอย่างเคี่ยวกรำเท่าไหร่ ยิ่งออกฤทธิ์รุนแรงเท่านั้น สำหรับองค์ไท่ชางหวงตี้ที่ออกกรำศึกมา ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่นอน


            อีกทั้ง ยาพิษนี้ยังทำให้คนขาดสติไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ หากไม่ได้รับการปลดปล่อยร่างกายจะกักความร้อนไว้ให้ทรมาน อาจมีผลข้างเคียงตามมาได้ ดูแล้ว อีกไม่นานคนตรงหน้าต้องถึงขีดจำกัดแน่


            หลิวซีหลงผ่อนลมหายใจ ประคองใบหน้าหล่อเหลานั้นไว้ ก่อนเกลี่ยปอยผมชื้นเหงื่อออกแล้วกดจุมพิตลงยังหน้าผากนั้นแผ่วเบา


            หลี่ลู่จินนิ่งค้างไป กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งค่อยๆ ผ่อนคลายลง คนตัวเล็กกว่าไล่แตะริมฝีปากลงมายังเปลือกตา ปลายจมูก ผิวแก้มและริมฝีปากหยักสีแดง


            ริมฝีปากของหลี่ลู่จินเป็นส่วนเดียวที่ประณีตบอบบาง นุ่มละมุ่นดั่งกลีบดอกไม้ ทว่าร้อนผะผ่าวแทบไหม้


            หลิวซีหลงไล้ฝ่ามือยังแผ่นหลังแข็งแกร่งนั้นเบาๆ ก้มกระซิบข้างหู


“ข้าเคยเห็นรอยสักนั้นแล้ว ไม่เคยนึกรังเกียจเลย ท่านไม่จำเป็นต้องอับอาย”


            ทันใดนั้น คล้ายเส้นสติสุดท้ายขาดผึง หลี่ลู่จินพลันพลิกกายกดหลิวซีหลงไว้ใต้ร่าง เปลี่ยนจากฝ่ายที่ถูกรุกกลายมาเป็นฝ่ายรุกรานทันที ไม่ช้าเสื้อผ้าทั้งหมดก็ถูกเปลื้องออกไป


            ร่างกายขององค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิเป็นดั่งภูผา แต่ก็เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นมากมาย ตอนยกมือสวมกอด ยังรู้สึกได้ร่องรอยหยาบกร้านของแผลเป็นเฉือดเนื้อที่ผสานตัวกันแล้ว คล้ายดั่งอักษรแถวหนึ่งที่ถูกสลักลงภูเขาหยกที่ผ่านลมฝนมา


            ที่อีกฝ่ายข่มขู่ไว้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เขาเองแม้กลั้นใจเตรียมตัวเองมาบ้างแล้ว แต่การกระแทกกระทั้นนั้นรุนแรงจนสะท้านไปทั้งร่าง รอยกัดจูบกระจายไปทั่วผิวกาย ฝ่ามือหยาบนั้นไปที่ใดก็ทิ้งรอยช้ำเป็นจ้ำเอาไว้ ไม่มีการปลอบโยนทะนุถนอมใดๆ ทั้งสิ้น มีแค่เสียงแค่นคำรามอย่างพึงใจและการตักตวงอย่างบ้าคลั่ง


สองร่างกอดรัดสอดประสานกันอย่างแนบแน่น พัวพันกันไร้ที่สิ้นสุด แต่เดิมหลี่ลู่จินผู้นี้ทำการศึกบนเตียงได้ยาวนานอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งฮึกเหิมกว่าเดิม ปลดปล่อยออกมาหลายต่อหลายครั้ง หากเขาเป็นสตรีแล้ว อย่างไรก็ต้องตั้งครรภ์อย่างไม่ต้องสงสัย


            ค่อนคืน เรี่ยวแรงอีกฝ่ายยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง หลิวซีหลงที่สลบไปแล้วตื่นขึ้นมาใหม่เป็นรอบที่สาม จึงได้แต่สบถด่าโคตรเหง้าไอ้คนโฉดบัดซบที่คิดทำยาเฮงซวยนี่ขึ้นมา


            บิดามันเถอะ ชาตินี้ชาติหน้า ขอให้โดนทะลวงทวารจนฟ้าสางเข้าสักวัน!!

 



30%

ค่ะ อย่ากดแบนเสี่ยวอ้ายเลย มีแค่นี้จริงๆ 555555 ขอบคุณที่ติดตามและเม้นต์พูดคุยกันค่า และขออภัยที่ต้องดับฝัน เรื่องนี้ไม่ใช่ Mpreg นะคะทุกคนนนนน ไม่ได้จั่วหัวเอาไว้ก่อนนี่นา แต่ถ้ามีเวลาอาจจะเขียนเป็นตอนพิเศษค่ะ แบบนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ถถถถ

สาเหตุที่เขียนรวบรัดไว้ตอนที่แล้วนิดเดียวเพราะโควตาหน้าหมดแล้ว /ไม่ใช่ กะไว้เป็น Cliffhanger ให้คนไม่ทิ้งกันเฉยๆ บวกกับเหนื่อยแล้วจะนอนค่ะ ฮา

ปล. แต่จริงๆ ก็เล่าโดดไปโดดมานั่นแหละ เดี๋ยวรอรีไรต์ใหญ่ทีเดียวละกันค่ะ ตอนนี้นึกอะไรก็เขียนล้าว ขอให้พล็อตหลักๆ ไปได้อะนะ 55555

           


 



รู้สึกตัวอีกครั้ง ก็ราวกับรอดผ่านสงครามมาได้


“โอย...”


ร่างระบมร้าวไปทั่ว โดยเฉพาะบริเวณสะโพกที่แทบหักเป็นสองท่อน ยังดีฟูกที่รองรับนุ่มนวลอย่างยิ่ง คนบนเตียงสะลึมสะลือควานมือออกไป เอ่ยเสียงแหบแห้ง “น้ำ...”


            หลิวซีหลงถูกพยุงขึ้นพิงหัวเตียง ทันทีที่อยู่ในท่านั่งก็ต้องร้องครางออกมาอีกรอบ คนข้างกายประคองเขาแล้วป้อนน้ำให้ดื่มอย่างระมัดระวัง ยามนี้ร่างกายยังร้อนอยู่เล็กน้อยรวมกับอ่อนเพลียปวดศีรษะ ทำให้ถามโดยมิได้ลืมตา


            “ฝ่าบาทเป็นอย่างไร”


            “สบายดี”


            หลิวซีหลงลืมตาพรึ่บ ที่แท้คนที่ถามถึงอยู่ตรงหน้านี่เอง


            องค์จักรพรรดิยังสวมชุดว่าราชการสีเข้มนั่งอยู่ข้างเตียง คิ้วเข้มขมวดมุ่น นัยน์ตากลัดกลุ้ม จับจ้องเขาไม่วางตา


“เจ้าเป็นอย่างไร”


            นอกจากท่าทางอิดโรยเล็กน้อย หลี่ลู่จินก็ดูเป็นปกติดี คงไม่ได้รับผลกระทบกับยาปลุกกำหนัด ทั้งดูแล้วยังมีความห่วงใยและความรู้สึกผิดมากกว่าโทสะ พระสนมตัวปลอมจึงกล้ากระตุกยิ้มล้อเลียน เอ่ยเสียงเบา


            “ข้าหรือ ยังไม่ตายกระมัง”


            “เจ้าสลบไปหนึ่งวัน”


            “อา” คนยังยิ้มได้ก้มลงมองสภาพตัวเอง อาภรณ์ถูกเปลี่ยนเป็นผ้าแพรลื่นสีขาว “ท่านบอกผู้อื่นว่าอย่างไร”


            “บอกว่าเจ้าล้มป่วยเพราะฝันร้าย” หลี่ลู่จินเว้นวรรคไปเล็กน้อย “คืนนั้นแพทย์หลวงหยางจื้อมาดูอาการแล้ว เจ้ามีไข้ บอบช้ำตามร่างและมีแผลอักเสบ จึงได้จัดสั่งสำรับโอสถและขี้ผึ้งรักษาแผล”


            นึกถึงสภาพเขาที่ท่านอาจารย์ต้องมาเจอ หลิวซีหลงก็อดสบถไม่ได้ ใบหน้ามีสีเลือดขึ้นมา


“ไฉนเลยท่านต้องลำบากท่านอาจารย์ด้วย!


            “เพราะตอนได้สติ ข้ายังคิดว่าอาจพลั้งมือฆ่าเจ้าไปแล้ว” หลี่ลู่จินเอ่ยเสียงจริงจัง ดูเจ็บปวดและอึมครึมยิ่งกว่าเขาที่โดนทรมานอยู่ทั้งคืน หลิวซีหลงพลันรู้สึกผิดขึ้นมาไม่น้อย


“เป็นข้าที่ดึงดันให้ท่านมาเอง ท่านอย่าได้คิดมาก แต่อย่างไรก็ถือว่าแผนการของว่านฮองไทเฮาพังไม่เป็นท่าแล้ว”


            “รวมถึงแผนการของพี่หญิงของเจ้าด้วย”


            หลิวซีหลงสบตาอีกฝ่ายอย่างชั่งใจ “ท่าน... รู้เรื่องซุนเจาอี๋กับจิ้นชิงใช่หรือไม่”


            “รู้มานานแล้ว”


            “ท่านไม่ติดใจอะไร?”


            “ตราบใดที่ไม่มีเรื่องเสียหายแพร่งพรายออกไป”


            หลี่ลู่จินถือว่าเป็นองค์จักรพรรดิที่ใจกว้างอย่างยิ่ง หรืออาจเป็นเพราะไม่ใส่ใจวังหลังมากนักอย่างที่เจ้าตัวเคยเอ่ยก็ไม่ทราบ


            หลิวซีหลงพยักหน้า “แต่ท่านก็ไม่น่าต่อรองกับนาง หากเป็นอันตรายถึงชีวิตจะทำอย่างไร หากจะให้นางออกจากวังไปเฉยๆ ไม่ได้หรือ”


            หลี่ลู่จินไม่ตอบ วางถ้วยหยกลงในโต๊ะเล็ก เหล่ตามองแล้วเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย สีหน้าห่วงใยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นตำหนิคาดโทษ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ต้องดำเนินแผนแทนนาง”


            อดีตแพทย์หลวงหนุ่มรีบยกยิ้มประจบ แม้สภาพในยามนี้จะลุกเดินเองยังทำไม่ได้ แต่เสียงที่เอ่ยแจ่มใสจนน่าตี


            “แน่แล้วๆ ที่ข้าอุกอาจปานนี้ย่อมมีแผนรองรับ หากเป็นการตั้งครรภ์ปลอม ไม่ใช่ข้าไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร”


            หลังจากสนทนากันเรียบร้อย หลี่ลู่จินก็กลับตำหนักไป พร้อมกำชับให้เขาพักผ่อนให้ดี กินยาให้ครบและห้ามกิจกรรมออกแรงใดๆ จากนั้นป้าซือกับซือเย่รีบพุ่งเข้ามาตำหนิเขาเป็นการใหญ่


            “คราวหลังห้ามทำอีกนะเจ้าคะ! พวกเราเป็นห่วงแทบตาย เมื่อวานนี้ ฝ่าบาทเองเสด็จมาที่นี่ตลอดสามเวลาอาหาร กระทั่งเมื่อคืนยังทรงมาเฝ้าคุณหนูทั้งคืนแล้วออกไปยามฟ้าสาง ดูแล้วคงมิได้บรรทมเลย”


            คนฟังรู้สึกอุ่นวาบในใจ ตัวเบาหวิวขึ้นชั่วขณะ แต่ปากเอ่ยไปว่า


“ตลกแล้ว ท่านอยู่ในตำหนักหรือถึงรู้ว่าฝ่าบาทมิได้บรรทม อีกอย่างก็แค่เสด็จมาตามหน้าที่เท่านั้น อย่าได้ถือเป็นเรื่องใหญ่ไป”

           



            หลังจากรักษาตัวอยู่สองอาทิตย์ ในที่สุดหลิวซีหลงก็เดินเหินได้ปกติ โดยระหว่างนี้หลี่ลู่จินคล้ายอ่านใจเขาออก จึงเอ่ยกับบรรดาสนมทั้งหลายว่าตำหนักผิงอันไม่รับแขกโดยเด็ดขาด


            เอ่ยถึงแผนการ วิธีตรวจว่าตั้งครรภ์นั้นคือดูจากระดูที่ขาดไป อาการทางร่างกาย และการตรวจชีพจร หลิวซีหลงเคยเป็นลูกมือช่วยผดุงครรภ์อยู่หลายครา แม้จะไม่ใช่แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนรีเวชโดยตรง แต่ก็พอรู้ว่าหญิงตั้งครรภ์เป็นอย่างไร


ระหว่างเดือนแรก ยังไม่จำเป็นต้องมีอาการ หายดีแล้วหลิวซีหลงจึงไปเข้าเฝ้าเอ้อร์หนาฮองเฮา พลันรู้สึกถึงบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไปอย่างยิ่ง


ลี่กุ้ยเฟยเป็นมิตรอบอุ่นมากขึ้น ฮุ่ยซูเฟยอ่อนหวานสนิทสนมยิ่งกว่าเดิม แต่พระสนมเอกอื่นๆ นอกจากซุนเจาอี๋และซินเจาหรง กลับมองเขาด้วยสายตาราวกับมองภูตผีปีศาจ


เอ้อร์หนาฮองเฮาและซุ่นเสียนเฟยมีท่าทีไว้ตัวและระมัดระวังในการปฏิบัติต่อเขา แปลกที่ลี่กุ้ยเฟยกลับไม่ฟ้องร้องเรื่องที่เขาไปฉุดคร่าองค์จักรพรรดิ กลับสนทนาถามไถ่สุขภาพอย่างเป็นกันเองแทน


หลังออกจากตำหนักคุนหนิง มู่หลันก็เอ่ย “ในวังหลังลือกันว่าท่านกระทำอุกอาจไปยั่วยวนฝ่าบาทมาจริง”


คนฟังขมวดคิ้วฉับ “เช่นนั้น...”


“ทว่า หากใครเอ่ยถึงท่านไม่ดี หากลี่กุ้ยเฟยและฮุ่ยซูเฟยได้ยินเข้า กลับจะสั่งลงโทษรุนแรง ด้วยว่ามีจิตคิดแค้นริษยา ไม่สมกับเป็นสตรีของฝ่าบาท มีไฉเหรินผู้หนึ่งถูกตบจนปากแตก ถึงกับถูกเนรเทศไปห้องซักผ้า บัดนี้ยังไม่ได้กลับมา หากใครจะเอ่ยถึงชื่อท่านต้องใคร่ครวญให้ดี”


หลิวซีหลงครุ่นคิดขณะเอนกายบนตั่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ


“พอรู้ว่าฝ่าบาทหนุนหลังข้า พวกนางจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีปกป้องเชิดชูเกินพอดี ดึงให้คนหมู่มากยิ่งรังเกียจเคียดแค้นข้าใช่หรือไม่”


“เป็นเช่นนั้น เดิมสตรีวังหลังทั้งหลายริษยาท่านอยู่แล้ว พอมีเรื่องจึงพร้อมเกลียดชัง ลำพังพวกนางอาจทำอะไรไม่ได้ นอกจากคอยส่งสายตาท่าทางเป็นปรปักษ์ ท่านเป็นบุรุษย่อมไม่คิดมากอยู่แล้ว ข้อนี้ข้าไม่เป็นห่วง”


“แต่ยิ่งถ้าเรื่องลือออกไป เหล่าขุนนางเองก็ย่อมไม่พอใจ ประชาชนก็จะมองว่าท่านเป็นนางมารยั่วยวนให้ฝ่าบาทหลงผิด อย่างเช่น... ฉางกั๋วฟูเหริน พระสนมฉางในรัชกาลก่อน ส่วนลี่กุ้ยเฟยก็จะกลายเป็นน่าสงสารเห็นใจทันที”


มู่หลันถอนใจเบาๆ เอ่ยต่อว่า


“เดิมทีชาวต้าหลิงก็ยกย่องเห็นใจลี่กุ้ยเฟยอยู่แล้ว เนื่องด้วยอยู่คู่ฝ่าบาทตั้งแต่เป็นองค์รัชทายาทมาจนถึงเป็นองค์จักรพรรดิ ยามนั้นนางเป็นถึงพระชายาเอก แต่กลับไม่ได้เป็นฮองเฮา”


จิ้นชิงรับคำ เสริมว่า


“ผู้น้อยอาจไม่รู้เรื่องวังหลังเท่าแม่นางมู่ แต่ขอบังอาจกล่าวว่า เวลานี้ ฝ่าบาทยังต้องซื้อใจประชาชนต้าหลิงเป็นสำคัญ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก เนื่องจากหกปีที่ฝ่าบาทต่อสู้กับกบฏ ต้าหลิงกลับถูกปรนเปรอด้วยภาษีของหกแคว้น ประชาชนที่เห็นดีเห็นชอบกับว่านฮองไทเฮาก็มีอยู่มาก ฝ่าบาทต้องทรงเดินหมากอย่างระวัง”


หลิวซีหลงถอนใจ เล่ห์ในวังหลังช่างล้ำลึกจริงๆ


การถ่ายเทอำนาจนี้ไม่เพียงใครมีกำลังมากกว่าก็ชนะ บทเรียนของรัชกาลก่อนก็เห็นอยู่ชัดเจนว่าหากกดขี่ผู้คนฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเข้าจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายไท่ซู่หวงตี้ก็ถูกลอบปลงพระชนม์


นอกจากคนตระกูลเฉินแล้ว อุปสรรคสำคัญของหลี่ลู่จินคือว่านฮองไทเฮาที่ซื้อใจประชาชนต้าหลิงกลุ่มใหญ่เอาไว้ โดยเฉพาะคหบดี ขุนนาง บัณฑิต ที่ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน


ทุกวันนี้ที่หลี่ลู่จินนั่งเขียนพระราชโองการ เป็นเพราะกำลังซื้อใจประชาชนและขับเคลื่อนให้ต้าหลิงเป็นดั่งต้องการไปด้วย


“ว่านฮองไทเฮาคงต้องการให้คนรอบตัวกดดันฝ่าบาท เพราะตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลเฉินไม่ดีนัก”


พระสนมตัวปลอมว่า นึกย้อนไป ยามองค์จักรพรรดิหวนคืนต้าหลิง ว่านฮองไทเฮาที่รักษาการอยู่กลับยกบัลลังก์ให้อย่างง่ายดาย แล้วขังตัวเองอยู่ในตำหนักเพื่อสวดมนตร์ถือศีลกินเจ ที่แท้คงคอยสั่งการณ์อยู่เบื้องหลัง แต่กลับสร้างภาพลักษณ์ให้ยิ่งสูงส่งน่าศรัทธา


หากหลี่ลู่จินไปแตะต้องโดยไม่ระวัง ในต้าหลิงอาจนับว่าเป็นกษัตริย์ทรราชอกตัญญูแล้วลุกฮือขึ้นมา


ดังนั้น หากมีหลักฐานว่าพระนางลงมือฆ่าหลานตัวเองในครรภ์พระสนมผู้หนึ่งเล่า


นั่นย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่


และสิ่งนี้ก็เป็นหน้าที่ของเขานี่เอง

 



60%

ไปค่ะ การเมือง 5555555 ถ้านึกภาพไม่ออก แผนกุ้ยเฟยกับซูเฟยก็คล้ายๆ แอคปั่นเวอร์ชั่นมีอิทธิพล ซีหลงเหมือนดาราที่ถูกแฟนคลับปกป้องมากๆ จนคนหมั่นไส้ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรนั่นแหละ ฮา

ตอนนี้ก็อัปแบบกระดึ้บนะคะ ขอบคุณที่ยังติดตามอยู่ตลอดค่า มีแรงเขียนเพราะทุกคนจริงๆ TvT รักกกส์


 

“ลี่กุ้ยเฟยเชิญท่านไปร่วมดื่มชาด้วยกันเพคะ”


ทันทีที่หายดี คำเชิญก็ถูกนำมาถึงตำหนักผิงอัน พระสนมตัวปลอมได้ฟังแล้วก็ถึงกับต้องกลั้นหายใจ


สถานการณ์นี้ หากไม่ไปก็เท่ากับไม่ให้เกียรติ ทว่าหากไป ก็ไม่รู้ว่าจะต้องพบสิ่งใดบ้าง


“เวลานี้ฝ่าบาททำสิ่งใดอยู่”


“ทรงประชุมกับขุนนางและคณะทูตจากต่างแดนเพคะ เกรงว่าจะไม่ว่างจนถึงยามดึก”



อย่างไรก็ดี จะช้าจะเร็วเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับนาง หลิวซีหลงยกมือนวดขมับก่อนจะแต่งตัวแล้วไปตามคำเชิญ


ลี่กุ้ยเฟยเชิญให้ดื่มชาร่วมกับในอุทยานหลวง ใบไม้บางส่วนเริ่มเปลี่ยนสีจนเกิดเป็นสีสันตระการตา เบื้องหน้าสตรีงามดั่งลงมาจากสวรรค์กลับงามยิ่งกว่าทิวทัศน์ พาให้คนมองสะท้านไปตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า


วันนี้ลี่กุ้ยเฟยแต่งกายด้วยเสื้อตัวในสีทอง เสื้อคลุมยาวตัวนอกสีน้ำตาล กระโปรงสีแดงเลือดนก หน้าผากจรดรูปฮวาเตี้ยนสีแดง เกล้าผมทรงหงส์เหินประดับรูปปิ่นใบเฟิงสีเพลิง งามสง่า ทรงอำนาจและยากจะแตะต้องในเวลาเดียวกัน


“ถวายพระพรกุ้ยเฟยเพคะ”


ลี่กุ้ยเฟยพยักหน้าให้นั่งลง หลิวซีหลงรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ตัวเกร็งขณะนั่งลงตรงข้าม ดวงหน้างามล่มเมืองมีรอยยิ้มอ่อนโยนน้อยๆ คาดเดาอารมณ์ใดไม่ออก ทว่ามองไม่เห็นร่องรอยความเป็นปรปักษ์แม้แต่น้อย


ลี่กุ้ยเฟยโบกมือ นางกำนัลขันทีทั้งหลายจึงหลบฉากออกไป


“เอ่ยไปก็แปลก นี่กลับเป็นครั้งแรกที่ได้พูดคุยกับเจ้าเพียงลำพัง”


ลี่กุ้ยเฟยเป็นผู้ชงชาและรินชาให้เขาด้วยตนเอง กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยอวลขึ้นมา รสชาติละมุนลิ้นสมกับเป็นชาชั้นเลิศ


หลิวซีหลงรับมือกับผู้คนมาก็มาก แต่กับนาง เขากลับรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างยิ่ง


ส่วนหนึ่งที่ไม่อยากยอมรับ ความงามโดดเด่นและท่วงท่าชวนพิศชนิดนี้ทำให้บุรุษยากจะมีสมาธิจดจ่อจริงๆ หลี่ลู่จินผู้นั้นทนไปได้อย่างไรกัน


“ขอบพระทัยกุ้ยเฟย ชาชนิดนี้เป็นชาชั้นเลิศจริงๆ ส่วนฝีมือชงชาลึกล้ำนี้ ลิ้นหม่อมฉันไหนเลยจะคู่ควร”


“ฝีมือข้ามีไม่มาก ทว่าเรื่องชานี้ล้ำค่านั้นเป็นเรื่องจริง ปีหนึ่งจะผลิตได้เพียงเจ็ดห่อเท่านั้น”


หลิวซีหลงแทบพ่นออกมา โชคดียั้งท่าทางไว้ได้


“ล้ำค่าเพียงนั้น ให้หม่อมฉันดื่มเกรงว่าจะน่าเสียดาย...”


“ฝ่าบาทโปรดปรานเจ้า ข้ามีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติฝ่าบาท ดีกับเจ้าก็ไม่นับว่าผิดตรงไหน”


“กุ้ยเฟยดีกับหม่อมฉันเพียงนี้ หม่อมฉันกลับอุกอาจไปเรียกร้องความสนพระทัยมากลางดึก นับว่าสมควรถูกลงโทษโดยแท้”


แพทย์หลวงหนุ่มลองหยั่งเชิงด้วยสีหน้าท่าทางสำนึกผิด ลี่กุ้ยเฟยรอยยิ้มจางลงเล็กน้อย ดวงตาที่มักเย็นชาเจือแววอ่อนแสง


“เจ้าคงได้ยินชื่อเสียงเลวร้ายเกี่ยวกับข้ามามากกระมัง?”


“มิได้ ผู้ใดจะกล้าวิจารณ์กุ้ยเฟยเพคะ”


“แม้จะอยู่คนละฝ่ายกัน แต่สถานะของพวกเราล้วนไม่ต่าง ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม”


หลิวซีหลงสะดุ้งเบาๆ ไม่คิดว่านางจะตรงไปตรงมาเช่นนี้


ดวงตางามล้ำดั่งผลึกแก้วสบตาเขา


“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นหมากของฝ่าบาท ส่วนข้าก็เป็นหมากของไทเฮา นี่เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเราล้วนมิมีทางเลือก มิใช่หรือ?”


ดวงตานั้นประหนึ่งจะทะลุผ่านจิตใจเขา หลิวซีหลงสบตามองได้ไม่นานก็ต้องหลุบตา รู้สึกได้ถึงคลื่นหมุนวนอยู่ในอกที่เริ่มสะเทือนมากขึ้นทุกที


“ข้าเป็นสตรีคนแรกที่รับใช้ใกล้ชิดฝ่าบาท แม้ไม่อาจเอ่ยว่ารู้ถึงพระทัยดี แต่ก็คิดว่ารู้ดีกว่าสนมหลายๆ คน หรือกระทั่งฮองเฮาก็ตาม ฝ่าบาทและไทเฮามีสัมพันธ์ใกล้ชิดทางสายเลือด อีกทั้งพระนางทรงเลี้ยงดูฝ่าบาทจนเติบใหญ่ จะบอกว่ามิเหมือนกันเลยก็คงไม่ถูกต้อง”


“หม่อมฉันโง่เขลา ไม่เข้าใจที่กุ้ยเฟยเอ่ยถึง”


“เจ้าเข้าใจดี เพราะถ้าหากเป็นสตรีโง่เขลา หลี่ลู่จินผู้นั้นคงไม่เก็บไว้ข้างกาย”


ลี่กุ้ยเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนจิบชาอึกหนึ่ง เอ่ยต่อไปอย่างสงบ


“ตั้งแต่วันข้ามปี โชคชะตาของเจ้าก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทว่า ข้าคอยสังเกตเจ้าอยู่ห่างๆ มาตลอด หลิวเหมยอิง เคยได้ยินว่าเจ้าปรารถนาชีวิตสงบสุขเป็นอิสรเสรี สำหรับเจ้าวันนั้น วังหลังถือว่าทุกข์ทรมานเป็นดั่งกรงทอง มิทราบความคิดนั้นวันนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง”


ว่านฮองไทเฮาเลือกลี่กุ้ยเฟยสกุลเฉินเป็นคนสนิท นับว่าไม่ได้เลือกด้วยความพิศวาสอย่างเดียวอย่างแน่นอน เห็นได้ชัดว่าสติปัญญาของนางยังเฉียบคมอีกด้วย


“ทูลกุ้ยเฟย ตั้งแต่ครอบครัวหม่อมฉันถูกปองร้าย หม่อมฉันก็คิดว่าต้องต่อสู้อยู่ในที่แห่งนี้”


“เจ้าอาจไม่เชื่อ ทว่าเรื่องนี้มิใช่ฝีมือของตระกูลเฉิน”


“หม่อมฉันไหนเลยจะกล้ากล่าวหาอย่างไร้หลักฐาน”


“...แต่ไม่แน่ว่าเป็นฝีมือของฝ่าบาทหรือไม่”


หลิวซีหลงพยายามสงบนิ่ง ทว่าสุดท้ายแล้วก็ยังหลุดเปลี่ยนสีหน้าออกมา น้ำคำเคร่งขรึมขึ้น “ทุกที่ในวังล้วนมีหูมีตา ขอให้กุ้ยเฟยระวังวาจาด้วยเพคะ”


“เวลานี้ไม่มี เจ้าสบายใจได้” ลี่กุ้ยเฟยยังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเบาบาง


มือขาวราวงามดั่งหยกวางบนโต๊ะเตี้ย แหวนหยกเรียบๆ วงหนึ่งดูแตกต่างจากเครื่องประดับชั้นเลิศทั้งหมด


“ทุกคนล้วนสงสัย เหตุใดฝ่าบาทจึงเลือกเจ้าเป็นคนโปรด ข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนนึกขึ้นได้ว่า ตระกูลหลิวของเจ้าค้าทองคำและสายแร่ กำลังร่ำรวยกอบโกยในนครหลวง ยามนี้มิได้ขึ้นกับตระกูลใดหรือผู้ใดเป็นพิเศษ ทั้งยังไม่มีขุนนางที่มีอำนาจมากในราชสำนัก นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม”


“เพราะแน่นอนว่าถ้าฝ่าบาทจะล้มล้างขั้วอำนาจเก่า ก็จำต้องมีกองกำลัง กองกำลังต้องใช้เงินมาก การทำศึกและสะสมกำลังของตนโดยมิให้ฝั่งขุนนางในเมืองหลวงไหวตัวจึงต้องมีรากฐานเงินทองจำนวนมากในการสนับสนุน องค์จักรพรรดิเช่นฝ่าบาท หากจะทรงตัดสินพระทัยทำสิ่งใดล้วนแล้วแต่คิดวางแผนมาก่อนแล้วทั้งนั้น”


ทุกประโยคที่เอ่ยออกมาล้วนมีเหตุผล เหตุใดไม่ทราบกลับทำให้คนฟังปวดแปล๊บเล็กๆ ในอก หลิวซีหลงทำเป็นไม่สนใจมันไปเสีย


“จะว่าไป บัดนี้เจ้าก็ยังสืบหาคนที่ปองร้ายครอบครัวเจ้าไม่ได้ใช่หรือไม่ เหตุใดจึงล่าช้านักเล่า คนของฝ่าบาทหาร่องรอยใดๆ มิได้หรือ ทั้งอวิ๋นอ๋องทั้งอู๋หนิงเหอผู้นั้นก็ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ”


“หรือว่างานของเจ้ายังไม่สำเร็จตามพระประสงค์ จึงไม่คู่ควรจะได้คำตอบ”


ลี่กุ้ยเฟยใช้นิ้วปาดถ้วยน้ำชา หลุบตาขึ้นช้าๆ


“หรือว่า... เจ้าคิดว่าความโปรดปรานที่ได้รับเป็นเรื่องจริง แล้วตกหลุมรักฝ่าบาท เรื่องเหล่านี้จึงไม่สำคัญอีกต่อไป”


ยิ่งฟังยิ่งคล้ายมีก้อนจุกตันในลำคอ ทว่าก็คล้ายกับน้ำเย็นเฉียบที่สาดให้ตาสว่าง ความอบอุ่นห่วงใยก่อนหน้านี้คล้ายจะพร่าเลือนไปเหมือนความฝัน


ข้าสัญญา... แล้วยังมีอีกข้อหนึ่งคือ


คือสิ่งใด


ห้ามหลงรักองค์จักรพรรดิ


นั่นเป็นบทสนทนาระหว่างเขากับเหมยอิง ไหนเลยตนเองจะลืมไปได้


หลิวซีหลงกัดริมฝีปากจนได้เลือด เรียกสติตัวเองคืนมา


“ที่กุ้ยเฟยตรัสมาทั้งหมดนั้นมีเหตุผล ทว่ากุ้ยเฟยตรัสเองว่าทั้งข้าและกุ้ยเฟยมิมีทางเลือกมิใช่หรือ ดังนั้นบัดนี้ก็มาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว”


“ข้าไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยในอดีต ไทเฮาก็เช่นกัน ตอนนี้นับว่าเจ้ามีทางเลือกมากขึ้น”


“ขอบพระทัย แต่ตัวเลือกที่เลือกไปแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนได้จริงๆ”


“งั้นหรือ” ลี่กุ้ยเฟยพยักหน้าน้อยๆ เอื้อมมือไปรับใบไม้ที่หลุดร่วงลงมา “น่าเสียดาย น้อยคนที่ข้าจะพูดคุยด้วยเช่นนี้”


เหลือบมองเล็บที่แดงดั่งโลหิตของนาง ลี่กุ้ยเฟยนับว่ามือเปื้อนเลือดมาไม่น้อย


ทว่าตั้งแต่อดีต ลี่กุ้ยเฟยสกุลเฉินผู้นี้ก็ผ่านความอัปยศมากมายมา ดิ้นรนเพื่อตำแหน่งฮองเฮาที่ควรจะต้องเป็นของตนเอง แต่กลับมิเคยไขว่คว้าได้ จะว่าไปก็คล้ายว่านฮองไทเฮา ที่มิอาจก้าวเป็นฮองเฮาเช่นกัน


“อ้อ ข้าจะบอกความลับสองสิ่งเป็นของกำนัล...”


ลี่กุ้ยเฟยโน้มตัวเข้ามากระซิบใกล้ๆ


“หนึ่ง ในพระราชโองการแต่งตั้งขององค์จักรพรรดิองค์ก่อน อวิ๋นอ๋องคือผู้ที่จะได้ขึ้นครองราชย์”


“สอง...ทารกในครรภ์ของหลินเต๋อเฟยที่ตายเป็นฝีมือของฝ่าบาท หลักฐานทั้งหมดนั้นอยู่ในตำหนักเย็น”

 


 

100%

ช่วงนี้เรียนหนักมากกๆ ค่ะ ปีสี่ขึ้นวอร์ดศัลย์ อาทิตย์หน้าสอบอีกแล้ว หายไปโปรดรับรู้ไว้ว่าจะตายแหล่ว ช่วยด้วยยยยยยย

ปล. เสี่ยวอ้ายน่ะอยากจะลาออกวันละสามสิบรอบ มุแง

ปล. เครียดเลยมาเขียนนิยาย แต่คิดว่าทำให้นักอ่านเครียดแทน 555555555

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.367K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,560 ความคิดเห็น

  1. #6372 H2O-69 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มีนาคม 2564 / 07:45
    ก็คือไม่มีใครจะให้คนอื่นได้ใช้ชีวิตแบบสงบกันเลยทีเดียว ต้องเรียกมาเจรจาให้เครียดกว่าเดิมตลอด ส่วนเรื่องรักจริงไม่จริงนั้นสุดแท้แล้วแต่ฝ่าบาทจะจัดการเลย
    #6,372
    0
  2. #6281 nuengwansuk (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 มีนาคม 2564 / 20:19
    อารายยยอีกเนี้ยยยยย
    #6,281
    0
  3. #6204 Aonan Woraporn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 มีนาคม 2564 / 17:16
    อะไร อะไร อารายยยยยย แงงงง ชั้นจะได้ฟินมีความสุขไม่ได้เลยเร๊อะ!!!!
    #6,204
    1
    • #6204-1 Aonan Woraporn(จากตอนที่ 31)
      19 มีนาคม 2564 / 17:16
      ปล. คิดถึงไรท์นะคะ จุ๊บๆ
      #6204-1
  4. #6194 blueeyes111 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 / 23:28
    อะไรเนี่ยๆๆๆ ลี่กุ้ยเฟยโกหกใช่มั้ย
    #6,194
    0
  5. #6102 mano26282331 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 14:35
    อย่าเพิ่งลาตาย....อยู่เป็นเพื่อนก่อน. ช่วงนี้รี้ดใกล้แล้วเหมือนกัน. งานงอกจะอยากลาตายวันละหลายสิบหน.

    ......555

    ดีใจที่ไรท์กลับมา คิดถึงมาก
    #6,102
    0
  6. #5995 moomooka (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 09:23
    ไรท์จ๋า กลับมาได้แร้วววว คิดถึงงง
    #5,995
    0
  7. #5994 lovedyo (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 10:04
    รอนะคะไรท์ สู้ๆเครียดก็มาแต่งนิยายได้นะคะ
    #5,994
    0
  8. #5993 Hellokat (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 23:56
    รอนะคะ ไรท์สู้ๆ
    #5,993
    0
  9. #5989 jinny46 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 12:26
    อยากจะบอกว่าโอ้โห เราพึ่งเคยอ่านแนวนี้เป็นครั้งแรก ตื่นตาตื่นใจมากค่ะ55555 เนื้อเรื่องมีหลายปมจริงๆ

    p.s.เป็นกำลังใจให้คุณXiaoaiนะคะ <3
    #5,989
    0
  10. #5988 xxxiYixxx (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 กันยายน 2563 / 08:07
    ไรท์สู้ๆ ว่างแล้วกลับมาอัพนะ รอออออออออออออออออออ
    #5,988
    0
  11. #5986 mook'yaaa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 00:08
    รอนะคะะ
    #5,986
    0
  12. #5985 Manao' MM (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 กันยายน 2563 / 16:05
    ไรท์สู้ๆนะค้าา ^^
    #5,985
    0
  13. #5984 NamFhoNPoP (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 4 กันยายน 2563 / 12:15

    รอนะคะ
    #5,984
    0
  14. #5981 sunya2544 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 21:40
    อย่าไปฟังนะน้องงงง
    #5,981
    0
  15. #5980 blackladyblue (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2563 / 15:13

    น้องอย่าไปฟังนางพูดมากกกนะ....กลัวน้องหวั่นไหวตามแล้วพลาดน้อยใจพี่เต้ขึ้นมาอีก......

    #5,980
    0
  16. #5979 Snowwy (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 12:03
    มันเจ่บบบบบบ มันหน่วง ปมเยอะไปหมดแน้ว น้องเป็นท้อ555555
    #5,979
    0
  17. #5978 neovenesia (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2563 / 07:33
    พูดจาแทงใจดำน้องมาก
    #5,978
    0
  18. #5973 Nitha Pupa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2563 / 12:37
    สู้นะคะ รอกันต่อไป
    #5,973
    0
  19. #5972 _L01lll (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 00:00
    สู้ๆนะคะ ทางนี้ก็จะตายเเล้ว555555 ใกล้สอบเหมือนกันเลยค่ะเเงง ขอบคุณที่มาอัพนิยายนะคะฮีลลิ่งมากเลยฮือออออ;-;
    #5,972
    0
  20. #5971 MonaLis (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 22:07
    กุ้ยเฟยร้ายมาก ฉลาดมาก โจมตีแต่ละที เล็งจุดตายทั้งนั้น
    #5,971
    0
  21. #5970 inmano2015 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2563 / 15:19
    สู้ ๆ จ้า วอร์ดศัลย์หนักหน่อยนะ ทั้งคนทั้งแผล
    #5,970
    0
  22. #5969 bow46696 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 20:49
    นี่มันอะไรกันเนี่ยยยยยยยยยย
    #5,969
    0
  23. #5968 Plovebts (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2563 / 19:19
    โอ้โหหห ปมใหม่
    #5,968
    0
  24. #5967 l-am-so-sorry (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 08:32
    นี่มันอะไรกันครับเนี่ยยยย ปวกหัววว
    #5,967
    0
  25. #5960 Puipuiju (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 10:18

    กุ้ยเฟยหลอกให้ซีหลงตายใจรึเปล่า

    #5,960
    0