พระสนมสองหน้า [Yaoi]

ตอนที่ 28 : 26 - หกปี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19,502
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,054 ครั้ง
    26 เม.ย. 63

พระสนมสองหน้า [Yaoi]

26 – หกปี

 


            เหตุการณ์สวีซิวเยวี่ยนใช้คุณไสยเสน่ห์ใส่ร้ายซีซิวหรงทำให้ผู้คนต่างอกสั่นขวัญแขวน ไม่เพียงแต่ในวังหลวง เรื่องราวนี้ยังได้กระจายออกไปนอกรั้วราชวังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว บิดาของสวีซิวเยวี่ยนรั้งตำแหน่งผู้ตรวจการในบ้านเกิดของตน พอได้ยินข่าวก็พลันล้มลงหมดสติ จากนั้นจึงล้มป่วยจนไม่สามารถออกว่าราชการได้


สวีซิวเยวี่ยนถูกกักบริเวณไว้รอลงอาญา นางกำนัลจิวเมี่ยวและข้ารับใช้ในตำหนักทุกคนถูกสอบสวนอย่างละเอียด เรื่องซัดทอดถึงซินเจาเยวี่ยนและลี่กุ้ยเฟยสกุลเฉินย่อมก่อให้เกิดการสั่นคลอนของขั้วอำนาจ


หากมินับว่านฮองไทเฮา ลี่กุ้ยเฟยนั้นถือได้ว่าเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดในวังหลังอย่างแท้จริง เนื่องจากมีคณะขุนนางส่วนใหญ่ที่คอยสนับสนุน มิหนำซ้ำยังเป็นพระชายาเอกองค์แรกขององค์จักรพรรดิ ผิดกับเอ้อร์หนาฮองเฮาที่เดิมเป็นองค์หญิงจากต่างแคว้นและแต่งงานข้ามขั้นกลายเป็นฮองเฮา


ทว่า... บัดนี้ได้มีซีซิวหรงที่กลายเป็นคนโปรดของจักรพรรดิขึ้นมาอีกคน เหล่าพระสนมจึงพากันจับตาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น


“นังสารเลวเลี้ยงไม่เชื่องผู้นั้น หม่อมฉันจะจับนางฉีกเป็นร้อยพันชิ้น...!


ซินเจาเยวี่ยนกำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปในมือตนเอง ลี่กุ้ยเฟยเจ้าของตำหนักหรูหรางดงามริมทะเลสาบกลับยังมีท่าทีสงบ หยิบอาหารเม็ดส่งให้นกแก้วสีสันฉูดฉาดในกรงทอง


แม้ตำหนักฉู่ชิ่วจะงดงามจับตาและเต็มไปด้วยเครื่องเรือนวิจตร ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเลยที่ผิดต่อกฎเกณฑ์ของตำแหน่งกุ้ยเฟย แสดงให้เห็นถึงการระวังตัวเป็นอย่างดีทุกระเบียบนิ้ว


ก่อนหน้านี้อาจเคยมีไว้ประกาศศักดาข่มขวัญเอ้อร์หนาฮองเฮา ทว่าเมื่อองค์จักรพรรดิได้เสด็จกลับมา ข้าวของที่แสดงฐานะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประมุขตำหนักในก็อันตรธานหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน


ลี่กุ้ยเฟยลูบนกตัวน้อยในกรง แหวนหยกเนื้อดีทว่าออกจะราบเรียบเกินไปเมื่อเทียบกับเครื่องประดับอื่นๆ บนตัวส่องประกายวิบวับบนฝ่ามือขาวไร้ตำหนิ เอ่ยกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม


“ผู้ที่เจ้าควรแค้นเคืองคือหลินเต๋อเฟยและซีซิวหรง”


“กุ้ยเฟยหมายถึง...”


“นางกำนัลจิวเมี่ยวเป็นคนของหลินเต๋อเฟย ตั้งใจยุยงสวีซิวเยวี่ยนให้ทำเรื่องโง่เขลา ซีซิวหรงกลับซ้อนแผนนางอีกที หุ่นคุณไสยจึงถูกฝังอยู่ในตำหนักของสวีซิวเยวี่ยน เสียดายเรารู้ตัวช้าไปและข้าก็มิอาจรู้ได้ว่านางใช้วิธีใดและมีผู้ใดช่วยเหลือ”


ซินเจาเยวี่ยนไม่อาจเอ่ยถามหรือรู้สึกกังขา เมื่อลี่กุ้ยเฟยมักคาดเดาสิ่งใดได้แม่นยำอยู่เสมอ “ขอลี่กุ้ยเฟยโปรดชี้แนะ ตั๋วขึ้นเงินของสกุลเฉินนั่นจะทำเช่นไรเพคะ”


“ตั๋วขึ้นเงินใบเดียวนับเป็นอะไร หากจับตัวแม่หมอได้มิใช่จะน่าเชื่อถือกว่าหรือ”


ลี่กุ้ยเฟยยิ้มแย้มบางเบา ความงามล่มเมืองนี้มักทำให้บุรุษตาพร่าและทำให้สตรีหวั่นเกรงอยู่เสมอ นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกังวานรื่นหู มีจุดรอยยิ้มยวนใจอยู่น้อยๆ ยังมุมปาก


“เพียงแต่ยามนี้ต้องปล่อยหลินเต๋อเฟยผู้นั้นไปก่อน นางเองกำลังวางแผนการใหญ่เกินกำลัง ฝ่าบาทไม่มีทางไม่พิโรธ อีกไม่นานคงมีจุดจบที่แย่ยิ่งกว่าสวีซิวเยวี่ยน ทั้งครั้งนี้ก็จะลากเอ้อร์หนาฮองเฮามาเกี่ยวด้วย”


“เพคะ” ได้ยินว่าลี่กุ้ยเฟยมีแผนการรับมือในใจแล้ว ซินเจาเยวี่ยนก็สงบใจลงได้ “แล้วซีซิวหรง?”


“แล้วแต่ฝ่าบาทจะมีท่าทีเช่นไร” ลี่กุ้ยเฟยว่า สะบัดแขนเสื้อลุกขึ้นจากตั่งไม้จันทร์ “แต่อย่างไรก็ยังต้องเก็บสวีซิวเยวี่ยนไว้ นางยังมีประโยชน์”


สามวันถัดมา ปรากฏว่าแม่หมอผู้ทำคุณไสยถูกจับกุมได้ แม่เฒ่าอายุเจ็ดสิบกว่าปีนั้นมีคุณไสยมากมายในครอบครองจริง ทว่าอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ยอมรับ เมื่อนำมาให้นางกำนัลจิวเมี่ยวชี้ตัว นางก็ร้องว่ามิใช่ แต่การสอบสวนในคดีเช่นนี้ย่อมรุนแรงหนักหน่วง สุดท้ายแม่หมอพลันกลับคำให้การว่านางทำคุณไสยหุ่นดินเหนียวขึ้นมา เมื่อค้นตัวกลับพบตั๋วขึ้นเงินของตระกูลสวี ส่วนนางกำนัลจิวเมี่ยวก็สิ้นใจห้องกักขังในเวลาต่อมา


ผลสรุปออกมาว่า นางกำนัลจิวเมี่ยวนั้นทำตามคำสั่งของสวีซิวเยวี่ยน พอผิดพลาดจึงกล่าวอ้างไปถึงซินเจาเยวี่ยนและลี่กุ้ยเฟย เนื่องจากผูกใจเจ็บที่เคยถูกสั่งลงโทษในอดีต


องค์จักรพรรดิและฮองเฮาตั้งใจพระราชทานแพรขาวสามฉื่อให้สวีซิวเยวี่ยน อย่างน้อยนางยังได้ฆ่าตัวตายอย่างมีเกียรติ ทว่าลี่กุ้ยเฟยกลับมาทนคุกเข่าตากแดดขอร้องแทนอยู่หน้าตำหนักคุนหนิง


“ขอให้ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงเห็นแก่สวีซิวเยวี่ยนที่รับใช้มานาน ได้โปรดไว้ชีวิตนางด้วยเพคะ ในเรื่องนี้หม่อมฉันเองก็มีส่วนผิดฐานที่ละเลยการอบรมสั่งสอนคนของตน จึงอยากคุกเข่าขอร้องให้นางไปสำนึกอยู่ยังตำหนักเย็นแทนเพคะ”


น้อยครั้งที่ลี่กุ้ยเฟยจะออกหน้าถึงเพียงนี้ สุดท้ายองค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงจึงเห็นแก่นาง ถ่ายทอดพระราชโองการให้ลดขั้นสวีซิวเยวี่ยนลงเป็นสวีไฉเหรินแล้วย้ายไปพำนักยังตำหนักเย็น


หลิวซีหลงฟังข่าวอยู่ในตำหนัก ได้ยินว่าพอสวีซิวเยวี่ยนได้ฟังราชโองการจบก็กรีดร้องคร่ำครวญปานจะขาดใจ เอาแต่เพ้อหาองค์จักรพรรดิ พร่ำขอโทษสำนึกผิดยามถูกลากออกไปเป็นที่น่าสังเวชยิ่งนัก


“นับว่าลี่กุ้ยเฟยโหดเหี้ยมจริงๆ”


มู่หลันเอ่ยยามกดจุดนวดศีรษะให้ผู้นาย ไม่น่าเชื่อว่าไม่นานก็สามารถหาแพะรับบาปและทำตนเป็นแม่พระทั้งที่จริงเป็นการฆ่าอีกฝ่ายให้ตายทั้งเป็น


“เจ้าเคยไปตำหนักเย็นหรือ” พระสนมตัวปลอมอดลืมตาขึ้นถามไม่ได้


“เจ้าค่ะ ผู้น้อยเคยติดตามผู้เป็นนายไปดูสภาพความเป็นอยู่ ผู้ที่ถูกคุมขังหากไม่เป็นสตรีชราพิกลพิการก็สติวิปลาสไปแล้ว ขันทีที่คุมตำหนักเย็นล้วนมีนิสัยดุร้ายเกียจคร้าน บางคราก็นำข้าวสุนัขไปให้พวกนางทาน บางคราก็สั่งให้ทำงานหนักหน่วงและทุบตีระบายอารมณ์ ไม่ตายก็ไม่ต่างจากตายไปแล้ว พระสนมส่วนมากที่ไม่เคยทำงานหนักยิ่งเกรงว่าจะอยู่ได้ไม่นาน”


เช่นนั้น สำหรับสวีซิวเยวี่ยนแล้ว ถ้าหากตายไปตอนนี้ยังได้ยศพระสนมเอกติดตัว ถือว่ายังดีกว่าอยู่เป็นซากในตำหนักเย็นของต้าหลิงที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าที่ใดทั้งยังไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากอีกเลยเช่นนี้

 



ดวงจันทร์กลมโตแขวนเหนือยอดไม้พลิ้วไหว เสียงจิ้งหรีดเรไรดังระงมมาให้ได้ยินอยู่บ้าง ขันทีส่วนพระองค์หวงเหวินพลันปรากฏตัวขึ้นที่ตำหนักผิงอัน เชิญพระสนมตัวปลอมให้ขึ้นราชรถหงส์เหินไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง


ราชรถหงส์เหินหยุดลงที่ตรอกซอยแห่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นวังหน้า ก่อนที่หวงเหวินจะเป็นผู้จุดโคมนำทางไป ตลอดเส้นทางเงียบสงัด พลันคนผู้สุขุมนิ่งมาตลอดก็ได้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันเบา


“พระสนมมีสิ่งใดไม่สบายใจใช่หรือไม่”


หลิวซีหลงหัวเราะเบาๆ “ก่อนหน้านี้ก็มีบ้าง แต่ตอนนี้คิดตกแล้ว”


หวงเหวินยกยิ้มอบอุ่น สีหน้าเฉกเช่นผู้ผ่านโลกมานานนั้นยิ่งทำให้คนเคารพนับถือ แม้จะไม่คุ้นเคยแต่ก็วางใจจะสนทนาเรื่องในใจด้วยอยู่หลายส่วน แต่การที่จู่ๆ คนผู้นี้มาแทนที่จางกงกงที่แสนจะเจ้าเล่ห์กลับกลอกได้แสดงว่าย่อมไม่ธรรมดา หลิวซีหลงยังจำครั้งที่เขาถูกฝ่าบาทพิโรธเนื่องจากแอบทดลองยาพิษ หวงเหวินผู้นี้ก็ยืนสงบอยู่ในห้องด้วย


“ดียิ่ง หลายวันมานี้ฝ่าบาททรงกังวลพระทัย คิดทบทวนเกี่ยวกับพระสนมอยู่หลายคราจนบางครั้งทำให้เหม่อลอยเวลาอยู่ตามลำพัง”


คนฟังกลับนึกภาพหลี่ลู่จินนั่งเหม่อเพราะคิดถึงเขาไม่ออก มิใช่ว่าคนผู้นั้นจะกลัวว่าเขาไม่เด็ดขาดกล้าลงมือเพียงพอหรอกหรือ หลิวซีหลงพลันพ่นลมหายใจเสียงดัง กระตุกยิ้มเสียมารยาทขึ้นมา


“ขอฝ่าบาทอย่าได้กังวล ตัวข้าแยกแยะออกว่าควรเอาหรือไม่ควรเอาสิ่งใดเป็นอารมณ์”


หวงเหวินยังคงเอ่ยอย่างละมุนละม่อม “พระสนมเข้าใจผิดแล้ว ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับพระสนมจริงๆ ทรงไม่ต้องการให้ท่านรู้สึกลำบากใจหรือรู้สึกผิดไปตลอด”


“แน่แล้วว่าข้าอาจมีความรู้สึกเหล่านั้น แต่ย่อมไม่รบกวนสิ่งที่ต้องกระทำตามหน้าที่แน่นอน ข้าเองเอ่ยหลายครั้งแล้วว่าข้ามิใช่ผู้ทำสิ่งใดครึ่งๆ กลางๆ”


            หวงเหวินยิ้มตอบ มิได้เอ่ยสิ่งใดอีก พวกเขาเดินตามระเบียงไม้มาเรื่อย จนในที่สุดก็ถึงหอสูงเจ็ดชั้น เป็นหอตรวจตราราชวังที่สูงที่สุดและใช้เป็นหอชมนครต้าหลิง สูงยิ่งกว่าป้อมกำแพงเสียอีก


            หลิวซีหลงแต่ไหนแต่ไรก็เป็นแค่แพทย์หลวง ทั้งชีวิตไม่เคยเหยียบขึ้นหอชมนคร รู้สึกฉงนในใจและคาดเดาองค์จักรพรรดิผู้นี้ไม่ถูก


            ราชองครักษ์สองคนค้อมศีรษะให้หวงเหวิน คนผู้หนึ่งไว้หนวดเครา คิ้วหนา ดวงตาเข้มดุดันคล้ายเทพทวารบาลเฝ้าประตู แต่งกายมียศมากกว่าองครักษ์ปกติ เขาคำนับอย่างนอบน้อม แต่ปากกลับเอ่ยกึ่งคำรามท่าทางไม่พอใจคล้ายจะฟ้องร้อง “เด็กเปรต...”


            หวงเหวินเหลือบมองเป็นเชิงเตือน เอ่ยเสียงเรียบ “รองหัวหน้าราชองครักษ์ซิน”


            รองหัวหน้าราชองครักษ์ส่งเสียงฮึมฮัมในคอ “หัวหน้าราชองครักษ์อู๋หลังจากหายหัวไปหลายวันสุดท้ายก็โผล่มาจนได้ อีกทั้งยังมารอพบท่านอยู่นี่ หากรำคาญเขาก็บอกกับข้าได้ไม่ต้องเกรงใจ”


            “ขอบคุณท่านแล้ว” หวงเหวินยิ้ม แววตาเมตตาปรานี หลิวซีหลงยิ่งรู้สึกฉงนสนเท่ห์เข้าไปอีก ดูเหมือนหลี่ลู่จินจะชอบเก็บคนนิสัยประหลาดไว้รอบตัวจริงๆ


ภายในตกแต่งอย่างเรียบง่ายคล้ายห้องรับรองที่มีเพียงเครื่องเรือนสำหรับใช้สอยจริง ดูองอาจห้าวหาญ พลันคนผู้หนึ่งได้ส่งเสียงร้องมาก่อนตัว “ท่านอา!


อู๋หนิงเหอที่แต่งกายในชุดราชองครักษ์แบบลำลองโผล่ออกมาจากข้างเสา มองหลิวซีหลงแล้วคำนับอย่างมีมารยาท “ฝ่าบาทเชิญพระสนมด้านบนที่ชั้นเจ็ด”


หลิวซีหลงยังไม่ทันได้ขยับ จู่ๆ อู๋หนิงเหอก็ทรุดลงคุกเข่าเบื้องหน้าขันทีส่วนพระองค์ พลันดวงตาคู่กลมมีน้ำไหลออกมาขับใบหน้าอ่อนเยาว์ให้ดูงอแง ทำเอาพระสนมตัวปลอมก้าวขาไปต่อไม่ถูก ได้แต่ยืนดูเหตุการณ์พิลึกเบื้องหน้า แทบคาดไม่ถึงว่านี่คือคงที่สร้างสถานการณ์ปั่นหัวนางกำนัลจิวเมี่ยวเมื่อวันก่อน


“ท่านอา... ตั้งแต่มาต้าหลิงท่านก็เอาแต่หลบหน้าข้า คนบัดซบผู้นั้นไหนเลยยังส่งท่านกลับมานี่!


หวงเหวินเองก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหุนหันพลันแล่นถึงเพียงนี้ มองไปยังซีซิวหรงอย่างเก้อกระดาก ก่อนขมวดคิ้วแล้วพยายามฉุดสุนัขขนฟูตัวยักษ์ที่หูหางตกราวกับถูกทิ้งขึ้นมา


“คนบัดซบอะไร เจ้าระวังปาก” หวงเหวินดึงอีกฝ่ายขึ้นก็ไม่ค่อยเป็นผล เนื่องจากอู๋หนิงเหอมีรูปกายสูงใหญ่เทียบเท่าองค์จักรพรรดิ ส่วนหวงเหวินกลับเป็นเพียงขันทีรูปร่างค่อนข้างจะผอมบางคนหนึ่ง


“คนไร้ยางอายก็ได้!


“อะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เจ้าพูดถึงจิ้นอ๋องอย่างนั้นได้อย่างไร!


จิ้นอ๋อง? สมองของแพทย์หลวงหนุ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว จิ้นอ๋องยามนี้ก็มีอยู่ผู้เดียวคือองค์ชายห้าหลี่ลู่หยาง ผู้มีความดีความชอบในการปราบกบฏหกแคว้นร่วมกับอวิ๋นอ๋อง ทั้งยังครองแคว้นจิ้นอยู่ด้วย ว่ากันว่าจิ้นอ๋องผู้นี้นอกจากมีอุปนิสัยประหลาดชอบเหม่อลอยแล้ว ยังสามารถดูดวงชะตาความเป็นไปได้แม่นยำยิ่งกว่าโหรหลวงเสียอีก


“แล้วท่านยอมมาต้าหลางทำไม ใช่ข้าปรนนิบัติองค์จักรพรรดิไม่ดีหรือ หรือไคกั๋วกงไม่ได้ความ หรือแม่ทัพสิงห์คำรณพึ่งพาไม่ได้”


“เจ้า...” ขณะที่อู๋หนิงเหอตอแยจนหวงเหวินเริ่มมีสีหน้าดำคล้ำ องค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงพลันปรากฏตัวขึ้น


“หนิงเหอ เจ้าลุกขึ้นก่อน”


น้ำเสียงไม่ได้ตำหนิติเตียนอะไร แต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มลุกขึ้นมาได้ ก่อนหลบไปยืนข้างๆ แล้วเช็ดน้ำตาอย่างเงียบงัน ทว่าเบื้องหลังหลี่ลู่จินกลับมีบุรุษอีกผู้ตามมาด้วย ดวงหน้าคล้ายคลึงหลี่ลู่จินถึงเจ็ดแปดส่วน แต่ท่าทางผ่อนคลายและไม่ถือตัว  สวมใส่ด้วยอาภรณ์เนื้อดีและกวานสีเงิน มีพัดกระดาษวาดลวดลายต้นไผ่อยู่ในมือ ดูแล้วคงมิได้มีฐานะธรรมดา


บุรุษแปลกหน้าจดจ้องเขาสักพักอย่างพิจารณาจากนั้นจึงค้อมคำนับ “ลู่หยางคำนับซีซิวหรง”


หลิวซีหลงได้สติ รีบทำความเคารพกลับ “มิกล้า หม่อมฉันขอคำนับจิ้นอ๋อง”


อู๋หนิงเหอเห็นบุรุษผู้นี้ก็คล้ายกับเดือดพล่านขึ้นมา จ้องด้วยสายตาปานจะเอากระบี่ฟันเสียเดี๋ยวนี้ กัดฟันกรอดๆ จนสันกรามขึ้นปูดโปน แต่บนแก้มยังมีคราบน้ำตาเกรอะกรังทำให้ดูน่าขันมากกว่าน่ากลัว


จิ้นอ๋องมองหัวหน้าราชองครักษ์ยิ้มๆ “พี่สี่ ระหว่างทางกลับที่พัก ข้ากลัวจะมีคนลอบติดตาม มิสู้ขอลูกสุนัขอารักขาไปสักตัว”


“ลูกสุนัขบิดาเจ้-!


“ย่อมได้ หนิงเหอ ฝากเจ้าคุมกันจิ้นอ๋องด้วย คืนนี้ก็รั้งอยู่อารักษ์ที่จวนไปก่อน”


องค์จักรพรรดิคล้ายจะไม่ถือสากิริยาใดๆ ของเด็กหนุ่มก็จริง แต่เมื่อออกคำสั่งแล้วเด็กหนุ่มล้วนไม่อาจไม่กระทำได้ หลิวซีหลงพลันคล้ายเห็นอาการหูตกหางตกของอู๋หนิงเหอ มองหลี่ลู่จินด้วยสายตาตัดพ้อ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปแยกเขี้ยวใส่จิ้นอ๋องที่คงมีนิสัยชอบเย้าแหย่เป็นนิตย์ เห็นความคั่งแค้นของอีกฝ่ายเป็นเรื่องสนุก


“ทูลลา”


หัวหน้าราชองครักษ์กระฟัดกระเฟียดติดตามไป องค์จักรพรรดิกลับหันมาหาหลิวซีหลง ก่อนที่จะยื่นมือออกมา


แม้จะรู้สึกทั้งงุนงงทั้งกระดากใจ แต่หลิวซีหลงก็มิได้ปฏิเสธท่าทางคล้ายเชิญสตรีนั้น วางมือบนฝ่ามืออีกฝ่าย ให้หลี่ลู่จินช่วยประคองขึ้นบันได้ไป เพราะกระโปรงที่สวมค่อนข้างรุ่มร่าม หากกลิ้งตกลงมาคงไม่น่าดูนัก


หวงเหวินรักษาระยะห่างตามขึ้นมา จนเมื่อพวกเขาขึ้นถึงชั้นเจ็ดก็ถอยออกไปอยู่ไกลๆ


สายลมปลายคิมหันต์พัดจนเส้นผมและอาภรณ์ปลิดปลิว พลันซีซิวหรงรู้สึกว่าตนเองอยู่ระหว่างฟ้าและดิน เบื้องหน้าม่านฟ้าสีดำสนิทแผ่ปกคลุมไปทั่วมหานครอันยิ่งใหญ่ จุดแสงโคมเรียงรายกันเจิดจ้าราวอัญมณีประดับอยู่ตามเงาโครงสร้างของตึกอาคารสูงตระหง่าน แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุถึงขีดสุดของต้าหลิง


ครั้งแรกที่ทอดสายตาลงไปในใจรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของตนที่ยืนอยู่เหนือใต้หล้า พลันแวบต่อมา กลับรู้สึกว่าตนเองเล็กจ้อยไม่อาจเทียบทิวทัศน์อันน่าหวั่นเกรงนี้


ความรู้สึกผู้ขององค์จักรพรรดิจะเป็นเช่นนี้หรือไม่?


“ยามไม่สบายใจ ข้ามักจะขึ้นมาที่นี่ แล้วทอดมองลงไป”


หลี่ลู่จินอยู่เคียงข้างเขา รูปหน้าสลักเสลาต้องลมแล้วกลับดูเปลี่ยวดายอย่างประหลาด หลิวซีหลงอดคิดในใจไม่ได้ว่าถึงอีกฝ่ายจะมีเหตุผลมากมายอยู่เหนืออารมณ์ แต่ก็ยังเป็นเพียงมนุษย์ การตัดสินใจอะไรเขาไม่อาจจะไปคิดแทน


“...ท่านรู้สึกผิดต่อสวีซิวเยวี่ยนหรือ”


“สตรีวังหลังหากทำผิดก็ต้องรับโทษทัณฑ์เช่นนี้”


หลี่ลู่จินเอ่ยตอบไปอีกอย่างหนึ่ง ก่อนผินหน้ามองเขา “เจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการจะถามหรือไม่”

 



50%

เปิดช่วง Q&Aกับหลี่ลู่จิน สงสัยอะไรก็ถามไปเลยอิตาซีหลง

สรุปวันนี้อัปเต็มตอนไม่ไหวค่ะ 5555555  เอาเท่านี้ไปก่อนละกัน TT อาจจะเต็มตอนไม่ก็ครึ่งตอนนะคะ วันนี้เผอเรอมาก เขียนดึกดื่นไปหน่อย ส่วนวังหน้าวังหลังก็สลับกันไปเนอะ เปลี่ยนบรรยากาศ แต่บอกก่อนว่าตัวละครมีชื่อทุกตัวในตอนนี้กล่าวถึงก่อนหน้ามาหมดแล้ว(ยกเว้นแม่หมอแพะรับบาป) บ่ได้งอกใหม่นะคะ ฮา ขอบคุณที่ตามอ่านกันค่ะ

ปล.ตอนที่แล้วเบลอจนเขียนซินเจาเยวี่ยนเป็นซินเจาหรง เขินเลย 55555


หลิวซีหลงนิ่งอึ้งไปสักพัก แน่นอนว่าเขามีสิ่งที่สงสัยมากมาย ก่อนจะเอ่ยปาก


“เหมยอิง...”


“นางสบายดีและอยู่ในที่ซึ่งปลอดภัย”


อย่างนี้ตอบก็เหมือนไม่ตอบ แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นคำมั่นแล้วกัน หลิวซีหลงแอบกลอกตาในใจ ดูเหมือนเขาจะต้องเลือกคำถามให้ถูกด้วยว่าหลี่ลู่จินผู้นี้อยากจะตอบหรือไม่


ลมคิมหันต์พัดแรงขึ้นมาจนบรรดาธงต้าหลิงปลิวไสว เนื่องจึงอยู่บนที่สูงจึงทำให้หนาวเย็นกว่าปกติแม้จะอยู่ในฤดูร้อน หลี่ลู่จินถอดเสื้อคลุมกันลมของตนเองคลุมให้คนข้างตัว ท่วงท่าสุขุมจริงจังทำให้อ้าปากปฏิเสธไม่ออก


กลิ่นกฤษณาอำพันโอบล้อมตัวเขา หลิวซีหลงพยายามไม่ทำสีหน้าพิลึก ดึงกระชับเสื้อคลุมสีเข้มเนื้อดีนั้น


“เหตุการณ์เมื่อครู่เป็นมาอย่างไร คนรอบตัวท่านช่างพิลึกนัก”


องค์จักรพรรดิมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น “หากจะให้เล่าก็คงต้องเท้าความไปก่อน ไม่รู้ว่าเจ้าอยากฟังหรือไม่”


“นานๆ ทีท่านจะเปิดปาก ข้าไม่ฟังได้อย่างไร”


หลิวซีหลงเปิดยิ้มน้อยๆ ขึ้น มองกลุ่มเมฆที่ลอยเลื่อนเคลื่อนออกจากดวงจันทร์


“หกปีก่อนที่ข้าออกปราบกบฏด้วยตนเอง... นั่นเป็นเพราะไม่ต้องการนั่งบัลลังก์อยู่ในสภาพที่อ่อนแอไร้กำลัง ถูกชักเชิดไปทางใดก็ต้องไปทางนั้น ทว่าหลังจากเหตุการณ์หนึ่งกลับไม่อาจทนได้อีก”


“เหตุการณ์ใด” หลิวซีหลงรู้สึกว่าหัวใจภายในอกรู้สึกอื้ออึง เรื่องที่แต่เดิมฟังมาจากเหลาสุรา ไยวันหนึ่งเขาจะได้ยินจากปากองค์จักรพรรดิ


“ข้าสูญเสียบุตรสองครั้ง”


“...เป็นบุตรในครรภ์หลินเต๋อเฟยใช่หรือไม่”


“ใช่” หลี่ลู่จินยามเล่ามิได้สบตาเขา แต่มองออกไปไกลแสนไกล “ตั้งแต่ยังเป็นรัชทายาท ข้ามิได้ใส่ใจเหล่าสนมเท่าใด เพียงแค่หลินเหลียงตี้ในยามนั้นพออยู่ด้วยแล้วสบายใจ คอยฟังข้าที่อ่อนแอโง่เขลาพร่ำเพ้อถึงความกังวลใจ มิคาดนางจะสรรหายาแสวงบุตรและติดสินบนขันทีที่ยกยาคุมกำเนิดไปให้จนตั้งครรภ์”


“แท้แล้วมิใช่ความตั้งใจของท่าน”


หลี่ลู่จินพยักหน้า “ยามนั้นสถานะรัชทายาทของข้าและความสัมพันธ์กับพระบิดาเปราะบางอย่างยิ่ง ไม่สมควรมีทายาท ทว่าเด็กไม่มีความผิด เสียแต่สุดท้ายก็มิได้เกิดมา”


 สีหน้าผู้พูดราบเรียบอย่างยิ่ง นิ่งสงบจนหลิวซีหลงไม่รู้จะแสดงท่าทางอย่างไร


“นั่นเป็นฝีมือพระมารดา”


“ว่านฮองไทเฮาน่ะหรือ!?”


คนฟังพลันสะดุ้ง เดิมรู้อยู่แล้วว่าความสัมพันธ์ขององค์จักรพรรดิและว่านฮองไทเฮาในเวลานี้นับว่าอยู่คนละฝ่าย ทว่าวันก่อนที่องค์จักรพรรดิเล่าถึงยามถูกพิษที่ทำให้ลิ้นเสียรสสัมผัส กลับยังมีแววผูกพันห่วงหากับมารดาอยู่ไม่น้อย


ใช่ทั้งรักทั้งเกลียดหรือไม่ เช่นเขากับบิดามารดาที่บ้านที่ไม่ลงรอยกัน แต่อย่างไรก็ตัดกันไม่ขาด


“พระมารดาคำนึงถึงอนาคตข้าเสมอ คำนึงถึงทุกลมหายใจเข้าออก ทุกการขยับตัว ตั้งแต่เด็กล้วนต้องให้คนคอยจับตามองอยู่เสมอ ไม่อาจให้ก้าวออกจากเส้นทางที่วางไว้ ข้าเคยเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นความรักอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งหลังจากได้รับการแต่งตั้ง ข้ากลับเริ่มคิดได้ว่าการได้รับตำแหน่งมานั้นไม่ถูกต้อง”


“ไม่ถูกต้องอย่างไร”


หลี่ลู่จินเหลือบตามองเขาเล็กน้อย “ข้าถูกยาพิษ พระมารดาร้องไห้คร่ำครวญ พระบิดาจึงยอมผิดราชประเพณีตั้งองค์ชายที่เกิดจากกุ้ยเฟยขึ้นเป็นรัชทายาทนั้นเหมาะสมหรือ”


แม้หลี่ลู่จินในเวลานั้นอาจจะมีคุณสมบัติเหมาะสม แต่อวิ๋นอ๋องหลี่ลู่เฉิงกลับเป็นพระโอรสที่กำเนิดจากเซียวฮองเฮา อย่างไรก็ควรทำตามประเพณีแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท สิ่งนี้มิคาดจะติดค้างอยู่ในใจของบุรุษเบื้องหน้า หากให้พูดตามตรงก็คงนับว่าไม่สง่างามนัก


หวนนึกไป เวลานั้นหลิวซีหลงเยาว์วัยเกินกว่าจะสนใจเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ในวัง แต่ยังเคยได้ฟังพวกบัณฑิตผู้ใหญ่วิจารณ์เรื่องนี้ ทั้งบอกว่าองค์ชายสี่หลี่ลู่จินนั้นเหมาะสมทุกประการ แต่บางคนก็กล่าวว่าองค์ชายหกหลี่ลู่เฉิงเองก็โดดเด่น ทำเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าหวากุ้ยเฟยมารดาองค์ชายสี่ใช้เล่ห์กลตั้งใจกดดันฝ่าบาททางอ้อมหรอกหรือ


 “ปีทีเกิดเรื่องวางยาพิษ พระบิดาแต่งตั้งข้าเป็นองค์รัชทายาทแม้จะมิได้พอพระทัยนัก ปีต่อมาพระมารดาจึงจัดการให้ข้าหมั้นหมายกับเฉินซิ่วหยาตอนอายุสิบสามเพื่อให้สถานะมั่นคงยิ่งขึ้น ก่อนจะแต่งนางเป็นไท่จื่อเฟยตอนอายุสิบห้า”


 เรื่ององค์ชายสี่หลี่ลู่จินถูกยาพิษมิได้แพร่งพรายออกไป ผู้คนกังขาในตำแหน่งรัชทายาท แต่ตระกูลว่านได้ผนึกกำลังร่วมกับตระกูลเฉินอยู่ในคณะขุนนาง จึงทำให้เรื่องการคัดค้านนี้ไม่ได้เสียงสนับสนุนมากนัก


สรุปแล้ว ว่านฮองไทเฮาได้ปูเส้นทางแห่งอำนาจให้พระโอรสของตัวเองมาตลอดและต้องการควบคุมบงการต่อไป แม้จะมีสถานะเป็นมารดาขององค์จักพรรดิ หลี่ลู่จินที่เติบโตมาท่ามกลางหูตามากมายจึงไม่อาจเคลื่อนไหวคิดทำสิ่งใดได้ จนเมื่อว่านฮองไทเฮาลงมือกับหลานของตัวเองแท้ๆ


“ครั้งแรกข้าพอเข้าใจว่าทำไมพระมารดาถึงต้องลงมือ ทว่ายามเมื่อข้าขึ้นครองบังลังก์ พระมารดาก็ไม่ละเว้นเด็กคนที่สองอีกเช่นกัน เหตุผลคือเพราะทรงต้องการให้พระโอรสองค์แรกเกิดจากเฉินกุ้ยเฟยเท่านั้น และทรงคิดไว้แล้วว่าข้าควรมีลูกกับสนมผู้ใดบ้าง เป็นลำดับเท่าใด”


“นี่ออกจะ...” หลิวซีหลงอดขมวดคิ้วไม่ได้ “เกินเลยไปมาก”


ใจบุรุษเขาเกือบจะคำรามว่านี่ออกจะไม่ต่างจากเลี้ยงสัตว์ตัวหนึ่ง


“เหมือนเลี้ยงสัตว์ใช่หรือไม่” หลี่ลู่จินแค่นยิ้มออกมา ก่อนที่รอยยิ้มจะจางไป


“หากมีส่วนใดที่ข้าไม่เหมาะกับการเป็นผู้ปกครองใต้หล้า คงเป็นเพราะข้าไม่อาจให้ลูกกำเนิดมาเป็นดั่งข้าและพี่น้องอื่นๆ หากเป็นเช่นนั้น มิสู้ให้ไม่มีเด็กเกิดมาจะดีกว่า”


องค์ไท่ซู่หวงตี้มีสนมชายามากมาย แต่สุดท้ายแล้วเหล่าโอรสเกือบสามสิบกว่าคนกลับเหลือรอดอยู่เพียงสาม หนึ่งคือหลี่ลู่จิน องค์จักรรพรดิแห่งต้าหลิง สองคือจิ้นอ๋องหลี่ลู่หยาง และสามคืออวิ๋นอ๋องหลี่ลู่เฉิงนั่นเอง ที่เหลือนั้นหากไม่ตายก็ต้องอาญาหรือปลดเนรเทศเป็นสามัญชน


กับผู้อื่นอาจโหดเหี้ยมได้ แต่กับเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองกลับยากที่จะตัดใจ หลิวซีหลงอดเอื้อมไปแตะบ่ากว้างนั้นเบาๆ ไม่ได้


หลี่ลู่จินหันมา หลิวซีหลงรีบดึงมือออก คิดว่าอาจะไม่เหมาะในเวลานี้ “ข้าขออภัย”


องค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงพลันคว้ามือเขาไปวางยังไหล่ของตนเหมือนเดิม มือดั่งเหล็กกล้านั้นแข็งแรงทว่ากลับเย็นเฉียบยามจับมือไว้อย่างกระชับ กระแสความอบอุ่นคล้ายจะถ่ายทอดผ่านสัมผัสแผ่วเบา นัยน์เนตรสีดำสั่นไหวยามมองลงมา ก่อให้เกิดคลื่นน้ำใจคนถูกมอง ตัดสินใจเบื้อนสายตาไป


 “จากนั้น ข้าได้นำศักดิ์ศรีและความหยิ่งทระนงกลับคืนมาแล้วแบกไว้เต็มบ่า การออกปราบกบฏเป็นวิธีเดียวที่ข้าจะสามารถนำอำนาจกลับคืนมา เป็นครั้งแรกที่ข้าขึ้นเสียงโต้เถียงกับพระมารดาและฝ่าฝืนคำสั่งอย่างรุนแรง ช่วงแรกข้านำทัพใช้กำลังเข้าหักหาญ คิดว่าพวกกบฏย่อมสมควรตาย”


“แต่แท้แล้วคนเหล่านั้นล้วนถูกต้าหลิงขูดรีดขูดเนื้อ นำภาษีมาผลาญ ในขณะที่ชาวหกแคว้นอดยากจากภัยพิบัติ ชาวต้าหลิงกลับจัดงานเลี้ยงเจ็ดวันเจ็ดคืน ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นผลมาจากการลุ่มหลงสตรีงามของบิดาข้า สตรีวังหลังที่ต้องการความสุขสบาย และขุนนางที่ไม่รู้จักพอ”


“ปราบกบฏอยู่สามเดือน ข้าจึงได้พบหนิงเหอ ยามนั้นเป็นเพียงเด็กสิบขวบเท่านั้น”


หลี่ลู่จินเปิดรอยยิ้มบาง สีหน้ามีชีวิตชีวาขึ้นและอบอุ่นจนหลิวซีหลงคิดว่าหากอีกฝ่ายมีลูกชายก็คงมองด้วยสายตาเช่นนี้ พาให้รู้สึกอุ่นวาบในใจอย่างประหลาด มือใหญ่จับมือเขาไปสัมผัสรอยแผลเล็กๆ เหนือเรียวคิ้วเข้ม


“รอยนี้เจ้าสังเกตเห็นในคืนนั้นที่เฉียงชิง”


“ท่านยังจำได้อีกหรือ!” หลิวซีหลงแทบหลุดสบถ หน้าร้อนขึ้นเล็กน้อย ยังจำได้ว่าเขากลัวแทบตายว่าหากร่วมกันคืนกันแล้วความจะแตก ที่ไหนได้อีกฝ่ายกลับรู้ว่าเขาเป็นบุรุษตั้งแต่แรก


“เป็นฝีมือหนิงเหอ”


“จริงหรือ”


“จริง” พลันหลี่ลู่จินหลุดหัวเราะออกมาหนึ่งคำรบ “ข้ากำลังสอบสวนโจรภูเขากลุ่มหนึ่งในแคว้นเยี่ย เขาพลันออกจากที่ซ่อนตัวแล้วเขวี้ยงหินใส่ศีรษะข้าจนหัวล้างข้างแตก โลหิตไหลลงตามหน้า ซินจางหมิงซึ่งเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ในยามนั้นโมโหอย่างมาก ตอนจะจับเขามาได้ อู๋หนิงเหอเด็กกำพร้าผู้นั้นกลับไม่กลัวตาย ชี้หน้าด่าข้าว่า ตัวกินภาษีสารเลว


คนพูดไม่มีท่าทางแค้นเคือง ติดจะคล้ายเล่าเรื่องว่าวันนี้บุตรชายตัวเองวาดรูปอะไรให้ดู คนฟังกลับอ้าปากค้าง หมดคำจะพูด


ใต้หล้านี้จะมีผู้ที่กล้าไม่กลัวฟ้าดินเช่นนี้อีก มิหนำซ้ำยามยังเป็นเพียงเด็กสิบขวบ!


“จางหมิงได้ยินยิ่งเลือดขึ้นหน้า ข้าเองก็รู้สึกขุ่นเคือง ลงจากอาชาแล้วก้าวไปต่อหน้าเขา ถามว่าเหตุใดจึงปากกล้าเช่นนี้ จึงรู้ว่าต้าหลิงขูดรีดแคว้นเยี่ยสั่งให้ส่งบรรณาการมหาศาล ผลจึงตกกับประชาชน บิดาของเขาเป็นขุนนางเล็กๆ โดนปลดออกเพราะพยายามหาความยุติธรรมให้แคว้นเยี่ย ต่อมาแขวนคอตายเรียกหาความบริสุทธิ์ มารดาป่วยไข้และตรอมใจในเวลาต่อมา หนิงเหอถูกญาติที่เหลืออยู่ขายเป็นทาส ให้ไปฝึกเป็นนักฆ่าในกองโจรลับแห่งหนึ่งตั้งแต่สี่ห้าขวบ”


“กองโจรนั้นแต่เดิมหากมีเงินก็สามารถว่าจ้างได้ เขาเรียนรู้วิชายุทธ์และศาสตร์มืดต่างๆ มาด้วยอายุแค่นั้น หนิงเหอเป็นผู้มีกระดูกสำหรับฝึกยุทธ์และเรียนรู้ได้เร็วจึงก้าวหน้า เพียงเจ็ดขวบก็ลงมือฆ่าคน จนกระทั่งวันหนึ่งรู้ว่ามีอ๋องจากต้าหลิงมาปราบกบฏที่แคว้นเยี่ย จึงตัดสินใจมาลอบสังหาร”


“แต่ยามนั้นเขาใช้เพียงก้อนหินมิใช่หรือ ไยจะสังหารท่านได้”


“นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ข้าตัดสินใจรับดูแลเขา” หลี่ลู่จินว่า สีหน้ายามรำลึกความหลังผ่อนคลายน่ามองไม่น้อย เลื่อนมือหลิวซีหลงลงมากุมไว้หลวมๆ “ข้าเองก็รู้สึกฉงนในเรื่องนี้ เขากลับให้เหตุผลว่าสะกดรอยจับตาข้าอยู่สิบวัน ข้ามิได้ลงมือกับผู้บริสุทธิ์ชาวแคว้นเยี่ย ทั้งยังจัดหาของเท่าที่หาให้ได้สำหรับผู้ที่เดือดร้อน แต่ต่อให้ทำดีก็สมควรโดนปาหินใส่สักทีเพราะอย่างไรข้าก็คงมาฆ่ากบฏที่อดอยากจนหมดทางเลือกเลยต้องลุกฮือ”


“ข้าได้คิดตามคำเหล่านั้น ความคิดว่าโอรสสวรรค์ครอบครองใต้หล้านั้นมิใช่หมายถึงต้องปกครองบรรเทาทุกข์ประชาชนหรอกหรือ ในเมื่อต้าหลิงต้องการรวมแคว้น ไยชาวหกแคว้นจะไม่ประชาชนของตน ข้าตัดสินใจเปลี่ยนวิธีที่ใช้เพียงกำลังปราบกบฏ ทว่าฟังเหตุผลของพวกเขาก่อนว่าต้องการเรียกร้องสิ่งใด หากสามารถช่วยระบายความทุกข์ยากและแค้นเคืองข้าก็ช่วย เวลานั้นจิ้นอ๋องกับอวิ๋นอ๋องได้มาร่วม ทั้งสองพอมีทรัพย์สินอยู่บ้าง หากไม่ลำบากเกินไปก็เสียสละนำมาให้เช่นกัน”


“ที่แท้เป็นเช่นนี้ ข้าเองนึกภาพท่านเหมือนจะทำศึกฆ่าคนมาตลอด”


“แต่บางคราหากพูดคุยเจรจาไม่ได้ก็ต้องทำ” หลี่ลู่จินเอ่ยต่ออย่างเคร่งขรึม “เจ้าถามถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แรกๆ หนิงเหอพยศมาก ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจสั่งสอนอบรมได้ มีเพียงหวงเหวินที่เป็นขันทีรับใช้ติดตามของข้ามานานที่พอพูดคุยกับเขาได้ จากนั้นหนิงเหอก็เรียกหาเขาเป็นท่านอาและให้ความเคารพนับถืออย่างมาก ระหว่างปราบกบฏได้ห้าปี จางหมิงได้รับบาดเจ็บที่ขา ไม่อาจเดินได้คล่องแคล่วดังเดิม หนิงเหอจึงอาสาเป็นหัวหน้าราชองครักษ์แทน”


“แต่เดิมคนในกองราชองครักษ์ก็ไม่ค่อยพอใจ แต่เมื่อเขาสามารถต่อสู้เอาชนะผู้ที่แก่กว่าตนได้ทุกคน กระทั่งรองหัวหน้าองครักษ์ซินเองก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ”


ต่อให้อู๋หนิงเหอเก่งถึงเพียงนั้นจริง ทว่าก็ยังเป็นเด็กหนุ่มไม่รู้ประสา ถ้าจะหาเหตุผลมาปฏิเสธย่อมมีร้อยแปด เกรงว่าใครบางคนจะลำเอียงเข้าข้างมากกว่า


“หลังจากปราบกบฏเสร็จ ข้าจึงให้หวงเหวินเกษียณไปพำนักในแคว้นจิ้นบ้านเกิด ไม่นานมานี้จิ้นอ๋องหลี่ลู่หยางคล้ายไม่ไว้ในสถานการณ์ในต้าหลิงจึงนำหวงเหวินมาด้วย ให้เหตุผลว่าจางกงกงกลับกลอกมากเล่ห์เกินไป อันตรายหากจะให้อยู่ข้างกายข้า หนิงเหอเลยงอแงอย่างที่เห็น”


เรื่องราวมากมายดูจะเกิดขึ้นไม่ใช่น้อย พระสนมตัวปลอมนึกขึ้นมาได้


“ระหว่างปราบกบฏ ท่านก็ถูกลอบทำร้ายด้วยใช่หรือไม่”


“ใช่ เป็นฝีมือของอดีตจิ้นอ๋องหลี่ลู่เหอ ข้ารอดไปครั้งนั้น ต่อมาเขาจึงไม่ตายดี”


หลิวซีหลงอดขนลุกบนหลังแขนไม่ได้ นึกแล้วว่าคงเป็นเช่นนี้ เพราะหลี่ลู่จินละเมอถึงชื่อลู่เหออย่างคั่งแค้นดุดัน และต่อมากหลี่ลู่เหอก็ตายลงด้วยสภาพอนาถ


“แต่คิดอีกทีอาจจะต้องขอบคุณเขา”


“จิ้นอ๋องน่ะหรือ สภาพท่านปางตายปานนั้นยังจะขอบคุณอะไรอีก”


พลันหลี่ลู่จินก็กระตุกมือตนดึงร่างพระสนมเข้าไปใกล้ มืออีกข้างรวบประคองเข้าที่เอว ดวงหน้ารูปสลักนั้นเลื่อนเข้ามาจนปลายจมูกแทบแตะกัน


“เพราะทำให้ข้าได้พบเจ้า”


ดวงตาสีดำพราวระยับปานเก็บดวงดาวบนฟ้ามาไว้ภายใน หลิวซีหลงบุรุษเจ้าชู้มากคารมพลันหายใจติดขัด ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นทันที ผลักคนสูงกว่าออกอย่างแรง


“แต่ข้าไม่อยากพบ!


เมื่อกี้หัวใจเขาแทบจะหยุดเต้น ก่อนที่จะกลับมาเต้นอีกครั้งแรกปานจะหลุดออกจากอก หลี่ลู่จินกลับมาผีเข้าผีออกแล้ว อาการที่แสดงออกทางร่างกายของหลิวซีหลงกลับคล้ายควบคุมไม่ได้


บัดซบ เขาอยากจะกระโดดหอนี่แทนหวงเหอแล้ว!

 

 

 

100%

จ้ะพ่อ555555555555555 เสี่ยวอ้ายเองยังอุทานเลย คลบ้าาา ทำงี้มีคนเสียอาการนะรู้มั้ย!

ขอบคุณที่ตามอ่านกันค่ะ ส่วนที่ดราม่าก็ดราม่าไป แต่ก็เฉลยอะไรไปบางส่วนแล้ว อิพิฝ่ามองน้องหนิงโพลูกค่าาาา ตามใจจนเป็นอย่างนั้นแหละ ส่วนมองตาซีหลงโพอะไรคิดว่าพี่แกก็เริ่มชัดเจนละแหละค่ะ ฮา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.054K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,561 ความคิดเห็น

  1. #6329 H2O-69 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 มีนาคม 2564 / 22:39
    อ้ยยยย พ่อคุณ จังหวะดีมากเลยนะ เล่าเพลินๆแล้วไหงมาหยอดกันกงนี้เลย มันบั่บ..เป็นมวนๆในท้องไปหมด ;///////;
    #6,329
    0
  2. #6191 blueeyes111 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:08
    ฝ่าบาทออกตัวจีบน้องแล้วนะคะเนี่ย
    #6,191
    0
  3. #5964 l-am-so-sorry (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 06:51
    กลั้นยิ้มจนหน้าเบี้ยวเป็นอย่างงี้นี่เอง เขินว้อยยยยย
    #5,964
    0
  4. #5785 kiki3k (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 09:35
    โหฟหฟฟๆๆๆ คุณแม่คุมหมดเลยย
    #5,785
    0
  5. #5680 PeEarn (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 00:18
    ฝ่าบาทกยอดได้คือหยอด แหมมม
    #5,680
    0
  6. #5525 ohHUNexo (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 20:49
    หนิงเหอ น้องงงงง. น่ารักกกก
    #5,525
    0
  7. #5335 Marshmalowdii (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 11:00

    หนิงเหออเจ้าลูกหมาา

    #5,335
    0
  8. #5286 kittenO (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 20:19
    การเมืองภายในเป็นปัญหาใหญ่จริง
    #5,286
    0
  9. #5221 yamakawaii (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 07:16
    ยิ่งอ่านแล้วยิ่งเกลียดลี่กุ้ยเฟยมากๆๆๆๆๆ
    #5,221
    0
  10. #5192 sunopii (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 22:57
    รอนะคะ แงงงวงสนุกมากกก
    #5,192
    0
  11. #5190 Khanom Tan (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 08:14
    อยากให้ฝ่าบาทสละบัลลังก์แล้วมาอยู่ด้วยกันกับน้องจัง
    สนุกทุกตอนเลยค่ะ เดาไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงต่อไป

    รอไรท์อยู่น้า~~~~
    #5,190
    0
  12. #5189 mod-siw (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 01:16

    น้องหลิวซีหรงตั้ลล้าคคคค 😁

    #5,189
    0
  13. #5185 Oil (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 17:45

    รออ่านนะหลายวันแล้วไม่เห็นลงเลยยยยยยย

    #5,185
    0
  14. #5182 seasonflowers (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 00:18
    รออยู่น้าไรท์~~~ สนุกมากๆเลย^^
    #5,182
    0
  15. #5181 หัวร้อนว้อยย! (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 21:56
    #ทีมรอไรท์
    #5,181
    0
  16. #5175 Earn0624 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 13:32
    เข้าใจเลยทำไมคนอื่นเรียกเด็กเปรตแต่ตาพี่เอ็นดูมาก เป็นเด็กที่การกระทำร้ายๆแต่จิตใจดีนะ
    #5,175
    0
  17. #5173 Dobamboo (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 11:30
    บอกตรงๆว่าอยากซื้อเก็บ เป็นเรื่องนึกตอนจบไม่ออกเลยจร้า ลุ้นมันทุกตอนนนน
    #5,173
    0
  18. #5161 Ppttyc_ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 10:22
    สตอรี่เยอะมากเลยฮือเริ่มคลายปมแล้วกลัวจากนี้คือลุ้นว่าพระสนมทั้งหลายจะทำไงกันต่อ แต่ตอนนี้คือมีช่องว่างหยอดเมียก็คือรุกหนักมาก น้องเสียอาการหมดแล้วฝ่าบาท
    #5,161
    0
  19. #5148 JRPYTS (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 22:46
    ก็ยังวกมาจีบเมียได้นะค้าา
    #5,148
    0
  20. #5147 Darunporn Jc Chinprapan (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 20:57
    หมด. เขียนมาเลยเจ้ตะเปย์. ....ไม่มีให้เปย์. เขียนดีขนาดนี้ไม่มีให้เปย์รับไม่ได้.

    อยากอ่านอีก.
    #5,147
    0
  21. #5130 ghost scorpion (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 14:04
    ชอบตัวละครทุกตัวที่ไรท์คิดขึ้นมาเลยมันความลงตัวในบทบาทของตัวเอง โดยเฉพาะคนของฝั่งฝ่าบาทชอบสายใยความสัมพันธ์ของพวกเค้าแต่ละคน ยิ่งพอรวมอิพี่ฝ่า จิ้นอ๋อง อวิ๋นอ๋อง ขันทีหวงเหวิน หนิงเหอแล้วยั่งกับกระบวนการพาวเวอร์เรนเจอร์รู้สึกมีพลังและอำนาจพร้อมต่อสู้เหล่าร้าย(?)55ชอบมาก
    #5,130
    1
    • #5130-1 ghost scorpion(จากตอนที่ 28)
      28 เมษายน 2563 / 14:11
      ที่พิมพ์ไปคือชอบตัวละครจริงๆนะไรท์ถึงตอนท้ายจะเล่นแต่จริงจังนะ มาแก้ก่อนกลัวโดนตี แต่ชอบที่สุดคือท่านหัวหน้าราชองครักษ์แหละ หนิงเหอถึงคล้ายหมา(?)บ้างบางเวลาแต่ความสามารถเค้านะ เก่งค๊าบ
      #5130-1
  22. #5125 jxrmp (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 12:03
    อารมณ์คือเปลี่ยนไวมาก เป็นพ่อเล่าเรื่องลูกอยู่ดีๆ มาจีบเมียซะงั้น แค่กๆๆ
    #5,125
    0
  23. #5117 kiki3k (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 23:35
    เล่ามาแบบเครียดสุดท้ายกลับมาหยอดเขาอีกนะ คสพ.ทุกคนฝ่ายฝ่าบาทคือแน่นมาก
    #5,117
    0
  24. #5116 Ahe215 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 23:17
    ขอบคุณมากค่ะ
    #5,116
    0
  25. #5111 sunnie_ (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 22:33
    จีบกันหรอคะะะะ ///// -\\\\\\\-
    #5,111
    0