พระสนมสองหน้า [Yaoi]

ตอนที่ 26 : 24 - คุณไสย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,257 ครั้ง
    22 เม.ย. 63

พระสนมสองหน้า [Yaoi]

24 – คุณไสย

 


            หลิวซีหลงคำนับรับประกาศ ริมฝีปากแม้แย้มยิ้ม แต่ดวงตากลับอ่อนล้าคล้ายปลาตาย


นอกจากจะได้ดูหญิงงามประชันกันจนตาลายแล้ว ร่างทั้งร่างของเขายังคล้ายถูกดวงตางามๆ เหล่านั้นเสียดแทงจนพรุนไปหมด หากบอกว่าไม่เจ็บไม่คันเลยก็ออกจะเป็นการโกหกคำโตไปบ้าง


            มิหนำซ้ำเขายังจำสายตาคาดโทษขององค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงได้ดี คงได้แต่คิดหาคำแก้ตัวไว้แล้ว


            วันนี้ตำหนักผิงอันรื่นเริงยิ่งนัก เนื่องจากเจ้าของได้เลื่อนขั้นปานเหินทะยาน ต่อให้เป็นความโปรดปรานจอมปลอม ผู้คนก็อดยินดีไม่ได้


            ของพระราชทานและของกำนัลมากมายถูกส่งมา สิ่งไหนเก็บไว้ได้ก็เก็บไว้ สิ่งไหนให้ข้ารับใช้ได้ ซีซิวหรงก็ใจกว้างแจกจ่ายออกไป เพราะแม้คนเหล่านี้จะเป็นคนที่คัดสรรมาอย่างดีแล้ว แต่ซื้อใจด้วยไมตรีย่อมดีกว่าการบังคับต่อกัน


ดวงตะวันคล้อยต่ำ ในที่สุดขบวนขององค์จักรพรรดิได้เสด็จมาถึง พวกเขาล้วนเป็นอาภรณ์ผ้าโปร่งลำลองแล้ว ก่อนที่จะพากันประคองเข้าไปในตำหนัก


แยกย้ายกันนั่งลงหน้าสำรับ สีหน้าหลี่ลู่จินค่อนข้างจะราบเรียบ ซีหลงจึงเป็นฝ่ายเริ่มสนทนายามคีบอาหารเข้าปาก “ซีซิวหรง... มิออกจะมากเกินไปหรือ”


“มากเกินไปอย่างไร”


“เหมยอิงเข้าวังมาแล้วสามปีก็จริง แต่ให้เป็นถึงพระสนมเอกซีซิวหรง ก็ออกจะเกินเหตุอยู่บ้าง” พระสนมตัวปลอมเหล่มองแล้วกระแอมไอคล้ายไม่ตั้งใจ “ราชทินนามซีนี่ก็ด้วย ท่านไม่กลัวคนสงสัยจนความแตกหรอกหรือ”


“ราชทินนามซีหมายถึงข้ายังไม่ลืมเหตุการณ์ที่เกิดกับพี่ชายของหลิวเหมยอิง”


“อ่า” ที่แท้เป็นเช่นนี้ ซีหลงยังไม่ทันพยักหน้า หลี่ลู่จินก็กล่าวขึ้นต่อ


“หากจะกลัวกับราชทินนาม มิสู้กลัวกับที่มองสาวงามแล้วเสียกิริยาดีกว่า”


พลันคนฟังรู้สึกติดคอขึ้นมาจนต้องเอื้อมไปหยิบชามาดื่มล้างปาก เขาว่าอยู่แล้วเชียว!


“ยามนั้นข้ากินของหวานเร็วไปหน่อย น้ำเชื่อมเลยติดริมฝีปาก”


“อ้อ?”


“ท่านไม่เชื่อ?”


“ไม่ทันไรก็ออกอาการแล้ว ต่อไปจะใช้ได้หรือ”


ท่าทางเฉยชา เอ่ยเสียงเคร่งทั้งยังไม่ปรายตามองมาล้วนแล้วแต่ทำให้คนร้อนรนนั่งไม่ติด


“รู้แล้วๆ ข้าผิดเองที่เหม่อมองเฉินกุ้ยเฟย แต่ก็มิมีผู้ใดเห็นพิรุธสักหน่อย” ซีหลงโต้แย้ง “ท่านดู นางงามล่มแคว้นล่มเมืองเพียงนั้น ต่อให้เป็นบุรุษสตรีก็ล้วนไม่อาจละสายตาไปได้ อีก... อีกทั้ง...”


เห็นซีหลงอึกๆ อักๆ พูดไม่จบประโยค หลี่ลู่จินเหลือบตาขึ้นสบ เอ่ยถามช้าๆ ด้วยน้ำเสียงติดจะห้วนไม่น้อย “ทำไม”


            “ต่อให้นางเดินผ่านเพียงครู่เดียวก็จริง แต่ข้าก็มิใช่บุรุษหน้าหื่นที่จะเสียมารยาทปานนั้น”


            “อย่าอ้อมค้อม”


            “ข้าไม่หน้ามืดไปทำอะไรสนมของท่านหรอกน่า” ซีหลงกระแทกถ้วยน้ำชาลงอย่างอึดอัด “เครื่องหอมบุปผานั้น... อาจใส่กลิ่นกระตุ้นกำหนัดของบุรุษเพศลงไป”


            “...”


            “ท่านไม่รู้สึกหรือ”


            “สตรีวังหลังล้วนใช้เครื่องหอมประเภทนี้ทั้งนั้น” หลี่ลู่จินว่าไปอีกอย่าง ท่าทียังดูเคร่งขรึมอยู่ “เพียงเครื่องหอมอย่างเดียวคงไม่อาจทำให้บุรุษปกติน้ำลายไหลได้กระมัง”


            ท่านมันไม่ปกติน่ะสิ ซีหลงยังคงเถียงในใจ ทว่าคนผู้นี้อารมณ์ไม่ดีแล้วก็อย่าไปมีเรื่องด้วยจะดีกว่า จึงผงกศีรษะยอมแพ้


“ไม่รู้ท่านเคยไปหอคณิกาหรือไม่ แต่พวกนางก็ลูกเล่นแพรวพราวเช่นนี้ รูปโฉมและจริตจก้านล้วนมีผลมากที่สุด แต่ในทางการแพทย์ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเครื่องหอมที่มีฤทธิ์กระตุ้นเองก็มีผลอยู่มาก เฉินกุ้ยเฟยย่อมต้องใช้ของดีที่สุดอย่างแน่นอน ถึงทำให้บุรุษรู้สึกคึกคักได้เพียงนี้”


“รู้แล้วก็ระวังไว้ หรือถ้าหากธาตุหยางของเจ้าพลุ่งพล่านมากเกินไป ข้าจะช่วยกำจัดออกให้”


หลี่ลู่จินพูดอย่างจริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย พระสนมตัวปลอมเลยได้แต่หน้าถอดสี กลืนน้ำลายพลางยิ้มแห้งๆ “ต่อไปข้าจะควบคุมตัวเองให้ดี ไม่รบกวนท่านหรอก”


สวรรค์ ทำไมเขาต้องรู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้านด้วยนะ แค่มองเท่านั้นเอง


โชคดีที่ว่าแม้หลี่ลู่จินจะอารมณ์เสีย แต่ยามสนทนาเรื่องสำคัญแล้วย่อมต้องโยนอารมณ์ของตนทิ้งไป ซีหลงพูดถึงสิ่งที่ตนสังเกตเห็นในงานชมบัว อีกฝ่ายพยักหน้ารับฟัง ไม่มีแววตกใจคล้ายคาดการณ์ไว้อยู่ก่อนแล้ว


“จูเหม่ยเหรินดูแล้วไม่ธรรมดา แต่ท่านก็ต้องเก็บนางไว้ในฐานะบุตรีคหบดีอันดับหนึ่งแห่งต้าหลิงใช่หรือไม่”


“เป็นเช่นนั้น นางเปลี่ยนไปมาระหว่างสองขั้วอำนาจในวังหลัง ส่วนทางตระกูลของนางเองก็คล้ายคลึงกัน หากให้อำนาจมากหน่อยก็อาจจะกล้าแข็งข้อกับตระกูลเฉิน ตระกูลว่านและตระกูลจาง ไม่เป็นบ่อน้ำเลี้ยงให้พวกเขาอีก”


“แต่ต่อให้ไม่มีตระกูลจู ทั้งสามตระกูลก็ยังมีธุรกิจมากมายในต้าหลิง”


“ข้ากำลังสะสางธุรกิจสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม หกปีที่ผ่านมานับว่ามีร่องรอยอยู่ไม่น้อย อัครเสนาบดีเฉินอาจจะระวังตัว ทว่าพวกเขากลับปล่อยปละละเลยคนในตระกูลให้หลงระเริงมานาน ค่าใช้จ่ายมีมาก คนเลวทรามสร้างเรื่องก็มีมาก ไม่ยากหากจะหาจุดโจมตี”


แม้เบื้องหน้าจะพระราชาทานราชทินนาม แต่ความจริงเป็นเช่นนี้เอง ซีหลงลูบคางของตน


“ส่วนสวีซิวเยวี่ยน... ท่านจงใจให้ข้ามีศักดิ์สูงกว่านางหนึ่งขั้นใช่หรือไม่”


หลี่ลู่จินพยักหน้า เปิดผากระถางเครื่องหอมเงินแล้วเปลี่ยนผงลงสำหรับจุดลงไป ดวงตาคล้ายเยือกเย็นขึ้นแวบหนึ่ง “ด้วยอุปนิสัยใจร้อนของนาง อีกไม่นานคงทนไม่ได้ กระทั่งพระสนมคนอื่นๆ ก็เช่นกัน เจ้าจะทำสิ่งใดก็จงรอบคอบให้มาก”


            “ทราบแล้ว”


            หลี่ลู่จินคงอารมณ์เสียมากจริงๆ วันนี้ถึงมิได้มาตอแยเขาเลย พอสั่งให้ขันทียกสำรับไปก็ไปนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่บนตั่งไม้สักอยู่คนเดียว หลิวซีหลงไม่รู้ทำไมถึงคันยุบยิบในใจนัก จะหยิบจับอะไรก็รู้สึกไม่สะดวก จนสุดท้ายไปหยิบผีผามาฝึกเล่น


            ระหว่างฝึกไปมา เขาก็ไม่อาจห้ามสายตาไม่ให้มององค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงได้ หนังสือที่อ่านหากไม่เป็นปรัญญาการปกครองก็กลยุทธ์การศึก นานๆ ครั้งจะเป็นบทกวีเลื่องชื่อที่ต้องเรียนกันเป็นแบบแผน ช่างเป็นคนที่มีรสนิยมเคร่งเครียดจริงๆ


            ซีหลงทนอึดอัดไม่ไหว สุดท้ายตั้งใจเล่นเพลงเพี้ยนๆ เสียเลย หลี่ลู่จินกลับไม่นำพา ทำเหมือนเขาเป็นธาตุอากาศ กระทั่งพระสนมเอกต้องวางผีผาลง


            “ท่านปวดไหล่ใช่หรือไม่”


            อีกฝ่ายเพียงปรายตามองมาเป็นเชิงถาม แพทย์หลวงหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรก็เกาศีรษะแก้เก้อ “อยู่ในท่าเดิมนานๆ ย่อมต้องปวดอยู่แล้ว หรือหากไม่ปวดก็ไม่เป็นไร หากไม่มีอะไรข้าจะนอนแล้ว”        


            “ถ้าปวดแล้วทำไม”


            “ก็... ไม่ทำไม ท่านก็เปลี่ยนท่าเสียบ้าง ต่อให้เป็นยอดยุทธ์ หากตัวเกร็งอยู่ในท่าเดิมนานๆ ก็สามารถปวดได้”


            หลี่ลู่จินไม่ว่าอะไร หลุบตาลงอ่านหนังสือต่อ ซีหลงชั่งน้ำหนักดีดลูกคิดในใจอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็สรุปว่าอารมณ์ไม่ปลอดโปร่งขององค์จักรพรรดิไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นเจิงอีหรือวั่งกู่เจินสหายสนิท เขาก็คงไม่ปล่อยให้ค้างคาใจกันอยู่นาน


            เรื่องนี้ดูไปแล้วเขาอาจจะเป็นคนผิดจริง ในเมื่อรับปากไว้ว่าจะสวมบทบาทอย่างดี แต่กลับไปน้ำลายไหลตาเลื่อนลอยกับเมียชาวบ้านเสียได้ ต่อให้เป็นเพราะเครื่องหอมก็คงไม่ใช่ข้ออ้างที่ดี ธรรมดาเหล่าสนมต่างๆ มักสังเกตสีหน้ากันอยู่แล้ว หากไม่ควบคุมตัวเองให้ดีจะดำเนินแผนการได้อย่างไร หลี่ลู่จินจะโกรธปานนี้ก็ไม่แปลกเลย


            “ฝ่าบาท”


            หลี่ลู่จินเลื่อนสายตามาอีก ครานี้ติดจะเจือแววรำคาญอยู่บ้าง


            “ข้าเป็นแพทย์หลวงก็จริง แต่ฝีมือการนวดก็นับว่าพอใช้ได้อยู่” ซีหลงกลั้นใจโยนศักดิ์ศรีลงหวงเหออีกรอบ พรุ่งนี้ค่อยไปงมมาใหม่ก็แล้วกัน “ถ้าท่านไม่รังเกียจ เอ้อ...”


            “ตามใจ” องค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงยังมีสีหน้าไม่ยินดียินร้าย ทว่ารสเปรี้ยวในใจก็ได้บรรเทาลง อันที่จริงควรโกรธตนเองมากกว่าที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์อย่างที่เป็น หลิวซีหลงจะมองเฉินกุ้ยเฟยหรือผู้ใดจนตาหลุดออกมาก็มิเกี่ยวกับเขา ขอแค่อย่าให้แผนการเปิดเผยเป็นพอ


            ที่เขาหงุดหงิดคงเป็นเพราะหงุดหงิดตนเองด้วยประการนี้


            ซีหลงเคลื่อนกายอย่างเงียบกริบไปเบื้องหลัง ก่อนที่จะบรรจงกดนวดให้องค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิง ไหล่กว้างแข็งแกร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อได้รูป เนื่องจากองค์จักรพรรดิมิได้การปลดอาภรณ์ จึงไม่ได้นวดลงน้ำมัน


น้ำหนักมือหนักหน่วงกว่าจากสตรี ทว่าก็คลายจุดเครียดเกร็งได้ตรงจุด กดนวดไปสักพักองค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิงก็หลับตาลง ส่งเสียงต่ำในลำคอ


            “อืม”


            ซีหลงเห็นบรรยากาศในห้องดีขึ้นแล้วก็อดพูดไม่ได้ “ท่านอย่าครางได้หรือไม่”


            หลี่ลู่จินลืมตาขึ้น ส่งเสียงดังกว่าเดิม “อา”


            คนเริ่มก่อนเห็นอีกฝ่ายมีกะจิตกะใจกลับมาแกล้งเขาแล้วก็ละมือดันไหล่กว้างนั่นออก “พอแล้ว!


            “ข้ายังปวดหลัง”


            “ปวดหลังก็นวดเองเถอะ ท่านได้คืบจะเอาศอก”


            แน่แล้วว่าองค์จักรพรรดิล้วนเอาแต่ใจกันทุกพระองค์ ส่วนเขาจะทำอะไรได้นอกจากเอาใจ สุดท้ายพออารมณ์ดีแล้ว หลี่ลู่จินก็ไม่เปล่งรังสีอึมครึมปานมีเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่รอบตัวอีก ก่อนที่หลับนอนไปพร้อมกัน อีกฝ่ายยังได้กอดกำชับข้างหู


            “เร็วๆ นี้จะเกิดเรื่อง เจ้าเตรียมรับมือไว้ให้ดี”


            “รู้แล้ว ท่านก็อย่าได้ห่วงนักเลย”

 

 


30%

            น้ำส้มใครหกเป็นถังเลยคะ !!! 555555555 อิพี่คือแบบไม่ไหวแล้ว เป็นขนาดนี้เลยนะพ่อนะ ส่วนตาซีหลงคือคิดไปคนละอย่างเลย ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ


 




            ยามเช้า ซีหลงตื่นขึ้นพร้อมกับองค์จักรพรรดิ จึงปรนนิบัติล้างหน้าแต่งตัวและเกล้าผมให้ แม้ฝีมือของเขาจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เรียบเนี้ยบเหมือนข้ารับใช้ อีกฝ่ายไม่ได้ว่าอะไร เอ่ยเย้าว่าวันนี้ตื่นได้ก็ดี จะได้ไม่ต้องไปหาเรื่องเอ้อร์หนาฮองเฮาอีก


            องค์จักรพรรดิออกว่าราชการแล้ว ถึงคราวพระสนมเอกซีซิวหรงจำต้องออกไปเฝ้าเอ้อร์หนาฮองเฮาเสียบ้าง


            เลื่อนขั้นจากพระสนมโทเหม่ยเหรินเป็นพระสนมเอกซิวหรง วิธีแต่งกายย่อมต้องเปลี่ยนไปด้วย ซีหลงตัดสินใจแต่งกายให้สมฐานะ สวมเสื้อผ้าสีสันสดใสและปักปิ่นทองประดับสี่ปิ่น ไม่หรูหราเจิดจ้าแต่ก็ไม่จืดจางเกินไป ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาไม่น้อย


            ซีซิวหรงไม่ได้ย้ายที่พำนัก หนึ่งเพราะตำหนักผิงอันถูกบูรณะจนสวยงามพร้อมอยู่อาศัย สองคือตั้งอยู่ในมุมที่ไม่โดดเด่นเตะตา ดังนั้นจึงไม่แปลกหากพบคนคุ้นหน้ายามไปยังตำหนักคุนหนิง


            “อรุณสวัสดิ์ ซีซิวหรง”


สวีซิวเยวี่ยนเอ่ยอย่างบึ้งตึง รูปลักษณ์ยังงดงามดั่งตุ๊กตากระเบื้องหน้าเคลือบ ทว่าเมื่อมองให้ดีจะเห็นรอยคล้ำใต้ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแป้งผัดหน้าซึ่งหนากว่าปกติ


ซีหลงยิ้มบางเอ่ยอย่างนอบน้อม คิดในใจว่าเอาล่ะ “คำนับพระสนมเอกสวี”


“ยังจะคำนับทำไม มิใช่ว่าเจ้ามีศักดิ์สูงกว่าข้าแล้วหรือ”


“ท่านเป็นผู้อาวุโสกว่า อยู่ในตำแหน่งพระสนมเอกมาเนิ่นนาน ข้าเองเพิ่งได้เลื่อนขั้น ไหนเลยจะกล้าล่วงเกิน”


“เจ้าจะเยาะเย้ยข้าว่าอยู่มานานแล้ว แต่บัดนี้ก็ยังถูกคนเช่นเจ้าเหยียบหัวได้หรือ!?


“พระสนมอย่าได้ตีความผิดไป ข้ายังต้องให้ท่านอบรมอีกมาก”


ยิ่งพูดยิ่งเหมือนโยนน้ำมันใส่กองเพลิง หากไม่คิดอะไรก็สามารถฟังผ่านไปได้ ทว่าในใจของสวีซิวเยวี่ยนคงร้อนรนประดุจไฟมาตั้งแต่เมื่อวาน เขาจะกล่าววาจาใดล้วนตีความในความหมายลบได้ทั้งสิ้น


“สันดานไพร่เช่นเจ้าผู้ใดจะอบรมได้ ไป!


นางเร่งให้บ่าวไพร่ยกเสลี่ยงเร่งเดินนำไป ซีหลงยังคงรอยยิ้มบางๆ ไว้บนใบหน้า จนเมื่อลับหลังนางแล้วก็ถอนใจ


“บัดนี้ท่านมียศสูงกว่านางแล้ว ไยนางยังกล้า...” ซือเย่ขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน ตามจริงแล้วเขาจะลงโทษสวีซิวเยวี่ยนเสียตอนนี้ก็ได้ แต่ใจหนึ่งก็ยังสงสารนางอยู่ ซีหลงจึงยกมือห้าม


“ข้าไม่คิดเล็กคิดน้อยหรอก เราไปกันเถอะ”


            ในอนาคต หากนางลงมือทำสิ่งใดหุนหันพลันแล่น แน่นอนว่าย่อมต้องเจ็บปวดกว่าแค่คุกเข่าไม่กี่ชั่วยามหรือได้กินเซาปิ่งแน่นอน


            ยามเข้าเฝ้าเอ้อร์หนาฮองเฮา เหล่าสนมพระชายาเริ่มสนทนาสัพเพเหระกัน บรรยากาศในห้องแบ่งเป็นสอง ส่วนหนึ่งคือฮองเฮาและสี่พระชายาที่ขาดหลินเต๋อเฟย อีกส่วนคือบรรดาพระสนมเอกทั้งหลาย


            วงสนทนาแรกย่อมออกรสออกชาติ เนื่องจากพระชายาทั้งสามล้วนแล้วแต่ได้รับราชทินนาม ส่วนอีกวงสนทนากลับค่อนข้างจะอึดอัด ผู้ใดจะเอ่ยสิ่งใดก็ล้วนต้องดูท่าทีผู้อื่น


            และผู้ที่ถูกดูท่าทีมากที่สุดเห็นจะเป็นพระสนมเอกคนใหม่ ซีหลงกลับทำท่าเหมือนไม่รู้สึกถึงบรรยากาศ ชวนคุยพลางระบายยิ้มแจ่มใสบนใบหน้า


            เดิมคนที่ถูกดูท่าทีมากที่สุดและถูกประจบประแจงแม้จะแสดงกิริยาแข็งกร้าวเป็นสวีซิวเยวี่ยน ยามนี้ความสนใจของผู้คนกลับเปลี่ยนไปเป็นสตรีที่ตนไม่ถูกชะตาด้วยมากที่สุด ในใจนางขมปร่าจนแทบอยากจะลุกออกไปตอนนี้


            “วันนี้น้องหญิงสวีหน้าตาไม่แจ่มใสเอาเสียเลย” ซินเจาหรงเอ่ย นัยน์ตาฉายแววเย้ยหยัน “ไม่สบายตรงไหนหรือ”


            “ข้าสบายดี พี่หญิงไม่ต้องกังวล” สวีซิวเยวี่ยนเอ่ยเสียงกระด้าง ปรายตามองซีซิวหรง “ต่างกับซีซิวหรง ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวป่วยไข้ เจ้าต้องดูแลสุขภาพให้มาก หากเป็นอะไรไปแล้วจะลำบาก”


            “ขอบคุณท่านที่หวังดี ต่อไปข้าจะดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ให้ทุกคนต้องเป็นห่วง” ซีหลงรับคำด้วยรอยยิ้ม


            สวีซิวเยวี่ยนรู้สึกเกลียดชังรอยยิ้มคนดีจอมปลอมนั้น ไม่อาจห้ามตนเองได้อีก เหยียดมุมปากยิ้มขึ้น “วังหลังมีข่าวลือเกี่ยวกับเจ้า ไม่รู้จริงเท็จอย่างไร ทว่าไม่น่าฟังเอาเสียเลย”


            “ข่าวลืออันใดหรือ”


            “สวีซิวเยวี่ยน บัดนี้ยังอยู่ในตำหนักคุนหนิง บางเรื่องก็ไม่ควรพูด” ซุนเจาอี๋ที่นั่งฟังเงียบๆ มาตลอดขมวดคิ้ว ทว่าเสียงตำหนินุ่มนวลของนางแม้แต่เด็กน้อยก็ยังไม่กลัว


            “พี่หญิง ท่านก็ทราบว่าข่าวลือในวังหลังนั้นน่ากลัวเพียงไร บอกนางไว้จะได้ให้ความกระจ่างแก่ผู้คนไม่ดีกว่าหรือ” สวีซิวเยวี่ยนหันไปโต้แย้ง ดวงตาคู่งามจ้องมองซีหลงอย่างเหยียดหยาม


            “หนึ่งคือเรื่องที่เจ้ามิได้ป่วยจริง ทว่ากลับต้องการดื่มยาเพื่อให้ตั้งครรภ์ สองคือ...”


            “สตรีวังหลัง หนึ่งต้องระวังกิริยา สองต้องระวังคำพูด” ซินเจาเยวี่ยนผู้น้องขัดขึ้น ดวงตาวาวโรจน์ “หากเจ้ายังอยากจะพูดสิ่งใดๆ พล่อยๆ เกรงว่าข้าคงต้องทูลพระอัครเทวีลี่กุ้ยเฟยแล้ว”


            สวีซิวเยวี่ยนแม้จะฮึดฮัดไม่พอใจ ทว่าก็ต้องสงบปากสงบคำ ทิ้งให้ซีหลงสงสัยว่าในช่วงเวลาที่เขาวุ่นวายอยู่ยังมีข่าวลืออื่นอีกหรือ


            ซินเจาเยวี่ยนผู้นี้เองก็เป็นฝั่งเดียวกับลี่กุ้ยเฟย แต่ดูแล้วมิใคร่ชอบสวีซิวเยวี่ยนนัก อาจจะเป็นเพราะความใจร้อนของนาง ซินเจาหรงผู้พี่เลิกคิ้ว เอ่ยยุยง แสดงสีหน้าคล้ายว่าน้องสาวเคร่งครัดเกินไป


            “มี่เอ๋อร์ ให้นางพูดคงไม่เป็นไรกระมัง ซีซิวหรงจะได้ทราบว่าคนพูดสิ่งใดลับหลังนาง”


            ยามนี้ เหล่าพระชายาเบาเสียงลงคล้ายเงี่ยหูฟังบทสนทนาไปด้วย ซีหลงเหลือบมองนัยน์เนตรงามล้ำของลี่กุ้ยเฟยก็เห็นว่ามีแววเย็นยะเยือกจนน่ากลัว แม้ริมฝีปากจะมีรอยยิ้มและมิได้หันมา


            “พี่หญิงฮวา กฎเกณฑ์เป็นกฎเกณฑ์ ไม่ใช่จะพูดสิ่งใดก็พูดได้ พวกเราเป็นถึงพระสนมเอก ข่าวลือโคมลอยควรนำมาสนทนากันต่อเบื้องพระพักตร์ฮองเฮาหรือ”


            “ข่าวลืออันใด” ฮุ่ยซูเฟยเอ่ยถามขึ้น เหล่าพระสนมเอกพลันสงบปากสงบคำ ซุนเจาอี๋ค้อมศีรษะลงยามตอบ


            “เป็นเพียงข่าวลือไม่มีมูลให้คนหัวเราะเล่นเท่านั้นเพคะ พระราชเทวีไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”


            “พอดีข้าชอบฟังข่าวลือเสียด้วย” ฮุ่ยซูเฟยยิ้มหวาน ยกมือขึ้นจัดผมตนเอง ก่อนหันไปมองเอ้อร์หนาฮองเฮา “ไม่ทราบว่าฮองเฮาทรงอยากฟังหรือไม่เพคะ”


            เอ้อร์หนาฮองเฮาพยักเพยิด ปลอกเล็บกระทบถ้วยน้ำชากระเบื้องส่งเสียงกังวาน “ว่ามา”


            “สวีซิวเยวี่ยน เจ้าก็พูดเสียสิ” ฮุ่ยซูเฟยเชิดปลายคาง สวีซิวเยวี่ยนพลันประหม่าขึ้นมา แต่มายามนี้ไม่พูดก็ไม่ได้


            “มีข่าวลือว่า... พระสนมเอกซีซิวหรงเล่นคุณไสยเพคะ”


            พลันเกิดเป็นคลื่นแห่งความตื่นตระหนก ฮุ่ยซูเฟยได้ยินก็ปัดถ้วยน้ำชาตกดังเพล้ง


            “เจ้า... รู้ไหมว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เพียงใด!?”


            สวีซิวเยวี่ยนรีบถลาลงคุกเข่า สีหน้าคล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ “หม่อมฉันรับใช้ฝ่าบาทมานาน ไหนเลยจะไม่ทราบเพคะ ทว่าเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หม่อมฉันจึงอยากให้ซีซิวหรงได้แสดงความบริสุทธิ์ล้างมลทิน ทว่าหากพระราชเทวีกริ้ว จะให้หม่อมฉันคุกเข่าก็ได้”


            ฮุ่ยซูเฟยได้ยินก็ถอนหายใจเสียงดัง หันไปเอ่ยกับเอ้อร์หนาฮองเฮา “ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันใจร้อนเกินไป แต่เรื่องเล่นคุณไสยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกับพระทัยฝ่าบาทยิ่งนัก สวีซิวเยวี่ยนที่เป็นคนเก่าแก่ได้ยินมาคงไม่สบายใจ ฮองเฮาจะทรงวินิจฉัยอย่างไรเพคะ”


            บ่าวไพร่รีบเข้ามาเก็บถ้วยน้ำชาไป เอ้อร์หนาฮองเฮามิได้ตำหนิที่ฮุ่ยซูเฟยเสียกิริยา เพียงมองมายังซีหลง


            “เป็นจริงหรือไม่ซีซิวหรง”


            “ไม่เป็นความจริงเพคะ หม่อมฉันย่อมไม่กล้าแน่นอน”


            ซีหลงรีบลุกขึ้นคุกเข่าเช่นกัน เอ้อร์หนาฮองเฮากวาดสายตามองรอบตำหนักคุนหนิงครั้งหนึ่ง แล้วว่า


            “ช่วงนี้วังหลังสงบสุขดี ผู้ใดกล้าก่อเรื่องข้าย่อมไม่ละเว้นแน่ วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว พวกเจ้าไปได้”

 



            เพี๊ยะ!


            เสียงฝ่ามือปะทะใบหน้าหนึ่งจนหัน สวีซิวเยวี่ยนลิ้มรสเลือดในโพรงปากของตน ในใจพลันเดือดดาลและอัปยศอดสูยิ่งนัก ในตำหนักของตนเองแท้ๆ กลับต้องถูกตบจนหน้าหัน


            “วันนี้พระอัครเทวีไม่อยากเห็นหน้าเจ้า จึงให้ข้ามาพูดแทน”


            พระสนมเอกซินเจาเยวี่ยนเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดมือมาจากข้ารับใช้ข้างตัว ท่าทางราวกับรังเกียจนัก


            “ตำหนักผิงอันของซีซิวหรงเต็มไปด้วยคนของฝ่าบาท เจ้าดันป่าวประกาศข่าวลือด้วยตัวเองแบบนี้ ต่อไปจะลงมือได้อย่างไร โง่เง่ายิ่งนัก!


            พระสนมเอกสวีซิวเยวี่ยนยกมือขึ้นจับใบหน้า ดวงตาแดงก่ำ “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าถูกเหยียดหยามเพียงใด พระอัครเทวีบอกให้ข้ารอ ให้ข้าอดทน แล้วบัดนี้เป็นอย่างไร แต่เดิมที่ฝ่าบาทเคยโปรดปรานข้าก็กลายเป็นแทบไม่แวะมาหาอีก เจ้าเองก็เถอะ ไม่นานนังอสรพิษนั่นคงขึ้นถึงตำแหน่งเฟยแล้วเหยียบหัวเจ้าเหมือนกัน”           


            “แล้วเจ้าไม่สงสัยหรือ ว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงไม่อยากจะโปรดเจ้าอีก”


            ซินเจาเยวี่ยนเอ่ยอย่างเผ็ดร้อน “นอกเหนือจากเรื่องการเมือง ต่อให้ไม่มีซีซิวหรง แต่เดิมฝ่าบาทยังทรงอาลัยอาวรณ์เพราะเจ้ารับใช้มานาน แต่บัดนี้แค่หน้าเจ้าก็ไม่อยากมองแล้ว เพราะเจ้ามันควบคุมอารมณ์และความริษยาไม่ได้อย่างไร เฮอะ หากลี่กุ้ยเฟยไม่มีเมตตา เจ้าจะยังมีหน้าตำหนักอยู่อย่างนี้หรือ”


            “บัดนี้ กระทั่งลี่กุ้ยเฟยก็จะทอดทิ้งข้าหรือ!” น้ำตาร้อนผ่าวไหลลงบนใบหน้า ความงามยังไม่โรยราทว่ากลับเหมือนตุ๊กตากระเบื้องที่แตกร้าว


ซินเจาเยวี่ยนกลับไม่มีความเห็นใจสักนิด พอได้รับความโปรดปรานในช่วงแรก สวีซิวเยวี่ยนก็คล้ายหน้ามืดตามัว ไร้เหตุผลเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง สตรีคลั่งรักจนหน้ามืดพรรค์นี้เกรงว่าจะถ่วงแขนขาเสียเปล่าๆ


            จะทำการใหญ่ หมากอย่างนี้รีบเขี่ยทิ้งไปจะดีที่สุด


            “สำนึกผิดอยู่แต่ในตำหนักไปแล้วกัน ส่วนแผนการเจ้าไม่ต้องยุ่ง พระอัครเทวีย่อมมีผู้อื่นให้ทำแทน”


            ชายกระโปรงงดงามลับสายตาไป สวีซิวเยวี่ยนกรีดร้องระบายอารมณ์พร้อมกับเขวี้ยงแจกันที่อยู่ข้างตัว


            “พระสนมเจ้าคะ!” นางกำนัลคนสนิทจิวเมี่ยวรีบเข้ามาหา คุกเข่าลงร้องไห้สะอื้นพร้อมผู้เป็นนาย “โถ พระสนมของบ่าว ไหนเลยจะต้องถูกพวกนางรังแก หากไม่มีซีซิวหรง ท่านคงไม่ต้องได้รับความอัปยศถึงเพียงนี้!”


            “ข้าควรทำอย่างไรดี ถึงแก้แค้นได้อย่างสาสม” สวีซิวเยวี่ยนคับแค้นใจแทบกระอักเลือด นางกำนัลจิวเมี่ยวรีบกุมมือนางไว้ ดวงตาวาววาบ


            “ซีซิวหรงชั่วร้ายต่ำช้า ท่านอย่าปล่อยให้นางลอยนวลไปได้นะเจ้าคะ หากผิดพลาด ท่านก็อ้างว่าลี่กุ้ยเฟยเป็นผู้บงการ อย่างไรนางก็ต้องรีบมาปกปิดความผิดของตนเองแน่ หรือถ้าไม่ อย่างไรท่านก็จะต้องลากนางให้รับผิดไปด้วยกัน”


            “ใช่” สวีซิวเยวี่ยนพึมพำ นัยน์ตาฉายแววอำมหิต “แต่เดิม ข้าก็ไม่มีค่าอะไรในสายตานางอยู่แล้ว เป็นแค่ลูกนายอำเภอเล็กๆ ที่ติดตามรับใช้บุตรีเสนาบดีใหญ่ ตระกูลเฉินให้ข้าเรียนศาสตร์ชั่วร้ายต่างๆ นานา สิ่งเลวทรามต่างกระทำแทนเฉินซิ่วหยาจนหมด มือนางจึงไม่เคยแปดเปื้อนเลยสักครา ได้แต่ลอยหน้าเป็นดั่งเทพธิดาเซียนอย่างนั้น”


            นางยังจำได้ วันนั้นมีข่าวว่าแม่ทัพสิงห์คำรณแห่งตระกูลซุนกลายเป็นแม่ทัพเอกขององค์จักรพรรดิ ควบคุมกำลังถึงห้าแสนนาย อีก ลี่กุ้ยเฟยรู้สึกไม่สบายใจเพราะอีกไม่นานซุนเจาอี๋อาจกลับมามีบทบาทในวังหลังได้ จึงให้นางหาวิธีจัดการ


            ตะขาบที่เกิดจาก อู่ตู่จืออี้ ห้าพิษเหลือหนึ่ง* นั่นกลับไม่ได้ดั่งใจไปกัดถูกขันทีไร้ค่าผู้หนึ่งเข้าแทน


เวลานั้นนางสั่งให้คนไปเรียกแพทย์หลวงมา เพื่อมิให้มีผู้ใดไปรักษาที่ตำหนักซุนเจาอี๋ หลิวซีหลงพี่ชายนังมารผู้นั้นกลับทำให้แผนการผิดพลาดไปหมด ลี่กุ้ยเฟยถึงกับกริ้วนางไปหลายวัน เมื่อเห็นว่าฝ่าบาทยังไม่มีท่าทีโปรดปรานซุนเจาอี๋จึงค่อยวางใจ ไม่ตำหนินางอีก


ครั้งนี้ นางจะไม่พลาดเป็นครั้งที่สอง! “จิวเมี่ยว เจ้าไปหาหุ่นดินเหนียวลงอักขระมา ครั้งนี้ต้องกระทำอย่างแนบเนียนที่สุด”

           



            70%

            *เกิดจากการที่ใส่ งู ตะขาบ คางคก แมงป่อง แมลงพิษ รวมกัน ให้ฟาดฟันกัดกินกันเองจนเหลือเพียงหนึ่งเดียว ตัวสุดท้ายจะรวบรวมพิษทั้งห้าไว้ในตัวเอง

            จำได้ไหมคะ จิ้นชิงโดนตะขาบกัดเอาเมื่อตอนนู้นแล้วอิตาซีหลงไปช่วย เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว แต่อยากบอกว่า ซีหลงในหทัยจอมอสูรกั ในพระสนมเป็นคนละคนกันนะคะ ฮืออออ คือตอนแรกจะเขียนลิ้งค์กันนั่นแหละค่ะ แต่มีปัญหาทางเทคนิคคือให้หทัยไปกับสนพหนึ่ง ส่วนพระสนมไปกับอีกสนพ.หนึ่ง เลยต้องเขียนแยกกันค่า แต่ไม่อยากเปลี่ยนชื่อเพราะมันติดไปแล้ว เลยขออภัยที่ทำให้เข้าใจผิดมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

            ปล. แต่ที่ให้พระสนมกับสนพ.ไป เป็นสัญญาปากเปล่าเมื่อราวสามปีก่อน ไม่รู้ตอนนี้เขายังอยากได้อยู่รึเปล่านะคะ 5555555



            ตามกฎวังหลวงแห่งต้าหลิง สตรีฝ่ายในต้องได้รับอนุญาตก่อนที่จะออกจากอาณาเขตรั้วแดง


            หากเป็นฮองเฮาหรือเหล่าพระสนมต้องได้รับพระราชานุญาตจากองค์จักรพรรดิ ทว่าหากเป็นข้ารับใช้ฝ่ายใน ก็จำต้องมีจดหมายส่งตัวลงนามเจ้านาย ทั้งยังต้องแลกป้ายชื่อไว้กับนายทวารบาลและกลับมาก่อนประตูวังจะปิด มิฉะนั้นจะถือว่าต้องโทษอาญาสถานหนัก


            งานนี้เป็นงานสำคัญ นางกำนัลจิวเมี่ยวไม่อาจปล่อยไว้ในมือผู้อื่น แลกป้ายลงนามแล้วก็เร่งเดินทางด้วยรถม้า ตรงไปยังชานเมืองต้าหลิงทันที


            เรือนร่างสะโอดสะองนั่งอยู่ในรถม้า ท่าทีแม้จะสงบ ทว่าดวงตากลับเปล่งประกายมืดดำ นางมีศักดิ์เป็นคนสนิทของสวีซิวเยวี่ยน แม้อายุจะล่วงเลยวัยสามสิบปีไปแล้ว รูปโฉมโดยรวมกลับถือว่างดงามกว่านางกำนัลวัยเยาว์เสียอีก


            เสียดาย บนใบหน้านวลผ่องนั้นมีรอยไฟไหม้อยู่ครึ่งหนึ่ง คราแรกนางในวัยสาวสะพรั่งกำลังจะได้ตบแต่งกับบุรุษที่ดี อีกฝ่ายพอเห็นรอยนี้เข้ากลับหวาดผวาจนล้มเลิกงานวิวาห์ พาให้หัวใจนางบอบช้ำ เกลียดชังบุรุษทุกผู้จับใจ


            แต่เกลียดอย่างไร ก็ไม่เท่าผู้ที่สร้างบาดแผลนี้ให้กับนาง สตรีหนึ่งใช้ริมฝีปาก อีกสตรีหนึ่งใช้มือตนเอง


            และนางก็คงจะเป็นตัวโง่งมต่อไป หากมิได้ยินความจริงจากริมฝีปากหลินเต๋อเฟยเมื่อสามปีก่อน


            รู้หรือไม่ วันนั้นกลับมิใช่ที่เจ้าเลิ่นเล่อจนทำให้ควันหม้อน้ำเดือดปะทุขึ้นมา


            ดวงหน้าขาวซีดดั่งผีสางของหลินเต๋อเฟยเหยียดยิ้ม พาให้นางตัวสั่นสะท้าน


สิ่งที่อยู่ในหม้อถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว เฉินกุ้ยเฟยเอ่ยกับสวีซิวเยวี่ยนว่าเจ้าช่างจงรักภักดี หากเจ้าแต่งออกไปแล้ว ไหนจะหาทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์เยี่ยงนี้ได้อีก อีกทั้งเจ้ายังมีหน้าตางดงาม ถ้าสักวันเกิดถูกใจองค์จักรพรรดิขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องดี


            คิดถึงตรงนี้ นางกำนัลจิวเมี่ยวกำมือกับกระโปรงจนยับย่น แต่นั้นมานางก็ทำงานรับใช้หลินเต๋อเฟย คอยหาโอกาสยุแยงให้สวีซิวเยวี่ยนไม่เชื่อฟังลี่กุ้ยเฟยและทำเรื่องหุนหันพลันแล่นขาดสติมาโดยตลอด จนทำให้สวีซิวเยวี่ยนตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าสมเพช ทว่าลี่กุ้ยเฟยนั้นนางมิอาจแตะต้องได้โดยง่าย บัดนี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่น่าจะได้ชำระความแค้น ต่อให้ตายนางก็ยินดีกว่าอยู่เยี่ยงศพผีเช่นนี้


            ยามมาถึงชานเมือง นางกำนัลจิวเมี่ยวกวาดสายตามองไป ก็พบบ่าวรับใช้แม่เฒ่าออกมาต้อนรับ ก่อนจะพานางเข้าไปในบ้านเล็กหลังหนึ่งที่อยู่ปลีกแยกจากผู้คน


            สตรีสวมอาภรณ์เรียบง่ายสีม่วงเข้มนั่งรออยู่ในห้องมืดที่จุดเพียงเทียนไม่กี่เล่ม ใบหน้าครึ่งล่างปกปิดด้วยผ้าพลิ้วโปรงแสง ด้านบนเผยให้เห็นนัยน์ตาดอกท้องามล้ำสีสันประหลาดยั่วยวน สีฟ้าอ่อนอมเทาดั่งม่านหมอกนั้นกลับยิ่งทำให้อากาศรอบตัวยิ่งมีมนตร์ขลัง


            “คำนับแม่หมออวี้”


            “ไม่ต้องมากพิธี” น้ำเสียงของนางทำให้คิมหันต์กลายเป็นเหมันต์ฤดู หนาวเย็นไปถึงกระดูก นางกำนัลจิวเมี่ยวแม้ตั้งใจมั่นแล้วยังอดสั่นสะท้านไม่ได้ ส่งกระดาษออกมาจากเสื้อ “คุณไสยที่ผู้น้อยต้องการทำคือคุณไสยทำเสน่ห์เจ้าค่ะ นี่คือวันตกฝากของบุรุษผู้นั้น และนี่คือวันตกฝากของนายหญิงของข้า”


            แม่หมออวี้รับไปเหลือบตาดูเสร็จแล้วจึงวางลง ครึ่งหน้าเลือนรางเผยรอยยิ้ม “หึ ข้อตกลงมีไว้อย่างไร เหตุใดจึงไม่ทำตาม”


            นางกำนัลจิวเมี่ยวพยายามเก็บอาการตระหนก ทว่าไม่อาจทำได้ “ทะ ท่านหมายความว่าอย่างไร”


            “ข้าเคยบอกแล้วว่า กฎข้อแรกคือต้องเอ่ยความจริงทั้งหมด” นัยน์ตางามพลันคล้ายจะจ้องเข้าไปในจิตวิญญาณ “นี่มิใช่วันตกฟากของอนุที่จะทำเสน่ห์ใส่ขุนนางใหญ่ที่ไหน แต่เป็นวันตกฝากของพระสนมที่จะเสน่ห์ใส่องค์จักรพรรดิแห่งต้าหลิง ใช่หรือไม่”


            นางกำนัลจิวเมี่ยวรู้สึกคล้ายจะเป็นลมหน้ามืด แต่ก็พยายามรั้งสติไว้ นางเองไม่เชื่อเรื่องเล่าที่โด่งดังมาจากเหล่านางคณิกาในต้าหลางนี้นัก แค่นึกว่าหาผู้ใดที่ทำพอให้แนบเนียนได้ก็พอ มิคาด... แม่หมอผู้นี้จะมีตาทิพทย์จริงๆ!


            แต่มาถึงเพียงนี้ นางจะกลับมือเปล่าได้อย่างไร


            “ชะ ใช่เจ้าค่ะ ท่านช่างเลิศล้ำสมคำล่ำลือจริงๆ”


            แม่หมออวี้หัวเราะไม่มีเสียง “เอาเถอะ แล้วผู้ใดใช้เจ้ามากัน มิใช่นายหญิงเจ้าของวันตกฝากนี้กระมัง”


            นางกำนัลจิวเมี่ยวกัดริมฝีปาก เอ่ยเสียงเบา “พระสนมเอกสวีซิวเยวี่ยนเจ้าค่ะ”


            สตรีในอาภรณ์ม่วงจุ๊ปาก หยิบหุ่นดินเหนียมมาตัวหนึ่ง ลูบคลำเบาๆ ก่อนบิดศีรษะออกจากตัวอย่างแรง นางกำนัลจิวเมี่ยวถึงกับผวาสะดุ้งกรีดร้องออกมา “หากยังโกหก ให้นี่เป็นเจ้าดีหรือไม่”


            ครานี้นางกำนัลขวัญอ่อนถึงกับน้ำตาไหล รีบโขกศีรษะขออภัย “ครั้งนี้ข้ายอมเอ่ยความจริงแล้ว! เป็นพระอัครชายาหลินเต๋อเฟยสั่งให้ข้าใส่ร้ายพระสนมเอกซีซิวหรงเจ้าค่ะ”


            “ก็เท่านี้” แม่หมออวี้ว่าเสียงนุ่มนวล แต่ดวงตายังแววโรจน์อยู่ “แสดงว่าเจ้าดูถูกฝีมือข้าใช่หรือไม่ คิดว่านี่เป็นการเล่นปาหี่งั้นหรือ”


            “ผู้น้อยไม่กล้าเจ้าค่ะ ผู้น้อยไม่กล้า พระอัครชายาให้ข้าจ่ายให้ท่านได้มากตามต้องการ”


            แม่หมออวี้แค่นเสียงออกมา ก่อนไล่นางออกไปรอนอกห้อง เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม การปลุกเสกก็เสร็จสิ้น นางกำนัลจิวเมี่ยวก็รีบรับหุ่นดินเผารูปคนลงอักขระไปซ่อนไว้ ยามนั้นดวงอาทิตย์กลับใกล้ลาลับขอบฟ้าแล้ว ทำให้นางต้องเร่งเดินทางกลับวัง


สตรีในอาภรณ์ม่วงจ้องมองเปลวเทียนส่ายไหว ก่อนค่อยๆ ปลดผ้าโปร่งลง เผยให้เห็นใบหน้างามล่มแดนอันเป็นเอกลักษณ์ นัยน์ตาสีฟ้าอมเทาอันมาจากเชื้อสายชาวแคว้นฉางายแววลึกล้ำ


“เจ้าจะหลบอยู่นานแค่ไหน”


“ไม่อาจปิดบังท่านได้จริงๆ” มู่หลันเจ้าของสมญาสือซว่านปรภพเคลื่อนกายออกมาจากความมืด นางสวมอาภรณ์รัดกุมกลืนไปกับสีของยามวิกาล คำนับเต็มขั้นลงเบื้องหน้าสตรีที่สีหน้าส่อเค้าเย็นชา “คำนับท่านหญิง”


“คณิกาต่ำต้อยเช่นข้าไยจะกล้ารับ” อวี้ฮวาเอ่ย เหยียดรอยยิ้มมุมปาก “สตรีวังหลังมีแต่คนโง่เขลาทั้งนั้น”


“เป็นเช่นนั้น” มู่หลันยิ้มรับ “ทว่าซีซิวหรงเห็นพิรุธ จึงใช้ให้ข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวที่ตำหนักสวีซิวเยวี่ยน แต่นึกไม่ถึงว่าท่านอ๋องกลับยังเหนืออยู่กว่าหนึ่งก้าว ให้ท่านมาแสดงเป็นแม่หมออยู่นี่”


“มีอะไรที่เขาไม่รู้ด้วยหรือ” อวี้ฮวาเอ่ยเหน็บแนมอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ ครู่ต่อมาสีหน้าจึงอ่อนลง ดวงตาฉายแววรู้สึกผิด “แล้วหลิวซีหลงผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง”


“ยังกินอิ่มนอนหลับดี ท่านไม่ต้องกังวล”


“ข้าจะไม่กังวลได้อย่างไร ในเมื่อข้าเป็นคนบอกเรื่องสลับตัวพระสนมกับอวิ๋นอ๋อง” อวี้ฮวาทอดถอนใจ แม้นางจะสวมบทบาทคณิกา แต่กลับยังมีน้ำใจเยื่อใยกลับแพทย์หลวงช่างฉอเลาะที่ชอบมาหยอดคำหวานให้นางอยู่ไม่น้อย


“ต่อไป... เขาจะต้องตายหรือไม่?”


มู่หลันนิ่งคิดครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตอบอย่างเคร่งขรึม “อนาคตไม่มีผู้ใดรู้”


อวี้ฮวาตัวสั่นน้อยๆ พลันถอนใจอีกหนึ่งคำรบ “นอกจากเขา บุรุษก็ล้วนบัดซบกันทั้งหมด สองพี่น้องสกุลหลิวนี่ก็ช่างน่าสงสารจริงๆ”


มู่หลันพยักหน้าเพียงนิดจนแทบคล้ายไม่ได้ขยับใบหน้า “ทว่า เมื่อครู่ท่านไม่ได้ลงอักขระจริงๆ ใช่หรือไม่ ได้ยินว่าท่านก็ฝึกศาสตร์มืดมนตร์ดำมาไม่น้อย”


“ไม่ใช่ของจริง ข้าลงอักขระผิดไปหนึ่งตัว มิใช่เรื่องที่ข้าจะต้องเอาตนเองเข้าไปเสี่ยง”


ศาสตร์มืดมนตร์ดำเองมีกฎเกณฑ์ หากคิดเล่นของต่ำกับผู้อื่นก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ มู่หลันได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจขึ้นเปราะหนึ่ง อย่างไรแค่มีตุ๊กตาดินเหนียวตัวเดียวก็แตกตื่นกันทั้งวังแล้ว “เช่นนั้นข้าขอลา”


“ไปเถอะ หากเจอท่านอ๋องก็ฝากบอกด้วยว่าข้าอยากให้เขาตายเร็วๆ”


มู่หลันหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่ถือสา ใช้วิชายุทธ์เคลื่อนกายจากไปอย่างเงียบงัน

 



            ใช้เวลาสนทนากับอวี้ฮวาไปพอสมควร มาถึงประตูวังก็ปิดเสียแล้ว มู่หลันจึงต้องอาศัยวิชาที่ฝึกมาของตนลักลอบเข้าวัง เนื่องจากนางเป็นคนของอวิ๋นอ๋อง ย่อมผ่านการเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้น ทั้งยังเคยอยู่ในวังหลวงมานาน จึงทำให้ไม่ใช่เรื่องยากลำบากเท่าใด


            เส้นทางที่นางใช้เป็นประตูลับที่รู้กันเพียงในหมู่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่ใช้สกุลหลี่เท่านั้น จำต้องผ่านวังหน้าเสียงนิดก็สามารถเล็ดลอดเข้าวังหลัง ทว่าคืนเดือนดับนี้กลับคล้ายโชคชะตาจะไม่เข้าข้าง


            มู่หลันหลบหลีกเวรยาม กระโดดลงกำแพงเตี้ยอย่างเงียบเชียบ เบื้องหน้ากลับมีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ใต้เงาหลังคา


            “คนของอวิ๋นอ๋องนี่ถนัดทั้งลักลอบไปมา ทั้งแอบอ้างใช้ป้ายประจำตัวผู้อื่นจริงๆ” มู่หลันอย่างไรก็รอบคอบ ออกไปครั้งนี้มิได้ใช้ป้ายของตนจริงๆ


            “พระสนมเอกซีซิวหรงใช้ให้ข้าไปทำธุระ เกรงว่าท่านคงไม่ถือสา”


            มู่หลันเอ่ยอย่างใจเย็น ปัดเศษดินจากอาภรณ์ ยิ้มน้อยๆ ค้อมกายคารวะเช่นชาวยุทธ์ “ไม่ทราบท่านหัวหน้าราชองครักษ์มาทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ ในซอกตรอกซอยไร้ผู้คนเช่นนี้”


            “ดอกไม้ผี เจ้าอย่ามาเล่นลิ้น ข้าเป็นราชองครักษ์ ยามนี้จะมีอะไรให้ทำนอกจากตรวจตราราชวัง” อู๋หนิงเหอเบะปากไม่ชอบใจ สายตาท่าทางเอาเรื่อง แต่พอนึกบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าก็ฉายแววท้าทาย เอื้อมมือไปคว้ากระบี่


“จะว่าไปช่วงนี้ไม่มีใครกล้าลอบสังหารฝ่าบาทมานานแล้ว ข้าเบื่อมาก มาลองมือกันสักตั้งดีหรือไม่ ถ้าเจ้าชนะข้าจะปล่อยเจ้าไป ว่าอย่างไร”


            มู่หลันอยากจะกลอกตา อวิ๋นอ๋องเคยบอกไว้ว่าองค์จักรพรรดิตามใจเด็กเปรตผู้หนึ่งเกินไป คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเป็นใคร “ข้าไม่ว่าง จำต้องกลับตำหนักเดี๋ยวนี้”


            “เช่นนั้นข้าจะจับเจ้าส่งให้ฝ่าบาทสอบสวน ดูสิว่าพวกเจ้ากับอวิ๋นอ๋องคิดทำอะไรลับหลังอีก”


            มู่หลันสูดลมหายใจสงบอารมณ์ ก่อนที่จะนึกอย่างหนึ่งขึ้นได้ ระบายรอยยิ้มนุ่มนวลบนใบหน้า “ข้ายินดีเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น เพียงแต่คงต้องขอยืมมือท่านมาช่วยเหลือ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับซีซิวหรง อย่างไรฝ่าบาทก็คงไม่ทรงปฏิเสธเช่นกัน”

           



            100%

            สองร้อยเปอร์เซ็นต์ดีไหมคะ ยาวมาก555555 คือเสี่ยวอ้ายเคยเกริ่นไปหน้านิยายแล้วว่าจะมีฉากตัวละครอื่นๆ ด้วย แต่พี่ฝ่ากะอิตาซีหลงเป็นศูนย์กลางการดำเนินเรื่องนั่นแหละ รายละเอียดเยอะมาก อย่าเพิ่งงงกันนะคะ (เชื่อว่าหลายคนอาจงงแล้ว แต่ไม่เป็นไรค่ะ อ่านไปก่อน เสี่ยวอ้ายจะเขียนทียังต้องเปิดตอนเก่าๆ ขึ้นมาดูเลย55555) หลินเต๋อเฟยนางเงียบๆ แต่ก็ทำงานนะคะ ส่วนไอ้น้องหนิงเหอนี่อย่างห้าว มู่หลันกับอวี้ฮวามและอวิ๋นอ๋องมีอะไรน้า สรุปตาซีหลงตอนนี้คือมีแบ็คเยอะอยู่นะคะ ใครจะทำอะไรคิดดีๆ ฮา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.257K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,561 ความคิดเห็น

  1. #6325 H2O-69 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 มีนาคม 2564 / 15:20
    ชั้นเชิงแต่ละคนคือไม่ธรรมดา ซับซ้อนกันหมด เป็นเรานี่โดนจิ้มตายไปนานแล้วมั้ง 55555555
    #6,325
    0
  2. #6187 blueeyes111 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:55
    ตอนนี้มีเรื่องราวเยอะมาก พีค! เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแล้ว อวิ๋นอ๋องเก่งมากรู้ทุกเรื่องเลย แล้วแม่นางอี้ฮวาอีกทำไมถึงเกลียดอวิ๋นอ๋องเช่นนั้น แล้วยังเขาร่วมกระบวนการกับเขาอีก ส่วนมู่หลันนี่คู่กับอู๋หนิงใช่ปะ
    #6,187
    0
  3. #5495 ohHUNexo (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 10:03
    หนิงเหอออกจะน่ารักกก. เป็นเด็กเปรตไม่ด้ายยยย
    #5,495
    0
  4. #5333 Marshmalowdii (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 10:35

    ชอบบบ เนื้อเรื่องดีมากค่ะ

    #5,333
    0
  5. #5297 Plovebts (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 22:24
    เจ้มจ้นมากกกกก
    #5,297
    0
  6. #5284 kittenO (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 19:17
    เตือนให้ระวังตัวคนอื่น แต่สุดท้าย มาทำของใส่เค้าเอง โอย เชื่อใจใครได้มั่ง ดีนะ ที่รู้ทัน ไม่งั้นแย่
    #5,284
    0
  7. #5188 Khanom Tan (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 23:39
    สวีซิวเยวี่ยนคิดจะใส่ร้ายหลงเอ๋อร์รึ
    นางงูพิษ!!!!!!
    #5,188
    0
  8. #5146 Ppttyc_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 20:04
    แต่ละคนกะคือแบ็คใหญ่มาก
    #5,146
    0
  9. #5113 kiki3k (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 22:39
    คืออวี้ฮวาคือแบบนางงงคือคนของอ๋องอ่ะ แล้วคือเต๋อเฟยคือโหหหห เกินมาก
    #5,113
    0
  10. #4958 ปอเต๊อะ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 13:16
    โอ้โหหหหห
    #4,958
    0
  11. #4895 ghost scorpion (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 18:38
    เข้มข้นมากฮะ ชอบแบบบ
    #4,895
    0
  12. #4850 neovenesia (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 08:50
    อวี้ฮวานึ่ใช่คนเดียวกับคณิกาทึ่ซีหลงจะไถ่ตัวให้รึเปล่าอะ
    #4,850
    0
  13. #4771 PPSnook (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 14:46
    มันเริ่มซ้อนแผนจนเยอะแล้ว555 คือน้องซีมีคนช่วยเยอะมากตอนนี้ แบคใหญ่กำลังจะรู้เรื่องแล้วตอนนี้
    #4,771
    0
  14. #4769 artyphone724 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 12:13
    เเผนซ้อนเเผนหรือเปล่าเเบบนี้555
    #4,769
    0
  15. #4767 MYild22 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 12:07
    ถึงกับเหม่อเลยค่ะ55555 แม่นางอวี้ฮวาที่น้องซีจะไปไถ่ตัวมาตบแต่งด้วยก็เป็นตลค.ลับไปอีก แบ็คซีหลงนี่เกินต้านจริง55555
    #4,767
    0
  16. #4765 FanningF (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 11:06
    อวิ๋นอ๋องฉลาดเกิ๊น ชอบค่ะอยากได้ /ผิด
    #4,765
    0
  17. #4763 Thanyatorn♡ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 10:30
    ก็คือชอบมากกกกก ดีมากกก จัดการมันเลยเจ้าค่ะ!!!!!
    #4,763
    0
  18. #4762 พลูโตโล (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 10:28
    ไม่กังวลเกี่ยวกับน้องเท่าไหร่เพราะคนที่ร้ายสุด พวกสนมสู้สกิลตัวร้ายของฝ่าบาทไม่ได้หรอก 555
    #4,762
    0
  19. #4761 เฟยเฟิ่ง (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 09:43
    ดีค่ะจะกี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก้ดี ขอแค่ได้อ่านต่อ แบ็คเยอะเชียวนะซีหลง รู้สึกหายห่วงน้องขึ้นมาทันตาเลย ฝ่าบาทช่างสมกับเป็นพระเอกจริงๆเพคะ สกิลพระเอกไม่ตกหล่นแม้แต่นิดแถมเอาสกิลตัวร้ายมาด้วยเจ้าเล่ห์ไม่มีที่ติเลยเพคะ55555
    #4,761
    0
  20. #4760 Deeroum (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 09:36
    กราบบบสนุกมาก เข้มข้น แบบยังเดาทางไม่ออกว่าจุดจบจะคลี่คลายปมไปในทิศทางไหนน ลุ้นทุกตอนค่า ท่านอ๋อง ยังคงทำงานนะเจ้าคะ
    #4,760
    0
  21. #4759 _Daonuea_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 08:53
    สนุกมากกกกกกก
    #4,759
    0
  22. #4758 Fueled me (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 08:47
    ซีหลงก็คือรู้นะแต่รู้ไม่เยอะ ตาฝ่าบาทเขาชอบเล่นลิ้น55555555555555
    #4,758
    0
  23. #4757 Satang_88 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 08:36
    จริงๆแล้วซีหลงแค่มีแบ็คเป็นฝ่านี้ก็น่ากลัวแล้วนะ5555555
    #4,757
    0
  24. #4756 Aquarrr (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 07:50
    5555555 แล้วแบบนี้ใครจะทำไรตาซีหลงได้อีกคะ
    #4,756
    0
  25. #4754 JKLV (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 06:15

    ตาซีไม่ธรรมดาเลยค่ะ เหมือนกอดขาทองคำ😂 แต่ดันเป็นตัวหมากในเกมซะงั้น ได้แน่หวังว่านางจะมีน้ำหนักในใจฝ่าบาทมากพอ;_____;

    #4,754
    0